คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม มอบรางวัลอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ดีเด่น ประจำปี 2568  (The Prime Minister’s Industry Award 2025) ให้แก่ บมจ. เรียล สมาร์ท โดยมี ภูกิจ ดิศธรานนท์ ซีอีโอ รับมอบ ในฐานะที่ บมจ. เรียล สมาร์ท เป็นองค์กรที่มีการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจบริการแห่งอนาคต..
  • นรินทร์ กัลยาณมิตร เป็นประธานเปิด “ศูนย์การแพทย์แม่นยำ” รพ.น่าน โดยมี นพ.ภุชงค์ ชื่นชม และ นพ.กนก พิพัฒน์เวช ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคที่ซับซ้อน เพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่ทันสมัย และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ที่ทันสมัยในระดับภูมิภาค..
  • ชื่นชม นักดนตรีของ วงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (TYO) ในการแสดงคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ รวมใจภักดิ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 16 จัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมูลนิธิส่งเสริมดนตรีสากลเยาวชน โดยมีแม่งานคือ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล..
  • ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม พร้อมคณะกรรมการ ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมยินดีกับ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร’ รับรางวัล ‘คนดีศรีจังหวัดปราจีนบุรี 2569’ เชิดชูต้นแบบผู้บุกเบิกสมุนไพรไทย อุทิศตนเพื่อสังคมด้วยคุณธรรมและความพอเพียง..
  • ยินดีกับ เมก้า ศรีอรทัยกุล ที่ได้รับพระราชทานรางวัลสตรีไทยดีเด่นประจำปี 2569 ประเภทนักธุรกิจด้านอัญมณีและเครื่องประดับ..
  • ยามว่าง ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ ชวน เสกสรร เสริมพงศ์, ปวิช ใจชื่น, สุนันท์ พูลธนกิจ, พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ มาสังสรรค์ออกรอบกัน..
  • สุวิทัศท์ สุรสิงห์โตทอง วันเกิดตอนเช้าทำบุญและร่วมบริจาคช่วยเด็กพิการแล้ว ตอนเย็นอยู่บ้านปาร์ตี้กับครอบครัวอย่างอบอุ่น..
  • ภัทรลดา สง่าแสง หลังจบหลักสูตร Digital CEO # 9 ได้ upskill ด้าน digital & AI พร้อมลงสมัครเป็น ประธานกรรมการด้านการทำบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี ในทีม 1 หมายเลข 2 ร่วมชูวิสัยทัศน์ นักบัญชีของไทย ต้องพัฒนาให้ไกลไปด้วยกัน ผ่านหลากหลายนโยบายที่สำคัญของทีม 1 เช่น ศูนย์รวมเทคโนโลยีและAI สำหรับผู้ทำบัญชีผู้สอบบัญชีและผู้สอบบัญชีภาษีอากร นำทีมโดย วินิจ ศิลามงคล พร้อมด้วย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์, วารุณี ปรีดานนท์ (สุชิตวาส), นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์, ราชิต ไชรัตน์, สุเทพ พงษ์พิทักษ์, รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย 15 สค. เชิญชวนสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีออกเสียงเลือกตั้งกาทีม 1 ยกทีม ซึ่งเป็นการเลือกแบบ e-voting ครั้งแรก..
  • สวด ผศ.วิลาศ หันนาคินทร์ มารดา ดร.ปิยพรรณ หันนาคินทร์  ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง 13-19 ส.ค.18.30 น. และพระราชทานเพลิงศพ 20 ส.ค.17.00 น. เมรุหน้า..
  • มิตรสหาย ร่วมอาลัยและเสียใจกับ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่สูญเสียมารดา ภญ.จุไรรัตน์ รักวาทิน ในวัย 84 ปี..

น้องใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.50 น.

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอจุดหมายปลายทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่ ต่อยอดแนวคิด “AWC Riverside Journey” ที่รวบรวมและเชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและประสบการณ์หลากหลายรูปแบบตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯครอบคลุมตั้งแต่ย่านประวัติศาสตร์และแลนด์มาร์กสำคัญ ไปจนถึงประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยแต่ละจุดหมายปลายทาง      มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว สะท้อนเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนกรุงเทพฯ และผู้มาเยือนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบคุณค่าของเมืองในมิติใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ล่าสุดของ “AWC Riverside Journey” คืออสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า River Garden ตั้งอยู่ ณ หนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดย AWC มีแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้สู่โรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี และมีแผนให้โรงแรมดำเนินงานภายใต้ Plaza Athénée แบรนด์โรงแรมระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 2,900 ล้านบาท โรงแรมสูง 18 ชั้น จำนวน 146 ห้อง พื้นที่อาคารรวมกว่า 20,000 ตารางเมตร มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571 พร้อมนำเสนอประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรี สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน

มากกว่าการรังสรรค์ประสบการณ์ในหลากหลายจุดหมายปลายทาง “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองแม่น้ำเจ้าพระยาในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณของกรุงเทพฯ สายน้ำที่เชื่อมโยงชุมชน การค้า และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน โดยจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ทั้ง 11 แห่งของ AWC ร่วมกันร้อยเรียงเรื่องราวของกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิต เข้ากับประสบการณ์ร่วมสมัย พร้อมแนวคิด “Co-living” lobby ที่จะช่วยเชื่อมโยงแต่ละจุดหมายปลายทางให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเดียวกัน ผ่านพื้นที่ที่เปิดให้ผู้มาเยือนได้พบปะ พักผ่อน และสัมผัสทัศนียภาพและประสบการณ์อันโดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อ “AWC Riverside Journey” เติบโตอย่างต่อเนื่อง AWC จะร่วมสานต่อคุณค่าของแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ที่เฉลิมฉลองเรื่องราวในอดีต พร้อมส่งต่อเสน่ห์และจิตวิญญาณของสายน้ำแห่งนี้สู่คนรุ่นต่อไป

การเดินทางที่ร้อยเรียงเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ

ปัจจุบัน “AWC Riverside Journey” เชื่อมโยงประสบการณ์อันโดดเด่นหลากหลายรูปแบบตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมต่อยอดสู่จุดหมายปลายทางและประสบการณ์ใหม่ ๆ ในอนาคต โดยแต่ละจุดหมายปลายทางล้วนมีเอกลักษณ์และเติมเต็มเรื่องราวของการเดินทางในมิติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โรงแรมและการบริการ อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงชุมชน เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์การค้นพบกรุงเทพฯ ในมิติที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผ่านสายน้ำที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและวิถีชีวิตของเมืองมาอย่างยาวนาน

ตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา AWC Riverside Journey เชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและโครงการต่างๆ ของ AWC เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรม สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ เส้นทางนี้ทอดยาวตั้งแต่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, The Hotel Plaza Athénée Bangkok และ The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ทรงวาด เยาวราช ไปจนถึงเวิ้งนครเกษม พร้อมเชื่อมโยงแลนด์มาร์กสำคัญที่สะท้อนเรื่องราวและอัตลักษณ์ของเมือง อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปากคลองตลาด และไชน่าทาวน์ เปิดมุมมองให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตร่วมสมัย ผ่านการเดินทางที่เชื่อมโยงจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งตลอดแม่น้ำเจ้าพระยา

จุดหมายปลายทางเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แต่ละแห่งสำหรับการมาเยือน หากแต่ร่วมกันร้อยเรียงเป็น เส้นทางที่รังสรรค์ประสบการณ์ตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา ชวนให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในหลากหลายมิติ ทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมสมัย ชุมชนดั้งเดิมและย่านสร้างสรรค์แห่งใหม่ ตลอดจนเอกลักษณ์เฉพาะของแม่น้ำเจ้าพระยาที่แตกต่างกันไปในแต่ละย่าน โดยหัวใจสำคัญของ “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองเรื่องราวและคุณค่าของเจ้าพระยาในอดีต พร้อมส่งต่อจิตวิญญาณของสายน้ำสู่อนาคตผ่านประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ยังคงเชื่อมโยงกับผู้คน สถานที่ และชุมชนที่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในอนาคต AWC จะต่อยอดมิติใหม่ให้กับ “AWC Riverside Journey” ผ่าน MONA Bangkok จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม ควบคู่กับแผนพัฒนาโครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเปิดมิติใหม่ของการเดินทาง การเชื่อมโยง และการสัมผัสเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยาในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น

จุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่นี้ จะเข้ามาเติมเต็ม “AWC Riverside Journey” ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยทำเลติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมผสานประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการ สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เปิดอีกหนึ่งมิติให้ผู้คนได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชุมชนโดยรอบได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า:

“ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเสมือนหัวใจของเมือง เป็นสายน้ำที่เต็มไปด้วยชีวิต เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน AWC Riverside Journey ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณค่าและเรื่องราวเหล่านี้ ด้วยความตั้งใจที่จะร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของกรุงเทพฯ และประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักและสัมผัสได้ในระดับโลก

AWC Riverside Journey เชื่อมโยง 11 จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ของ AWC ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯ เข้ากับประสบการณ์ที่โดดเด่นของแต่ละจุดหมายปลายทาง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมร่วมเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM  ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

พิธีเปิด “กิจกรรมแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์พร้อมทดสอบตลาด” ภายใต้ชื่องาน SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ River Park ชั้น G ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยได้รับเกียรติจาก นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ภายใต้โครงการบูรณาการ การค้า การลงทุน ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน

นายประยูร ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ กล่าวรายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการและนักออกแบบในกลุ่มล้านนาตะวันออก และเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มล้านนาตะวันออกสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นสากล

ด้าน นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวเปิดงานว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเพิ่มมูลค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออกที่มีความโดดเด่นด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น งานหัตถกรรม และงานย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้ ทั้งนี้ จังหวัดแพร่รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับมอบหมายให้เป็นจังหวัดหลักในการดำเนินโครงการนี้ โดยมุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและนักออกแบบแฟชั่น ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการออกแบบ เทคโนโลยีดิจิทัล และการตลาดสมัยใหม่ เพื่อร่วมกันต่อยอดภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นล้านนาตะวันออกให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ภายในพิธีเปิด มีการแสดงต้อนรับชุด “สี่นคราแห่งล้านนาตะวันออก” และไฮไลต์สำคัญคือ Mini Fashion Show ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก 42 คอลเลกชันของผู้ประกอบการล้านนาตะวันออก โดยได้รับเกียรติจาก แพนเค้ก เขมนิจ ร่วมเดินแบบในโชว์ครั้งนี้ด้วย สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานและสื่อมวลชนที่มาร่วมบันทึกภาพเป็นจำนวนมาก

