“เบิ้ล ปทุมราช” ลาแฟนเพลง สู่ “บูรพาพยัคฆ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300971

“เบิ้ล ปทุมราช” ลาแฟนเพลง สู่ “บูรพาพยัคฆ์”

คนในข่าว  :  3 พ.ย. 2560
เบิ้ล ปทุมราช, เบิ้ล ปทุมราช อาร์สย, ลาไปเป็นทหาร, ค่ายจักรพงษ์ อเมือง จปราจีนบุรี, บูรพาพยัคฆ์

นักร้องดัง “เบิ้ล ปทุมราช” ถึงคิวต้องไปรับใช้ชาติ เลยต้องออกมาขอบคุณกำลังใจจากแฟนเพลงทั่วโลก พร้อมบอกจะทำทุกหน้าที่ให้ดีสมกับที่ได้รับเลือกให้เป็น!!

               ได้เวลา “ทหารเกณฑ์” ผลัด 2 จะเข้าประจำการตามระเบียบปฏิบัติของกองทัพบก

               ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นพิเศษ เนื่องจากนักร้องดัง “เบิ้ล ปทุมราช” จะถึงคิวต้องไปรับใช้ชาติ

"เบิ้ล ปทุมราช"  ลาแฟนเพลง  สู่ "บูรพาพยัคฆ์" 

               เช้าวันที่ 3 พ.ย. ที่ห้องประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ “เบิ้ล ปทุมราช” พร้อมเพื่อนๆ จาก อ.ปทุมราชวงศา มารวมตัวกัน ก่อนเดินทางไปเข้ารับการฝึกทหารใหม่ที่ค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี หรือที่รู้กันดีว่า “ค่ายบูรพาพยัคฆ์”

"เบิ้ล ปทุมราช"  ลาแฟนเพลง  สู่ "บูรพาพยัคฆ์" 

               “เบิ้ล” ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวในเช้าวันที่ต้องเดินทางว่า “พ่อดูแลบ้าน ยายและแม่ เป็นตัวแทนครอบครัว มาส่งพลทหาร ขอบพระคุณกำลังใจจากแฟนเพลงทั่วโลก ที่ส่งใจมาให้ผมนะครับ จะทำทุกหน้าที่ให้ดีสมกับที่ได้รับเลือกให้เป็นและได้เจอกับทุกบทบาท”

"เบิ้ล ปทุมราช"  ลาแฟนเพลง  สู่ "บูรพาพยัคฆ์" 

"เบิ้ล ปทุมราช"  ลาแฟนเพลง  สู่ "บูรพาพยัคฆ์" 

               เมื่อถึงเวลาต้องอำลาบ้านเกิดสู่ค่ายทหาร บรรดาทหารเกณฑ์ก็ได้ขึ้นรถบัส ซึ่งช่วงการเดินทางไปปราจีนบุรี ผู้บังคับบัญชายังอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ได้ “เบิ้ล” จึงไลฟ์สดบรรยากาศการเดินทางผ่านแฟนเพจเบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม

หัวอกพ่อชื่อ “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” การมุ้ง..ยุ่งกว่าการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300913

หัวอกพ่อชื่อ “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” การมุ้ง..ยุ่งกว่าการเมือง

คนในข่าว  :  3 พ.ย. 2560
โบนัน่ซ่า, เขาใหญ่, โบนันซ่าเขาใหญ่, ไพวงษ์เตชะณรงค์, ไพวงษ์ เตชะณรงค์, ไพวงษ์, ป๋าไพวงษ์, แอฟสงกรานต์ ไพวงษ์, แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุข, แอฟสงกรานต์, แอฟ-สงกรานต์, น้องปีใหม่, แอฟ-น้องปีใหม่, ปีใหม่, แอฟ สงกรานต์แยกกันอย

คนที่ลุ้นตัวโก่งสุดๆ ก็เจ้าพ่อโบนันซ่าวัยเก๋า “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” ที่ตั้งแต่แรกเริ่มที่มีข่าวนี้ออกมากระตุกต่อมเผือกคนไทย ก็คนนี้แหละที่ออกตัวแรง

               สำเร็จไม่สำเร็จ ! กลยุทธ์ง้อเมียของเจ้าพ่อโบนันซ่าวัยหนุ่ม “สงกรานต์ เตชะณรงค์” ในการงอนง้อศรีภรรยา แอฟ ทักษอร ที่งานนี้ทำเอาคนไทยลุ้นตัวโก่ง ราวกับดูละครสวรรค์เบี่ยงตอนจบ !

                แต่ที่แน่ๆ คนที่ลุ้นพอๆ กันเห็นจะเป็นคุณพ่อสามี เจ้าพ่อโบนันซ่าวัยเก๋า “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” ที่ตั้งแต่แรกเริ่มที่มีข่าวนี้ออกมากระตุกต่อมเผือกคนไทย ก็คนนี้แหละที่ออกตัวแรง ขอเป็นกาวใจเหนียวหนึบให้ทั้งคู่กลับมาแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

                ล่าสุดยังออกมาแจงกับทีมข่าวบันเทิงคมชัดลึกเลยว่า ที่ข่าวร้อนๆ ออกมาว่าพ่อแม่น้องปีใหม่ เซ็นใบหย่ากันไปแล้ว ป๋าไพวงษ์บอกเลย ไม่จริง ! จะพูดไปทำไมมี !

                จากนั้นก็เลี้ยวเข้าเรื่องธุรกิจโดยปู่น้องปีใหม่ยังบอกว่า ตอนนี้ลูกชายน่ะงานยุ่งหนักมาก และตนเองเพิ่งไปดูมา ก็ถึงกับอึ้ง !

                “พอเราไปดูแล้วเรายังตกใจเลย คือมันเป็นเรื่องของลูกผู้ชายจริงๆ เขาทำงานไม่เป็นอันกินอันนอนเลยนะ เขาพิสูจน์ตัวเองว่าเขาทำโครงการใหญ่ๆ ได้ มิน่าล่ะเขาถึงทุ่มเทในการทำงานครั้งนี้มาก”

                ก็ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุนี้หรือไม่ ที่ทำให้เกิดเรื่อง แต่ถ้าใช่ ! งานนี้สงสัยสะใภ้นางเอก ต้องเปลี่ยนมางอนพ่อสามีแทนแล้ว ค่าที่ใช้งานลูกชายจนบ้านเกือบแตก !

                ว่าแล้วไปส่องดูความเป็นมาของกาวใจรุ่นใหญ่คนนี้กันดู ว่าก่อนจะมาใช้บั้นปลายชีวิตในขุมทองคำ และว่างๆ ก็เล่นโซเชียลกับหลานสาวคนเก่งแล้ว เขาทำอะไรมาบ้าง

                แน่นอนเรื่องราวของคนระดับ “ไพวงษ์ เตชะณรงค์” ย่อมหาอ่านได้ไม่ยาก เพราะเขานั้นได้ชื่อว่าเป็นอีกเจ้าของตำนานการสร้างตัวคนหนึ่งของเมืองไทย

                โดยเฉพาะที่อาณาจักรโบนันซ่า เขาใหญ่ ที่เจ้าตัวบุกเบิกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง นอกเหนือจากเป็นกรรมการอีกกว่า 22 บริษัท

                อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศราระบุว่า ทั้ง 22 บริษัทเลิกดำเนินการแล้ว จะมีก็คือ ในเครือโบนันซ่าซึ่งเปิดดำเนินการ 9 แห่งนั้นอยู่ในความดูแลของภรรยาและบุตร โดยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 700 ล้านบาท

                และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือ บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) ขายและติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมสินทรัพย์ 10 บริษัท ประมาณ 2,889 ล้านบาท

                มีเพียงบริษัทเดียวที่ไพวงษ์ถือหุ้นคือ บริษัท แคลิฟอร์เนีย เรียลเอสเตท จำกัด และในจำนวนนี้บริษัท ซับม่วง จำกัด ประกอบธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์ มีสินทรัพย์ 209 ล้านบาท และยังมีโครงการบ้านตากอากาศในโบนันซ่า ซึ่งให้บุตรชายคนโต หรือ “สงกรานต์” ดูแลอยู่ตอนนี้นั่นเอง

                สำหรับภรรยาของป๋าไพวงษ์ คือ ภัสสรา เตชะณรงค์ และบุตร-ธิดาทั้ง 4 นั่นเริ่มจาก “สงกรานต์” ซึ่งเป็นผู้ดูแลสืบทอดกิจการโบนันซ่า กรุ๊ป บนเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ และโครงการบ้าน คอนโดมิเนียม

