ช้อปฟิน กินฉ่ำ! ยกทัพของดีการันตีมาตรฐาน มผช. ในงาน ‘RANONG THE NEXT STEP’

ช้อปฟิน กินฉ่ำ! ยกทัพของดีการันตีมาตรฐาน มผช. ในงาน ‘RANONG THE NEXT STEP’

ช้อปฟิน กินฉ่ำ! ยกทัพของดีการันตีมาตรฐาน มผช. ในงาน ‘RANONG THE NEXT STEP’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

จังหวัดระนอง โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง ขอเชิญชวนประชาชนชาวกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมช้อปฟิน กินฉ่ำ ในงาน “RANONG The Next Steps: มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ” มหกรรมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (มผช.) และมาตรฐานอื่น ๆ จากผู้ผลิตและผู้ประกอบการจังหวัดระนอง

ภายในงาน ท่านจะได้พบกับการยกทัพสินค้าคุณภาพกว่า 30 ร้านค้า ที่การันตีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตถึงมือผู้บริโภคโดยตรง อาทิ กาแฟ GI ระนอง และผลิตภัณฑ์เด่นอีกมากมายที่คัดสรรมาไว้ในงานเดียว เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าชุมชนของจังหวัดระนอง

ไฮไลต์สำคัญภายในงาน: ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. จะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และมี  นางยุพิน พินิจศักดิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดระนอง เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมชุดพิเศษ “ระนอง อัญมณีแห่งอันดามัน…พลังแห่งวิถีชีวิต”

นอกจากสินค้าคุณภาพแล้ว ภายในงานยังจัดเต็มกับโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายสุดคุ้มมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม “สินค้านาทีทองนาทีถูก” กิจกรรม “แชะแชร์โชว์” เพื่อรับคูปองส่วนลด  ซื้อสินค้าภายในงาน สนุกกับ “เกมส์ล้วงไหพาโชค” และร่วมลุ้นรับรางวัลเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกวัน  พร้อมเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีโฟล์คซอง และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดังที่มามอบความสุขตลอด  5 วันเต็ม ดังนี้

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569: พบกับ ลีโอ ไมค์หมดหนี้

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569: พบกับ แอ้ม ชลธิชา

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569: พบกับ ตรี ชัยณรงค์

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569: พบกับ ไรอัล กาจบัณฑิต

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569: พบกับ ก้านตอง ทุ่งเงิน

พลาดไม่ได้! มาร่วมอุดหนุนสินค้าชุมชนและเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการชาวระนองได้ในงาน “RANONG THE NEXT STEP มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ” ระหว่างวันที่ 7 – 11 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ลานรอยัล พาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ กรุงเทพมหานคร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง โทร 077-821612

ศูนย์การค้าแพลทินัม รับ MEA ENERGY AWARDS 2025 อาคารที่บริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์การค้าแพลทินัม รับ MEA ENERGY AWARDS 2025  อาคารที่บริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์การค้าแพลทินัม รับ MEA ENERGY AWARDS 2025 อาคารที่บริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

ศูนย์การค้าแพลทินัม  ศูนย์รวมแฟชั่นค้าส่งที่ดีที่สุดในอาเซียน “The Best Wholesale Fashion Hub of ASEAN” นำโดย สาธิต เติมประยูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนเข้ารับมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS 2025 ระดับ STANDARD จาก ดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ในพิธีประกาศรางวัลและมอบตราสัญลักษณ์ MEA ENERGY AWARDS ปีที่ 8 ภายใต้โครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยาม สแควร์วัน เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้รางวัลที่ได้รับดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ของศูนย์การค้าแพลทินัม ในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ Power Plat Green ที่มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมรักษ์สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน ผู้เช่า และผู้มาใช้บริการ รวมไปถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนศูนย์การค้าสู่การเป็นพื้นที่แห่งอนาคต ที่ผสานความสำเร็จทางธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

กูร์เมต์ อีทส์ ต่อเนื่องแคมเปญ Hungry Journey #4 กินอร่อย รับโปรโมชันและของพรีเมียมสุดคุ้ม

กูร์เมต์ อีทส์ ต่อเนื่องแคมเปญ Hungry Journey #4 กินอร่อย รับโปรโมชันและของพรีเมียมสุดคุ้ม

กูร์เมต์ อีทส์ ต่อเนื่องแคมเปญ Hungry Journey #4 กินอร่อย รับโปรโมชันและของพรีเมียมสุดคุ้ม

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ให้ทุกมื้อมีเรื่องราวดีๆ  กูร์เมต์ อีทส์  ศูนย์รวมความอร่อย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำการเป็นศูนย์รวมของสตรีทฟู้ด และร้านอาหารชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ด้วยแพสชันและความตั้งใจในทุกการคัดสรร เฟ้นหาร้านคุณภาพ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความอร่อย มีเอกลักษณ์ และตอบโจทย์นักชิมทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดตัวกองทัพร้านใหม่ ร่วมสร้างเทรนด์ความอร่อยอย่างต่อเนื่อง    สร้างปรากฏการณ์ความอิ่มคุ้มไม่เหมือนใครกับแคมเปญแห่งปี    HUNGRY JOURNEY #4”   สะสม คะแนน “Hungry” จากทุกมื้อโปรด  เพื่อนำไปแลกรับของรางวัลและสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569  ที่ กูร์เมต์ อีทส์ ทุกสาขา 

โดยในปีนี้ กูร์เมต์ อีทส์   พร้อมนำร้านดังทั้งในไทย และต่างประเทศ มาร่วมหมุนเวียน สร้างโมเมนต์ความสุขให้กับลูกค้านักชิมตลอดทั้งปี     โดยมีศูนย์รวมร้าน ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อยู่ที่ ชั้น G  พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ อาทิ  Bread Ahead  ครั้งแรกในเอเชียกับโดนัทแบรนด์ดังจากลอนดอน  โดดเด่นด้วยแป้งโดนัทสไตล์ Brioche นุ่มหนึบ และกลิ่นเบิร์นคาราเมลหอมๆ   Slow Butter ร้านครัวซองเจ้าดังย้านหัวลำโพง จุดเด่นใช้เนยออร์แกนิกจากเดนมาร์ก และ การอบที่มีเอกลักษณ์   Banh mimiร้านอาหารเวียดนาม พร้อมเซิร์ฟทั้ง เฝอ และบั๋นหมี่ แซนวิชเวียดนามใช้ขนมปังที่อบสดใหม่ทุกวัน และ WITH U GURT กรีกโยเกิร์ตพรีเมียมเพื่อสุขภาพเนื้อเข้มข้น เน้นรสชาติของผลไม้สดชื่น  เช่น สตรอว์เบอร์รี่  บลูเบอร์รี่  ราสป์เบอร์รี่  

สายมัจฉะห้ามพลาดกับ   SUPER MATCHA  แบรนด์มัทฉะออร์แกนิกยอดนิยมจากเกาหลีใต้ เลือกใช้ใบชาเกรดพิธีการคุณภาพสูงจากเกาะเชจู  และ  Rikyuen แบรนด์มัทฉะชื่อดังจากญี่ปุ่นต้นตำรับกว่า 400 ปี มาเสิร์ฟในรูปแบบไอศกรีมเนื้อเข้มข้น  ปิดท้ายที่  Parameter คลาสสิคเจลาโต้ที่เป็นกระแสไวรัลความอร่อย และความพิถีพิถัน    นอกจากนี้ยังมีร้าน Local Street Food เจ้าดังระดับตำนาน มาหมุนเวียนให้ลูกค้าได้ชิมกันที่โซนฟู้ดคอร์ท กูร์เมต์ อีทส์  ทุกสาขา อาทิ  ลูกชิ้นปลาเก็จมุกดา ภูเก็ต ข้าวแกงป้าแขก สถานีรถไฟแม่กลอง  ก๋วยเตี๋ยวเรือหอมจรัญ  แชมป์แม่กลอง  ผัดไทย-หอยทอด   เอลวิส สุกี้ กิน กิน ซีฟู้ดฯลฯ และยังมีร้านค้าให้ลูกค้าได้เลือกชิมกว่า 1000 ร้านค้า รวมกว่า 10,000 เมนู ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

เพื่อเพิ่มประสบการณ์และความคุ้มค่า ให้กับแฟนๆ นักชิมร้านดัง กูร์เมต์ อีทส์  ยังจัดแคมเปญพิเศษ HUNGRY JOURNEY #4”   เติมเต็มความอร่อยที่สมบูรณ์แบบ   ผ่านของรางวัลพรีเมียม เพียงใช้จ่ายภายใน กูร์เมต์ อีทส์ ทั้งในแผนก Food Hall, Take Home Shop, Take Home Local ,Gourmet Hall , Food Court และ ร้านอาหารชั้นนำที่ร่วมรายการ  ครบทุก 120 บาทต่อใบเสร็จ  รับ 1 Hungry  เพื่อสะสมคะแนนและแลกรับของรางวัลผ่าน LINE Official Account  @GourmetEats  โดยมีของรางวัลภายในแคมเปญมีให้เลือกสะสมรับสิทธิหลากหลาย

เริ่มจาก  สะสมครบ   2 Hungry แลกรับเครื่องดื่ม Coke Mixology หรือสะสมครบ 6 Hungry แลกรับเมนู Local Flavor จากร้านขนมครกใบเตย ขนมเบื้อง หรือของอร่อยสไตล์ไทยที่หลายคนชื่นชอบ 10 Hungry รับคูปองเงินสด 50 บาท หรือส่วนลดจาก Kids’ Planet, 15 Hungry แลกรับของรางวัลพรีเมียมจาก Subway และ ชาตรามือ  สะสมครบ 20 Hungry รับของพรีเมียมสุดน่ารักอย่างพวงกุญแจน้อง “Sunny” ตัวแทนความอร่อยของ กูร์เมต์ อีทส์ สุดน่ารัก 

สายสะสมตัวจริงยังมีสิทธิ์แลกรับของรางวัลลิมิเต็ดอีกมากมาย อาทิ เสื่อปิกนิกสุดชิคเมื่อสะสมครบ 60 Hungry, กระบอกน้ำเก็บความเย็นเมื่อครบ 120 Hungry, กระเป๋าปิกนิกดีไซน์เก๋เมื่อครบ 160 Hungry และสำหรับสมาชิกสายกินขั้นสุด ยังสามารถแลกรับบัตรกำนัล Gourmet Eats มูลค่า 500 บาท เมื่อสะสมครบ 200 Hungry หรือแลกรับบัตรกำนัล Gourmet Eats มูลค่าสูงถึง 2,000 บาท เมื่อสะสมครบ 250 Hungry สามารถรับของรางวัลได้ที่จุดบริการลูกค้าบริเวณ Gourmet Market ตามสาขาที่ร่วมรายการ ของรางวัลมีจำนวนจำกัด       

ร่วมออกเดินทางสู่ความอร่อย พร้อมสะสมความคุ้มค่าได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569  (ระยะเวลาการแลกรับของรางวัล : วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 – 31 กรกฎาคม 2569) ที่ กูร์เมต์ อีทส์  สาขาเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, งามวงศ์วาน, บางแค, บางกะปิ,  เดอะมอลล์โคราช, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน โดยมักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือการอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลอย่างเหมาะสมจึงควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ก่อนนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน 

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ  เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย , ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนานๆ, ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น 

ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ

แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้

ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด

เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที  การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ ตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด

แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล

หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล  1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment) ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย 2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program) แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น  ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ

PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ  3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise)การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

เข้าใจ ‘ฝ้า’ ให้ชัด สาเหตุที่เกิดมาจากอะไร?

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

ฝ้า หนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมักจะสร้างความกังวลใจอย่างมากหากต้องเผชิญ เป็นเพราะการรักษาต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ทำให้หลายคนต้องหนักใจเมื่อฝ้าเกิดขึ้นบนใบหน้า ทำลายความมั่นใจด้วยความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ต้องใช้เครื่องสำอางช่วยปกปิดเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยของฝ้า กิฟฟารีน ชวนมาทำความเข้าใจฝ้า สาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร และมีวิธีป้องกันฝ้าอย่างไร เพื่อทวงคืนผิวสวยให้กลับมาอีกครั้ง

ฝ้า ไม่ได้เกิดแค่บนผิวเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลมาจากภายในด้วย โดย ‘ฝ้า’ เกิดจากความผิดปกติของการสร้างเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนัง ทำให้บางบริเวณมีสีเข้มกว่าปกติ ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณโหนกแก้ม จมูก หน้าผาก คาง โดยมีลักษณะเป็นปื้น เป็นรอยคล้ำสีน้ำตาลอ่อนไปถึงเข้ม ซึ่งมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลทำให้เกิดฝ้าได้ ทั้ง  แสงแดด UV ที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ความร้อนหรือแสงบางประเภท เช่น แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ  การอักเสบของผิว เช่น สิว การแพ้ หรือการระคายเคือง อายุและการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง พบได้ในช่วงอายุ 30 – 40 ปี ขึ้นไป  ปัจจัยจากฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด รวมทั้ง พันธุกรรม ที่ทำให้มีแนวโน้มเกิดฝ้าได้ง่าย

 ฝ้า แบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งเกิดจากสาเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป เช่น  ฝ้าตื้น มีลักษณะสีน้ำตาลเข้ม ขอบชัด อยู่บนชั้นหนังกำพร้า, ฝ้าลึก มีลักษณะสีน้ำตาลอมเทา ขอบไม่ชัด อยู่ในชั้นหนังแท้,  ฝ้าผสม มีลักษณะเป็นทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกในบริเวณเดียวกัน,  ฝ้าแดด เกิดจากผิวถูกกระตุ้นจากแสงแดด UV สะสมเป็นเวลานาน  มีลักษณะเป็นปื้นหรือจุดสีน้ำตาลบริเวณที่โดนแดดบ่อย เช่น โหนกแก้ม  หรือ หน้าผาก, ฝ้าเลือด มีลักษณะเป็นปื้นน้ำตาลแดง  หรือ อมชมพู เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนัง เมื่อเส้นเลือดฝอยเกิดการขยายตัวผิดปกติ จากการโดนแดดเป็นเวลานาน หรือฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเป็นฝ้าจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความกังวลใจหลายด้าน ทั้งกลัวว่าฝ้าจะขยายวงกว้างมากขึ้น มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่งหน้าปกปิดยาก โดยปัจจุบันพบว่ามีหลายวิธีในการรักษา โดยต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการรักษา ไปพร้อมกับการป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้  ทั้งควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัด ทาครีมกันแดด ใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดและความร้อน โดยอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยดูแลปัญหาผิวจากฝ้าได้ด้วยการบำรุงและฟื้นฟูผิวหน้า

กิฟฟารีน (Giffarine) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “กิฟฟารีน เมลาโปร” (Giffarine MelaPro) เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีความกังวลใจเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ เสมือนใส่ Filter ให้ผิว ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ผสาน 2 สารสกัดระดับโลก นำเข้าจากฝรั่งเศส ที่มีงานวิจัยรองรับอย่าง Pycnogenol ® และ Oli-OlaTM โดยกิฟฟารีนเป็นแบรนด์แรกในไทยที่ใช้ Pycnogenol ® ร่วมกับ Oli-OlaTM ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้าโดยเฉพาะ  

สำหรับ Pycnogenol ® เป็นสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ที่มีประโยชน์หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องผิว แต่ครอบคลุมสุขภาพโดยรวมทั้ง ดวงตา ข้อ หัวใจและหลอดเลือด ความจำและสมอง ระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผู้หญิง ส่วน Oli-OlaTM เป็นสารสกัดจากมะกอก หนึ่งเดียวที่มีงานวิจัยเรื่องฝ้า โดยแหล่งปลูกมะกอกมาจากทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตมะกอกคุณภาพสูง

เพื่อให้ผิวสวยระดับ World Class คลายความกังวลทั้งฝ้าเก่ และฝ้าใหม่  ด้วย “Giffarine MelaPro” ผสานสารสกัดทั้ง 2  ชนิด ที่ช่วยดูแลฝ้าแบบ Multi-Mechanistic  และบาลานซ์ความเข้มของเม็ดสี  นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว  เพื่อการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อปกป้องทั้งภายในและภายนอกไปพร้อมกัน

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนา ‘อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)’ แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและปรากฎการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ  ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบสุดขั้ว จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม โดยตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงและขาดแคลนน้ำต่อเนื่องในฤดูแล้ง ส่วนในฤดูน้ำหลากกลับไม่มีแหล่งน้ำสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)

ด้วยเหตุนี้ กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนา “โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน และพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ให้สร้างอ่างเก็บน้ำ จากภาคประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น

น.อ. สุรชิต ดวงจันทร์ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) ในฐานะผู้ยื่นหนังสือ กล่าวว่า เมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 2556 กลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงกรมชลประทาน ขอให้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ  (ห้วยหก) เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ทั้งในการอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคการเกษตรซึ่งพื้นที่กว่าร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทาน  

น.อ. สุรชิต ดวงจันทร์ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) 

 “หากมีอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จะทำให้ราษฎรมีน้ำอุปโภคบริโภคไม่ขาด และทำให้ภาคการเกษตรวางแผนเพาะปลูกได้ สามารถกักเก็บน้ำ ในฤดูน้ำหลาก บรรเทาปัญหาน้ำท่วม  และลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งจากสภาพอากาศแปรปรวน ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น” น.อ. สุรชิต ระบุ

นางดรรชณี  เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน  กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมกับภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและราษฎรในพื้นที่  เพื่อศึกษารายละเอียดรอบด้าน และเห็นว่ามีแนวทางช่วยเหลือได้ ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำในลำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) ในพื้นที่ 

นางดรรชณี  เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน

“มีการศึกษาความเหมาะสมหลายๆ ด้าน โครงการนี้ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี งบต้นทุนโครงการ 490.31 ล้านบาท เป็นค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน 47.22 ล้านบาท ซึ่งมีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์

เมื่อมีโครงการ ทำให้รายได้ของครัวเรือนเกษตรจากเดิม 7,874 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 20,569 บาทต่อไร่ หากมีโครการฯ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น” นางดรรชณี กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) รูปแบบเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุกักเก็บ 2.825 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งพื้นที่ดอน และพื้นที่ลุ่ม 2,300 ไร่ ในตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา โดยตัวอ่างเก็บน้ำออกแบบเป็นเขื่อนดินถมแกนดินเหนียว ความสูงเขื่อนบริเวณจุดที่สูงสุดประมาณ 40 เมตร ความยาวเขื่อน 208 เมตร พร้อมอาคารระบายน้ำล้นและท่อส่งน้ำ ที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกักเก็บน้ำ และกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

 นายสิทธิสง เพ็ชรพลอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา

 นายสิทธิสง เพ็ชรพลอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา  กล่าวว่า ปกติเกษตรกรจะเพาะปลูกช่วงฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งแรงงานบางส่วนต้องอพยพไปเป็นแรงงานต่างถิ่นเพื่อหารายได้อื่น ปล่อยให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า  แต่หากมีอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการวางแผนเพิ่มรอบการเพาะปลูก ลดต้นทุนในการสูบน้ำเข้าพื้นที่ ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นและสมาชิกในครอบครัวก็ไม่ต้องอพยพไปเป็นแรงงานต่างถิ่นด้วย

ปัจจุบันโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น การกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จังหวัดพะเยา จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ แต่เป็น “คำตอบ” ของปัญหาภัยแล้งที่ยาวนานของชุมชน  โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเสียงเล็ก ๆ ของเกษตรกร สู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของภาครัฐ และวันนี้โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)  กำลังกลายเป็นความหวังสำคัญในการรับมือภัยแล้งที่นับวันจะรุนแรงขึ้น ให้กลายเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมกับเพิ่มศักยภาพภาคการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

AUAA ฉลอง 250 ปี ประกาศอิสรภาพอเมริกา จัดปาร์ตี้การกุศลเพื่อมูลนิธิ รพ.ธรรมศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ – The American University Alumni Association (AUAA) จัดงาน “America 250th High Tea Concert” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระประวัติศาสตร์ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา พร้อมหารายได้สนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องเบญจสิริ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพมหานคร สุขุมวิท 20

สมาชิกสมาคม AUAA มาร่วมงาน America 250th High Tea Concert

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร มอบเงินบริจาคให้กับ มูลนิธิเพื่อรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ เป็นผู้รับมอบ

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายก AUAA พร้อมด้วยกรรมการ ประกอบ-ภาพิมน มุกุระ, นิตยา จันทร์เรือง มหาผล, ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ณัฐยา อัชฌากรลักษณ์ และ ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ (AUAA) กล่าวว่า “ที่ผ่านมา ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมาคมฯ จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานรื่นเริงเพื่อร่วมเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และปีนี้ยังมีความพิเศษที่จะร่วมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เราจึงเชิญชวนเหล่าคณะกรรมการ และสมาชิกมาร่วมย้อนรำลึกไปกับความสนุกสนานของดนตรีสากลยุค 60s–70s–80s ผ่านการบรรเลงดนตรีของ The Siamese Cats วงชาโดว์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย พร้อมนักดนตรีรุ่นลูก Siamese Cats Junior และวงดนตรีระดับตำนาน Band of Brothers โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์ และนักร้องรับเชิญมาร่วมขับขานบทเพลงในอดีตให้ร้องและเต้นกันอย่างมีความสุข”

เอกพงษ์ ณ ระนอง, อนิรุทธิ์ มหธร, กร ทัพพะรังสี, อาพัทธ์ วิชิตะกุล, ประกอบ มุกุระ และ ภากร กันทาธรรม

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร ต้อนรับ ณัฐยา อัชฌากรลักษณ์, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์, ปัญญชลี เพ็ญชาติ และ ดร.สัณห์จุฑา วิชชาวุธ

ภายในงานตกแต่งในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเองพร้อมโปรดักชันแสงสี สร้างความคึกคักให้กับผู้ที่มาร่วมงาน อาทิ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร, กร ทัพพะรังสี, สมพันธ์ จารุมิลินท, ปัญญชลี เพ็ญชาติ, โกมล กัมบีร์, ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ศรีล สุขุม, อนิรุทธิ์ มหธร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, เอกพงษ์ ณ ระนอง และเหล่าคณะกรรมการบริหาร, สมาชิก และนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ราม คุรุวาณิชย์, เพชร พุ่มพวง, พลอยพรหม ศรีเปรมวงศ์, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร, โจนัส แอนเดอร์สัน และ วิชญ ผาติหัตถกร

พรพรหมพรรณ กุญชร ณ อยุธยา, ปรีชา วิภวศุทธิ์, อภิญญา ปุญญฤทธิ์ และ ณัฐพร จำรัส

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า “ผู้ร่วมงานทุกท่านจะได้พบความบันเทิงจากฝีมือการบรรเลงดนตรีของนักดนตรีกิตติมศักดิ์หลากหลายวง อาทิ Sound of Silence จากกร ทัพพะรังสี วง The Siamese Cats, While My Guitar Gently Weeps จากสมพันธ์ จารุมิลินท วง Band of Brothers และ I Will Survive จากปัญญชลี เพ็ญชาติ ฯลฯ พร้อมดื่มด่ำและรื่นรมย์ไปกับบทเพลงยอดฮิตที่แสนคุ้นหู อาทิ Unchained Melody, We are the Champions, Can’t Smile Without You, Love of My Life, Right Here Waiting, My Way, Can’t Take My Eyes off You, Imagine พร้อมการแสดง Line Dance โดยชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และชมรมไลน์แดนซ์สมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC) ปิดท้ายด้วย Dance Party”

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายก AUAA นำทีมสมาชิกร้องเพลงร่วมกัน

ปัญญชลี เพ็ญชาติ โชว์พลังเสียงในเพลง I Will Survive

“งานนี้นอกจากจะมีความสุขกับการพบปะเพื่อนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทสนมกันมาอย่างยาวนาน ร่วมรับประทานของว่างและเครื่องดื่มภายในงานแล้ว เหล่าคณะกรรมการฯ และสมาชิกยังร่วมสนับสนุนของอร่อย อาทิ คริสปี้ ครีม โดนัท, พาย เฟสซ์, น้ำดื่มและโซดาสิงห์ การจัดงานในครั้งนี้ ยังเป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของชาวเอยูเอเอที่มุ่งมั่นสืบสานปณิธานในการก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นคือ การส่งเสริมมิตรภาพ และการแบ่งปันสู่สังคม เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จึงนับเป็นการเริ่มเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา และมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาด้วยความสนุกสนาน และการแบ่งปันสิ่งดีๆ ไปพร้อมกันอีกด้วย”

การแสดงของวง Band of Brothers นำโดย สมพันธ์ จารุมิลินท

การแสดงของวง Band of Brothers นำโดย สมพันธ์ จารุมิลินท

กร ทัพพะรังสี ขึ้นแสดงพร้อมวงดนตรี The Siamese Cats และ Siamese Cats Junior

กร ทัพพะรังสี ขึ้นแสดงพร้อมวงดนตรี The Siamese Cats และ Siamese Cats Junior

บรรยากาศความสนุกสนานภายในงาน America 250th High Tea Concert

บรรยากาศความสนุกสนานภายในงาน America 250th High Tea Concert

ไลน์แดนซ์จากสมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC)

ไลน์แดนซ์จากสมาชิก เอยูเอแอลซี (AUALC)

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร  และกร ทัพพะรังสี

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร และกร ทัพพะรังสี

โดนัท คริสปี้ ครีม แบรนด์ดังจากอเมริการ่วมเสิร์ฟความอร่อย

โดนัท คริสปี้ ครีม แบรนด์ดังจากอเมริการ่วมเสิร์ฟความอร่อย

จันทร์เพ็ญ ประคองวงศ์ ประธานชมรมพร้อมสมาชิกชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

จันทร์เพ็ญ ประคองวงศ์ ประธานชมรมพร้อมสมาชิกชมรมไลน์แดนซ์บางเขน สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ฉัตรชัย เล่งอี้, ผศ. ดร. ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม, รศ.ดร.นริศ - พญ. วลัยลักษณ์ ชัยสูตร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, กรศิริ พิณรัตน์, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, ดร.ทัตสึยะ ฮาตะ และณัฐยา อัชฌากรลักษณ์

จักรกฤษณ์ ชุมสาย ณ อยุธยา, ฉัตรชัย เล่งอี้, ผศ. ดร. ปฐมาภรณ์ ศรีผดุงธรรม, รศ.ดร.นริศ – พญ. วลัยลักษณ์ ชัยสูตร, ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, กรศิริ พิณรัตน์, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, ดร.ทัตสึยะ ฮาตะ และณัฐยา อัชฌากรลักษณ์

เอกพงษ์ ณ ระนอง และญาดา เทพนม

เอกพงษ์ ณ ระนอง และญาดา เทพนม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบขนม ส่งต่อรอยยิ้มแก่เด็กพิการซ้ำซ้อน จ.ราชบุรี

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ลงพื้นที่มอบขนมขบเคี้ยวให้แก่เด็กพิการซ้ำซ้อน ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี เพื่อเติมรอยยิ้ม และสร้างความอบอุ่น สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันต่อกลุ่มเปราะบางในสังคม

8 พฤษภาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมทีมงาน เดินทางลงพื้นที่ไปยังอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพื่อมอบขนมขบเคี้ยวจำนวน 1,200 ชิ้น มูลค่ารวม 30,000 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด ให้แก่เด็กพิการซ้ำซ้อน ตลอดจนเจ้าหน้าผู้ดูแล ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี โดยมี นางสาวสุทิศา ทับเหล็ก ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ จังหวัดราชบุรี เป็นตัวแทนรับมอบ

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการส่งต่อโอกาส ความห่วงใย และกำลังใจให้แก่กลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเฉพาะเด็กพิการซ้ำซ้อนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะนำขนมมามอบให้เด็ก ๆ แล้ว ยังเป็นการส่งต่อความรักและความปรารถนาดีไปยังเด็ก ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่ายังมีสังคมที่พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนอยู่เสมอ โดยหวังว่ากิจกรรมเล็ก ๆ นี้ จะช่วยสร้างรอยยิ้ม เติมความสุข และเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรค พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเท เสียสละ และดูแลเด็ก ๆ ด้วยความรัก ความเอาใจใส่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้พิการ เด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม พร้อมสร้างการตระหนักรู้ให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญของการดูแลและสนับสนุนกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่อบอุ่นและไม่ทอดทิ้งกัน

อว. จับมือ MIT ดัน ‘AHA Thailand’ ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

อว. จับมือ MIT ดัน 'AHA Thailand' ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

อว. จับมือ MIT ดัน ‘AHA Thailand’ ดึงดูดมหาวิทยาลัย-กลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

“อ.เชน” นำกระทรวง อว. จับมือสถาบัน  MIT สหรัฐฯ ผลักดัน “AHA Thailand” ดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ พร้อมลุยโครงการ “Learning Lab” สร้างกระบวนการเรียนรู้ – ใช้ AI ให้คนทุกช่วงวัยก่อนต่อยอดไปสู่นโยบาย “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติ

8 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสวนาเรื่อง AI: The Invisible Architect of Future Industry เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมด้วย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร MIT Professor, Founding Director of the Cyborg Psychology research group & Co-director of the MIT Media Lab’s Advancing Humans with AI (AHA) research program จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยมีนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำ อว., นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว.,  ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ. NIA พร้อมด้วยนายกสมาคมต่างๆ ได้แก่ สมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย สมาคมไทยไอโอที สมาคมสมองกลฝังตัวไทย และสมาคมการค้าผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล เข้าร่วมที่ NIA

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า AI มีความสำคัญมากกับอนาคตของประเทศไทย ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้คือการเร่งเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI อย่างเป็นระบบและสร้างให้คนไทยกล้าลุกขึ้นมาคิดและทำสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือทรัพยากร แต่คือ “ฮีโร่” และ “เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ” ที่จะช่วยจุดประกายให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ หากประเทศไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ภายใน 3–4 ปี 

“AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหนึ่งแขนง แต่เป็น “แกนหลัก” ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะด้านไบโอเทค การแพทย์หรือการพัฒนายา นอกจากนี้ การพัฒนา AI ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือ “การเตรียมคน” หรือทุนมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองและประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลักดันแนวคิด “AI for All” เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุขหรือการพัฒนาสังคม เพื่อให้ AI กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า ทิศทางด้าน AI ที่สำคัญของประเทศไทยสามารถอธิบายได้ผ่าน 3 ทิศทางหลัก ทิศทางแรกคือการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมืออัตโนมัติให้กลายเป็น “คู่หูทางปัญญา” หรือ Intelligence Augmentation (IA) ที่ช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์ แทนที่จะเข้ามาแทนที่ ขณะเดียวกัน AI ต้องถูกนำมาใช้เปิดมุมมองชีวิตให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส ผ่านการจำลองเส้นทางอนาคตที่หลากหลาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายในชีวิต ทิศทางที่สองต้องพัฒนา AI ในลักษณะ “โค้ชทางความคิด” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้คำตอบโดยตรง แต่ช่วยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงในโลกดิจิทัล รวมถึงการนำ AI มาใช้ปลดล็อกข้อจำกัดของงานวิจัยไทยที่มักหยุดอยู่เพียงในระดับเอกสาร ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้มากขึ้นและสุดท้าย คือการยกระดับวัฒนธรรมไทยผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้แนวคิด Heritage + Technology + Art + Innovation (H.T.A.I.) ที่ผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดท่าทางนาฏศิลป์ไทยอย่างโขน เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมแต่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน หรือการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศิลปะกับเทคโนโลยี เช่น การให้เยาวชนเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของ AI ในการรำไทย ซึ่งไม่เพียงสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อศิลปะ แต่ยังช่วยขยายการรับรู้วัฒนธรรมไทยสู่สังคมดิจิทัลในวงกว้าง 

ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติมว่า กระทรวง อว.จะร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology – MIT) ประเทศสหรัฐฯ ใน 2 โครงการหลัก คือ 1.โครงการเชื่อมโยงงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research) ด้าน AI และมนุษย์ ระหว่างไทยกับ MIT เพื่อเตรียมผลักดันให้เกิด “ AHA Thailand” ขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญในการดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และ 2. โครงการ “Learning Lab” ที่ร่วมกับ Open AI เพื่อค้นหารูปแบบ AI ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กไทยมากที่สุดเพื่อนำมาสร้างเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก วัยแรงงานที่ต้อง Reskill/Upskill ไปจนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ ให้สามารถปรับตัวใช้เทคโนโลยีและกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับประเทศได้ ซึ่งงานวิจัยด้านการศึกษาทั้งหมดนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่นโยบายและการสร้าง “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติต่อไป

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมืออีกด้านคือ การนำ “Soft Power” ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย มาทำงานร่วมกับ “Hard Technology” อย่าง AI เพื่อเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน เราไม่ได้มองแค่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาและต่อยอด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์และทำความเข้าใจศิลปะการแสดง “โขน” ในเชิงลึก ซึ่งโปรเจกต์นี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต และพร้อมจะขยายผลไปยังศิลปวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ ต่อไป เพราะเป้าหมายหลักของเราคือต้องทำให้ AI เป็น “เพื่อน” ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ AI กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาดิสรัป (Disrupt) หรือทำลายล้างเรา

Bjorn Michael ตีความกรุงเทพฯ ผ่าน ‘+66’ บทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย

Bjorn Michael ตีความกรุงเทพฯ ผ่าน ‘+66’  บทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย

Bjorn Michael ตีความกรุงเทพฯ ผ่าน ‘+66’ บทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ในเมืองที่ทุกการเคลื่อนไหว คือจังหวะชีวิต และทุกการเชื่อมโยงคือพลังที่ขับเคลื่อน Faces by Bjorn: Bangkok +66 ชวนมองกรุงเทพฯ ในมุมใหม่ที่ไม่ใช่ผ่านแลนด์มาร์ก แต่ผ่าน “ผู้คน” ที่ทำให้เมืองนี้มีความหมาย นิทรรศการโดย Bjorn Michael ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และแฟชั่นโฟโต้กราฟเฟอร์ชาวฟิลิปปินส์ เปิดตัวบทแรกของซีรีส์ภาพถ่ายพอร์ตเทรตทั่วเอเชีย ที่ถ่ายทอดตัวตนของแต่ละเมืองผ่านบุคคลที่อาศัย สำหรับกรุงเทพฯ โปรเจกต์นี้ถูกตีความผ่าน “+66” กับภาพพอร์ตเทรตขาวดำจำนวน 66 ภาพ ที่จับจ้อง “ตัวตน” ของแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ครีเอทีฟ บุคคลในแวดวงวัฒนธรรม ไปจนถึงผู้คนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของตัวเอง นิทรรศการจัดแสดงที่ TOWNHOUSE Space ระหว่างวันที่ 1 – 28 พฤษภาคม 2569  เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในแบบที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น

แม้จะมีรากฐานจากโลกแฟชั่น แต่งานของ Bjorn กลับถอยห่างจากความสมบูรณ์แบบที่ถูกขัดเกลา สู่บางสิ่งที่ “จริง” และ “สัมผัสได้” โดยการตัดสีออกจากภาพ ทำให้แต่ละพอร์ตเทรตเต็มไปด้วยพลังเงียบที่ ไม่ได้พูดถึงความเพอร์เฟกต์ แต่คือ “การมีอยู่” ที่ถ่ายทอดผ่านภาพนิ่งสงบสลับกับความสั่นไหวเล็กน้อย สะท้อนจังหวะและความขัดแย้งของกรุงเทพฯ ได้อย่างเฉียบคม

Bjorn Michael ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และแฟชั่นโฟโต้กราฟเฟอร์

สำหรับ Bjorn กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่โลเคชัน แต่คือ “จุดเปลี่ยน” โดยกล่าวว่า “สำหรับผม พอร์ตเทรตไม่เคยเป็นแค่แฟชั่นหรือความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มันอยู่ระหว่างสองสิ่งนั้น ซึ่งมันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราเห็น แต่คือการมีอยู่ในช่วงเวลานั้น ที่กรุงเทพฯ ผมค้นพบทั้งความแข็งแรงที่เงียบงัน และความอ่อนโยนในตัวผู้คน ซึ่งเปลี่ยนวิธีที่ผมมองโลก Faces by Bjorn: +66 คือการเก็บรักษาความรู้สึกนั้นไว้ ซึ่งทุกภาพคือการสำรวจตัวตน อัตลักษณ์ และความงดงามของการ ‘ถูกมองเห็น’”

ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในอุตสาหกรรมแฟชั่น รวมถึงบทบาทครีเอทีฟไดเรกเตอร์สายดิจิทัลให้กับหนึ่งในกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ของฟิลิปปินส์ งานของ Bjorn ในวันนี้จึงสะท้อนทิศทางที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยผู้คนและสถานที่ที่เขาได้พบเจอ

Bangkok +66 ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิตของเขา โดยถือเป็นโอกาสครบรอบ 1 ปีของการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ซึ่งจังหวะของเมือง ทั้งความเร่งรีบ ความนิ่ง และความหลากหลายของผู้คน ได้เปลี่ยนทั้งมุมมองและวิธีการถ่ายภาพของเขาไปโดยสิ้นเชิง

ทุกใบหน้าจึงไม่ใช่แค่ “บุคคล” แต่เป็นชิ้นส่วนของภาพรวมของเมือง เป็นภาพสะท้อนของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน

 ซีรีส์ Faces by Bjorn จะเดินทางต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย ได้แก่ มะนิลา (+63) โตเกียว (+81) โซล (+82) และเซี่ยงไฮ้ (+86) เพื่อสร้างคลังภาพของเมืองผ่าน “ผู้คน” อย่างต่อเนื่อง

แต่ทุกอย่างเริ่มต้นที่นี่  กรุงเทพฯ +66