งาน SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 จัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องประดับ ผ้าทอ และผ้าทอพื้นเมืองล้านนาตะวันออก กว่า 84 ผลงาน จากฝีมือผู้ประกอบการและนักออกแบบ 84 ราย พร้อมเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าจริงกว่า 42 แบรนด์ ให้ผู้บริโภคได้เลือกชมและเลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Lanna Exhibition) กิจกรรม Flash Sale ลุ้นนาทีทองราคาพิเศษ รวมถึงการแสดงดนตรีสดและศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออกตลอดการจัดงาน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00-21.00 น. ณ River Park ชั้น G ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดการจัดงาน

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

GIT ผนึก NEXTOPIA  ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

GIT ผนึก NEXTOPIA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ NEXTOPIA เปิดงาน “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” ภายใต้โครงการ Thailand towards World Sustainable Gem and Jewelry Hub เพื่อส่งเสริมแนวคิด Responsible Jewelry และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับอย่างรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 สิงหาคม 2569ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสวยงามหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพียงเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงคุณค่าที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบ ความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แนวคิด ‘Responsible Jewelry’ จึงไม่ใช่เพียงกระแสของโลกที่ตื่นตัวกันเพียงชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวและขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล

ด้วยเหตุนี้ GIT จึงร่วมกับ NEXTOPIA จัดโครงการ ‘Responsible Jewelry for Sustainable World’ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักวิชาการ และผู้บริโภค ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณี โลหะมีค่า และเครื่องประดับอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า และโครงการนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น World Sustainable Gem and Jewelry Hub อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นางสาวนรีรัตน์ สันธยาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Sustainability and Investor Relations บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า  “NEXTOPIA มุ่งมั่นสร้างพื้นที่ให้เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และนวัตกรรม เพื่อร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ความร่วมมือกับ GIT ครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริโภคเพื่อขับเคลื่อน Responsible Jewelry ซึ่งอาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป มาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและจับต้องได้ ผ่านนิทรรศการ เวทีเสวนา เวิร์กชอป และกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าใจว่า ทุกการเลือกซื้อสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่โปร่งใสและยั่งยืนได้”

โครงการ “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และผลักดันแนวคิด Responsible Jewelry ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมค้นพบ “คุณค่าที่แท้จริง เบื้องหลังประกายที่ยั่งยืน” ได้ภายในงาน ระหว่างวันที่ 12 – 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิงปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช’ (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่มโรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” โดยผนึกความร่วมมือกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และชวนสตรีไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมดลูก ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรค การเข้าถึงนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งมดลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม (ศูนย์สุขภาพสตรี) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ , พญ.ฐานิตา เวชโช, พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมด้วย พญ.วทันยา คุววัฒนานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แขกรับเชิญพิเศษ ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมองค์ความรู้และพลังแห่งการดูแลเพื่อยกระดับสุขภาวะสตรีไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งมดลูกอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม CONVENTION HALL ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรโดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อ้ครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภายในงานมีการเสวนาภายใต้หัวข้อ “Peach Power : Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก” โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรายใหม่สูงถึง 3,357 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์ 6.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) จัดเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พร้อมชี้ว่าแม้จะไม่มีการตรวจคัดกรองในสตรีทั่วไป แต่ถือเป็นโรคที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมักส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก หากสังเกตพบอาการและตรวจพบไว อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีจะสูงมากกว่าร้อยละ 90

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของมะเร็งมดลูกว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 95 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด และมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma)ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด แต่มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “มะเร็งมดลูก” ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด พร้อมเจาะลึกกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งลำไส้ และผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome) โดยเน้นย้ำสโลแกนรณรงค์ว่า “เลือดออกผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน”  หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง

ด้าน นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำเสนอความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูง โดยชูการตรวจด้วยเทคโนโลยี Office Hysteroscopy หรือการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในห้องตรวจ ซึ่งช่วยให้มองเห็นและเก็บชิ้นเนื้อได้แม่นยำ เจ็บน้อย ไม่ต้องดมยาสลบ และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ร่วมกับเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาแผลเล็กผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery), การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) และนวัตกรรม Sentinel Lymph Node Mapping หรือการตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนลเพื่อประเมินการกระจายของโรคเฉพาะต่อมแรกที่มีโอกาสรับการกระจายของเซลล์มะเร็ง แทนการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น วิธีนี้ให้ความแม่นยำในการประเมินการกระจายของโรค พร้อมทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Lymphedema) และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในการส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง” โดย พญ.ฐานิตา เวชโช ได้ถอดรหัสกลไกความอ้วนว่า ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรม Lynch syndrome ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย หากมีครอบครัวหรือญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้

ด้าน พญ.วทันยา คุววัฒนานนท์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักลงเพียง 5–10% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และเปลี่ยนมาทาน Whole Foods รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เพื่อใช้โภชนาการเป็นยาต้านมะเร็ง ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์ และก้าวข้ามความอายในการเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดบริการพิเศษให้สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ พร้อมโซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์สุขภาพสตรี อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ชั้น 2 โซนโถงลิฟต์ A โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร 1118  ศูนย์สุขภาพสตรี กด 5266 หรืออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th

อพท. ปักหมุดพันธกิจ ยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก เดินหน้าผลักดัน พัทยา-จันทบุรี-ศีรษะเกษ สู่ ‘เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก’

อพท. ปักหมุดพันธกิจ ยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก  เดินหน้าผลักดัน พัทยา-จันทบุรี-ศีรษะเกษ สู่ ‘เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก’

อพท. ปักหมุดพันธกิจ ยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก เดินหน้าผลักดัน พัทยา-จันทบุรี-ศีรษะเกษ สู่ ‘เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงาน “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” ที่ อพท. ร่วมกับ กทม. จัดขึ้น ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โดยมีผู้แทนเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) จากประเทศไทยและต่างประเทศ รวม 13 เมือง ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นการจัดเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนการเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับโลก

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการอพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้เผยถึง วิสัยทัศน์ในการทำงานของอพท. ในการเดินหน้าผลักดัน “พัทยา” สู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film) พร้อมกับร่วมผลักดันศักยภาพจังหวัดจันทบุรีและศีรษะเกษ สู่อีกสองเมืองแคนดิเดตของไทยบนเวทีระดับโลกต่อไป

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร 

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า การจัดงาน “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” อพท. ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ในการเชิญภาคีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งในประเทศไทย และในระดับนานาชาติ รวมมากถึง 13 เมือง เพื่อสร้างการรับรู้การพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) และเผยแพร่ผลการดำเนินงานการพัฒนาเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกของประเทศไทย ตลอดจนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวคิดและมุมมองการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Creative Cities Connect: Connecting People • Culture • Creativity • Sustainability”

โดย 13 เมือง ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเมืองและปัจจัยต่างๆ ให้เอื้อต่อการยกระดับ ขีดความสามารถของเมือง ทำให้เมืองน่าอยู่ และกลายเป็นเมืองน่าเที่ยว และมีการจัดนิทรรศการของแต่ละเมือง ประกอบด้วย

เมืองสร้างสรรค์ 4 ประเภท รวม 9 เมือง ได้แก่ เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ได้แก่ ภูเก็ต เพชรบุรี และสงขลา, เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (City of Crafts and Folk Art) ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย และน่าน, เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเชียงราย, เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี (City of Music) ได้แก่ สุพรรณบุรี

เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) เป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่ยูเนสโกดำเนินงานควบคู่กับการประกาศแหล่งมรดกทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของโลก โดยเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2004 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดย “เมืองสร้างสรรค์” (Creative City) จะเน้นความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นภาครัฐและภาคเอกชน ในการสร้างสรรค์เมืองผ่านนโยบายและกิจกรรมการพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ และการนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นมาพัฒนาและสร้างคุณค่าและเชื่อมโยงความเป็นเมืองต่างๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันมีเมืองกว่า 408 เมืองทั่วโลก ได้รับการประกาศเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก สำหรับในประเทศไทย น่านและสงขลาเป็น 2 จังหวัดล่าสุด ที่ได้รับได้การประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ในระดับโลก (UCCN) ประจำปี 2025 ที่ผ่านมา

อพท. มีนโยบายในการขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวและเมืองในพื้นที่พิเศษโดยเริ่มต้นจากการใช้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือเครื่องมือที่เรียกว่า Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) เป็นเกณฑ์ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) ซึ่งมีทั้งหมด 4 มิติ ได้แก่ การบริหารจัดการความยั่งยืน ความยั่งยืนด้านสังคม-เศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรมและด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน อพท. ได้ร่วมขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ร่วมกับจังหวัดและภาคีเครือข่าย จนมีเมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับประกาศจากยูเนสโกแล้วรวมทั้งสิ้น 6 เมือง ได้แก่ สุโขทัย น่าน สงขลา เชียงราย สุพรรณบุรี และเพชรบุรี และในปี 2570 กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับเมืองพัทยา และ อพท. วางเป้าหมายขับเคลื่อนพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา สู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film)

การขับเคลื่อนเมืองสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่จะพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนและตอบโจทย์การนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น และตอบโจทย์บทบาทหน้าที่ของ อพท. ในการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่พิเศษฯ เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายของนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การเตรียมความพร้อมของพัทยาในการก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film) แห่งแรกของไทย ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การใช้พื้นที่เป็นสถานที่ถ่ายทำ (Film Location) เท่านั้น แต่เน้นการพัฒนาองค์ประกอบของเมืองอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบรรยากาศเมืองและการลงทุนระดับสากล: พัทยาเริ่มมีกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น การสร้างสวนน้ำโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ที่จำลองฉากจากภาพยนตร์ต่าง ๆ มาไว้ เมืองพัทยาจึงมุ่งเน้นการพัฒนาบรรยากาศของเมืองโดยรวมให้มีกลิ่นอายที่เหมาะสมกับเมืองภาพยนตร์ ลงมาแล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจคล้ายกับฮอลลีวูด ตลอดจนส่งเสริมให้มีระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในพื้นที่ เช่น บริษัททำเรื่อง Post-production และบริษัทปั้นหนัง

การวางรากฐานการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น: จุดเด่นสำคัญของพัทยาคือ การมีโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยาเองที่เปิดสอนหลักสูตรทำภาพยนตร์และทำคลิปสั้นให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นให้เด็กสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างสรรค์ผลงานลงบนสื่อโซเชียลมีเดียได้จริง รวมทั้งการส่งเสริมกิจกรรมและความคิดสร้างสรรค์: มีการจัดประกวดภาพยนตร์สั้นในกลุ่มนักเรียนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้และการแสดงออก ซึ่งการปลูกฝังเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ระดับเยาวชนนี้ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนพัทยาสู่การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน

นอกจากพัทยาแล้ว ยังมีแคนดิเดตอีก 2 จังหวัดอย่าง จันทบุรี เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Gastronomy) และ จังหวัดศรีสะเกษ ที่น่าสนใจมาก ในการพัฒนาเพื่อคัดเลือกสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ต่อไป ซึ่งศีรษะเกษยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและพิจารณาเลือกประเภทเมืองสร้างสรรค์ที่จะยื่นเสนอให้ชัดเจน ว่าจะเน้นขับเคลื่อนในด้านศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) ด้านการออกแบบ (Design) หรือด้านอื่น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความตั้งใจและทิศทางของตัวจังหวัดเอง แต่โดยรวมถือเป็นจังหวัดที่มีเกณฑ์ประเมินและศักยภาพหลังบ้านที่ดีมาก

ท้ายที่สุด นายศิริปกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์การประเมินเมืองสร้างสรรค์เปรียบเสมือน “เหรียญ 3 ด้าน” ที่แต่ละเมืองจะต้องสำรวจและแสดงศักยภาพของตนเองออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้เหรียญนั้นสามารถตั้งอยู่ได้อย่างสมดุล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ด้านที่ 1: ด้านหัว (ความโดดเด่น) คือ การมีของดีหรือมีความโดดเด่นในด้านนั้น ๆ อย่างชัดเจนและจริงจัง เช่น มีวัตถุดิบอาหารที่อุดมสมบูรณ์ หรือมีศิลปวัฒนธรรมดนตรีที่เข้มแข็ง ด้านที่ 2: ด้านก้อย (ความเปราะบาง) คือ จุดด้อยหรือความเปราะบางของเมืองที่มีความเสี่ยงจะถูกทำลาย ถูกรบกวน หรือสูญหายไปตามกาลเวลาหากไม่มีการอนุรักษ์ ด้านที่ 3: สันเหรียญ (ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการ) เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เหรียญนี้สามารถ “ตั้งอยู่ได้” สันเหรียญเปรียบเสมือน ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) นวัตกรรม และระบบการบริหารจัดการ ที่นำเอา “ของดี” (ด้านหัว) และ “ของด้อย” (ด้านก้อย) มาต่อยอดผสมผสานกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่

อย่างไรก็ตาม การประเมินแบบเหรียญ 3 ด้านนี้จึงไม่ใช่แค่การมองหาว่าเมืองมีของดีอะไร แต่เน้นไปที่ความสามารถในการเชื่อมโยงและบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 สานต่อพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พัฒนาองค์ความรู้ยกระดับผ้าไทยสู่สากล

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027  สานต่อพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พัฒนาองค์ความรู้ยกระดับผ้าไทยสู่สากล

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 สานต่อพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พัฒนาองค์ความรู้ยกระดับผ้าไทยสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 (Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027) ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่เวทีแฟชั่นระดับสากล ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

การจัดทำหนังสือเล่มดังกล่าวนับเป็นการสานต่อพระปณิธานและสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมนานาชาติในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่สากลอย่างยั่งยืน

หนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569” กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือฯ และได้ดำเนินการน้อมนำแนวพระดำริตามโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกมาใช้ โดยหนังสือเล่มนี้ นับเป็นพระนิพนธ์ เล่มที่ 7 ภายในงานมีการเสวนาพูดคุยถึงรายละเอียดของหนังสือโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและดีไซเนอร์ชั้นนำของเมืองไทย

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ร่วมงานดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงโดยมีการเสวนาพูดคุยถึงรายละเอียดอันน่าสนใจของเทรนด์บุ๊กฉบับฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 (Spring/Summer 2027) จากผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและนักออกแบบชื่อดัง ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อาทิ เจนสุดา ปานโต สิริสันต์, กุลวิทย์ เลาสุขศรี, ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ พลพัฒน์ อัศวประภา 

หนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 นำเสนอแนวคิดหลัก “ REIMAGINE” เกิดขึ้นจากแนวคิดในการมองโลกใหม่ ผ่านพลังของศิลปะ วัฒนธรรม และงานหัตถกรรม โดยนำเสนอแนวคิด “Cultural Diplomats” หรือการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและเชื่อมโยงผู้คนในโลกยุคใหม่ งานหัตถกรรมจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงความเป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่ถูกนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ ผ่านการผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย เกิดเป็นผลงานที่สะท้อนทั้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมและจินตนาการของโลกอนาคต โดยรวบรวมแรงบันดาลใจและองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและสิ่งทอไทย เพื่อนำมาประยุกต์สู่การออกแบบร่วมสมัย ต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า และนักออกแบบ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยอย่างยั่งยืน 

หนังสือเล่มนี้ยังชวนค้นหาว่า “ความสุข” มิได้ถือกำเนิดจากจุดใดจุดหนึ่ง หากค่อยๆ ก่อตัวจากแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิต ผ่านศิลปะที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณ กีฬาในฐานะจังหวะของการมีชีวิต สถาปัตยกรรมที่หล่อหลอมอารมณ์ของพื้นที่ และศาสตร์แห่งการชะลอวัยที่เผยให้เห็นความงามในระดับโมเลกุล ซึ่งทั้งหมดล้วนหลอมรวมเป็นแรงขับสำคัญให้แฟชั่นวิวัฒน์อย่างทรงพลัง

ด้วยเหตุนี้ “THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2027” จึงชวนทุกคนร่วมจินตนาการใหม่ถึงแฟชั่นในฐานะ “นักการทูตทางวัฒนธรรม” (Cultural Ambassador) ที่นำความงดงามของรากเหง้ามาต่อยอดสู่การออกแบบวิถีชีวิตแห่งอนาคต ผ่านการจินตนาการใหม่ (Reimagining) การตีความใหม่ (Reinterpreting) ต่อวัฒนธรรมดั้งเดิม และการสร้างสรรค์ใหม่ (Reinventing) เพื่อให้แฟชั่นก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบวิถีชีวิตที่ยั่งยืน

นอกจากการเปิดตัวหนังสือแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อให้ผู้สนใจได้สัมผัสผลงานจริง เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลัง และร่วมขับเคลื่อนยกระดับผ้าไทยสู่เวทีแฟชั่นระดับสากลต่อไป

สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปผู้สนใจหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 สามารถดาวน์โหลดในรูปแบบดิจิทัลได้ทาง https://online.fliphtml5.com/rnqjs/yohh/#p=1

‘แอ่วลําปาง’ นั่งรถม้าชมเมืองเก่า เจาะลึกชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ความลับ ‘กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้’

‘แอ่วลําปาง’ นั่งรถม้าชมเมืองเก่า เจาะลึกชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ความลับ ‘กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้’

‘แอ่วลําปาง’ นั่งรถม้าชมเมืองเก่า เจาะลึกชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง ความลับ ‘กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

รายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” เสาร์นี้ “เต้ย พงศกร” พิธีกรหนุ่มชวน “แชมป์ ชนาธิป” แอ่วลําปาง นั่งรถม้าชมเมืองเก่า พาชม บ้านป่าเหมี้ยง เจาะลึกความลับ “กาแฟกลิ่นอายฟรุตตี้” เดินทางสัมผัสเสน่ห์เมืองเขลางค์นคร จังหวัดลําปาง ท่องเที่ยวสุดคลาสสิกผสมผสานงานศิลป์และวิถีชุมชน ด้วยการนั่ง “รถม้าลําปาง” ชมแลนด์มาร์คหัวใจของเมือง วงเวียนหอนาฬิกา ก่อนพาไปย้อนรอยประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี  ที่ “บ้านหลุยส์ ที เลโอโนเวนส์” บ้านไม้สักโบราณหลังใหญ่ในชุมชนท่ามะโอที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าไม้ในอดีต     

จากนั้นเดินทางต่อสัมผัสความเป็น “ลําปางศิลปนคร” ด้วยการลงมือเพ้นท์ “ชามตราไก่” ในตํานาน ณ ธนบดีเซรามิค  มุ่งหน้าสู่ดอยสูงที่ “บ้านป่าเหมี้ยง” ชม Street Art กลางหุบเขา สัมผัสความเย็นสดชื่นที่นํ้าตกสองปานเช็คอินสะพานรักษ์ดอกเสี้ยวท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ เจาะลึกแปลงปลูกและสัมผัสเสน่ห์ของกาแฟแบรนด์”ZHAN Coffee”แห่งชุมชนบ้านป่าเหมี้ยงเพื่อพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของเมล็ดพันธุ์”อราบิก้า” คุณภาพเยี่ยมที่เพาะปลูกอย่างเกื้อกูลธรรมชาติอยู่ใต้ร่มเงาป่าไม้ใหญ่   เดินทางไปเก็บผลเชอร์รี่กาแฟสีแดงสด ผ่านขั้นตอนการตาก คั่ว บด อย่างพิถีพิถัน จนเป็นกาแฟสุดพิเศษที่มีรสชาตินุ่มลึก กลมกล่อม และมีกลิ่นอายฟรุตตี้ของผลไม้ป่าอ่อน ๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างใกล้ชิดจาก ธ.ก.ส. เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนและขยายโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่รักการเดินทาง เสพงานศิลป์ กับบรรยากาศการจิบกาแฟดริปอุ่น ๆ เคล้าสายหมอกพร้อมแรงบันดาลใจดี ๆ ติดตามได้ในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 9 MCOT HD กด 30

เฟ้นหาคนไทยมากความสามารถ สู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก ‘WCOPA Thailand’ รอบคัดเลือก 4 ต.ค.นี้

เฟ้นหาคนไทยมากความสามารถ สู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก 'WCOPA Thailand' รอบคัดเลือก 4 ต.ค.นี้

เฟ้นหาคนไทยมากความสามารถ สู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก ‘WCOPA Thailand’ รอบคัดเลือก 4 ต.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

การเดินทางครบรอบ 11 ปีในฐานะ National Director ของประเทศไทย ของ ครูพิช ดร. พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นในการผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีศิลปะการแสดงระดับโลก โดยในการแข่งขัน World Championships of Performing Arts (WCOPA) 2026 ณ เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาทีมประเทศไทยสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น กวาด 119 เหรียญ เหรียญทอง 47 เหรียญ  เหรียญเงิน 30 เหรียญ เหรียญทองแดง 42 เหรียญ  สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถแข่งขันกับตัวแทนจากนานาประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกครั้ง

และหลังจากสร้างผลงานโดดเด่นและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยบนเวที World Championships of Performing Arts (WCOPA) 2026 ณ เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ล่าสุด WCOPA Thailand ประกาศเปิดรับสมัครคนไทยที่มีความสามารถด้านศิลปะการแสดง เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกเป็น ตัวแทนประเทศไทย ประจำปี 2027 อย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

การแข่งขันรอบคัดเลือกประเทศไทย หรือ Thailand Championships of Performing Arts (TCOPA) มีกำหนดจัดการแข่งขันแบบ Onsite ในวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ Black Box Theater วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเฟ้นหาคนไทยมากความสามารถที่จะได้รับโอกาสก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทย และเข้าร่วมการแข่งขัน World Championships of Performing Arts 2027 บนเวทีระดับนานาชาติ

สำหรับการคัดเลือกในปีนี้ เปิดรับผู้มีความสามารถในหลากหลายประเภท ได้แก่ การร้องเพลง การร้องเพลงพร้อมเล่นเปียโน เปียโน และการแสดง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถและมีความฝันด้านศิลปะการแสดงได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

การเปิดรับสมัครครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความสำเร็จครั้งสำคัญของทีมประเทศไทยในการแข่งขัน WCOPA 2026 ภายใต้การนำทีมของ ครูพิช ดร. พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม National Director – Thailand ซึ่งปฏิบัติหน้าที่นำทีมประเทศไทยเข้าสู่ปีที่ 11

และในการแข่งขัน WCOPA 2026 ทีมประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลกลับประเทศรวมทั้งสิ้น 119 เหรียญ ประกอบด้วย 47 เหรียญทอง 30 เหรียญเงิน และ 42 เหรียญทองแดง พร้อมคว้า High Score Plaques จำนวน 20 โล่ นอกจากนี้ ตัวแทนประเทศไทยยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบสำคัญของการแข่งขัน โดยคว้า เหรียญ Finalist จำนวน 3 เหรียญ และเหรียญ Semi-finalist จำนวน 15 เหรียญ จาก 13 การแสดง ตลอดจนได้รับทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนรวม 4 ทุน จากองค์กรและบุคลากรในวงการบันเทิงระดับนานาชาติ ได้แก่ New York Film Academy, Kacy Owens, Darienne Arnold และ Water Sound Entertainment

หนึ่งในความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของทีมประเทศไทยในปี 2026 คือผลงานของ ฌาริน สินธวถาวร ตัวแทนประเทศไทยรุ่น Junior ซึ่งสามารถคว้าตำแหน่ง 2026 Junior Grand Champion Vocalist of the World มาครองได้สำเร็จ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของคนไทยบนเวทีศิลปะการแสดงระดับโลก

นอกเหนือจากความสำเร็จด้านการแข่งขัน ทีมประเทศไทยยังได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดชุดพาเหรดประจำชาติ จากผลงานภายใต้แนวคิด “มาลัย” ซึ่งนำความงดงามและอัตลักษณ์ของศิลปวัฒนธรรมไทยมาถ่ายทอดสู่สายตาผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ ชุดดังกล่าวออกแบบโดย ครูเจ รัฏฐพิชญ์ แสงดา และคุณนิพพิชฌน์ นิมิตรบรรณสาร และถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์และความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ

ด้าน ครูพิช ดร. พัทธ์นิธาน ศรีเอี่ยม ยังได้รับ Certificate of Excellence for National Director เพื่อเชิดชูบทบาทในการบริหารทีม พัฒนาศักยภาพผู้เข้าแข่งขัน และผลักดันตัวแทนประเทศไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 11 ปี

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ประจำปี 2027 การแข่งขันแบ่งออกเป็นทั้งรูปแบบ Onsite และ Online การแข่งขันแบบ Onsite เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 กันยายน 2569 โดยจะประกาศลำดับการแข่งขันและกำหนดส่ง Backing Track ในวันที่ 27 กันยายน 2569 ก่อนจัดการแข่งขันและประกาศผลในวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ Black Box Theater วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะที่การแข่งขันแบบ Online เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และกำหนดประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตร และมีสิทธิ์ได้รับ ถ้วยรางวัลตามเกณฑ์การให้คะแนน ของการแข่งขัน

WCOPA Thailand เชิญชวนคนไทยที่มีความสามารถและมีความฝันด้านศิลปะการแสดง มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญ และคว้าโอกาสในการก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยบนเวทีระดับโลก เพราะเวทีต่อไป อาจเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คุณได้พาความสามารถของคนไทยไปสู่สายตาชาวโลก ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับ ประเภทการแข่งขัน คุณสมบัติผู้สมัคร กติกา และขั้นตอนการสมัคร ได้ทาง Facebook Page: WCOPA Thailand LINE: @wcopathailand E-mail: thailand.copa@gmail.com

เชิญชวนเที่ยวงาน ‘ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569’ ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เชิญชวนเที่ยวงาน 'ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569' ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เชิญชวนเที่ยวงาน ‘ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569’ ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

กรมหม่อนไหมเชิญชวนเที่ยวงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569” ชมนิทรรศการ Live Exhibition จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมช้อปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569” ระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนการพัฒนาผ้าไหมไทยให้เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ สินค้าหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ OTOP จากทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากชุมชนและผู้ประกอบการโดยตรง พร้อมสัมผัสเรื่องราวของภูมิปัญญาไทยที่ได้รับการสืบทอดและพัฒนาต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่น

โดยภายในบูธกรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดแนวคิด “สายน้ำพระราชหฤทัย สืบสานไหมไทยสู่ปวงชน สายน้ำพระเมตตา อนุรักษ์ไหมไทยให้ยั่งยืน” สื่อถึงสายธารแห่งพระเมตตาที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของเกษตรกร ช่างทอ และผู้สืบทอดภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยมาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลเชื่อมโยงจากอดีตสู่ปัจจุบัน และส่งต่อคุณค่าของไหมไทยไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน

ภายใต้ โครงการส่งเสริมการจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569 ได้จัดพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของหม่อนไหมไทยในรูปแบบ Live Exhibition ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้และสัมผัสกระบวนการหม่อนไหมอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ” โดยนำแนวคิด “สายน้ำ” มาเชื่อมโยงเรื่องราวของการสืบสานพระราชปณิธานกับกระบวนการผลิตไหมไทยในทุกช่วง ตั้งแต่การเลี้ยงไหม การสาวไหม การทอผ้า ไปจนถึงการพัฒนาผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมให้มีความร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

นิทรรศการในส่วน “ต้นน้ำ” นำเสนอองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงไหมและวงจรชีวิตของหนอนไหม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นใยไหมคุณภาพ สะท้อนรากฐานของภูมิปัญญาที่ต้องอาศัยความเอาใจใส่ ความละเอียด และการสืบทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง

ส่วน “กลางน้ำ” ถ่ายทอดภูมิปัญญาการสาวไหม การแปรรูปเส้นไหม และการทอผ้า ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนเส้นไหมให้กลายเป็นผืนผ้าที่เปี่ยมด้วยคุณค่า แสดงให้เห็นถึงทักษะ ความประณีต และเอกลักษณ์ของช่างทอไทยในแต่ละพื้นที่

ขณะที่ “ปลายน้ำ” นำเสนอการพัฒนาผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมสู่สินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดด้านการออกแบบ การตลาด และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ไหมไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และก้าวต่อไปอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนา

อีกหนึ่ง กิจกรรมพิเศษ Workshop ประดิษฐ์ดอกมะลิจากรังไหม เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เข้าชมงานได้ร่วมลงมือสร้างสรรค์ดอกมะลิจากรังไหม ซึ่งเป็นการนำวัสดุจากหม่อนไหมมาต่อยอดให้เกิดคุณค่า พร้อมร่วมถ่ายทอดความหมายของ “ดอกมะลิ” สัญลักษณ์แห่งความรัก ความกตัญญู และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยสู่คนรุ่นต่อไป

การจัดนิทรรศการดังกล่าวจึงไม่เพียงนำเสนอขั้นตอนการผลิตหม่อนไหมเท่านั้น แต่ยังต้องการสื่อถึง “สายน้ำพระเมตตา” ที่ทรงวางรากฐานให้ภูมิปัญญาไหมไทยได้รับการอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน พร้อมส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ให้แก่ประชาชนและคนรุ่นใหม่ อันนำไปสู่การอนุรักษ์ไหมไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมี ผู้ประกอบการด้านผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม จำนวน 19 ราย ร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง พร้อมสนับสนุนเกษตรกร ช่างทอ และผู้ประกอบการหม่อนไหมไทยให้มีช่องทางการตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

กรมหม่อนไหมจึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจ ร่วมสัมผัสคุณค่าของภูมิปัญญาหม่อนไหมไทย ผ่านเรื่องราว “สายน้ำพระราชหฤทัย สืบสานไหมไทยสู่ปวงชน สายน้ำพระเมตตา อนุรักษ์ไหมไทยให้ยั่งยืน” เรียนรู้เส้นทางจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมเลือกซื้อผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมจากผู้ประกอบการไทย ในงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569” ระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี