กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม จัดงาน ‘THAILAND DIECAST EXPO 2026’ ขับเคลื่อนอุตฯของสะสมไทยสู่เวทีโลก

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม จัดงาน 'THAILAND DIECAST EXPO 2026' ขับเคลื่อนอุตฯของสะสมไทยสู่เวทีโลก

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม จัดงาน ‘THAILAND DIECAST EXPO 2026’ ขับเคลื่อนอุตฯของสะสมไทยสู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ ไอคอนสยาม ตอกย้ำ Global Experience Destination จัดงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” มหกรรมรถโมเดลระดับสากล ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของสะสมไทยสู่เวทีโลก ดึงยอดผู้เข้าชมทะลุ 100,000 คน ตลอด 3 วัน

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานยานยนต์ระดับนานาชาติ Bangkok International Motor Show จับมือ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำ และ Global Experience Destination พร้อมด้วยพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ จัดงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” มหกรรมไดแคสต์และของสะสมใหญ่ที่สุดแห่งภูมิภาคอาเซียน ในวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 เพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรักรถของเล่น โมเดล และของสะสมอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางของเหล่านักสะสมทั่วโลก โดยพิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ นักสะสม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักและสีสันความสนุกสนานที่สามารถตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่นักสะสมมืออาชีพไปจนถึงกลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในงานศิลปะและการออกแบบ

สำหรับงาน Thailand Diecast Expo 2026 ในปีนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน มีผู้เข้าชมงานหมุนเวียน ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 และริเวอร์ พาร์ค ชั้น G รวมกว่า 100,000 คน เพิ่มขึ้น 20% จากการจัดงานในปี 2025 ที่ผ่านมา แบ่งเป็นชาวไทย 60% และชาวต่างชาติ 40% สะท้อนการเติบโตของงานในฐานะมหกรรมรถโมเดลและของสะสมระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของไอคอนสยามในการเป็น Global Experience Destination ที่มีความพร้อมในการรองรับอีเวนต์และการสร้างสรรค์พื้นที่ให้เป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่หลากหลายในทุกมิติ โดยเปิดพื้นที่ไอคอนสยามให้กลายเป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้ Diecast & Collectible ที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย เพื่อต้อนรับนักสะสม ครีเอเตอร์ ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่แสดงของเล่นทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการ แรงบันดาลใจ และการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมของสะสมไทยในการก้าวสู่เวทีสากล

ภายในงานได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับทุกแพสชันอย่างเต็มรูปแบบ โดยอัดแน่นไปด้วยโซนกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกมิติถึง 8 โซนหลัก ได้แก่ 

                •             โซน Diecast และ Collectible รวบรวมแบรนด์ชั้นนำและโมเดลรถหายากจากทั่วโลก   

                •             โซน Diorama และ Toy พื้นที่จัดแสดงฉากจำลองสุดสมจริงและของเล่นที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์   

                •             โซน Hobby, Marketplace และ Playground & Entertainment แหล่งช็อปปิง แลกเปลี่ยน และพื้นที่กิจกรรมความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว   

                •             โซน Knowledge และ Contest เวทีประกวดและพื้นที่แบ่งปันองค์ความรู้จากกูรูตัวจริงในวงการ   

นอกจากนี้ งานในปีนี้ยังทวีความสนุกและสีสันมากยิ่งขึ้นผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chupa Chups ในฐานะ Official Partner ภายใต้แนวคิด “สยามอมยิ้ม x Diecast” ที่ผสานโลกของรถโมเดลเข้ากับสีสันและไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของอมยิ้มชื่อดัง ช่วยสร้างบรรยากาศภายในงานให้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมขยายฐานและเชื่อมโยงคอมมูนิตี้นักสะสมให้เข้าถึงกลุ่มเด็ก เยาวชน ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างน่าสนใจ

ความสำเร็จของการจัดงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” ปีที่ 2  ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไอคอนสยามในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนร่วมกับพันธมิตร ส่งเสริมให้ทุกงานกลายเป็นอีเวนต์ยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่สามารถสร้างความประทับใจ และเป็นหมุดหมายให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ และหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ เดินหน้าไปพร้อมกัน ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ http://www.iconsiam.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 

MSD หนุน ‘Trans Pride Thailand’ ปีที่ 2 เปิดตัวกิจกรรมวิ่งส่งเสริมความหลากหลายในองค์กรขับเคลื่อนความเท่าเทียม

MSD หนุน ‘Trans Pride Thailand’ ปีที่ 2 เปิดตัวกิจกรรมวิ่งส่งเสริมความหลากหลายในองค์กรขับเคลื่อนความเท่าเทียม

MSD หนุน ‘Trans Pride Thailand’ ปีที่ 2 เปิดตัวกิจกรรมวิ่งส่งเสริมความหลากหลายในองค์กรขับเคลื่อนความเท่าเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion: DEI) ในเดือน Pride Month ปี 2569 ด้วยการสนับสนุน Trans Pride Thailand 2026 ผ่านนิทรรศการ ‘TRANSMISSION powered by AIS: ข้ามเพศ ข้ามเวลา สู่ภารกิจความเท่าเทียม’ ณ AIS Siam กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–16 มิถุนายน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้กรอบโครงการ MSD Gives Back พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัว MSD All Gen(ders) Run กิจกรรมวิ่งเชื่อมพลังความหลากหลายในเครือข่ายพนักงาน ณ สวนลุมพินี นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเอ็มเอสดีมุ่งขับเคลื่อนความเท่าเทียมอย่างรอบด้าน ทั้งในชุมชนหลากหลายทางเพศและภายในองค์กร ด้วยความเชื่อมั่นว่าความเท่าเทียมคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมสมควรได้รับ  

Trans Pride Thailand 2026 มหกรรม Pride ระดับชาติเพื่อชุมชนคนข้ามเพศ นอนไบนารี และอินเตอร์เซกซ์ กลับมาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ริเริ่มขึ้นในปี 2567 โดยเครือข่าย Trans Pride Thailand เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของ InterPride หรือสมาคมผู้จัดงาน Pride ระดับนานาชาติ งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “การส่งต่อพลัง” จากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตสู่ปัจจุบัน และจากการมองเห็นสู่การมีอิทธิพลในระดับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ สะท้อนความเชื่อมั่นว่าความเท่าเทียมของชุมชนคนข้ามเพศคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่ยั่งยืน โดยเอ็มเอสดี ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ ภายใต้โครงการ MSD Gives Back เพื่อตอบแทนชุมชนและสังคม

ตลอดระยะเวลา 5 วัน มีกิจกรรมมากมายที่จัดขึ้นเพื่อส่งต่อความหลากหลายและความภาคภูมิใจที่เชื่อมโยงสู่ระดับโลก ประกอบด้วย 3 ไฮไลท์หลัก ได้แก่ นิทรรศการ TRANSMISSION ถ่ายทอดคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชนคนข้ามเพศผ่าน 4 โซนประสบการณ์ ได้แก่ SEEN ประวัติศาสตร์คนข้ามเพศในสังคมไทย, MOVE การขับเคลื่อนสิทธิและกฎหมายเพื่อความเท่าเทียม, WORTH พลัง Trans Economy ที่ยังรอการปลดปล่อย, และ WORLD Soft Power ไทยสู่เวทีโลก เวทีเสวนา Talk Series ที่ครอบคลุมประเด็นกฎหมาย สุขภาวะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และครอบครัว และ เวิร์กช็อป Boost Camp สำหรับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์จากชุมชนคนข้ามเพศและหลากหลายทางเพศ ณ AIS SIAM STUDIO ชั้น 4 โดยเอ็มเอสดีร่วมส่งตัวแทนเป็นวิทยากรในเวทีเสวนา ‘EARN YOUR WORTH’ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์จริงในการสร้างองค์กรที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศและส่งเสริมความเท่าเทียมสำหรับทุกคน     

นอกจากการสนับสนุน Trans Pride Thailand แล้ว เอ็มเอสดียังสะท้อน Pride ภายในองค์กรด้วยการจัด MSD All Gen(ders) Run กิจกรรมวิ่งเชื่อมพลังความหลากหลายเป็นครั้งแรก ณ สวนลุมพินี เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายพนักงานของเอ็มเอสดี 2 กลุ่ม ได้แก่ Next Gen Network เครือข่ายพนักงานคนรุ่นใหม่ และ Rainbow Alliance เครือข่ายพนักงานด้านความหลากหลายทางเพศ โดยชวนพนักงานมาจับคู่กับ Buddy ที่มีความแตกต่างด้านอายุ เพศ พื้นเพ หรือแผนกงาน เพื่อร่วมวิ่ง เดิน และสนุกกับกิจกรรม Color Hunting ความมุ่งมั่นของเอ็มเอสดีทั้งภายนอกและภายในองค์กรครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าเอ็มเอสดีมองความหลากหลายและความเท่าเทียมอย่างครบวงจร ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือวัฒนธรรมที่ทุกคนในองค์กรร่วมกันสร้างและมีชีวิตอยู่ทุกวัน

ความร่วมมือระหว่าง Next Gen Network และ Rainbow Alliance ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจร่วมกันในการพาพนักงานออกมาสัมผัสประสบการณ์นอกออฟฟิศ ร่วมวิ่ง เดิน และสนุกสนานไปด้วยกันอย่างมีพลัง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่แท้จริงผ่านกิจกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพราะเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างพนักงานคือรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและเปิดรับทุกคน ทั้งสองเครือข่ายมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง เพราะความเท่าเทียมไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในการสร้างองค์กรและสังคมที่ดีกว่า  

ความมุ่งมั่นของเอ็มเอสดีในการสนับสนุน Trans Pride Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ควบคู่กับการจัด MSD All Gen(ders) Run สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ครอบคลุมทุกมิติในการขับเคลื่อน DEI ทั้งในชุมชนหลากหลายทางเพศและภายในองค์กร เอ็มเอสดีเชื่อมั่นว่าสังคมที่เท่าเทียมและโอบรับความหลากหลายคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจ ‘Inventing for Life’ ที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้น

คุณแหน: 16 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 16 กรกฎาคม 2569

คุณแหน: 16 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 01.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) นำคณะบุคคลผู้มีจิตศรัทธาต่อภารกิจของมูลนิธิฯ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบกองทุนของมูลนิธิฯ ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ พระตำหนักวังสระปทุม…

●● ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท เชิญร่วมฟัง

การแสดง ดนตรีไทยพรรณนา ครั้งที่ 19 ประจำ ปี 2569 เรื่อง “สัมมาสัมพุทธปาฏิหาริย์” โดย ดร.อภิณัฎฐ์ กิติพันธุ์ และวงดนตรีบ้านชีวานุภาพ 23 ส.ค.13.00 น. ห้องประชุมมงกุฎเวชวิทยา ชั้น 4 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ชมฟรี สำรองที่นั่งล่วงหน้าเท่านั้น โทร.02-3547987…

●● สิริกาญจน์ รสกุล และ วรุตม์ ปวโรดม(เชฟแชมป์) ลูกชายของ พัชรพิมล ยังประภากร เจ้าของร้านบันยัน Banyan.BKK ตื่นเต้นดีใจที่ได้ต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จองโต๊ะมาอิ่มอร่อยที่ร้านอาหารไทยสไตล์ Chef Table สาทร ซ.1…

●● ความสุขของ ดร.อดิทธิ์ เชี่ยวสกุล หลังจากไปลงหลักปักฐานอยู่ที่ขอนแก่นหลายปี ..มีความสุขกับการทำบุญทำกุศลตามวาระและโอกาสดีๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในวัยนี้…

●● สวด พ.ท.หญิงกิ่งพร อินทราวุธ มารดา ศุภรัชต์ อินทราวุธ ศาลา 3 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 14-16 ก.ค.18.00 น.พระราชทานเพลิงศพ 18 ก.ค.17.00 น. เมรุ 1…

●● ครบ 8 รอบ 96 ปี ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน มุกดา จันทรสมบูรณ์ พร้อมลูกๆ หลานๆ ต้อนรับญาติสนิทมิตรแท้ ที่มาร่วมอวยพรอย่างคับคั่งอบอุ่น…●● ยินดีกับ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ เดินทางไปรับตำแหน่ง District 17 Governor ปี บริหาร 2026-2028 ในงานประชุม Zonta International 67th Convention ที่เมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา…

●● ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ ร่วมกับ CBS Academy คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จัดโครงการอบรมผู้บริหารสื่อมวลชนด้านการบริหารจัดการ ระหว่างวันที่ 18 ส.ค.- 24 ก.ย. เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่แก่ผู้บริหารระดับสูงของสื่อมวลชน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ และสื่อมวลชนโดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมบรรยายพิเศษ…