                คนต่อมาคือ “ไพพรรณี” ลูกสาวที่ช่วยดูแลธุรกิจโบนันซ่าอีกแรง ขณะที่อีกสาวคือ “พัทธมน” ผู้ไปในถนนสายออกแบบและแฟชั่น

                ส่วนลูกชายคนเล็ก “ภูผา” ดูแล 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจโบนันซ่า “เอ็กโซติกซู” แหล่งรวมสัตว์แปลกๆ หายาก และดูแลกิจการสนามทดสอบความเร็วโบนันซ่า ที่เคยเป็นข่าวโด่งดังที่พื้นที่บุกรุกป่าสงวนอยู่ช่วงสองปีก่อน

                สำหรับเส้นทางแรกเริ่มของไพวงษ์นั้น วัยเด็กเขาต้องดิ้นรนทำงานมาหลายอย่าง เช่นขายลอตเตอรี่อยู่ในสวนลุมพินี หรือเป็นบริกรตามร้านอาหาร

                ที่เด็ดคือไปเป็นโรบินฮู้ดอยู่ในสหรัฐอเมริกา กระทั่งสร้างเนื้อสร้างตัว จนสามารถเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตที่นั่นได้

                ที่สำคัญคือไม่ทิ้งการเรียน โดยเขาทำงานไปเรียนหนังสือไป จนจบปริญญาตรีด้านศิลปะ คือ Commercial art จากมหาวิทยาลัยวู้ดบิวรี่ ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย

                จนเมื่อกลับมาเมืองไทย แรกเริ่มก็ทำเทรดดิ้ง ส่งสินค้าไปขายในอเมริกา กระทั่งเข้าสู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มดำเนินโครงการโบนันซ่าที่เขาใหญ่ เมื่อปี 2535 บนเนื้อที่รวมกว่า 5 พันไร่

                ต้องเรียกว่าเป็นยุคบุกเบิกเพราะที่นั่นขณะนั้น น้ำไฟก็ยังเข้าไม่ถึง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เลย ที่ดินจึงมีราคาถูก จนเป็นความฝันที่เอื้อมถึงได้ไม่ยาก !

                เขาเคยเล่ากับนิตยสาร Hello! ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2555 ว่า ตอนที่กลับเมืองไทย สมัยนั้นฮิตสวนเกษตร ก็เลยเริ่มต้นซื้อที่ดินแถวองครักษ์ 600 ไร่ และจัดงานเปิดตัวที่ปาร์คนายเลิศ

                ปรากฏว่า คืนเดียวขายที่ได้หมดเกลี้ยง เพราะซื้อมาถูก แต่ก็ขายไปไม่แพง คือ ซื้อมาไร่ละ 20,000 บาท ก็นำมาขาย 2 ไร่ 8 แสนบาท ตอนนั้นเสี่ยไพวงษ์กลายเป็นเศรษฐีได้กำไรมาเกือบ 200 ล้านบาท !

                ที่สุด จึงได้มีเงินก้อนมาลงทุนที่โบนันซ่า และรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ จนรู้กันดีว่า ระดับป๋าไพวงษ์ นั้น เป็นคนกว้างขวาง กับทุกสีทุกฝ่าย คือ มีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

                แถมที่โบนันซ่าแข็งแกร่งได้ทุกวันนี้ ก็เพราะว่ามีลูกค้าเป็นนักการเมือง ตำรวจ ทหาร เกื้อกูลกันมาโดยตลอด ก็อย่างที่รู้กันว่า ปู่น้องปีใหม่คนนี้ก็เคยโลดแล่นบนถนนการเมืองนั่นเอง

                นอกจากนั้น เขายังเป็นคอลัมนิสต์ เจ้าของนามปากกา “ไก่ชน” และยังเป็นประธานบริษัท ลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม.จำกัด ประธานหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์รายวัน บางกอกทูเดย์ และในทางสังคมยังเป็นนายกสมาคมต่างๆ สมาชิกกิตติมศักดิ์ในสถาบันต่างๆ อีกมากมาย

                คือพูดเลยว่าใหญ่มาก !! ถึงขนาดช่วงปี 2557 คสช. ยังต้องนัดมีตติ้งเลย จำได้หรือไม่ !

                หรืออีกทีตอนปี 2558 ไพวงษ์เจอคดีอาณาจักรโบนันซ่าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน และที่ดินส.ป.ก.ที่เขาใหญ่ ตอนนี้ก็ยังเงียบๆ เหมือนว่าจะยังไม่จบ

                ก่อนจะมามีเรื่องของคนในครอบครัว ที่ดูว่าจะร้อนแรงกว่าเรื่องใดๆ ในเวลานี้ !

ศึกดวลคิว “หนุ่ย ชุมแพ” ปะทะคนเมืองชลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300817

ศึกดวลคิว “หนุ่ย ชุมแพ” ปะทะคนเมืองชลฯ

คนในข่าว  :  2 พ.ย. 2560
ผู้ว่าหนุ่ย, ภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, ภัครธรณ์ เทียนไชย, พ่อเมืองชลบุรี, พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ, หนุ่ย ชุมแพ

ชาวชลบุรี อาจกำลังไม่พอใจผู้ว่าคนนี้ แต่คนไทยที่เหลือ รู้หรือไม่ว่า ช่วงหนึ่งของชีวิตผู้ว่าฯ หนุ่ย เขาเคยโลดแล่นอยู่ในวงการสนุกเกอร์ กับฉายา “หนุ่ย ชุมแพ”

               ยังไม่จบกับกระแสลุกฮือ หลังชาวบ้านจังหวัดชลบุรีกว่า 300 คนไม่พอใจรวมตัวกันขับไล่ “ภัครธรณ์ เทียนไชย” ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเหตุจัดงานพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม “ไม่เป็นระบบ” จนชาวบ้านต้องยืนรอนาน 7-8 ชั่วโมง คนสูงอายุถึงกับเป็นลม

               ยิ่งเมื่อโลกโซเชียลได้มีการแชร์ถึงเรื่องราวดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้บานปลายมากยิ่งขึ้น

               หากแต่ คนต้นเรื่อง ซึ่งก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้มีการชี้แจงผ่านการประชุมส่วนราชการประจำเดือนถึงการจัดงานพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในครั้งนี้ไปแล้ว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยแจงว่า ต้องการให้จัดแบบพอเพียงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ก็ได้ขอโทษชาวชลบุรีด้วยที่ไม่ได้รับความสะดวกในการมาร่วมงานครั้งนี้

               ขณะที่ในเฟซบุ๊ก ภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เจ้าตัวเพิ่งโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สั้นๆ ว่า “กราบขออภัยพี่น้องประชาชนชาวชลบุรีทุกท่านนะครับ” ผ่านไป 2 ชั่วโมง มีคนกดไลค์ 1 กดโกรธอีก 1 และคอมเม้นท์ให้กำลังใจอีก 1 !!

               จากนั้นออกมาแจงอีกว่า “ความจริงที่ผมต้องชี้แจงพี่น้องประชาชนชาวชลบุรี งบประมาณ 20 ล้านบาทนั้น จริงๆ แล้ว มีเพียง 2.5 ล้านบาทเท่านั้นครับ เป็นการสื่อสารกันที่ผิดพลาด ผมในนามของผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ต้องขออภัยกับพี่น้องประชาชนชาวชลบุรีในเรื่องนี้ด้วยครับ อย่าไปเชื่อข่าวใน social มาก เพราะมีคนอาศัยประโยชน์ในช่วงนี้ เล่นเกมส์การเมืองกับผม”

               งานนี้ก็คงต้องติดตามกันดู เพราะประชาชนชาวเมืองชลฯ เอง ก็มีข้อมูลมายันในโลกโซเชียลว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อเมืองท่านนี้ ทำร้ายจิตใจพวกเขา ยังมีงานอื่นๆ อีกหลายงานก่อนหน้านี้ ซึ่งงานล่าสุดนี้ แม้จะเสมือนฟางเส้นสุดท้าย แต่เป็นเป็นเส้นสุดท้ายที่ใหญ่มาก…จนพวกเขารับไม่ได้อีกต่อไปนั่นเอง !

               ถึงตรงนี้หลายคนอยากทำความรู้จัก ผู้ว่าฯ เมืองชลฯ คนนี้ขึ้นมา ปรากฏว่าเขาคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจ้าของฉายา “หนุ่ย ชุมแพ” ผู้ปราบ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย-หนู ดาวดึงส์” นั่นเอง !!!

               เดิมทีพ่อเมืองชลบุรีคนนี้เป็นชาว จ.ชัยนาท เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2505 สำเร็จการศึกษาระดับระดับปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงปี 2526

               ต่อด้วย ปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

               จากนั้นในปี 2527 ก็ได้รับราชการตำแหน่งปลัดอำเภอชุมแพ จ.ขอนแก่น จากนั้นในปี พ.ศ.2546 หรือ 19 ปีถัดมา ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นนายอำเภอวังน้ำเย็น จ.สระแก้ว และนายอำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว

               ผ่านมาจนปี 2548 เป็นผู้อำนวยการกองการสื่อสาร กรมการปกครอง ต่อด้วยผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง และผู้ตรวจราชการกรมการปกครองในปีถัดมา

               หลังจากนั้นในปี 2552 ก็ได้รับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ต่อด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แล้วจึงย้ายไป จ.สระแก้ว ในปี 2555 เพื่อขึ้นรับตำแหน่งผู้ว่าฯ สระแก้ว

               และมาถึงปี 2559 ก็ย้ายกลับมาที่ จ.ชลบุรี อีกครั้งในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดจนถึงปัจจุบัน

               ทั้งหมดนั้นคือเส้นทาง “ชีวิตราชการ” ที่ต้องบอกว่า ราบรื่นดีงาม ตามแบบอย่างข้าราชการไทย แต่หลายคนอยากรู้จักตัวตนของเขาในด้านความเป็น “หนุ่ย ชุมแพ” มากกว่า

               ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของชีวิตของผู้ว่าฯ หนุ่ย เคยโลดแล่นอยูในวงการสนุกเกอร์ในช่วงที่เขารับราชการเป็น “ปลัดอำเภอชุมแพ” ช่วงปี 2527-2528

               เวลานั้นกีฬาสอยคิวเริ่มได้รับการยอมรับ และเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยได้นักกีฬาที่ชื่อ เจมส์ วัฒนา หรือ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย เป็นผู้ประกาศศักดาให้ชาวโลกได้เห็นถึงความสามารถของคนไทย

               สำหรับผู้ว่าฯ หนุ่ยเริ่มโดดเด่นขึ้น พร้อมๆ กับฉายา “หนุ่ย ชุมแพ” ที่เป็นที่คุ้นเคยกว้างขวางมากขึ้น โดยเขาเคยเอาชนะ เต็ก หัวหิน, ดำ คลองเตย, อึ่ง ห้าดาว รวมถึงน้องๆ ทีมชาติอย่าง เทพ มังกรหยก และป้อม เนาวรัตน์ ไม่เว้นแม้แต่ยอดฝีมืออย่าง ต๋อง ศิษย์ฉ่อย, หนู ดาวดึงส์ ก็ถูก “หนุ่ย ชุมแพ” สอยร่วงมาแล้ว

               ว่ากันว่า คู่ปรับของ หนุ่ย ชุมแพ ที่คนดูชื่นชอบในลีลาการดวลกันนั้น คือ ตี๋หน้ำ พระโขนง และ จิ๋ว กิ่งเพชร เรียกได้ว่า ถ้าเจอกันเมื่อไหร่ คนดูท่วม และแน่นอนเกือบทุกครั้ง หนุ่ย ชุมแพ จะเป็นผู้กำชัย !

               แถมตอนนั้นเขาโดดเด่นมากถึงขนาดได้รับการทาบทามจาก “คิวทอง” ศักดา รัตนสุบรรณ คีย์แมนสนุกเกอร์เมืองไทย ชวนเข้าแคมป์ทีมชาติ แต่เจ้าตัวกลับเลือกเดินในเส้นทางชีวิตข้าราชการจนถึงปัจจุบัน

               สำหรับที่มาของฉายา “หนุ่ย ชุมแพ” นั้น มีเรื่องเล่าว่า หลังจากที่เขาเรียบจบ ป.ตรี ก็ไปรับราชการเป็นปลัดอำเภอที่ชุมแพ จ.ขอนแก่น โดยช่วงนั้นก็เดินสายเล่นสนุกเกอร์แล้ว ทั้งๆ ที่รับราชการอยู่ ด้วยฝีมือชื่อชั้น และการปักหลักอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานมากเกือบ 20 ปี เขาจึงได้ฉายานี้มาครอบครอง

               และข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.cuethong.com ช่วงปี 2556 ได้เขียนเรื่องราวของ หนุ่ย ชุมแพ คนนี้ว่า

               “เขาเป็นคนรักสุขภาพ เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ ปัจจุบันหันไปเล่นกอล์ฟจัดอยู่ในระดับน้องๆ ทีมชาติ แฮนดิแคปเลขตัวเดียว และที่สำคัญเขาถูกเชิดชูเป็น ผู้ว่าราชการหนุ่มที่สุด อายุยังไม่ถึง 50 ปี จึงน่าจับตากว่าจะเกษียณสงสัยจะไปตันที่ ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย” (http://www.cuethong.com/cuethong_article_detail.php?id=25&p=3)

               มาวันนี้ “หนุ่ย ชุมแพ” ในวัย 55 จะโดนชาวชลบุรีสอยร่วงหรือไม่ ? ช่างน่าติดตามยิ่ง

อส.คนสวยใจงาม จากเด็กเกเรสู่ “ผู้ให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300687

อส.คนสวยใจงาม จากเด็กเกเรสู่ “ผู้ให้”

คนในข่าว  :  1 พ.ย. 2560
งานพระราชพิธีถวายพระ, วันพระราชพิธีบำเพ็ญพ, งานพระราชพิธีในหลวงร, จิตอาสา, อส, อาสา

ก่อนที่จะสมัครทำงานอาสา เธอบอกกับแม่ว่าเมื่อก่อนตนเองเคยเกเร ตอนนี้สำนึกได้แล้วอยากทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมบ้าง อย่างน้อยเกิดมาครั้งหนึ่งก็ได้ทดแทนคุณแผ่นดินไทย

               คนในข่าววันนี้ยังมีภาพที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น โดยคราวนี้เป็นเรื่องราวของสาวใต้ใจงาม เมื่อโลกออนไลน์โพสต์เรื่องราวของ อส.หญิงคนสวย ที่เสียสละรองเท้าให้คุณยายท่านหนึ่งสวมใส่ และให้กระโปรงแก่เด็กหญิงคนหนึ่ง เพื่อที่พวกเขาจะได้มีโอกาสเข้าถวายดอกไม้จันทน์ ทำตามความตั้งใจได้ในที่สุด

               จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Buree Thammarak ได้โพสต์ภาพ อส.หญิง อ.ถลาง จ.ภูเก็ต กำลังก้มลงสวมรองเท้าให้คุณยาย และสวมใส่กระโปรงให้เด็กหญิงคนหนึ่ง ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่วัดเทพวนาราม หรือวัดม่าหนิก ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น

อส.คนสวยใจงาม  จากเด็กเกเรสู่ "ผู้ให้"

               ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ติดตามจนทราบว่า อส.หญิง คนดังกล่าวคือ แสงมณี ชูช่วย อายุ 34 ปี อส.ถลาง ที่ 3 (ชุดนรสิงห์) ที่มาทำหน้าที่อาสา โดยการอำนวยการของ นายกองโทอดุลย์ ชูทอง ( นายอำเภอถลาง) นายสมพร อ่อนทองอิน ป.ฝ้ายความมั่นคง นายจิระเดช บุรารักษ์ ป.ฝ่ายป้องกัน และนายภูวัชร กิ่งทอง ผบ.ชุดนรสิงห์

               ขณะที่ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานโรงแรมบันยันทรี รีสอร์ทแอนด์สปา ลากูน่า ภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

               เธอเปิดเผยว่า วันนั้นเห็นคุณยายสวมรองเท้าแตะเดินทางมากับลูกสาว จึงเข้าไปสอบถามทราบว่า คุณยายไม่มีรองเท้าที่จะใส่เข้าไปถวายดอกไม้จันทน์ แต่ตั้งใจจะมาถวายดอกไม้จันทน์แด่ในหลวงเป็นครั้งสุดท้าย และขณะนี้ก็ไม่สบาย รวมทั้งมีเท้าบวมอีกด้วย

               แสงมณี จึงวิ่งไปเอารองเท้าในรถมาให้ แต่ปรากฏว่ารองเท้ามีขนาดเล็กกว่าเท้าของคุณยาย ประกอบกับเท้าคุณยายบวมมาก แต่เมื่อเห็นความตั้งใจของคุณยายในวันนี้ ที่มาทำเพื่อในหลวงเป็นครั้งสุดท้าย จึงก้มลงแล้วสวมรองเท้าให้คุณยาย โดยพยายามที่จะสวมรองเท้าให้คุณยายใส่ให้ได้

               เมื่อใส่รองเท้าให้คุณยายเสร็จแล้ว คุณยายก็สวมกอดและร้องไห้ หลังจากคุณยายถวายดอกไม้จันทน์เสร็จแล้ว คุณยายก็เอารองเท้ามาคืน และสวมกอดร้องไห้กับเธออีกครั้ง ซึ่งเธอก็ร้องไห้ไปกับคุณยาย ดีใจที่ได้ทำให้คุณยายได้ทำในสิ่งที่คุณยายตั้งใจ

