ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด ‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ ชวนคนไทยสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ ‘เริ่มที่ตัวเรา’

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด ‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ ชวนคนไทยสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ ‘เริ่มที่ตัวเรา’

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด ‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ ชวนคนไทยสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ ‘เริ่มที่ตัวเรา’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

ตอกย้ำบทบาทสื่อเพื่อสังคม ช่อง 7HD  เดินหน้าสานต่อและขยายขอบเขตแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” จากการมุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทุกมิติของการดำเนินชีวิต ด้วยความเชื่อมั่นในพลังเล็ก ๆ ของทุกคนว่า การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตนเอง คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้างสรรค์สังคมและโลกให้น่าอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ช่อง 7HD ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างสรรค์สังคมไทยในทุกมิติ พร้อมยกระดับแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ให้ครอบคลุมมากกว่าเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขยายผลไปถึงการปรับทัศนคติและวิถีปฏิบัติของผู้คน เพื่อร่วมกันส่งต่อโลกที่สมบูรณ์และงดงามให้แก่คนรุ่นต่อไป

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางของสังคม รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง ช่อง 7HD ในฐานะสื่อมวลชนที่อยู่เคียงข้างประชาชน จึงขอทำหน้าที่สร้างความตระหนักรู้และสร้างแรงบันดาลใจ เชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “คนปรับ โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา”

ล่าสุด ช่อง 7HD นำโดยทีมผู้ประกาศข่าวคุณภาพ ได้แก่ เหมือนฝัน ประสานพานิช, ปอย-ภานุรัจน์ ศนีบุตร, ปุ๊ก-นภัสกรณ์ เสรีโรจนสิริ, เพชรหอม-สุคนธ์เพชร ผลประดิษฐานนท์, แชมป์-ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล, บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย พร้อมด้วยนักแสดงหนุ่ม โหน-ธนากร ศรีบรรจง เข้าร่วมกิจกรรมในงานวันแรงงาน “จุฬาฯ ห่วงใยแรงงานไทย ปีที่ 2” ณ สยามสแควร์ Walking Street เพื่อร่วมส่งต่อพลังบวกและปลุกจิตสำนึกให้แก่ประชาชนผ่านแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน”อย่างเป็นรูปธรรม

เหมือนฝัน ประสานพานิช ผู้ประกาศข่าวจากรายการสนามข่าว 7 สี ในฐานะตัวแทนช่อง 7HD กล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมล้วนมีจุดเริ่มต้นสำคัญจาก “คน” ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล “จากที่เราได้ติดตามข่าวสารและพบเห็นปัญหามากมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงในระดับสากล ความเปราะบางของสังคม หรือปัญหาการทุจริตคอรัปชัน หากเรามองให้ลึกถึงรากฐานของปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างถ่องแท้ จะพบว่าจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือ “คน” ด้วยเหตุนี้ ช่อง 7HD จึงมุ่งมั่นยกระดับแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ให้ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต เพราะเราเชื่อมั่นว่า “โลก” คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพการกระทำของพวกเราทุกคน เมื่อเราเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมเพื่อส่วนรวม แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่หากหลอมรวมเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นพลังมหาศาลที่ขับเคลื่อนโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ด้วยมือของเรา เพราะเราเชื่อเสมอว่า คนปรับ โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา และในงานวันแรงงานล่าสุดที่พวกเราตัวแทน ช่อง 7HD ได้ไปร่วมกิจกรรมออกบูธ เล่นเกม พร้อมปลุกจิตสำนึกผ่านโครงการ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” เพราะเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมมือกัน เราขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่ต้องรอให้ใครเริ่มก่อน แต่เริ่มได้ทันทีจากเรื่องใกล้ตัวที่เปี่ยมพลัง ไม่ว่าจะเป็นการ “ปรับคำพูด” ให้กลายเป็นพลังใจที่อบอุ่นในครอบครัว “ปรับวินัย” ด้วยการเคารพเวลาและซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ หรือการ “ปรับพฤติกรรม” หันมาดูแลสุขภาพและมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง สิ่งเล็กๆ ที่เราตั้งใจปรับในวันนี้ จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหมุนโลกใบเดิมให้เปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่ที่งดงามยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อ “เรา” ปรับ “โลก” ก็เปลี่ยน มาร่วมแรงร่วมใจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไปด้วยกันค่ะ

ช่อง 7HD พร้อมเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างโลกที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน“น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี” เนื่องในโอกาสครบรอบ 103 ปี วันประสูติ โดยได้รับเกียรติจาก นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธี  โดยมี ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ, อารยา อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยา  ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ  พร้อมคณะให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อคนพิการ โดยได้พระราชทานชื่อดอกไม้ประดิษฐ์ “ดอกแก้วกัลยา” ให้เป็นสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ และทรงมีพระดำรัสให้จัดการฝึกอบรมการประดิษฐ์ ดอกแก้วกัลยาแก่คนพิการ เพื่อให้สามารถมีอาชีพและรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง  ดอกแก้วกัลยาดอกไม้ซึ่งประดิษฐ์โดยคนพิการ/ ผู้ดูแลคนพิการ / คนในครอบครัวของคนพิการและผู้มีรายได้น้อย และมีการจำหน่ายนำรายได้สมทบกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ สำหรับใช้ในการดำเนินงานพัฒนาและสนับสนุนคนพิการในด้านต่าง ๆ อีกด้วย

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล, การวางพานพุ่มดอกแก้วกัลยาถวายหน้าพระฉายาลักษณ์,  พิธีมอบทุนการศึกษาแก่คนพิการและบุตรคนพิการ, การมอบโล่เกียรติคุณให้ผู้มีอุปการคุณการจัดงาน, การจัดนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  การสาธิตการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา และ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอกแก้วกัลยา เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการในสังคมไทย  ภายใต้บรรยากาศแห่งความเคารพสักการะ และการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  ที่ทรงมีต่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาสตลอดพระชนม์ชีพ

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

“คุณชายคึกฤทธิ์เป็นนักการเมืองที่ดีของประเทศไทย ที่ฉันพูดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าท่านเป็นพ่อของฉัน แต่ฉันมีหลักฐานทางสังคมยืนยันว่าท่านทำดีเพื่อบ้านเพื่อเมืองจริง ๆ ทำโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ท่านไม่เคยใช้อำนาจรัฐกอบโกยผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเข้าพกเข้าห่อของตนเอง… คนที่ไม่ชอบท่านก็คงไม่เชื่อตามที่ฉันบอก แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าท่านไม่เคยโกงบ้านกินเมือง ไม่เคยใช้อำนาจเพื่อแสวงหาสิ่งไม่ชอบธรรม ไม่เคยใช้อำนาจช่วยเหลือญาติพี่น้องและลูกหลาน แต่ที่สำคัญสูงสุดคือท่านรักและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์อย่างที่สุด”  หม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช เล่าให้เฉลิมชัย ยอดมาลัย แห่งแนวหน้ารับฟัง เมื่อวันไปสัมภาษณ์พิเศษที่บ้านซอยสวนพลู

ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า …ฉันทำหนังสือเล่มนี้ (หนังสือ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช 7 รอบ) ขึ้นมาเพื่อให้คนที่ฉันรู้จัก และรู้จักฉัน รวมถึงคนทั่วไปที่อาจจะสนใจเรื่องของฉันบ้าง ได้รับทราบเรื่องราวในอดีตของประเทศไทย และเรื่องราวบางอย่างของฉัน โดยบางเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของฉัน เพราะกลัวว่าเวลาแก่มากไปกว่านี้แล้วจะเล่าอะไรให้ใครต่อใครฟังไม่รู้เรื่อง แต่ประวัติของฉันมันเขียนยาก ดังที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเคยมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า “ให้นึกว่าประวัตินั้นแต่งยาก ถ้าไม่จืดก็เป็นเทวดา ที่จะทำให้ผู้ตายเป็นมนุษย์และน่าอ่านด้วยนั้นมีน้อยนัก” 

ชีวิตฉันเกี่ยวข้องกับลำปางมากพอประมาณ เพราะเกิดที่ลำปาง ส่วนพ่อฉันก็คุ้นเคยกับเสด็จในกรมพระยาชันนาทนเรนทร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) โดยเสด็จในกรมฯ ท่านทรงให้พ่อช่วยจัดการที่ดินของพระองค์ในจังหวัดลำปาง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะด้วยการสร้างโรงเรียน ซึ่งพ่อเคยบอกว่า ทุกคนทราบดีว่าเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้เสด็จในกรมฯ ต้องทรงถูกจับกุมคุมขังเป็นนักโทษ เขาไปจับเสด็จในกรมฯ ไปจากบ้านที่จังหวัดลำปาง เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2481 โดยกล่าวหาว่าทรงขึ้นไปลำปางเพื่อก่อการทางการเมือง ทั้งที่ทรงขึ้นไปเพื่อทรงยกที่ดินของพระองค์ให้สร้างโรงเรียน ส่วนศาลที่ตั้งขึ้นมาเล่นงานพระองค์คือศาลการเมือง ไม่มีการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม นี่เห็นแล้วใช่ไหมว่า แม้กระทั่งเจ้านายชั้นสูง ก็ยังถูกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองกล่าวหา และถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ทว่าลดโทษให้ในภายหลัง

ชีวิตวัยเด็กของฉันก็อยู่ในลำปาง พ่อพาครอบครัวไปอยู่ลำปาง จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องย้ายบ้านหนีสงคราม แล้วสุดท้ายก็กลับเข้ากรุงเทพฯ ช่วงก่อนสงครามสงบ ฉันจำได้ดีว่าบ้านซอยสวนพลูสมัยที่ฉันยังเด็ก มีสวนต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่หน้าบ้าน มีบ่อน้ำใหญ่อยู่หลังบ้าน ในบ่อมีห่านสีขาว และพ่อก็มีสุนัขพันธุ์เกรทเดน ชื่อจอย ส่วนบริเวณรอบ ๆ บ้านเป็นสวนผลไม้ และนาข้าว ผิดกับยุคปัจจุบันจนเทียบกันไม่ติดแม้แต่น้อย 

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บางครั้งเราต้องอพยพไปอยู่หัวหิน ความเป็นอยู่ในช่วงสงครามนั้นยากลำบากเหลือเข็ญ ไฟฟ้าไม่มีใช้ น้ำมันก็ไม่มีใช้ ลำบากมาก แต่เราก็ผ่านมันมาได้

พอพูดถึงหัวหินแล้ว ก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะรถไฟไทย เพราะอันที่จริงนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงอยากให้สยามมีรถไฟ แต่เนื่องจากบ้านเมืองของเรามีเงินทองจำกัด แต่ก็ทรงต้องการให้สยามมีรถไฟ แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะไม่สนับสนุนมากนัก แต่ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลจึงต้องทรงยอมกู้เงิน 4 ล้านปอนด์สเตอริงเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างทางรถไฟ โดยมีเงื่อนไขคือต้องยกดินแดนไทรบุรี ตรังกานู ปะลิส และกลันตันให้อังกฤษ แล้วรัฐบาลสยามในยุคนั้นก็ถูกบังคับให้ออกพันธบัตร หรือ Royal Siamese Government เพื่อใช้เป็นทุนก่อสร้างทางรถไฟ

ชีวิตนักเรียนในวัยเด็กของ ม.ล. วิสุมิตรา คือนักเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอี และวัฒนาวิทยาลัย ฉันเรียนสนุกสนานไปตามวัยเด็ก ต้องถูกส่งตัวจากบ้านซอยสวนพลูไปอยู่แถว ๆ วังวิทยุ ถนนร่วมฤดูในปัจจุบัน เพราะใกล้โรงเรียน ดังนั้นในวัยเด็กฉันก็จึงคุ้นเคยกับวังวิทยุมาก ต่อมาเมื่อเติบโตขึ้นก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ (สำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะสัมผัสได้ถึงความน่าสนใจของการเดินทางด้วยเรือไปยุโรป แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ทั้งหมด เพราะเนื้อที่มีจำกัด) เมื่อไปถึงอังกฤษก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำชื่อ Heathfield และที่โรงเรียนแห่งนี้ ม.ล. วิสุมิตราได้มีเพื่อนต่างชาติมากมาย โดยบางพระองค์เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงจากออตโตมัน คือ Princess Fazile พระบิดาเป็นเจ้าแห่งอิยิปต์ ส่วนพระมารดาเป็นเจ้าแห่งออตโตมัน ส่วนอีกองค์คือ Mary Bankes ราชนิกูลแห่งราชวงศ์อังกฤษ เป็นต้น แต่ความจริงยังมีอีกมากมายหลายคนที่น่าสนใจ น่าคบหา เพราะมีอัธยาศัยดีเยี่ยม ซึ่งเราก็คบหากันเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่ยาวนานจนถึงช่วงเวลาที่บางคนก็ลาลับไป บุคคลเหล่านี้มีประวัติที่น่าสนใจมาก แต่บางองค์ก็ทรงประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส เพราะพิษภัยการเมืองในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะ Princess Fazile ที่ทรงสูญเสียอย่างมหันต์ 

จากโรงเรียน Heathfield ก็ไปเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ระดับ High School ที่ Cheltenham Ladies’ College โรงเรียนแห่งนี้มีกฎระเบียบเคร่งครัดมาก ทำให้นักเรียนมีความประพฤติอยู่กับกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ได้ทั้งการเรียนรู้ด้วยวิชาการและความประพฤติ แถมยังมีเพื่อนที่ดีที่คบหากันมาจนถึงบัดนี้ เมื่อจบการศึกษาระดับ High School ก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ มลรัฐเดลาแวร์ ช่วงแรกก็ตั้งใจศึกษาวิชาการแพทย์ แต่เมื่อต้องฆ่าสัตว์ทดลองต่าง ๆ ก็ทำใจไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนใจไปเรียนด้านเคมีแทน

แล้วก็มาถึงวันแต่งงาน โดยได้พบกับสามีซึ่งมาจากตระกูลเก่าแก่แห่งรัฐเดลาแวร์ คือตระกูลดูปองค์ คุณแม่ของสามีเป็นผู้มีจิตใจงาม มีเมตตากรุณาสูงมาก คือคุณเอลิเนอร์ แฟรนซิส ดูปองค์ 

ในวันแต่งงาน ได้จัดพิธีที่บ้านเรือนไทย มีแขกเหรือทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปร่วมมากมาย ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่หลังจากเสร็จพิธีโดนผ่านไปหลายวัน ก็เข้าไปกราบลาคุณชายคึกฤทธิ์เพื่อกลับสหรัฐฯ ปรากฏว่าพ่อน้ำตาไหล และท่านก็ถามว่าตอนฉันแก่ตัวกว่านี้ ใครจะดูแลฉัน ทำให้เราใจหายมาก แล้วก็จึงสัญญากับพ่อว่าเมื่อวันเวลานั้นมาถึงจะรีบกลับมาดูแลท่านทันที ซึ่งฉันก็ได้ทำตามคำสัญญาที่ให้กับพ่อไว้ทุกประการ เมื่อกลับมาก็พบว่าบ้านช่องที่ซอยสวนพลูไม่มีระเบียบ จนพ่อบอกว่า “ดูสิ เธอทิ้งให้ฉันอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร”

จริง ๆ แล้ว ม.ล. วิสุมิตรา เล่าเรื่องบ้านซอยสวนพลูในแง่มุมต่าง ๆ ให้ฟังอีกมาก ทั้งในแง่สุข ทุกข์ โดยเฉพาะจากปัญหาการเมืองไทย แต่เนื่องจากพื้นที่การเขียนคอลัมน์กำลังจะหมดลงแล้ว จึงต้องติดไว้ก่อน แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังในวันหน้า

แต่สำหรับบ้านซอยสวนพลูแห่งนี้ นับว่าเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง การศิลปะ การละคร การนิพนธ์ การดนตรีไทย สถาปัตยกรรมไทย เรื่องอาหารการกิน เรื่องสุนัข และเรื่องผู้คนในแง่มุมต่าง ๆ บ้านซอยสวนพลูเคยคึกคักแบบชนิดที่ว่าหัวกะไดไม่เคยแห้ง เพราะมีคนมากมายไปมาหาสู่เป็นประจำ แต่ช่วงหนึ่งบ้านก็เงียบเหงา หลังจากคุณชายคึกฤทธิ์ท่านจากไป แต่วันนี้บ้านหลังนี้กำลังจะกลับมาเป็นสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ อีกครั้ง และพร้อมจะให้ความรู้ ความสุข ความเบิกบานกับผู้ไปเยี่ยมเยือน โปรดรอพบกับวันเปิดบ้านซอยสวนพลูในเร็ววันนี้

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

ดีป้า สานต่อ ‘DJS’ รุ่นที่4 เสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลรุ่นใหม่ ก้าวทันโลกยุค Quantum Computing

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เดินหน้าจัดหลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 มุ่งพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ด้วยการเสริมองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและอื่นๆที่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและอนาคตพร้อมต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมศึกษาเจาะลึกไปกับเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ที่มีความซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน หลักสูตรฯเตรียมพร้อมและยกระดับความสามารถของผู้เรียนสู่การทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และถอดบทเรียนจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 40 ท่าน เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 สอบถามเพิ่มเติมโทร 083-116-6581 หรืออีเมล์ depa.djsprogram@gmail.com

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือdepa เปิดเผยว่า depa มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม โดยจะจัดให้มีการเปิดอบรม หลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 ขึ้น หลังประสบความสำเร็จจากการอบรมไปแล้วทั้ง 3 รุ่นที่ผ่านมา สำหรับหลักสูตรฯ เพื่อเป็นการพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันและอนาคต และนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในยุคที่โลกก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการมาถึงของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก พลวัตของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2026 ได้เปลี่ยนผ่านจากเพียงการใช้งานเครื่องมือไปสู่การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นโครงสร้างหลักของสังคมอย่างสมบูรณ์ พรมแดนใหม่ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาการจัดสรรทรัพยากรขั้นสูง (Optimization) และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศผ่านการเข้ารหัสลับยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC) ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการปกป้องข้อมูลในอนาคตอันใกล้”

ทั้งนี้ รากฐานที่ช่วยให้เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะอย่าง 5G-Advanced และการวางเส้นทางสู่ 6G ที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังในการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ อุปกรณ์ และปัญญาประดิษฐ์ (Intelligent Connectivity) ได้อย่างไร้รอยต่อ ความเร็วและความหน่วงที่ต่ำมากนี้ ช่วยกระตุ้นให้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (Agentic AI) และระบบอัตโนมัติ สามารถดำเนินการและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ในระดับที่ซับซ้อน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเมืองอัจฉริยะในระดับมหาภาค ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน

 ​หลักสูตร DIGITAL JUMPSTART (DJS) รุ่นที่ 4 ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ Digital Big Data & AI, Digital Automation, Digital Connect และ Digital Access โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆเพื่อการพัฒนาองค์กร รับมือการเปลี่ยนแปลง และเสริมความรู้ในด้านการจัดการ (Management) การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมตระหนักถึงโอกาสและศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด รูปแบบการเรียนผสมผสานระหว่างการบรรยาย การศึกษาดูงาน การประชุมปฏิบัติการ และการนำเสนอโครงการ ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 40 ท่าน จากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับองค์กรชั้นนำในประเทศ กว่า 10 หน่วยงานและต่างประเทศโดยเฉพาะการศึกษาดูงาน ณ เมืองเฉิงตู และฉงซิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเรียนรู้จากโมเดลเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ เป็นต้น

​กำหนดการศึกษาระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2569 – 13 กุมภาพันธ์ 2570 สัปดาห์ละ 1-2 วัน (ศุกร์-เสาร์) โดยมีชั่วโมงการศึกษารวมทั้งสิ้น 98 ชั่วโมง รวม 19 วัน โดยมีสถานที่อบรม ณ โรงแรม ควีนแลนด์ กรุงเทพฯ และ หน่วยงานเครือข่ายภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมจำนวนจำกัดไม่เกิน 60 ท่าน เริ่มตั้งแต่บัดนี้จนถึง 15 กันยายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร 083-116-6581 หรือ Email : depa.djsprogram@gmail.com

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ  เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

‘แม็คโคร–โลตัส’ ผนึกกำลังภาครัฐ เดินหน้าบริหารจัดการขยะส่งเสริมทะเลไทยยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

“แม็คโคร–โลตัส” ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ “เทศบาลนครเกาะสมุย” ในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินจาก “แม็คโคร–โลตัส” ทั้ง 20 สาขา บนเกาะสมุย เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปสร้างประโยชน์สูงสุด พร้อมจัดกิจกรรมนำอาสาสมัคร และเยาวชนในพื้นที่ ร่วมเก็บขยะริมชายหาด ส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ผลักดันเกาะสมุยสู่เกาะไร้ขยะ ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ธรรมชาติไทยให้ยั่งยืนต่อไป ซึ่งความร่วมมือระหว่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า และ เทศบาลนครเกาะสมุย ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังสามารถลดขยะอาหารและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่การลดปริมาณขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ ภายในปี 2573

ควบคู่กันนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังดำเนินกิจกรรมการจัดการขยะระดับพื้นที่ชุมชน ผ่านกิจกรรม AXTRA Clean Ocean “ทะเลไทยยั่งยืน” ทำความสะอาดชายหาดทุกเดือนร่วมกับอาสาสมัครและชุมชนในพื้นที่ สร้างทัศนียภาพที่ดีให้ชุมชน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการขยะในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนสำคัญของประเทศและเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้ในอนาคต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีป่าแห่งหนึ่ง สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พวกเขามีอาหาร มีน้ำ และมีที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียงต่อความต้องการ ไม่มีสัตว์ตัวใดที่ต้องอดอยากหรือลำบาก

แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วป่าว่า มีเมืองใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากป่า  มีอาหารมากมาย มีสิ่งของสวยงาม และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย   แล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งมีความใฝ่ฝันอยากจะมีชีวิตที่หรูหราเหมือนกับสัตว์  จึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปเมืองใหญ่ โดยไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อน ๆ และครอบครัว

เมื่อกระต่ายน้อยไปถึงเมืองใหญ่ เขาก็ได้พบกับความจริงที่ไม่คุ้นเคย    ชีวิตในเมืองไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาคิด เต็มไปด้วยการแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบ และความเห็นแก่ตัว กระต่ายน้อยต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งของที่จำเป็น แต่เขาก็ไม่เคยมีความสุขเลย

วันหนึ่ง กระต่ายน้อยได้พบกับเต่าสูงอายุที่อยู่ในเมืองใหญ่มานาน     เต่าชราได้เล่าให้กระต่ายน้อยฟังถึงความสุขที่แท้จริง ว่า ไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งของมากมาย แต่อยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

กระต่ายน้อยได้ฟังดังนั้นก็เริ่มคิดได้ เขาคิดถึงเพื่อน ๆ และครอบครัวที่อยู่ในป่า เขาคิดถึงชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีความสุข เขาจึงกลับไปยังบ้านป่าของเขา

โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อน ๆ และครอบครัว เขาได้เรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

การกระทำของกระต่ายน้อยในนิทานนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  ข้อ  8  การเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วนำไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)   เพราะกระต่ายรับฟังคำสอนของเต่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต การรู้จักพอเพียงจะทำให้เรามีความสุขและไม่เดือดร้อน

ข้อคิด:   ความพอเพียงคือ ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความสุช โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการกับสิ่งที่พึงมีพึงได้   ไม่ให้มากเกินไปและไม่ให้น้อยเกินไป      การประหยัดเป็นส่วนหนึ่งของความพอเพียง   ความพอเพียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพย์มากหรือน้อย  คนมีมากก็ใช้มากได้  แต่คนมีน้อยต้องใช้น้อย  ไม่ใช้เกินตัวจนมีหนี้สิน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

‘สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่สังคมสูงวัย’ พกฉ.คว้ารางวัล ‘ระดับดีเด่น’ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. รับรางวัล “องค์การที่ส่งเสริมการจ้างงานและการมีรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ระดับดีเด่น” เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ พกฉ. ในการเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่สร้างชีวิต” ที่ขับเคลื่อนภารกิจตามศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า รางวัลระดับดีเด่นในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย พกฉ. มุ่งสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้ผู้สูงอายุได้มีบทบาท มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี สามารถนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์มาถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง ผ่านแนวคิด “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่เปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

“พกฉ. ให้ความสำคัญกับการมองผู้สูงอายุในฐานะ “พลังของสังคม” ไม่ใช่เพียงผู้รับการดูแล แต่เป็นคลังภูมิปัญญาที่มีคุณค่า โดยได้นำองค์ความรู้ด้านการเกษตร วิถีชีวิต และการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ อาทิ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสาธิตอาชีพ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งช่วยสร้างรายได้และเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย” ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าว

ทั้งนี้ พกฉ. มุ่งเดินหน้าพัฒนากิจกรรมและโครงการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของประเทศ เพื่อสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่ทุกช่วงวัยสามารถมีส่วนร่วม สร้างคุณค่าสู่สังคมไทย และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ มั่นคง และยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook @wisdomkingmuseum

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพความงดงามตระการตาของ “ดอกรัก” นับหมื่นดอกที่บรรจงร้อยเรียงเป็นลวดลายวิจิตร ยังคงเป็นภาพจำแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 27 – 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา โดยเบื้องหลังความวิจิตรของเวทีแห่งเกียรติยศนี้ คือผลงานการผสานศาสตร์และศิลป์จากพลังของนิสิตจิตอาสาคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ และบุคลากร มมส กว่า 40 ชีวิต ที่ได้ร่วมกันถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมลงบนงานฝีมืออย่างประณีต

อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ควบคุมและออกแบบเวที ได้วางแนวคิดหลักโดยหยิบยกวาทกรรมอัตลักษณ์ “มอน้ำชี ศรีโรจนากร” มาเป็นแกนหลักในการออกแบบ เพื่อสื่อถึงการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งลุ่มแม่น้ำชีผู้สร้างสรรค์ปัญญา พร้อมตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมอีสานด้วยการนำ “อักษรไทยน้อย” มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ สอดรับกับการเลือกใช้โทนสีที่มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ ทั้งสีขาวและสีเหลืองที่สะท้อนถึงความอ่อนน้อมและความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ตัดกับสีเทาที่สื่อถึงแสงแห่งปัญญาและความมั่นคงทางความคิดของบัณฑิต

ความโดดเด่นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเวทีในปีนี้ คือการนำภาพสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 4 ชนิด มาร้อยเป็นลวดลายประดับ เพื่อสะท้อนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ “รุ่นเสือดาว” ที่สื่อถึงความแคล่วคล่องว่องไว “รุ่นจามรี” ที่สะท้อนระเบียบวินัยและความเข้มแข็ง “รุ่นภุมริน” หรือพึ่งพาที่แสดงถึงความสามัคคีเสียสละ และ “รุ่นมฤคมาศ” ที่สื่อถึงความสง่างามและการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

ความสำเร็จของผลงานอันทรงคุณค่านี้ เกิดจากการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านการออกแบบ โดย อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย และนายจิรยุทธ์ สุดสังข์ การดูแลอักษรไทยน้อย โดย ผศ.ดร.ราชันย์ นิลวรรณาภา และการออกแบบลายสัตว์สัญลักษณ์ โดยอาจารย์นพพล นุชิตประสิทธิชัย

ดอกรักทุกดอกที่ถูกร้อยเรียงด้วยความตั้งใจจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับเวทีที่สวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และความยินดีจากใจชาวรั้วเหลือง-เทา ที่มีต่อบัณฑิตทุกคนในวันที่ก้าวออกไปเติบโตและสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่สังคมสืบไป

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าจิจิบุ (Chichibu Shrine) เมืองไซตะมะ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีความมหัศจรรย์จนเกินบรรยาย เพราะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งรถยนต์ชั้นนำของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์อันแสนลึกล้ำ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ย้อนหลังไปได้ยาวนานกว่าพันปี เป็นเมืองที่พูดได้ว่าทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ 

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนต่าง ๆ นานาจากทั่วทุกมุมของโลกต่างพากันไปเยี่ยมเยือนญี่ปุ่นตลอดเวลา บางคนอาจไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านการค้าพาณิชย์ แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่มากมายจนบรรยายได้ไม่หมดไม่สิ้น สมกับคำเล่าลือบอกกล่าวที่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีรากเหง้าของสังคมที่ลึกล้ำมาก จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของโบร่ำโบราณสามารถฝังรากลงลึกแล้วดำรงคงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน และต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่สามารถทำลายล้างรากเหง้าแห่งอารยธรรมลงได้ ซึ่งต่างจากเมืองที่รากเหง้าวัฒนธรรมไม่หยั่งลงลึก ดังนั้น เมื่อมีวัฒนธรรมต่างด้าวเข้ามาแทรกซึมรุกราน ก็ทำให้หลงลืมรากเหง้าของตนเองได้โดยง่าย

วันนี้ Mr. Flower พาคุณไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรที่ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไม่มากนัก โดยหลายคนมักบอกว่านั่งรถไฟออกจากสถานีอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) แล้วไปลงที่สถานี Seibu-Chichibu จากนั้นก็นั่งรถต่อ หรือเดินไปยังศาลเจ้าจิจิบุ โดยดูตามแผนที่ซึ่งมีแจกที่สถานีรถไฟ หรือขอได้จาก tourists center ของเมืองจิจิบุ 

อันที่จริงเมื่อไปถึงจิจิบุแล้ว ต้องไปเที่ยวไปชมอีกหลายสถานที่ และต้องไปกินโซบะแสนอร่อยประจำเมือง ที่เรียกได้ว่าเป็น real soft power ของเมือง และเป็น 0TOP แท้ ๆ ของจิจิบุ แต่วันนี้ขอพูดถึงเฉพาะศาลเจ้าจิจิบุเท่านั้น เพราะมีพื้นที่นำเสนอข้อมูลและเรื่องราวจำกัดมาก แล้วก็ขอย้ำว่าเมืองนี้มีเทศกาลแห่ขบวนเกี้ยวประดับไฟประจำเมืองที่สุดแสนยิ่งใหญ่ คือจิจิบุโยมัตทสึริ จัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม (วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

ศาลเจ้าจิจิบุ มีประวัติความเป็นมาถึง 2,100 ปี ตัวศาลเจ้าปัจจุบันถูกระบุว่าได้รับการบูรณะในปี 1592 โดยการสนับสนุนของโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ จึงนับเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของไซตะมะ ศาลเจ้านี้ได้รับศรัทธาอย่างมากมายมหาศาลจากชาวเมืองและชาวญี่ปุ่น เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้คนจึงพากันไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วง Golden Week ของญี่ปุ่น (ปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของพฤษภาคม) จะมีผู้คนมากมายพากันไปขอพร ขอโชคของลาภไม่ขาดสาย

ตัวอาคารของศาลเจ้าทำด้วยไม้ และมีภาพแกะสลักประดับประดาอย่างสุดแสนวิจิตรอลังการ มีทั้งภาพมนุษย์ สรรพสัตว์ อาทิ มังกร เสือ ลิง นกกระเรียน นกฮูก และบรรดาสัตว์ในเทพนิยายตามความเชื่อของศาสนาชินโต รวมถึงภาพแกะสลักเป็นก้อนเมฆ สายน้ำ และปวงเทพเจ้า เป็นต้น จุดเด่นของภาพแกะสลักคือมีสีสันสดใสสะดุดตาเป็นอย่างมาก ภาพสำคัญคือลิงสามตัวปิดปาก ปิดตา ปิดหู ที่เรียกว่าโอเก็งกิซันซะรุ และภาพเสือสามตัว ตามประวัติระบุว่าช่างแกะสลักไม้รายนี้คือคนเดียวกับช่างแกะสลักลวดลายบนศาลเจ้าโทโชกุ เมืองนิกโก

อันที่จริงเมืองจิจิบุ อยู่ไม่ไกลจากคาวาโกเอะ เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักดี เพราะนิยมไปแต่งชุดกิโมโน และชุดฮากามะ แล้วเดินไปบนถนนในคาวาโกเอะ แต่ทว่าคนไทยบางคนก็ไปแวะเฉพาะที่คาวาโกเอะ โดยไม่ได้ไปเที่ยวเมืองจิจิบุ ซึ่งหากวันหน้าคุณไปคาวาโกเอะ ก็ขอให้ไปแวะเที่ยวชมเมืองจิจิบุด้วย รับรองจะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ พร้อมด้วยของกินอร่อย ดอกไม้สวยในช่วงต้นฤดูร้อน แต่หากไปหน้าหนาวก็รับรองหนาวจับขั้วหัวใจ ได้สัมผัสหิมะอย่างแน่นอน

หากคุณสนใจจะไปสัมผัสเสน่ห์แท้ ๆ ของญี่ปุ่น ก็ขอให้เตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง อันเกิดจากกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จบสิ้นลงไป เราก็น่าจะมีโอกาสไปท่องเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ไปสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ด้วยกัน ขอแค่เพียงให้เรามีสุขภาพแข็งแรงดีมากพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้ และก็มีทุนทรัพย์เพียงพอกับการเดินทาง เพียงแค่นี้เราก็จะได้ไปสัมผัสความงดงามของโลกด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ค่อย ๆ ละเลียดความสุนทรีย์ของแหล่งท่องเที่ยว โดยไม่รีบไม่ร้อน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower