ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าภูเก็ต’ ภูมิอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนแห่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679150

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าภูเก็ต’  ภูมิอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนแห่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองเก่าภูเก็ต’ ภูมิอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนแห่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หอนาฬิกาอาคารเก่า แลนมาร์คของเมือง

ในการประกาศคัดเลือก ชุมชนต้นแบบของการเที่ยวชุมชนยลวิถี ของกระทรวงวัฒนธรรมในปี พ.ศ.๒๕๖๕ นี้ ชุมชนเมืองเก่าภูเก็ตเป็นหนึ่งในจำนวน ๑๐ แห่ง ที่ได้รับการยกย่อง อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปสืบค้นหาต้นทุนของภูมิบ้านภูมิเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานพบว่ามีความน่าสนใจมากกว่าการเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่รู้จักกันทั่วไป เมืองภูเก็ตแห่งนี้เป็นเมืองที่อุดมด้วยทรัพยากรแร่ธาตุโดยเฉพาะแร่ดีบุกซึ่งมีจำนวนมาก จนทำให้ยุคสมัยที่หลายประเทศต้องการแร่ดีบุกไปใช้ในอุตสาหกรรม ได้พากันเดินทางเรือเข้ามาจนมีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกมาร่วมลงทุนทำเหมืองแร่ที่ภูเก็ต โดยมีแรงงานเป็นชาวจีนซึ่งภายหลังนั้นแรงงานชาวจีนกลุ่มนี้ได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นพ่อค้าและนายเหมืองในที่สุด การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีกิจการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และมีความต่างในวัฒนธรรมระหว่างจีน อินเดีย ไทย

ชาวพื้นเมืองและชาวตะวันตกนั้นได้สร้างอัตลักษณ์ของตนจากการหลอมรวมพหุวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ จนทำให้ภูเก็ตนั้นมีความโดดเด่นของการสร้างวัฒนธรรมร่วม ดังปรากฏรูปแบบของการสร้างอาคารบ้านเรือนในชุมชนเมืองยุคแรกที่รับเอาอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมของชาวจีนและชาวตะวันตก ครั้งแรกเรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบ “ชิโน-โปรตุกีส” ตั้งชื่อขึ้นตามความเข้าใจแต่เดิมว่า อาคารต่างๆ นั้นเป็นสถาปัตย์แบบจีนผสมกับศิลปะของชาวโปรตุเกส ผู้เป็นนักเดินเรือที่เดินทางเข้ามาค้าขายทางทะเลในเกาะภูเก็ตแห่งนี้ ภายหลังเมื่อพบว่ามีการนำศิลปแบบตะวันตกมาจากทวีปยุโรปหลายชาติ จึงเปลี่ยนมาเรียกเป็นสถาปัตยกรรมแบบ“ชิโน-ยุโรเปี้ยน” อาคารเหล่านี้เป็นอาคารที่นิยมสร้างในเมืองภูเก็ต เมืองปีนัง และเมืองมะละกาของมาเลเซีย

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

สำหรับอาคารเก่าในเมืองภูเก็ตสร้างขึ้นตามโครงสร้างและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ มี ๓ ลักษณะ ได้แก่ อาคารสาธารณะเป็นอาคารตึกก่ออิฐถือปูนผนังหนา และมีลวดลายประดับสวยงาม เช่น ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ส่วนใหญ่เป็นอาคารราชการสมาคม โรงเรียน และบริษัทเอกชน เป็นต้น คฤหาสน์ เรียกว่า อังมอเหลา เป็นอาคารเดี่ยวที่เรียกว่าตึกฝรั่ง สร้าง ๒ ชั้น ขนาดใหญ่ผนังก่ออิฐฉาบปูนหนา มีเสาอิงตกแต่งลวดลายปูนปั้นตามแบบศิลปะยุโรป แต่มีประตูหน้าต่างไม้ตกแต่งภายในด้วยลายฉลุเป็นศิลปแบบจีนเช่นเดียวกับอาคารตึกแถว มีการจัดช่องหน้าต่างทำให้มีความกลมกลืนกับอาคารเป็นอย่างดีที่ยังเหลืออยู่ เช่น คฤหาสน์หรือบ้านของพระพิทักษ์ชินประชา บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์เป็นต้น อาคารหรือตึกแถว เรียกว่า เตี้ยมฉู่เป็นตึกแถวที่แต่ละห้องนั้นมีกำแพงกั้นด้านหน้าเป็นซุ้มโค้งให้มีช่องทางสำหรับเดินต่อเนื่องไปถึงอาคารหลังอื่นได้ตลอดแถว เพื่อเป็นที่กันแดดกันฝนให้แก่ผู้คนที่สัญจรไป-มาเรียกว่า หง่อคาขี่ หรือ อาเขต อาคารแถวนี้ส่วนใหญ่มีหลังคาทรงสูง มุงด้วยกระเบื้องดินเผามีร่องมุมแหลมรอบตัววี ประตูหน้าต่างชั้นล่างทำด้วยไม้ตกแต่งด้วยลวดลายแบบจีนส่วนชั้นบนมักเป็นบานหน้าต่างขนาดใหญ่๒-๓ ช่องยาวถึงพื้นห้อง เช่น อาคารแถวบริเวณถนนถลาง ถนนดีบุกและซอยรมณีย์ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนกั้นเฉพาะห้องไปแล้วสำหรับจุดที่เป็นแลนด์มาร์คของชุมชนเมืองเก่านั้น อยู่ที่อาคารหอนาฬิกาและอาคารชิโน-ยุโรเปี้ยนต่างๆ ที่ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ของเมืองภูเก็ต พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทหัว บ้านชินประชา นอกจากนี้ ยังมี ศาลเจ้าแสงธรรม ของชาวจีนฮกเกี้ยน และอาคารเก่าในย่านการค้าขาย ที่ถือเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญที่มีอายุมากกว่า ๑๗๐ ปี โดยมี กลุ่มชาติพันธุ์บาบ๋า สืบทอดภาษาและประเพณี “วิวาห์บาบ๋าภูเก็ต”, “ประเพณีกินผัก” ที่รักษาเป็นวัฒนธรรมของตนอย่างมั่นคง โดยผ่านอาหารพื้นถิ่น เช่นผัดหมี่ฮกเกี้ยน ขนมอังกู๊ ขนมโอเอ๋ว ผ่านงานฝีมือของผ้าปาเต๊ะปักมุก ผ้าบาติก ผ้ามัดย้อมผ้าซาโนติก และเครื่องประดับ ซึ่งสร้างความโดดเด่นในชุดแต่งกายของสาวภูเก็ต หรือยาหยา ของชาวบาบ๋า…ผู้สร้างวัฒนธรรมหนึ่งเดียวของเมืองท่องเที่ยวน่ายลแห่งนี้

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบเมืองเก่าภูเก็ต

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบเมืองเก่าภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

ชุดแต่งกายพื้นเมืองของภูเก็ต

สวนและลานมังกร

สวนและลานมังกร

อาคารชิโน-ยุโรเปี้ยน

อาคารชิโน-ยุโรเปี้ยน

คฤหาสน์แบบอั้งม่อเหลา

คฤหาสน์แบบอั้งม่อเหลา

ภาพศิลปะข้างอาคาร

ภาพศิลปะข้างอาคาร

ของโบราณบ้านชินประชา

ของโบราณบ้านชินประชา

สิ่งของโบราณในบ้านเก้าสิบสอง

สิ่งของโบราณในบ้านเก้าสิบสอง

ภายในพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทฮัว

ภายในพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทฮัว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๔๘ ปี พิพิธภัณฑ์ไทย’ ภูมิแหล่งเรียนรู้ของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/677641

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๔๘ ปี พิพิธภัณฑ์ไทย’ ภูมิแหล่งเรียนรู้ของประเทศ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๔๘ ปี พิพิธภัณฑ์ไทย’ ภูมิแหล่งเรียนรู้ของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

เดือนกันยายนนี้ เป็นเดือนที่มีวันสำคัญอยู่หลายวัน คือวันที่ ๘ กันยายน เป็นวันการเรียนรู้แห่งชาติ วันที่ ๑๙ กันยายน เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย (Thai Museum Day) วันที่ ๒๐ กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ รวมถึงวันที่ ๓๐ กันยายน เป็นวันสิ้นปีงบประมาณ ที่มีการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งหน้าที่และวันเกษียณอายุราชการ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวันของการเรียนรู้จากหนังสือ วันเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และวันของเยาวชนผู้เป็นคนที่จะต้องเรียนรู้วิชาเพื่ออนาคตนั้น ต้องถือว่าเดือนนี้มีความสำคัญต่อการสังคมการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะวันพิพิธภัณฑ์ไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ประกาศให้วันที่ ๑๙ กันยายน ของทุกปี เป็น “วันพิพิธภัณฑ์ไทย” เป็นการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งพระองค์นั้นได้โปรดเกล้าฯให้จัดตั้ง หอคองคอเดีย ขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยจัด หอคองคอเดีย ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของไทย ครั้งแรกนั้นเรียกทับคำศัพท์ว่า“มิวเซียม” หรือ “หอมิวเซียม” ส่วนชื่อเต็มนั้นคือศาลาสหทัยสมาคม เป็นอาคารใหม่อยู่ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับใช้จัดแสดงศิลปะโบราณ วัตถุ โบราณต่างๆ และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเป็นครั้งแรกในวันนั้น โดยจัดแสดงงานศิลปะ โบราณวัตถุต่างๆ เป็น ๓ กลุ่ม คือ ศิลปะโบราณวัตถุของไทย ศิลปะโบราณวัตถุส่วนพระมหากษัตริย์ และศิลปะโบราณวัตถุจากต่างประเทศ ต่อมากิจการพิพิธภัณฑ์ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงการจัดพิพิธภัณฑ์ตามแบบสากลมากขึ้น จนมีผู้สนใจในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์มากขึ้น ทำให้มีการจัดพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นมากมาย ทำให้โบราณวัตถุที่มีค่าทั้งหลายนั้นได้ออกมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยนับพันปี จนพิพิธภัณฑ์นั้นกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางชมได้หลายแห่งทั่วประเทศ พร้อมกับกระทรวงวัฒนธรรมได้ตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (Thai National Committee for International Councilof Museum) ขึ้น เพื่อให้องค์ประกอบของคณะกรรมการฯนั้นสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และได้เพิ่มหน่วยงานที่ภารกิจด้านพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยปรับปรุงกรรมการให้ตรงกับตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานประกอบด้วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหมหรือผู้แทนอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี หรือผู้แทน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หรือผู้แทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติหรือผู้แทน ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ รองอธิบดีกรมศิลปากร (ที่อธิบดีกรมศิลปากรมอบหมาย) ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ : สปาฟา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาหรือผู้แทน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมหรือผู้แทน ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) นายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยโดยมีผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรมศิลปากร เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ทำให้มองอนาคตว่าแหล่งเรียนรู้นั้นได้เกิดกิจการพิพิธภัณฑ์ขึ้นทุกระดับทั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์จากหน่วยงานราชการและพิพิธภัณฑ์จากภาคเอกชน ดังนั้นบทบาทใหม่ของพิพิธภัณฑ์จึงมีการปรับเปลี่ยนบทบาทจนมีการเชื่อมโยงเนื้อหาและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้น พิพิธภัณฑ์วันนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบและการใช้เครื่องมือสื่อความเข้าใจทันสมัยขึ้นรวมถึงการสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์มากขึ้น…จนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างภูมิความรู้ความเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิถีวัฒนธรรมไปสู่การพัฒนาตนในอนาคตได้

การจัดด้วยสื่อฮาโลแกรม

การจัดด้วยสื่อฮาโลแกรม

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

วังหน้า

วังหน้า

นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์

นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์พระราม ๙

พิพิธภัณฑ์พระราม ๙

เอ็กซิบิชั่น (Exhibition) ณ ท้องสนามหลวง ร.๕

เอ็กซิบิชั่น (Exhibition) ณ ท้องสนามหลวง ร.๕

หอคองคอเดีย

หอคองคอเดีย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิธีไหว้ครูครอบครู’ ภูมิปัญญาบูชาครูในสังคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/676106

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิธีไหว้ครูครอบครู’ ภูมิปัญญาบูชาครูในสังคมไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิธีไหว้ครูครอบครู’ ภูมิปัญญาบูชาครูในสังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิโรจน์ วีระวัฒนานนท์ ศิลปินแห่งชาติ

จากงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติฯ วิถีถิ่นวิถีไทย “เสน่ห์แห่งสายน้ำ วัฒนธรรมภาคกลางสืบสานศิลป์ วิถีถิ่นบูรพา” เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม-๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ณ ตลาดน้ำห้วยสุครีพต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นั้น ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานในพิธีไหว้ครู ครอบครู ในงานนี้ โดย นายเด่นชัยเอนกลาภ พ่อครูลิเก ซึ่งเป็นนายกสมาคมลิเกแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าพิธีนี้ด้วยตนเอง ท่ามกลางผู้ร่วมพิธีจากกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปินแห่งชาติ คือ นายประสพ เรียงเงิน หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางโชติกา อัครกิจโสภากุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายส่วนพนมวัฒนากุล ประธานสภาวัฒนธรรม พ่อครูชัยชนะ บุญนะโชติ พ่อครูประยงค์ ชื่นเย็น พ่อครูวิโรจน์ วีระวัฒนานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง พร้อมด้วย ศิลปินพื้นบ้านอาวุโส ศิลปินลิเกจากสมาคมลิเกแห่งประเทศไทย และนักแสดง จากโรงเรียนนาฏศิลป์ไทยชลบุรี ร่วมด้วยวัฒนธรรมจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก ๒๕ จังหวัด ด้วยเหตุที่พิธีไหว้ครู ครอบครูนี้ เป็นภูมิปัญญาโบราณแห่งความกตัญญูรู้คุณครู ที่ได้ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณีที่เคร่งครัดใน นาฏศิลป์ โขน ละคร ลิเก โนรา  ซึ่งผู้เรียนนาฏศิลป์ โขน ละคร ลิเก รวมถึงนักแสดงอื่นๆ นั้นต้องจัดพิธีนี้สม่ำเสมอ เพื่อเป็นการรำลึกนึกถึงพระคุณครูผู้สอนในอดีตและปัจจุบัน เป็นพิธีอัญเชิญครูมาร่วมในพิธี ให้ศิษย์ได้กราบไหว้เป็นสิริมงคลโดยจัดตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พ่อแก่ (ฤๅษี) เทวรูปเคารพ หัวโขนและเครื่องที่ใช้ในการแสดง พร้อมด้วยเครื่องสังเวย เครื่องกระยาบวช เครื่องเซ่นตามลักษณะของครูผู้สอน

คณะผู้ร่วมพืธี

เมื่อเสร็จพิธีสรงน้ำและครอบครูโดยนำเศียรพ่อแก่ฤๅษี หรือเศียรที่เคารพครอบหัวแล้ว บรรดาศิษย์จะรำถวายมือให้ความบันเทิงแก่ครู ซึ่งเป็นการทดสอบท่ารำตามที่ได้รับการถ่ายทอดมา แล้วจบลงที่โปรยข้าวตอกดอกไม้ ส่งครูกลับเป็นเสร็จพิธี ดังนั้นพิธีไหว้ครู ครอบครู จึงเป็นการแสดงความเคารพครูด้วยจัดดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องบูชาครูเพื่อขอบารมีให้ครูช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้และคุ้มครองศิษย์ เป็นการมอบตัวเข้าเป็นศิษย์ ขอเป็นผู้สืบทอดงานศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นพิธีประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จการเรียนรู้ ฝึกฝนของการศึกษาวิชานาฏศิลป์ โขน ละคร ลิเก โนรา การแสดงต่างๆ ซึ่งเป็นวันสำคัญของความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของศิษย์ทุกระดับชั้น ที่ต่างพร้อมใจกันจัดพิธีเพื่ออัญเชิญครูมาให้ศิษย์คารวะและแสดงกตเวทิตา เป็นการน้อมจิตรำลึกพระคุณของครู ถือว่าเป็นพิธีหนึ่งเดียวในโลกที่สร้างความ “เป็นครูเป็นศิษย์” หรือ “ศิษย์มีครู” เดียวกัน ที่มีการสืบสาน อนุรักษ์ สืบทอดกันมาแต่โบราณ และไม่ได้มีแต่เพียงครูของการแสดงเท่านั้น ยังรวมไปถึงครูช่างศิลปกรรม และครูผู้สอนวิชาต่างๆ ด้วย 

เครื่องสังเวย

ดังนั้น พิธีไหว้ครูครอบครูจึงเป็นวิถีไทยที่แสดงถึงความกตัญญูรู้คุณครู สร้างความเคารพนับถือครูขึ้นในสังคมไทยมาจนทุกวันนี้ จึงเรียกร้องให้“พิธีไหว้ครูครอบครูของไทย” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก และมีชุดการเรียนรู้ เข้าใจในพิธีปฏิบัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรียนรู้เรื่องเพลงจากวงปี่พาทย์เครื่องห้า ที่บรรเลง ๒๖ เพลง ตามวาระของพิธี เช่น เพลงเหาะ เชิญพระอิศวร, เพลงกลม เชิญเทพเจ้า เพลงโคมเวียน เชิญเทวดาทั่วๆ ไป เพลงบาทสกุณี เชิญพระนารายณ์, เพลงตระพระปรคนธรรพ เชิญพระปรคนธรรพ (ครูดนตรี) เพลงตระองค์พระพิราพเต็มองค์ เชิญองค์พระพิราพเพลงคุกพาทย์ เชิญครูยักษ์ใหญ่ทั่วไป เพลงดำเนินพราหมณ์ เชิญผู้ทรงศีล เพลงช้า-เพลงเร็ว เชิญครูมนุษย์ เพลงเชิดฉิ่ง เชิญครูนาง, เพลงกราวนอก เชิญครูวานรหรือพานร, เพลงกราวใน เชิญครูยักษ์ทั่วไป เพลงกราวตะลุง เชิญครูแขก, เพลงโล้เชิญครูที่เดินทางน้ำ เพลงเสมอเถร เชิญครูฤๅษีขึ้นสู่ที่ประทับ เพลงกราวรำ เชิญศิษย์ทุกคนรำเพื่อเป็นสิริมงคลและส่งครูกลับ เพลงพระเจ้าลอยถาดส่งครูกลับ และ เพลงมหาชัย บรรเลงส่งท้ายเพื่อความสามัคคี ซึ่งแต่ละเพลงนั้นจะลำดับก่อนหลังไม่เหมือนกันตามแต่เจ้าพิธี…แต่ต้องไม่ผิดเพลงกับการทำพิธีพิธีนี้จึงถูกสอนให้ระมัดระวัง “การผิดครู” ที่จะต้องสอนทุกครั้งว่า อย่าผิดคำครูสอน, ผิดเพลงครู, ผิดท่ารำของครู นั่นคือครูสอนมาดีแล้ว อย่าออกนอกลู่นอกทางจน “ผิดผี” เป็นการทำให้คนมีครูนั้นอยู่ในวิถีความนับถือรู้คุณที่ไม่เคยหายไปจากสังคมไทยเลย”

พิธีไหว้ครู ครอบครูลิเก

พิธีไหว้ครู ครอบครูลิเก

หัวโขนในพิธีไหว้ครู

หัวโขนในพิธีไหว้ครู

นายเด่นชัย เอนกลาภ พ่อครูลิเก เจ้าพิธี

นายเด่นชัย เอนกลาภ พ่อครูลิเก เจ้าพิธี

พิธีสรงน้ำ

พิธีสรงน้ำ

อัญเชิญครูลงองค์

อัญเชิญครูลงองค์

เครื่องสังเวยในพิธีไหว้ครู

เครื่องสังเวยในพิธีไหว้ครู

อัญเชิญครูลงประทับ

อัญเชิญครูลงประทับ

ศิษย์รำถวายมือ

ศิษย์รำถวายมือ

ศิลปินแห่งชาติ

ศิลปินแห่งชาติ

ศิลปินและคณะผู้บริหารวัฒนธรรม

ศิลปินและคณะผู้บริหารวัฒนธรรม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ผ้าทอพื้นบ้าน’ ภูมิผ้าลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/674577

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอพื้นบ้าน’  ภูมิผ้าลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ผ้าทอพื้นบ้าน’ ภูมิผ้าลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ้าทอพื้นเมือง

ด้วยเหตุที่ไทยรู้จักทอผ้าใช้กันในหมู่บ้านมาช้านาน ด้วยวิธีการทอผ้าด้วยมือตามแบบดั้งเดิม ซึ่งนับวันจะสูญหายหากไร้ผู้สืบทอด ดังนั้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาขึ้นใหม่จนได้รับความนิยมจึงเป็นงานสำคัญในสังคม ดังปรากฏว่าเมื่อฟื้นฟูการทอผ้าแล้วได้มีการออกแบบใหม่และเพิ่มเทคนิคการทอผ้าจนมีความสวยงามด้วยลวดลายต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากอดีตตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น ได้มีการสั่งทำผ้าตามลวดลายตัวอย่างจึงเรียกว่า “ผ้าลายอย่าง” ที่ส่วนใหญ่ใช้พิมพ์ลวดลายต่างๆ มาใช้แทนผ้าทอมือทั่วไป หลังจากมีการทำสนธิสัญญาบาวริงกับอังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ แล้ว ไทยได้สั่งผ้าจาก ต่างประเทศเข้ามาใช้มากขึ้น จนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้สำรวจพบว่า มีการสั่งผ้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ทำให้สิ้นเปลืองเงินตราปีละไม่น้อย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มฟื้นฟูการทอผ้าไหมขึ้นโดยส่งเสริมการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และฟื้นฟูการทอผ้าอย่างจริงจัง ใน พ.ศ. ๒๔๕๒ นั้นพระองค์ทรงโปรดฯให้สถาปนากรมช่างไหมขึ้น และโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนช่างไหมที่วังสระปทุม ต่อมาได้ขยายสาขาไปยังนครราชสีมา และบุรีรัมย์ โดยทรงจ้างครูชาวญี่ปุ่นมาสอนชาวบ้าน ภายหลังการส่งเสริมการทอผ้าไหมแล้วปรากฏว่าได้ผลไม่คุ้มทุน จึงเลิกจ้างครูญี่ปุ่น ส่วนชาวบ้านนั้นก็หันมาทอผ้าตามวิธีพื้นบ้านแบบเดิม

ปลัดวธ.ชุดผ้าทอพื้นเมืองเป็นแบบอย่าง

หลังสุดการทอผ้าพื้นเมืองนั้นได้รับการส่งเสริมจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงสนพระราชหฤทัยผ้าทอพื้นเมืองเกือบทุกประเภทและส่งเสริมผ้าทอมาอย่างต่อเนื่องมากว่า ๒๐ ปี พระองค์ทรงตั้งมูลนิธิศิลปาชีพ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้านในชนบท ทรงเป็นผู้นำในการใช้ผ้าพื้นเมืองของไทย ในชีวิตประจำวันจนถึงงานพระราชพิธีต่างๆ พระองค์ทรงได้นำผ้าไทยไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ และทรงฟื้นฟูการทอตามลวดลายที่ชาวบ้านสืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยทรงเก็บตัวอย่างไว้เพื่ออนุรักษ์ ศึกษา และสืบทอดต่อไป ทำให้การทอผ้าได้รับความนิยมกลับคืนมา ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕องค์การยูเนสโกได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ และประกาศพระเกียรติคุณ ในฐานะ ที่ทรงเป็นผู้นำในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมการทอผ้าพื้นเมืองไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของโลก จากเหตุที่ผ้าพื้นเมืองในภูมิภาคต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู พัฒนา ต่อยอดจนเป็นที่นิยมนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการผลิตผ้าพื้นเมืองในลักษณะอุตสาหกรรมโรงงาน โดยมีบริษัทจ้างช่างทอ ทำหน้าที่ทอผ้าด้วยมือ ตามลวดลายที่กำหนดให้ โรงงาน หรือบริษัทจัดเส้นไหม หรือเส้นด้าย ที่ย้อมสีเสร็จแล้วมาให้ทอ เพื่อควบคุมคุณภาพจึงเกิดขึ้นบางแห่งมีคนกลางรับซื้อผ้าจากช่างทออิสระ ซึ่งเป็นผู้ปั่นด้าย ย้อมสี และทอตามลวดลายที่ต้องการเองที่บ้าน แต่คนกลางเป็นผู้กำหนดราคา ตามคุณภาพ และลวดลายของผ้าที่ตลาดต้องการ บางจังหวัดมีกลุ่มแม่บ้านช่างทอผ้าที่รวมตัวกันทอผ้าเป็นอาชีพเสริม และนำออกขายในลักษณะสหกรณ์ เช่น กลุ่มทอผ้าของศิลปาชีพ เป็นการทอ เพื่อขายเป็นหลัก จึงได้มีการปรับปรุงพัฒนาสีสัน คุณภาพ และลวดลาย ให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพสร้างรายได้สู่ชุมชน จังหวัดและประเทศอย่างยั่งยืนด้วยเหตุนี้กระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจึงได้ดำเนินการคัดเลือกและร่วมสร้างสรรค์ลายผ้าที่แสดงถึงอัตลักษณ์และสะท้อนมรดกภูมิปัญญาของแต่ละจังหวัดขึ้น เพื่อรวบรวมลายผ้าลายอัตลักษณ์ของ ๗๖ จังหวัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเพื่อยกระดับผ้าทอพื้นเมือง ฝีมือช่างทอท้องถิ่นพร้อมกับสร้างเครือข่ายดีไซเนอร์ ผู้ประกอบการ ได้ร่วมกันส่งเสริมผ้าทอฝีมือไทยไปสู่ตลาดนานาชาติ

การสั่งผ้าทางออนไลน์

การสั่งผ้าทางออนไลน์

เหรียญบุโรพุทโธ

เหรียญบุโรพุทโธ

สาธิตการทอผ้าโดยประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติ

สาธิตการทอผ้าโดยประนอม ทาแปง ศิลปินแห่งชาติ

ศิลปินแห่งชาติ ด้านผ้าทอ

ศิลปินแห่งชาติ ด้านผ้าทอ

ลายสุพรรณิการ์ อุทัยธานี

ลายสุพรรณิการ์ อุทัยธานี

ลายราชวัตรโคม-สุราษฎร์ธานี

ลายราชวัตรโคม-สุราษฎร์ธานี

ลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

ลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

ลายดอกพะยอมเล็ก พัทลุง

ลายดอกพะยอมเล็ก พัทลุง

ผ้ายกเมืองนครฯ

ผ้ายกเมืองนครฯ

ผ้าพิมพ์ลายอย่าง

ผ้าพิมพ์ลายอย่าง

ผ้าปักของชาวไทยดำ

ผ้าปักของชาวไทยดำ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์แบบ Interactive

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673124

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’  ภูมิประวัติศาสตร์แบบ Interactive

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์แบบ Interactive

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาพเขียนเครื่องแบบทหาร

ก่อนถึงวันพิพิธภัณฑ์ไทยในวันที่ ๑๙ กันยายนเดือนหน้านั้น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งคงได้รับรู้วิถีใหม่ทั่วกันว่า พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งได้สร้างความสำคัญของตนและเสนอเนื้อหาที่เป็นจุดเด่นเฉพาะเรื่องมากขึ้น การเปิดโลกทัศน์ใหม่ต่อยอดการเรียนรู้แบบวิถีใหม่ไปสู่แรงบันดาลใจใคร่ชมและนำไปสร้างอะไรๆ ได้มากขึ้นนั้น หนึ่งในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอที่ปรับรูปโฉมและลงทุนอย่างน่าสนใจยิ่งนั้น คือ พิพิธภัณฑ์ทหารในอนุสรณ์สถานแห่งชาติ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เดิมนั้นเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ โดย พลเอกสายหยุด เกิดผลผู้บัญชาการทหารสูงสุดในยุคนั้นได้ดำริและมีโครงการจัดสร้าง “อนุสรณ์วีรชนแห่งชาติ” ตามอย่างนานาประเทศ เมื่อได้รับการอนุมัติก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานชื่อว่า “อนุสรณ์สถานแห่งชาติ” และเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันพุธที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๖ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติในวันเสาร์ที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๗ จุดเด่นของอนุสรณ์สถานแห่งชาตินั้นคือสถานที่จารึกรายชื่อวีรชนผู้สละชีวิตในการปกป้องชาติและผืนแผ่นดิน ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน และมีการจัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ทหารจากเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น วันนี้อนุสรณ์สถานแห่งชาติได้จัดและสร้างสิ่งใหม่ตามโครงการพัฒนาและปรับปรุงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการให้มีความทันสมัยโดยเนื้อหายังคงมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกรักและหวงแหนประเทศชาติและรำลึกถึงความเสียสละของบรรพชนผ่านเทคโนโลยีสื่อผสมแบบ Interactive เป็นการช่วยให้ผู้เข้าชมเกิดความสนใจเรียนรู้มากขึ้น ด้วยเห็นว่าคนไทยกว่าร้อยละ ๘๐ เป็นคนรุ่นใหม่และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกันส่วนมาก จึงใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสื่อสารข้อมูลประวัติศาสตร์ได้สะดวก รวดเร็ว และเข้าใจได้วันนี้เปิดบริการเข้าชมเฉพาะในส่วนของ “อาคารต้อนรับและอาคารภาพปริทัศน์เดิม” ตามแบบวิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งภายในอาคารต้อนรับนั้นได้จัดห้องสมุดประวัติศาสตร์ทหาร และส่วนนิทรรศการที่มีภาพเขียนเครื่องแบบทหารของเก่าสิ่งของและประติมากรรมใช้สื่อความหมายว่า “คนไทยไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน ล้วนมีหน้าที่ปกป้องประเทศเช่นเดียวกัน” ดังนั้นเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ที่ผ่านมา  พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ “ภูษณพาส ราชวัลลภ” แสดงผลงานเกี่ยวกับเครื่องแบบทหารสมัยรัชกาลที่ ๕-รัชกาลที่ ๗ โดยมีผู้แทนหน่วยงานและเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ เข้าร่วมงานและชมการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ใหม่

สำหรับชั้นบนของอาคารได้อัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ประดิษฐาน ก่อนชมภาพเขียน ๓๖๐ องศา แบบ PANORAMA บนผนังโค้งภายในของอาคารภาพปริทัศน์ เป็นภาพเล่าเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วยกลุ่มภาพ ๑๐ กลุ่ม โดย ศ.ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติและช่างศิลปะ ได้ร่วมกันออกแบบและจินตนาการตามยุคสมัยที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้เรื่องราวโดยพิสดารในอนาคตผู้สนใจสามารถเข้าชมฟรีได้ทุกวันตามเวลาที่กำหนด

พระบรมรูป ร.๕

พระบรมรูป ร.๕

ร.๙ เสด็จฯ ทรงเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ร.๙ เสด็จฯ ทรงเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

พลเอกสายหยุด เกิดผล

พลเอกสายหยุด เกิดผล

พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.สส. เปิดนิทรรศการฯ

พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.สส. เปิดนิทรรศการฯ

ชมนิทรรศการภายใน

ชมนิทรรศการภายใน

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ร่วมงาน

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ร่วมงาน

ห้องสมุดประวัติศาสตร์ทหาร

ห้องสมุดประวัติศาสตร์ทหาร

หมวกทุกใบต้องรักชาติ

หมวกทุกใบต้องรักชาติ

เส้นทางพระยาตาก

เส้นทางพระยาตาก

ภาพประวัติศาสตร์ไทย

ภาพประวัติศาสตร์ไทย

ผบ.สส.ประธานและคณะฯ

ผบ.สส.ประธานและคณะฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’ ภูมิวันผ้าไทยแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/671589

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’  ภูมิวันผ้าไทยแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ้าไทยจากท้องถิ่น

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระวิริยอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมเรื่อง “ผ้าไทย” ตลอดมายาวนานกว่า ๗ ทศวรรษนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ ๑๒ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ทุกปี เป็น “วันผ้าไทยแห่งชาติ” ดังนั้น ในวาระสำคัญในวันที่ ๑๑-๑๔ สิงหาคมนี้ กระทรวงวัฒนธรรมและภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กระทรวงพาณิชย์ กรมหม่อนไหม กรมการพัฒนาชุมชน กรุงเทพมหานคร และอื่นๆ เป็นต้น จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเกี่ยวกับผ้าไทยขึ้นที่รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น ๕ ศูนย์การค้าสยามพารากอนเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์ทรงฟื้นฟู ส่งเสริม พัฒนา เรื่อง “ผ้าไทย” จากสิ่งทอของชาวบ้านที่เกือบสูญหายไปนั้นให้กลับคืนมาได้รับความนิยมอีกครั้ง พร้อมกับทรงเผยแพร่ความงดงามและคุณค่าของผ้าไทยให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์ถึงผ้าไทยในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ลายศิลป์แห่งเส้นไหม : มรดกไทยสู่สากล” และส่งเสริมให้วันผ้าแห่งชาติ ของประเทศต่างๆ อาทิ สหพันธรัฐมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอินโดนีเซียสาธารณรัฐสโลวีเนีย สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้ร่วมกิจกรรมเช่นเดียวกับวันผ้าไทยแห่งชาติทุกปี

หนังสือที่ระลึกภูษาศิลป์  

สำหรับปีนี้ นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การทอผ้า) พ.ศ.๒๕๖๔ ได้จัดแสดงผ้าทอผลงานที่หาชมได้ยากของตนเองโดยจำลองบรรยายกาศบ้านคำปุน จังหวัดอุบลราชธานี แหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีเอกลักษณ์เด่นเฉพาะตัวมาแสดง ร่วมกับ นิทรรศการผ้าไทยลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด จัดแสดงผ้าไทยลายประจำจังหวัด ที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับภาคีเครือข่าย ค้นหาลายอัตลักษณ์จากลายโบราณ และลายที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ นับเป็นครั้งแรกที่ไทยมีผ้าไทยลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัดครบทั้ง ๗๖ จังหวัด ซึ่งได้จัดทำเป็นหนังสือเผยแพร่ความรู้เรื่องผ้าโบราณ ศิลปินแห่งชาติด้านการทอผ้า และออกแบบแฟชั่น ซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอัตลักษณ์ผ้าไทยไว้ได้อย่างครบถ้วนพร้อมจัดเผยแพร่ในรูปแบบของE-BOOK ด้วย นอกจากนี้ ดีไซเนอร์ชั้นนำ ผู้มีผลงานในระดับชาติและนานาชาติ ๔ คน คือ พิจิตราบุณยรัตพันธุ์ (แบรนด์ PICHITA) ผ้าภาคเหนือ ศิริชัย ทหรานนท์ (แบรนด์ THEATRE) ผ้าภาคกลางอธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์ (แบรนด์ SURFACE) ผ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล(แบรนด์ SANTI SUK SPACE) ผ้าภาคใต้ได้รับการออกแบบ ผ้าไทยลายอัตลักษณ์จาก ๔ ภาคและจัดแสดงแบบเพื่อส่งเสริมผ้าไทยให้โดดเด่นในเวทีการแต่งกายของนานาชาติแล้วยังแสดงแบบผ้าไทยร่วมสมัย จากโครงการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัยโครงการพัฒนาผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จากดีไซเนอร์ชั้นนำ เช่น นายศิริชัย ทหรานนท์ (แบรนด์ THEATRE)นายธีระ ฉันทสวัสดิ์ (แบรนด์ T-ra) เอก ทองประเสริฐ(แบรนด์ Ek Thongprasert) เป็นการส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับท้องถิ่นสู่ระดับสากล และนิทรรศการผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand : CPOT ที่ผลิตจากผ้า นอกจากนี้ ยังมี การแสดง “จินตลีลาพัสตราภรณ์ : มโนราห์บัลเลต์” ที่เคยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๐๕ ในงานกาชาด ณ เวทีสวนอัมพรที่สืบทอดกันมากว่า ๖ ทศวรรษการขับร้อง ดนตรีวงเฉลิมราชย์การแสดง “โขน” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยเฉพาะกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ(Business Matching) เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับสินค้าเชิงวัฒนธรรมซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้ซื้อและผู้ขายได้มาพบกันเพื่อความพิเศษของการเจรจาธุรกิจภายในงาน โดยจัดให้มีการเจรจาการค้าในรูปแบบ Business Pitching มิติใหม่ของการเจรจาธุรกิจ คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ขายได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ซื้อเพื่อให้เกิดการซื้อผลงาน เปรียบเสมือนการขายธุรกิจของตัวเองและสร้างความน่าสนใจเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจโดยเน้นกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง (BuyerBigLot) และมีความสนใจในผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมจากชุมชนต่างๆ ของไทย

นางแบบแสดงภูษาศิลป์

นางแบบแสดงภูษาศิลป์

ลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

ลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรมกับชุดผ้าไทย

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรมกับชุดผ้าไทย

ศิริชัย ทหรานนท์

ศิริชัย ทหรานนท์

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.กับชุดผ้าไทย

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.กับชุดผ้าไทย

อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์

อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์

พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์

มโนราห์บัลเลย์

มโนราห์บัลเลย์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘งานพระธาตุช่อแฮ’ ภูมิ ‘ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋’ ไหว้พระธาตุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/670023

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘งานพระธาตุช่อแฮ’  ภูมิ ‘ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋’ ไหว้พระธาตุ

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บันไดนาคขึ้นพระธาตุช่อแฮ

จากงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วิถีถิ่น วิถีไทย “ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋ เที่ยวไทยเมืองเหนือ งามเหลือชาติพันธุ์ นมัสการพระธาตุช่อแฮ” และงานสมโภชพระบรมธาตุช่อแฮ ๑๖ ปี พระอารามหลวงที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคมนี้ เป็นงานบุญสามัคคีที่ทุกคนได้ร่วมใจกันทำให้เกิด Soft Power ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนด้วยการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถีวัฒนธรรม” โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.)เป็นประธานพิธีเปิดงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนและร่วมจัดงานจาก พระโกศัยเจติยารักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายสมหวัง พ่วงบางโพ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่และคณะจากทุกฝ่ายร่วมกันจัดงานดังกล่าวให้นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของจังหวัดภาคเหนือในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ ตามนโยบายของรัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่มุ่งขับเคลื่อนพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยฐานความเข้มแข็งของประเทศอีกทั้งสนับสนุนใช้ “Soft Power” สร้างความเป็นไทยสู่ระดับสากล ยกระดับเทศกาล ประเพณี (Festival)ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งงานนี้ได้ประสานความร่วมมือกับจังหวัดแพร่ เครือข่ายวัฒนธรรมภาคเหนือ รวม ๑๗ จังหวัด ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาวัฒนธรรม เครือข่ายวัฒนธรรม และประชาชนในจังหวัดแพร่ เข้าร่วม ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

พระธาตุช่อแฮ

นอกจากจะยกระดับงานประเพณีท้องถิ่นสู่ความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศแล้ว ยังเป็นงานรวมพลคนปีขาล-ที่ช่างฟ้อนจากผู้ศรัทธาสูงวัยกว่า ๑,๘๐๐ ชีวิตได้ฟ้อนถวายเป็นพุทธบูชาบูชาองค์พระธาตุช่อแฮหนึ่งเดียว และงานประเพณีหนึ่งเดียวที่จัดขบวนพุทธบูชาด้วยความหลากหลายทางวิถีศรัทธา ตามแบบของขบวนแห่เครื่องสักการะของเจ้าครองนคร นักรบผู้กล้าและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินในอดีตกาล ได้พากันมาร่วมงานบุญบูชาองค์พระธาตุเดียวกัน อย่าง “ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋ เที่ยวไทยเมืองเหนือ งามเหลือชาติพันธุ์ นมัสการพระธาตุช่อแฮ” โดยยกระดับเป็นมหกรรมวัฒนธรรมท้องถิ่นระดับชาติด้วยขบวนแห่เครื่องสักการะที่เป็นอัตลักษณ์ทั้ง ๘ อำเภอ และขบวนกลุ่มชาติพันธุ์จาก ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ และ ๙ กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแพร่ โดยเพิ่มให้มีการเสวนาทางวิชาการ การแสดงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือ การแสดงผลงานศิลปินและสล่าพื้นบ้านใน “ข่วงสล่าภาคเหนือ” การแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย โดยเครือข่าย “ขัวศิลปะเชียงราย และศิลปินภาคเหนือ” การสาธิตผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) อาหารพื้นถิ่นภาคเหนือ นิทรรศการชุมชน ยลวิถี การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากศิลปินพื้นบ้าน และกาดหมั้ววิถีวัฒนธรรม ฯลฯ นั้นให้เป็นการต้นทุนทางวัฒนธรรมไปสู่การสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ จนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้มีความสนใจและสร้างรายได้ให้พื้นที่มากขึ้นในอนาคต จากการมีต้นทุนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมืองแพร่นั้น มี วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงซึ่งเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแพร่สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย ระหว่างจุลศักราช ๕๘๖-๕๘๘ (พ.ศ. ๑๘๗๙-๑๘๘๑) ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ได้เสด็จมาบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์แห่งนี้ ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีขาล ตั้งอยู่เนินเขาเตี้ยสูงประมาณ ๒๘ เมตร มีองค์พระธาตุศิลปะล้านนา ทรงแปดเหลี่ยมสูง ๓๓ เมตร ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๑๑ เมตร บุด้วยทองดอกบวบหรือทองจังโก ลักษณะองค์พระธาตุตั้งบนฐานสี่เหลี่ยม ๑ ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม ๓ ชั้น รองรับด้วยฐานบัวคว่ำและชุดท้องไม้แปดเหลี่ยม ซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป ๗ ชั้น แล้วเป็นบัวระฆัง ๑ ชั้น และหน้ากระดานหนึ่งชั้น จนถึงองค์ระฆังแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสองและปลีปล้องไฉน ส่วนยอดฉัตรประดับตกแต่งด้วยเครื่องบนแบบล้านนา มีรั้วเหล็กรอบองค์พระธาตุ ๔ ทิศ มีประตูเข้าออก ๔ ประตู แต่ละประตูสร้างซุ้มปราสาทศิลปะล้านนา มีคำบูชาพระธาตุนี้ว่า “ข้าพเจ้าขอไหว้พระเกศาธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประดิษฐานอยู่บนธชัคคบรรพตแห่งเมืองโกศัย อันเป็นที่รื่นรมย์ใจของชนทั้งหลายโดยประการทั้งปวงในกาลทุกเมื่อแล”…ด้วยความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระบรมสารีริกธาตุนั้นจึงพากันประจักษ์ในปาฏิหาริย์ที่แผ่บารมีเป็นสิริมงคลยิ่งแก่ผู้มาสักการะถ้วนหน้า นับเป็นงานไหว้พระธาตุสำคัญของเมืองเหนืออีกแห่งหนึ่งที่ชาวพุทธและนักท่องเที่ยวนั้นพากันไปสักการะอยู่เสมอ

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.กระทรวงวัฒนธรรม

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.กระทรวงวัฒนธรรม

ดร.ยุพา วัฒนะกิจบวร ปลัด.วธ รายงาน

ดร.ยุพา วัฒนะกิจบวร ปลัด.วธ รายงาน

พิธีเปิดด้วยกลองชัย

พิธีเปิดด้วยกลองชัย

คณะผู้จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ

คณะผู้จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ

ขบวนแห่เครื่องสักการะ

ขบวนแห่เครื่องสักการะ

พระโกศัยเจติยารักษ์ นำสักการะพระธาตุ

พระโกศัยเจติยารักษ์ นำสักการะพระธาตุ

ซุ้มทรงปราสาทมุมพระธาตุ

ซุ้มทรงปราสาทมุมพระธาตุ

ลานธรรมจากวัดสูงเม่น แพร่

ลานธรรมจากวัดสูงเม่น แพร่

ทุกขบวนร่วมบูชาพระธาตุ

ทุกขบวนร่วมบูชาพระธาตุ

ชาติพันธุ์อาข่า แพร่

ชาติพันธุ์อาข่า แพร่

ขบวนรวมพลคนปีขาล

ขบวนรวมพลคนปีขาล

ชาติพันธุ์ไทลื้อ

ชาติพันธุ์ไทลื้อ

ชาติพันธุ์ไท-ยวน แพร่

ชาติพันธุ์ไท-ยวน แพร่

เพลงพื้นบ้านท่าโพ

เพลงพื้นบ้านท่าโพ

ชาติพันธุ์ม้งภาคเหนือ

ชาติพันธุ์ม้งภาคเหนือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘คนยุคโบราณ’ มิติใหม่การเล่าเรื่องในพิพิธภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/668684

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คนยุคโบราณ’  มิติใหม่การเล่าเรื่องในพิพิธภัณฑ์

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครื่องประดับสำริด

จากโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการจัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “มิติใหม่การเล่าเรื่อง (คน) ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพื่อส่งเสริมการเรียนในนิทรรศการใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร”กรมศิลปากรที่ผ่านมานั้นทำให้ได้เห็นการต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และงานประณีตศิลป์ของไทย จากส่วนจัดแสดงนิทรรศการไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผ่านช่องทางการเสวนาทางวิชาการและระบบออนไลน์ และการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นของนักวิชาการ ประชาชนและผู้สนใจ เพื่อค้นหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาการเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์ในอนาคต อันนำไปสู่การสร้างความตระหนัก รักหวงแหน อนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติอีกทางหนึ่งด้วย โดยมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง บทบาทแหล่งการเรียนรู้จากอดีตถึง ปัจจุบัน : การจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดย นายสมชาย ณ นครพนม ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากรที่ให้ความสำคัญว่าพิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้มาแต่แรกที่มีการจัดตั้งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนโครงกระดูกคนก่อนประวัติศาสตร์จากบ้านเก่าที่รู้จักดีคือ ลุงผี ย้ายการจัดให้คนชมหลายครั้ง วันนี้ก็ยังรอคอยเล่าขานตำนานของตนอยู่และการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง มุมมอง ข้อคิดและการเล่าเรื่องจากนิทรรศการใหม่ “คนแรกเริ่มยุคก่อนประวัติศาสตร์” โดยคณะวิทยากรที่มีการบรรยายและอธิบายเรื่องราวในการนําชมในห้องก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่จัดใหม่ในอาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แล้วจบลงด้วยการเสวนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ความทันสมัยของคนโบราณ (ที่ไม่โบราณ) ในวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ โดยมี รศ.ดร.ธนิก เลิศชาญฤทธิ์, ดร.ผุสดี รอดเจริญ, ดร.กีร์ เวนุนันท์ เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และ น.ส.นิชนันท์ กลางวิชัย,น.ส.พรศิริ เลิศเสถียรชัย, นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม, น.ส.ศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรมศิลปากร ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถให้เรียนรู้จากการจับต้องทดลองทำจากสิ่งของและวัตถุที่นำมาจัดปฏิบัติการทดลอง ให้เหมือนกับคนโบราณได้ทำไว้ในยุคก่อนที่ทุกคนได้ดูจากของจริงในห้องแสดงของพิพิธภัณฑ์ฯ อันเป็นแนวทางหนึ่งของการถอดบทเรียนให้เข้าถึงการเรียนโดยกว้างของพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ที่มีการจัดกันอยู่ทั่วประเทศ