อส.คนสวยใจงาม  จากเด็กเกเรสู่ "ผู้ให้"

               ขณะที่ยังมีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมากับครอบครัว แต่วันนั้น น้องสวมกางเกงยางยืดรัดรูป(เลกกิ้ง) มา เธอจึงบอกกล่าวถึงระเบียบปฏิบัติ แล้วก็กลับไปที่รถยนต์อีกครั้ง เพื่อไปเอากระโปรงที่เตรียมมาสำหรับตนเองหลังงานเสร็จ แต่ก็ให้น้องผู้หญิงคนนั้นใส่เพื่อได้เข้าไปถวายดอกไม้จันทน์ก่อน

               ทั้งหมดนี้ เธอทำเพื่อให้ทุกคนที่มา ได้เข้าไปถวายดอกไม้จันทน์ โดยไม่คาดคิดว่าจะมีคนถ่ายภาพแล้วนำเรื่องนี้ไปมีการแชร์ในโลกโซเชียลฯ

               อย่างไรก็ดี ในความซาบซึ้งกินใจนั้น เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องราวชีวิตของอาสาสาวสวยคนนี้ แสงมณี หรือ “น้องเปิ้ล” ก็พบว่าเบื้องหลังชีวิตของเธอไม่ธรรมดา

               น้องเปิ้ล เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2526 บิดาเสียชีวิต ปัจจุบันอาศัยอยู่กับมารดา คือ นางฉลวย บัวขาว บ้านอยู่ อ.ถลาง (บ้านดอน) เป็นคนภูเก็ต มีพี่น้อง 5 คน โดยเธอเป็นคนที่ 4

               ก่อนอื่นเธอเล่าว่า ชุดที่เธอสวมนั้น บางคนคิดว่าเธอเป็นทหาร แต่จริงๆ แล้วคือชุดของ อาสา หรือ อส. ที่ทำหน้าที่หน่วยงานเดียวกับทหาร สังกัดกรมการปกครอง

อส.คนสวยใจงาม  จากเด็กเกเรสู่ "ผู้ให้"

               กองอาสารักษาดินแดน (อักษรย่อ: อส.) เป็นกำลังกึ่งทหาร เพื่อสำรองไว้ช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ เป็นกำลังสำรองของฝ่ายทหารเมื่อมีการร้องขอทั้งในยามปกติและยามศึกสงคราม โดยการรับสมัครราษฎรที่สมัครใจเข้ามาเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.)

               ทั้งนี้ น้องเปิ้ลอยู่กองร้อยอาสารักษาดินแดนที่ 3 อ.ถลาง ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ชป.นรสิงห์ โดยเพื่อนๆ เรียกเธอว่า “022”

               “เพื่อนๆ ที่ทำงานเรียกว่า บลู เพื่อนๆ ที่กองร้อยเรียก 022 โดยการทำงานอาสานี้หนูไปสมัครเองและมีการฝึกด้วยค่ะ แต่หนูมีงานประจำคือ พนักงานโรงแรมของบันยันทรี รีสอร์ทแอนด์สปา”

               แน่นอนในตำแหน่งผู้จัดการสปา ทำให้น้องเปิ้ลมีรายได้ระดับหนึ่ง แต่เธอไม่ได้ทำมาหาเลี้ยงแค่ตนเอง หากแต่ยังต้องดูแลแม่ ยาย และยังเป็นซิงเกิลมัม แม่เลี้ยงเดี่ยว ที่มีบุตรชายอายุ 10 ปีแล้ว ที่สำคัญ ยังแบ่งเวลามาทำงานอาสาอีกด้วย ก็ถือเป็นงานหนักระดับหนึ่ง

               สำหรับงานอาสา เธอสมัครเข้ามาทำงานนี้เมื่อ 6 เดือนก่อน โดยปกติปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าฉัตรไชย หรือด่านความมั่นคงภูเก็ต โดยใช้เวลาในวันหยุดแบ่งมาทำงานที่ อส. และมีบ้างที่เธอต้องเข้าเวรด่านตอนกลางคืน หลังเลิกงาน

               “งานอาสานี้ หนูไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ แต่ก็ทำด้วยใจและเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติค่ะ

               อดถามไม่ได้ว่า การทำงานอาสาของเธอมีความหมายต่อชีวิตเธออย่างไร เธอเล่าว่า

             อส.คนสวยใจงาม  จากเด็กเกเรสู่ "ผู้ให้"

               ก่อนที่จะสมัครทำงานอาสา เธอบอกกับแม่ว่าเมื่อก่อนตนเองเคยเกเร ตอนนี้สำนึกได้แล้วอยากทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมบ้าง อย่างน้อยเกิดมาครั้งหนึ่งก็ได้ทดแทนคุณแผ่นดินไทย

               “หนูเคยหนีออกจากบ้าน หนูเรียนหนังสือไม่จบ หนูเคยลองสิ่งไม่ดีมาเยอะ หนูทำให้แม่เสียใจ แต่พอหนูเริ่มคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง หนูก็ตั้งใจที่จะมอบทุกอย่างที่หนูสามารถทำให้แม่ได้ หนูให้เงินเดือนแม่ทุกเดือน ซื้อของใช้ให้ยาย ทุกอย่างเลยค่ะ”

               “เพื่อ 1 ชีวิตที่ให้กำเนิดเรามา เพื่อ 1 ชีวิตที่เลี้ยงดูเรามา และเพื่อ 1 ชีวิตที่เราให้กำเนิดเขามา มันไม่ใช่ภาระค่ะ แต่มันคือหน้าที่ที่หนูต้องทำ”

               เชื่อว่าไม่เพียงแต่คนในครอบครัว คนไทยที่ได้อ่านเรื่องราวของน้องเปิ้ล จะพลอยภาคภูมิใจไปกับเธอด้วย

////////////////

ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Buree Thammarak

และเฟซบุ๊ก ดลพัทร ชูช่วย

ทางธรรมพระฝรั่ง “พระอาจารย์ชยสาโร” ณ บ้านบุญ-บ้านไร่ทอสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300567

ทางธรรมพระฝรั่ง “พระอาจารย์ชยสาโร” ณ บ้านบุญ-บ้านไร่ทอสี

คนในข่าว  :  31 ต.ค. 2560
สถานปฏิบัติธรรมบ้านไร่ทอสี, พระอาจารย์ชยสาโร, พระอาจารย์ ฌอน ชยสาโร, พระอาจารย์ ฌอน ชยสาโร ณ สถานปฏิบัติธรรมบ้านไร่ทอสี อปากช่อง จนครราชสีมา, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ, พระฝรั่ง

ภาพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ทีฯ ที่เสด็จสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ ฌอน ชยสาโร สร้างความปลาบปลื้มปีติแก่พสกนิกชาวไทยเป็นที่ยิ่ง!

               สืบเนื่องจากวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทรงบำเพ็ญพระกุศล และสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ ฌอน ชยสาโร ณ สถานปฏิบัติธรรมบ้านไร่ทอสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

               เรื่องนี้ สร้างความปลาบปลื้มปีติแก่พสกนิกชาวไทย ที่ได้เห็นพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ทีฯ พร้อมกันนั้นหลายคนก็มีความสนใจที่จะรับทราบเรื่องราวของพระอาจารย์ฌอน ชยสาโร มากยิ่งขึ้น

               พระอาจารย์ชยสาโร มีนามเดิมว่า ฌอน ชิเวอร์ตัน เป็นบุตรของนายเค็น และนางจูน ชิเวอร์ตัน กำเนิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2501 ณ เกาะไอล์ออฟไวต์ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ

               จากนั้นผู้เป็นบิดาและมารดาจึงได้อพยพครอบครัวไปอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศอังกฤษ โดยมีข้อมูลระบุว่า เมื่อยังเล็กท่านมีสุขภาพไม่ดี มีอาการหอบหืด แม้จะต้องหยุดโรงเรียนบ่อย แต่ก็ได้ใช้เวลาในการศึกษาด้วยตนเอง

               และด้วยความขยันบากบั่น จึงมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยม จนครอบครัวตั้งความหวังให้ท่านสอบชิงทุนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ แต่สิ่งที่ท่านสนใจ กลับเป็นเรื่องของ “การแสวงหาสัจธรรมความจริง”

               ท่านจึงเริ่มอ่านหนังสือต่างๆ มากมาย โดยช่วงวันเสาร์ หนุ่มฌอนเวลานั้น มักจะขึ้นรถเมล์ไปเที่ยวเมืองเคมบริดจ์ ไปขลุกอยู่ที่ร้านหนังสือแต่เช้า โดยไม่ต้องเสียสตางค์ จากความมีน้ำใจของผู้ดูแลร้านที่โดยมากจะเป็นนิสิตนักศึกษาเก่าๆ โดยแนวของหนังสือที่ชอบ คือ เรื่องจิตใจ เรื่องปรัชญา เรื่องจิตศาสตร์ มนุษยศาสตร์

               จนที่สุด มาพบกับหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาว่าเป็น “สัจธรรมความจริง” ที่กำลังแสวงหาอยู่ ท่านจึงเดินหน้าที่จะฝึกจิตและศึกษาหาความรู้ทางพุทธศาสนา จากนั้นเริ่มทำงานเก็บเงินและขออนุญาตจากคุณพ่อ ขอไปหาประสบการณ์ต่างประเทศก่อนที่จะเรียนต่อ

               เมื่อคุณพ่ออนุญาตแล้ว ก็ออกเดินทางไปประเทศอินเดีย โดยข้ามไปทางเบลเยียม เยอรมนี ออสเตรีย ยูโกสลาเวีย กรีซ ตุรกี อิหร่าน ปากีสถาน ในที่สุดถึงอินเดีย โดยใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 เดือน ก็อยู่เพื่อเรียนรู้ศึกษาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อังกฤษ

               แต่การกลับมาครั้งนี้ เป็นการกลับมาเพื่อที่จะขออนุญาตพ่อแม่ที่จะไม่เรียนต่อ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากกว่าจะทำให้ครอบครัวเข้าใจ แต่ท่านก็ทำสำเร็จ

               โดยนับจากท่านใช้เวลาค้นหาสิ่งนี้ตั้งแต่อายุ 17 ปี จนเมื่ออายุ 20 หรือช่วงปี 2521 ก็ได้พบกับพระอาจารย์สุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์ ในปัจจุบัน และเป็นพระชาวต่างชาติรูปแรกที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา) ที่วิหารแฮมสเตด ประเทศอังกฤษ ท่านก็ได้ถือเพศเป็นอนาคาริก (ปะขาว) อยู่กับท่านพระอาจารย์สุเมโธ ถือศีล 10 เป็นเวลา 1 พรรษา แล้วเดินทางมายังประเทศไทย

               และที่ประเทศไทยนี่เอง คือจุดหมายของชีวิต เพราะที่สุดท่านได้บวชเป็นสามเณรช่วงปี 2522 และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2523 ที่วัดหนองป่าพง โดยมีพระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ และยึดถือแบบอย่างตามหลวงปู่ชา ที่ใช้ชีวิตแบบพระวัดป่า ที่เข้มงวดในวินัย และการฝึกปฏิบัติตามรอยพระพุทธเจ้า และการอยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ชาวไทย จนรู้ทั่วกันว่าท่านมีความผูกพันกับหลวงปู่ชาเป็นอันมาก

               ต่อมาช่วงปี 2529-2539 ท่านเป็นรองเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี กระทั่งต่อมาช่วงปี พ.ศ 2540-2545 เป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ

               โดยนับแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน ท่านปลีกวิเวกที่ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

               อย่างไรก็ดี ท่านอาจารย์ชยสาโร ยังเป็นประธานที่ปรึกษาของมูลนิธิปัญญาประทีป จัดตั้งโดยคณะผู้บริหารโรงเรียนทอสี ด้วยความร่วมมือจากคณะครู ผู้ปกครอง และญาติโยมซึ่งเป็นลูกศิษย์อีกด้วย

               สำหรับหลักธรรมคำสอนของพระอาจารย์ชยสาโรมีมากมาย ที่สำคัญ เช่น “การให้ธรรมเป็นทานคือการให้อันยอด เพราะเป็นการช่วย ‘หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปได้’ ใครมีส่วนร่วมในการส่งเสริม ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ในจิตใจของเพื่อนมนุษย์ ย่อมได้บุญอย่างยิ่ง”

               ทั้งนี้ ยังมีการรวบรวมคติธรรมของท่าน ซึ่งขอคัดบางส่วนมาจากหนังสือ “ชาวพุทธหรือชาวพูด” โดยให้แง่คิดแบบเข้าใจได้ง่าย แต่แหลมคม เช่น

               “เป็นชาวพุทธหรือชาวพูด ทุกวันนี้เราก็เป็นชาวพูดมากกว่าชาวพุทธ พูดจริง แต่ไม่ค่อยทำ… ชาวพูด พูดเฉยๆ”

               “เราไม่ได้เป็นชาวพุทธเพราะทะเบียน เราเป็นชาวพุทธเพราะความเพียร เราเพียรพยายามเลิกละสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม พยายามบำเพ็ญสิ่งที่ดีงามในชีวิต พยายามทำสมาธิภาวนาให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาในชีวิต”

               “หลวงพ่อชาเคยสอนว่า ผู้ที่ไม่มีสติเป็นบ้า ขาดสติ 5 นาทีเท่ากับเป็นบ้า 5 นาที ท่านว่าอย่างนั้น ขาดสติชั่วโมงก็บ้าชั่วโมง”

               ทุกวันนี้ ท่านยังเป็นที่รู้จักเรียกขานกันว่า “พระฝรั่ง” และดำรงตนอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ถึงพร้อมไปด้วยความกรุณา ปัญญา ความบริสุทธิ์ใจ ตามรอยพระพุทธองค์

………………………………………………………….

//////

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารโลกทิพย์ เดือนมีนาคม 2543 โดย พันธกานต์ กิ้มทอง

เว็บไซต์ www.dharma-gateway.com

นักรบบูรพา เจอ “นักรบรวงทอง” เหตุเกิดที่อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300522

นักรบบูรพา เจอ “นักรบรวงทอง”  เหตุเกิดที่อ่างทอง

คนในข่าว  :  30 ต.ค. 2560
ภราดร ปริศนาน, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, เฮียตือ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคชาติไทยพัฒนา, อวิเศษชัยชาญ จอ่างทอง, เสี่ยแหย สมชัย ฤกษ์วรารักษ์, เสี่ยแหย, เสี่ยแหย สมชัย, กรรมการบริหารพรรคชาติไทย, สุรเชษ นิ่มกุล นายก อบจอ่างทอง, ประธานสโมสรฟุตบอลอ่างทอง, สโมสรฟุตบอลอ่างทอง

“เฮียตือ” ประธานสโมสรฟุตบอลอ่างทอง ตอนนี้ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าให้ “ทีมนักรบรวงทอง” ได้เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 1 ในฤดูกาลใหม่ แต่ในทางการเมือง เขาก็รอๆ อยู่เหมือนกัน!

               เมื่อมีข่าวน้ำท่วมอ่างทองคราใด ผู้คนก็จะนึกถึง “โผงเผง” ถิ่นตำบลริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่ง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เพราะแถวถิ่นนี้ตกอยู่ในภาวะ “ท่วมจนชิน”

               ล่าสุด 30 ต.ค.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจชาวบ้านที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในภาพรวม

               โดยมี 2 ทายาทตระกูล “ปริศนานันทกุล” คือ “ภราดร-กรวีร์ พร้อมมวลชน 500 คน มารอพบเหมือนตอนที่นายกฯลุงตู่ ไปสุพรรณบุรี

               กล่าวสำหรับ อ.วิเศษชัยชาญ เป็นบ้านเกิดของ “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

               สองวันก่อน “สมศักดิ์” เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปลดล็อคให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้แล้ว เพราะร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ประกาศในราชกิจจาฯ เมื่อ 7 ต.ค.2560 ก็ใกล้จะครบกำหนด 1 เดือนแล้ว

นักรบบูรพา  เจอ "นักรบรวงทอง"   เหตุเกิดที่อ่างทอง 

                3 ปีที่ผ่านมา “เฮียตือ” ได้ออกมาวิจารณ์การทำงานของ คสช.บ่อยครั้ง จนฝ่าย คสช.เองก็รู้สึกหงุดหงิดกับบทบาทนักวิจารณ์การเมืองของสมศักดิ์ และช่วงหลังเขาเร่งเร้า คสช.ให้มีการปลดล็อค เพื่อเปิดทางให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

               “สมศักดิ์” เป็นชาวตำบลบางม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเรียนจบ ก็มาช่วยพี่เขยทำโรงสี และได้แต่งงานกับ “รวีวรรณ” ลูกสาวเจ้าของโรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ จากนั้นก็ช่วยพ่อตาทำโรงสี ทั้งคู่มีบุตรและธิดา 4 คน

               ลูกชาย 3 คนของ “เฮียตือ” ได้ก้าวสู่สนามเลือกตั้งผู้แทนฯแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กรวีร์ ปริศนานันทกุล (แชมป์), ภราดร ปริศนานันทกุล (แบด), และภคิน ปริศนานันทกุล (เชน)

               ย้อนดูเส้นทางการเมืองของสมศักดิ์ ปี 2523 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และได้เป็นประธานสภาจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเขาได้รับการสนับสนุนจาก “เสี่ยแหย” สมชัย ฤกษ์วรารักษ์ คนดังเมืองอ่างทอง ที่มีสัมปทานป่าไม้หลายแห่งในภาคอีสาน โดยสมศักดิ์รู้จักมักคุ้นกับเสี่ยแหยมาตั้งแต่เด็กๆ

               เวลานั้น “เสี่ยแหย” เป็นกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และสนับสนุน ส.ส.พรรคชาติไทยมากกว่า 10 คน เมื่อการเลือกตั้งปี 2529 สมศักดิ์ จึงขยับไปเล่นสนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ในโควตาเสี่ยแหย

               ตอนหลัง “เฮียตือ” กลายเป็น “ขุนกระบี่” คู่บารมี “ป๋าเติ้ง” บรรหาร ศิลปอาชา และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองของพรรคชาติไทย ในช่วงวิกฤตการเมืองตั้งแต่ปี 2549-2554 เฉพาะท้องถิ่นอ่างทอง “เฮียตือ” วางตัว สุรเชษ นิ่มกุล ยึดตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทองมาหลายสมัย

               ปี 2553 ลูกชายสุดรัก “ภราดร” จับมือ สุรเชษ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดสโมสรฟุตบอลอ่างทอง หรือ “อ่างทอง เอฟซี เข้าร่วมการแข่งขันในระดับลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 โซนภาคกลาง

นักรบบูรพา  เจอ "นักรบรวงทอง"   เหตุเกิดที่อ่างทอง 

               จะว่าไปแล้ว ลูกๆ ของเฮียตือ ต่างก็บ้าฟุตบอลเหมือนกันหมด และได้เข้ามามีส่วนร่วมก่อร่างสร้างทีมอ่างทอง เอฟซี โดยเฉพาะ “แชมป์-กรวีร์” ได้รับเลือกเป็นกรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยด้วย

               ปี 2559 “สมศักดิ์” รับตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลอ่างทอง หลังจากรับเป็นที่ปรึกษามานานหลายปี เหตุที่เขาเข้ามาแบกรับด้วยตัวเอง เพราะศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี อันเนื่องมาจากคดีจงใจปกปิดทรัพย์สินฯ

               ฤดูกาลนี้ ในศึกลูกหนังไทยลีก 2 ทีมอ่างทอง เอฟซี หรือฉายา “นักรบรวงทอง” จบด้วยการคว้าอันดับที่ 4 ซึ่ง “เฮียตือ” รู้สึกผิดหวัง ที่ทีมอ่างทอง เอฟซี ไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นให้คงเส้นคงวา และหวังว่าในฤดูกาลใหม่ ทีมนักรบรวงทอง จะได้เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 1 ได้

               อย่างไรก็ตาม เขาหวังว่า “ชาติไทยพัฒนา เอฟซี” จะได้ลงสนามในปลายปีหน้า

“ลุงเฉื่อย” เข็มขัดเชือกฟาง ราษฎรผู้จงรักภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300432

“ลุงเฉื่อย”  เข็มขัดเชือกฟาง ราษฎรผู้จงรักภักดี

คนในข่าว  :  30 ต.ค. 2560
ของคนตัวเล็กๆ, เข็มขัดเชือกฟาง, เฉื่อย พโยมแจ่ม, ลุงเฉื่อยเชือกฟาง, เชือกฟางสีฟ้า, จังหวัดสุรินทร์, ชุมชนเขวาสินรินทร์, ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ วัดบ้านฉันเพล ตปราสาททอง อเขวาสินรินทร์ จสุรินทร์, ลุงเฉื่อย

ในท่ามกลางพายุแห่งความอ่อนไหวในใจเรา แม้เป็นเรื่องราวเล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ แต่ก็สามารถสร้างความหมายอันยิ่งใหญ่ทางจิตใจ ได้มากมายเกินกว่าจะกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูด!

              คนในข่าววันนี้ มีภาพและเรื่องราวที่สร้างทั้งรอยยิ้มและความซาบซึ้งกินใจ ของพสกนิกรชาวไทยคนหนึ่งแห่งในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่มีความตั้งใจจริง ในการเข้าร่วมวางดอกไม้จันทน์ ณ ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ วัดบ้านฉันเพล ต.ปราสาททอง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์

              นั่นคือ เรื่องราวของ “ลุงเฉื่อย” ที่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพจ “ชุมชนเขวาสินรินทร์” ได้โพสต์เรื่องของเขา พร้อมระบุบอกเล่าถึงการมาของลุงในครั้งนี้ ก็เพื่อแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และได้ทำให้สื่อหลายสำนักพากันนำเสนอเรื่องราวของเขาเวลานี้

"ลุงเฉื่อย"   เข็มขัดเชือกฟาง  ราษฎรผู้จงรักภักดี

              “#มาด้วยใจถวายความอาลัยพ่อหลวงภูมิพล

              #ลุงเฉื่อย ผู้สันโดษจากบ้านเขวาสินรินทร์หนึ่งในพสกนิกรชาวเขวาสินรินทร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเดินทางมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์เพื่อถวายความอาลัยแด่พ่อหลวง ร.9 ณ ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ วัดบ้านฉันเพล ต.ปราสาททอง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์

              #อีกหนึ่งความน่ารักของลุงเฉื่อย

              เจ้าหน้าที่จุดคัดกรองเล่าว่า “ตอนผ่านจุดคัดกรอง คุณลุงปล่อยชายเสื้อ

              เลยขอความกรุณาให้คุณลุงเอาชายเสื้อเข้าในกางเกง

              ลุงตอบแบบนิ่งๆ #ผมไม่มีเข็มขัด

              แล้วก้อรีบจัดชายเสื้อเข้าในกางเกง แล้วหันมาถามว่า แบบนี้ ใช้ได้หรือยัง?

              เข็มขัดลุงเจ๋งมากค่ะ”

              สำหรับเข็มขัดที่ว่าเจ๋ง เฉลยให้เห็นทั่วกันในภาพแล้วว่า เป็น “เชือกฟางสีฟ้า” เส้นหนึ่ง ที่ลุงบรรจงผูกร้อยกับกางเกงไว้อย่างแน่นหนา เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถผ่านจุดคัดกรองเพื่อเข้าร่วมทำในสิ่งที่เขามุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จในวันอันสำคัญยิ่งนี้

"ลุงเฉื่อย"   เข็มขัดเชือกฟาง  ราษฎรผู้จงรักภักดี

              จากนั้น เรื่องราวของลุงเฉื่อยก็มีผู้คนส่งต่อความประทับใจกันต่อไปมากมาย แม้แต่สำนักข่าวดังก็พากันนำเสนอข่าวคราวของลุงท่านนี้ จนเกิดเป็นกระแส “อยากรู้จักลุงเฉื่อย” เกิดขึ้นไปทั่ว ถึงขนาดบางคนติดต่อมายังเพจต้นเรื่อง เพื่อขอที่อยู่เพราะต้องการที่จะส่งของให้ลุง

              ที่สุดทางเพจ ก็ได้แจ้งว่า “ลุงเฉื่อย” นั้นมีชื่อว่า เฉื่อย พโยมแจ่ม อายุ 60 ปี อยู่หมู่ 4 ต.เขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินทร์ จ.สุรินทร์ มีอาชีพเป็นผู้ช่วยสัปเหร่อ วัดโพธิ์รินทร์วิเวก หมู่ 2 บ้านเขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ 32000

              มีความสามารถพิเศษ เป็นควาญช้าง กิจวัตรประจำวันของลุงเฉื่อยคือ การดูแลทำความสะอาดเมรุวัดโพธ์รินทร์วิเวก ปัจจุบันอาศัยหลับนอนประจำอยู่ที่วัดโพธ์รินทร์วิเวกแห่งนี้ และยังโสด

"ลุงเฉื่อย"   เข็มขัดเชือกฟาง  ราษฎรผู้จงรักภักดี

              นอกจากนี้ ลุงเฉื่อยเองก็เป็นเด็กวัดมาตั้งแต่เด็กๆ ชาวบ้านเล่าว่า ลุงเป็นคนดี ไม่มีพิษมีภัยกับใคร ชอบช่วยเหลืองานบุญที่ชาวบ้านจัด

              ล่าสุดวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางเพจ “ชุมชนเขวาสินรินทร์” ได้โพสต์ขอบคุณผู้ที่มีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือลุง โดยระบุว่า ขอบคุณ #คุณวิและเพื่อนๆ จากบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มอบเงินมาช่วย #ลุงเฉื่อยเข็มขัดเชือกฟาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยชาคริตทีมงานเพจชุมชนเขวาสินรินทร์เป็นตัวแทนมอบให้ จำนวน 1,500 บาท ขอพลังอานุภาพแห่งบุญกุศลครั้งนี้ให้ท่านสุขภาพแข็งแรง ประสบแต่ความเจริญในหน้าที่การงานตลอดไปเทอญ

              นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รรท.ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.นิรันด์ ปิตะกาศ ผกก.3 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.3บก.ป. นำสิ่งของเครื่องใช้ อาทิ เสื้อผ้า เข็มขัด รองเท้า และเครื่องอุปโภคหลายรายการ ไปมอบให้กับ “ลุงเฉื่อย”
โดยพ.ต.อ.ไมตรี กล่าวว่า หลังจากที่ได้เห็นภาพและเรื่องราวของลุงเฉื่อยแล้ว จึงได้รีบสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบนำเครื่องใช้ต่าง ๆ ไปมอบให้ เนื่องจากเห็นความตั้งใจมุ่งมั่นและความจงรักภักดีของลุงเฉื่อยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แม้ว่าในส่วนของเครื่องแต่งกายไม่พร้อมแต่ก็ไปร่วมงาน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามขอชื่นชมเป็นอย่างมาก

              ขณะที่ช่วงเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพจ “ทาง สายใหม่” ได้ติดตามไปไลฟ์สดเรื่องราวของลุงเฉื่อย ออกเผยแพร่ ชื่อว่า “ภารกิจตามหาลุงเฉื่อย” พบลุงเฉื่อยตัวเป็นๆ และสัมภาษณ์พูดคุย โดยคุณลุงเฉื่อยได้เล่าว่า ตนนั้นไปที่พระราชพิธีถึงสองรอบ โดยรอบแรกไม่สามารถเข้าไปได้

               โดยวันถวายดอกไม้จันทน์ ลุงได้ปั่นจักรยานไปจากวัดระยะทางไปกลับประมาณ 8-9 กิโลเมตร แต่ครั้งแรกที่ไปถึงจุดคัดกรองได้ใส่กางเกงยีน ส่วนเสื้อซื้อมาใหม่จากตลาดนัด เจ้าหน้าที่แจ้งให้กลับไปเปลี่ยนเพราะไม่เรียบร้อย จึงปั่นจักรยานกลับมาเปลี่ยนกางเกง แต่ไม่มีเข็มขัด ก็เลยเอาเชือกฟางมารัดโดยหลังจากเปลี่ยนเสร็จ ก็ปั่นจักรยานกลับมาใหม่

                นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์ได้เดินทางไปพบคุณลุงเฉื่อย ซึ่งกำลังแต่งตัวเตรียมเดินทางไปทำบุญกฐินที่ประเทศกัมพูชา กับเจ้าอาวาสวัดโพธิ์รินทร์วิเวก โดยเปิดเผยว่า ตอนที่ลุงเฉื่อยเปลี่ยนกางเกงแล้ว กลับไปรอบที่สอง พอไปถึงเจ้าหน้าที่ให้ยัดเสื้อเข้าในกางเกง จึงบอกว่าไม่มีเข็มขัด แต่มีเชือกฟางมัดกับกางเกงอยู่แล้ว ซึ่งตามปกติลุงก็มัดเชือกฟางกับกางเกงอยู่เป็นประจำอยู่ แต่วันนี้กลัวว่าถ้าจะยัดในแล้ว คนอื่นเห็นเป็นเชือกฟางจะว่าเอาได้ว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย…จึงไม่ได้ยัดในกางเกง

               แต่เจ้าหน้าที่ให้ยัดในจึงต้องยัดในกางเกงและลุงได้ถามกลับไปยังเจ้าหน้าที่ว่า “แบบนี้ใช้ได้หรือยัง?”

               ใช่แล้ว! ในที่สุด ความตั้งใจของ “ลุงเฉื่อยผู้น่ารัก” ก็ประสบผล และยังสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนที่ติดตามเรื่องราวของลุงขณะนี้

"ลุงเฉื่อย"   เข็มขัดเชือกฟาง  ราษฎรผู้จงรักภักดี

               “ก็ยังรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้มีโอกาสถวายดอกไม้จันทน์ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย และคิดถึงรำลึกถึงพระองค์ท่านเสมอเพราะท่านมีบุญคุณต่อแผ่นดินไทยอย่างมาก จะทำดีเพื่อสังคมเพื่อถวายพ่อหลวงต่อไป” คุณลุงกล่าว

               เพราะในท่ามกลางพายุแห่งความอ่อนไหวในใจของคนไทยเวลานี้ แม้เป็นเรื่องราวเล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ แต่ก็สามารถสร้างความหมายอันยิ่งใหญ่ทางจิตใจได้มากมายเกินกว่าจะกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูด !

////////////////////

ขอบขอบคุรภาพและข้อมูลจาก เฟซบุค “ชุมชนเขวาสินรินทร์”

และ เพจ “ทาง สายใหม่”

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง “พ่อ” รอเล่าให้ลูกฟัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300268

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง “พ่อ” รอเล่าให้ลูกฟัง

คนในข่าว  :  27 ต.ค. 2560
อนุวัฒน์ หมันเส็น, เจ้าชาย ลัลลา, โพสต์เฟซบุค, เฟซบุค, โลกออนไลน์, ภาพประทับใจ, เปมิกา เสียงอ่อน, น้อมส่งเสด็จพ่อหลวง ร9 สู่สวรรคาลัย, น้ำฝนจากพ่อหลวง

ตั้งใจว่าจะมาทั้งที่ตั้งครรภ์ น้ำฝนจากพ่อหลวง ถึงจะหนักแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะพระองค์ท่านทรงงานหนักเกินกว่านี้ จะสอนลูกในครรภ์ให้เป็นคนดีดำเนินรอยเท้าตามพ่อหลวง!

               ในท่ามกลางหยาดน้ำตาของเราชาวไทย กับการน้อมส่งเสด็จพ่อหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย ในโลกออนไลน์ ยังมีภาพที่สร้างความรู้สึกยากเกินกว่าบรรยายออกมาได้เป็นคำพูด!

               คือภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ “เจ้าชาย ลัลลา” ได้โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพของสตรีผู้หนึ่งขณะกำลังรอถวายดอกไม้จันทน์ โดยมือข้างหนึ่งถือดอกไม้ไว้แนบอกข้างซ้าย ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งแตะไปที่ท้อง ซึ่งเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่!!

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

               และที่ยิ่งทำให้ซาบซึ้งยิ่งขึ้นคือ เธอผู้นี้กำลังยืนอยู่ในท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปราย โดยไม่หวาดหวั่นใดๆ

               ซึ่งนั้นทำให้เจ้าของภาพ คือ “อนุวัฒน์ หมันเส็น” หรือเจ้าของเฟซบุคดังกล่าว อดที่จะบึกทึกภาพนี้ไว้ เพื่อนำมาเผยแพร่ส่งต่อความซาบซึ้งกินใจกับคนทั่วไปไม่ได้

               ขณะที่เขายังบรรยายไว้ว่า “ภาพนี้ทำผมน้ำตาไหล (ท่านใดรู้จักพี่ผู้ใหญ่ในโพสต์นี้ฝากให้เขาติดต่อมาหาหน่อยนะครับ อยากมอบภาพนี้ให้กับพี่เขา หวังว่าภาพนี้จะมีประโยชน์แก่เขาในอนาคต)” ขณะที่เวลานั้นยอดแชร์ภาพดังกล่าวมีจำนวนเหยียบหมื่นแชร์

               และแน่นอนในที่สุด เธอผู้เป็นบุคคลในภาพก็ได้ปรากฏตัว โดยในเฟซบุค S Pemika Sow เจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ว่า

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

               “พี่ๆ น้องๆ ส่งมาถาม หน้าคล้ายๆ คือไม่คล้ายคะ ดิฉันเลย ได้ข่าวว่าลงไปหลายเฟส ออกโทรทัศน์แล้ว อายจัง น้ำฝนเข้าตาและกำลังคุยกับลูกว่าต้องทำให้สำเร็จ”

               “ตั้งใจมาแล้วว่าจะมาทั้งที่ตั้งครรภ์ น้ำฝนจากพ่อหลวง ถึงจะหนักแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะพระองค์ท่านทรงงานมาหนักเกินกว่านี้ ลูกจะสอนลูกในครรภ์ให้เป็นคนดีดำเนินรอยเท้าตามพ่อหลวง รัชกาลที่ ๙”

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

              ใครที่ติดตามอ่านโพสต์ของเธอ ก็อดที่จะกล่าวชื่นชมในความใจสู้ของว่าที่คุณแม่ไม่ได้ ขณะที่อีกหลายคนระบุว่า เป็นภาพที่ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ ออกมาจริงๆ

              กล่าวสำหรับ เธอผู้นี้ ชื่อ “เปมิกา เสียงอ่อน” จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยทักษิณ จ. สงขลา ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนบ้านฉลุง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล

แม่พิมพ์แดนใต้ จะจดจำเรื่อง "พ่อ" รอเล่าให้ลูกฟัง

              ขณะที่เธอเองยังระบุไว้ในเฟซบุค เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมว่า สำหรับลูกในครรภ์นั้น มีอายุ 24 สัปดาห์ 5 วัน!

              สเตตัสก่อนนาทีฝนพรำ เธอกลั่นความรู้สึกจากหัวใจผู้เป็นแม่ระหว่างการรอคอยถวายดอกไม้จันทน์เป็นเวลา 3 ชั่วโมงว่า “บันทึกในความทรงจำ อนาคตข้างหน้าแม่จะเล่าให้เจ้าฟังนะตัวเล็กในท้องแม่ ณ ขณะนี้น้องอยู่ในท้องแม่ แม่กำลังรอวางดอกไม้จันทน์ แด่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ คนเยอะก็จะอดทนเพื่อความตั้งใจ”

              ถือเป็นอีกภาพความประทับใจที่สร้างรอยยิ้มและพลังใจให้กับคนไทยในโมงยามนี้ได้ไม่น้อย!

000

ขอบคุณ : ผลงานการถ่ายภาพของ “เจ้าชาย ลัลลา”

และภาพจากเฟซบุค S Pemika Sow

เกิดในรัชกาลที่ 9 “นักรบกะเหรี่ยง” น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300170

เกิดในรัชกาลที่ 9 “นักรบกะเหรี่ยง” น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

คนในข่าว  :  26 ต.ค. 2560
กลุ่มชาติพันธุ์, ไทใหญ่, ชาวกะเหรี่ยง, ชาวกะเหรี่ยง และไทใหญ่, ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 น้อมส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย, กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA), สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน, ชาวไทใหญ่ในนามสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน, ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์, พิธีถวายดอกไม้จันทน์, ถวายดอกไม้จันทน์, พระบาทสมเด็จพระปร

มิเพียงแต่ชาวไทย ชาวไทใหญ่ ก็ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อประชาชนชาวไทใหญ่และชาวกะเหรี่ยงเป็นครั้งสุดท้าย!

               วันที่ 26 ตุลาคม 2560 วันที่มีพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร พสกนิกรทั่วไทยร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ณ จุดที่ทางการกำหนดไว้

               มิเพียงแต่ชาวไทย ชาวไทใหญ่ในนามสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน และกองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) และผู้ว่าราชการจังหวัดสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) จังหวัดมะริดทะวาย ได้จัดพิธีวางดอกไม้จันทน์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ที่มีต่อประชาชนชาวไทใหญ่และชาวกะเหรี่ยง เป็นครั้งสุดท้าย

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

ชาวไทยใหญ่จัดพิธีวางอดกไม้จันทน์ที่ดอยไตแลง

               ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ค Cat Cat ของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) แอดมินเพจได้เปลี่ยนโปรไฟล์รูป และมีข้อความว่า “ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 น้อมส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย”

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

               นับแต่คณะทหารพม่าปกครองประเทศมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ชาวกะเหรี่ยง และไทใหญ่ ต้องจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับกองทัพพม่า ก่อให้เกิดสงครามกอบกู้เอกราชของกลุ่มชาติพันธุ์ และผลพวงของสงคราม ผลักไสให้ประชาชนกะเหรี่ยง ไทใหญ่ และมอญ หลบหนีภัยสู้รบมาอยู่ในเขตแดนไทย

เกิดในรัชกาลที่ 9 "นักรบกะเหรี่ยง" น้อมอาลัยด้วยใจภักดิ์

               นักรบกะเหรี่ยงหรือไทใหญ่จำนวนไม่น้อย เกิดบนผืนแผ่นดินไทยในค่ายผู้อพยพแถวแม่ฮ่องสอน, ตาก, ราชบุรี และกาญจนบุรี

               ดังนั้น หลายสิบปีที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีพระเมตตาเผื่อแผ่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารรวม ถึงแรงงานได้เข้ามาประกอบสัมมาอาชีพในราชอาณาจักรไทย

“ซาไก” ผู้จงรักภักดี น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/300146

“ซาไก” ผู้จงรักภักดี น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9

คนในข่าว  :  26 ต.ค. 2560
ร่วมพระราชพิธีฯ, พระราชพิธีถวายพระเพล, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, ซาไก มานิ, มานิ, เงาะ, ซาไก, วันนี้, แต่งชุดดำ, สุภาพ, แสดงความอาลัย, ส่งในหลวง, สู่สวรรค์

วันนี้ เพื่องานพิเศษนี้ พวกเขาลงจากเทือกเขาบรรทัด แต่งชุดดำ สุภาพ ไปวางดอกไม้จันทน์ แสดงความอาลัย ส่งในหลวง ร.9 สู่สวรรค์

               ยังมีภาพที่สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นในวันสำคัญยิ่งวันนี้ คือ ภาพของกลุ่มชาว “มานิ” ที่เดินทางมาแสนไกล เพื่อวางดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

               ทั้งนี้ มีผู้ใช้เฟซบุค “วิชาญ ช่วยชูใจ” ได้โพสต์ภาพชาวซาไกกลุ่มหนึ่ง ที่เขาระบุว่า “ซาไก-มานิ” ลงจากป่าพัทลุงร่วมส่งในหลวง ร.9 สู่สวรรค์

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               “แม้จะเป็นชาวป่าซาไก แต่ก็มีหัวใจรักและภักดีต่อนายหลวง ร.9 ต่อเจ้าแผ่นดินของพวกเขา”

               “วันนี้ เพื่องานพิเศษนี้ พวกเขาลงจากเทือกเขาบรรทัด แต่งชุดดำ สุภาพ ไปวางดอกไม้จันทน์ แสดงความอาลัย ส่งในหลวง ร.9 สู่สวรรค์ด้วยครับ”

               “สุดยอด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อ.ป่าบอน จ.พัทลุง “ณรงค์ สงไข” ที่ทำหน้าที่ดูแลชาวป่ากลุ่มนี้ตลอดมาครับ”

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

                สำหรับ “ชาวมานิ” หรือที่หลายคนยังเรียกพวกเขาว่า “ซาไก” นั้น คือ ชนพื้นเมืองในภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในเทือกเขาบรรทัด บริเวณ จ. ตรัง สตูล และ พัทลุง และเทือกเขาสันกาลาคีรีในเขตจังหวัด ยะลา และนราธิวาส

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               คำว่า “ซาไก” ตามความหมายแปลว่า “ทาส” เป็นภาษามลายู หรือแปลว่า “คนป่า” ปัจจุบันในประเทศมาเลเซียเลิกใช้คำๆ นี้ไปแล้ว

               อย่างไรก็ตาม ชนกลุ่มนี้ก็มีชื่อเรียกตัวเอง ว่า “มานิ” หรือ “มันนิ” แปลว่า “คน” บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี มานิเป็นกลุ่มชนในวัฒนธรรมการหาของป่าล่าสัตว์ และดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               มีข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันนี้ ปัจจัยของความเปลี่ยนแปลงภายนอก ทั้งทางด้ายกายภาพและสังคม ได้เปลี่ยนแปลงให้ชนกลุ่มนี้มีลักษณะการดำรงชีวิต เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีวิถีชีวิตแบบเคลื่อนย้ายอพยพหาของป่าล่า-สัตว์แบบดั้งเดิม, กลุ่มหาของป่า-ล่าสัตว์กึ่งสังคมหมู่บ้าน, กลุ่มสังคมหมู่บ้านเต็มรูปแบบ

"ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

               ช่วงวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ที่อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง มีการจัดในพิธีมอบทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ชนเผ่า มานิ อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาบรรทัดในจังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล และตรัง มาเป็นเวลาช้านาน

          "ซาไก" ผู้จงรักภักดี  น้อมถวายอาลัยในหลวง ร.9 

                โดยมีจำนวนผู้เข้ารับบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวน 23 คน และยังได้รับสิทธิ์ในการดูแลรักษาพยาบาลเท่ากับคนไทยทั่วไป โดยเป็นบัตรทองจากของสาธารณสุขอำเภอป่าบอน กระทรวงสาธารณสุข

//////////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุค “วิชาญ ช่วยชูใจ”