5 เหตุผลที่คนไทยควรไปชม Khao Yai Fog Forest @Khao Yai Art Forest ประสบการณ์ศิลปะในม่านหมอกของ ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ ศิลปินระดับโลก

5 เหตุผลที่คนไทยควรไปชม Khao Yai Fog Forest @Khao Yai Art Forest ประสบการณ์ศิลปะในม่านหมอกของ ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ ศิลปินระดับโลก

5 เหตุผลที่คนไทยควรไปชม Khao Yai Fog Forest @Khao Yai Art Forest ประสบการณ์ศิลปะในม่านหมอกของ ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ ศิลปินระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจจะเคยเห็นภาพทะเลหมอกท่ามกลางพื้นที่สีเขียวของ Khao Yai Art Forest จังหวัดนครราชสีมา ที่กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกโซเชียล ซึ่งในความเป็นจริงทะเลหมอกที่สวยงามราวภาพฝันไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากแต่เป็นผลงานศิลปะ “Khao Yai Fog Forest” ประติมากรรมหมอก (fog sculptures) ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินหญิงชาวญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง ‘ฟูจิโกะ นากายะ’ (Fujiko Nakaya) ด้วยความหลงใหลที่เธอมีต่อธรรมชาติ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ ฟูจิโกะจึงนำทั้งหมดมาผสมผสานกันเป็นงาน Landscape เพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับการชมงานศิลปะผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ประติมากรรมทะเลหมอกของเธอจัดแสดงในงาน Biennale ทั่วโลกมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 รวมถึงจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ทว่ายังมี 5 เรื่องจริงที่หลายคน (อาจ) ไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Khao Yai Fog Forest นี่คือเหตุผลที่คนไทยควรไปชมงานศิลปะที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกตกหลุมรัก!

ฟูจิโกะ นากายะ

1. ศิลปินผู้บุกเบิก: กว่า 5 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะจากม่านหมอก

ในวัยกว่า 90 ปี ฟูจิโกะ นากายะ เป็นศิลปินผู้บุกเบิกการจัดแสดงประติมากรรมหมอกให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก เธอเริ่มสร้างสรรค์ประติมากรรมหมอกมาตั้งแต่ปี 1970 โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘อุกิจิโระ นากายะ’ คุณพ่อของเธอและนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงในฐานะผู้บุกเบิกการสร้างหิมะเทียม ผลงานของคุณพ่อทำให้เธอกล้าที่จะลุกขึ้นมาท้าทายขนบเดิม ๆ ของวงการศิลปะที่มักจะจัดแสดงผลงานอยู่กับที่ เธอจึงเลือกทำงานกับ ‘หมอก’ ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี โดยผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ คือการออกแบบ Pepsi Pavilion งาน Expo’70 โอซาก้า ที่เธอสร้างหมอกปกคลุมอาคารทั้งหมด ทำให้เกิดผลงานที่ลึกลับ ตื่นตาตื่นใจ และแตกต่างจากงานศิลปะทั่วไป

ไม่กี่ปีต่อมา ฟูจิโกะได้เข้าร่วมกลุ่ม Experiments in Art and Technology (E.A.T.) ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานศิลปะที่สร้างชื่อเสียงให้เธอ ฟูจิโกะยังให้คำนิยมเกี่ยวกับประติมากรรมหมอกว่าเป็น “Interactive Sculpture” หรือประติมากรรมที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับผลงาน โดยรูปทรงของหมอกจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศในแต่ละช่วงเวลา อันเกิดจากการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ เธอยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของหมอกที่มีต่อสภาพแวดล้อม ผ่านการจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและระบบนิเวศตลอดระยะเวลาหลายปี จนค้นพบผลกระทบที่หมอกมีต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้และพืชพันธุ์ต่าง ๆ การที่ Khao Yai Art Forest สามารถนำผลงานของศิลปินระดับโลกมาจัดแสดงนั้น จึงนับเป็นโอกาสดีของวงการศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย

2. ศิลปะมีชีวิต: สร้างสรรค์โดยธรรมชาติและเทคโนโลยี

ฟูจิโกะ นากายะ ไม่ได้มองว่าหมอกเป็นเพียงวัตถุ แต่เป็นประติมากรรมมีชีวิต (Living Sculpture) ที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อม เช่น ลม, อุณหภูมิ, และความชื้น ทำให้การชม Fog Sculpture ในแต่ละครั้งจึงมอบประสบการณ์การชมงานศิลปะที่ไม่ซ้ำกันเลย หมอกอาจจะลอยตัวหนาในวันฟ้าปิด หรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในวันที่ลมแรง ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นกับพลังของธรรมชาติที่ยากจะคาดเดา ทำให้ผลงานชิ้นนี้มีพลวัตและน่าค้นหาอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ประติมากรรมหมอกของเธอยังได้รับการจัดแสดงในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบถาวรและนิทรรศการชั่วคราว ได้แก่ Fog Sculpture #08025 F.O.G. จัดแสดงถาวรภายในพิพิธภัณฑ์ Guggenheim Museum Bilbao เมืองบิลบาโอ ประเทศสเปน, Foggy wake in a desert: An ecosphere จัดแสดงถาวรภายใน National Gallery of Australia แคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย, ผลงาน Veil ที่สร้างขึ้นเพื่อปกคลุมบ้านกระจก (The Galss House) อันโด่งดังของ Philip Johnson ที่เมือง New Canaan รัฐคอนเนทิคัต สหรัฐอเมริกา, Cult of Mist จัดแสดงที่ Neue Nationalgalerie ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และร่วมออกแบบสนามเด็กเล่นที่มีหมอกปกคลุมเป็นระยะ ๆ ในสวนสาธารณะ Showa Kinen Park กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

3. ม่านหมอกบริสุทธิ์จากระบบน้ำสะอาด ปราศจากมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประติมากรรมหมอก เกิดจากการใช้หลักการทางฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปั๊มแรงดันสูง, ท่อน้ำ, และหัวฉีดขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ได้รับการติดตั้งอย่างแม่นยำในพื้นที่จัดแสดง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำจาก ‘Aquaria’ แบรนด์แรกของโลกที่คิดค้นและพัฒนาเครื่องผลิตน้ำจากอากาศที่ทั้งสะอาดและดื่มได้อย่างปลอดภัย โดยระบบจะฉีดน้ำสะอาดผ่านหัวฉีดขนาดเล็กจิ๋ว ทำให้เกิดละอองน้ำที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 20-30 ไมครอน ซึ่งเล็กพอที่จะลอยในอากาศเหมือนหมอกตามธรรมชาติ ละอองน้ำที่ปล่อยออกมาจะลอยตัวอยู่ในอากาศเกิดเป็นม่านหมอกที่เย็นสบายและสะอาดบริสุทธิ์ แล้วยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศได้อย่างดี ผู้ชมจึงสามารถดื่มด่ำกับประสบการณ์ศิลปะได้อย่างปลอดภัยและหายใจได้เต็มปอด

4. สวรรค์ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์และชาว Instagram

ด้วยทัศนียภาพที่งดงามราวกับอยู่ในความฝัน Khao Yai Fog Forest ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับเหล่า คอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ม่านหมอกที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมพื้นที่สร้างบรรยากาศที่ลึกลับและน่าค้นหา เกิดเป็นภาพถ่ายและวิดีโอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ แสงที่ส่องกระทบกับละอองน้ำในแต่ละช่วงเวลายังสร้างมิติและความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้อย่างไม่รู้จบ ใครที่อยากไปเช็คอินถ่ายรูปกับประติมากรรมหมอก Khao Yai Fog Forest จะเปิดหมอกให้เข้าชมเป็นรอบ ๆ ทุกวันพฤหัส-ศุกร์ เวลา 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์จะเปิด 2 รอบคือ 11:30 และ 16:30 น

5. ประสบการณ์ศิลปะที่ต้องใช้ทุกประสาทสัมผัส

การเสพศิลป์ที่ Khao Yai Fog Forest ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมองด้วยตา แต่เป็นการใช้ ทุกประสาทสัมผัสเพื่อรับรู้ถึงตัวตนของศิลปะอย่างแท้จริง คุณจะได้สัมผัสกับความเย็นและความชื้นจากละอองหมอกที่กระทบผิว ได้ยินเสียงน้ำและเสียงลมที่พัดผ่าน ได้กลิ่น ไอดินและต้นไม้ชุ่มน้ำ และมองเห็นการเคลื่อนไหวของม่านหมอกที่โอบล้อมรอบตัว เป็นประสบการณ์ที่ดึงเราออกจากโลกดิจิทัลและเชื่อมต่อกับธรรมชาติและศิลปะได้อย่างลึกซึ้ง นับเป็นการเปิดประสบการณ์การชมงานศิลปะในรูปแบบใหม่ที่หาได้ยากในปัจจุบันนอกจากความสวยงามแล้ว หมอกยังเป็นสื่อที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “หมอกทำให้สิ่งที่มองเห็นกลายเป็นมองไม่เห็น และทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น เช่น อากาศ ความชื้น และสายลม กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้” ความพิเศษนี้คือสิ่งที่ทำให้ผลงานของฟูจิโกะ นากายะ ดูสดชื่นและมีชีวิตชีวา เพราะผู้ชมจะมองเห็นการเคลื่อนไหวของสายลมที่พัดพาหมอกไปในทิศทางต่าง ๆ ทำให้ Khao Yai Fog Forest เป็นมากกว่าการชมงานศิลปะ แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็น การ ได้ยิน และการสัมผัสความเคลื่อนไหวของหมอกที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นี่คือโอกาสที่คุณจะได้มาพบกับประสบการณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจดจำและตราตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป

สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ของการชมงานศิลปะ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและแตกต่างจากหอศิลป์ทั่วไป Khao Yai Art Forest ยังชวนคุณไปเพลิดเพลินไปกับ ‘Forest Foods’ ที่ปรุงด้วยวัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิ Chef Cares และ เชฟวุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร ผู้พลิกแพลงอาหารไทยให้มีความร่วมสมัย ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Website: https://www.khaoyaiart.com/  FB: Khao Yai Art Forest IG: https://www.instagram.com/khaoyai_art_forest/?hl=en

Gen ยัง Active 50+ เปิดเวทีเสวนาผนึกกำลังผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของประเทศ

Gen ยัง Active 50+ เปิดเวทีเสวนาผนึกกำลังผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของประเทศ

Gen ยัง Active 50+ เปิดเวทีเสวนาผนึกกำลังผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการ Gen ยัง Active 50+ จัดเสวนา “บูรณาการเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันในระยะยาวของประเทศไทย” ในงาน “ส่งเสริมภูมิกาย สร้างเสริมภูมิใจ ให้วัย Gen ยัง Active 50+” เนื่องในวันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons) ระดมผู้กำหนดนโยบายสุขภาพระดับประเทศ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมสูงวัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ที่ โรงแรมสยามแคมเปนสกี้ กรุงเทพมหานคร

โครงการ Gen ยัง Active 50+ จัดโดย ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) และภาคีเครือข่าย มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับคนไทยวัยทำงานและผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือกลุ่ม Gen ยัง Active ให้ตระหนักและใส่ใจสุขภาพของตนเองและครอบครัว โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้แข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วย พร้อมสนับสนุนให้กลุ่ม Gen ยัง Active มีศักยภาพในการใช้ชีวิตอย่างแอคทีฟ และเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดชีวิต (Life-Course Immunization) เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องสุขภาพของประชาชนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ จนถึงวัยสูงอายุ ผ่านคำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพื่อให้ประชาชนที่สนใจให้สามารถเข้าถึงความรู้และความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค อันจะช่วยส่งเสริมการตัดสินใจเข้ารับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างมีข้อมูล โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงและฟื้นตัวช้า วัคซีนที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนนิวโมค็อกคัส วัคซีน RSV วัคซีนงูสวัด วัคซีนโควิด-19 และวัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ

นอกจากนี้ มิติของ Life-course Prevention สำหรับผู้สูงอายุก็เป็นอีกแนวคิดสำคัญ ที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะโรคติดต่อหรือโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการป้องกันการบาดเจ็บ โดยเฉพาะการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความพิการและการเสียชีวิต ดังนั้น จึงต้องอาศัยมาตรการแบบองร์รวม ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม จนถึงระบบบริการสุขภาพ  เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งของประเทศ

แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย เสริมว่า กรมอนามัยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง อายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยแนะนำให้ผู้สูงอายุหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ อีกทั้ง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยในปัจจุบัน โดยเวชศาสตร์วิถีชีวิตให้ความสำคัญกับ 6 เสาหลัก ได้แก่ 1. การรับประทานอาหารที่สมดุลและมีโภชนาการเหมาะสม 2. กิจกรรมทางกายเหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3. การจัดการและผ่อนคลายความเครียด 4. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 5. การหลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 6. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทั้งนี้ หากผู้สูงอายุสามารถนำแนวทางทั้งหกด้านนี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เกิดความสมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ นำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้น”

นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันวัคซีนแห่งชาติให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีน เนื่องจากสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลจากสื่อออนไลน์ที่หลากหลายและถูกส่งต่อกันในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของข้อมูลที่ยากต่อการคัดกรอง อีกทั้งยังมีข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน ซึ่งถูกเผยแพร่ซ้ำโดยขาดการตรวจสอบรอบด้าน จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนมีความลังเลหรือปฏิเสธการรับวัคซีน จนเสียโอกาสในการป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง จึงจำเป็นต้องอาศัย “ภูมิคุ้มกันความรู้” โดยการรู้เท่าทันและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเชื่อหรือส่งต่อไปยังผู้อื่น เพราะภูมิคุ้มกันความรู้ที่แข็งแกร่ง เปรียบเสมือนการได้รับวัคซีนที่ช่วยปกป้องตนเองและครอบครัว และนำไปสู่การสร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกันทางความรู้  ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของสังคมโดยรวม

นายแพทย์วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า สปสช. เล็งเห็นความสำคัญของการรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมุ่งขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการส่งเสริม การป้องกัน และการดูแลอย่างเป็นระบบ โดยได้จัดสรรงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ด้านบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P: Prevention and Promotion) แยกจากงบรักษาพยาบาล เพื่อสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในผู้สูงอายุ อาทิ ภาวะสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงต่อการหกล้ม รวมถึงสุขภาพช่องปากและสายตา ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผ่านกองทุนสุขภาพท้องถิ่น และมีผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรม นอกจากนี้ ยังได้บรรจุวัคซีนที่จำเป็นไว้ในสิทธิประโยชน์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้มีโรคประจำตัว พร้อมทั้งศึกษาและพิจารณาบรรจุวัคซีนใหม่ ๆ ที่เหมาะสมในอนาคต อาทิ วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ วัคซีนงูสวัด และวัคซีน RSV ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคดิจิทัล เช่น ระบบข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์และนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลอย่างทั่วถึง โดยมีเป้าหมายให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่เพียงเป็นหลักประกันการรักษาพยาบาล แต่เป็นพลังสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง พึ่งพาตนเองได้ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 1.3 ล้านคน หรือร้อยละ 23.73 ของประชากร ภายใต้นโยบาย “9 ดี 9 ด้าน” ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในมิติ “สุขภาพดี” ได้จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ “Active Aging” ครบทั้ง 50 เขต รวม 491 ชมรม มีสมาชิกกว่า 50,793 คน เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและใจ ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังดำเนินโครงการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเชิงป้องกัน เช่น การฝึกกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการหกล้ม และการฝึกความจำเพื่อลดความเสี่ยงสมองเสื่อม ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่าผู้เข้าร่วมมีสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นกว่าร้อยละ 70 ด้านการป้องกันโรค กรุงเทพมหานครให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยในปี 2568 มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปเข้ารับการฉีดแล้วกว่า 193,000 คน และอยู่ระหว่างพิจารณานำนวัตกรรมวัคซีนใหม่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงในกลุ่มผู้สูงอายุให้มากขึ้น หวังลดความรุนแรงของโรคและภาระการรักษา พร้อมกันนี้ยังมีการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ อาทิ ศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุ ระบบบริการสุขภาพดิจิทัล การแพทย์ทางไกล รวมถึงการปรับปรุงทางเดินเท้าและพื้นที่สาธารณะให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ผู้สูงอายุไม่เพียงแต่อยู่ได้ แต่ยังอยู่ดี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน

เปิดรันเวย์แฟชั่นวีค BIFW2025 ต้อนรับ 11 ดีไซเนอร์ไทยสาดพลังสู่สายตาทั่วโลก

เปิดรันเวย์แฟชั่นวีค BIFW2025 ต้อนรับ 11 ดีไซเนอร์ไทยสาดพลังสู่สายตาทั่วโลก

เปิดรันเวย์แฟชั่นวีค BIFW2025 ต้อนรับ 11 ดีไซเนอร์ไทยสาดพลังสู่สายตาทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาเขย่าวงการแฟชั่นในภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่  เปิดรันเวย์แฟชั่นวีคยิ่งใหญ่แห่งปี “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” (BIFW2025) จัดเต็ม 11 รันเวย์โชว์ จาก 11 ดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยระดับท็อป ถ่ายทอดมุมมองแฟชั่นที่เหนือความคาดหมาย พร้อมนำเสนอเทรนด์แฟชั่นแห่งอนาคต และเผยศักยภาพของเหล่าแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่สู่สายตาโลก ตอกย้ำการเป็น World Class Fashion Destination ศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลก กลางเดือนตุลาคม นี้

“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” (BIFW2025) เวทีแฟชั่นวีคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นงานแฟชั่นสำคัญของเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 โดย สยามพารากอน ร่วมกับ สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในปีนี้เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการเนรมิตที่สุดแห่งเวทีแฟชั่นระดับโลก ภายใต้แนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ที่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์อันเหนือชั้นและโชว์ที่เหนือความคาดหมาย เพื่อเผยศักยภาพของแฟชั่นไทยสู่สายตาโลก โดย BIFW2025 ยังเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารกสิกรไทย, บริษัทเมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด, ซิติเซ่น (CITIZEN), แมค คอสเมติกส์ ไทยแลนด์ (M.A.C Cosmetics) และ แอปโซลูท อิทส์ อิน อาวเวอร์ สปิริต (Absolut It’s in our Spirit)

ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM กล่าวว่า “ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา Siam Paragon Bangkok International Fashion Week  นับได้ว่าเป็นเวทีแฟชั่นวีคที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นไทย รวมถึงแวดวงแฟชั่นของภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นศูนย์กลางของการออกแบบที่เปี่ยมด้วยพลังของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านแฟชั่น ตลอดจนเป็นเวทีแห่งโอกาสที่เปิดให้ดีไซเนอร์ไทยระดับแนวหน้าได้นำเสนอสุดยอดผลงาน สนับสนุนให้นักสร้างสรรค์คลื่นลูกใหม่ได้แสดงศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในแวดวงแฟชั่น และมอบประสบการณ์ด้านแฟชั่นให้กับผู้คน เป็นมหกรรมงานแฟชั่นที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการแฟชั่นไทยไปด้วยกัน

ปีนี้ สยามพารากอน นำเสนอเวทีแฟชั่นที่เหนือความคาดหมายและน่าจับตามองที่สุด เพื่อก้าวสู่การเป็นแฟชั่นวีคระดับโลกอย่างแท้จริง ผนึกกำลัง 11 ดีไซเนอร์และแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทย อาทิ ๒๗FRIDAY, 37°c Thirty-seven degrees Celsius, ASAVA, FLYNOW, FUNDAO, Greyhound Original, ISSUE, Leisure Projects, NAGARA, PAINKILLER Atelier, PATINYA รันเวย์สุดไอคอนิกที่รวมพลังครีเอทีฟของดีไซเนอร์ไทย นำเสนอคอลเลกชันฤดูกาลใหม่ ภายใต้แนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน พร้อม Live แฟชั่นโชว์ทั้ง 11 โชว์ ให้แฟชั่นนิสต้าและผู้สนใจแฟชั่นจากทางเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก Siam Paragon ระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม 2568

ด้วยแนวคิด “FASHIONABLY EXTRAORDINARY” ทำให้ Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 ในปีนี้ จะส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษ (Extraordinary Experiences) ช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่มากกว่าแฟชั่นโชว์บนรันเวย์, เรื่องราวสุดพิเศษ (Extraordinary Storytelling) ที่ชวนให้ทุกคนดื่มด่ำไปกับเรื่องราวหลากหลายซึ่งสะท้อนผ่านผลงานของเหล่าดีไซเนอร์ไทยระดับแนวหน้า, ความประทับใจแสนพิเศษ (Extraordinary Impact) กับบรรยากาศของงานแฟชั่นวีคระดับโลกที่ทุกคนรอคอย และไม่เคยทำให้ผิดหวัง รวมถึงสถานที่สุดพิเศษ (Extraordinary Locations) เต็นท์สีขาวขนาดยักษ์สุดไอคอนิกอันเป็นที่จดจำของเหล่าแฟชั่นนิสต้า โดย Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025 มาพร้อมไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้มากมาย

สัมผัสปรากฏการณ์แฟชั่นวีคสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” กลางเดือนตุลาคม 2568 นี้ ที่สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.siamparagon.co.th หรือเฟซบุ๊ก Siam Paragon

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 19 ปี

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 19 ปี

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 19 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นประธานในพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันครบรอบการดำเนินงาน 19 ปี ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กันยายน 2568 โดยได้นิมนต์พระ สงฆ์ 9 รูปจากวัดบางพลีใหญ่กลางมาสวดเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา

ภายในงานได้รับเกียรติจากอดีตผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หน่วยงานราชการ สายการบิน และผู้ประกอบการ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องจัดเลี้ยง 1 อาคารสำนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (AOB)

ป้ายยาบิวตี้ไอเท็มสุดเทรนดี้ ครบ จบ ทุกความสวย ในงาน ‘Gourmet Market Beauty Parlour’

ป้ายยาบิวตี้ไอเท็มสุดเทรนดี้ ครบ จบ ทุกความสวย ในงาน ‘Gourmet Market Beauty Parlour’

ป้ายยาบิวตี้ไอเท็มสุดเทรนดี้ ครบ จบ ทุกความสวย ในงาน ‘Gourmet Market Beauty Parlour’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส ภายใต้การบริหารโดยเดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมกับแบรนด์สินค้าสุขภาพและความงามกว่า 70 แบรนด์ชั้นนำ จัดงาน Gourmet Market Beauty Parlour (กูร์เมต์ มาร์เก็ต บิวตี้ พาร์เลอร์)  ครบ จบ ทุกความสวย จากแผนก Beauty Parlour มาให้เลือก  ช้อปในราคาพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมาย และกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสุดฟินกับศิลปินจากแบรนด์ต่าง ๆ ตลอดการจัดงานตั้งแต่วันนี้ – 6 ตุลาคม 2568 ที่ M Grand Hall ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า Beauty Parlour เป็นโซนสุขภาพและความงามที่มาเติมเต็มประสบการณ์ช้อปปิ้งภายในกูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, เอ็มสเฟียร์, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, งามวงศ์วาน, บางแค และบางกะปิ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘All about beauty at Beauty Parlour’ โดยคัดสรรและรวบรวมสินค้าสุขภาพและความงามในกลุ่มพรีเมียมและเทรนดี้มาให้ช้อปอย่างครบครัน แบ่งเป็น 3 โซนใหญ่ ๆ ได้แก่ Skin care, Make up และ Personal care  เพื่อเปิดโอกาสให้แฟนคลับบิวตี้ พาร์เลอร์ ได้ช้อปบิวตี้ไอเท็มชิ้นโปรด ดูแลตัวเองแบครบ จบ ทุกความสวย ส่งท้ายช่วงปลายปี ในราคาคุ้มค่าจึงได้จัดงาน Gourmet Market Beauty Parlour ในคอนเซ็ปต์  “A Complete Journey of Self-Care & Beauty ครบจบทุกความสวย”

ในงานรวบรวมสินค้าสุขภาพและความงามกว่า 70 แบรนด์ชั้นนำมาให้เลือกช้อปที่ใจกลางศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าทั้ง Skin care, Make up, Oral care, Hair care, Personal care และ Food Supplement โดยสินค้าไฮไลต์ห้ามพลาดในงาน อาทิ  SIBLING Daily Skin Detox Cleanser Gel เจลล้างหน้าซิบบลิ้ง ‘จบทุกปัญหาสิว’ อ่อนโยน แต่เห็นผลจริง ลดการระคายเคือง ถนอมผิวขั้นสุด พร้อให้ความชุ่มชื้นกับผิว เสริมเกราะป้องกันผิว ให้ผิวแข็งแรง การันตีด้วยยอดขายกว่า 2,000,000 ชิ้น, SKIN1004 Madagascar Centella Ampoule ตอบโจทย์กลุ่มปัญหาผิวแพ้ง่าย ด้วยสารสกัดหลัก เซนเทลล่า จาก Madagascar ปราศจากสารระคายเคืองผิว ดูแลปัญหาที่เกิดจากรอยสิว สมานแผลให้หายเร็วขึ้น ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวและลดโอกาสการเกิดริ้วรอย, Beauty of Joseon Relief Sun: Rice + Probiotics SPF50+ PA++++ ครีมกันแดดเนื้อบางเบา ซึมซาบเร็ว อุดมด้วยน้ำรำข้าว ช่วยบำรุงและปกป้องผิวจากแสงแดด ผสมผสานภูมิปัญญาการดูแลผิวของชนชั้นสูงในสมัยราชวงศ์โชซอนเข้ากับส่วนผสมจากธรรมชาติ ไอเท็มที่สายคลีนบิวตี้ห้ามพลาด

Marvis แบรนด์ยาสีฟันจากประเทศอิตาลี ที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามหรูหรา เนื้อครีมให้ความรู้สึกสดชื่นยาวนาน ด้วยส่วนผสมของมิ้นต์ที่เข้มข้นและช่วยขจัดคราบพลัคพร้อมส่วนผสมที่ช่วยให้ฟันขาว, LDC Dental น้ำยาบ้วนปากสูตร Cranberry & Aloe Vera ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย พร้อมบำรุงสุขภาพช่องปากมี Coenzyme Q10 และ Xylitol ช่วยปกป้องฟัน ลดการเสียวฟัน และดูแลเหงือกให้แข็งแรงปราศจากแอลกอฮอล์และน้ำตาล ไม่แสบปาก, Dove Vegan Collagen Volume Micella แชมพูสูตรไมเซล่า เนื้อสัมผัสบางเบา แต่ทำความสะอาดหนังศรีษะและเส้นผมได้อย่างสะอาดหมดจด มาพร้อมวีแกน คอลลาเจน ที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยบำรุงให้ผมเด้งสวย ยาวนานตลอดวัน

Jergens Ultra Healing ตัวท็อปในเรื่องของความชุ่มชื้น ด้วยส่วนผสมวิตามิน C, E และ B5ผสานเทคโนโลยี HYDRALUCENCE เนื้อครีมเข้มข้นเติมความชุ่มชื่นให้ผิวอย่างล้ำลึก ปกป้องผิวจากการสูญเสียความชุ่มชื้น สามารถใช้ทาบริเวณที่มีผิวแห้งมาก ๆ อย่างบริเวณส้นเท้า ข้อศอก และหัวเข่า

Benice Grape Exo-Bright Brightening Shower Gel เจลอาบน้ำผสานเม็ดบีทส์ ช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง เสริมด้วยเทคโนโลยี Exo-Bright ช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวชั่นนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดบีทส์วิตามินซีและอี ช่วยป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น และวิตามินบี 3 ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสสม่ำเสมออย่างเป็นธรรมชาติ, Gentle Color Tint Oil ทินเปปไทด์ลิปออยล์ บำรุงริมฝีปากให้ดูอวบอิ่มเป็นมันเงา พร้อมบำรุงริมฝีปากคล้ำ ทำให้ดูสดใสอมชมพู ฟื้นบำรุงริมฝีปากที่แห้งแตก ลอกเป็นขุย ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน ด้วยน้ำมันธรรมชาติออร์แกนิก 6 ชนิด

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Gourmet Market ThailandIG: gourmetmarket และ TikTok: gourmetmarketth

คุณแหน : 2 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 2 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 2 ตุลาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับศิษย์เก่าสถาบันในเครือฯ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ดังนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย,ตรีนุช เทียนทอง รมว.กระทรวงแรงงาน,ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม,อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข..
  • สภากาชาดไทย มีมติแต่งตั้ง สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานแผนกจำหน่ายเครื่องหมายกาชาด งานกาชาดประจำปี 2568  ภายใต้แนวคิด “70 พรรษา ขัตติยนารีรัตนา ปวงประชาสดุดี” ระหว่างวันที่ 11-21 ธ.ค.2568 เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย นำไปใช้ในการดำเนินภารกิจบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย แก่ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ พิพัฒน์พงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ที่สูญเสีย คุณพ่อพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สิริอายุ 98 ปี พิธีสวดพระอภิธรรม 1-7 ต.ค.19.00 น.ที่บ้านถ.อัษฎางค์ แล้วเปิดสวดวันอาทิตย์ที่ 12,19,26 ต.ค. เจ้าภาพของดพวงหรีด..
  • น้องๆ อดีตนักแสดงรุ่นเยาว์ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม กนกวรรณ ด่านอุดม,กรรณิกา ธรรมเกษร,สุภาพร เศรษฐวรรณ,นำพร วัชรพล,อรเฉิด รังสิกุล,พัชรินทร์ บูรณสมภพ เลี้ยงแสดงความยินดีกับ นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ ที่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2568..
  • ยินดีกับ ผศ.ดร.วชิรา บัวศรี ได้รับโล่พระราชทานรางวัลมหิดลวรานุสรณ์ ประจำปี 2560-2566..
  • เพื่อนๆ นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงความยินดีกับ อโนชา ชีวิตโสภณ อดีตประธานศาลฎีกา นิติศาสตร์จุฬาฯ คนแรกที่ได้เป็นประธานศาลฎีกา ในโอกาสได้รับพระราชทานปริญญา นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์..
  • คณชัย เบญจรงคกุล ผอ.พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) หนึ่งในศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงาน  “นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย : Art for Refugees ครั้งที่ 3  Hope ใช้ชีวิตให้ดี ทำโลกให้งาม” พร้อมด้วย ศิลปินที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ,ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ,กิตติศักดิ์ เทพเกาะ,เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ เชิญชวนชมนิทรรศการฯ จัดโดย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ภัยแห่งสหประชาชาติ UNHCR ร่วมกับ พระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว.วชิรเมธี) สถาบันวิมุตตาลัย และMOCA  Bangkok วันที่ 1-31 ต.ค.ที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย กรุงเทพฯ..

น้อง

‘วัตสัน ประเทศไทย’ประกาศความสำเร็จยิ่งใหญ่ ในระดับสากล กวาด 5 รางวัล

'วัตสัน ประเทศไทย'ประกาศความสำเร็จยิ่งใหญ่ ในระดับสากล  กวาด 5 รางวัล

‘วัตสัน ประเทศไทย’ประกาศความสำเร็จยิ่งใหญ่ ในระดับสากล กวาด 5 รางวัล

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย สร้างความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในระดับนานาชาติ ด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติจากเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2025” ตอกย้ำภาพสุดยอดองค์กรด้านสุขภาพและความงามที่น่าทำงานด้วยที่สุดในเอเชียต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน รวมถึงรับรางวัลพิเศษ Tech Empowerment Awards 2025 เป็นปีแรก สะท้อนความเป็นเลิศด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าทำงาน และการให้ความสำคัญกับพนักงานของวัตสันอย่างเป็นรูปธรรม

รางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่น่าเชื่อถือที่สุดในอุตสาหกรรม จัดขึ้นโดย HR Asia นิตยสารด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำของเอเชีย ซึ่งพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของพนักงานในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งเรื่องวัฒนธรรมองค์กร, การพัฒนาบุคลากร, การบริหารจัดการ, ความผูกพันในองค์กร, การทำงานเป็นทีม และการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมศักยภาพและความผูกพันของพนักงานในทุกมิติ

จิระวัฒน์ แต่งเจนกิจ People Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “วัตสันรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งต่อรางวัลอันทรงเกียรตินี้ การได้รับการยอมรับเป็นองค์กรที่น่าทำงานด้วยที่สุดในเอเชียติดต่อกัน 4 ปี เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

แม้ในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราเชื่อมั่นว่าการลงทุนพัฒนาและเพิ่มพูนศักยภาพบุคลากรการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ และการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นและแสดงออกอย่างเต็มศักยภาพ คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน”

กวาด 5 รางวัลตอกย้ำความเป็นเลิศรอบด้าน

วัตสันได้ตอกย้ำความเป็น สุดยอดองค์กรที่น่าทำงานด้วยที่สุดในเอเชียต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยในปีนี้ได้กวาด 5 รางวัล ที่ครอบคลุมความเป็นเลิศด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างครบวงจร ความสำเร็จเริ่มต้นด้วยรางวัลหลัก HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2025 ตามมาด้วย 4 รางวัลเกียรติยศที่สะท้อนการดำเนินงานในมิติสำคัญต่าง ๆ ได้แก่:

  • HR Asia Most Caring Company Awards รางวัลนี้ สะท้อนถึง การเป็นองค์กรที่ใส่ใจและดูแลพนักงานอย่างดีเยี่ยม
  • HR Asia Diversity, Equity & Inclusion (DEI) Awards แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการยอมรับความแตกต่างในที่ทำงาน
  • HR Asia Sustainable Workplace Awards ขึ้นแท่นผู้นำองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
  • HR Asia Tech Empowerment Awards ที่วัตสัน ประเทศไทยได้รับเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น

ที่ผ่านมาวัตสันให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพันธกิจหลักด้าน ‘People’ ที่เชื่อมั่นและส่งเสริมศักยภาพของทุกคนด้วยความใส่ใจ ผ่านวัฒนธรรมองค์กรอันเป็นรากฐานของการเติบโตร่วมกัน โดยวัตสันให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีของเพื่อนพนักงาน สนับสนุนและจัดให้มีกิจกรรมมากมาย และเน้นการมีส่วนร่วมของเพื่อนพนักงานผ่าน Watsons Wellness Club Committee อาทิ

ด้านสุขภาพจิต (Mental Wellbeing): บริการให้คำปรึกษาแบบเป็นส่วนตัวทั้งแบบ Offline และ Online กิจกรรมบำบัดด้วยสี เวิร์กช็อปงานอดิเรกสร้างสรรค์ (เช่น ทำเทอร์ราเรียม เทียนหอม งานศิลปะทราย Rainbow Bath Bombs และคลาสทำขนมไทย กิจกรรม Happy Me มุมดูดวง Horoscope Tarot Lounge กิจกรรมหัวเราะบำบัด

ด้านสุขภาพกาย (Physical Health): เวิร์คช็อปและคลิปวิดีโอในการปรับท่าทางในที่ทำงาน (Ergonomic) โครงการตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยตนเองสำหรับเพื่อนร่วมงานสตรี การบรรยายความรู้เกี่ยวกับสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ คลาสออกกำลังกายออนไลน์ การตรวจสุขภาพ การนวดบำบัด และกิจกรรมฟิตเนส (แอโรบิก มวยสากล บอดี้คอมแบต ซุมบ้า พิลาทิส)

ด้านกิจกรรมพนักงานสัมพันธ์ (Social Connection): กิจกรรม Team Building กีฬาสี การประชุมผู้จัดการสาขาและเภสัชกรทั้งประเทศกว่า 1,200 คน และงานฉลองความสำเร็จประจำปี กิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องผ่าน FUNARIUM (Reward Center) ระบบสะสม “FUN COIN” และแลกของรางวัล

ด้านความรู้ด้านการเงิน (Financial Education): การจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษี การลงทุน การเกษียณอายุ และความมั่นคงทางการเงินระยะยาว

การให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมงานทุกคนโดยไม่แบ่งแยกและยอมรับในความสามารถที่แตกต่าง เช่น PRIDE Party

โครงการสนับการเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานและต่อยอดอาชีพกับวัตสัน โดยรับนักเรียนนักศึกษาปีละกว่า 150 คนจากกว่า 20 วิทยาลัยทั่วประเทศ และส่งเสริมและสนับสนุนทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและ DNA สำคัญที่วัตสันยึดมั่นมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและภาคภูมิใจในความสำเร็จระดับสากล

นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้นำในตลาดค้าปลีกสุขภาพและความงาม ที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บริโภคและบุคลากรในตลาดแรงงาน พร้อมเป็นสุดยอดองค์กรที่น่าทำงานด้วยที่สุดในเอเชียอย่างต่อเนื่อง

ไทยเบฟ นำทัพเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 10 ปี สร้างรายได้สะสม กว่า 3,020 ล้านบาท

ไทยเบฟ นำทัพเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 10 ปี  สร้างรายได้สะสม กว่า 3,020 ล้านบาท

ไทยเบฟ นำทัพเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 10 ปี สร้างรายได้สะสม กว่า 3,020 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐา นะหัวหน้าทีมภาคเอกชน จัดสัมมนาประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายชุมชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรับฟังนโยบายใหม่สำหรับการยกระดับเศรษฐกิจฐาน รากในอนาคต

เกี่ยวกับรายละเอียดครั้งนี้ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอก ชน ให้ข้อมูลว่า “ในนามหัวหน้าทีมภาคเอกชน ผมรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการดำเนินงานของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้เดินหน้าพัฒนา 3 กลุ่มงาน อันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ เกษตร แปรรูป และท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการเพิ่มโอกาสทางการค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมูลค่าสินค้า และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน พร้อมแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และนำประ เทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสร้างงานแก่ชุมชนกว่า 1,800 โครงการ ครอบคลุมผู้รับประโยชน์กว่า 153,000 ครัวเรือน และสร้างรายได้สะสมให้แก่ชุมชนกว่า 3,020 ล้านบาท อีกทั้งยังดึงเอาคนรุ่นใหม่มาร่วมโครงการ เพื่อร่วมพัฒนาท้องถิ่นโดยอาศัยการมีส่วนร่วมการเรียนรู้ และการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา เติมเต็มภูมิปัญญาดั้งเดิม และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับระบบสาธารณสุขเข้าด้วยกัน โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ผ่านกิจกรรม Creative Young Designer ซึ่งบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการต่อยอดผ้าขาวม้าไทยและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมกับยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดที่กว้างขวางขึ้นอย่างมีคุณค่า “โครงการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ที่เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมในการถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของท้องถิ่นสู่ผู้มาเยือนและคนรุ่นใหม่ พร้อมกันนี้ ยังได้รับการสนับสนุนด้านการสื่อสารผ่านความร่วมมือกับรายการ “ชื่นใจไทยแลนด์” ทางช่องอมรินทร์ทีวี เพื่อประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์และเสน่ห์ของชุมชนสู่สายตาสาธารณะ ทำให้ชุมชนกว่า 80 แห่งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 20-30%

ท้ายที่สุดนี้ คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากพร้อมมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นราก ฐานที่มั่นคงของประเทศไทยต่อไป ขอขอบคุณพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่ร่วมส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และชุมชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ เพราะเราเชื่อว่า “แรงบันดาลใจจากทุกคน เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน”

ขอเชิญเที่ยวชมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้ที่ SX Marketplace ชั้น LG Hall 7-8 ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

‘ลิ้นติดโปรแฟร์’ ชวนตัวแม่จิตอาสา ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ส่งต่อน้ำใจผ่านมูลนิธิองค์กรทำดี สู่พี่น้องทหารกล้าชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ลิ้นติดโปรแฟร์’ ชวนตัวแม่จิตอาสา ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ส่งต่อน้ำใจผ่านมูลนิธิองค์กรทำดี สู่พี่น้องทหารกล้าชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ลิ้นติดโปรแฟร์’ ชวนตัวแม่จิตอาสา ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ส่งต่อน้ำใจผ่านมูลนิธิองค์กรทำดี สู่พี่น้องทหารกล้าชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

ได้เวลาร่ายมนต์สะกดความอร่อย อิ่มหนำสำราญ ไปกับ เทศกาลอัศจรรย์ความอร่อย ลิ้นติดโปรแฟร์ ของคู่ซี้ ก้อง ปิยะ  และ ท็อป ดารณีนุช เจ้าแม่ตลาดยืน1  เสกมนต์รวมพลร้านดังทั่วไทยขนมาเสิร์ฟ กว่า 80 ร้านค้า กว่า 1,000 เมนู รวมรสชาติที่ทุกคนรอคอย มาช้อป ชิม ครบจบคาวหวานในงานเดียว !!!  7-13 ตุลาคมนี้ ณ  M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

เปิดตลาดวันแรกอร่อยปัง! กับตัวแม่จิตอาสา “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ราชินีแห่งสนามรบ มาร่วมช้อป ชิม ชวนพิสูจน์ความอร่อยกับเมนูเด็ดร้านดังทั่วไทย         

ภายในงานขนร้านอร่อยฟินนัวลิ้น มาให้เลือกสรรมากมาย อาทิ Top’s Homemade หมู-เนื้อแดดเดียว by ท็อป ดารณีนุช,สมูทตี้ดีใจ by ผัดไท ดีใจ, ธงธง Shop, น้ำพริกยายลี่ by ลิลลี่ ภัณฑิลา – ชิน ชินวุฒ, คนตื่นธรรม by อ.เบียร์, ไก่ย่างอังกอร์ by สามกอ, Justinlove Tuna Spread by อัพ ภูมิพัฒน์ , Fluke Cooking by ฟลุ้ค ณธัช ,หอยจ๊อปูแม่วรรณา ,หลี่ ชิม เฮีย, เต้าหู้ดำโพธาราม ซ้อสุอ๊อด-เจน เขียวหวานสะท้านฟ้า, ปูกินเส้น (หมี่คลุกปู),ไฉไลขนมไทยสไตล์ชาววัง, สิงโตขนมไทย, Chef’s Table To Deliver by Chef GOR, หมูกระด้งเบคอนทอดน้ำปลา, ไก่ย่าง จีระพันธ์, ข้าวเกรียบเห็ดหอมนายเกาะ, ราชาเกี๊ยวต้ม, LYNหมี่ไก่ฉีก, จินดา แกงไตปลา, ณมน น้ำพริกกากหมู, เจ๊พริกกุยช่าย, แก้มใส ซาลาเปา, บ้านลานตาล, ครัวอรัญญาแกงเขียวหวาน, เฮียหงี เยาวราช, ซ้งเสรีทอง ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง, Pizza dollar, เรื่องหอยไว้ใจเรา, J-Jan ขนมอร่อยหลังการบินไทย , สมชายชาใต้, ฉ่ำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม, Holy Cow ฯ  รอเสิร์ฟ เปิบ ความอร่อยให้ได้ฟินกันทุกเมนู

ครั้งนี้เจ้าของตลาด ก้อง-ท็อป ขออาสาเป็นสะพานบุญ  มอบรายได้ส่วนหนึ่งจากบรรดาร้านค้า และลูกค้าที่มาใช้บริการ    ส่งต่อน้ำใจผ่านมูลนิธิองค์กรทำดี  ร่วมสมทบทุนจัดหาสิ่งของจำเป็นให้เหล่าทหารกล้าที่ทำหน้าที่ปกป้องรักษาอธิปไตยอยู่แนวหน้า ในพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

สำหรับนักช้อป นักชิม ได้ฟินของอร่อยแล้ว ยังได้ร่วมบุญ อิ่มยกกำลัง 2 อิ่มท้อง อิ่มบุญ ในเทศกาลอาหารอร่อย   ลิ้นติดโปรแฟร์   7-13 ตุลาคมนี้  ณ  M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  งานเดียวที่รวมทั้งความสุขและความอัศจรรย์ของอร่อยไว้ที่นี่เท่านั้น!! 

-(016)

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลังมูลนิธิยังมีเรา มอบถุงยังชีพช่วยพื้นที่น้ำท่วมบางปะอิน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลังมูลนิธิยังมีเรา มอบถุงยังชีพช่วยพื้นที่น้ำท่วมบางปะอิน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึกกำลังมูลนิธิยังมีเรา มอบถุงยังชีพช่วยพื้นที่น้ำท่วมบางปะอิน

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อความห่วงใย มอบถุงยังชีพ สิ่งของจำเป็นแก่ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ประสบปัญหาอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

1 ตุลาคม 2568 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมทีมงาน ได้ร่วมกับมูลนิธิยังมีเรา ส่งมอบถุงยังชีพให้ประชาชน ประกอบด้วย ข้าวโอ๊ต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่า จากบริษัท ไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือและแบ่งปันสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมไทย การได้มามอบถุงยังชีพในวันนี้ เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้กับพี่น้องชาวบางปะอินทุกคนที่ประสบปัญหาอุทกภัยในขณะนี้ ​

​การลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ ยังเป็นอีกหนึ่งภารกิจของมูลนิธิฯ ที่ดำเนินการ เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของทั้งมูลนิธิฯ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม สร้างรอยยิ้ม และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างองค์กรในการทำความดีเพื่อส่วนรวม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าถุงยังชีพที่ได้มอบให้พี่น้องประชาชน จะเป็นประโยชน์ต่อทุกครัวเรือนที่ได้รับ

ขณะเดียวกันวันนี้มูลนิธิฯ ยังได้ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพไปตามบ้านเรือนของประชาชน กว่า 10 หลังคาเรือน ในบริเวณพื้นที่รอบโรงเรียนวัดชุมพลนิกายาราม ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนและเผชิญความยากลำบาก ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนอีกด้วย

-(016)