ศูนย์คุณธรรมผนึกองค์กรภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน’ข้อมูลคุณธรรมดิจิทัล’เชื่อมดัชนีชาติวางรากฐานสู่ Moral Data Center

ศูนย์คุณธรรมผนึกองค์กรภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน'ข้อมูลคุณธรรมดิจิทัล'เชื่อมดัชนีชาติวางรากฐานสู่ Moral Data Center

ศูนย์คุณธรรมผนึกองค์กรภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน’ข้อมูลคุณธรรมดิจิทัล’เชื่อมดัชนีชาติวางรากฐานสู่ Moral Data Center

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการและการรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนา ระบบศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศด้านคุณธรรม (Moral Data Center : MDC) ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลคุณธรรมของประเทศ โดยมุ่งเสริมศักยภาพการเข้าถึง การวิเคราะห์ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลคุณธรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมเสนอแนวทางพัฒนาฐานข้อมูลให้สามารถเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดและดัชนีสำคัญระดับชาติ และผลักดันให้ข้อมูลคุณธรรมดิจิทัลเป็นเครื่องมือสนับสนุนการกำหนดทิศทางการดำเนินงานในทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนบนฐานคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ศูนย์คุณธรรมมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งด้วยคุณธรรม ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ ระบบข้อมูล และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยในแต่ละปี ศูนย์คุณธรรมจะเชิญเครือข่ายคุณธรรมจากทั่วประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้ข้อมูลคุณธรรมเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการวางแผนพัฒนาเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนงานในพื้นที่อย่างมีทิศทาง

ในปีนี้ ศูนย์คุณธรรมได้เชิญองค์กรภาคีเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคองค์กรศาสนา ภาคการศึกษา ภาคชุมชนประชาสังคม และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ภายใต้แนวคิด “MDC TO GOAL : ปักหมุดหมาย ส่งพลังข้อมูลคุณธรรมดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนคุณธรรมสู่สังคมไทย” ซึ่งสะท้อนความพร้อมของศูนย์คุณธรรมในการยกระดับระบบ MDC จากการเป็นเพียงคลังข้อมูล สู่การใช้งานจริงในทุกระดับ และการเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

การพัฒนาระบบ MDC มุ่งออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย เป็นมิตรต่อผู้ใช้ ครอบคลุมผู้ใช้งานในทุกระดับ ได้แก่ ระดับประชาชนทั่วไป (Public) ระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operator) และผู้ดำเนินโครงการในพื้นที่ ผู้บริหารระดับจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อใช้ข้อมูลประกอบการวางยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงาน รวมถึงระดับหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) และระดับผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) สามารถใช้ข้อมูลคุณธรรมดิจิทัลในการวิเคราะห์ ติดตาม ประมวลผล และกำหนดทิศทางเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ Moral Data Center (MDC) ถูกพัฒนาให้เป็นมากกว่าฐานข้อมูลทั่วไป หากแต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลคุณธรรมเข้ากับการพัฒนาเชิงนโยบายในทุกระดับ โดยหัวใจสำคัญของ MDC มิได้อยู่ที่การจัดเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบที่สามารถรับและส่งคืนข้อมูลกลับสู่พื้นที่และภาคีเครือข่าย เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ การเห็นตัวอย่าง และการต่อยอดองค์ความรู้ นำไปสู่การวางแผนและการตัดสินใจที่อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ฐานข้อมูลจะได้รับการพัฒนาและเติมเต็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับ MDC ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลคุณธรรมของประเทศอย่างสมบูรณ์

การพัฒนาระบบ Moral Data Center ดำเนินการบนโครงสร้างข้อมูลสำคัญ ได้แก่ คลังข้อมูลบุคลากรด้านคุณธรรม คลังข้อมูลระดับจังหวัด เพื่อสะท้อนสถานการณ์คุณธรรมของแต่ละพื้นที่และเชื่อมโยงสู่ภาพรวมระดับประเทศ คลังข้อมูลชุมชน และ คลังข้อมูลองค์กร ซึ่งครอบคลุมการขับเคลื่อนคุณธรรมในทุกมิติของสังคม โดยระบบ MDC ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ระดับบุคคลไปสู่การสร้างเครือข่ายคุณธรรม และยกระดับเป็นเครือข่ายของเครือข่าย (Network of Networks) โดยมีศูนย์คุณธรรมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการข้อมูล เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ ประเมินผล ติดตาม และกำหนดทิศทางการพัฒนาสังคมในภาพรวมได้อย่างแม่นยำ

การผลักดันให้ข้อมูลคุณธรรมดิจิทัลครอบคลุมถึง ดัชนีคุณธรรม (Moral Index) และสามารถเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดและดัชนีสำคัญระดับชาติ โดยไม่จำกัดเฉพาะตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอย่าง GDP จะทำให้การนำระบบ MDC ไปใช้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม กลายเป็นขุมพลังสำคัญในการสนับสนุนการกำหนดทิศทางการดำเนินงานในทุกระดับ ตลอดจนการจัดทำนโยบายและการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนบนฐานคุณธรรม

ทั้งนี้ ระบบ MDC ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ข้อมูลชัดเจน และน่าเชื่อถือ ครอบคลุมมิติการจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ การประเมินผล และการติดตามความพึงพอใจในการใช้งาน เพื่อให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมยกระดับศูนย์คุณธรรมสู่การเป็น Smart Organization และผลักดันให้ระบบ MDC ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลคุณธรรม ในฐานะโมเดลต้นแบบที่พร้อมเชื่อมโยงและขยายผลในระดับนานาชาติ อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้ที่ http://www.moralcenter.or.th, Facebook: ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand, YouTube: Moral Channel, Instagram: moralcenter_th, TikTok: @moralcenter_th และ Line OA: moralcenter_th และติดตามข้อมูล Moral Data Center ศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลคุณธรรม ได้ที่ http://mdc.moralcenter.or.th

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบข้าวสารหนุนเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่า

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบข้าวสารหนุนเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่า

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบข้าวสารหนุนเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่า

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบข้าวสารจำนวน 100 กระสอบ สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ไฟป่า

29 ธันวาคม 2568 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงาน ร่วมกับบริษัท วีระการเกษตร จำกัด ลงพื้นที่มอบข้าวสาร จำนวน 100 กระสอบ กระสอบละ 15 กิโลกรัม ให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจควบคุมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้รับมอบข้าวสาร เพื่อนำไปกระจายต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และเป็นการส่งกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ซึ่งต้องทำงานอย่างหนัก เสียสละ และเผชิญกับความยากลำบากในการควบคุมไฟป่าอย่างต่อเนื่อง

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ที่ต้องเผชิญกับภารกิจควบคุมไฟป่าซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ การมอบข้าวสารในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัย

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงมุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนหน่วยงานและบุคลากรที่ทุ่มเททำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป

-(016)

คุณแหน : 28 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 28 ธันวาคม 2568

คุณแหน: 28 ธันวาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นประธาน ร่วมกับ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนลาว และ นางนาลี สีสุลิด ภริยา ในพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ ๕ (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) อำเภอเมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เมื่อ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๖.๐๕ น. ..

ll นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล “ในด้านการทหารกองทัพไทยทั้ง ๓ เหล่า สามารถยึดพื้นที่เป้าหมายที่เคยถูกรุกล้ำ กลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด และได้ผลักดันฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังออกจากพื้นที่ ยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายรุกราน หรือคุกคามประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหรือปฏิญญาใดๆ การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อสถาปนาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ หากต้องการยุติการปะทะต้องหยุดยิง หยุดคุกคาม และหยุดการรุกราน รวมถึงการใช้โดรนในพื้นที่ชายแดน”

..ll ส่วน รมว.กลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ “ถ้าเขาอยากหยุดยิง ก็หยุด แล้วถอนกำลังที่เผชิญหน้าออกไป เราไม่มีการไล่ยิงตามยิงถึงพนมเปญอยู่แล้ว ถ้าเขาอยากหยุดยิงก็ต้องทำให้เราเห็นก่อน ไม่ใช่ดีแต่พูดและไม่ทำที่เคยพูดอย่างเสมอ รัฐบาลพูดอยู่เสมอแต่แนวหน้าไม่ทำตาม”..

ll และ รมว.วัฒนธรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ “อย่างที่ทุกคนทราบ ปราสาทตาควาย ประเทศไทยเพิ่งได้ยึดคืนมาเมื่อไม่กี่วันนี้การยึดคืนเพื่อต้องการพิสูจน์ว่าโบราณสถานอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เรามีการวางแผนงบประมาณในการบูรณะซ่อมแซม ไม่ใช้โบราณสถานเป็นบังเกอร์หรือวัตถุประสงค์ทางการทหาร เราจะทำโบราณสถานให้เป็นโบราณสถานจริงๆ และมีการบูรณะซ่อมแซม”..

ll โปรดเกล้าพระราชทานยศ พล.อ.(ให้แม่ทัพกุ้ง)พล.ท.บุญสิน พาดกลาง พร้อมด้วย ๑๔ ทหารราชองครักษ์ เข้ารับพระราชทานในวันที่ ๒๘ ธ.ค. ๒๕๖๘ นี้..

ll ข้อเขียนของ เปลว สีเงิน หัวข้อ มีปาก อย่าสักแต่พูด เจรจาก็เจรจากันไป รบก็รบกันไป ถามว่าแล้วพิพาทไทย-เขมร มันจะจบกันตรงไหน คำตอบก็คือจบที่เจรจา แล้วเมื่อไหร่??? แต่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองและทำลายภัยคุกคามกับกำลังพลและอธิปไตย..