ห้องก่อนประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุที่พื้นที่ประเทศไทยก่อตั้งอาณาจักรไทยในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั้นเป็นพื้นที่ของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีนักโบราณคดี ดอกเตอร์แวนฮิกเกอเรนและ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และศาสตราจารย์ชินอยู่ดี ได้แบ่งยุคก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทยไว้ ๔ สมัย คือสมัยหินเก่า (Paleolithic)คือ ยุคที่มีอายุระหว่าง ๕๐๐,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ปี ล่วงมาแล้วสมัยหินกลาง (Mesolithic) คือช่วงเวลาระหว่าง๑๐,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว สมัยหินใหม่(Neolithic) คือช่วงเวลาระหว่าง ๕,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้วและสมัยโลหะ (Metal) ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือ ยุคสำริด และยุคเหล็กแต่การศึกษานั้นยังไม่อาจจำแนกเป็น ๒ ยุคดังกล่าวได้ชัดเจน ดังนั้น การเรียนรู้ในปัจจุบันแม้จะมีการปรับให้สอดคล้องกับการค้นพบทั้งในไทยและต่างประเทศก็ยังจำเป็นต้องขยายการเรียนรู้ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงการคิดและการสร้างโบราณวัตถุไม่ว่าจะเป็นภาชนะดินเผา ขวานหินการสร้างเครื่องมือจากโลหะ และการทำเครื่องประดับเช่นลูกปัด เป็นต้น…ล้วนเป็นสิ่งที่ค้นพบและจัดแสดงขึ้นใหม่ให้ได้ความรู้ที่ชัดเจนต่อการเรียนรู้และถอดบทเรียนมากขึ้นนับเป็นบทบาทใหม่ของพิพิธภัณฑ์ที่ต่อยอดให้เกิดต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงจากบทบาทเดิมๆ ของตนเอง จากก่อนนั้นจัดตั้งวางสิ่งของให้ดู มาเป็นมิติการเปิดโลกทัศน์ของการเรียนรู้ ที่มีวิทยากรผู้รู้ภายนอกไปพร้อมกันภัณฑารักษ์ ที่เป็นมิติใหม่ที่เริ่มจากการอนุรักษ์ สืบสานและต่อยอดองค์ความรู้ร่วมกัน ให้เข้าชมโดยทั่วไป โดยมีทั้งจัดวิทยากรนำชมและอธิบายแต่ละห้องหรือเข้าชมเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มจากหนังสือของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ต้องขอบคุณนางสาวนิตยากนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ คุณนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ผู้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่เป็นมิติใหม่ขึ้น

เครื่องประดับคนโบราณ

เครื่องประดับคนโบราณ

ปฏิบัติการจากโบราณวัตถุ

ปฏิบัติการจากโบราณวัตถุ

สมชาย ณ นครพนม

สมชาย ณ นครพนม

วิทยากรจากภัณฑารักษ์

วิทยากรจากภัณฑารักษ์

วิทยากรจากคณะโบราณคดี

วิทยากรจากคณะโบราณคดี

เล่าเรื่องภาชนะเขียนลาย

เล่าเรื่องภาชนะเขียนลาย

เล่าเรื่องเครื่องมือหิน

เล่าเรื่องเครื่องมือหิน

เล่าเรื่องเครื่องประดับ

เล่าเรื่องเครื่องประดับ

ลุงผี คนโบราณจากบ้านเก่า

ลุงผี คนโบราณจากบ้านเก่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๒๑ปีเทียนพรรษาเมืองอุบลฯ’ ภูมิสามัคคีวิถีธรรมแห่งแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/667140

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๒๑ปีเทียนพรรษาเมืองอุบลฯ’  ภูมิสามัคคีวิถีธรรมแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พิธีแห่เทียนสมัยแรกเริ่ม

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปเรียนรู้ดูภูมิเมืองจากงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมี นายอิทธิพล คุณปลื้มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เปิดงานเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาฯ วันแรกเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕โดยมีคณะทูตและกงสุลจากต่างประเทศภูฏานญี่ปุ่น ลาว เวียดนาม ร่วมงานกับประชาชนจำนวนมากด้วยเหตุที่งานวันเข้าพรรษาทุกปีนั้นมีประเพณีสำคัญเกิดขึ้นทั่วประเทศเช่นเดียวกันคือ การถวายเทียนเพื่อการพระศาสนา อดีตนั้นพราหมณ์-ฮินดูได้มีการบูชาด้วยแสงสว่างจากน้ำมัน ด้วยถือว่าวัวนั้นเป็นพาหนะของพระอิศวร เมื่อวัวตายลงก็จะนำไขจากวัวนั้นมาทำน้ำมันเพื่อจุดให้มีแสงสว่างเป็นการบูชาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพ

สำหรับพระพุทธศาสนานั้น ได้ใช้แสงสว่างจากขี้ผึ้งมาใช้ระหว่างเข้าพรรษา ด้วยพระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์จำพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน ในฤดูฝน ระหว่างแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ เพื่อไม่ให้พระสงฆ์ออกไปเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวนาให้ได้รับความเสียหาย ดังนั้นการนำขี้ผึ้งมาทำเป็น ต้นผึ้ง ปราสาทผึ้ง ก็เพื่อให้พระภิกษุนำไปจุดให้มีแสงสว่างจึงเกิดขึ้น จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาแต่พุทธกาลจนถึงวันนี้ คือการถวายต้นผึ้ง ที่เป็น ประเพณีแห่เทียนพรรษากันทุกปี และ ประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝน ดังนั้นการถวายต้นผึ้งแบบเดิมก็เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้จุดให้แสงสว่างในการปฏิบัติกิจในยามอยู่พรรษาจึงเป็นพุทธบูชาแสงสว่างตลอดเวลา ๓ เดือน เรื่องนี้มีการให้อานิสงส์ของการถวายแสงสว่างในวันนี้ว่า พระอนุรุทธะ สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีปัญญาเฉียบแหลม ฉลาดรอบรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย ได้คิดการถวายแสงสว่างขึ้น ด้วยชาติปางก่อนนั้นพระอนุรุทธะเคยให้แสงประทีปเป็นทาน

กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์

ยังมีเหตุเล่าอีกว่า หญิงคนหนึ่งไปฟังธรรมที่เชตวนาราม เมืองสาวัตถี พอพลบค่ำลงได้ให้คนไปนำประทีปที่บ้านของตนมาจุดให้แสงสว่างแก่คนที่มาฟังธรรม เมื่อนางตายไปก็ไปเกิดเป็นเทพธิดามีรัศมีเป็นแสงสว่าง ในพุทธกาลนั้นจึงมีการนำขี้ผึ้งมาทำเป็นต้นผึ้งเพื่อจุดให้แสงสว่างเป็นพุทธบูชาโดยการเอารังผึ้งร้างนั้นมาต้มเอาขี้ผึ้งสีเดียวกัน แล้วทำเป็นดอกใส่ถ้วยดินจุดหรือฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็กมีความยาวสำหรับขดตามต้องการใช้จุดบูชาในถ้วย ต่อมาในยุคหลังจึงได้มีการทำต้นผึ้ง ปราสาทผึ้ง ทำต้นเทียนถวาย ดังนั้นการหลอมรวมขี้ผึ้งเพื่อให้เป็นต้นเทียนเนื้อเดียวกันจึงเกิดขึ้น จึงเป็นการแสดงปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจ แสงสว่างของแสงเทียน ดังนั้นการทำเทียนพรรษาที่นำรังผึ้งมาต้มเอาขี้ผึ้งไปฟั่น หล่อเป็นเทียนสำหรับนำไปถวายพระภิกษุหรือจะทำเป็นเทียนเล่มเล็กจำนวนมากมามัดรวมกันเป็นต้นเทียน หรือต้นเทียนพรรษาจึงเป็นประเพณีสืบเนื่องต่อกันมาจนทุกวันนี้โดยเสริมการจัดขบวนแห่หลายหลากตามสภาพท้องถิ่นที่มีทั้งการแห่ทางน้ำและแห่ทางบกไปสู่วัดหรือพระธาตุเจดีย์สำคัญของแต่ละพื้นที่

สำหรับประเพณีถวายเทียนพรรษาของอุบลราชธานี ถือเป็นงานประเพณีที่สร้างชื่อเสียงไปสู่นานาประเทศ จากการอนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดที่ติดต่อยาวนานกันมา ๑๒๑ ปี จากการเริ่มถวายต้นผึ้ง ถวายเทียนเล่มเล็กที่มีการมัดรวมกันให้เป็นเทียนต้นเดียวกัน จนถึงหล่อต้นเทียน และสร้างขบวนรถขนาดใหญ่ที่ตกแต่งลวดลายประกอบด้วยขี้ผึ้งและเทียนจนเป็นเอกลักษณ์ของต้นเทียนและขบวนรถที่ตกแต่งด้วยงานศิลป์จนเป็นถิ่นคนทำเทียนถวายวัด นับเป็นสัญลักษณ์ที่ชี้วัดให้เห็นถึงความสามัคคีของหมู่คณะที่หาได้ยากยิ่ง

กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์

ประวัติประเพณีการแห่เทียนของอุบลราชธานีนั้นเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงมณฑลอีสานผู้ดูแลต่างพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งพำนักอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี ได้คิดและจัดให้มี การแห่ขบวนเทียนพรรษา รอบเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๔ ในระยะเริ่มต้นนั้นเป็นขบวนแห่ชาวบ้านที่นำเทียนมาถวายตามวัด มีแต่เสียงร่ำลือไปว่าเทียนคุ้มวัดนั้นงาม เทียนคุ้มวัดนี้สวย ภายหลังจึงมีการสานต่อเป็นการประกวดเทียนพรรษา แล้วแห่รอบเมือง ก่อนนำไปถวายพระที่วัด จนถึงปีพ.ศ.๒๔๘๓ นายโพธิ์ ส่งศรี ได้คิดทำแม่พิมพ์ด้วยหินลับมีดโกนมาหล่อขี้ผึ้งเป็นลวดลายไทยนำไปประดับติดพิมพ์ที่บนเทียนพรรษา และมีการทำเทียนพรรษาโดยแกะสลักลวดลายบนเทียนเป็นครั้งแรก นายสวน คูณผล ได้คิดทำลวดลายนูนสลับสีต่างๆ  ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ พ่อใหญ่คำหมา แสงงาม ได้คิดทำต้นเทียนขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม และจัดเป็นขบวนแห่ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๑ นายอุตสาห์ และ นายสมัย แสงวิจิตร ได้เริ่มจัดทำเทียนพรรษาขนาดใหญ่โตที่มีหุ่นแสดงเรื่องราวต่างๆ ทางพุทธประวัติประกอบ และ นายสมคิด สอนอาจ ครูภูมิปัญญาที่เป็นประติมากรเทียนพรรษาฯ ที่สืบต่องานจนกลายเป็นงานสร้างสรรค์ขบวนรถเทียนพรรษาขนาดใหญ่ปรากฏในทุกวันนี้ อุบลราชธานีจึงเป็นตัวแทนประเพณีพุทธบูชาด้วยแสงสว่างและมีพระเถระผู้เป็นแสงธรรมของแผ่นดินนี้มายาวนาน

รถเทียนเข้าพรรษา

รถเทียนเข้าพรรษา

รถขบวนเทียนเข้าพรรษา

รถขบวนเทียนเข้าพรรษา

ต้นผึ้ง

ต้นผึ้ง

ช่างสมคิด สอนอาจ ประติมากร เทียนพรรษากับคณะ

ช่างสมคิด สอนอาจ ประติมากร เทียนพรรษากับคณะ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เปิดงานเทศกาลฯ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เปิดงานเทศกาลฯ

คณะจัดงานเทศกาลอุบลราชธานี

คณะจัดงานเทศกาลอุบลราชธานี

คณะทูตจากต่างประเทศ

คณะทูตจากต่างประเทศ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์’ สู่พิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/665658

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์’  สู่พิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รัชกาลที่ ๕ เสด็จเรือนเทศาภิบาล

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาภูมิบ้านภูมิเมืองจากงานฉลอง ๒๐๐ ปี ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ซึ่งยูเนสโกได้ยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปีนี้
ณ ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา ที่น่าสนใจของการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโดยใช้อาคารหรือเรือนโบราณ ด้วยมีประวัติการสำคัญของสถานที่ว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองจากจตุสดมภ์ เป็นแบบเทศาภิบาลได้มีการจัดรวบรวมเมืองต่างๆ ทั่วประเทศจัดตั้งเป็นมณฑลเพื่อการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ถึงพระเนตรพระกรรณ

โดยมีข้าหลวงเทศาภิบาลส่งมาติดตามกำกับข้อราชการ สำหรับเมืองด้านตะวันออกนั้นมีการจัดตั้งเป็น “มณฑลปราจีน” ขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๕ และในวันที่ ๔ มกราคม ๒๔๔๕ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ทำการมณฑลปราจีนมาตั้งอยู่ที่เมืองฉะเชิงเทรา โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ทรงเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลปราจีน ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๔๖ มีการสร้างตำหนักเป็นเรือนไม้สองชั้นขึ้น ที่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง เพื่อเป็นที่พำนักของเทศาภิบาลมณฑล ภายหลังได้ใช้เป็นจวนผู้ว่าราชการเมือง ตำหนักหรือเรือนเทศาภิบาลหลังนี้เคยเป็นที่ประทับพักแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในคราวที่เสด็จประพาสเมืองฉะเชิงเทรา ทั้ง ๒ คราว ซึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานไว้ตั้งแต่คราวเสด็จฯประทับเมื่อครั้งแรก พร้อมลายพระหัตถ์ ว่า “ให้ไว้สำหรับเรือนเทศาภิบาลมณฑลปราจีณ (เมืองฉะเชิงเทรา) เป็นที่ระลึกในการที่ได้มาอยู่ในที่นี้ ได้ความสุขสบายมาก ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐ ร.ศ.๑๒๖” 

กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริรัตน์

ปัจจุบันเรือนเทศาภิบาลหลังนี้ได้มีการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารให้มั่นคงและอนุรักษ์ตามแบบสถาปัตยกรรมแบบเดิมทั้งตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ อาคารเรือนรับรอง และอาคารประกอบ ได้ถูกนำมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา เมื่อ พ.ศ.๒๕๖๐ โดยการจัดแสดงจัดเป็น ๔ ส่วน ดังนี้ หอพระพุทธโสธร เป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งประดิษฐานพระพุทธโสธรจำลอง จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร ที่มีการจัดสร้างขึ้นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ และสร้างในปีต่อมา จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จำนวน ๓๓ องค์ รวมทั้งจัดแสดงกระถางธูป,โถน้ำมนต์, แผ่นปั๊มหลวงพ่อโสธร, วัตถุมงคล, เหรียญหลวงพ่อโสธร รุ่นฉลองหอพระพุทธโสธร พ.ศ.๒๕๖๐ของพิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา และเหรียญพระนาคปรก ที่มอบแก่ผู้ร่วมพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๐ ศาลาทรงงานกลางน้ำ เป็นศาลาไทยกลางสระน้ำในบริเวณตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์

ซึ่งเป็นสถานที่ทรงงานและรับเสด็จเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จเยือนเมือง ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ซึ่งสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๖เป็นเรือนประทับของ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลปราจีน จัดเป็นที่แสดงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ การปกครอง, เหตุการณ์สำคัญ เรื่องราว ความทรงจำของเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา และความผูกพันของสถาบันพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีต่อเมืองฉะเชิงเทรา อาคารเรือนรับรอง เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง ชั้นล่างใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ชั้นบนของเรือนรับรอง จัดเป็นหอเกียรติยศของชาวฉะเชิงเทรา เพื่อรวบรวมประวัติและผลงานของบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่เมืองฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ปราชญ์ภาษาไทยของแผ่นดิน ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก และใช้จัดงานด้านวิถีวัฒนธรรมของเมือง และแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดให้เข้าชมได้ใน วันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. พิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรานี้ ตั้งอยู่ในบริเวณของตำหนักริมน้ำบางประกงเดิม ถนนมรุพงษ์ ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบันได้แยกสร้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราใหม่ในบริเวณเดียวกัน นับเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองหรือท้องถิ่นที่น่าสนใจและสร้างขึ้นจากวิสัยทัศน์ของคนเมืองนี้

ตำหนักเทศาภิบาล

ตำหนักเทศาภิบาล

บริเวณตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์

บริเวณตำหนักกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์

บริเวณหน้าตำหนัก

บริเวณหน้าตำหนัก

ศาลาทรงงานกลางน้ำ

ศาลาทรงงานกลางน้ำ

ตำหนักและเรือนรับรอง

ตำหนักและเรือนรับรอง

ภายในตำหนักโถง

ภายในตำหนักโถง

ภายในห้องประทับ

ภายในห้องประทับ

เรือนรับรอง

เรือนรับรอง

หอเกียรติยศ

หอเกียรติยศ

ภายในหอเกียรติยศ

ภายในหอเกียรติยศ

พิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา

พิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา

หอพระพุทธโสธร

หอพระพุทธโสธร