ดึงหน้าที่ไหนดี? เจาะเหตุผลทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่เลือก BLS Surgery Center

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปัญหาหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน ร่องแก้มลึก รวมถึงผิวบริเวณลำคอที่เริ่มหย่อน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวัย แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยียกกระชับหน้าและหัตถการความงามให้เลือกหลากหลาย แต่สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก การผ่าตัด Facelift หรือศัลยกรรมดึงหน้า รวมถึง Necklift หรือดึงคอ ยังคงเป็นทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด

แต่คำถามสำคัญที่ตามมา คือ ดึงหน้าที่ไหนดี?” และ หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง?”

โดยเฉพาะคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังวางแพลนการผ่าตัดดึงหน้า อาจไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องราคา หรือผลลัพธ์หลังทำเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความชำนาญของแพทย์ ความปลอดภัย เทคนิคการผ่าตัด การดูแลหลังผ่าตัด และความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์มากขึ้น

หนึ่งในศูนย์ศัลยกรรมที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก คือ BLS Surgery Center บีแอลเอส เซอร์เจอรี เซ็นเตอร์ ที่วางแนวทางการรักษาโดยเน้นการศัลยกรรมย้อนวัย ภายใต้มาตรฐานการดูแลของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgeon) และมีรางวัลด้านศัลยกรรมยกกระชับย้อนวัย Facelift จากเวทีในประเทศและระดับเอเชียแปซิฟิก

ทำไมคนไข้วัยผู้ใหญ่ เลือก BLS Surgery Center?

สำหรับคนไข้ที่อยู่ในวัย 40 – 60 ปีขึ้นไป การเลือกสถานที่สำหรับผ่าตัดดึงหน้า มักไม่ใช่การมองหาเพียง “หมอที่ทำให้หน้าตึง” แต่ต้องการผลลัพธ์ที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า ย้อนวัยให้ดูสดใสขึ้น แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ “ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น” ซึ่ง BLS Surgery Center ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการดูแลภายใต้มาตรฐานในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ประเมินโดย ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

ใบหน้าของแต่ละคนมีโครงสร้าง กระดูก ไขมัน กล้ามเนื้อ และระดับความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน การเลือกเทคนิคการผ่าตัด จึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกับทุกเคส นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS)  ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางและผู้ก่อตั้ง BLS Surgery Center ร่วมด้วย พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS) ให้ความสำคัญกับการประเมินใบหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละคน ช่วยให้คนไข้ได้รับการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและผลลัพธ์ที่แลดูเป็นธรรมชาติ

  • วัยผู้ใหญ่ต้องการ ดูเด็กลงและสดใสขึ้น

หนึ่งในความกังวลของคนที่ตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้า คือ กังวลว่าใบหน้าจะตึงจนดูผิดธรรมชาติ BLS Surgery Center จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเดิมของใบหน้า ไม่เน้นการดึงผิวเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความหย่อนคล้อยในแต่ละชั้นของเนื้อเยื่อและสัดส่วนโดยรวม เพื่อให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนวัยขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละคน ด้วยเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นการยกกระชับในผิวชั้นลึก ไม่ใช่การผ่าตัดดึงผิวหนังด้านนอกแบบเทคนิคดึงหน้าทั่วไป จึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูอ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ สีหน้าไม่แข็งตึง ตอบโจทย์คนไข้วัยผู้ใหญ่ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า และลดความหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องการให้คนรอบข้างรู้สึกว่าใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

  • ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัย

สำหรับการผ่าตัดใหญ่ ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คนไข้วัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ BLS Surgery Center ทำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง และวิสัญญีแพทย์ดูแลระหว่างการดมยาสลบแบบ 1:1 พร้อมบุคลากรและทีมงานคอยดูแลใกล้ชิด ตั้งแต่การประเมินความพร้อมก่อนผ่าตัด การวางแผน การผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามอาการหลังผ่าตัด เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

  • แผลผ่าตัด” เป็นอีกเรื่องที่คนวัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ

นอกจากผลลัพธ์ของการยกกระชับหน้า ตำแหน่งและลักษณะของแผล ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คนไข้ถามถึงก่อนทำ BLS Surgery Center ให้ความสำคัญกับการซ่อนรอยแผลอย่างแนบเนียน โดยวางตำแหน่งชิดแนวไรผมและกรอบใบหู โดยออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงมีโปรแกรมการดูแลแผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมื่อแผลหายดีและสีแผลจางลงจนเป็นสีเดียวกับสีผิวของคนไข้แล้ว จะไม่สามารถสังเกตเห็นรอยแผลได้อีกเลย เพราะสำหรับคนไข้วัยผู้ใหญ่ การทำ Facelift ไม่ได้จบเพียงวันที่ออกจากห้องผ่าตัด แต่ยังรวมถึงการดูแลและติดตามผลในระยะยาวอีกด้วย

  • ไม่เพียง ใบหน้า” แต่พิจารณาความเป็นธรรมชาติโดยรวม

ในคนไข้บางราย ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณแก้มหรือกรอบหน้า แต่อาจมีความหย่อนคล้อยบริเวณคอ หรือมีปัญหาคิ้วตกร่วมด้วย แพทย์จึงอาจมีการพิจารณาดึงหน้าดึงคอ (Facelift & Necklift)  ร่วมกับเทคนิคอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์ BLS Surgery Center มีความชำนาญด้านการส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Facelift) และส่องกล้องยกคิ้ว (Endo-Brow Lift หรือ Endoscopic Brow Lift) ด้วย Endotine ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก ตาตก ตาเศร้า ตาดุ หน้าผากมีริ้วรอย มีร่องขมวดคิ้ว หรือใบหน้าส่วนบนดูเหนื่อยล้า โดยสามารถวางแผนร่วมกับการดึงหน้าในบางกรณีได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

รางวัลระดับสากล สะท้อนมาตรฐานด้านศัลยกรรมย้อนวัย

อีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ คือ การได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับสากล BLS Surgery Center ได้รับรางวัล Facelifting Clinic of The Year จากเวที GlobalHealth Asia Pacific Awards ณ ประเทศสิงคโปร์ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมดึงหน้า โดยได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Master Entrepreneur Award จาก ASIA PACIFIC ENTERPRISE AWARDS (APEA) ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารองค์กรและการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและจริยธรรม รวมถึงรางวัล The Best of Facelift & Endoscopic Brow Lift จากงาน The Best of Daily Beauty by Dailynews ต่อเนื่อง 2 ปี และ Gold Award Presented by Endotine Genuine Product Guaranteed From USA ในด้านหัตถการส่องกล้องย้อนวัย Endotine

รางวัลเหล่านี้ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้คนไข้ที่กำลังมองหาว่าควร “ดึงหน้าที่ไหนดี” หรือ “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ดึงหน้าที่ไหนดี” อาจไม่มีคำตอบเดียว แต่ควรเริ่มจากมาตรฐานที่ตรวจสอบได้

