มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มอบห้องปลอดฝุ่นให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:18 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และผู้แทนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบห้องเรียนปลอดฝุ่นให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลออนใต้ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี รศ.ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้บริหารมูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้บริหารสถาบันวิจัยและพลังงานนครพิงค์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีมอบห้องปลอดฝุ่นดังกล่าว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และ มูลนิธิสุรเกียรติ์-ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ได้มอบเงินบริจาคให้กับ มูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ ดำเนินงานภายใต้โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายต่าง ๆ ติดตั้งเครื่องเติมอากาศและระบบกรองอากาศให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ที่ประสบปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5  เพื่อสร้างอากาศที่สะอาดปราศจากฝุ่นละออง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของเด็ก ตลอดจนสร้างพื้นที่ปลอดภัย(Safe Zone) จากฝุ่นละออง PM 2.5

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หนีห่างจากหวัด ช่วยผิวใสไม่มีโทรม ด้วยวิตามินซี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:15 น.

อากาศแปรปรวนมีความเสี่ยงในการป่วยได้ง่าย ชีวิตที่ต้องสลับสวิตช์สู้ทนกับอากาศ ทั้งความร้อนจากแสงแดดเมืองไทยที่หนียังไงก็ไม่พ้น แต่ชีวิตการทำงานในออฟฟิศที่อยู่ท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ บางวันฝนมาเช็กอินให้เปียกและชื้น เมื่อต้องเจอความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ชีวิตจึงต้องมีเกราะป้องกันให้มากพอ การดูแลและเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามและมองเป็นเรื่องเล็กน้อยจนละเลยในการดูแลสุขภาพตัวเองมากเกินไป

เริ่มต้นใส่ใจสุขภาพได้ด้วย วิตามิน ซี ซึ่งมีคุณประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้ง ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงต่อต้านการอักเสบจากการติดเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้ เมื่อทานเป็นประจำทุกวัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ ช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยในการสร้างคอลลาเจน ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด ช่วยในการสมานแผล และเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ใช้รักษาภาวะเลือดออกตามไรฟัน

วิตามินซีมีอยู่ในผักและผลไม้ ทั้ง ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี พริกหวาน บรอกโคลี คะน้า ปวยเล้ง และอีกมากมาย ซึ่งร่างกายควรได้รับวิตามินซี 1,000 -3,000 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากการเลือกทานอาหารแล้ว วิตามินซีในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นอีกทางเลือกในการเสริมภูมิคุ้มกันที่ทานง่ายและสะดวก อีกทั้ง ได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อวัน โดย Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย มอบความใส่ใจและห่วงใยสุขภาพคนไทยด้วย Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.) วิตามินซีที่ควรมีติดบ้าน ใน 1 เม็ด มีวิตามินซีมากถึง 1,000 มก. จึงเหมาะในการดูแลสุขภาพอย่างยิ่ง

สำหรับ Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.) ใช้วิตามินซี 3 ชนิด ทั้งกรดแอสคอร์บิก รวมถึงแคลเซียม แอสคอร์เบต และโซเดียม แอสคอร์เบต ที่มีความเป็นกรดน้อย จึงอ่อนโยนต่อกระเพาะอาหาร และทำให้วิตามินซีมีความคงตัวมากขึ้น เหมาะมากสำหรับผู้ที่ขาดวิตามินซี และต้องการเติมวิตามินซีให้ร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพและภูมิคุ้มกันเป็นพิเศษ รวมถึงผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณ เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะคอยดูแลผิวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เสริมเกราะให้ร่างกายด้วยการทาน Giffarine Bio C 1000 mg (กิฟฟารีน ไบโอ ซี 1000 มก.) เป็นประจำได้ทุกวัน โดยทานวันละ 1 เม็ด พร้อมอาหาร และแนะนำว่าควรดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อช่วยเพิ่มการขับวิตามินซีที่เหลือออกจากร่างกาย

เพราะร่างกายเป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิต จึงควรให้ความสำคัญในการดูแลอย่างใส่ใจ ไม่ต้องรอให้ป่วย ปรับพฤติกรรมเริ่มต้นได้ง่ายๆ แค่เลือกวิตามินซี

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:13 น.