ll พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค “เกิดข้อสงสัยว่ามีการกระทำผิด ต้องมีการสอบสวน โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ไม่ปกติจากการสู้รบ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ เมื่อมีการส่งน้ำมันผ่านด่านช่องเม็กไปลาว ก็มีโอกาสส่งต่อไปยังกัมพูชาได้ อย่าอ้างว่าช่วงนี้ลาวทำเหมือง เพราะเขาทำทุกปีอยู่แล้ว ผมไม่เข้าใจ บริหารประเทศโดยไม่รู้กฎหมายหรือ?”..

ll รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ฟีฟ่า ปี ๒๐๒๕ ได้แก่ อุสมาน เดมเบเล นักเตะของทีมปารีส-แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ วัย ๒๘ ปี..ll และ บาส เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ เฟม ศุภิสรา เพียวสามพราน คว้ารางวัลคู่ผสมแห่งปี ๒๐๒๕ จากการจัดงานประกาศรางวัลของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ที่หางโจว ประเทศจีน เมื่อ ๑๕ ธ.ค. ๒๕๖๘..

ll อังคาร ๖ มกราคม ๒๕๖๙ จะมีการทำบุญครบ ๑๐๐ วัน พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ณ ที่บ้านใกล้กระทรวงมหาดไทย..

ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปีใหม่กำลังจะมาถึง มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพกันตั้งแต่ต้นปี ตลอดทั้งปีใครบ้างที่ใช้ร่างกายมาอย่างหนัก ต้องดูแลกันหน่อยนะคะ แม้ว่าร่างกายจะปกติดีแต่ไม่ควรประมาท เหมือนคำพูดที่ว่า ไม่เป็นไรใช่ว่าปลอดภัย

พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Medical Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาให้ข้อมูลเรื่องการตรวจสุขภาพประจำปีจำเป็นอย่างไร?   การตรวจสุขภาพประจำปีคือการตรวจเช็คร่างกาย การทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงและความผิดปกติที่อาจจะนำไปสู่โรคร้ายในอนาคตได้ เช่น ตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด  ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด  ตรวจหาระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด  ตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ตรวจการทำงานของไต      ตรวจการทำงานของตับ เป็นต้น       ซึ่งบางโรคอาจจะไม่แสดงอาการชัดเจน หรือเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญอย่างมาก    ในการคัดกรองความเสี่ยงโรคหรือตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุผลที่ต้องตรวจสุขภาพประจำปี

สภาวะสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เพิ่มขึ้น วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้สร้างความกังวลและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมากมาย และยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจ โรคทางระบบผิวหนัง เป็นต้น ไม่เพียงแต่ฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น เรายังต้องเผชิญกับควันจากการใช้รถยนต์และการเผาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสารพิษที่อาจปนเปื้อนมากับน้ำอาหาร การอุตสาหกรรมอื่นๆ การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยสืบเสาะหาความผิดปกติในร่างกายได้อย่างละเอียดก่อนที่จะเกิดโรคหรือแสดงอาการ เพื่อการรักษาได้อย่างทันท่วงที

พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่รีบเร่ง สาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพนั้นมักมาจากพฤติกรรม การดำเนินชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การรับประทานอาหารรสหวาน มัน เค็มจัด การรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ การทานผักและผลไม้น้อยลง และขาดการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีภาวะเครียดสะสม พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวนี้ มักส่งผลให้หลายคนเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ฉะนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงและยังใช้เวลานานอีกด้วย

พันธุกรรมเสี่ยง หลายต่อหลายครั้งที่เรามักคิดว่าร่างกายของเราแข็งแรงดี ไม่มีโรคหรืออาการผิดปกติที่แสดงให้เห็น โรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorders) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติในพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในโครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดภายในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นได้ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรค และเข้าถึงการรักษาได้ในระยะเริ่มต้น

ทุกวัยควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อประเมินความเสี่ยงและป้องกันโอกาสในการเกิดโรคร้ายแรง ซึ่งในแต่ละช่วงอายุจะมีการตรวจที่แตกต่างไป เช่น ผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งปากมดลูก และเมื่ออายุถึง 40 ปีขึ้นไปต้องเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่มี อายุเกิน 45 ปี ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทุก 5 ปี เป็นต้น

ทั้งนี้ ที่แอดไลฟ์มีบริการตรวจสุขภาพโดยทีมแพทย์มากประสบการณ์หลากสาขาวิชา มีโปรแกรมตรวจสสุขภาพ Advance Check-Up Programs หลายโปรแกรม พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยให้ตรวจและวินิจฉัยโรคได้อย่างละเอียด โดยโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีของแอดไลฟ์จะช่วยดูแลคุณและคนที่คุณรักให้มีสุขภาพที่ดีและรักษาโรคได้อย่างรวดเร็ว