การตัดสินใจดึงหน้า เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ดังนั้น หากถามว่าดึงหน้าที่ไหนดี สิ่งที่ควรใช้พิจารณาไม่ใช่เพียงชื่อเสียงหรือภาพ Before-After แต่ควรดูตั้งแต่คุณวุฒิและความชำนาญของศัลยแพทย์ การประเมินเฉพาะบุคคล มาตรฐานห้องผ่าตัด การดูแลโดยวิสัญญีแพทย์ เทคนิคการซ่อนแผล การดูแลหลังผ่าตัด รวมถึงผลงานและการได้รับการยอมรับจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ

ด้วยแนวทางดังกล่าว BLS Surgery Center จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากคนไข้วัยผู้ใหญ่ที่กำลังมองหาการยกกระชับใบหน้าและศัลยกรรมย้อนวัย โดยมีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง นำโดย นพ.ศุภกร ตั้งจิรคภัณฑ์ (SUPHAKORN TANGCHIRAKHAPHAN, M.D.) ว.48272 (หมอเอิร์ธ BLS) พร้อมทีมแพทย์ พญ.วิภาพรรณ วัสสนธิ์ (VIPAPHAN WATSON, M.D.) ว.55914 (หมอวิ BLS) และ นพ.เตชิณ วศินสังวร (Techin Wasinsangworn, M.D.) ว.54362 (หมอต้า BLS)

สำหรับผู้ที่กำลังหาคำตอบว่า “หมอดึงหน้าที่ไหนเก่ง” คำตอบที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกแพทย์จากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเลือกทีมแพทย์และสถานพยาบาลที่สามารถประเมินปัญหา วางแผนการรักษา ออกแบบผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และดูแลความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดออกมาดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

BLS Surgery Center

K Line เปิดเส้นทางเดินเรือตรง ‘ระนอง–จิตตะกอง’

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

บริษัท FK Line International Group Co., Ltd. ได้จัดพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้งตัวแทนสายเรือ ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย โดยมีการลงนาม 2 สัญญาหลัก ได้แก่ สัญญาแต่งตั้งตัวแทนประจำท่าเรือ (Port Agent) ระหว่าง FK Line และ Bengal Oceanic Company Limited เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการจองช่วงเวลาเข้าเทียบท่า (Berthing Slot)  ตลอดจนประสานงานกับท่าเรือจิตตะกองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขาย (Sales Agent) กับ Swift Sea Shipping Line Company Limited เพื่อให้เป็นตัวแทนด้านการขาย การตลาด และการให้บริการแก่ลูกค้าในบังกลาเทศ

ทั้งนี้ มีผู้ลงนามในสัญญาประกอบด้วย นายแพทย์ประจักษ์ศิลป์ แพทยานนท์ ประธานบริษัท FK Line International Group, Md. Shakhawat Hossen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Swift Sea Shipping Lines, Mr. Arif Rahman กรรมการผู้จัดการบริษัท Bengal Oceanic และมี  H.E. Mr. Andalib Elias ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย ให้เกียรติร่วมงานและกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้บริหารของทั้งสามบริษัท       

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อใช้บริการ FK Line International Group Co., Ltd. Website: http://www.fkline.co.th E-mail: commercial@fkline.co.th  โทร. +66 63 229 7915, +66 82 804 1771

K Lineจิตตะกองระนอง

คุณแหน: 22 สิงหาคม 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 16:16 น.

II ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีไทย ชุด ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 13.30-15.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชมฟรี แต่ขอให้ลงทะเบียนเข้าชมได้ที่ Facebook ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผยไทย

II ดร.การดี เลียวไพโรจน์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามตรงประเด็นแบบชกหมัดตรงเข้าเป้าในเรื่องความไม่ชอบมาพากลของโครงการ TH-AI Passport จนทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมชกได้ตรงประเด็นแบบเด็ดขาดมาก ตอบได้สั้นๆ ว่าเพราะจบปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐฯ และยังเคยเป็นกรรมการผู้จัดการที่ C ASEAN มาก่อน

II พระราชทานเพลิงศพ นายกองเอก กมล อุชุปาละนันท์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และอดีตประธาน กกต. จังหวัดอุดรธานี เพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2501 รุ่นเดียวกับ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ เวลา 12.30 น. วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 และเมื่อคืนวันพุธที่ 19 สิงหาคม อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน ไปฟังสวดพระอภิธรรมศพของเพื่อนรายนี้ สิ่งที่อดีตนายกฯ ทำให้เพื่อนคือวาดรูปลายเส้นรูปเพื่อนผู้ล่วงลับ

II กองโบราณคดี กรมศิลปากร ขอเชิญเข้านมัสการและชมความงามของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า ตั้งแต่บัดนี้ถึง 20 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่หากจะไปในช่วงที่มีผู้บรรยายนำชม ต้องไปรอบเวลา 13.00 และ 15.00 น. เท่านั้น

II ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้เข้าชมวังบางขุนพรหม ประจำปี 2569 แล้ว โดยรับ 60 คนต่อรอบเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 2 รอบ คือเวลา 10.30 และ 14.30 น. จองคิวได้ที่ https://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing/Register/BangKhunphromPalace

กมลอุชุปาละนันท์กรมศิลปากรกองโบราณคดีการดีเลียวไพโรจน์ชวนหลีกภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วังบางขุนพรหมวัดบวรสถานสุทธาวาสวัดพระแก้ววังหน้าศุภสวัสดิ์ชัชวาลเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม’หวาน- เค็ม- เมา-ควัน’ เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:50 น.

นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม’หวาน- เค็ม- เมา-ควัน’ เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs

 ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน :

กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of

Health: CDoH) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิซ คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี ในเวที Tax Price Matters ภาษีและราคากับการลดการบริโภคสินค้าเสี่ยงสุขภาพ มีการตั้งโจทย์ให้เรื่องการจัดเก็บภาษีของภาครัฐในสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่คาดการณ์กันว่า

จะเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ คณะพัฒนา การเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ กล่าวถึงสถานการณ์การสูบบุหรี่ในไทยว่า นำมาซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เช่น หัวใจ, มะเร็ง, หลอดเลือดสมอง, เบาหวาน สร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจมหาศาลในแต่ละปี

“ข้อมูลด้านสุขภาพ ปี ค.ศ.2021 พบว่า 9.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 17.4%ของประชา กร 15 ปีขึ้นไป คือจำนวนผู้สูบบุหรี่ที่เสี่ยงต่อโรค NCDs ขณะเดียวกันภาษียาสูบที่รัฐเก็บได้ก็สร้างรายได้มหาศาลให้กับภาครัฐเฉพาะในปี ค.ศ.2021 รายรับจากภาษีสรรพสามิตยาสูบ อยู่ที่ 64,200ล้านบาท”

และจากการทำแบบจำลองนโยบาย (Policy Scenarios)ของ รศ.ดร.ศรัณย์ 

ยังพบว่า การขึ้นภาษีตามปริมาณเป็น 35 บาท/ซอง เป็นแนวทางแบบ Win-Win ที่ช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

(238,224 คน) ลดการเสียชีวิตได้ 59,056 คน และเพิ่มรายได้จากภาษีบุหรี่แก่รัฐอีก 25.46%

รศ.ดร.ศรัณย์ กล่าวถึงการขึ้นภาษีบุหรี่ส่งผลให้ผู้สูบเยาวชนลดลงถึง 24.44% และผู้สูบวัยผู้ใหญ่ลดลงเหลือราว 9.5 ล้านคน

ช่วยรักษาชีวิตคนไทยจากโรคที่ป้องกันได้กว่า 59,056 คน

“แม้ปริมาณบุหรี่เถื่อนจะยังคงสูงและไม่ลดลงมากนัก แต่ภาครัฐควรใช้มาตรการปราบปรามเข้มงวดควบคู่กันไปแทนการ ระงับขึ้นภาษี”รศ.ดร.ศรัณย์ ระบุ

1 ใน 25 คนไทยตาย มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์

ศ.ดร.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงความชุกของนักดื่มไทยว่า อยู่ในอัตราที่สูง 35.2% สถิติปีพ.ศ.2569 ที่จะออกมาตัวเลขอาจจะเท่าเดิมหรือลดลงไม่มาก

และหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยอยู่อันดับ 3 รองจากเวียดนามและลาว

“ข้อมูลปัจจุบัน 1 ใน 25 ของคนไทยที่เสียชีวิตมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ หมายความว่า ปีสุขภาวะที่สูญเสียไป 1 ใน 15 ปีสุขภาวะที่สูญเสียไปเชื่อมโยงกับแอลกอฮอล์”

ศ.ดร.พลเทพ ระบุว่า ปัจจุบันไทยใช้เพียงนโยบายภาษี แต่ยังไม่มีนโยบายราคา ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเพิ่มภาษีอาจไม่ช่วยลดการบริโภค หากภาคเอกชนยอมแบกรับต้นทุนโดยไม่ขึ้นราคา

ในขณะที่นโยบายราคาจะส่งผลถึงผู้ซื้อโดยตรง ดังนั้น มาตรการภาษีเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด

ด้าน รศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด สถาบัน วิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเห็นเรื่องของ “ราคา” ว่า คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อขอของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริโภคเครื่องดื่มหวานมากที่สุดเนื่องจากมีกำลังซื้อสูง การกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มหวานจึงจำเป็นต้องนำปัจจัยด้าน

รายได้มาพิจารณาร่วมด้วย

แนะขนมขบเคี้ยว ควรจัดเก็บภาษีความเค็มมากสุด

ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า

ความเค็มเป็นสินค้าตัวเดียวที่ยังไม่มีการเก็บภาษี จึงต้องศึกษาว่านโยบายของภาครัฐ เน้นรายได้ หรือการเก็บภาษีเป็นแค่การส่งสัญญาณให้เห็นว่าสินค้านี้อันตรายในมุมมองภาครัฐ

จากงานศึกษา’เจาะลึกความยืดหยุ่นอุปสงค์ต่อราคาในสินค้าที่มีโซเดียมสูง

ขนมขบเคี้ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส’ พบว่า

1.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเก็บภาษีจะสร้างภาระทางการเงินโดยตรงแก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องบริโภค ข้อดีคือหากราคาขึ้นผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปหาข้าวและแป้ง ซึ่งดีต่อสุขภาพ

2.ขนมขบเคี้ยว เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพเหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บภาษี

และ 3.เครื่องปรุงรส พบว่า การขึ้นภาษีไม่ช่วยลดปริมาณการใช้มากนัก แต่จะดึง

เงินออกจากกระเป้าผู้บริโภคทันที หากเก็บภาษีเครื่องปรุงรส

ดังนั้นจากข้อมูลดังกล่าวขนมขบเคี้ยว จึงน่าสนใจในการจัดเก็บภาษีมากที่สุด

โดยขนมคบเคี้ยวในประเทศ แบ่งเป็น 6 หมวด แต่หมวดที่เห็นชัดเจนพบว่า ‘ยิ่งถูก ยิ่งเต็ม’ แปลว่า ขนมที่ราคา 5 บาท

10 บาท 15 บาท ผู้บริโภคกินโซเดียมเต็มๆ และสินค้ากลุ่มนี้คนที่ซื้อ ก็คือ ‘เด็ก’ นั่นเอง

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ปภัศร ได้เสนอนโยบาย “ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า”(Progressive Sodium Tax) โดยกำหนดเพดานปริมาณโซเดียมขั้นต่ำ (Threshold)เพื่อไม่ให้กระทบสินค้าทั่วไป ร่วมกับการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า(Progressive Rate) ที่เพิ่มขึ้นตามความเค็มเพื่อกดดันให้ผู้ผลิตลดโซเดียม พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับสูตร

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าราคาต่ำ

ภาษียาสูบ รายได้ลดลง

ด้านนายณัฐพล สุภาดุลย์ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายด้านภาษีและราคาของไทยว่า ภาษีสรรพสามิตสุรามีการจัดรายได้ที่มีเสถียรภาพ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,0000 ล้านบาทต่อปื ขณะที่ภาษีสรรพสามิตยาสูบ ผลการจัดเก็บภาษีรายได้มีแนวโน้มลดลงจาก 68,548 ล้านในปี พ.ศ.2561 เหลือเพียง

47,489 ล้านในปี พ.ศ.2568 รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายณัฐพล แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากนโยบายภาษีบุหรี่ โดยชี้ว่าแม้มองในมิติสุขภาพจะดูดี แต่จำนวนผู้สูบกลับไม่ไม่ได้ลดลงจริง สะท้อนว่าผู้บริโภคอาจหันไปพึ่งพาสินค้านอกระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด

หลายประเทศมีภาษี Health Taxes

ดร.สุชีรา บรรลือสินธุ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ (Health Taxes)เป็นหนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพ มีวิจัยมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ การเพิ่มภาษีจะส่งผลเรื่องราคาลดการเข้าถึง ลดการเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ในภาพใหญ่ระดับประเทศ ก็จะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลและยังเป็นอีกแรงกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลหรือดีกรีของแอลกอฮอล์อล์ลง นอกจากนี้ถ้ามีการออกแบบภาษีที่เหมาะสมก็จะ

เพิ่มรายได้ภาครัฐไปด้วย ก็นับเป็นนโยบายที่ Win – Win

พร้อมกับยกตัวอย่าง ประเทศฝรั่งเศส

ใช้การเพิ่มอัตราภาษีเพิ่มราคาบุหรี่ ส่งผลให้อัตราการสูบบหรี่ และอัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดของเพศชายลดลง

และสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นกอบเป็นกำ, ประเทศฟิลิปปินส์ การเก็บภาษีเพื่อสุขภาพ ทำให้งบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าในช่วงปี ค.ศ.2020 -2024 เช่นเดียวกับประเทศลิทัวเนีย การเพิ่มอัตราภาษีอย่างมีนัยสำคัญในปี ค.ศ.2017