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็นๆ หาย ๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริง ๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

พญ. สุธิดา ชินธเนศ

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต มาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบไหนที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดไม่รู้ตัว

เช็กให้ชัวร์ เด็กไอแบบนี้ “หวัดธรรมดา” หรือ “เสี่ยงโรคปอด”

อาการไอ เป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ ดูได้จากระยะเวลาและความรุนแรง โดยปกติถ้าเป็นไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

หอบหืด–ปอดอักเสบ–วัณโรค โรคปอดร้ายซ่อนอยู่ในการ “ไอเรื้อรัง”

การไอเรื้อรังในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย ใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ หอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค พญ.สุธิดา ชินธเนศ กล่าวเสริมว่า “วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ ส่วนมากวัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลาเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือไอเรื้อรัง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กบางคนอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด”

ไอเรื้อรังแบบไหน อันตรายต่อปอด ควรพาลูกพบแพทย์ด่วน

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับมีสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

ตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็ก รู้ไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยหากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และสุดท้ายคือการตรวจเสมหะ แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะเด็กมักขับเสมหะออกมาได้ยาก “ถ้าพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละคน และตามความรุนแรงของตัวโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เด็ก ๆ จะได้ดีขึ้นโดยไว” พญ.สุธิดา ชินธเนศ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกให้ดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากพาไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศสะอาด ถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป ถ้าเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เสมหะไม่เหนียว และอย่าซื้อยาแก้ไอมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยก็รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลูกจะได้กลับมาสดใสและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

ผู้ปกครองที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

ระวัง! ปวดคอ บ่า ไหล่ไม่หาย อาจเกิดจากการรักษาไม่ตรงจุด

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

อาการปวดคอ บ่า และไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน โดยมักมีความเกี่ยวข้องกับภาวะออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ หรือการอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลอย่างเหมาะสมจึงควรเริ่มจากการประเมินอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ก่อนนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ

นพ. ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ เวชศาสตร์ฟื้นฟูทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า  ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานร่างกายแบบเดิมซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเปลี่ยนท่า หรือก้มมองโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง หลายคนอาจเริ่มงานตั้งแต่เช้าแล้วนั่งยาวไป 2–3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางครั้งอยู่ในท่าเดิมเกือบทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ขณะที่บางส่วนแทบไม่ได้ใช้งานเลย เมื่อเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มมีอาการตึง ล้า และปวด โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดคอ มักเริ่มรู้สึกตึงเล็กน้อยช่วงสาย หรือหลังนั่งทำงานต่อเนื่องไปสักพัก และอาจชัดขึ้นในช่วงบ่าย ปวดบ่า มักรู้สึกหนักหรือเกร็งบริเวณบ่า โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น หลังอยู่ในท่าเดิมนานๆ ปวดไหล่ อาจเริ่มรู้สึกตึงหรือยกแขนไม่สบาย หลังใช้งานแขนหรือไหล่ซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ความรู้สึกตึงหรือเมื่อยล้าในกล้ามเนื้อ ซึ่งมักสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และชัดเจนหลังเลิกงาน หรือในวันที่ใช้งานร่างกายต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาการเหล่านี้อาจเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหลในระยะเริ่มต้น 

ในเบื้องต้น ผู้ที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล มักเริ่มจากการดูแลตนเอง เช่น การพักการใช้งาน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือการปรับท่าทางในการทำงาน บางรายอาจเข้ารับการดูแลเพิ่มเติม เช่น กายภาพบำบัด หรือการรักษาเพื่อช่วยลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่อาการในผู้ป่วยบางรายอาจยังคงเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำได้