●● ร้านแม่ยุ้ย สาขาราชครูของ จอม เชี่ยวสกุล มีเมนูใหม่ที่อยากแนะนำตอนนี้คือ แกงพะแนงเนื้อสามชั้น ข้าวหอมมะลิ และปลาวงเค็มทอด เป็นเมนูที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความพิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ จองที่นั่ง 02-2799849 เปิดทุกวัน 11.00-22.00 น. …

เด็กไทยคว้า 37 รางวัล เวที ‘ESOLIO 2026’ สะท้อนความสามารถ-ความมุ่งมั่น ของเยาวชนไทยอย่างภาคภูมิใจ

เด็กไทยคว้า 37 รางวัล เวที ‘ESOLIO 2026’ สะท้อนความสามารถ-ความมุ่งมั่น ของเยาวชนไทยอย่างภาคภูมิใจ

เด็กไทยคว้า 37 รางวัล เวที ‘ESOLIO 2026’ สะท้อนความสามารถ-ความมุ่งมั่น ของเยาวชนไทยอย่างภาคภูมิใจ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป (Miraah Inter Group) องค์กรเชี่ยวชาญการส่งเสริมศักยภาพด้านวิชาการระดับชาติ และระดับนานาชาติ และเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ตามมาตรฐานเพื่อส่งนักเรียนผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันวิชาการระดับนานาชาติ ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ที่สร้างผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจ จากการเข้าร่วมการแข่งขัน English for Speakers of Other Languages International Olympiad (ESOLIO) 2026 พร้อมขอขอบคุณผู้ปกครอง โรงเรียน และคณะครูทั่วประเทศที่ให้ความไว้วางใจและร่วมส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนไทย ตั้งแต่การเข้าร่วมสอบระดับประเทศ ผ่านโครงการ ASMOPSS (แอสมอพส์) และโครงการ AETIS (เอทิส) เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศเพื่อสอบ ESOLIO 2026 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

ดร.ธนากร แผลงเดช (ครูป้อม) นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ (APANE) และเป็นผู้บริหารของสถาบันในเครือข่าย ไมราห์ เอ็ดดูเคชั่น (Miraah Education) เปิดเผยว่า ในการแข่งขัน ESOLIO 2026 ณ เมือง บาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันรอบนานาชาติจำนวนกว่า 99 คน จาก 7 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย บังกลาเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง และอินโดนีเซีย “สำหรับ ESOLIO ถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงออกถึงศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานสากล ทั้งการฟัง การอ่าน การเขียน และการสื่อสาร พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวัฒนธรรมกับผู้เข้าแข่งขันจากนานาประเทศ ซึ่งในปีนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับนักเรียนตัวแทนประเทศไทย ที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และสามารถคว้ารางวัลรวมทั้งสิ้น 37 รางวัล ได้แก่ รางวัลประเภทบุคคล โดยนักเรียนไทย สามารถคว้ามาได้ 5 เหรียญทอง 8 เหรียญเงิน 10 เหรียญทองแดง และรางวัลชมเชย 5 รางวัล รวม 28 เหรียญรางวัล รวมถึงรางวัลประเภทการเขียนยอดเยี่ยม มาถึง 5 รางวัล ราวัลประเภทการพูดยอดเยี่ยม 2 รางวัล และ รางวัลคะแนนรวมทุกทักษะสูงสุด อีก 2 รางวัล

“เรารู้สึกประทับใจอย่างมากที่ได้เห็นเด็กไทยของเราแสดงความสามารถด้านทักษาะภาษาอังกฤษของแต่ละคนออกมาได้อย่างดี ทั้งการสื่อสาร การเขียน และการพูด รวมถึง ทุกคนยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมของไทยให้นักเรียนชาวต่างชาติได้รู้จัก โดยครั้งนี้ อาจเรียกได้ว่า เกินความคาดหมายที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้มาก เพราะเด็กนักเรียนไทย ทั้งหมดที่เราส่งไปแข่งขันสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ทุกคน ขณะที่การแข่งขันดังกล่าว นักเรียนตัวแทนประเทศไทย ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พร้อมๆ กับการสร้างมิตรภาพกับเยาวชนต่างประเทศ และพัฒนาทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นอีกประสบการณ์ในการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษา และการทำงานในอนาคต” ดร.ธนากร กล่าว

ด้าน ด้าน อาจารย์มีนา มัญชุมาศ บุญชู โกคิง เลขาธิการสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ และ CEO มาเลนท์ดีเทคทีฟ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ผลการแข่งขันดังกล่าว ถือเป็นการสะท้อนถึงความสามารถของเยาวชนไทย ที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันกับนักเรียนจากหลายประเทศได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของนักเรียน และการสนับสนุนจากผู้ปกครอง โรงเรียน และครูผู้สอน ตั้งแต่การประสานงาน และส่งเสริมในเชิงวิชาการเพื่อร่วมพัฒนานักเรียนก้าวไปสู่ระดับสากล เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าการศึกษาในทุกวันนี้ต้องเกิดจากความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาในทุกระดับ และร่วมกันพัฒนาศักยภาพทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง และการศึกษาได้เชื่อมต่อภาคธุรกิจอื่นๆอย่างแท้จริง”

เด็กหญิง ณัฐณิชา ตันศิริ จากโรงเรียนสองภาษาลาดพร้าว ซึ่งคว้าด้วยกันถึง 4 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคล รางวัลคะแนนรวมสูงสุดของระดับชั้น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทักษะการพูดยอดเยี่ยม รางวัลชนะเลิศโครงงานประเภททีม และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กิจกรรมประเภททีม กล่าวว่า “การแข่งขันครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของหนู ซึ่งทำให้ได้เจอกับเพื่อนชาวต่างชาติเยอะมาก รวมถึงได้ทำกิจกรรมสนุกๆอีกด้วย ตอนแรกหนูก็ใม่คิดว่า จะคว้ารางวัลมาได้เยอะขนาดนี้ แต่พอทำได้ ก็รู้สึกภูมิใจ กับความสำเร็จที่เกิดขึ้น และหากปีหน้ามีการแข่งขันแบบเดียวกันนี้อีก หนูก็อยากจะไปร่วมการแข่งขันค่ะ”

เด็กชายติณณภพ รัตนสุภา จากโรงเรียนแสงทองวิทยา คว้า 3 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล รางวัลชนะเลิศ โครงงานประเภททีม และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กิจกรรมประเภททีม กล่าวเช่นกันว่า “ดีใจมากที่ได้เหรียญรางวัลจากการแข่งขันครั้งนี้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือผมประทับใจมาก ที่ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ จากต่างประเทศตลอด 4 วัน และทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษได้มากขึ้น”

เด็กชายณธีร์ เกียรติเดชปัญญา จาก D-PREP International School ซึ่งคว้ามาได้ถึง 2 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล และ รางวัลคะแนนรวมสูงสุดระดับชั้น กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจมาก ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันที่อินโดนีเซีย โดยเฉพาะการได้รับรางวัลกลับมา นอกจากนี้ ยังได้เจอกับเพื่อนใหม่ และสนุกกับกิจกรรมที่ทำในระหว่างการแข่งขัน”

เด็กชายจิรภัทร อุทารวุฒิพงศ์ จากโรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย คว้า 2 รางวัล คือ รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โครงงานประเภททีม กล่า วว่า “การแข่งขันครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เราได้ประสบการณ์การใช้ภาษาอังกฤษ จริงๆ แล้ว ยังทำให้เราได้เจอกับเพื่อนชาวต่างชาติ อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ผมภูมิใจกับรางวัลที่ได้ด้วย”

เด็กหญิง อชิรญา อรรถวรากรณ์ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ คว้า 2 รางวัล คือ รางวัลเหรียญทองประเภทบุคคล และ รางวัลชนะเลิศโครงงานประเภททีม กล่าวว่า “ตอนแรกที่ได้รับคัดเลือกให่ไปแข่งขัน ก็มีความกังวลว่า เราจะทำได้ดีมากแค่ไหน ยิ่งได้เจอกับเพื่อนต่า งชาติที่เก่งๆ ก็พยายามบอกกับตัวเองว่า เราก็ต้องทำได้ และต้องแสดงความสามารถออกมาให้ดีที่สุด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็สามารถคว้ารางวัลมาได้ในที่สุด”

อย่างไรก็ดี ดร.ธนากร แผลงเดช ยังกล่าวด้วยว่า “เราจะยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้นักเรียนไทยได้ก้าวสู่เวทีวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อีกหลายโครงการแข่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาเชื่อมโยงและประสานเครือข่ายทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ ก้าวสู่การเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ ซึ่งความสำเร็จในเวที ESOLIO 2026 ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมื่อเยาวชนไทยได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม ก็สามารถแสดงศักยภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้อย่างสง่างามบนเวทีนานาชาติ”

ไม่ดื่มก็เสี่ยง! ‘โรคมะเร็งตับ’ ภัยเงียบคนยุคใหม่ เบาหวาน–อ้วน–ไขมันพอกตับ ทำร้ายตับแบบไม่ต้องดริงก์

ไม่ดื่มก็เสี่ยง! ‘โรคมะเร็งตับ’ ภัยเงียบคนยุคใหม่  เบาหวาน–อ้วน–ไขมันพอกตับ ทำร้ายตับแบบไม่ต้องดริงก์

ไม่ดื่มก็เสี่ยง! ‘โรคมะเร็งตับ’ ภัยเงียบคนยุคใหม่ เบาหวาน–อ้วน–ไขมันพอกตับ ทำร้ายตับแบบไม่ต้องดริงก์

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

หลายคนเชื่อว่า “มะเร็งตับ” เป็นโรคของคนดื่มแอลกอฮอล์หนัก ๆ เท่านั้น แต่ความจริงแล้วยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เสี่ยงโรคนี้ เพราะมะเร็งตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งไวรัสตับอักเสบ ภาวะไขมันพอกตับ ไปจนถึงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่กำลังทำร้ายตับไม่รู้ตัว โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ผู้ชายเป็นอันดับ 1 และผู้หญิงเป็นอันดับ 4 ซึ่งตัวเลขที่น่ากังวลนี้เกิดจากการที่มะเร็งตับมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้คนส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้ข้อมูลควรรู้สาเหตุของมะเร็งตับที่มีมากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมชวนกลุ่มเสี่ยงปรับการใช้ชีวิตก่อนสาย

มะเร็งตับ เกิดจากการที่เซลล์ในตับกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้องอก พบบ่อยในช่วงอายุ 50–70 ปี เพราะมะเร็งตับไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการอักเสบเรื้อรังสะสม เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายและซ่อมแซมซ้ำ ๆ ก็เพิ่มโอกาสกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในที่สุด โดยผู้ชายมีความเสี่ยงกว่าผู้หญิงราว 2–3 เท่า เพราะผู้ชายมีอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและมีแนวโน้มการดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่า อีกทั้งยังมีข้อมูลที่เชื่อว่าฮอร์โมนเพศชายอาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้

เปิดลิสต์ปัจจัยใกล้ตัวเสี่ยง “โรคมะเร็งตับ” ที่ไม่ดื่มก็เป็นได้

การดื่มหนักเป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุของมะเร็งตับ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมากที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบายว่า “ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับมีหลายอย่าง ทั้งไวรัสตับอักเสบบีที่พบมากที่สุดในคนไทย ไวรัสตับอักเสบซี ภาวะไขมันพอกตับ ตับแข็ง โรคทางพันธุกรรม การได้รับสารอะฟลาท็อกซินจากอาหารที่ขึ้นรา และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีภาวะไขมันพอกตับจากเมตาบอลิก (MASLD) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งตับกันมากขึ้น เพราะสัมพันธ์กับโรคฮิตของคนยุคใหม่ อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ภาวะลงพุง รวมถึงพฤติกรรมกินหวาน กินอาหารแปรรูป และการไม่ค่อยออกกำลังกาย จึงเป็นเรื่องน่ากังวลเพราะหลายคนกำลังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้เลยว่าตับกำลังมีปัญหา”

อย่ารอให้มีอาการ “โรคมะเร็งตับ” ภัยเงียบที่ปล่อยไว้นานยิ่งอันตราย

มะเร็งตับนับเป็นภัยเงียบเพราะระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าเป็นอยู่ และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจคัดกรอง ซึ่งอาจเป็นช่วงที่โรคลุกลามแล้ว พญ.สาวินี จิริยะสิน จึงย้ำว่าถ้ามีโอกาสให้ไปตรวจได้ทันที ไม่ต้องรอให้มีอาการ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงควรตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน เพราะยิ่งพบเร็ว โอกาสรักษาให้หายก็ยิ่งสูง อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการ เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่มีสาเหตุ คลำเจอก้อนหรือปวดบริเวณชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องโตจากการมีน้ำในช่องท้อง อาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ควรรีบพบแพทย์ทันที

“โรคมะเร็งตับ” ตรวจพบไว รักษาได้ ด้วยแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน

ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุตดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทั้งอายุรแพทย์โรคตับ ศัลยแพทย์ แพทย์รังสี และแพทย์โรคมะเร็ง พร้อมเทคโนโลยีการวินิจฉัย เช่น อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยแนวทางรักษามีหลายวิธีตามระยะโรคและสภาพตับ ตั้งแต่การผ่าตัด การจี้ก้อนมะเร็งด้วยคลื่นความร้อน การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ไปจนถึงยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด โดยหากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ อย่างไรก็ตาม แม้รักษาหายแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังหรือตับแข็ง จึงควรติดตามอาการกับแพทย์และตรวจตับตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

“อยากให้ทุกคนมองว่าการดูแลตับเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะหลายคนที่ดูแข็งแรงดีก็อาจมีความเสี่ยงอยู่โดยไม่รู้ตัว จริง ๆ แล้วการป้องกันเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัว ทั้งการรักษาน้ำหนักตัวให้สมดุล การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ อาทิ การดื่มแอลกอฮอล์และอาหารแปรรูป ส่วนใครที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก็อยากให้ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ อย่ารอให้มีอาการก่อน เพราะการตรวจพบโรคไวคือโอกาสสำคัญที่จะรักษาได้ทัน และได้ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของโรค สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กเล็ก บนเวทีวิชาการกรมอนามัย ภัยเงียบที่อาจทำให้ IQ ลดลงถึง 5-10 จุด อาจกระทบการเรียนรู้ในระยะยาว

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กเล็ก บนเวทีวิชาการกรมอนามัย  ภัยเงียบที่อาจทำให้ IQ ลดลงถึง 5-10 จุด  อาจกระทบการเรียนรู้ในระยะยาว

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กเล็ก บนเวทีวิชาการกรมอนามัย ภัยเงียบที่อาจทำให้ IQ ลดลงถึง 5-10 จุด อาจกระทบการเรียนรู้ในระยะยาว

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นสุขภาพแม่และเด็กที่มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะภาวะซีดหรือโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กเล็ก ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ดานอน ประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชนที่ทำงานสนับสนุนประเด็นสุขภาพเด็กและการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) ร่วมกับ กรมอนามัยอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมจัดแสดงบูธนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) และสาธิตการใช้เครื่องมือตรวจหาความเสี่ยงภาวะ IDA แบบไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งภาวะ IDA เป็นหนึ่งในภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่มักถูกละเลย ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ภาวะ IDA อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และพัฒนาการทางสมอง

ภายใต้กรอบการจัดงานของกรมอนามัย หนึ่งในหัวข้อบนเวทีวิชาการในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพเด็กที่มีผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะ ภาวะซีดหรือภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอาการแสดงชัดเจน และอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว หากไม่ได้รับการเฝ้าระวังตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ซีดในเด็กปฐมวัย โลหิตจางในวัยเยาว์ โลกไม่เศร้า เราช่วยได้ (Anemia in early childhood: the world isn’t, we can)” ซึ่งสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ภาวะโลหิตจางในเด็กไทย แนวทางการคัดกรอง และการดูแลเชิงป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ เป็นหนึ่งในประเด็นด้านโภชนาการและพัฒนาการเด็กที่ยังคงต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอาการแสดงชัดเจน และอาจส่งผลต่อพัฒนาการในระยะยาว หากไม่ได้รับการเฝ้าระวังและจัดการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การเสวนาดังกล่าว ทางกรมอนามัยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกุมารเวชศาสตร์ ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ อาจารย์พิเศษ สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะจากการขาดธาตุเหล็กซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้มากในเด็กเล็กช่วงวัย 0–5 ปี โดยหลายครอบครัวอาจไม่ทราบ เพราะลูกอาจไม่แสดงอาการเด่นชัด แต่ขาดธาตุเหล็กโดยไม่รู้ตัว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ ได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลขที่น่ากังวลจากโครงการสำรวจด้านโภชนาการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่ 2 (Southeast Asia Nutrition Survey II – SEANUTS II) ที่เก็บข้อมูลระหว่างปี 2563-2564 และได้รับการตีพิมพ์ในปี 2566 ที่พบว่า เด็กไทยอายุ 6-11 เดือน และ 1–3.9 ปี มีภาวะโลหิตจางสูงถึงร้อยละ 56.6 และ 35.2 ตามลำดับ ซึ่งร้อยละ 62-81 ของเด็กวัย 6 เดือนถึง 3 ปีที่มีภาวะโลหิตจาง สาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก 

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในวัยทารก แม้จะไม่เห็นอาการชัดเจนในช่วงแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาแก้ไข จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยอาจทำให้ระดับ IQ ลดลงได้ถึง 5-10 จุด ซึ่งส่งผลอย่างถาวรต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ และการเสริมธาตุเหล็กอาจไม่ได้เพิ่มระดับ IQ ได้สูงเท่าระดับข้างต้น การให้อาหารตามวัยแก่ทารกที่ถูกต้องเหมาะสมและการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจึงมีความสำคัญยิ่ง

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล อธิบายว่า การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญมาก โดยแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีเจาะเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count : CBC) หรือค่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin : Hb) หรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit : Hct) ในช่วงอายุ 6-12 เดือน และ 3-5 ปี ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยคัดกรองภาวะโลหิตจางได้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ ที่มีน้ำหนักและความยาวค่อนข้างน้อย พฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารหรือมีประวัติธาลัสซีเมียในครอบครัว พร้อมเสริมว่าหากเห็นว่าเด็กๆ ซีดแสดงว่าภาวะโลหิตจางส่งผลกระทบมากแล้ว  จึงควรตรวจคัดกรองตั้งแต่ก่อนมีอาการ

แม้การเจาะเลือดจะเป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจภาวะโลหิตจาง แต่ก็อาจเป็นขั้นตอนที่สร้างความกังวลให้กับเด็กเล็กและผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้ในงานวิจัยหนึ่งของ รศ.พญ.สุชาอร (Suchaorn S et al., 2025) ได้นำเครื่องมือที่วัดระดับฮีโมโกลบินผ่านปลายนิ้วโดยไม่ต้องเจาะเลือดมาใช้ ซึ่งช่วยให้การตรวจประเมินเป็นมิตรต่อเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น การศึกษาดังกล่าวพบว่าจากเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจำนวน 2,000 คน มีความเสี่ยงภาวะโลหิตจางมากกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งงานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ในการช่วยคัดกรองกลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อนำไปสู่การตรวจยืนยันและรักษาต่ออย่างเหมาะสมต่อไป

ด้าน  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ ชี้ให้เห็นบทบาทของพ่อแม่ในการดูแลโภชนาการที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การส่งเสริมให้เด็กได้รับอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กและโปรตีนคุณภาพดี อาทิ ตับ เลือดสัตว์ เนื้อแดง รวมทั้งผักใบเขียว ควรรับประทานร่วมกับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย นอกจากนี้ ยังแนะนำให้พ่อแม่นำอาหารจากสำรับของครอบครัวมาปรับรูปแบบและรสชาติให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับอาหารหลากหลาย ได้รับสารอาหารครบถ้วน และสามารถรับประทานร่วมกับครอบครัวได้อย่างเหมาะสม อีกทั้ง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในเด็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี ตามมาตรการป้องกันภาวะโลหิตจางของกรมอนามัย

ทั้งสองวิทยากรได้ฝากข้อคิดสำคัญว่า การป้องกันภาวะโลหิตจางสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ทั้งการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของภาวะโลหิตจาง การเลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน การได้รับธาตุเหล็กเสริมตามคำแนะนำของบุคลากรสาธารณสุข และการเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตแข็งแรง มีพัฒนาการสมวัย และมีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่

สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวคิดการคัดกรองที่เหมาะสมกับบริบทการทำงานด้านสาธารณสุข

จากประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นในเวทีวิชาการ ดานอน ประเทศไทย ได้มีส่วนร่วมในงานผ่าน พื้นที่นิทรรศการให้ความรู้ เพื่อสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA) และแนวคิดการเฝ้าระวังความเสี่ยงในเด็กปฐมวัยแก่บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมงาน

ภายในพื้นที่ดังกล่าว มีการ สาธิตการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง ด้วยเครื่องมือแบบไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดานอน ประเทศไทย สนับสนุนให้แก่กรมอนามัยในรูปแบบการยืม จำนวน 9 เครื่อง ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ “เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก (Smart Kids with Iron)” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นภาพแนวทางการคัดกรองความเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย โดยไม่ต้องเจาะเลือดสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ

เครื่องมือดังกล่าว ปัจจุบันได้นำไปสนับสนุนการเฝ้าระวังและการคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง ในเครือข่ายศูนย์อนามัยของกรมอนามัยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี ศูนย์อนามัยที่ 11 นครศรีธรรมราช ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อช่วยให้เด็กไทยได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และได้รับการดูแลด้านโภชนาการที่เหมาะสม

“ดานอนเชื่อว่า สุขภาพที่ดีของเด็กต้องเริ่มต้นจากการดูแลและป้องกันตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต”  แดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยและลาว กล่าว “การดูแลเชิงป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล จึงเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพเด็กในระยะยาว ดานอนจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับกรมอนามัยและภาคสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนแนวคิดการดูแลเชิงป้องกัน และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต”

ขานรับ ‘โครงการฮักโลก Hug The Earth ปีที่ 2’ ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ชวนช้อปสินค้ารักษ์โลก

ขานรับ ‘โครงการฮักโลก Hug The Earth ปีที่ 2’  ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ชวนช้อปสินค้ารักษ์โลก

ขานรับ ‘โครงการฮักโลก Hug The Earth ปีที่ 2’ ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ชวนช้อปสินค้ารักษ์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าความร่วมมือกับ หอการค้าไทย ใน “โครงการฮักโลก (Hug The Earth)” ภายใต้แนวคิด “เลือกเพื่อโลก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำบทบาท Total Home Solution ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเลือก สินค้าและโซลูชันเพื่อบ้านได้ครบในที่เดียว พร้อมตอบรับเทรนด์ Green Living ท่ามกลางต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัย ที่เป็นโจทย์สำคัญของทุกครัวเรือน โดยคัดสรร สินค้ารักษ์โลกกว่า 1,800 รายการ ครอบคลุมกลุ่ม ประหยัดพลังงาน ประหยัดน้ำ และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพภายในบ้าน เพื่อเปลี่ยนการเลือกซื้อสินค้าเข้าบ้านจาก ค่าใช้จ่ายทั่วไป ให้เป็น การลงทุนระยะยาว ที่ช่วย ลดต้นทุนการอยู่อาศัย และสร้างความยั่งยืนที่จับต้องได้

นางสาวชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ตลาดสินค้าเพื่อบ้านกำลังก้าวเข้าสู่ จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ราคาและคุณภาพสินค้าเป็นหลัก วันนี้การตัดสินใจซื้อเริ่มขยายไปสู่มิติของ ต้นทุนการใช้งานระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ พลังงาน และคุณภาพชีวิตภายในบ้าน เพราะสินค้าเหล่านี้ไม่ได้จบต้นทุน ณ วันที่ซื้อ แต่ยังส่งผลต่อ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าบำรุงรักษา และความสบายในการอยู่อาศัย อย่างต่อเนื่อง ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Value-driven Choice ของผู้บริโภคที่มองหา ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”

ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม ได้คัดสรรสินค้ารักษ์โลกกว่า 1,800 รายการ จาก 46 แบรนด์ชั้นนำ ในหลากหลายหมวดสินค้าเพื่อบ้าน ตั้งแต่ สี กระเบื้อง เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ ประตู-หน้าต่าง เครื่องทำน้ำอุ่น ปั๊มน้ำ แอร์ ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวอ้างอิงฉลากและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้ อาทิ ฉลากเขียว ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ฉลาก SCG Green Choice ฉลาก Carbon Footprint ฉลาก Green Industry และอื่น ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้ตอบโจทย์เพียงการใช้งานในบ้าน แต่ยังสนับสนุนการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงการนี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมระหว่างไทวัสดุ บีเอ็นบี โฮม และแบรนด์พันธมิตร ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค Green Living และทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Low Carbon Economy และ Net Zero ในระยะยาว พร้อมทำให้การเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผ่านการจัดแสดงสินค้าและป้ายสัญลักษณ์ “ฮักโลก” ที่จุดขายทั่วสาขา เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็น เลือกซื้อ และตัดสินใจได้สะดวกยิ่งขึ้น”

เมื่อแนวคิด “เลือกเพื่อโลก”: สร้างคุณค่าที่จับต้องได้จริงผ่าน Green Living ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม จึงคัดสรรสินค้ารักษ์โลกที่สะท้อนให้เห็นว่า การเลือกซื้อในวันนี้ สามารถสร้างความคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่าย และยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยได้จริงในระยะยาว  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ มองหาสัญลักษณ์ “ฮักโลก” ที่จุดขาย แล้วเริ่มเลือกสินค้าที่ช่วยให้บ้านประหยัดขึ้น อยู่สบายขึ้น และดีต่อโลกมากขึ้น

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และโปรโมชันดีๆ ได้ที่ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม www.thaiwatsadu.com 
Facebook Fanpage:Thai Watsadu และ LINE Official: @Thaiwatsadu หรือ โทร. 1308 และ BnB home: www.bnbhome.com , LINE Official: @bnbhometh , Facebook: BnB home หรือ โทร. 1308

‘หมอพีท นพ.พิชญุตม์’ รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก ป.ป.ส. ร่วมขับเคลื่อนการบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดผ่านสื่อออน์ไลน์

‘หมอพีท นพ.พิชญุตม์’ รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก ป.ป.ส.  ร่วมขับเคลื่อนการบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดผ่านสื่อออน์ไลน์

‘หมอพีท นพ.พิชญุตม์’ รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก ป.ป.ส. ร่วมขับเคลื่อนการบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดผ่านสื่อออน์ไลน์

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

เพราะปัญหายาเสพติดในประเทศไทย ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีมาตรการการปราบปรามและการบำบัดรักษาจากภาครัฐแต่จำนวนผู้เสพหน้าใหม่ ตั้งแต่เยาวชนจนถึงวัยทำงานยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข

จากปัญหาดังกล่าว การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการบำบัดรักษาที่มีมาตรฐานจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ได้จัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแด่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในหลากหลายสาขาอาชีพ เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2569 ซึ่งในปีนี้ นพ.พิชญุตม์ เกษมภักดีพงษ์ จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณบุคคลหรือองค์กรที่มีผลงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประเภท “ผู้มีอิทธิพลบนสื่อ สื่อมวลชน และรายการโทรทัศน์” จากนายกรัฐมนตรี จากบทบาทในการเป็น “ความหวังและกำลังใจ” ให้แก่ครอบครัวและผู้ที่มีปัญหาจากการใช้ยาเสพติด รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้ด้านการบำบัดรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างยั่งยืน ผ่านทางสื่อออนไลน์ในเพจ “หมอพีท Addiction Story”

 “ผมเชื่อว่าหมอทุกคนตั้งใจอยากให้ผู้ป่วยดีขึ้น แต่ด้วยภาระงานที่ล้นมือเราจึงรักษาผู้ป่วยได้จำกัด ผมจึงคิดว่าหากผมสามารถให้คำแนะนำผ่านโซเชียลมีเดียได้ ผมอาจช่วยคนที่กำลังประสบปัญหาด้านยาเสพติดได้ในวงกว้างขึ้น”  นพ. พิชญุตม์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการทำสื่อออนไลน์

หลังจากคุณหมอเรียนจบเฉพาะทางด้านจิตเวชศาตร์การเสพติด คุณหมอยังได้ไปศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ที่ King’s College London เพื่อศึกษาเชิงนโยบายและนำแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ มาพัฒนาการบำบัดรักษายาเสพติดในประเทศไทยต่อไป

 “ผมอยากแชร์ประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการรักษาด้านการเสพติดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และสร้างความหวัง กำลังใจ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจในการรักษาที่สำคัญที่สุด”  นพ. พิชญุตม์ กล่าวถึงความตั้งใจ

นอกจากเป็นอาจารย์แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ แล้ว คุณหมอยังผสานความร่วมมือกับทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ก่อตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติด Day One Rehabilitation Center จังหวัดนครนายก และ Piti Clinic (ปีติ คลินิก) คลินิกสุขภาพจิต ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ต้องการรับการรักษาที่มีความเป็นส่วนตัว

สำหรับ Day One Rehabilitation Center ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก เป็นสถานบำบัดและฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาจากการใช้ยาเสพติดที่มีแนวคิดว่า “ทุกคนมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ การบำบัดรักษาไม่ใช่แค่การเลิกยา แต่คือการฟื้นฟูทั้งกายและใจ” ซึ่งจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญจะวางแผนโปรแกรมการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ด้วยสิ่งแวดล้อมท่ามกลางธรรมชาติที่ช่วยให้ผู้พักอาศัยรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการดูแลและบำบัดรักษาทางจิตวิทยาโดยทีมสหวิชาชีพอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณค่าและมีความสุขได้อีกครั้ง

ศึกษาข้อมูลหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่  Facebook: ศูนย์บำบัดยาเสพติด Day One Rehabilitation Center    Website: www.dayonerehabcenter.com  ปรึกษาฟรี โทรศัพท์ 02 028 7775 (ข้อมูลเป็นความลับสูงสุด) หรือติดตามข้อมูลวิชาการและสาระน่ารู้ได้ที่ Facebook: หมอพีท Addiction Story

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน  ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ผ่าน Sustainable Craft Business Model เพื่อยกระดับศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยยกกระจูดวรรณี (VARNI Craft) จังหวัดพัทลุง เป็นต้นแบบความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมท้องถิ่น ตามกรอบ ESG ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “Nurturing Thai Crafts to Global Trends” โดยใช้โมเดลธุรกิจ Sustainable Craft Business Model เป็นกรอบการยกระดับผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การสืบสานองค์ความรู้และทุนวัฒนธรรม การยกระดับทักษะของช่างฝีมือ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตอย่างรับผิดชอบ การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน ตลอดจนการสร้างแบรนด์และขยายตลาด เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ควบคู่กับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน

ทั้งนี้ Sustainable Craft Business Model คือการต่อยอดความสำเร็จแนวคิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการดำเนินงานของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์ นักออกแบบ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และตลาดเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบ ESG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคม การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบโมเดลนี้ไม่เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยพลิกโฉมงานคราฟต์ไทยสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม นอกจากนี้ยังช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศงานคราฟต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในมิติการขับเคลื่อนนวัตกรรมหมุนเวียนอย่างเป็น
รูปธรรม และสร้างความแตกต่างให้งานคราฟต์ไทยกลายเป็น “แบรนด์รักษ์โลก” อย่างแท้จริง ตลอดจนช่วยสร้างโอกาสในการเจาะตลาดประเทศต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

ด้าน นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แบรนด์กระจูดวรรณี (VARNI Craft) จังหวัดพัทลุง ซึ่งก่อตั้งโดย นายมนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT นับเป็นหนึ่งในต้นแบบการนำ Sustainable Craft Business Model ไปประยุกต์ใช้จริง (Model in Practice) โดยต่อยอดภูมิปัญญาการจักสานกระจูด
ของชุมชนทะเลน้อยสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ผ่านการพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Signature Pattern) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานยุคใหม่ และการยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้แก่เครือข่ายผู้ผลิตในชุมชน และขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จุดเด่นของ VARNI Craft เป็นการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การอนุรักษ์แหล่งวัตถุดิบ การพัฒนาทักษะของช่างฝีมือ การสร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุ แม่บ้านและคนรุ่นใหม่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้และกิจกรรม Workshop ตลอดจนการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ VARNI Craft ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวคิด Zero Waste มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียวัตถุดิบ และต่อยอดเศษกระจูดให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้ง
ดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมถึงเครื่องหมาย Net Zero Product จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งสะท้อนศักยภาพของงานหัตถกรรมไทยในการก้าวสู่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล

ความสำเร็จของ “กระจูดวรรณี” ภายใต้โมเดลนี้ ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงการพลิกโฉม “ต้นกระจูด” ซึ่งเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงวัชพืชริมผืนน้ำในเขตทะเลน้อยให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าของชุมชนผ่านกระบวนการอัปไซเคิล และการใส่ความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการยกระดับด้วยการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI อันมีลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจาก “กระจูด” ที่เติบโตในระบบนิเวศเฉพาะของพรุพัทลุงน้อยและทะเลน้อย จะมีคุณสมบัติพิเศษคือ เส้นใยมีความเหนียว ทนทาน นุ่มมือ และมีสีสันตามธรรมชาติที่สวยงาม เมื่อนำมาผสานกับภูมิปัญญาการจักสานที่สืบทอดกันมา จึงกลายเป็นสินค้าคราฟต์ที่มีทั้งเรื่องราวทางวัฒนธรรมและคุณภาพในระดับสากล

“การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย SACIT พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนและขยายผล “Sustainable Craft Business Model” ไปสู่กลุ่มผู้สร้างสรรค์ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริม
การนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่มาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของหัตถศิลป์ไทยในเวทีโลก ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นับเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจและความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว” นางสาวแสงระวี กล่าวทิ้งท้าย

BEYOND THE SMILES การให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม ฉลอง 40 ปี ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ

BEYOND THE SMILES การให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม  ฉลอง 40 ปี ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ

BEYOND THE SMILES การให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม ฉลอง 40 ปี ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “4 ทศวรรษ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ : มาตรฐานสากลสู่ความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด 40 ปี แห่งการให้ที่มากกว่ารอยยิ้ม BEYOND THE SMILES เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 40 ปี แห่งการอุทิศตนในการดูแลผู้ป่วยและเผยแพร่ความสำเร็จของการดำเนินงานของ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ หัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ และ ศ. นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ รองหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ร่วมงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ โถงกิจกรรม ชั้น M1 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย     

    
ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการบันทึกเรื่องราวการเดินทางแห่งความหวังภายใต้แนวคิด “THE MIRACLE OF HOPE / THE MIRACLE OF DREAMS” ที่จะจัดแสดงต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันนี้ยังมีเวทีเสวนา 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “40 ปี Beyond The Smiles” โดย ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ ศ.นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ และ ภาคิน (อิคคิว) โซ๊ะเลาะ ผู้ป่วยในความดูแลของศูนย์ฯ เสวนาช่วงที่ 2 หัวข้อ “แรกเริ่มจนถึงวันนี้” โดยตัวแทนผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ฯ ผศ.นพ.ช่อเพียว เตโชฬาร และ ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ และเสวนาช่วงที่ 3 หัวข้อ “ที่สุดของการรักษาของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ” ร่วมพูดคุยกับผู้ป่วยในความดูแลของศูนย์ฯ โดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อสะท้อนพัฒนาการของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ การรักษาแบบองค์รวม และการคืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตและยืนหยัดในสังคมอย่างภาคภูมิ            

การแสดงชุดพิเศษ บทเพลง “Live & Learn” ซึ่งได้รับเกียรติจากศิลปินกิตติมศักดิ์ กมลา สุโกศล พร้อมครอบครัว มาร่วมถ่ายทอดความซาบซึ้ง ร่วมกับทีมแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจาก หญิง-รฐา โพธิ์งาม, โญฮวัน/เคนจิ จาก Xebis (Cupid Wall) รวมถึงการแสดงจากชมรมยิ้มถาวร ภายในงานยังมีการเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมส่งต่อความหวังในโอกาสพิเศษนี้ ผ่านการบริจาคเงินสมทบทุนพร้อมรับของที่ระลึกภายในงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิกัลฟ์

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ หัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ภายใต้ชื่อ “คณะทำงานแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ จุฬาลงกรณ์” โดยการบูรณาการความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาวิชาชีพ เพื่อร่วมกันดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรงแบบสหสาขาวิชาชีพอย่างครบวงจร นับเป็นศูนย์แห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี พ.ศ. 2551 ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ และพระราชทานนามใหม่ในเวลาต่อมาว่า “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” (Princess Sirindhorn Craniofacial Center) ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่ทีมแพทย์และพยาบาล”

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง ไม่ใช่เพียงแค่การศัลยกรรมเพื่อความงาม แต่คือการรักษาระดับสูงที่ต้องอาศัยทีมแพทย์และบุคลากรหลากหลายสาขา ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งรายใหม่และรายเก่าที่เข้ารับบริการ จำนวนกว่า 3,670 ราย โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาแล้ว 2,029 ราย นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังได้ดำเนิน โครงการคลินิกเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นโครงการให้บริการเชิงรุก โดยขยายการค้นหา คัดกรอง รักษา และติดตามผู้ป่วยในส่วนภูมิภาค โครงการดังกล่าวดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน และยังดำเนินโครงการเพื่อผู้ป่วยในด้านต่าง ๆ อีกกว่า 10 โครงการ อาทิ โครงการเกษตรเติมฝัน โครงการชีวิตนี้ยังมีหวัง โครงการสื่อ สาน ผ่านใจ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหายใจ กินอาหาร มองเห็น และดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจและภาคภูมิ ตามมาตรฐานสากลสู่ความยั่งยืน           

Donation HUB สภากาชาดไทย และศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความหวังในครั้งนี้ ด้วยการร่วมบริจาคเงินและรับของที่ระลึกสนับสนุนโดยมูลนิธิกัลฟ์ หรือร่วมบริจาคผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ www.iredcross.org รายได้สมทบทุนสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทุกการบริจาคลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่    ฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อการจัดหารายได้  โทรศัพท์ 0 2256 4440 กด 1