ส่งผลให้อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรลดลง

ทั้งนี้ ในงานประชุมวิชาการสุขภาพครั้งที่ 24 ยังมีการเสวนาหัวข้อ Health Tax and Commercial Determinants of Health โดย ดร.โอลิเวีย นีเวรัส (Dr.Olivia Nieveras) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส องค์การอนามัยโลก (WHO)

ประจำประเทศไทย ระบุถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ เช่นกันว่า ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะลดการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และลดการเข้าถึงสินค้าเหล่านั้น ซึ่งนอกจากส่งผลดีต่อสุขภาพประชาชนแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้ภาครัฐและนำไปพัฒนาด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย

“เป็นที่มา ของโครงการรณรงค์ระดับโลกที่ชื่อว่า ‘3 by 35’ขององค์การอนามัยโลก เพื่อที่จะเรียกร้องให้ประเทศต่างๆเพิ่มราคาขายปลีกสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 3 ชนิด (บุหรี่, สุรา,เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล) ให้ขึ้นไปอย่างน้อย 50% ภายในปี ค.ศ.2035 โดยใช้กลไกทางภาษี ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มอัตราภาษีหรือว่าเป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บต่างๆตามบริบทของประเทศนั้นๆ”

สุดท้าย ดร.เอดูอาร์โด บันซอน (Dr.Eduardo Banzon) ผู้อำนวยการทีมปฏิบัติการด้านสุขภาพ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ มองว่า ภาษีสุขภาพจะช่วยประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขและการเงิ

นการคลังไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างในประเทศฟิลิปปินส์มีการจัดสรรรายได้ที่เกิดจากการเก็บภาษีเพื่อสุขภาพไปใช้สนับสนุนโครงการด้านสุขภาพและโครงการระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของฟิลิปปินส์ และยังช่วยสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ

การสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ ลดลงจาก 29.7% ในปี ค.ศ.ศ.ศ.2009 เหลือ 23.8%

ในปี ค.ศ.2015 และลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 19.5% ภายในปี ค.ศ.2021 ขณะที่เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล (SSSB) พบว่ายอดขายในร้านค้าแบบดั้งเดิม (sani-san stores) ลดลง 8.7%เมื่อเทียบกับปีก่อน

ดร.เอดูอาร์โด เน้นย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า ภาษีสุขภาพจะเกิดประโยชน์สูงที่สุดถ้าได้รับการออกแบบในเชิงโครงสร้างอัตราภาษี และการจัดเก็บที่เหมาะสม ดังนั้น จึงเป็นทิศทางให้กับแต่ละประเทศสามารถนำไปพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ได้

NCDsศจย.

“พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ร่วมกับ กทม. รวมพลคนรักหมาในงาน “Punthai Mission PAWSIBLE”

20 สิงหาคม 2569 เวลา 16:51 น.

ครั้งแรกกับกิจกรรมการกุศล รวมพลคนรักหมาครั้งใหญ่ที่ พันธุ์ไทย x หมาจ๋า ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ในงาน “Punthai Mission PAWSIBLE” จัดเต็มทั้งเที่ยว เล่น ช้อป กิน ให้ทุกคนได้สนุกพร้อมอิ่มบุญไปกับกิจกรรมตลอดทั้งวัน พร้อมนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและยกระดับสวัสดิภาพของสุนัขและแมวจรจัดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เมืองที่น่าอยู่ของคนและสัตว์เลี้ยงงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน โดยมี แพทย์หญิงดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และคุณณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ กรรมการผู้จัดการบริษัท Dog Please จำกัด เจ้าของเพจหมาจ๋า มาร่วมงานด้วย

พลาดไม่ได้! 8 โซนไฮไลต์ เติมความสุขให้ PAWSIBLE ในทุก MISSION ได้แก่ PLAY & CREATE – เปลี่ยนทุกโมเมนต์ให้เป็นความทรงจำ สนุกกับ Workshop วาดภาพน้องหมา ดูดวงน้องหมา และ Paw VDO Call กิจกรรมส่งความในใจถึงเพื่อนสี่ขา SHOP & TREAT – ช้อปเพลิน ถูกใจทั้งคนและน้องหมา เลือกช้อปของกิน ของใช้ และแกดเจ็ตน่ารัก น่าสะสม พร้อมอิ่มอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย และรับฟรี! คุกกี้น้องหมา 1 ชิ้น เมื่อซื้อเครื่องดื่มพันธุ์ไทย 2 แก้วพิเศษ! เป็นเจ้าของก่อนใครกับแก้วคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” Limited Edition ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน

CARE FOR YOUR PAW – ดูแลเจ้าตูบอย่างรับผิดชอบ เติมความใส่ใจให้เพื่อนสี่ขาด้วยบริการฝังไมโครชิป จดทะเบียนสุนัข และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรี โดยศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สังกัดสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร PAWS FOR HOPE – เปิดพื้นที่แห่งโอกาสและความหวัง สำหรับใครที่อยากเปิดบ้านต้อนรับสมาชิกใหม่ ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) สำนักอนามัย กทม. ได้มาออกบูธเปิดบ้านพักพิงฯ ให้ผู้สนใจสามารถรับสุนัขและแมวจรจัดไปอุปการะได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมบริจาคสิ่งของให้แก่องค์กรช่วยเหลือสัตว์ ทั้ง มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ มูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) และอื่นๆ อีกมากมาย

LUCKY PAW –สะสมตราประทับใน Paw Passport ให้ครบตามที่กำหนด แล้วนำไปลุ้นสนุกกับกิจกรรมสอยดาวและของรางวัลสุดพิเศษ DOG ACTIVITIES – พื้นที่ปล่อยพลังของเพื่อนสี่ขา ชวนเจ้าตูบมาแอคทีฟกับ Dog Agility ทั้งสนุก ทั้งได้

ออกกำลังกาย และช่วยกระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้น PAW GALLERY –ชมนิทรรศการภาพน้องหมาจรในสไตล์ Street Art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและหลากหลายมุมมองของเพื่อนสี่ขา ผ่านภาพถ่ายแสนอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย และ PAW TALK – ฟังเรื่องราวจากคนที่มองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต เปิดมุมมองผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวจาก 365 Days Street Photographer พร้อมชวนทุกคนมาทำความเข้าใจน้องหมาและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างใส่ใจ

แฟนคลับห้ามพลาด! เตรียมพบกับ “คุณนัด” เจ้าของเพจหมาจ๋า ที่จะมาร่วมพูดคุยและถ่ายภาพกับทุกคนอย่างใกล้ชิด ก่อนพักจากภารกิจมานั่งฟังดนตรีอะคูสติกสุดชิลจากชมรมนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 เตรียมสายจูงให้พร้อม! แล้วพาแก๊งสี่ขามาด้วยกัน พร้อมช่วยกันเปลี่ยนทุกการมีส่วนร่วมให้เป็นพลังดี ๆ และทำให้ Mission นี้  PAWSIBLE ไปด้วยกัน วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 | 10.00 – 19.00 น. ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เพิ่มเติมคลิก  https://www.facebook.com/punthaicoffee

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาตินัดรวมพลคนหมู่โลหิตพิเศษ (Rh Negative) แห่งปี

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:26 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh negative) พร้อมครอบครัว ร่วมงาน    “รวมพล (ครอบครัว) โลหิตหมู่พิเศษ Rh Negative ประจำปี 2569” ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมมหิศร บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่  เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มสมาชิก พร้อมปลูกฝังแนวคิดการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ เปิดลงทะเบียนออนไลน์ ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ วันนี้ –  25 สิงหาคม 2569  คลิก https://nsbt.redcross.or.th หรือ ผ่านทาง Facebook  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โดยทั่วไปหมู่โลหิตที่สำคัญ แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ ระบบ ABO และ ระบบ Rh ซึ่งแบ่งเป็น Rh positive (Rh+)  และ Rh negative (Rh-) ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 99.7 มีหมู่โลหิต Rh+ ขณะที่ หมู่โลหิต Rh- มีเพียงร้อยละ 0.3 หรือ 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น แต่จะพบมากในประชากรทางยุโรป ร้อยละ 15  จึงเรียกว่า “หมู่โลหิตพิเศษ” 

จากสถิติการบริจาคโลหิต ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ พบว่าในปี 2568 มีประชากรบริจาคโลหิตเพียง 1,652,363 คน จาก 66 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.50 ของประชากร แบ่งเป็นผู้บริจาคโลหิตหมู่โลหิต Rh        positive จำนวน 1,645,766 คน และผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ Rh negative จำนวน 6,597 คน  จำแนกตามหมู่โลหิต ได้แก่ A Rh- 1,462 คน B Rh- 1,963 คน O Rh- 2,699 คน AB Rh- 473 คน

ในกรณีผู้ป่วยที่มีโลหิตหมู่พิเศษ มีความจำเป็นที่ต้องรับโลหิตในการรักษา จะต้องได้รับโลหิตหมู่พิเศษด้วยกันเท่านั้น  แต่เนื่องจาก ผู้ที่มีโลหิตหมู่พิเศษ มีจำนวนน้อยมากในประเทศไทย จึงมักประสบปัญหาในการจัดหาโลหิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ       

 ในปี 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงได้จัดงาน “รวมพล (ครอบครัว) โลหิตหมู่พิเศษ Rh Negative  ประจำปี 2569 ตอน “Rh Negative Give Blood Now” ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ หอประชุมมหิศร บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (รัชโยธิน) เพื่อให้ผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ ได้มีโอกาสรวมตัว พบปะ ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์  ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มสมาชิก เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของโลหิตหมู่พิเศษ ปลูกฝังแนวความคิดให้มาบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน ซึ่งจะทำให้มีโลหิตสำรองเพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย  จึงขอเชิญชวนผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ Rh- และ Rh+(Del) ลงทะเบียนออนไลน์เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันนี้ –  25 สิงหาคม 2569  คลิก https://nsbt.redcross.or.th หรือ ผ่านทาง Facebook  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   

ภายในงานพบกับ  พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh-) ที่มีการบริจาคโลหิตและส่วนประกอบโลหิต มากที่สุด (ระหว่างปี 2564 – 31 พฤษภาคม 2569) สาระน่ารู้ “นอนถูกวิธี สุขภาพดี บริจาคโลหิตอย่างยั่งยืน” โดย นายแพทย์จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และหัวหน้าแผนกเวชศาสตร์โรคจากการหลับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค สาระน่ารู้ “ออกกำลังกายและกายภาพบำบัด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน” โดย พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพระรามเก้า กิจกรรม ลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมาย

และรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น.  ผู้สนใจร่วมงานสอบถามรายละเอียดได้ที่  โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1770, 1771

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

กรมการค้าต่างประเทศ จัด Agri Plus Expo 2026 ในงาน FHT2026

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:23 น.

ทิศทางตลาดอาหารโลก ให้น้ำหนักกับนวัตกรรมและคุณค่าของสินค้ามากขึ้น  กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน Agri Plus Expo 2026 ในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ตั้งเป้าผลักดันผู้ประกอบการไทยก้าวข้ามการเป็นผู้ขายวัตถุดิบทางการเกษตร สู่การสร้างนวัตกรรมสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และ อาหารแห่งอนาคต พร้อมเปิดตลาดสู่กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร

วัลล์ธิดา รามสูต ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ

นางสาววัลล์ธิดา รามสูต ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า งาน Agri Plus Expo 2026 ไม่ได้เป็นแค่งานแสดงสินค้าและการประกวดนวัตกรรมสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับแนวคิดจากการจำหน่ายวัตถุดิบสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและนวัตกรรมของสินค้ามากขึ้น ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบทางการเกษตรคุณภาพสูง หากต่อยอดด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี และการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็จะเปลี่ยน “ผลผลิตทางการเกษตร” ให้เป็น “สินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง” ได้ กรมการค้าต่างประเทศ จึงหวังให้งานฯ เป็นกลไกผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ให้เกิดการพัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ สร้างโอกาสและการเติบโตทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง

ส่วนการจัดงานร่วมกับงาน FHT2026 นั้น เนื่องจากเป็นเวทีที่เชื่อมโยงสินค้าเกษตรนวัตกรรมของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ (HoReCa) ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้ซื้อ ผู้ใช้และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกได้โดยตรง ซึ่งทิศทางอุตสาหกรรมอาหารโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ ผลิตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์วิถีชีวิต เทรนด์ Health & Wellness และ Future Food ไม่ใช่กระแสชั่วคราวแต่เป็นทิศทางใหม่ ผู้ประกอบการต้องก้าวให้ทันและต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งอาหารฟังก์ชัน อาหารทางเลือกใหม่ โปรตีนแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งความสำเร็จไม่ได้วัดแค่การได้รับรางวัลหรือการจัดแสดงในงาน แต่คือการที่สินค้าของไทยได้เข้าไปอยู่ในเมนูของโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการชั้นนำทั่วโลก งาน FHT 2026 จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมในการเปลี่ยนนวัตกรรมอาหารไทยให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

นางสาววัลล์ธิดา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงยุทธศาสตร์ การจัดงาน Agri Plus Expo ร่วมกับ FHT2026 ว่า เป็นไปตามเป้าหมายการส่งเสริมการค้าไทยจาก “การจัดงานแยกส่วน” สู่การสร้าง “Trade Ecosystem เดียวกัน” ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจร ด้วยเหตุผล 4 ประการ ได้แก่เชื่อมต้นน้ำและปลายน้ำ โดย Agri Plus Expo เป็นเวทีของสินค้าเกษตรนวัตกรรม ขณะที่ FHT เป็นเวทีของอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร และบริการ ทำให้ผู้ประกอบการเห็นเส้นทางตั้งแต่วัตถุดิบ นวัตกรรม ไปจนถึงการใช้งานจริง

เปลี่ยน “งานแสดงสินค้า” ไปสู่ “ระบบนิเวศทางการค้า” ที่ผู้ผลิต ผู้พัฒนา ผู้ซื้อ และผู้ใช้จริงพบกันได้ในพื้นที่เดียว ช่วยลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับตลาดเพิ่มโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร (End-to-End Connection) โดยผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมสามารถเชื่อมตรงเข้าสู่อุตสาหกรรม HoReCa ได้ทันที ด้วยการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า และโอกาสในการเกิดคำสั่งซื้อจริง

ยกระดับประเทศไทยจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตร สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและอุตสาหกรรมบริการของภูมิภาค

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน Agri Plus Expo 2026 อาทิ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Agri Plus Award ที่สะท้อนศักยภาพการนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาต่อยอดด้วยนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Health & Wellness และ Future Food เช่น อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

กิจกรรม Business Matching เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เจรจาการค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้ประกอบธุรกิจ HoReCa ทั้งในและต่างประเทศ การสาธิตการทำอาหารด้วยวัตถุดิบของผู้ประกอบการที่ร่วมออกบูธ มารังสรรค์เป็นเมนูเทรนด์ Health & Wellness และ Future Food คู่ไปกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยเจ้าของแบรนด์ เพื่อให้ผู้ซื้อสัมผัสศักยภาพสินค้าผ่านการใช้งานจริง

การผนึกกำลังระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ไม่ใช่เพียงการจัดงานแสดงสินค้าร่วมกัน แต่สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการวางโครงสร้างใหม่ให้ภาคเกษตรไทย ในการเป็นผู้ส่งมอบนวัตกรรมอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่ธุรกิจ HoReCa ระดับโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับทราบถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ความพร้อมในการเป็นแหล่งผลิตอาหารนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืนอีกด้วย

งาน Food & Hospitality Thailand 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจัดขึ้นพร้อมกัน 3 งาน ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand งานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์และโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ HOTELEX Thailand งานที่นำเสนอโซลูชันภาคธุรกิจโรงแรมและการจัดเลี้ยง และ Agri Plus Expo ที่เชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อ ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.fhtevent.com  Facebook : Food & Hospitality Thailand

กรมการค้าต่างประเทศ

เฟ้นหา ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2569’ เวทีประกวดอันทรงเกียรติยาวนานที่สุดของเมืองไทย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:16 น.

Screenshot

นับเป็นอีกหนึ่งเวทีที่สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการนางงามของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และถูกสืบสานอย่างงดงามสมบูรณ์แบบภายใต้การดูแลของ สมใจนึก เองตระกูล ประธานที่ปรึกษา และ สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหาร กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ซึ่งในปีนี้ยังคงเดินหน้าจัดการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2569” เพื่อเฟ้นหาสาวงามระดับแนวหน้าเข้าร่วมประชันความงามบนเวที โดยพร้อมเปิดรับสมัครผู้เข้าประกวดอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 3 กันยายน 2569

สินีนารถ เองตระกูล เผยว่า “ในโอกาสฉลองครบ 76 ปี “นางสาวถิ่นไทยงาม” ซึ่งเป็นเวทีที่จัดประกวดมายาวนานที่สุดในประเทศ ซึ่งตนและครอบครัวได้มีโอกาสเข้ามาดำเนินการจัดงานเป็นปีที่ 11 แล้วนั้น ตนยังคงเดินหน้าสืบสานตำนานอันยิ่งใหญ่เพื่อให้เวทีนี้ยังคงเป็นเวทีอันทรงเกียรติที่รักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมความเป็นไทยไว้อย่างสวยงาม โดยรูปแบบในปีนี้จะย้อนวันวานกลับไปรำลึกถึงการประกวดในช่วงเริ่มต้น ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ล้านนา” ซึ่งผู้ครองมงกุฎนางสาวถิ่นไทยงาม นอกจากจะได้รับเงินรางวัล 500,000 บาท และมงกุฎเพชรแล้ว เรายังมีรางวัลรองชนะเลิศ และตำแหน่งพิเศษ รวมมูลค่ารางวัลกว่า 2 ล้านบาทอีกด้วย“

ธัญญาเรศ เองตระกูล ซึ่งรับหน้าที่เฟ้นหาสาวงามและร่วมเป็นกรรมการตัดสินมาทุกปี กล่าวปิดท้ายว่า “รับรองว่าปีนี้ในส่วนการคัดสรรผู้เข้าประกวดจะต้องเข้มข้นที่สุด และแค่เพียงผ่านเข้ารอบเป็นผู้ประกวด 30 คนสุดท้าย น้องๆ ก็จะได้รับเงินรางวัลแล้วทุกคน ที่สำคัญคือ ได้โอกาสในการร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสัมผัสประสบการณ์ที่ล้ำค่าร่วมกับผู้สนับสนุนหลัก อาทิ ทิพยประกันภัย, ไทยเบฟ (ThaiBev), พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับประเทศอีกด้วย จึงอยากชวนน้องๆ ว่ามาสมัครและมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวถิ่นไทยงามด้วยกัน รับรองว่าเวทีนี้จะพาคุณก้าวไปสู่เวทีแห่งชีวิตจริงที่ยิ่งใหญ่และสวยงามกว่าเดิมอย่างแน่นอน“

ทั้งนี้ สาวๆ ที่อายุระหว่าง 17-28 ปี สามารถสมัครเข้าร่วมประกวดเวที “นางสาวถิ่นไทยงาม 2569“ โดยสมัครทางออนไลน์ได้ที่ แฟนเพจ : นางสาวถิ่นไทยงาม ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 กันยายน 2569 มาร่วมลุ้นและเชียร์เหล่าสาวงามผู้เข้าประกวดได้ ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเอส พาร์ค โฮเต็ล (ESC Park Hotel) รังสิต

นางสาวถิ่นไทยงาม2569

คุณแหน : 20 สิงหาคม 2569

20 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

– สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก  วันพฤหัสบดี 20 ส.ค.17.30 น. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส..

– รศ.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย รศ.ดร.นพ.พิชิต สุวรรณประกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แพน ราชเทวี กรุ๊ป -ราชเทวีคลินิก ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU)เปิดหลักสูตร Non-Degree “วิทยาศาสตร์ความงามที่แท้จริงเชิงบูรณาการ” คณะการแพทย์บูรณาการ วันศุกร์ 21 ส.ค.09.00 น. Hall 9-11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี..

-ขอแสดงความเสียใจกับ พศ อดิเรกสาร ที่สูญเสียภริยา วรรณวิมล อดิเรกสาร ท่ามกลางความอาลัยรักของญาติมิตร พิธีสวดพระอภิธรรม 19-25 ส.ค.18.30 น. ศาลา 4 (สิทธิสยามการ) วัดธาตุทอง และฌาปนกิจ 26 ส.ค.14.00 น. เมรุหน้า..

-เพื่อนๆ นสพ.แนวหน้า ขอร่วมแสดงความเสียใจกับ รังศิยา หวังโภคา ผจก.ฝ่ายบุคคลและธุรการ ที่สูญเสีย คุณแม่ศิรินทร์ หวังโภคา พิธีสวดพระอภิธรรมจัดที่ วัดบำเพ็ญเหนือ ศาลา 3 (ตลาดขวัญเรียม) มีนบุรี 18-21 ส.ค.18.30 น. และฌาปนกิจวันเสาร์ 22 ส.ค.15.00 น..

-ยามทุกข์ยามสุขจะผ่านไปเร็วแค่ไหน ดร.อดิทธิ์ เชี่ยวสกุล  น้อมนำบุญจากการปล่อยปลาหน้าเขียงเป็นประจำอุทิศแด่ คุณพ่อคุณแม่ ศ.ดร.ประดิษฐ์-อุบลศรี เชี่ยวสกุล อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้เข้มแข็งเมื่อต้องบอกตัวเอง ..

-สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ใกล้จะถึง “คุณแหน” ถูกใจใช่เลยกับขนมไหว้พระจันทร์ที่ได้ลิ้มรสยี่ห้อแรกปีนี้  เป็นสูตรเฉพาะของบ้านปาร์คนายเลิศ ควบคุมความอร่อยโดย ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ด้วยแป้งบางนุ่ม ไส้แน่น 8 รสชาติ ได้แก่ ทุเรียนหมอนทอง, ทุเรียนหมอนทองและไข่แดง, เม็ดบัว, เม็ดบัวและไข่แดง,ถั่วแดง,ถั่วแดงและไข่แดง กล่องละ 6 ชิ้นราคา 790 บาท สั่งได้ตั้งแต่ 10 ส.ค.-26 ก.ย.สอบถาม 095-4251424..

-ดีใจที่เห็นข่าว วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคล เปิดให้เข้าชมพระอุโบสถเป็นกรณีพิเศษ 12 ส.ค.-20 ก.ย.2569 เวลา 09.00-16.00 น..อย่าลืมปักหมุดไปชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์กัน เวลาไม่คอยใคร..

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก ร่วมกับ มูลนิธิรีไลแอนซ์ โดย นิตา แอมบานี สมาชิกคณะกก.โอลิมปิกสากล เป็นประธาน พาเด็กและเยาวชนเข้าชมการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลก 2026 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์การเรียนรู้จากนักกีฬาระดับโลก ..

คุณแหน

คุณหญิงปัทมาลีสวัสดิ์ตระกูลณพาภรณ์โพธิรัตนังกูรประดิษฐ์เชี่ยวสกุลพศอดิเรกสารรังศิยาหวังโภคาวรรณวิมลอดิเรกสารศิรินทร์หวังโภคา สมหมายผิวสอาดสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีอดิทธิ์เชี่ยวสกุลอุบลศรีเชี่ยวสกุล

  GO Hotel เชียงราย จุดหมายใหม่เหนือสุดในสยาม  ชูคอนเซปต์ ‘GO For A Ride เชียงรายไปด้วยกัน’

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

GO Hotel (โก โฮเทล) แบรนด์โรงแรมระดับคุณภาพในเครือบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดตัว GO Hotel Chiangrai (โก โฮเทล เชียงราย) อย่างเป็นทางการ ปักหมุด “เหนือสุดในสยาม” พร้อมชูคอนเซปต์สุดเก๋ ‘GO For A Ride เชียงรายไปด้วยกัน’ ถ่ายทอดเอกลักษณ์ท้องถิ่นผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย โดยมีไฮไลต์สำคัญคือกรอบหน้าต่าง ‘ลายประจำยาม’ ซึ่งเป็นลายไทยโบราณที่นำมาประยุกต์ให้เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมรังสรรค์พื้นที่พักผ่อนที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายขั้นสุด ด้วยห้องพักดีไซน์โปร่งโล่งหลากหลายรูปแบบ เครื่องนอนคุณภาพสูงเพื่อการหลับสบาย และพื้นที่ส่วนกลางที่ครบครัน รองรับทุกแพสชันการเดินทางทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ตลอดจนผู้เดินทางทุกกลุ่ม รวมถึง Pet-Friendly ที่พร้อมต้อนรับสัตว์เลี้ยงแสนรักให้เข้าพักร่วมกันได้อย่างอบอุ่น GO Hotel เชียงราย ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพซึ่งเป็นทั้งจุดแวะพักและจุดเริ่มต้นการเดินทางใจกลางเมืองเชียงราย อยู่ติดศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เพียง 1 นาที และเชื่อมต่อทุกการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ศูนย์กลางคมนาคมอย่างสถานีขนส่งเชียงราย (10 นาที) และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (25 นาที) อีกทั้งยังรายล้อมด้วยสถานที่ราชการ โรงพยาบาลชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลเชียงรายราม และโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมล้านนาชื่อดัง เช่น หอนาฬิกาเชียงราย, สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ, ถนนคนเดินเชียงราย, วัดร่องขุ่น และไร่บุญรอด ทำให้ GO Hotel เชียงราย เป็นปักหมุดแห่งใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางท่องเที่ยวและการพักผ่อนได้อย่างลงตัว  บรรยากาศในพิธีเปิดตัวโรงแรมอย่างเป็นทางการเป็นไปอย่างอบอุ่นและมีสไตล์ ชูแนวคิด ‘GO For A Ride เชียงรายไปด้วยกัน’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความชื่นชอบส่วนตัวของ ภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงาน Hotel Business ผสานกับเสน่ห์ของจังหวัดเชียงรายที่มีคอมมูนิตี้คนรักมอเตอร์ไซค์อย่างเหนียวแน่น โดยภายในงานได้เชิญเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และสื่อมวลชนเยี่ยมเข้าเยี่ยมชมโรงแรมก่อนใคร พร้อมรับประทานอาหารมื้อพิเศษ ภายในงานได้รับเกียรติจากคุณอธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ Head of Hotel Operation และ คุณสุทธิกิตติ์ จิราธิวัฒน์ Hotel Business Development ร่วมถ่ายภาพคู่กับรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดภายในงาน นอกจากนี้ GO Hotel เชียงราย เตรียมปล่อยคลิปวิดีโอและภาพโปรโมตชุดพิเศษ ผ่านเลนส์กล้องของสิทธิอาจ อมศิริ ที่ร่วมกับก๊วนไบเกอร์เชียงรายอีกกว่า 80 คัน เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์การเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย โดยสามารถติดตามชมคลิปวิดีโอดังกล่าวได้ในเร็วๆ นี้  จตุพร วิไลแก้ว Head of GO Hotel กล่าวถึงการเปิดตัวโรงแรมในครั้งนี้ว่า ว่า “GO Hotel เชียงราย เป็นโรงแรมลำดับที่ 8 ของ GO Hotel ที่มีคอนเซปต์ “GO For A Ride เชียงรายไปด้วยกัน” จากที่ตั้งซึ่งอยู่ในจังหวัดที่เรียกได้ว่า ‘เหนือสุดในสยาม’ ซึ่งนักท่องเที่ยวในเชียงรายนิยมพักค้างในตัวเมือง 1-2 คืนก่อนเดินทางขึ้นดอย ประกอบกับเมืองเชียงรายมีคอมมูนิตี้คนรักการขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่แข็งแกร่ง GO Hotel เชียงราย จึงไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์การพักผ่อนแสนสบายบนทำเลใจกลางเมืองเท่านั้น แต่เราตั้งใจให้โรงแรมแห่งนี้เป็นจุดแวะพักและจุดเริ่มต้นของทุกการเดินทาง เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเชียงรายอย่างแท้จริง นอกจากนี้แคมเปญ ‘GO Local, Eat Local’ ที่เราตั้งใจให้นักเดินทางทุกท่านได้สัมผัสวัฒนธรรมและอาหารท้องถิ่นอย่างแท้จริง ยังมีความพิเศษกว่าเดิม โดยได้ผนึกกำลังจากกลุ่มไบเกอร์เชียงราย มาร่วมปักหมุดและแนะนำร้านอาหารอร่อยระดับตำนานและร้านยอดนิยมที่คนท้องถิ่นการันตี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสรสชาติต้นตำรับในแบบที่คนท้องถิ่นคุ้นเคย” เพียงแสดงคีย์การ์ดของ GO Hotel เชียงราย รับสิทธิพิเศษจากร้านชื่อดังที่ไบเกอร์เชียงรายแนะนำ ได้แก่ 

  • ร้านข้าวต้มบัว ร้านข้าวต้มกุ๊ยยอดนิยมย่านสนามบินเก่า ขวัญใจคนท้องถิ่นด้วยเมนูไทยรสจัด จ้านราคาสบายกระเป๋า รับฟรี ข้าวต้ม 1 ถ้วย
  • Maison De Chiangrai ร้านอาหารไทยสไตล์ Chef’s Table และ Fine Dining ระดับ 5 ดาว โดดเด่นด้วยเมนูไทยและอาหารเหนือต้นตำรับจากวัตถุดิบท้องถิ่น (แนะนำให้จองล่วงหน้า) รับฟรี อาหารประจำฤดูกาล 1 จาน
  • ร้านกาแฟรถเหลือง ร้านกาแฟโบราณชื่อดังคู่เมืองเชียงราย บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา เสิร์ฟความอร่อยยามเช้าจากรถสองแถวสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ รับฟรี ปาท่องโก๋ 1 ชุด
  • บะหมี่เชียงราย ฮุ่ยเม้ง หอนาฬิกา ร้านบะหมี่ทำเองเส้นเหนียวนุ่มตำรับเก่าแก่คู่เมือง รับฟรี เกี๊ยวและขนมจีบ อย่างละ 2 ชิ้น
  • ครัวเฟยเทียน ดอยช้าง ร้านอาหารจีนยูนนานระดับแลนด์มาร์กบนดอยช้าง เสิร์ฟขาหมูหมั่นโถวและเคาหยกท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา รับฟรี ชาอัสสัม 1 กา
  • ร้านน้ำเงี้ยวป้านวล อาหารญวนพังงา ต้นตำรับน้ำเงี้ยวสูตรเข้มข้นที่ส่งต่อมากว่า 150 ปี พร้อมเมนูอาหารเวียดนามสดใหม่ ปราศจากผงชูรส รับอัปไซซ์น้ำเงี้ยว จากขนาดปกติเป็นขนาดใหญ่ทันที
  • Rad Bar บาร์สุดชิลใจกลางเมือง จุดนัดพบยอดนิยมของสายไบค์เกอร์หลังจบการเดินทาง รับ ส่วนลดพิเศษ 10%
  • ร้านลาบสนามกีฬา ร้านอาหารเหนือรสเด็ดต้นตำรับล้านนาที่ครองใจคนท้องถิ่นมายาวนาน โดดเด่นด้วยเมนูต้นตำรับล้านนา เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสรสชาติอาหารเมืองแท้ ๆ เมื่อมาเยือนเชียงราย รับเป๊ปซี่ขวดเล็ก 1 ขวด

 พร้อมสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำ เมื่อจองห้องพัก GO HOTEL เชียงราย  – ลูกค้าบัตรเครดิต KBANK รับเครดิตเงินคืน 10%* เมื่อใช้ K Point แลกเท่ายอดใช้จ่าย โดยไม่มียอดขั้นต่ำในการแลกคะแนน วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569 – ลูกค้าบัตรเครดิต CardX และ SCB WEALTH by CardX ใช้จ่ายผ่านบัตรทุก 1 บาท รับ 1 คะแนน* วันนี้ – 30 กันยายน 2569 – ลูกค้าบัตรเครดิต KTC รับเครดิตเงินคืน 13%* เมื่อใช้คะแนนแลกเท่ายอดใช้จ่าย โดยไม่มียอดขั้นต่ำในการแลกคะแนน – ลูกค้าที่ใช้บริการ Grab วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569 GrabCar รับส่วนลด 15%* (สูงสุด 100 บาท) ไม่มีขั้นต่ำ จำกัด 2 ครั้ง/ผู้ใช้ และจำกัด 100 สิทธิ์/วัน GrabFood รับส่วนลด 15%* (สูงสุด 100 บาท) ขั้นต่ำ 200 บาท – ลูกค้า AIS ใช้คะแนน 1 คะแนน แลกรับห้องพักราคาพิเศษมูลค่า 780 บาท* – ลูกค้า Sukishi เพียงแสดงคีย์การ์ดห้องพักที่ร้าน Sukishi Korean Charcoal Grill รับฟรี แกงเต้าหู้นิ่มรสเผ็ด 1 จาน* มูลค่า 190 บาท เมื่อทานบุฟเฟต์สุข Overload ทุกระดับ หรือ A La Cart มูลค่าต่อใบเสร็จ 500 บาทขึ้นไป วันนี้ – 31 มกราคม 2570  GO Hotel เชียงราย พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักเดินทางทุกท่านให้มาปักหมุดเช็กอินเติมความฟินแบบจัดเต็มไปด้วยกัน ยกระดับการนอนด้วยเตียงนุ่มนอนสบายระดับ 5 ดาว พร้อมห้องพักมืดสนิทหลับลึกไร้แสงกวนใจ และความบันเทิงครบทั้ง Smart TV กับ Wi-Fi สปีดแรงจัด จะทำงานผ่าน Co-working Space หรือดูซีรีส์สุดมันก็ไม่มีสะดุด ทั้งยังหาของอร่อยทานง่ายๆ ผ่าน Grab & Go หรือจะเดินช้อปปิ้งชิลๆ ก็แค่ก้าวออกจากลิฟต์เพราะตัวโรงแรมติดห้างฯ และที่ฟินที่สุดคือพาสัตว์เลี้ยงสี่ขาตัวโปรดมาเช็กอินเที่ยวด้วยกันได้ทั้งบ้าน! จองห้องพักตรงกับทางโรงแรมคุ้มกว่า! แล้วออกไปค้นพบเสน่ห์เชียงรายไปด้วยกัน คลิกเลยเพื่อรับข้อเสนอสุดพิเศษและสิทธิประโยชน์ดีๆ อีกเพียบ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่ LINE : @gohotel, โทร. +66 52 024 598 และที่ Website: https://letzzzgo.co       

Facebook