ทำไมรักษาออฟฟิศซินโดรมแล้ว “ไม่ดีขึ้นสักที”?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยพบว่า แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการยังคงกลับมาเป็นซ้ำ หรือไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ ยังไม่ทราบ “ต้นเหตุที่แท้จริง” ของอาการปวด

เนื่องจากอาการปวดคอ บ่า ไหล อาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณที่รู้สึกปวดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย หากไม่ได้รับการประเมินอย่างละเอียด การรักษาอาจไม่ตรงกับสาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคล

การดูแลออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม

ควรเริ่มจากการตรวจประเมินร่างกายที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีการนำเครื่อง Physio Body Scan มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยแสดงผลในรูปแบบภาพ 3 มิติ ร่วมกับระบบ AI ที่ช่วยประมวลผลข้อมูล ทำให้สามารถมองเห็นความไม่สมดุลของร่างกายได้อย่างชัดเจน ภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที  การตรวจประเมินนี้ช่วยให้สามารถระบุจุดปวดตึงของกล้ามเนื้อ รวมทั้งตรวจหาความไม่สมดุลของร่างกาย และวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานกล้ามเนื้อที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวด

แนวทางการดูแลออฟฟิศซินโดรมแบบเฉพาะบุคคล

  1. หลังจากการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการดูแลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล มีดัวงนี้ 1. การประเมินแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Assessment) ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายและปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย
  2. การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Program) แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับผลการประเมิน เพื่อให้การรักษามีความตรงกับสาเหตุของอาการมากขึ้น ในบางกรณี อาจมีการใช้เทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่วมด้วย เช่น Shockwave Therapy เพื่อดูแลอาการปวดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ Redcord Therapy เพื่อฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อเชิงลึกและปรับสมดุลของร่างกาย ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและทีมสหสาขาวิชาชีพ
  3. การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise) การออกกำลังกายถูกออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด

หากอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ยังไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำแม้ได้รับการดูแลแล้ว การเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง อาจเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุด เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างสมดุล และลดโอกาสการเกิดซ้ำในระยะยาว

‘สูงวัยอย่างมีสุข’ การมีอายุยืนยาวควรมาพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน กว่า 20% ของประชากรไทยมีอายุเกิน 60 ปี และคาดว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30% ภายในปี 2576 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้สะท้อนว่าการเตรียมพร้อมเป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือภารกิจสำคัญที่เราควรเริ่มต้นจากการ “ดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อ” ตั้งแต่วันนี้

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ร่างกายจะเริ่มมีมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง แม้ในช่วงแรกการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่กระบวนการนี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ส่งผลให้ความแข็งแรงลดลง เคลื่อนไหวช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มหรือกระดูกหัก³

ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า “ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย” (Sarcopenia) ซึ่งมักแฝงตัวเงียบโดยที่เราไม่ทันสังเกต จนกระทั่งกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นบันได การถือของจ่ายตลาด หรือแม้แต่การลุกขึ้นจากพื้น กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น การมองเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เราสามารถดูแลตนเองเพื่อชะลอการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและช่วยลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว

ทพญ. ดร.อรุณี ลายธี

ทพญ. ดร.อรุณี ลายธี ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า “การมีอายุยืนยาวควรมาพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ สุขภาพกล้ามเนื้อคือตัวกำหนดว่าเราจะเคลื่อนไหวได้คล่องตัวแค่ไหน ตั้งแต่การเดิน การลุกนั่ง ไปจนถึงการทำกิจกรรมที่ต้องการ เมื่อการลดลงของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การตระหนักรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่กับโภชนาการที่เหมาะสมและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ การดูแลกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้ คือการเพิ่ม ‘ความหมาย’ ให้กับทุกปีของชีวิต”

เมื่อมุมมองต่อความชราเริ่มเปลี่ยนไป จากการยอมรับว่ากล้ามเนื้อที่ลดลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สู่การหันมาใส่ใจสุขภาพกล้ามเนื้อตั้งแต่เนิ่นๆ วันนี้จึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้ชีวิตตามแนวคิดดังกล่าว เรื่องราวต่อไปนี้สะท้อนภาพของการรับมือกับความสูงวัยอย่างมีความสุขในชีวิตจริง

ฟังเสียงร่างกายของตนเอง : เรื่องราวของหญิงวัย 59 ปี

ในวัย 59 ปี ไก่ เริ่มต้นเช้าวันใหม่ตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ด้วยการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เตรียมอาหารให้ตัวเองและสามี และแบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรมจิตอาสาในชุมชน ชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจดูแลตัวเองอย่างจริงจัง หลังจากที่เธอเคยเผชิญกับช่วงเวลาที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

ภายหลังการผ่าตัด เธอเริ่มสังเกตว่าความเหนื่อยล้ามาเร็วกว่าที่เคย กำลังวังชาลดลง และการฟื้นตัวใช้เวลานานขึ้น เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยิ่งเด่นชัด ร่างกายตอบสนองต่ออาหาร การพักผ่อน และกิจกรรมต่างๆ ไม่เหมือนเดิม แม้แต่สิ่งที่เคยทำได้อย่างสบายก็ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น

ไก่ เล่าว่า “ช่วงแรกรู้สึกสับสน อยู่ ๆ ก็สังเกตได้ว่าร่างกายเปลี่ยนไป เหนื่อยง่าย และไม่แข็งแรงเหมือนเดิม”

หลายคนอาจมองว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องธรรมดาของวัยที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับคุณไก่ เธอไม่เชื่อว่าความเหนื่อยล้าหรือการสูญเสียความแข็งแรงในช่วงวัยหมดประจำเดือนเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก

ด้วยความตั้งใจที่จะไม่ปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากำหนดคุณภาพชีวิต คุณไก่เริ่มปรับพฤติกรรมการดูแลตนเอง เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันโดยเน้นการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น รวมถึงการเสริมโภชนาการด้วยอาหารสูตรครบถ้วน เช่น เอนชัวร์ เพื่อช่วยเสริมสารอาหารที่อาจได้รับไม่เพียงพอในแต่ละวัน     

เมื่อเวลาผ่านไป พลังในการใช้ชีวิตและความแข็งแรงค่อย ๆ กลับมา การทรงตัวดีขึ้น และเธอเริ่มรู้สึกมั่นใจกับร่างกายของตัวเองอีกครั้ง สำหรับคุณไก่ การดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อไม่ใช่เรื่องของการรักษาโรคหรือการฝืนต้านวัย แต่คือการช่วยคงความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และทำสิ่งที่รักได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

สร้างรากฐานเพื่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

เรื่องราวของไก่ สะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพกล้ามเนื้อคือรากฐานของความแข็งแรงและความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเริ่มใส่ใจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาวทั้งสำหรับตนเองและคนในครอบครัว

การเป็นผู้สูงวัยสุขภาพดีเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับการใช้ชีวิตง่ายๆ และทำได้ทุกวัน เช่น  การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ   การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวัน     และการเสริมโภชนาการเมื่อจำเป็น เพื่อเติมเต็มสารอาหารที่ขาด

เมื่อแนวทางเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สุขภาพที่ดีจึงไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม สำหรับครอบครัวไทยที่มีความผูกพันแน่นแฟ้น เป้าหมายร่วมกันจึงไม่ใช่แค่การมีสุขภาพดี หากคือการที่สมาชิกทุกคนสามารถใช้ชีวิตในแต่ละช่วงวัยได้อย่างแข็งแรง มั่นใจ และเป็นอิสระ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำในการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อได้ที่เว็บไซต์ www.th.abbott หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/EnsureThailand

BalloonArt ชวนเสพศิลป์สุดว้าวในนิทรรศการ ‘THE FORGOTTEN THINGS สิ่งที่เผลอลืม’

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:02 น.

เมื่อโลกหมุนเร็วเกินไปจนเราเผลอทิ้ง “บางสิ่ง” ไว้ข้างหลัง… บริษัท บอลลูนอาร์ท จำกัด ร่วมกับ สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง ชวนทุกคนมาหยุดพัก และออกเดินทางย้อนกลับไปค้นหาความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของอดีต ผ่านนิทรรศการ “THE FORGOTTEN THINGS : สิ่งที่เผลอลืม” ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ความผูกพัน ความสำเร็จ ความฝัน และช่วงเวลาที่มีคุณค่า ผ่านผลงานประติมากรรมเป่าลมสามมิติร่วมสมัย ที่พร้อมชวนผู้ชมกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยมีความหมายในชีวิต จัดงานเปิดตัวนิทรรศการ 18 สิงหาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

ภายในงาน พบกับ Art Talk Session ในหัวข้อ “Remembering the Forgotten” โดย 3 นักสร้างสรรค์จากหลากหลายวงการ ได้แก่ คุณวรสรวง สมัตถพันธุ์ Imagineering Artist, Ms. Hiromi Kano ผู้ก่อตั้ง KIGURUMI.BIZ ปรมาจารย์ด้านมาสคอตจากญี่ปุ่น และ คุณภูริภพ โฆษิตพรภิรมย์ Art Director, Central Pattana (CPN) ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงความทรงจำ แรงบันดาลใจ และบทบาทของศิลปะในการเชื่อมโยงผู้คนกับคุณค่าที่อาจหลงลืมไป

พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเปิดนิทรรศการ “THE FORGOTTEN THINGS : สิ่งที่เผลอลืม” ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2552 เป็นประธานในพิธี และ ภูพิงค์ พังสะอาด (พิง ลำพระเพลิง) ผู้กำกับและนักเขียนภาพยนตร์ ร่วมกล่าวเปิดมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจ ภายในงานยังมีการเปิดตัวผลงานของ 6 ทีมเยาวชนผู้ได้รับคัดเลือกจากโครงการ “Art for Art 2026” การประกวดออกแบบศิลปะสามมิติภายใต้แนวคิด “THE FORGOTTEN THINGS : สิ่งที่เผลอลืม” ซึ่งได้รับการพัฒนาจากแนวคิดสู่ผลงานขนาดจริง พร้อมถ่ายทอดเบื้องหลังการสร้างสรรค์จากความทรงจำเล็ก ๆ ให้กลายเป็นงานศิลปะที่สัมผัสหัวใจผู้ชม

มาร่วมสำรวจ “สิ่งที่เผลอลืม” ไปพร้อมกัน ว่าแท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นยังมีความหมายต่อชีวิตเราเพียงใด และเหตุใดบางครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุด กลับเป็นสิ่งที่เราเผลอละเลย

งานเปิดนิทรรศการและเสวนา วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 – 18.00 น. นิทรรศการจัดแสดง 18 – 30 สิงหาคม 2569 (เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ข้อมูลเพิ่มเติม Facebook: THE FORGOTTEN THINGS

BalloonArt

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

GIT ผนึก NEXTOPIA เปิดตัว “Responsible Jewelry for Sustainable World” ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี ร่วมกับ นรีรัตน์ สันธยาติ ผู้บริหารกลุ่มงาน Sustainability and Investor Relations บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดงาน “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” ภายใต้โครงการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน โดยมี ทนง ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ), สุภวัฒน์  เจริญผล ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว), พฤฒิพงศ์ เกตุปัญญา ผู้แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และรุ่งอรุณ สุวรรณชาโต นายกสมาคมช่างทองไทย ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็ว ๆ นี้

งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Pure Light: ค้นพบคุณค่าที่แท้จริง เบื้องหลังประกายที่ยั่งยืน” เพื่อชวนผู้บริโภคมองเห็นคุณค่าของอัญมณีและเครื่องประดับที่มากกว่าความงดงาม โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบในทุกขั้นตอน พร้อมเปิดประสบการณ์ผ่าน 5 โซนกิจกรรมหลัก ได้แก่ เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Responsible Jewelry, Exclusive Workshops กว่า 15 รอบ, นิทรรศการจัดแสดงผลงานเครื่องประดับไทย, Curated Craft Market ที่รวบรวมร้านอัญมณีและเครื่องประดับกว่า 15 ร้าน และบริการตรวจสอบอัญมณีพร้อมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังมี Photo Booth และกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลพิเศษกว่า 500 รางวัล  

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT จัดตั้งขึ้นเมื่อปี  พ.ศ. 2540 ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในทุกมิติ ทั้งการวิจัย พัฒนา มาตรฐาน การตรวจสอบ การให้คำปรึกษา และการสร้างบุคลากร เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยสู่ระดับสากล GIT ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านอัญมณีและเครื่องประดับที่เชื่อถือได้ ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกอย่างยั่งยืน

GIT, NEXTOPIA

สำนักงานสลากฯ เดินหน้ามอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ ‘กล่องความรู้ ปูทางฝัน’

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:43 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) จัดพิธีส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นประธานในพิธีส่งมอบ พร้อมด้วย ดร.รังสรรค์ คำชาย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต1 และคณะผู้บริหารโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์กลุ่มภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 โรงเรียน ร่วมรับมอบ ณ โรงเรียนบ้านนาสีสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 59 ตำบลจอมศรี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ดำเนินงานโดยมุ่งเน้นภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) มาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 73 แห่งทั่วประเทศ เป็นอีกโครงการหนึ่งที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมาได้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และติดตั้งเครื่องเล่นสนาม

สำหรับในปีงบประมาณ 2569 นี้ สำนักงานฯ มุ่งเน้นการ “ส่งมอบปัญญา” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ
ทางความคิด และสร้างเสริมความรู้นอกห้องเรียนผ่านโครงการจัดสร้างห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งค้นคว้าที่ทันสมัย โดยห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ “กล่องความรู้
ปูทางฝัน” มีความมั่นคงและปลอดภัย ภายในติดตั้งเครื่องปรับอากาศ พร้อมด้วยหนังสือที่เหมาะสมกับเยาวชน หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย ได้แก่ จอภาพอัจฉริยะ Smart TV และชุดจอสัมผัส Kiosk รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

 นอกจากพิธีการส่งมอบอย่างเป็นทางการ ทางโครงการยังได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์พิเศษ “แต่งแต้มฝัน สร้างสรรค์จินตนาการ” (DIY เพนต์กระเป๋าผ้าและกระเป๋าดินสอ) เพื่อเปิดโอกาสให้น้อง ๆ นักเรียนได้แสดงความสามารถและจินตนาการ ผ่านการลงมือแต่งแต้มลวดลายและสีสันลงบนกระเป๋าผ้าและกระเป๋าดินสอของตนเอง

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมดี ๆ ของสำนักงานฯ ได้ทาง Website http://www.glo.or.th , Facebook Fanpage สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , Line Official Account GLOLottery และ TikTok GLO

สำนักงานสลากฯ

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า  GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“พลาสติก” เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ แต่ขณะเดียวกัน การบริโภคและใช้พลาสติกปริมาณมหาศาล โดยขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมได้สร้าง “ขยะ” ที่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม จากรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า การใช้พลาสติกต่อหัวในคนไทย (Plastic per capita) อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ แต่ในปี 2565 ขยะพลาสติกของไทยมีอัตราการรีไซเคิลเพียง 12% และยังคาดว่าจะมีการใช้พลาสติกเพิ่มขึ้นราว 50% ระหว่างปี 2565 – 2593 อีกด้วย

เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ “ต้นทาง” บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จึงเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว ชวนพนักงานร่วมคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET เพื่อนำไปเพิ่มมูลค่าและสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Upcycling) ในโครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากการคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดในพื้นที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ซึ่งนำไป Upcycling ผลิตเป็นสื่อการเรียนรู้รักษ์โลกสำหรับเด็ก มอบให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนทั่วประเทศ กว่า 300 ชุด


GULF ได้ขยายผลโครงการฯ “ขอ ขวด ของเรา” ปีที่ 2 ไปยังโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก จำนวน 7 แห่ง โดยตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 สามารถคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดได้กว่า 1,183 กิโลกรัม โดยได้นำไปมอบให้  วัดจากแดง เพื่อนำไป Upcycling เป็นผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้        2.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF 

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF เล่าถึงแนวคิดของโครงการฯ ว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ส่งเสริมให้พนักงาน GULF เริ่มต้นดูแลสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันและยั่งยืน ด้วยการคัดแยกขยะขวดน้ำ PET เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการนำขยะเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง และนำไป Upcycling เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีการคัดแยกของเหลือใช้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ทรัพยากรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า”

“ในปีนี้ GULF ได้ขยายโครงการฯ จากสำนักงานใหญ่ไปยังพื้นที่โรงไฟฟ้าของกลุ่มในภาคตะวันออก สามารถรวบรวมขวด PET ใช้แล้วจำนวน 1,183  กิโลกรัม กลับเข้าสู่กระบวนการ Upcycling ผ่านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ มีดีไซน์ และมีมูลค่าหรือคุณภาพสูงกว่าเดิม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการฯ ในปี 2568 สามารถคัดแยกขวด PET ได้รวม 1,637 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม  3.42 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สะท้อนให้เห็นว่า การปลูกฝังวัฒนธรรมการคัดแยกและจัดการขยะอย่างถูกต้องภายในองค์กร เมื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องและขยายผลในวงกว้าง สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม”

“ภูมิใจมากที่มีส่วนร่วมกับโครงการฯ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างการคัดแยกขยะในชีวิตประจำวัน เพราะเราได้รู้ว่าปลายทางของขวด PET ที่คัดแยกไปไหนและเกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าเราส่งต่อพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง” หนึ่งในพนักงานจากออฟฟิศภาคตะวันออกของกลุ่ม GULF เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ปีที่ 2

ขณะที่พนักงาน GULF อีกคนสะท้อนว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” เป็นกิจกรรมที่ดี เพราะส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่พนักงานก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว การได้มาเห็นกระบวนการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง จนถึงการ Upcycling ทำให้เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่า พนักงานในองค์กรทุกคนสามารถทำประโยชน์ให้สังคม สิ่งแวดล้อม และโลกได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน พระมหาประนอม ธัมมาลังกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง ในฐานะศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะต้นแบบ กล่าวถึงความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่องว่า “วัดจากแดงและ GULF ร่วมมือนำขวด PET มา Upcycling เป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยนำขวดน้ำมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ผ้าห่ม เป็นต้น ส่วนฝาขวดนำมาผลิตเป็นพวงกุญแจที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ถ้าเรามองของเหลือใช้เป็นขยะ ก็ต้องหาที่ทิ้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเรามองเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสิ่งของ ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง ทางโลก และทางธรรม”

“นอกจากการช่วยกันจัดการ “ขยะภายนอก” ด้วยการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์แล้ว ทุกคนสามารถฝึกจัดการ “ขยะในใจ” ควบคู่กันไป ทั้งความโกรธ ความน้อยใจ หรือความยึดติด ผ่านการฝึกสติ เมตตา การให้ และความเพียร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งต่อตนเองและสังคม” เจ้าอาวาสวัดจากแดง ฝากคติธรรมทิ้งท้าย

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569 ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น


เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นประธานในงานประชุมวิชาการ Symposium การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 


ในโอกาสนี้ พระราชทานหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 ให้แก่คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 47 ราย 


จากนั้น ทรงบรรยายในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2569” ร่วมกับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักสื่อสารมวลชนและผู้ดำเนินรายการ นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ The Standard พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027”

ต่อมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะสื่อมวลชนถึง ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น

ในช่วงหนึ่งระหว่างการพระราชสัมภาษณ์ ทรงมีรับสั่งถึงชีวิตส่วนพระองค์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า “1 ปีที่ผ่านมาก็งานเยอะดี ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง รวมถึงงานกีฬา และงานลงพื้นที่ก็เยอะ ก็มีเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจสองครั้งอย่างที่ทุกคนทราบในข่าว เผอิญว่าเป็นช่วงที่เหนื่อย ทั้งเรื่องครอบครัว แต่เราก็ต้องเดินไปข้างหน้า”

อีกทั้ง ทรงเผยถึงพระอารมณ์ในขณะนี้ว่า ทรงรู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากทรงผ่านช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะภายหลังเสด็จกลับจากการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ หรือ State Visit ทรงหาเวลาเสด็จไปพักผ่อนส่วนพระองค์ และทรงทำกิจกรรมที่โปรด เพื่อฟื้นฟูพระวรกายและพระอารมณ์ ทั้งเสด็จไปดิสนีย์แลนด์ คอนเสิร์ต ภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ อ่านหนังสือ และทรงงานศิลปะ 

“สิ่งที่ทำอย่างแรก นอกจากนอนนิ่งๆ อาบแอร์แล้ว ก็คือการไปดิสนีย์แลนด์ ไปพักผ่อนในแต่ละเมือง ไปคอนเสิร์ต ซึ่งจิตใจดีขึ้นเยอะมาก…มีความสุขมากขึ้น และกลับมาเป็นท่านหญิงคนเดิม รวมถึงทำให้ตัวเองสวยขึ้นในทุกๆ วัน จากข้างในมาข้างนอก”

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังทรงรับสั่งถึงหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027  เล่มที่ 7 ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่เวทีแฟชั่นระดับสากล
 

“ต้องการทำหนังสือที่เข้าได้กับทุกคน นี่คือไอเดียหลัก ไอเดียรองรับทำหนังสือเกี่ยวกับผ้าไทย โดยใช้ทุกภูมิศาสตร์ไทยไล่เรียงจนคนเข้าใจมากขึ้น และทุกคนเห็นคุณค่า ท่านหญิงขอบพระคุณคนทอผ้าทุกคน ศิลปินทอผ้า ที่เข้าอกเข้าใจเราอย่างดี และเปิดใจมาก ถ้าเกิดทุกท่านไม่เปิดใจให้ คนรุ่นหลังจะได้รับข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ขอขอบคุณทุกๆ คน


อยากฝากหนังสือที่เหมาะกับช่างทอผ้าคือต้นน้ำ เก็บหม่อน เลี้ยงไหม ทำสี ตามวิถีตามภูมิภาค แต่เราต้องการนักออกแบบ ซึ่งมีนักออกแบบที่เป็นแฟชั่น อินทีเรีย และนักออกแบบมากมาย อยากให้หนังสือเล่มนี้ไปสู่กระบวนการศึกษาของเด็กนักเรียนทุกคน เพราะเพราะเป็นหนังสือที่คนไทยทำ ถ้าอ่านและวิเคราะห์แล้วสามารถไปไกลได้อีกมาก


การทำหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ยาก เพราะท่านหญิงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี เพราะต้องการให้ครูไปสอนนักเรียนแบบทำการบ้านก่อน ไม่ใช่สอนทั้งดุ้น แต่ต้องอ่าน ตีความ พัฒนา ใช้มันสมองในการสอนนักเรียน ย่อยข้อมูล เพื่อให้เด็กนำไปจินตนาการต่อด้วยตนเอง เป็นเทรนด์บุ๊กที่อยากเห็นความท้าทายของช่างทอผ้าทุกคน ซึ่งพูดทุกปี แต่ปีนี้อยากเห็นเป็นพิเศษ”


​ผู้ที่สนใจในเสน่ห์ของผ้าไทยและแฟชั่นที่ยั่งยืน เข้าชมนิทรรศการ “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027” ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ได้ระหว่างนี้- 14 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ สามารถอ่านและดาวน์โหลด E-book ฟรีได้ที่ https://online.fliphtml5.com/rnqjs/yohh/#p=1