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

ต้อนรับปีม้า ‘วาโก้’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Gallop of Fortune’ พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่งกับผลงาน ‘ยูน-ปัณพัท’ ศิลปินไทยฝีมือระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Wacoal x Phannapast ประเดิมศักราชใหม่ด้วยการเผยโฉมคอลเลกชันพิเศษ “Gallop of Fortune”  พุ่งทะยานสู่ความมั่งคั่ง ต้อนรับปีมะเมีย ปีนักษัตรตรงกับปีม้า โดยถ่ายทอดพลังแห่งความมุ่งมั่น ความสำเร็จและความโชคดี ผ่านแรงบันดาลใจจาก “ภาพวาดม้า 8 ตัว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลของชาวไทยเชื้อสายจีนมายาวนาน โดยเชื่อกันว่าม้า 8 ตัวเป็นตัวแทนของความก้าวหน้า ความคล่องแคล่วว่องไว และความสำเร็จที่มาถึงอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยเสริมพลังชีวิตและดึงดูดโอกาสดีๆ เข้ามา

อินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)

นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คอลเลกชัน Gallop of Fortune เป็นชุดเลานจ์แวร์ที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ โดดเด่นด้วยการเลือกสรรเนื้อผ้าเกรด พรีเมียมที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น น้ำหนักเบา เหมาะกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ พร้อมดีไซน์เรียบหรูแฝงกลิ่นอายแห่งการเริ่มต้นใหม่ ไม่เพียงช่วยเสริมลุคให้โดดเด่นขึ้นแต่ยังสร้างความรู้สึกดีที่ได้สวมใส่ หรือมิกซ์แอนด์แมทช์กับกับบราวาโก้ผ้าลูกไม้หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งคอร์เซ็ท (บราผ้าลูกไม้แบบครึ่งตัว) เพื่อเสริมลุคให้ดูโดดเด่น หรูหราและมั่นใจในทุกโอกาส ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาเสื้อผ้าชิ้นพิเศษสำหรับปีใหม่ ปาร์ตี้ส่งท้ายปีหรือการพบปะคนสำคัญ เชื่อกันว่ายิ่งเริ่มปีด้วยชุดที่ใช่ความมั่นใจยิ่งเพิ่ม เหมือนเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยหนุนให้ทุกก้าวของปีใหม่นี้ราบรื่นกว่าเดิม หรือเลือกเป็นของขวัญส่งต่อความหมายดีๆ ให้กับคนที่คุณรักเพื่อเริ่มต้นปีของทุกคนอย่างสมบูรณ์แบบ

ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินออกแบบลวดลาย

ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินออกแบบลวดลาย กล่าวเสริมว่า คอลเลกชันนี้ออกแบบผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับความหมายอันลึกซึ้งของศิลปะจีนดั้งเดิม โดยมีลวดลายการเคลื่อนไหวของม้าเพื่อสะท้อนความสง่างาม แข็งแกร่ง ที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงการเฉลิมฉลองทั้งปีใหม่ไทยและปีใหม่จีนอย่างมั่นใจ เปรียบเสมือนพลังภายในที่ผลักดันให้ทุกคนก้าวข้ามความท้าทายไปสู่ความสำเร็จ และส่วนสำคัญของลายพิมพ์คือการผสมผสานเสน่ห์ของดอกโบตั๋น ดอกกุหลาบ และดอกเบญจมาศ ซึ่งล้วนเป็นดอกไม้แห่งความโชคดี ถ่ายทอดความงามของการผลิบานและการเปลี่ยนแปลงอย่างเปล่งประกาย

คอลเลกชัน Gallop of Fortune พร้อมให้สาวๆ สายแฟชั่น ได้สัมผัสความงดงามและพลังมงคลแล้วที่วาโก้ช็อปและเคาน์เตอร์วาโก้ที่ร่วมรายการ พร้อมอัปเดตสินค้าวาโก้ ได้ที่ FB: Wacoal Thailand, Line: @Wacoal.th หรือ Call Center โทร. 02-296-9979

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ ‘Thai Kimono Project’

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์ชุดกิโมโนผ้าไทย ภายใต้โครงการ “Thai Kimono Project” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ร่วมกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และ บริษัท OMIYA จำกัดประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว สร้างความปลาบปลื้มและได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือดังกล่าว เป็นการนำผ้าทอไทยภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมุ่งมั่นฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และส่งเสริมให้ช่างทอผ้าท้องถิ่นสร้างสรรค์ผลงานอย่างประณีต ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการควบคุมคุณภาพกิโมโนของ บริษัท OMIYA จำกัด ที่มีอายุยาวนานกว่า 74 ปี ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับแนวหน้าของวงการกิโมโน ด้วยการนำลวดลายและผืนผ้าหลากหลายมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังคงรักษาแบบแผนดั้งเดิมตามมาตรฐานกิโมโนของญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วน

สำหรับที่มาของความร่วมมือในการจัดทำกิโมโนผ้าไทยในครั้งนี้ นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้กล่าวว่า “สืบเนื่องจากการเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อปีพ.ศ. 2524 ซึ่งได้เสด็จฯ มาทอดพระเนตรการจัดแสดงแฟชั่นที่นำผ้าไหมมัดหมี่ของไทยมาตัดเย็บเป็นชุดกิโมโน ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานดังกล่าว ทางสำนักงานฯ จึงได้น้อมนำแนวคิดนี้มาฟื้นฟูและพัฒนาเพิ่มเติมให้เกิดเป็นการซื้อขายที่ยั่งยืน โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี โดยมียอดสั่งซื้อแล้วกว่า 1,000 ออเดอร์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 17.6 ล้านเยนซึ่งช่วยให้ผ้าไทยสามารถจำหน่ายได้ในปริมาณมากขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนช่างทอผ้าไทยอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพระราชดำริของพระองค์ที่ทรงมีปณิธาณมุ่งหวังให้ประชาชนชาวไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

กองทุนสื่อฯ จัดงานเสวนาเจาะทิศทางสื่อไทยปี 2569 มุ่งขับเคลื่อนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่ความยั่งยืน

กองทุนสื่อฯ จัดงานเสวนาเจาะทิศทางสื่อไทยปี 2569 มุ่งขับเคลื่อนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่ความยั่งยืน

กองทุนสื่อฯ จัดงานเสวนาเจาะทิศทางสื่อไทยปี 2569 มุ่งขับเคลื่อนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่ความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (THAI MEDIA FUND) จัดเสวนาวิชาการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และทิศทางสื่อปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Shaping the Future by Driving Media 2026” เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาสื่อไทย พร้อมขับเคลื่อนระบบนิเวศสื่อที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสร้างสรรค์

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

โหว เป่ย (Hou Pei) ที่ปรึกษาฝ่ายข่าวสารสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมกล่าวปาฐกถา ในนามของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ให้ความใส่ใจและสนับสนุนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสื่อระหว่างจีน-ไทย และกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เยาวชนคือคนรุ่นที่มีพลัง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สดใหม่ที่สุดในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ฝ่ายจีนหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากเพื่อนสื่อมวลชนในการใช้แพลตฟอร์มสื่อใหม่ (New Media) นำเสนอเนื้อหาที่ได้รับความนิยมในหมู่       คนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจะยังคงสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นสืบไป

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า งานเสวนาวิชาการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และทิศทางสื่อปี 2569 ครั้งนี้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อการเติบโตของนิเวศสื่อไทยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” จึงเปิดพื้นที่แห่งโอกาส ที่ช่วยเติมเต็มศักยภาพให้ผู้ผลิตสื่อ นักสื่อสาร และผู้ประกอบการ ได้เติบโตบนเส้นทางของการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพอย่างแท้จริง แนวคิดสำคัญคือการสร้าง นิเวศสื่อที่สมดุล ซึ่งไม่อาจผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ภาควิชาการ ชุมชน และประชาชน เพื่อให้สื่อทำหน้าที่เป็นพลังบวกที่ช่วยให้สังคมและชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กองทุนฯ พยายามใช้บทบาทของตนเองเป็น สะพานเชื่อมองค์ความรู้ ดึงผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตสื่อทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งนี้ เพื่อจุดประกายและสร้างแรงจูงใจ   ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย เปรียบเสมือนการ “ปลูกต้นกล้า” ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง จนเติบโตเป็น  “ต้นไม้ใหญ่” ที่สามารถให้ร่มเงาและคุณค่าแก่สังคมในอนาคต ในระดับนโยบาย ยังมีความคาดหวังว่ารัฐบาลจะ เห็นความสำคัญของสินค้าวัฒนธรรม     อย่างจริงจัง ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมอันหลากหลายและงดงาม ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นเนื้อหาสร้างสรรค์ ถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลก ให้เกิดความชื่นชม สนใจ และตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทยในเวทีสากล ท้ายที่สุด ความเชื่อสำคัญที่ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นคือ “สื่อที่ดี และสื่อที่สร้างสรรค์ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้” ภาคนโยบายจึงควรสนับสนุนและผลักดันให้เกิด แพลตฟอร์มสัญชาติไทย ที่เปิดพื้นที่ให้นักสื่อสารชุมชน ซึ่งมีพลังและไฟในการขับเคลื่อนสังคม ได้จับคู่กับภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพาประเทศไทยเดินหน้าไปด้วยกันอย่างภาคภูมิใจ

ภายในงานเสวนาวิชาการฯ ได้รวบรวมผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ เทคโนโลยีวงการสื่อ จากทั้งในและต่างประเทศมาร่วมแชร์ข้อมูลด้านสื่อให้กับผู้ร่วมเสวนา อาทิ ดร. โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เทโร ดิจิทัล จำกัด,  กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส พร้อมด้วยคุณโจว หรง (Zhou Rong) Government Public Relations Officer of Shanhai Group, หวัง หย่าซง (Wang Yasong) ประธานบริษัท Guangxi Nanyi Intelligent Technology, คุณเสี่ยวคุน เกา (Xiaokun Gao) ผู้จัดการประจำประเทศไทย Country Manager – Sanook / Tencent,   ดร.ปริญญา หอมอเนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ไซเบอร์ตรอน จำกัด , แกรี่ พาวด์ ผู้อำนวยการ  ฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC), Bloomberg LP ประเทศไทย และภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับภาพยนตร์,  ธีรคหเทพ อาริยวงศ์ษา จากTHAM Studio19 มาร่วมพูดคุยประเด็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลกอีกด้วย

แอสเซทไวส์ จับมือ สมาคมถ่ายภาพฯ ชวนบันทึกความสุขผ่านเลนส์ กับโครงการ ‘The 2026 ASSETWISE Photo Contest’

แอสเซทไวส์ จับมือ สมาคมถ่ายภาพฯ ชวนบันทึกความสุขผ่านเลนส์  กับโครงการ ‘The 2026 ASSETWISE Photo Contest’

แอสเซทไวส์ จับมือ สมาคมถ่ายภาพฯ ชวนบันทึกความสุขผ่านเลนส์ กับโครงการ ‘The 2026 ASSETWISE Photo Contest’

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสเซทไวส์ ร่วมกับ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดพื้นที่ให้ “ความสุข” ถูกบันทึกผ่านมุมมองของช่างภาพทั่วประเทศ กับโครงการประกวดภาพถ่าย The 2026 ASSETWISE PHOTO CONTEST FOR CHARITY ชวนทั้งมืออาชีพและผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ มาร่วมเล่าเรื่องความน่าอยู่ของโลกใบนี้ ผ่านภาพถ่ายที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ดูแล้ว…ยิ้มได้ อบอุ่นใจ และมีคุณค่า พร้อมชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 290,000 บาท โดยผลงานที่ได้รับคัดเลือกจะนำไปใช้สนับสนุนภารกิจของสถาบันมะเร็งแห่งชาติต่อไป ส่งผลงานได้ ตั้งแต่วันนี้ – 22 กุมภาพันธ์ 2569 (ปิดระบบรับภาพเวลา 23.59 น.)

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า  แอสเซทไวส์เชื่อว่าความสุขไม่ใช่เพียงการมีที่อยู่อาศัยที่ดี แต่ยังเกิดขึ้นจากประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และมุมมองดีๆ ที่ช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งหนึ่งในพลังสร้างสรรค์ที่สามารถถ่ายทอดและส่งต่อความสุขเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน คือ ศาสตร์ด้านการถ่ายภาพ แอสเซทไวส์จึงร่วมจัดโครงการประกวดภาพถ่าย The 2026 ASSETWISE PHOTO CONTEST FOR CHARITY เพื่อเปิดโอกาสให้ช่างภาพทุกระดับได้นำเสนอเรื่องราวความสุขผ่านมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และร่วมกันสร้างสังคมแห่งความสุขไปด้วยกัน

“การร่วมมือกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เราเชื่อว่าความสุขสามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็กๆ รอบตัว และศิลปะภาพถ่ายคือสื่อกลางที่ช่วยบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ได้อย่างทรงพลัง โครงการนี้จึงไม่เพียงสนับสนุนงานสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันมุมมองดีๆ ให้กับสังคม โดยเฉพาะการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ให้ได้กล้าแสดงออก ทำในสิ่งที่รัก และต่อยอดไปสู่ความภาคภูมิใจในตัวเอง พร้อมร่วมสร้างสังคมแห่งความสุขในรูปแบบใหม่ๆ  สำหรับการประกวดในครั้งนี้ แอสเซทไวส์ได้รับเกียรติจาก คุณตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อร่วมเปิดมุมมองและยกระดับมาตรฐานการตัดสินผลงานภาพถ่ายในโครงการ” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

กติกาแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่  1. หัวข้อ “Happyscape ทิวทัศน์แห่งความสุข” เปิดรับภาพถ่ายทิวทัศน์เมือง ธรรมชาติ หรือสถานที่ใดๆ ที่สร้างความสุขให้แก่ผู้พบเห็น โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องถ่ายด้วย “กล้องดิจิทัลทั่วไปและกล้องฟิล์ม” เท่านั้น (ไม่รับภาพถ่ายจากโดรน) 2. หัวข้อ “A Joyful World โลกนี้น่าอยู่” เปิดรับภาพถ่ายที่ถ่ายทอดความน่าอยู่ของโลกนี้ ที่อาจจะเป็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือเป็นภาพจากสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต พืชพรรณ วัตถุสิ่งของ ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวเราที่เห็นแล้วมีความสุข ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องถ่ายด้วย “สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต” เท่านั้น

ทั้งนี้ ในแต่ละหัวข้อมีรางวัลชนะเลิศ เงินสด 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ และรางวัลดีเด่น เงินสด 5,000 บาท จำนวน 9 รางวัล รวมมูลค่ารางวัลทั้งโครงการ 290,000 บาท พร้อมโอกาสนำผลงานภาพถ่ายไปต่อยอดและเผยแพร่เพื่อสนับสนุนภารกิจของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยไม่เป็นการแสวงหาผลกำไร  รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://www.rpst.or.th/home/gallerydetails.php?id=133

‘ไอ้ฝรั่ง’ อาหารไทยไร้กรอบ เน้นความอิสระ และกล้าคิดต่าง สองเชฟต่างชาติตีความความเป็นไทยผ่านมุมมองของ ‘ไอ้ฝรั่งคนนั้น’

‘ไอ้ฝรั่ง’ อาหารไทยไร้กรอบ เน้นความอิสระ และกล้าคิดต่าง สองเชฟต่างชาติตีความความเป็นไทยผ่านมุมมองของ ‘ไอ้ฝรั่งคนนั้น’

‘ไอ้ฝรั่ง’ อาหารไทยไร้กรอบ เน้นความอิสระ และกล้าคิดต่าง สองเชฟต่างชาติตีความความเป็นไทยผ่านมุมมองของ ‘ไอ้ฝรั่งคนนั้น’

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไอ้ฝรั่ง (Ai Farang) ร้านอาหารไทยที่ไม่ติดกรอบแห่งใหม่ล่าสุดที่ซอยทองหล่อ ชวนชิมอาหารไทยในมุมมองใหม่ ผ่านสายตาและรสมือของทิม บัทเลอร์ และและลอริน จานิตา 2 เชฟชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตในไทยมานาน แต่ก็ยังสลัดความเป็นฝรั่งในตัวเองไม่ออก เมนูที่ไอ้ฝรั่งจึงเป็นการตีความอาหารไทยแบบใหม่ โดยใส่ความกล้า ความตลก และตัวตนที่ไม่เหมือนใครลงไปด้วย ไอ้ฝรั่งจึงเป็นเหมือนชุมชนของความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้ ลิ้มลองรสชาติด้วยใจที่เปิดกว้าง โดยไม่ต้องพกความคาดหวังออกมาจากบ้านว่าอาหารไทยควรเป็นแบบไหน

ทิม บัทเลอร์ หัวหน้าเชฟและหุ้นส่วนของร้าน อีท มี (Eat Me) และลอริน จานิตา เชฟลูกครึ่งฟิลิปปินส์-อเมริกัน เป็นผู้อยู่เบื้องหลักคอนเซปต์ของร้าน ทั้งสองนำประสบการณ์การทำงาน และระยะเวลาหลายปีที่ได้ซึมซับวัฒนธรรม ภาษา และวิถีอาหารของไทย มาถ่ายทอดออกมาเป็นร้านอาหารไทยรูปแบบใหม่ที่ทั้งขี้เล่นและลึกซึ้ง

ภายในร้านตกแต่งขึ้นจากแนวคิดที่ยกย่องความงดงามของความไม่สมบูรณ์แบบ บรรยากาศจึงให้ทั้งความมีชีวิตชีวา และเสน่ห์แบบดิบ ๆ รองรับได้ทั้งหมด 40 ที่นั่ง การตกแต่งภายในเลียนแบบศาลาไทยริมน้ำ ตีความใหม่ในสไตล์ดิบเท่ และนำเฟอร์นิเจอร์เก่ามาใช้ เช่น เก้าอี้โรงหนัง บานประตูไม้พับ และของสะสมจากยุค 60s – 70s พร้อมให้บริการด้วยความเป็นกันเอง อบอุ่น และผ่อนคลาย โดยไม่มีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกาย

อาหารแต่ละจานของไอ้ฝรั่ง สร้างสรรค์จากรากของความเป็นไทย แต่ตีความใหม่ด้วยเทคนิคแบบตะวันตกพร้อมเติมความอยากรู้อยากเห็นแบบฝรั่ง โดยใช้ทั้งวัตถุดิบท้องถิ่นและแรงบันดาลใจจากทั่วโลกผสมผสานเข้าด้วยกัน เริ่มที่เมนูคุ้นเคยอย่าง Pad Kra Pao Spring Rolls หรือปอเปี๊ยะผัดกะเพรา ที่แตกต่างด้วยไส้ที่ทำจากเนื้อวัว ไข่นกกระทา และโหระพา หรือจะเป็นเมนู Caviar Service นำคาเวียร์โอเซียทรามารับประทานกับใบชะพลูและเครื่องเมี่ยงคำ ด้าน Sea Urchin Pani Puri คือส่วนผสมที่ลงตัวของไข่หอยเม่น มะกอกเขียว และมะขาม ส่วน Seared Foie Gras เสริมรสเข้มข้นของฟรัวกราส์ ด้วยความสดชื่นจากส้มคาลามันซีได้อย่างลงตัว เมนูแกง Hed Thob Curry ยกระดับแกงเห็ดถอบแบบอีสานไปอีกขั้นด้วยผงกะหรี่และมันฝรั่ง สำหรับคนที่ชอบเมนูสไตล์คอมฟอร์ต จะต้องหลงรัก Truffle Fried Rice  หรือข้าวผัดทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมไข่ดาวและเห็ดย่าง หรือจะเป็น Nam Ya Puu Spaghetti ที่เชฟเลือกใช้ปูคิงแครบกับหมึกดำ หากต้องการจานหนักขึ้น ไม่ควรพลาด Beef Short Rib Rat Na เบสด้วยน้ำสต็อกรสชาติเข้มข้น ราดบนเส้นกรอบ และเสริมรสด้วยพริกดอง ส่วนของหวานนั้นก็แฝงไว้ด้วยความซุกซนเช่นเดียวกับอาหาร เพื่อมอบประสบการณ์สไตล์ ไอ้ฝรั่ง ที่จะหาจากไหนไม่ได้

เมนูเครื่องดื่มของ ไอ้ฝรั่ง สะท้อนจิตวิญญาณอิสระของอาหารได้อย่างลงตัว โดยมีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ อาทิ Basque Chili Dirty Martini มาในโทนเผ็ดร้อนด้วยวอดก้าดองพริก น้ำดองพริกปิปาร์รา และตกแต่งเพิ่มคาแรกเตอร์ด้วยกุนเชียงเผาไฟ ส่วน Serrano Ham Melon เติมมิติหวานเค็มให้วอดก้า ด้วยเมลอนไทยและญี่ปุ่น น้ำผึ้ง เหล้ามิโดริ และมีแฮมเซอร์ราโนกรอบเป็นท็อปปิ้ง สำหรับ Spritzy A/F เป็นการตีความ Negroni Sbagliato ใหม่ ให้ความสดชื่นจากโฟมแอปเปิลยูสุด้านบน ขณะที่ EGGspresso Martini เติมความเข้มมันด้วยการนำกาแฟดำ บรั่นดีรีเจนซี่ วอดก้ามาเขย่ารวมกัน และท็อปด้วยโฟมนุ่ม ๆ จากกะทิและไข่แดง

นอกจากนี้ ไอ้ฝรั่ง ยังพร้อมเสิร์ฟความสนุกด้วย Frozen Cocktail of the Day ที่หมุนเปลี่ยนทุกวัน เซอร์ไพรส์ลูกค้าด้วยความเย็นฉ่ำของค็อกเทลแบบไม่ซ้ำ นอกจากนี้ ยังมีคราฟต์เบียร์ทั้งกระป๋องและสด รวมถึงสาโท และไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้มีตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทุกอารมณ์และทุกสไตล์

ไอ้ฝรั่ง ตั้งอยู่ที่ 113 ซอยทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17:00 – 24:00 น.สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.02-63 145 7565

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

โนโว นอร์ดิสค์ จับมือ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในไทย ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว นอร์ดิสค์”) และสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย บริจาคเงินจำนวน 430,000 บาท (ประมาณ 86,000 โครนเดนมาร์ก) แก่สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ  เพื่อสนับสนุนการบรรเทาทุกข์หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศไทย

ตามข้อมูลของรัฐบาล เหตุอุทกภัยในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อประชาชนเกือบสามล้านคน1 โดยพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด การบริจาคครั้งนี้จะช่วยจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานในพื้นที่ซึ่งประสบปัญหา เนื่องจากการขาดแคลนเวชภัณฑ์และการเข้าถึงผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ลดลง

พิธีส่งมอบเงินบริจาค ณ สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศในยามที่เผชิญความยากลำบาก ผู้เข้าร่วมได้แก่ เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ผู้จัดการทั่วไปของโนโว นอร์ดิสค์ และผู้แทนจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ รวมถึง ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานสมาคม  รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ อุปนายก และ ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล อุปนายก

ฯพณฯ นายแดนนี่ แอนนัน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เดนมาร์กและไทยมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 400 ปี การบริจาคจากโนโว นอร์ดิสค์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในเดนมาร์ก แก่เพื่อนและพันธมิตรชาวไทยในยามจำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน เสริมสร้างความสัมพันธ์โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านสาธารณสุข ความเป็นอยู่ที่ดี และคุณภาพชีวิตของประชาชนของเราทั้งสองประเทศ”

นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โนโว นอร์ดิสค์ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านโรคเบาหวานมากว่าศตวรรษ และเราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรของเรา รวมถึงสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เพื่อป้องกันและลดภาระของโรคเบาหวาน การบริจาคครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโนโว นอร์ดิสค์ที่จะเป็นหุ้นส่วนของหน่วยงานราชการ ระบบสาธารณสุข และประชาชนชาวไทย ในยามที่เราเข้าสู่ปีที่ 43 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย”

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า แม้อัตราการแพร่ระบาดของเบาหวานในภาคใต้จะอยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกภาคในประเทศไทย แต่อุทกภัยครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน การบริจาคจะช่วยจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งจำเป็นเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตในกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุด