เปิดความอร่อย ‘Gourmet Foodie Fest 2026 : Talad Chic สตรีทฟู้ดของคนมีสไตล์’

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:41 น.

นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 ชวนคนรักอาหารและไลฟ์สไตล์มาเปิดประสบการณ์ความอร่อยในงาน “Gourmet Foodie Fest 2026 : Talad Chic สตรีทฟู้ดของคนมีสไตล์” เทศกาลอาหารที่คัดสรรร้านอร่อยหลากหลายมาไว้ในที่เดียว ครบทั้งอาหารคาว ขนมหวาน เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Talad Chic” ที่หยิบเสน่ห์ของสตรีทฟู้ดมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์คนเมือง พร้อมกิจกรรม Workshop และ Cooking Show ตลอด 4 วัน ระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-21.00 น. ณ โซน Central Court ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นางสาวภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Gourmet & Cuisine กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 ของ Gourmet & Cuisine พร้อมถ่ายทอดแนวคิดผ่านคอนเซ็ปต์ “Talad Chic” ที่นำความอร่อยจากร้านอาหาร ขนม เครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบ มาสร้างเป็นพื้นที่แห่งการกิน ช้อป และใช้เวลาร่วมกัน พร้อมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารในรูปแบบที่สนุกและสร้างสรรค์

“เราเชื่อว่าอาหารไม่ได้มีเพียงเรื่องของรสชาติ แต่ยังเป็นเรื่องของความสุข การแบ่งปัน และการเชื่อมโยงผู้คน งานนี้จึงตั้งใจให้ทุกคนได้ค้นพบความอร่อย สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทย และใช้เวลาร่วมกันผ่านประสบการณ์ที่สนุกและน่าประทับใจ”

 อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือกิจกรรม Workshop และ Cooking Show ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้ ลงมือทำจริง และสนุกไปกับเรื่องราวด้านอาหาร อาทิ Workshop ขนมไทยจากสิริ-มารี คาเฟ่ขนมไทย, Workshop Veggie Bouquet, Workshop Salad Cup, Workshop เมนูหมูสร่ง By น้ำมันองุ่น และ Cooking Show เมนูสเต๊กเนื้อทอดซอสน้ำจิ้มแจ่วโคชูจัง By น้ำมันองุ่น พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์อีกมากมาย

สำหรับสายไลฟ์สไตล์ พบกับ HUNO ฮุโนะ กับสินค้าในคอลเล็กชัน “หลงไทย” ที่หยิบกลิ่นอายความเป็นไทยมาสร้างสรรค์เป็นก้านไม้หอม น้ำหอมปรับอากาศในรถ และพิมเสนน้ำ พร้อมไอเทมกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยโหระพา

 พิเศษ! ช้อปสินค้าภายในงานครบ 300 บาทขึ้นไป เพียงนำใบเสร็จมาแลกรับของที่ระลึกสุดพิเศษได้ที่บูท Gourmet & Cuisine พร้อมลุ้นรับ Voucher ห้องอาหารจากโรงแรมชั้นนำ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Gourmet & Cuisine

GourmetFoodieFest2026

ไขความลับลำไส้กับนาฬิกาชีวิต กุญแจสู่การสร้างสมดุลสุขภาพระยะยาว

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย เรามักได้ยินคำสอนจากผู้ใหญ่ว่า กินอาหารอย่างพระราชาในตอนเช้า แต่กินมื้อเบา ๆ ในตอนเย็น” ถึงแม้จะดูเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย แต่ทุกวันนี้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กำลังยืนยันสิ่งที่คนรุ่นก่อนเชื่อกันมา ซึ่งก็คือการกินมื้ออาหารที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเรา หรือสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย โดยสุขภาพลำไส้จะเป็นหนึ่งในระบบแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือ ร่างกายของคนเรามี นาฬิกาภายใน ที่แม่นยำอย่างมาก หรือที่เรียกว่า Circadian Rhythm ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมวงจรตลอด 24 ชั่วโมงของร่างกาย ทั้งการนอนหลับ ความหิว และการทำงานของระบบต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยนาฬิกานี้ไม่ได้อยู่แค่ในสมอง แต่มีอยู่ในแทบทุกเซลล์ เพื่อให้ร่างกายทำงานสอดคล้องกับจังหวะเวลาช่วงกลางวันและกลางคืน

ระบบย่อยอาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ไวต่อนาฬิกาชีวิตมากที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ลำไส้” และ นาฬิกาชีวิต มีการสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อช่วยควบคุมเมตาบอลิซึม น้ำหนักตัว การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน สุขภาพหัวใจ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวมให้อยู่ในภาวะปกติ

แต่ความท้าทายของคนยุคใหม่คือ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก กินไม่เป็นเวลา ทำงานเป็นกะ (โดยเฉพาะกะกลางคืน) หรือใช้หน้าจอจนดึก ล้วนรบกวนจังหวะของนาฬิกาชีวิต เมื่อจังหวะนี้เสียสมดุล ลำไส้ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาลในเลือด และการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ด้าน ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพลำไส้ พร้อมรวบรวมเรื่องราวน่าสนใจและเคล็ดลับการปรับสมดุลง่าย ๆ โดยเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ “นาฬิกาชีวิต” และ “ลำไส้” กลับมาทำงานสอดคล้องกันอีกครั้ง

เริ่มต้นโภชนาการของวันให้ดี ร่างกายก็พร้อมลุย

มื้อเช้า คือ มื้ออาหารที่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ซึ่งวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการสามารถอธิบายได้ว่า หลังจากการอดอาหารในช่วงกลางคืน ระบบย่อยอาหารจะอยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ทั้งเอนไซม์ย่อยอาหารที่ทำงานอย่างเต็มที่ และระบบเมตาบอลิซึมที่เปิดรับสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดี

การเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่คุณประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนหลากหลาย และรับประทานให้เป็นเวลาในช่วงระหว่างวัน จะช่วยให้เราได้รับพลังงานสม่ำเสมอ ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเผาผลาญที่เหมาะสม โดยให้เน้นกินอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ มีโปรตีนคุณภาพดี ไขมันดี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในทุกๆ มื้อ (ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเพื่อเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลอย่างช้า ๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอและช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้น) นอกจากนี้ การกำหนดเวลาการกินให้แน่นอน เช่น ภายในช่วงเวลา 8–12 ชั่วโมงต่อวัน การกินอย่างมีสติ ก็มีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารและนาฬิกาชีวิตทำงานสอดคล้องกันมากขึ้น

ดื่มน้ำให้ถูกเวลา ช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น

การดื่มน้ำก็มีช่วงเวลาที่เหมาะเหมือนกับการกิน โดยน้ำมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการย่อย ตั้งแต่น้ำลายที่ช่วยย่อยอาหาร ไปจนถึงน้ำย่อยในกระเพาะ และการขับของเสียออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำหนึ่งแก้วก่อนมื้อแรกของวัน ช่วยกระตุ้นระบบย่อยและปลุกนาฬิกาชีวิตให้เริ่มทำงาน และการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวันยังช่วยให้ใยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ขณะที่การลดการดื่มน้ำในช่วงค่ำ จะช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพักผ่อนและฟื้นฟูในตอนกลางคืน

นอนหลับดี ช่วยให้ลำไส้ได้ฟื้นฟูตัวเอง

แม้ว่าจะปิดไฟ ปิดเสียงรบกวน ไม่ใช้มือถือ และนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมากลับรู้สึกไม่สดชื่น อาจเป็นเพราะ “การนอน” ไม่ใช่แค่การพักผ่อนของสมอง แต่เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร ซึ่งส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทว่าควร “พัก” หรือ “ตื่นตัว” ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงมื้อหนัก คาเฟอีน อาหารมัน หรือหวานจัดก่อนนอน เพราะระบบย่อยอาหารเองก็ต้องการเวลาในการพักเช่นเดียวกับสมอง

กิจกรรมเบา ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ยืดเหยียดร่างกาย หรือดื่มชาสมุนไพร ก่อนนอนประมาณ 30–60 นาที จะช่วยส่งสัญญาณให้ทั้งร่างกายและลำไส้รับรู้ว่าวันนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว รวมทั้งการเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลายังช่วยให้ลำไส้ปรับจังหวะได้ดีขึ้น และหากสมาชิกในบ้านมีเวลาพักผ่อนที่ใกล้เคียงกัน ก็ยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น

ความเครียด ตัวร้ายทำลายลำไส้และนาฬิกาชีวิต

แม้จะมีตารางการนอนที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่มักติดตัวเราไปถึงเตียงทุกคืนคือ “ความเครียด” ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย

งานวิจัยได้เปิดเผยว่าแบคทีเรียหลายล้านตัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ไม่ได้ช่วยแค่การย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายโดยทำงานร่วมกับจังหวะชีวภาพ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของร่างกาย สามารถรบกวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำลายสมดุลของจังหวะชีวภาพ และเมื่อเวลาผ่านไปจะเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ในลักษณะที่ทำให้ระบบย่อยอาหารตอบสนองไวขึ้นและมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ความเครียดเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่เราต้องให้ความสำคัญ

ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายเรื่องนี้ได้ ภูมิปัญญาสมัยก่อนได้แนะนำการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะของวัน การนำรูปแบบเหล่านี้กลับมาใช้ในชีวิตประจำวันตามสไตล์คนเมืองไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกับตัวเองมากเกินไป แค่เริ่มปรับเปลี่ยนทีละน้อย แต่ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายก็จะหาสมดุลเจอ สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตได้ตามจังหวะธรรมชาติ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพและเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com

หรือช่องทางโซเชียลมีเดียFacebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:43 น.

อาการเข่าลั่น เข่าทรุด หรือรู้สึกข้อเข่าไม่มั่นคงหลังเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือประสบอุบัติเหตุ อาจเป็นสัญญาณของ “เอ็นไขว้หน้าขาด” (ACL Injury) หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาข้อเข่าเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่

นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament: ACL) เป็นเอ็นสำคัญที่อยู่ภายในข้อเข่า ทำหน้าที่ควบคุมความมั่นคงของข้อเข่า ป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเคลื่อนมาด้านหน้ามากเกินไป และช่วยควบคุมการบิดหมุนของข้อเข่าในขณะเดิน วิ่ง หรือกระโดด เมื่อเอ็นไขว้หน้าได้รับการฉีกขาด ข้อเข่าจะสูญเสียความมั่นคง ส่งผลให้เกิดอาการเข่าหลวม ปวด บวม และเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ

เอ็นไขว้หน้าขาดมักเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันในขณะที่เท้ายังติดพื้น การหยุดหรือหมุนตัวอย่างรวดเร็ว การลงจอดผิดท่าหลังการกระโดด รวมถึงแรงปะทะจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ นอกจากนี้ ถ้ากล้ามเนื้อรอบข้อเข่าไม่แข็งแรงพอ เอ็นไขว้หน้าจะต้องรับแรงมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่ายขึ้น

อาการมักเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ บางรายอาจได้ยินเสียง ‘ป๊อบ’ ภายในข้อเข่า จากนั้นจะมีอาการปวดรุนแรงตามมา เข่าบวมอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงจากเลือดออกในข้อ รู้สึกเข่าหลวม ไม่มั่นคง เดินกะเผลก หรือเข่าทรุดเวลาลงน้ำหนัก และส่วนใหญ่จะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาที่ต้องวิ่งหรือเปลี่ยนทิศทางได้ตามปกติ

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นเพียงการยืดหรือฉีกขาดบางส่วน และไม่ได้ใช้งานเข่าหนักมาก อาจรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยทำกายภาพบำบัดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย

ในกรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดสมบูรณ์ หรือมีอาการเข่าหลวมชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการกลับไปเล่นกีฬา การผ่าตัดส่องกล้องสร้างเอ็นไขว้หน้าใหม่ (Arthroscopic ACL Reconstruction) เป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ข้อเข่ากลับมามั่นคงได้ การผ่าตัดวิธีนี้ใช้แผลขนาดเล็กประมาณ 2–3 แผล โดยสอดกล้อง Arthroscope เพื่อมองเห็นโครงสร้างภายในข้อเข่าอย่างชัดเจน และใส่เครื่องมือผ่าตัดเพื่อสร้างเอ็นใหม่ทดแทนเอ็นที่ขาด

ข้อดีของวิธีส่องกล้องคือ แผลเล็ก อาการปวดหลังผ่าตัดน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า อย่างไรก็ตาม หลังผ่าตัดจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาแข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว

หากมีอาการเข่าลั่น เข่าหลวม หรือปวดบวมหลังบาดเจ็บ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาระยะยาวในอนาคต

เข่าลั่นเข่าหลวม

คุณแหน : 19 สิงหาคม 2569

19 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

– สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ คุณติรวัฒน์ สุจริตกุล เชิญแจกันดอกไม้พระราชทานแด่ ดร. สุวิทย์ ยอดมณี อดีต รมว. กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 หลังจาก ดร. สุวิทย์ฟื้นตัวจากการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ ครอบครัวยอดมณีต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

– ซารา ทินดอลล์ พระธิดาในเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระวรราชกุมารีคว้าชัยชนะเหรียญทองด้วยการควบม้าแข่งคู่ใจชื่อ Class Affair ในการแข่งขัน Hartpury International Horse Trails และ British Championships เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม งานนี้นับเป็นการถวายของขวัญชิ้นสำคัญแด่พระมารดาในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของ เจ้าหญิงแอนน์ พระวรราชกุมารี

– มะปราง ปัทมวดี เสนาณรงค์ ปลื้มปริ่มมากกับความสำเร็จของบุตรคนเดียว คือน้องจาร์ ปัทม สุจริตกุล แล้วก็เฝ้ารอว่าลูกชายจะประสบความสำเร็จสูงขึ้นในตำแหน่งอัยการ

– หญิง วรวิมล ณ ระนอง บ่นกับคนที่รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีว่า ฉันถูกหลอกซ้ำหลอกซาก ทำไมเหรอ หน้าฉันไม่ฉลาดหรืออย่างไร จึงได้ถูกหลอกตลอด มาล่าสุดก็ถูกหลอกให้ทำทานอีกแล้ว เมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อนก็ถูกหลอกเรื่องซื้อทัวร์ทิพย์ แล้วก็ยังถูกหลอกเรื่องลิ้นจี่ทิพย์จากเมืองจีน

– หญิง ลลิดา รอดประเสริฐ อดีต 1 ใน 10 ผู้เข้ารอบสุดท้ายนางสาวไทยยุคปนัดดา วงษ์ผู้ดี ที่ยังคงรักษาความสวยความงามไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย ล่าสุดหญิงผันตัวมาทำงานเป็นผู้แนะนำและวางแผนการเงินการลงทุนให้ลูกค้ารายใหญ่ผู้มีความมั่นคั่งสูง สังกัดบริษัท หลักทรัพย์ อพอลโล่ เวลธ์ จำกัด แม้จะมีสามีเป็นมหาเศรษฐี แต่ก็ยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็งทุกวัน

– เม้ย กุลนันท์ (อมาตยกุล) ซานไทโว ผู้บริหารธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) มีภาระสำคัญเพิ่มเติมคือเลี้ยงดูหลานสาวอายุ 11 ปี ชื่อเอลลิส โดยคุณย่าปลาบปลื้มกับงานศิลป์ฝีมือของหลานอย่างมาก ก็ขอเชียร์ให้เปิดอาร์ตสตูดิโอให้คุณหลานในอนาคต  

Victor Lee

กุลนันท์(อมาตยกุล)ซานไทโวซาราทินดอลล์ติรวัฒน์สุจริตกุลลลิดารอดประเสริฐวรวิมลณระนองสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีสุวิทย์ยอดมณี

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านหม้อ วังเดิมที่ยังหอมกรุ่นด้วยกลิ่นอายของยุคต้นรัตนโกสินทร์

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ พระนามเดิมคือพระองค์เจ้ากุญชร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา เมื่อวันพุธ เดือน 6 ขึ้น 4 ค่ำ มีมะเมีย สมฤทธิศก จุลศักราช 1160 ตรงกับวันที่ 18 เมษายน 2341 สิ้นพระชนม์ 16 เมษายน 2406 ทรงเป็นต้นราชสกุล “กุญชร”

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นกรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์ ทรงให้ดูแลกรมม้า

ในกาลต่อมา รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ นเรศรราชริววงศ์ อิศวรพงศพิพัฒนศักดิ อุดมอรรควรยศ วงศประนตนาถนเรนทร์ พาหเนนทรบพิตร ทรงให้ดูแลกรมคชบาล เพิ่มอีกกรมหนึ่ง

พระองค์กุญชรสิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 13 ค่ำ ปีกุน เบญจศก จุลศักราช 1225 ตรงกับวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2406 สิริพระชันษา 65 ปี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากราชกาลที่ 4 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

พระองค์ทรงมีวัง ชื่อวังบ้านหม้อ ตั้งอยู่บนนถนนอัษฎางค์ ซึ่งหากเราเดิมลัดเลาะแล้วเลียบไปตามคลองหลอด โดยเริ่มจากบริเวณที่ใกล้กับโรงแรมรัตนโกสินทร์ แล้วเดินไปยังกระทรวงมหาดไทย จนถึงเขตรั้ววัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เราก็จะได้พบกำแพงโบราณที่เป็นอาณาเขตของวัง โดยภายในกำแพงจะมีเรือนไม้หลังใหญ่ และยังมีอาคารทั้งเก่าและใหม่อยู่ภายใน ซึ่งในบริเวณนี้คืออาณาเขตของวังบ้านหม้อ วังที่มีอายุมากกว่า 200 ปี นับเป็นวังกลุ่มแรก ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะสร้างในครั้งรัชสมัย รัชกาลที่ 2 ในบริเวณดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่าบริเวณท้ายวัดโพธิ์ ซึ่งในครั้งนั้นอยู่ใกล้กับหับเผย หรือเขตที่ถูกใช้เป็นที่คุมขังในบริเวณท้ายวังหลวง ดังนั้นบางคนจึงเรียกวังที่รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทานพระโอรสทั้ง 3 พระองค์ ซึ่งในจำนวนนั้นคือพระองค์เจ้ากุญชรรวมอยู่ด้วยว่า กลุ่มวังท้ายหับเผย

ตามประวัติกล่าวว่า พระโอรสทั้ง 3 ที่ทรงได้รับพระราชทานวังคือ วังแรกเป็นของพระองค์เจ้าพนมวัน หรือกรมพระพิพิธฌโภคภูเบนทร์ ในเจ้าจอมมารดาศิลา ต้นราชสกุลพนมวัน วังต่อมาเป็นของพระองค์เจ้าทินกร หรือกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ในเจ้าจอมมารดาศิลา ต้นราชสกุลทินกร และพระองค์ที่ 3 คือเจ้าของวังบ้านหม้อ คือพระองค์เจ้ากุญชร โดยชื่อวังบ้านหม้อมาเกิดขึ้นในสมัยหลัง เพราะอยู่ใกล้กับบริเวณเขตบ้านหม้อ ปัจจุบันวังบ้านหม้อได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าเป็นวังสุดท้ายที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ที่พระราชทานแด่พระโอรส ส่วนวังของพระองค์เจ้าพนมวัน และพระองค์เจ้าทินกร ถูกเพลิงไหม้จนหมดสิ้นไปแล้ว

วังบ้านหม้อยังคงเป็นวังที่มีชีวิตดังเดิม เพราะเหล่าทายาทราชสกุลกุญชรยังคงเข้าไปดูแลและบำรุงรักษาโบราณสถานแห่งนี้เป็นอย่างดีตลอดเวลา และในทุกครั้งเมื่อถึงวันสงกรานต์ วังแห่งนี้ก็จะเป็นศูนย์รวมของทายาทรุ่นต่าง ๆ ของราชสกุลกุญชร

วังบ้านหม้อในวันนี้ยังคงได้รับการยกย่องว่ารักษารูปแบบดั่งเดิมของวังโบราณไว้ได้ครบครัน คือยังมีท้องพระโรงที่ทำด้วยไม้สักที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาก แล้วก็ยังมีศาลา และเก๋งโบราณดำรงคงอยู่ ส่วนบริเวณรอบ ๆ ท้องพระโรงคือบ้านเรือนที่พักอาศัยของเหล่าบรรดาทายาทและลูกหลาน ทั้งนี้ ท้องพระโรงได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นพื้นที่สำคัญของราชสกุลกุญชร เพราะถือเป็นศูนย์กลางของวังบ้านหม้อ โดยในแต่ละปีจะใช้ท้องพระโรงสำหรับพิธีสำคัญคือการทำบุญอุทิศถวายองค์ต้นราชสกุล และใช้เป็นสถานที่จัดงานรดน้ำดำหัววันสงกรานต์ หรือใช้สำหรับงานสำคัญของบุคคลในราชสกุลกุญชรเท่านั้น

ท้องพระโรงยังเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงคฤทธิ์ พระนามเดิมคือ หม่อมเจ้า สิงหนาท และอัฐิของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ หรือ หม่อมราชวงศ์ หลาน กุญชร

ทายาทของราชสกุลกุญชรบอกเล่ากันต่อ ๆ มาว่า ประเพณีการทำบุญวันสงกรานต์ และการรดน้ำดำหัวของคนในราชสกุลนี้ ดำเนินสืบต่อมาจากขนบประเพณีของครอบครัวกว่า 200 ปีแล้ว เพราะเมื่อครั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ทรงมีพระชนม์ จะทรงเข้าไปบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระราชบิดา และพระมารดาเป็นประจำทุกปี ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นขนบของพวกเรา ที่เป็นลูกหลานเหลนของพระองค์ท่าน เรามารวมตัวกันเพื่อทำบุญอุทิศถวายให้บรรพบุรุษของเรา และใช้โอกาสวันสงกรานต์รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และญาติ ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจัดงานในวันที่ 16 เมษายนทุกปี เพราะในวันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นพระชนม์ของต้นราชสกุลกุญชรด้วย

ปัจจุบันพวกเราเป็นทายาทรุ่นที่ 6-7 ของพระองค์ท่าน ซึ่งพวกเราไม่เคยลืมเลือนพระคุณของท่านแม้แต่น้อย ซึ่งพวกเราถือว่าการทำบุญอุทิศถวายนี้เป็นกิจสำคัญของเรา และในโอกาสเดียวกันนี้ พวกเราก็ถือว่าพิธีรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ในตระกูลของเราก็คือการพบปะสังสรรค์ของหมู่ญาติ ได้พบหน้ากัน ได้คุยกัน ได้ถามถึงสารทุกข์สุขดิบของกันและกัน และได้รวมตัวกันทำกิจกรรม เช่น ลูกหลานคนใดที่มีความสามารถด้านเล่นดนตรีไทย ก็จะรวมตัวกันเล่นดนตรีไทยถวายพระในขณะที่พระท่านกำลังฉันภัตตาหาร และบ้านของเรามีข้าวแช่ตำรับเฉพาะของวังบ้านหม้อ ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นเก่าก่อนจวบจนปัจจุบัน ดังนั้น ในการทำบุญของวังบ้านหม้อจึงต้องมีข้าวแช่ของวังถวายพระทุกครั้ง

ข้าวแช่ตำรับวังบ้านหม้อ  มีเครื่องเคียงที่สำคัญที่ตำรับอื่นไม่มี คือ ปลารำวงทอดฉาบน้ำตาล และถั่วทองทอด แต่เครื่องเคียงอื่น ๆ เช่น หอมแดงยัดไส้ปลาแห้ง พริกหยวกสอดไส้ห่อด้วยแพตาข่ายไข่ ผักเคียง ลูกกะปิทอด ไช้โป๊วผัดไข่ มีในตำรับข้าวแช่ทุกที่

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

วังบ้านหม้อ

ราชเทวีคลินิก ฉลอง 50 ปี เปิดตัว “TRUE BEAUTY” ยกระดับความงามด้วยวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้จริง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:31 น.

{“ARInfo”:{“IsUseAR”:false},”Version”:”1.0.0″,”MakeupInfo”:{“IsUseMakeup”:false},”FaceliftInfo”:{“IsChangeEyeLift”:false,”IsChangeFacelift”:false,”IsChangePostureLift”:false,”IsChangeNose”:false,”IsChangeFaceChin”:false,”IsChangeMouth”:false,”IsChangeThinFace”:false},”BeautyInfo”:{“SwitchMedicatedAcne”:false,”IsAIBeauty”:false,”IsBrightEyes”:false,”IsSharpen”:false,”IsOldBeauty”:false,”IsReduceBlackEyes”:false},”HandlerInfo”:{“AppName”:2},”FilterInfo”:{“IsUseFilter”:false}}

ราชเทวีคลินิก และ แพนคอสเมติก นำโดย นายภัคณิช พะลายานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฉลองครบรอบ 50 ปี จัดงาน Kick-off เปิดตัวแนวคิด “TRUE BEAUTY” ก้าวสำคัญของการดูแลความงามที่ผสานศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ากับการดูแลผิว พร้อมความร่วมมือและการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ตอกย้ำการเป็นคลินิกแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองและสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ความงามอย่างเป็นทางการ

แนวคิด TRUE BEAUTY มุ่งเปลี่ยนมุมมองเรื่อง “ความงามที่แท้จริง” จากการคาดเดาหรือการลองผิดลองถูก สู่การดูแลผิวและความสวยที่สามารถ “วัด คำนวณ และติดตามผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน” เพื่อให้ผู้รับบริการเห็น Destination ของการดูแลที่เหมาะสมกับตนเองมากขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ สิว สภาพผิว ริ้วรอย ไปจนถึงการดูแลผิวในวัย Aging และการดูแลผิวเพื่อย้อนวัย

ราชเทวีคลินิกยังต่อยอดแนวคิด TRUE BEAUTY ด้วยการพัฒนา “มากกว่า 10 Destinations” ที่ครอบคลุมหลากหลายมิติของความงาม โดยให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ วางเส้นทางสู่ Destination และติดตามผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดูแลตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล และสามารถประเมินพัฒนาการได้อย่างมีหลักการ

การเปิดตัว TRUE BEAUTY ในวาระครบรอบ 50 ปี สะท้อนอีกก้าวสำคัญของราชเทวีคลินิก ร่วมกับ อพวช. ในการนำวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการวัดผล มาผสานกับศาสตร์แห่งการดูแลความงาม เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลที่มุ่งสู่ผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และยั่งยืน

“ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน แต่ต้องเป็นความงามที่ยั่งยืน ยืนยาวและยืนยันได้ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ความงามตามความมุ่งหมายที่ปลายทางของแต่ละบุคคล”

ไม่ต้องเดา ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะทุกขั้นตอนวัดผลและติดตามได้

สัมผัสประสบการณ์ TRUE BEAUTY ได้แล้ววันนี้ที่ ราชเทวีคลินิก ทุกสาขา

ติดตามข่าวสาร กิจกรรม และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @rcclub

เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:10 น.

ก.เกษตรฯ เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนชาวไทยให้เป็นที่ประจักษ์ ภายใต้แนวคิดหลัก “สดุดีพระเกียรติคุณเกริกไกร พระแม่แห่งการอนุรักษ์และพัฒนา เพื่อคุณภาพที่ยั่งยืน” โดยองค์การอาหารและเกษตรและสหประชาชาติ (FAO) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเซเรส (Ceres Medal) ในฐานะที่ทรงเป็นสตรีผู้มีบทบาทในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรในสตรีและประชาชนในชนบทให้มีอาชีพและรายได้เสริมจากงานหัตถกรรม การพัฒนาเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม ให้ราษฎรมีอาหารเพียงพอและสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงการสงเคราะห์และช่วยเหลือผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า ผู้ด้อยโอกาส และผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

นอกจากนี้ ในด้านการสร้างบทบาทสตรีไทยในชนบทให้มีบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ควบคู่การรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นจนเป็นที่ประจักษ์ คณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (ISC) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “รางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์” (Louis Pasteur Award) เพื่อเทิดพระเกียรติในพระวิริยะอุตสาหะในการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไหมของไทย โดยทรงส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่ราษฎร ที่ช่วยสร้างรายได้และพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อีกทั้งยังทรงเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และวางรากฐานสู่ความยั่งยืนให้แก่ผ้าไหมของไทย

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านนิทรรศการเทิดพระเกียรติ 3 โซนสำคัญ ได้แก่ โซน 1 พระแม่แห่งการอนุรักษ์ คืนลมหายใจให้แผ่นดินและสายน้ำ โซน 2 พระแม่แห่งการพัฒนา ส่งเสริมสตรีและวิถีเกษตร และโซน 3 พระแม่แห่งการห่วงใย ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อปวงประชา ยังมีการจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้หัวข้อ “ชุดไทย ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ” ที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์กรยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งถือเป็นการสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ ทั้งในด้านการพัฒนาด้านการเกษตร การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสตรีในชนบทให้ยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานมากมาย อาทิ การจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มเกษตรกร/กลุ่มสตรีภายใต้โครงการพระราชดำริฯ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นต้น

ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสำคัญครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้ง ร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจที่สำคัญให้คงอยู่สืบไป

พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเทิดพระเกียรติ

‘C PROJECT’ เดสทิเนชั่นรวมแบรนด์ไทยชั้นนำ เชื่อมโยงแบรนด์ ไอเดีย แฟชั่นและบิวตี้ สู่คอมมูนิตี้มีสไตล์

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

เมื่อ “สไตล์” ในวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เสื้อผ้าที่เราเลือกใส่ แต่ยังรวมถึงเมคอัพ บิวตี้ไอเทม และรายละเอียดต่างๆ ที่แต่ละคนเลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน C PROJECT จึงเปิดตัวในฐานะแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งใหม่สำหรับคนรักสไตล์ ที่เชื่อมโลกของแฟชั่นและบิวตี้เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านการคัดสรรแบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์ ความคิด และเรื่องราวของตัวเอง เพื่อให้การค้นพบสไตล์ใหม่ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตามหาไอเทมชิ้นใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของแรงบันดาลใจและการแสดงออกในแบบของแต่ละคน

จิรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย, ดนยา สุขะวิริยะ และจิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์

ในฝั่งแฟชั่น C PROJECT รวบรวมแบรนด์ไทยชั้นนำมากกว่า 50 แบรนด์ อาทิ IC LAB, PONY STONE, HEIDI’S SECRET, Dry Clean Only, Calm Outdoors, Morph8ne, Urbanapparels, Palini, Cuppa.knit, S.V.S.S. และ The Only Market รวมถึงอีกหลากหลายแบรนด์ที่มีภาษาการออกแบบและเรื่องราวเฉพาะตัว ขณะเดียวกันยังขยายการค้นหาสไตล์ไปสู่โลกของบิวตี้ โดยเริ่มต้นกับ ACOCO และ Qloas Beauty สองแบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เพื่อให้คนที่สนใจทั้งแฟชั่นและความงามสามารถเข้ามาค้นพบไอเดียและแบรนด์ใหม่ๆ ได้ในพื้นที่เดียวกัน

จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์, ธรรมรัตน์ โชควัฒนา และกานดา สายทุ้ม

สำหรับ C PROJECT คำว่า “สไตล์” จึงไม่ได้หมายถึงการแต่งตัวตามเทรนด์ล่าสุด แต่คือสิ่งที่ค่อยๆ เผยให้เห็นตัวตนของแต่ละคน ตั้งแต่เสื้อผ้าที่เลือกสวมใส่ วิธีการมิกซ์แอนด์แมทช์ ไปจนถึงเมคอัพและบิวตี้ไอเทมที่เลือกใช้ในแต่ละวัน การคัดเลือกแบรนด์จึงไม่ได้มองเพียงความนิยม แต่ให้ความสำคัญกับ ตัวตน แนวคิด ความเชื่อ และภาษาของแต่ละแบรนด์ เพื่อสร้างพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง แต่เชื่อมโยงกันด้วยจุดร่วมเดียวกัน คือความเป็นตัวเองที่ชัดเจน

จีระพักตร์ จีระวัฒนา เจ้าของแบรนด์ Morph8ne

มุมมองของ Curator ทั้งสองยังทำให้ C PROJECT ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวมสินค้า แต่เป็นเหมือนพื้นที่ที่ช่วยพาคนไปทำความรู้จักกับแนวคิดและเรื่องราวเบื้องหลังแต่ละแบรนด์ จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์ ดูแลการคัดสรรในมิติของแฟชั่น โดยมองไปไกลกว่าสิ่งที่กำลังอยู่ในกระแส ขณะที่ กานดา สายทุ้ม เข้ามาเติมเต็มมิติของบิวตี้ด้วยมุมมองที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ผลลัพธ์ และคาแรกเตอร์ของแบรนด์ เปิดพื้นที่ให้ทั้งแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วและแบรนด์รุ่นใหม่ที่กำลังสร้างเส้นทางของตัวเองได้มาอยู่ร่วมกัน

ณัฐพงษ์ บุษบงษ์ เจ้าของแบรนด์ Calm Outdoors

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ก่อตั้ง C PROJECT กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการแสดงออกถึงตัวตนของคนในวันนี้มีความหลากหลายมากขึ้น และแต่ละคนก็มีวิธีเลือกสิ่งที่สะท้อนตัวเองแตกต่างกันไป เสื้อผ้าและบิวตี้จึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราเลือกใช้ในแต่ละวัน แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราได้แสดงออกถึงความชอบ ความสนใจ และตัวตนของเรา C PROJECT จึงอยากสร้างพื้นที่ที่รวบรวมคนและแบรนด์ที่มีความรักในสิ่งเดียวกันไว้ด้วยกัน เราอยากให้คนเข้ามาที่นี่แล้วได้ค้นพบทั้งแบรนด์ใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ ส่วนแบรนด์ที่เข้ามาก็จะได้มีพื้นที่ในการเล่าเรื่องของตัวเองอย่างเต็มที่ และขณะเดียวกัน ICC ก็ยังได้นำความเชี่ยวชาญและ Ecosystem ที่มี เข้ามาช่วยเติมเต็มเบื้องหลังการเติบโตของแต่ละแบรนด์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์ การผลิต ไปจนถึงช่องทางการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ เพื่อให้แบรนด์ที่มีไอเดียโดดเด่นสามารถเดินทางไปได้ไกลยิ่งขึ้น”

นอกจากการเป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ C PROJECT ยังตั้งใจสร้างโอกาสให้แบรนด์ได้รู้จัก แลกเปลี่ยนไอเดีย และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ หนึ่งในนั้นคือการทำงานร่วมกับ The Only Market เพื่อพัฒนา Windy T-Shirt เสื้อยืดรุ่นยอดนิยมของแบรนด์ให้กลายเป็นคอลเลกชั่นพิเศษสำหรับ C PROJECT โดยเฉพาะ มีทั้งหมด 5 เฉดสี พร้อมปรับรายละเอียดงานสกรีนด้วยเทคนิค Tone-on-Tone และวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่านช่องทางออนไลน์ของ C PROJECT เท่านั้น นอกจากนี้ยังเตรียมต่อยอดความร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นอย่าง PONY STONE และ HEIDI’S SECRET เพื่อสร้างสรรค์โปรเจกต์พิเศษร่วมกันในโอกาสต่อไป

ชานน ริกุลสุรกาน

จากโลกออนไลน์ C PROJECT ยังเตรียมต่อยอดสู่กิจกรรมสร้างสรรค์และป๊อปอัพในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสตัวตนของแบรนด์อย่างใกล้ชิด พบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และสนุกไปกับกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้งแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ โดยมุ่งให้ C PROJECT ค่อยๆ เติบโตจากพื้นที่แห่งการค้นพบแบรนด์ไทย สู่การเป็น คอมมูนิตี้และจุดนัดพบของผู้คนที่หลงใหลในสไตล์และเชื่อว่าการเป็นตัวเองไม่มีสูตรสำเร็จ

พบกับ C PROJECT ได้แล้ววันนี้ทาง Website: https://www.cproject.store/, Instagram: cproject.official.bkk, Facebook: C Project Bangkok และ TikTok: cproject.official.bkk

CPROJECT

กระทรวงศึกษาธิการ x โฟร์โมสต์ เดินหน้า “ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ปีที่ 6

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:44 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ในประเทศไทยและอินโดจีน จัดพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) เดินหน้าโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ปีที่ 6 (Foremost One Million Smiles 6th) ชูแนวคิด “สร้างทุกรอยยิ้ม…ให้มีความหมาย” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ของโฟรโมสต์ในประเทศไทย โดยส่งมอบนมพร้อมดื่มยูเอชที โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369 จำนวน 1,000,000 กล่อง ให้แก่เด็กไทยทั่วประเทศ สานต่อภารกิจในการส่งมอบโภชนาการที่ดีที่สุดให้กับเด็กผ่านผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มคุณภาพสูง โดยมุ่งหวังที่จะเติมเต็มโอกาส และส่งเสริมศักยภาพด้านโภชนาการที่ดีให้แก่เด็กไทยอย่างยั่งยืน

ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือใน โครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย”      ปีที่ 6 (Foremost One Million Smiles 6th) ได้รับเกียรติจาก ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนาม พร้อมด้วย ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569  ณ กระทรวงศึกษาธิการ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการผนึกพลังกันอย่างเต็มกำลังของกระทรวงศึกษาธิการและโฟร์โมสต์ เพื่อร่วมสานต่อโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” เป็นปีที่ 6 โดยการที่เยาวชนได้ดื่มนมนั้นไม่ใช่เพียงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับเด็กไทย ซึ่งรัฐบาลเองก็มีเป้าหมายที่อยากจะขยายโอกาสให้เด็กไทยในการเข้าถึงนมคุณภาพ กระจายไปถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนด้อยโอกาสหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมทุกช่วงวัย และแก้ไขภาวะทุพโภชนาการอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ โฟรโมสต์และภาคีพันธมิตรทุกภาคส่วน จะช่วยสร้างประโยชน์แก่เด็กไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่โฟรโมสต์เติบโตอยู่ในประเทศไทยมาแล้วกว่า 70 ปี และมีกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมไทยอยู่เสมอ

ด้าน ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยมาจนครบ 70 ปี ทำให้เราตระหนักถึงภารกิจในการนำจุดแข็งของโฟรโมสต์มา สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระยะยาว เพราะเราเชื่อว่า การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตเป็นพลังสำคัญของประเทศไทย ด้วยการสานต่อโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยปีนี้เราได้พันธมิตรหลักสำคัญ คือกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และภาคีพันธมิตร เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี หนุนช่วยภารกิจส่งมอบนม 1,000,000 กล่อง

จุดเด่นในปีนี้คือ การสร้างความร่วมมือระดับชาติเพื่อยกระดับการส่งมอบนมไปสู่เด็กไทย ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการให้เกียรติกับโฟรโมสต์เพื่อร่วมส่งเสริมพัฒนาการของเด็กไทยอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากการส่งมอบนมแล้วยังมีการติดตามภาวะโภชนาการ ลงพื้นที่สำรวจ เก็บข้อมูลชี้วัดการเจริญเติบโต การประเมินพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและเชาว์ปัญญา

นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับปลูกฝังเยาวชนไทยให้ตระหนักถึงเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการให้ข้อมูลเรื่องการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Circular) เพราะทุกกล่องนมของโฟร์โมสต์สามารถนำไปรีไซเคิล และสร้างประโยชน์ต่อได้ด้วยการนำไปแปรรูปให้กลายเป็นเยื่อกระดาษ, โพลิเมอร์ และอลูมิเนียม สำหรับการนำไปใช้ต่อในรูปแบบต่างๆ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของโฟร์โมสต์ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นกำลังสำคัญของการแบ่งปันและส่งมอบ “โภชนาการที่ดี” ให้เด็กไทยผ่านโครงการส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยปีที่ 6 เพียงซื้อนมโฟร์โมสต์ UHT ทุกรสชาติ 1 ลัง เราจะบริจาคนมโฟร์โมสต์ โอเมก้า 369 อีก 1 ลัง รวมสูงสุด 1,000,000 กล่อง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ เช่น Lotus, Big C, Tops, 7 Eleven, CJ, Makro และร้านค้าปลีกใกล้บ้าน เพราะ “รอยยิ้ม” ของเด็กไทย เริ่มต้นจากนมกล่องเล็กๆ ที่คุณเลือกดื่ม

ติดตามข่าวสารของโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ปีที่ 6 ได้ทางเว็บไซต์ www.foremostthailand.com และ Facebook :: ForemostThailand

กระทรวงศึกษาธิการโฟร์โมสต์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช’ Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:42 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิงปลุกกระแส ริบบิ้นสีพีช‘ (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่ม โรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” โดยผนึกความร่วมมือกับ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และชวนสตรีไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมดลูก ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรค การเข้าถึงนวัตกรรม การตรวจ วินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งมดลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอย่าง ยั่งยืน

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ

โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย .เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และทีมแพทย์เฉพาะทาง ด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม (ศูนย์สุขภาพสตรี) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะ ทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, พญ.ฐานิตา เวชโชพญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมด้วย พญ.วทันยา คุวัฒนานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และแขกรับเชิญพิเศษ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมองค์ความรู้และพลังแห่งการดูแลเพื่อยกระดับสุขภาวะสตรีไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งมดลูกอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม CONVENTION HALL ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้ตระหนักถึงความสำ คัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การยกระดับ มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรโดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยีและการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคน ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” สืบสานพระปณิธานของ ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อ้ครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์, ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร และนพ.รวย กิตติคุณ

ด้าน .เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พญ.ฐานิตา เวชโช และพญ.วทันยา คุวัฒนานนท์

ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “Peach Power: Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก” การเสวนาส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจใน หัวข้อ เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง” ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์และก้าวข้ามความอายเข้ารับ การตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช พร้อมเปิดให้บริการพิเศษแก่สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ โซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์สุขภาพสตรี อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ชั้น โซนโถงลิฟต์ A โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร 1118 ศูนย์สุขภาพสตรี กด 5266 หรืออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ริบบิ้นสีพีช