ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๐๐ปีพระยาศรีสุนทรโวหาร’ ชาตกาลแห่งปราชญ์ภาษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/664199

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๐๐ปีพระยาศรีสุนทรโวหาร’  ชาตกาลแห่งปราชญ์ภาษาไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รูปหล่อพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ที่ฉะเชิงเทรา

วันที่ ๕ กรกฎาคม วันอังคารที่จะถึงนี้เป็นวันชาตกาล ๒๐๐ ปี ของ “พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)” ครูผู้เป็นปราชญ์ภาษาไทยของแผ่นดิน ซึ่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)ได้มีมติประกาศยกย่อง เป็น บุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ในการประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ ๔๑ ในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปีแห่งชาตกาล ปีพ.ศ. ๒๕๖๕ (200th Anniversary of the birth of Phraya Srisundaravohara (Noi Acharyankura) ค.ศ.1822-1891 ดังนั้น การดำเนินการจัดงานเพื่อให้ความสำคัญถึงผลงานของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) นอกจากจะสร้างความตระหนักรู้และร่วมกันยกย่องเชิดชูบุคคล ด้านภาษาไทยร่วมกันแล้ว กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกันศึกษาข้อมูลและเนื้อหาประวัติ และแสดงผลงานสำคัญของท่าน

“พระยาศรีสุนทรโวหาร ญาณปรีชามาตย์บรมนารถนิตยภักดี พิริยพาหะ” ผู้นี้ท่านชื่อ น้อย เป็นชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๕ กรกฎาคมพ.ศ.๒๓๖๕ ที่บ้านคลองโสธร ต่อมา พ.ศ.๒๔๕๗ ได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในลำดับที่ ๑๔๕๗ ว่า “อาจารยางกูร” ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๔ รวมสิริอายุ ๖๙ ปี

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)

ท่านเป็นนักปราชญ์ทางภาษาไทยและปราชญ์ทางธรรมของแผ่นดิน ได้เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ เป็นองคมนตรีที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เป็น “อาจารย์ใหญ่” คนแรกของโรงเรียนหลวง และครูสอนหนังสือไทย เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์จักรีหลายพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า และพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอีกหลายพระองค์ ท่านได้นิพนธ์วรรณกรรมทั้งร้อยแก้ว โคลง ฉันท์ กาพย์กลอน ลิลิต ซึ่งมีอยู่มากมายหลายประเภท ได้แก่ ประเภทแบบเรียนภาษาไทย ประเภทสุภาษิต ประเภทวรรณคดี ประเภทคำประกาศพระราชพิธี ประเภทคำฉันท์ ประเภทลิลิต ประเภทหนังสือศาสนา ประเภทโคลงเบ็ดเตล็ด โคลงเฉลิมพระเกียรติเจ้านายแล้ว ผลงานเบ็ดเตล็ด รวม ๑๕ เรื่องแล้ว ยังมีผลงานนิพนธ์ด้านวรรณศิลป์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เช่น หนังสือคำนมัสการคุณานุคุณ และอื่นๆ อีก ที่ต้องศึกษาสืบค้นนำมารวมเป็นข้อมูลของชาติต่อไป โดยเฉพาะตำราเกี่ยวกับภาษาไทย ที่สำคัญนั้นคือ แบบเรียนหลวง ๖ เล่ม ได้แก่ “มูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์นิกรอักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์” และหนังสือแบบเรียนภาษาไทย อื่นๆ อีก๑๒ เล่ม บทเสภาเรื่องอาบูหะซัน ตอนที่ ๗ และหนังสือ “คำฤษฎี” ท่านเป็นผู้ประพันธ์ เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เนื้อเพลงฉบับแรก เป็นต้น

ปราชญสยามสามแผ่นดิน

ผลงานด้านภาษาไทยของท่านนั้้นถือเป็นตำราภาษาไทยชั้นครูที่ไม่มีใครจะรู้ได้มากเท่าท่าน แม้จะมีการเปลี่ยนบทเรียนภาษาไทยใหม่ในภายหลัง ก็ล้วนนำมาจากหนังสือเรียน ๑๘ เล่มของท่านนี้ ด้วยความเป็นปราชญ์แห่งภาษาไทยชั้้นยอด ท่านจึงได้รับการยกย่องเป็น “ศาลฎีกาในเรื่องหนังสือไทย” คือ ท่านอธิบายหรือสรุปอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา นั้้นได้จัดนิทรรศการประวัติและผลงาน ในหัวข้อ “ปราชญ์ภาษาไทยของแผ่นดิน” ทุกวันพุธ-อาทิตย์ ณ หอเชิดชูเกียรติ พิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา เดิมอาคารไม้สักทรงปั้นหยาสองชั้นหน้าต่างบานกระทุ้งนี้เป็นตำหนักของ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็น ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจีณบุรีและได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นวันครบรอบ ๒๐๐ ปี พระยาศรีสุนทรโวหาร ณ บริเวณอนุสาวรีย์พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร) ด้วย จึงขอเชิญร่วมกันยินดีและติดตามผลงานบุคคลสำคัญของโลก ผู้เป็น “ปราชญ์สยามสามแผ่นดิน” ที่หาได้ยากยิ่งท่านนี้

เด็กนักเรียน

เด็กนักเรียน

การศึกษาในวัด

การศึกษาในวัด

การศึกษาในโรงเรียน

การศึกษาในโรงเรียน

อาคารไม้สักพิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา

อาคารไม้สักพิพิธภัณฑ์เมืองฉะเชิงเทรา

อนุสาวรีย์พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)

อนุสาวรีย์พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)

รูปหล่อพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) คุรุสภา

รูปหล่อพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) คุรุสภา

รูปหล่อปราชญ์เมืองฉะเชิงเทรา

รูปหล่อปราชญ์เมืองฉะเชิงเทรา

มูลบทบรรพกิจ

มูลบทบรรพกิจ

แบบสอนภาษาไทย

แบบสอนภาษาไทย

ตำราภาษาไทย

ตำราภาษาไทย

คำนมัสการคุณานุคุณ

คำนมัสการคุณานุคุณ

ผวจ.และทายาทสักการะอนุสาวรีย์

ผวจ.และทายาทสักการะอนุสาวรีย์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปีขรัวโต’ ระลึกวันมรณภาพสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/662713

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :  ‘๑๕๐ปีขรัวโต’ ระลึกวันมรณภาพสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โบสถ์ภาพประวัติสมเด็จโต

ด้วยวันที่ ๒๒ มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่ระลึกของ “สมเด็จโต” หรือ “ขรัวโต” พระมหาเถระแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยเป็นวันมรณภาพของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อาทิตย์นี้ขอย้อนรอยสยามหาเรื่องราวมาบันทึกไว้ว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๐ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มาเป็นประธานการก่อสร้างปูชนียวัตถุครั้งสุดท้ายของท่าน คือ พระพุทธรูปหลวงพ่อโต หรือพระศรีอริยเมตไตรย ณ ตำบลบางขุนพรหม (บริเวณวัดบางขุนพรหมใน หรือวัดอินทรวิหาร ปัจจุบัน) การสร้างปูชนียวัตถุขนาดใหญ่นั้นเป็นพระอัธยาศัยของสมเด็จโต ซึ่งชอบที่จะสร้างขนาดใหญ่ขึ้นก่อน เพื่อให้มองเห็นกันแต่ไกล ส่วนการสร้างเป็นวัดนั้น มักเกิดขึ้นภายหลังต่อเมื่อสถานที่นั้นมีผู้คนศรัทธามากขึ้น ดังปรากฏว่ามีวัดสำคัญหลายวัดที่ท่านสร้างเช่น พระนอนที่วัดสะตือ ใกล้บ้านไก่จ้น พระนครศรีอยุธยาพระนั่งสมาธิ “พระพุทธพิมพ์” ที่วัดเกศไชโย อ่างทอง,พระยืนอุ้มบาตร ที่วัดกลางคลองข่อย ราชบุรี และ พระนั่งวัดพิตเพียน หรือวัดกุฎีทอง พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น 

การสร้างหลวงพ่อโตขนาดใหญ่ที่บางขุนพรหมแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน โดยมีศาลาเก่าของวัดวรามะตาราม สมัยธนบุรี (วัดใหม่อมตรสในปัจจุบัน)ใช้สำหรับพักและดูแลการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้นในขณะที่ก่อองค์พระหลวงพ่อโตได้ถึงเพียงระดับพระนาภี (สะดือ) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้ถึงมรณภาพเสียก่อนที่ศาลาเก่าใน ณ วันเสาร์ แรม ๒ ค่ำเดือน ๘ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๑๕(จุลศักราช ๑๒๓๔) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ขณะที่สมเด็จโตมีอายุได้ ๘๔ ปี ๒ เดือน ๕ วัน อยู่ในสมณเพศได้ ๖๔ พรรษา เป็นเจ้าอาวาสครองวัดระฆังโฆสิตารามได้ ๒๐ ปี สมเด็จโต พระมหาเถระรูปนี้ กำเนิดในปี พ.ศ.๒๓๑๙ (บางแห่งว่า พ.ศ.๒๓๓๑) ปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้นมีอายุได้ ๑๓ ปี สมเด็จโตได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดในเมืองพิจิตร  

งาน ๑๕๐ ปี วันมรณภาพ 

ต่อมาเมื่ออายุครบอุปสมบท ๒๐ ปี จึงได้บวชเป็นนาคหลวง ที่วัดตะไกร จ.พิษณุโลก และได้ศึกษาหาความรู้กับพระอาจารย์ต่างๆ ก่อนแล้วจึงเดินทางมาศึกษากับพระอาจารย์ที่มีชื่อในกรุงเทพฯ สุดท้ายได้จำพรรษาอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม สมเด็จโตนั้นได้เป็นพระพี่เลี้ยง และครูสอนหนังสือขอมและคัมภีร์มูลกัจจายน์ ให้พระภิกษุเจ้าฟ้าอิศรสุนทร (รัชกาลที่ ๒)ซึ่งทรงบรรพชาเป็นสามเณร จำพรรษาวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) และพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งครองวัดบวรนิเวศวรวิหารในสมัยรัชกาลที่ ๓ สมเด็จโต ได้รับสมณศักดิ์ตามลำดับและได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ นับเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่รอบรู้ พระธรรมวินัย และธรรมปฏิบัติ อย่างแตกฉาน ด้วยมีความเป็นเลิศในการเทศนาสั่งสอนพุทธศาสนิกชน จนได้รับการยกย่องสรรเสริญถึงในสติปัญญาและปฏิญาณโวหารที่ฉลาดหลักแหลม ประกอบกับการที่เป็นพระเถระผู้เปี่ยมด้วยจิตเมตตากรุณาสูงแก่ผู้ตกยาก และมักน้อยถือสันโดษ จึงใกล้ชิดชาวบ้านและมีความนิยมศรัทธายกย่องเป็น “ขรัวโต”อย่างแพร่หลาย สมเด็จโตนับเป็นอัจฉริยเถระที่ได้รับการเคารพนับถือบูชามากที่สุด เป็นพระนักเทศน์ที่ได้รับความนิยม ด้วยเป็นพหูสูตผู้รอบรู้ทั้งทางโลกทางธรรม มีความเจนจบทั้งพระไตรปิฎกและคัมภีร์พระเวทต่างๆ เป็นผู้สร้าง “พระพิมพ์สมเด็จ” และชินบัญชรคาถา โดยเฉพาะ “พระสมเด็จ” นั้นเป็นพระเครื่องที่สืบต่อพระศาสนาตามอย่างพระเถระโบราณซึ่งนิยมสร้างพระพิมพ์ขึ้นบรรจุในปูชนียสถาน เป็นการสืบต่ออายุพระศาสนาให้ถาวรตลอดกาล ดังนั้น สมเด็จโตจึงได้สร้างพระสมเด็จจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ โดยสมเด็จโตคิดค้นแบบพิมพ์ และวิธีการสร้างตามแบบครูบาอาจารย์ และได้ถือปฏิบัติในข้อธุดงค์วัตรทุกประการ คือ ฉันอาหารในบาตร ถือผ้าสามผืนออกธุดงค์ เยี่ยมป่าช้า นั่งภาวนา เดินจงกรมอยู่เป็นนิจ จนวาระสุดท้ายบนศาลาวัดบางขุนพรหม ดังนั้น วัดใหม่อมตรส วัดอินทรวิหาร ตำบลบางขุนพรหม และวัดระฆังโฆสิตาราม ต.บางหว้าใหญ่รวมสามวัดในกรุงเทพฯ จึงจัดงานทำบุญในวันมรณภาพของขรัวโต พระเถระของชาวบ้านสืบมาจนวันนี้เช่นเดียวกันก็มีวัดอื่นๆ ทั่วประเทศที่ยังระลึกและเคารพนับถือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พระมหาเถระรูปนี้ได้ร่วมจัดงานบุญระลึกถึงทั่วกัน

สมเด็จโต

สมเด็จโต

สมเด็จโตวัดระฆังโฆสิตาราม

สมเด็จโตวัดระฆังโฆสิตาราม

รูปหล่อหลวงพ่อโตวัดไชโย

รูปหล่อหลวงพ่อโตวัดไชโย

สวดชินบัญชรคาถา

สวดชินบัญชรคาถา

หลวงพ่อโตวัดเกศไชโย

หลวงพ่อโตวัดเกศไชโย

หลวงพ่อโตวัดอินทรวิหาร

หลวงพ่อโตวัดอินทรวิหาร

วัดบางขุนพรหม สร้างสมัยกรุงธนบุรี

วัดบางขุนพรหม สร้างสมัยกรุงธนบุรี

ศาลาเก่าที่สมเด็จโตมรณภาพ

ศาลาเก่าที่สมเด็จโตมรณภาพ

พระนอน-วัดสะตือ

พระนอน-วัดสะตือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘แม่วัน’ ภูมินักแปลนวนิยายฝรั่งคนแรกของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/661165

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘แม่วัน’  ภูมินักแปลนวนิยายฝรั่งคนแรกของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พระยาสุรินทราชา

วันนี้ ๑๙ มิถุนายน มีงานพิธีมอบรางวัลสุรินทราชา ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ทำให้นึกถึงวงการนักแปล-ล่าม ผู้ที่ทำงานปิดทองหลังพระมาเนิ่นนานจนลืมไปว่าสังคมไทยนั้นได้อ่านเรื่องแปลกันมาก่อนแล้ว ซึ่งมีผลงานแปลหลายเล่มทั้งตำรา สารคดี นวนิยาย และเรื่องสั้นที่แปลออกมาให้อ่านกันอาทิตย์นี้ขอตามรอย “แม่วัน” นามปากกาของ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ที่ใช้ในการแปลนวนิยายเรื่อง ความพยาบาท ซึ่งเป็นงานแปลจากนวนิยายเรื่อง Vendetta ของ มารี คอเรลลี  ถือเป็นนวนิยายแปลเล่มแรกของไทย ที่ทำให้ส่งผลให้เกิดงานนวนิยายไทยเล่มแรกในเวลาต่อมาคือ ความไม่พยาบาทในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ โดย “นายสำราญ” หรือหลวงวิลาศปริวัตร (ครูเหลี่ยม) สำหรับ พระยาสุรินทราชา หรือ แม่วัน ผู้แปลนวนิยายท่านนี้ เดิมมีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอภิรักษ์ราชฤทธิ์ เคยเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ต่อมาได้เป็นพระวิสูตรเกษตรศิลป์ เจ้ากรมเพาะปลูกกระทรวงเกษตราธิการ และพระยาอจิรการประสิทธิ์ อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และได้เลื่อนเป็นพระยาสุรินทราชา ตำแหน่งเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต

แม่วัน

ส่วนการแปลนั้น แม้จะมีการแปลมาก่อนแล้วแต่ครั้งสุโขทัย-อยุธยา ด้วยปรากฏว่ามีการแปลและเรียบเรียงเรื่องต่างๆ จากคัมภีร์คำสอนในศาสนา หรือ ตำราเก่าจากภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และจดหมายเหตุจากต่างประเทศ โดยผ่าน ล่ามชาวต่างประเทศ ที่มารับราชการอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น จึงปรากฏว่ามีการแต่งหรือเรียบเรียงเป็นวรรณคดีหรือความเรียงที่เป็นเรื่องราวจากต่างประเทศอยู่บ้าง เช่นพระไตรปิฎก จากคำสอนพระพุทธศาสนาพระธรรมนูญศาสตร์ มหาชาติคำหลวง นิบาตชาดกจากอินเดีย ที่นำมาเผยแพร่ในสุวรรณภูมิซึ่งภายหลังได้มีการแต่งวรรณคดีจากเรื่องของต่างประเทศเช่น รามเกียรติ์ จากเรื่อง รามายณะ จากอินเดีย ดาหลัง อิเหนา จากชวา สามก๊ก และวรรณกรรมอื่นๆ จากจีน ราชาธิราช จากมอญ เป็นต้น จนถึงยุคสมัยที่มีการเรียนรู้ภาษาต่างๆ จากล่ามและชาวต่างประเทศในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงมีการแปลความจากเอกสารเก่าและจดหมายเหตุชาวต่างประเทศสมัยอยุธยาขึ้นทำให้รู้เรื่องราวจากจดหมายเหตุหรือข้อมูลจากชาวต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจดหมายเหตุจากชาวฝรั่งเศส จากบาทหลวง จากพ่อค้าวานิชที่เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา เมื่อเรียนรู้การแปลมากขึ้น จึงมีตำราและความรู้ของชาวต่างประเทศผ่านล่าม บาทหลวง มิชชั่นนารี ราชทูต และพ่อค้าวานิช ที่ยังรอแปลอยู่อีกมากมายที่ต้องสืบค้นหาความรู้และสร้างนักแปลแต่ละภาษากันต่อไป ด้วยเหตุที่ “แม่วัน” นั้น เป็นผู้แปลนวนิยายเรื่องแรกของไทย สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย จึงได้ใช้ราชทินนาม “สุรินทราชา”มาเป็นรางวัลให้กับนักแปล และล่ามผู้มีผลงานดีเด่นทุกปี พร้อมกับจัดกิจกรรมอบรมการแปลการเป็นล่ามขึ้น เพื่อศึกษาผลงานแปลและส่งเสริมการแปลให้แพร่หลายมากขึ้น โดยวิทยากรนักแปลผู้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์งานแปลระดับประเทศเช่น ม.ล.สิทธิไชยไชยันต์, บุญญรัตน์ บุญญาธิษฐาน เป็นต้นซึ่งทำให้วงการแปลหนังสือและล่ามนั้นขยายขอบเขตกว้างไกลไปยังภาษาอื่นๆมากกว่าจะอยู่แต่ภาษาบาลี สันสกฤต จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นต้น ปัจจุบัน ม.ล.วีรอรวรวุฒิ นายกสมาคมฯได้สานต่อภารกิจจาก ศ.ดร.สิทธา พินิจภูวดล นายกสมาคมฯคนแรก ที่ทำให้การแปล-ล่ามมีบทบาทในสังคมมากขึ้น อีกทั้งยังเชิดชูผู้บุกเบิกงานแปลและนายกสมาคมฯ คนแรกมาเป็น “รางวัลสิทธาพินิจภูวดล” เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สนใจงานแปลหนังสือจนมีผลงานแปลออกมาให้สังคมมากขึ้นเพราะการแปลนั้นสร้างความสัมพันธ์ถึงนักแปลอาเซียนและนานาชาติกันต่อไป การแปลเรื่องสั้น กวี นวนิยายเป็นภาษาต่างประเทศน่าจะเป็นงานท้าทายของนักแปล-ล่ามในอนาคต ส่วนเรื่องแปลอมตะนั้นได้มีนักแปลผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น สันตสิริ, อ.สนิทวงศ์,ประมูล อุณหธูป, อาษา ขอจิตต์เมตต์, สมุท ศิริไข,จันตรี ศิริบุญรอด, เสฐียรโกเศศ, นาคะประทีป ฯลฯซึ่งทุกคนล้วนมีผลงานที่อยู่ในใจคนอ่านมาจนทุกวันนี้

ดร.สิทธา พินิจภูวดล

ดร.สิทธา พินิจภูวดล

บุญญรัตน์

บุญญรัตน์

ปก-ความพยาบาท (2)

ปก-ความพยาบาท (2)

ปก-ความพยาบาท

ปก-ความพยาบาท

ปก-ความพยาบาท-แม่วัน

ปก-ความพยาบาท-แม่วัน

คู่มือนักแปล

คู่มือนักแปล

สมาคมนักแปลและล่ามฯ

สมาคมนักแปลและล่ามฯ

ม.ล.วีรอร วรวุฒิ

ม.ล.วีรอร วรวุฒิ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มรดกใหม่’ภูมิบ้านเรียนละครครูช่างสร้างคนสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/659616

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'มรดกใหม่'ภูมิบ้านเรียนละครครูช่างสร้างคนสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในอดีตนั้นละคร มีบทบาทต่อสังคมมาก..หลายคนอาจติดคนแสดง  ติดเรื่อง   ส่วนจะใช้ย้อนดูตัวอย่างคำพังเพยว่า” ดูละครแล้ว ให้ย้อนดูตัวด้วย”..จนนึกไปว่า..ละครเป็นเรื่องเล่นสนุกไปตามบทตามการแสดง   วันนี้”ละครมีความหมายมากกว่า การแสดง มากกว่าฉาก   ซึ่ง อาจารย์ชลประคัลภ์ จันทรเรือง “ครูช่าง” ศิลปินแห่งชาติ นั้นได้ให้ความหมายของ “ละคร” ไว้จากบริบทของสังคมจนเข้าใจง่ายๆว่า “ที่ใดมีนักแสดง ที่ใดมีเรื่องราว และที่ใดมีคนดู หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่นั่นย่อมเป็นละคร” ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง หรือ “ครูช่าง” ได้อุทิศตนให้แก่การแสดงอย่างจริงจังมามากกว่า ๓๐ ปี จากการทุ่มเทให้กับละคร ที่รู้จักกันดีแต่แรกว่า”ละครมรดกใหม่”นั้น ได้ต่อยอดทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างไม่รู้จักหยุด จากประสบการณ์หลายฐานะของครูช่าง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ผู้กำกับ นักเขียนบทละคร และอาจารย์ผู้ฝึกสอนการแสดง นั้น  ได้ทำให้เกิดแนวการสอนที่มีลักษณะเฉพาะตน นั่นคือ การผสมผสานศิลปวัฒนธรรมไทยให้เข้ากับความทันสมัยแบบตะวันตก ร่วมกันทำละครเวทีกับภาควิชา กำกับการแสดง เขียนบท ทำสารคดี นำเสนอเรื่องราวโดยใช้หลักการปรัชญา ‘ทำไทยให้เป็นเทศ ทำเทศให้เป็นไทย’ ที่สร้างSOFT CULTUREหากเป็นวรรณกรรมตะวันตกก็จะปรับรูปแบบให้มีความเป็นไทย มีสาระเนื้อหามีวัฒนธรรมมากขึ้น แต่ถ้าเป็นวรรณกรรมไทยหรือเนื้อหาทางพุทธศาสนาจะทำให้ล้ำสมัย ปรับเนื้อหาให้มีความสากลมากขึ้น 

ดังนั้นการนำเสนอเรื่องราวต่อสังคมโดยผ่านศิลปะการแสดงนั้นได้ทำให้ ‘ครูช่าง’ เป็นที่รู้จักทั้งในแวดวงการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรมและวงการบันเทิง จนที่สุดครูช่างตัดสินใจละวงการละครเชิงพาณิชย์ หันมาทำงานเพื่อการกุศลอย่างเต็มตัว โดยจัดตั้งคณะละครของตนเองมีชื่อว่า “คณะละครมรดกใหม่” เริ่มต้นบนเส้นทางสายใหม่ที่อุทิศ’ จากเชื่อว่าละครเวทีมีประโยชน์ต่อระบบการศึกษา สังคมและวัฒนธรรม โดยเป็นครูที่พร่ำสอนลูกศิษย์ทุกรุ่นว่า จบแล้วเอาความรู้ที่ได้ ทำคณะละครเลย “เมืองไทยจะก้าวหน้าและหวังว่าจะเห็นลูกศิษย์ทำละครเวทีเป็นอาชีพได้   

โดยครูช่างเองได้สร้างบ้านเรียนละครเป็นตัวอย่าง สร้างให้ทุกคนในคณะละครมรดกใหม่อยู่ด้วยจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งค่าตอบแทนใดๆ หรือคิดค่าเข้าชมเพียงรอบละ ๑๐ บาท เท่านั้น ระยะแรกกคณะละครมรดกใหม่จัดแสดงละครเวทีแนวคลาสสิกเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้แสดง เช่น อีดิปุส ,วณิพกรำพึง,อวสานเซลส์แมน,และเฟาสต์ เป็นต้น ได้พัฒนาเป็นละครร่วมสมัยในรูปแบบ ‘ละครเวทีสัญจร’ หรือ ‘ละครทัวร์’อาทิ อาเพศกำสรวล สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ระนาดเอก พระสุธน-มโนราห์เจ้าจันทร์ผมหอม เป็นต้น เป้าหมายหลักเพื่อต้องการเปลี่ยนวิธีคิดของคนไทยให้เข้าใจว่า ละครเวทีไม่ใช่เรื่องหวือหวาฟุ่มเฟือยหรือต้องใช้แสง สี เสียง มากมายตรงกันข้ามหัวใจของละครมีเพียงนักแสดง เรื่องราว และคนดูเพียงเท่านั้น 

ภายหลังคณะละครมรดกใหม่ ได้จัดแสดงละครเวทีสัญจรในต่างประเทศมากขึ้น เคยนำละครเวทีเรื่อง “นารายณ์ปราบนนทก หน้าที่แห่งมวลมนุษยชาติ “โอเปร่า วณิพก ชูชกผู้ยิ่งใหญ่” “พระอภัยมณี ตอนสินสมุทรร้องทุกข์” แสดงทั้งในวัดไทย มหาวิทยาลัย โรงละครประจำเมือง และยังเปิดอบรมการแสดงแบบไทยให้ชาวต่างชาติอีกด้วย   ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓ ‘คณะละครมรดกใหม่ ได้กลายเป็นชุมชนของนักการละครที่มุ่งแสวงหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต และมุ่งสร้างคนที่มีอุดมการณ์ทำเพื่อผู้อื่นผ่านวิถีละคร ด้วยการขัดเกลาตนเอง ทำเพื่อตนเองน้อยที่สุด มุมานะเพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้มากที่สุด  หลังปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นต้นมา คณะละครมรดกใหม่ดำเนินภารกิจสองส่วนหลักคือ การพัฒนาเยาวชนด้วยละคร และการนำเข้าและส่งออกละครไทยและละครต่างประเทศ สร้างปรากฏการณ์ด้านการศึกษาให้กับแวดวงละครและการศึกษาของไทย เป็นบ้านเรียนละครมรดกใหม่’ (Moradokmai Home school) โรงเรียนโฮมสคูลระดับมัธยม และ ‘กุมุทธาลัย’ สอนวิชาการละครในระดับมหาวิทยาลัย สถานศึกษาศิลปะการแสดงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จัดการศึกษาแบบสำนักประหนึ่งพ่อแม่สอนลูก  จนเป็นฐานการเรียนรู้การละครเพื่อชุมชนที่นำเยาวชนไปสังคมและสากลในที่สุด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นาครกฤตาคม’ วรรณกรรมชวาโบราณมรดกความจำโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/658114

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นาครกฤตาคม’  วรรณกรรมชวาโบราณมรดกความจำโลก

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โบโรบูไดร์

หลังจากที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้จัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่องอาคารของศูนย์ฯ ใหม่เพื่อให้สามารถใช้เป็นเวทีของการ “เรียนรู้อยู่ร่วมกัน” ตามบทบาทหน้าที่แล้ว เมื่อวันที่ ๓๑พฤษภาคม ที่ผ่านมา นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ผู้อำนวยการศูนย์ฯได้เปิดห้องประชุมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “จากนาครกฤตาคมและปาราราตอน สู่นูษานตระ : อินโดนีเซียกับการหวนหาอดีตอันรุ่งโรจน์ “ก่อนที่จะมีการจัดงานสำคัญข้างหน้า คือ การประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยา“มานุษยวิทยา’๖๕ เรื่อง “Emerging Methodologies-วิธีวิทยาทะลุกรอบ” ในวันที่ ๒๕-๒๗กรกฎาคมนี้ ประเด็นสำคัญของการเสวนาที่จัดขึ้นในวันนี้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง “ประวัติศาสตร์กับการเมือง เรื่องชื่อประเทศ และนามเมืองหลวงอันเป็นมรดกจากสมัยจักรวรรดินิยม” โดยดร.เตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และการเสวนาทางวิชาการ : โดยวิทยากรคนสำคัญ คือ ดร.ตรงใจ หุตางกูรนายสุนิติ จุฑามาศ และนางสาวกัญญานาฏ ศิริปัญญาผู้ร่วมกันแปลวรรณกรรมชวาโบราณ เพื่อศึกษาเชื่อมรอยต่อประวัติศาสตร์และสืบค้นเรื่องราวจากวรรณกรรมที่ยังไม่มีการแปลความเป็นไทย ก่อนที่จะมีการสร้าง “นูษานตระ” เมืองหลวงใหม่ขึ้นพร้อมกันเวทีวิชาการนี้ยังได้สาธิตดนตรี“กาเมลันชวา” ของวงดนตรีการาวิตันประสานมิตรโดย ผศ.ดร.สุรศักดิ์ จำนงค์สาร จากสาขาวิชาดุริยางคศาสตร์ไทยและเอเชีย คณะศิลปกรรมศาสตร์มศว ประสานมิตร โดยนำเพลงชวา ที่ใช้รับเสด็จรัชกาลที่ ๗ มาบรรเลงปูทางให้เห็นการผสมผสานในวัฒนธรรมชวาด้วย  สำหรับความสำคัญวรรณกรรมโบราณของชวาเรื่อง “นาครกฤตาคมหรือ เทศวรรณา” เรื่องนี้ เป็นงานเก่าที่เขียนเมื่อค.ศ.๑๓๖๕ (พ.ศ.๑๙๐๘) แต่เพิ่งถูกค้นพบต้นฉบับในหอสมุดหลวงเมื่อ ค.ศ.๑๘๙๔ (พ.ศ.๒๔๓๗) แม้ว่าจะมีการแปลเป็นภาษาบาหลี อังกฤษ ดัตช์ อินโดนีเซีย แล้วก็ตามสำหรับภาษาไทย ยังไม่มีให้อ่านศึกษากัน วรรณกรรมเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจถึงการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของอินโดนีเซียมากซึ่งมีการกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของมัชปาหิตและการควบคุมเส้นทางการค้าแถบคาบสมุทรสุมาตราและซุนดาแต่เพียงผู้เดียวในช่วงศตวรรษที่ ๑๔ ถือว่าการเขียนประวัติศาสตร์ของ เอ็มปู ปรปัญจะ นั้นเป็นหนทางการพัฒนาประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้นใหม่และเป็นมรดกส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ ได้ใช้แนวคิดการเขียนประวัติศาสตร์ตามอย่างเพื่อ สะท้อนภาพประวัติศาสตร์อินโดนีเซียให้ชัดเจนกว่าประวัติศาสตร์อินโดนีเซียที่ชาวดัตช์ได้เขียนขึ้นไว้  

อาณาจักรมัชปาหิตโบราณ

วรรณกรรมนี้ได้รับการยกย่องเป็นมรดกความทรงจำของโลกในปี ค.ศ.๒๐๐๘ แม้ว่าสยามหรืออยุธยา จะได้รู้จัก ชวา บาหลี หรือปัตตาเวียก็เป็นเรื่องภายหลังที่มาจากเรื่อง อิเหนา หรือ ดาหลัง ในบทละคร ส่วนวรรณกรรมชวาโบราณอย่างเรื่อง นาครกฤตาคม ของ เอ็มปู ปรปัญจะก็ยากนักแล้วที่จะรู้เพราะเป็นภาษาบาหลี  จึงทำให้เป็นที่สนใจใคร่รู้แบบต้องรอคอยความอุตสาหะการแปลของคณะนี้เป็นแรมปี เช่นเดียวกับเรื่องปาราราตอน ที่เขียนถึง เคน อังร๊อก ขึ้นครองเป็นราชาและสถาปนาสิงหส่าหรีขึ้นใน ค.ศ.๑๒๒๒ และเรื่องราวของมัชปาหิต ฉบับคัดลอกนี้ระบุปี ค.ศ. ๑๖๑๓ (พ.ศ.๒๑๕๙) ดังนั้น วรรณกรรมชวาโบราณทั้งสองเรื่องนี้จะเห็นร่องรอยการค้าโบราณจากคาบสมุทรสุมาตราของ อาณาจักรมัชปาหิต ซึ่งเป็นอาณาจักรชวาตะวันออก มีอำนาจอยู่ระหว่าง ค.ศ.๑๒๙๓-๑๕๒๗ ส่วนกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งมัชปาหิต คือ ฮะยัม วูรุค (Hayam Wuruk) นั้นครองราชย์ ในช่วง ค.ศ.๑๓๕๐-๑๓๘๙ นับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรแห่งนี้ ซึ่งสามารถขยายอำนาจไปทั่วแหลมมลายูตอนใต้ บอร์เนียว สุมาตรา บาหลี และฟิลิปปินส์ จนทำให้อาณาจักรต่างๆ ของชวานั้นแข่งขันการค้าเครื่องเทศในเส้นทางทะเลบนเส้นทางสายไหม แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ผลิตเครื่องเทศรายใหญ่ แต่อาณาจักรเหล่านี้ก็สามารถกักตุนเครื่องเทศได้โดยการซื้อขายกับข้าว โดยชวานั้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ทำให้มัชปาหิตนั้น ถูกมองว่าเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นทั้งแหล่งเกษตรกรรมในการปลูกข้าวและมีอำนาจทางทะเลเดินทางค้าขายกับประเทศต่างๆ ถึงลังกาสุกะหรือปาตานีด้วย งานนี้ต้องให้กำลังใจกับการเรียนรู้เรื่องมนุษยชาติที่จะสร้างความเข้าใจให้ถึงกันในอาเซียน

คณะที่ปรึกษา

คณะที่ปรึกษา

คณะวิทยากร

คณะวิทยากร

ดนตรีกาเมลันชวา จาก มศว ประสานมิตร

ดนตรีกาเมลันชวา จาก มศว ประสานมิตร

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

ดร.เตช บุนนาค

ดร.เตช บุนนาค

สุนิติ จุฑามาศ

สุนิติ จุฑามาศ

กัญญานาฏ ศิริปัญญา

กัญญานาฏ ศิริปัญญา

ดร.ตรงใจ หุตางกูร

ดร.ตรงใจ หุตางกูร

เอกสารร่าง-ปาราราตอน

เอกสารร่าง-ปาราราตอน

เอกสารร่าง-นาครกฤตาคม-เทศวรรณา

เอกสารร่าง-นาครกฤตาคม-เทศวรรณา

แผนที่มัชปาหิต

แผนที่มัชปาหิต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มหาชาติคำหลวง’ วรรณคดีแห่งชาติที่สำคัญต่อสังคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/656627

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มหาชาติคำหลวง’  วรรณคดีแห่งชาติที่สำคัญต่อสังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การเทศน์มหาชาติ

จากการที่ คณะกรรมการวรรณคดีแห่งชาติกรมศิลปากร ได้ยกย่องมหาชาติคำหลวงเป็น วรรณคดีแห่งชาติและจัดการเสวนาวิชาการ “วรรณกรรมเรื่องมหาชาติในวัฒนธรรมไทย” เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ที่ผ่านมา จึงได้ตามรอยหาภูมิวรรณคดีสำคัญที่มีบทบาทต่อวัฒนธรรมไทยเรื่องนี้ เช่นเดียวกับเรื่องไตรภูมิพระร่วงที่มีบทบาทต่อสังคมสมัยสุโขทัย สำหรับเรื่องมหาชาติคำหลวงนี้เป็นวรรณคดีสมัยอยุธยา โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตของกรุงศรีอยุธยาแปลและแต่งเรื่องเวสสันดรชาดก จากภาษาบาลีในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องมหาชาติคำหลวงเมื่อ พุทธศักราช ๒๐๒๕ดังปรากฏหลักฐานใน พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ว่า “ศักราช ๘๔๔ ขานศกท่านให้เล่นการมหรสพ ๑๕ วัน ฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วจึงพระราชนิพนธ์พระมหาชาติคำหลวงจบบริบูรณ์” ด้วยเหตุที่เรื่องเวสสันดรชาดกเป็นพระชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้าที่เป็นพระโพธิสัตว์ และได้บำเพ็ญบารมีมาครบสิบทัศหรือ ๑๐ ชาติ จึงเรียกพระชาติสุดท้ายนี้ว่า “มหาชาติ” ซึ่งมีการแปลและแต่ง “มหาชาติคำหลวง” ขึ้น เรื่องมหาชาติคำหลวงมีทำนองแต่งแบบมหากาพย์ มีการดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง ดังปรากฏใน ๑๓ กัณฑ์ ได้แก่ กัณฑ์ทศพร กัณฑ์หิมพานต์ กัณฑ์ทานกัณฑ์ กัณฑ์วนประเวศน์ กัณฑ์ชูชก กัณฑ์จุลพนกัณฑ์มหาพน กัณฑ์กุมาร กัณฑ์มัทรี กัณฑ์สักรบรรพกัณฑ์มหาราช กัณฑ์ฉกษัตริย์ และกัณฑ์นครกัณฑ์

อธิบดีกรมศิลปากรกับคณะวิทยากร

สำหรับกัณฑ์กุมารนั้นถือว่าเป็นเหตุวิกฤตสำคัญด้วยเป็นตอนพระเวสสันดรกระทำบุตรทานคือประทานพระชาลีและพระกัณหาให้เป็นข้ารับใช้ของชูชก แล้วยังจะประทานมัทรี ผู้เป็นมเหสีอีกด้วย มหาชาติคำหลวงนี้เป็นผลงานที่แสดงภูมิปัญญาด้านภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาบาลีและสันสกฤตของปราชญ์ทางกวีอย่างชัดเจน ซึ่งแต่ละกัณฑ์นั้น ปราชญ์ทางกวีแต่งด้วยฉันทลักษณ์ที่ต่างกัน เช่น ร่ายโบราณฉันท์ โคลง เป็นต้น การแต่งนี้เรียกว่า แปลยกศัพท์โดยกวีจะยกความต้นฉบับจากภาษาบาลีแล้วแปลศัพท์นั้นด้วยภาษาสันสกฤตเป็นส่วนใหญ่ภาษาบาลีถือเป็นภาษาของนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ใช้ศึกษาพระพุทธศาสนา ส่วนภาษาสันสกฤตนั้นเป็นภาษาที่ปราชญ์ในอาเซียนทั้งไทย เขมร และชวาใช้ในการแต่งวรรณคดีสำคัญ ปราชญ์ทางกวีของไทยได้แปลเนื้อเรื่องตรงกับต้นฉบับเป็นส่วนใหญ่ และมีการแต่งเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นบุคคลและสถานที่เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ที่สำคัญคือได้เพิ่มความที่เป็นวัฒนธรรมไทยไว้ด้วย

ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬการ

ดังนั้นมหาชาติคำหลวงจึงเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญาที่สร้างวัฒนธรรมให้กับสังคมไทย และ เกิดปัญจมหาปริจาคะ เกิดความดี ความงดงามความรู้เป็นอุดมคติ ที่สร้างธรรมเนียมการปกครอง การตั้งชื่อ เป็นต้น โดยเฉพาะสร้างค่านิยมที่คนไทยพากันมี “ความยินดีในการให้ทาน” ซึ่งมหาชาติคำหลวงนั้นได้ชี้ให้เห็นถึง ๑.การให้ทุกสิ่งที่ตนมีแก่ทุกคนที่มาขอโดยไม่มีการเลือกชั้นวรรณะ และ ๒.การให้ทานพร้อมด้วยปัญญา โดยเฉพาะการให้ทานบุตรและภรรยาของพระเวสสันดรนั้นนอกจากจะช่วยให้พระองค์ถึงนิพพานแล้ว ยังทำให้สามารถช่วยมนุษย์และเทวดาให้พ้นจากวัฏสงสารด้วย ด้วยเหตุนี้พระเวสสันดรจึงยอมตัดใจยกพระชาลีและพระกัณหาให้เป็นข้าของชูชก..แม้จะย้อนแย้งในข้อเท็จจริงแต่ก็ยังได้เห็นการยกลูกยกเมียให้กันอยู่บ้าง สำหรับความรู้ความเข้าใจครั้งนี้ต้องขอบคุณวิทยากรสำคัญผู้ศึกษาเรื่องนี้ ผศ.ดร.ประพจน์ อัศวิรุฬการ,ศ.ดร.ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต, ศ.สุกัญญา สุจฉายา, รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ, ชนิดา สีหามาตย์, ธนโชติเกียรติณพัตร และเจ้าหน้าที่พิธีกรมการศาสนาผู้สาธิตสวดมหาชาติคำหลวง ซึ่ง กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ผู้จัดนิทรรศการและจัดเผยแพร่องค์ความรู้ให้ทุกคนประทับใจตระหนักถึงความสำคัญของมหาชาติคำหลวงเรื่องนี้ที่ยังต้องสานต่องานไปถึงเทศน์มหาชาติสำนวนอื่นที่เกิดขึ้นตามภาคต่างๆ

ภาพมหาชาติที่วัดราชาธิวาส

ภาพมหาชาติที่วัดราชาธิวาส

มหาชาติคำหลวงคัดลอกจากสมัยอยุธยา

มหาชาติคำหลวงคัดลอกจากสมัยอยุธยา

ต้นฉบับมหาชาติคำหลวงอยุธยา

ต้นฉบับมหาชาติคำหลวงอยุธยา

ฉบับตัวทองที่ทำเครื่องหมายการสวดไว้

ฉบับตัวทองที่ทำเครื่องหมายการสวดไว้

มหาชาติคำหลวงฉบับพิมพ์เก่า

มหาชาติคำหลวงฉบับพิมพ์เก่า

มหาชาติคำหลวง

มหาชาติคำหลวง

คณะสวดฯจากกรมการศาสนา

คณะสวดฯจากกรมการศาสนา

งานเสวนาวิชาการ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สด๊กก๊อกธม’ อุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใกล้ชายแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655005

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สด๊กก๊อกธม’  อุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใกล้ชายแดน

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธม

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามเข้าไปสืบค้นภูมิพราหมณ์โบราณ ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งตั้งอยู่บ้านหนองหญ้าแก้ว หมู่ที่ ๙ ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ และมีพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๔๓ น. ที่ผ่านมา
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดและทอดพระเนตรศูนย์การเรียนรู้และอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ด้วยเหตุที่เป็นปราสาทขนาดใหญ่อยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชาประมาณ๑ กิโลเมตร เคยอยู่ในพื้นที่อันตรายมาก่อน และด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงทำให้กรมศิลปากรต้องบูรณะให้ฟื้นคืนรูปปราสาทด้วยวิชาการแบบใหม่คือวิธีอนัสติโลซิส เป็นวิธีเรียงก้อนหินเข้าที่ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก

คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากร

ศาสนสถานหรือปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๕๙๕ ในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๕๙๓-๑๖๐๙) เพื่อประทานแด่พระราชครูผู้ลาสิกขาจากสมณเพศคือ “ศรีชเยนทรวรมัน” ซึ่งมีนามเดิมว่า “สทาศิวะ” ด้วยเหตุที่พระราชครูผู้นี้มีศักดิ์เป็นพระชามาดาของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ อีกทั้งยังเป็นผู้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกถวายแด่ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ปราสาทแห่งนี้จึงถูกสร้างเป็นพิเศษคือ สร้างปราสาทที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมร สำหรับศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ประกอบด้วยปราสาทองค์ประธานประดิษฐานศิวลึงค์และฐานโยนีสำหรับพิธีกรรม บรรณาลัย ๒ หลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งล้อมรอบด้วยระเบียงคดและกำแพงแก้ว อาคารทั้งหมดนั้นก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ตกแต่งพื้นผิวในพื้นที่สำคัญด้วยการแกะสลักลวดลายลงบนเนื้อหินให้เป็นภาพเล่าเรื่องราวในศาสนาพราหมณ์ฮินดูประกอบกับลายพันธุ์พฤกษาที่เป็นศิลปะขอมแบบคลัง-บาปวน ที่มีอายุในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ตามผังของปราสาทที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกนั้น มี “บาราย” ขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า เชื่อมต่อด้วย ทางดำเนินประดับที่มี “เสานางเรียง” และซุ้มประตู “โคปุระ” และอาคารมีระเบียงคดหรือโคปุระสร้างจากหินทรายและศิลาแลงล้อมรอบปราสาทชั้นในไว้หลักฐานสำคัญมากคือพบศิลาจารึก ๒ หลัก จารึกเป็นอักษรขอมโบราณจารึกหลักที่ ๑ บอกถึงอายุการสร้างและวัตถุประสงค์ของการสร้าง สำหรับจารึกหลักที่ ๒ เป็นจารึกที่สำคัญมากจารึกถึงลำดับรายพระนามกษัตริย์เขมรสมัยเมืองพระนครถึงพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ เดิมนั้นปราสาทแห่งนี้น่าจะมีชื่อเดิม ปราสาทศทาศิวะไหมหรืออะไร แต่ด้วยเหตุที่ปราสาทใหญ่ที่มีต้นกกขึ้นรกรุงรัง ชาวบ้านจึงเรียกใหม่จากถูกเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว มาก่อนแล้ว  เป็นปราสาทสด๊กก๊อกธม คำว่า “สด๊กก๊อกธม”เป็นภาษาเขมร คำว่า “สด๊ก” มาจากคำว่า “สด๊อก” แปลว่า รก ทึบ คำว่า“ก๊อก” แปลว่า ต้นกก และคำว่า“ธม” แปลว่า ใหญ่ ดังนั้น “สด๊กก๊อกธม” จึง แปลว่า ปราสาทขนาดใหญ่ที่รกไปด้วยต้นกกกรมศิลปากรได้อนุรักษ์ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๓๖-๒๕๕๗ ตามหลักการอนุรักษ์และบูรณะโดยวิธีอนัสติโลซิส บนพื้นฐานของงานโบราณคดีและดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์เบื้องต้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยมีลานจอดรถห้องสุขา ซุ้มจำหน่ายของที่ระลึกระบบน้ำ ระบบไฟ และดูแลความสะอาดภายในบริเวณปราสาท สำนักศิลปากรที่ ๕ปราจีนบุรี ผู้รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินการประสานจังหวัดสระแก้วตั้งคณะกรรมการพัฒนาเพิ่มศักยภาพโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสู่อาเซียน โดยมีการเตรียมรายละเอียดในการจัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการ บริหารจัดการและปรับภูมิทัศน์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ ตามมติของการประชุมเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ แม้จะอยู่ห่างไกลใกล้ชายแดน ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่น่าสนใจยิ่งหากไปตลาดโรงเกลือ อรัญประเทศ จ.สระแก้ว แล้วไม่ไปปราสาทเขาโล้น ไม่ไปอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่นี้ก็เสียดายโอกาสครับ

ทรงปลูกต้นมะกอกพืชประจำจังหวัดสระแก้ว

ทรงปลูกต้นมะกอกพืชประจำจังหวัดสระแก้ว

พิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ฯแห่งใหม่

พิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ฯแห่งใหม่

คณะผู้บริหารกับศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่

คณะผู้บริหารกับศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่

ความรู้สถาปัตย์ ปราสาทประธาน

ความรู้สถาปัตย์ ปราสาทประธาน

ผังปราสาทสด๊กก๊อกธม

ผังปราสาทสด๊กก๊อกธม

ปราสาทองค์ประธาน

ปราสาทองค์ประธาน

จารึกปราสาทสด๊กก๊อกธม

จารึกปราสาทสด๊กก๊อกธม

โบราณวัตถุสำคัญในพิธีศักดิ์สิทธิ์

โบราณวัตถุสำคัญในพิธีศักดิ์สิทธิ์

โบราณวัตถุที่พบ

โบราณวัตถุที่พบ

หุ่นแสดงการสร้างปราสาท

หุ่นแสดงการสร้างปราสาท

ภายในศูนย์การเรียนรู้

ภายในศูนย์การเรียนรู้

แผนที่ที่ตั้้งอุทยานฯ แห่งใหม่

แผนที่ที่ตั้้งอุทยานฯ แห่งใหม่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น’ ศิลปะหนึ่งเดียวในวัดราชประดิษฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/653496

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น’ ศิลปะหนึ่งเดียวในวัดราชประดิษฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บานไม้ประดับมุกในวิหารหลวง

ด้วยเหตุที่บานประตูประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ เป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมที่มีอายุชัดเจนจากกาลเวลา จนญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจนำงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ที่วัดราชประดิษฐฯ ไปเป็นตัวกำหนดอายุงานประดับมุกที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปชื่นชมและภาคภูมิใจไปกับผลงานความร่วมมือกันบูรณะบานประตูงานศิลปะญี่ปุ่นที่เหลืออยู่ในไทยแห่งเดียวเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมา

นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากรร่วมกับ พระพรหมวัชราจารย์ (พูนศักดิ์ วรภทฺโก)พร้อมด้วย มร.ซิเยกิ โคบายาชิ (Mr.Shigeki Kobayashi) ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย คุณมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุลและ คุณจุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล ผู้มีบทบาทสำคัญให้การร่วมกันบูรณะผลงานประดับมุกศิลปะญี่ปุนดังกล่าวนั้น ได้ร่วมกันประกอบคืนบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ตามโครงการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย ณ พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ศิลปะประดับมุกนี้เป็นงานช่างศิลปไทยที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครให้ความสำคัญมากและจัดห้องงานประดับมุกแสดงไว้เป็นเฉพาะ ถือเป็นงานประณีตศิลป์ที่หลายประเทศต่างมีงานประดับมุกในงานพุทธศิลป์ เครื่องเรือน เครื่องใช้ระดับสูง อันเป็นที่นิยมกันในประเทศอาเซียน เช่นจีน เวียดนาม เมียนมา ลาว ญี่ปุ่น และเกาหลีซึ่งต่างมีเอกลักษณ์ของชิ้นงานแตกต่างกัน ประเด็นสำคัญแบบอัศจรรย์นั้นก็คือ งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นนี้ ปรากฏว่าไทยได้สั่งเข้ามาประดับเป็นบานประตูหน้าต่างประดับมุกถึง ๑๑๔ ชิ้น มีอายุมากกว่า ๑๕๖ ปี ประดับอยู่ในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยหลายคนนึกไม่ถึงว่าเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่มีค่ามากซ่อนตัวอยู่กลางกรุง   

อธิบดีกรมศิลปากร   

ดังนั้น การบูรณะบานประตูงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นที่เป็นภาระที่กรมศิลปากรต้องอาศัย ความร่วมมือทางวิชาการจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ โดย กรมศิลปากรร่วมกับสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๘ ได้ทำการศึกษาแผ่นไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นบนบานประตูและหน้าต่างภายในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ซึ่งสั่งนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อประดับพระวิหารเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๘ เพื่อหาวิธีการอนุรักษ์ซ่อมแซมที่ถูกต้องตามเทคนิควิธีงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน คือ คุณมุกดา จิราธิวัฒน์เอื้อวัฒนะสกุล และคุณจุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุลพร้อมได้ กรมศิลปากรได้จัดสรรงบประมาณโครงการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทยแก่สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ได้เริ่มดำเนินการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น
ภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จำนวน ๗๖ แผ่น และบานไม้ประดับรักลายนูน จำนวน ๓๘ แผ่น ร่วมกับสำนักช่างสิบหมู่และการให้คำปรึกษาด้านเทคนิควิทยาจาก Ms.Yoko Futakami และ Mr.Yoshihiko Yamashita ผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันเรียนรู้จนเป็นองค์ความรู้เรื่ององค์ประกอบงานลงรักประดับมุก เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ซ่อมแซมแผ่นประดับมุกบานหน้าต่างด้วยวัสดุดั้งเดิมจำนวน ๑ คู่ ที่ได้นำมาประกอบคืนบานหน้าต่างเป็นปฐมฤกษ์พร้อมทำพิธีเจริญชัยมงคลคาถา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้ดำเนินงานตามโครงการนี้ พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๘ นั้นสำเร็จด้วยดี

การประกอบบานไม้ประดับมุก

การประกอบบานไม้ประดับมุก

วิธีการบูรณะแบบเก่า

วิธีการบูรณะแบบเก่า

ผู้สนับสนุนหลัก

ผู้สนับสนุนหลัก

ผู้สนับสนุนงบประมาณ

ผู้สนับสนุนงบประมาณ

ผลงานบานไม้ประดับมุก

ผลงานบานไม้ประดับมุก

บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น

บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น

บานไม้ประดับมุก

บานไม้ประดับมุก

ที่ปรึกษาสถานทูตฯญี่ปุ่น

ที่ปรึกษาสถานทูตฯญี่ปุ่น

ช่างและนักวิชาการศึกษาเรียนรู้

ช่างและนักวิชาการศึกษาเรียนรู้

คณะชื่มชนผลงาน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’ ภูมิวิถีพิธีกรรมโบราณแห่งเดียวในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651972

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ภูพระบาท’  ภูมิวิถีพิธีกรรมโบราณแห่งเดียวในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เสมาหินบนภูพระบาท

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปติดตามภูมิวิถีพิธีกรรมโบราณแห่งเดียวที่มีหลักฐานโบราณคดีว่าภูพระบาท อุดรธานี นั้น เป็นแหล่งมีมนุษย์เข้ามาใช้พื้นที่สร้างกิจกรรมแล้วตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งพบภาพเขียนสีอยู่ตามเพิงหิน กระจัดกระจายอยู่ภายในภูพระบาทมากกว่า ๔๗ แห่ง มีทั้งภาพคนภาพฝ่ามือ ภาพสัตว์ และลวดลายเรขาคณิต จากฝีมือมนุษย์ เมื่อราว ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปี โดยสัมพันธ์กับหลักฐานอื่นๆ ที่พบ เช่น ขวานหินขัด ลูกปัดอาเกต และเศษภาชนะดินเผาเนื้อเครื่องดินอยู่บนที่ราบริมลำน้ำโขงและเชิงเขาภูพาน กับพบร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ภูพระบาทนั้นเป็นตัวแทนของอารยธรรมที่สืบรุ่นต่อเนื่องจากคนก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านเรื่องราวต่างๆ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ ที่มีการได้รับอารยธรรมทวารวดี จากการปักเสาหินล้อมรอบเพิงหินทราย ในการจัดพิธีกรรมนับถือทั้งผี ทั้งพราหมณ์ฮินดู และพุทธศาสนา ซึ่งพบว่ามีการแกะสลักเทวรูป-พระพุทธรูปลงบนเพิงหิน จนสะท้อนถึงการต่อเชื่อมอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมร หรือลพบุรีโดยพบเทวรูปศิลปะเขมรในพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘แล้วยังพบว่าได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมล้านช้างแผ่เข้าในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ซึ่งพบพระพุทธรูปศิลปะสกุลช่างล้านช้างหรือลาวอยู่ตามถ้ำด้วย และพบว่าได้มีการสร้าง รอยพระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทหลังเต่า พระพุทธบาทบัวบานพระพุทธบาทในถ้ำอุปโมง อยู่รอบบริเวณภูพระบาทด้วย ดังนั้น เมื่อมีการเสนอชื่อเบื้องต้นของมรดกโลกในปี ๒๕๔๗ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ เห็นชอบให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านวัฒนธรรมของประเทศ โดยให้กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันผลักดันการขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นมรดกโลกต่อไป ด้วยเป็นอุทยานแห่งเดียวที่อยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้

แผนที่สถานที่บนภูพระบาท

ดังนั้น อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จึงได้จัดให้มีการศึกษาต่อเนื่องและสร้างความร่วมมือกัน โดย นายกิตติพันธ์พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ นายปราโมทย์ ธัญญพืช รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายวิมล สุระเสน นายอำเภอ บ้านผือ นายมงคล มีลา นายกเทศมนตรีตำบลกลางใหญ่ และนายเอกพล ศรีทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพาน ร่วมกันนำเสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเข้าสู่บัญชีมรดกโลกพร้อมกันนั้นได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการแหล่งมรดกวัฒนธรรม เพื่อนำแผนการบริหารจัดการไปปฏิบัติ โดยผู้บริหารกรมศิลปากร ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น และหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ประสานการดำเนินการในการส่งเสริมศักยภาพของโบราณสถาน โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ที่ปรากฏร่องรอยอารยธรรมร่วมสมัยกับความเชื่อของมนุษย์ มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของภูมิภาคอีสาน โดยเฉพาะฝั่งไทยและฝั่งลาวที่มีการใช้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน สำหรับภูพระบาทได้จดทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๒๔ และเมื่อวันที่๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๕ ได้นำวัฒนธรรมเสมา ซึ่งอยู่ที่บริเวณวัดพระพุทธบาทบัวบานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย พร้อมกับได้พัฒนาพื้นที่ร่วมกัน จนมีอัตลักษณ์เฉพาะตนที่โดดเด่น ด้วยเป็นพื้นที่ที่รักษาความเป็นต้นแบบดั้งเดิมที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยไม่ถูกรบกวน “ภูพระบาท”แห่งนี้มีพื้นที่ใช้ประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกประมาณ๓,๖๖๑ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้และพื้นที่อื่นๆที่เกี่ยวเนื่องจนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทถูกนำเสนอเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมภายใต้เกณฑ์การขึ้นทะเบียนมรดกโลก ที่เป็นลักษณะเด่น คือ ๑.มีเอกลักษณ์ที่หายากยิ่งด้วยลักษณะของภูพระบาทนี้ไม่พบที่ใดในไทย และยังเชื่อว่าในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือที่อื่นๆ นั้นก็ไม่มีด้วย ๒.เป็นแหล่งที่มีความโดดเด่นในการปรับใช้พื้นที่ของธรรมชาติมาเป็นพื้นที่วัฒนธรรมอันเกิดจากความเชื่อในศาสนาและสร้างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วันนี้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และแหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบานนั้น ได้รักษาและพัฒนาแหล่งโบราณคดีที่มีความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องยุคสมัยมาแต่โบราณไว้เป็นอย่างดี นับเป็นแหล่งโบราณคดีและสถานที่ปฏิบัติธรรมที่มีพระเถระรูปสำคัญจากอดีตถึงปัจจุบันเคยมายังสถานที่นี้

กิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร

กิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร

ปราโมทย์ ธัญญพืช รองผวจ.อุดรธานี

ปราโมทย์ ธัญญพืช รองผวจ.อุดรธานี

สุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้

สุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้

ความร่วมมือเสนอสู่มรดกโลก

ความร่วมมือเสนอสู่มรดกโลก

เทวรูปบนเพิงหิน

เทวรูปบนเพิงหิน

เพิงหินปฏิบัติธรรม

เพิงหินปฏิบัติธรรม

เอกสารนำเสนอมรดกโลก

เอกสารนำเสนอมรดกโลก

หอนางอุษา

หอนางอุษา

วัฒนธรรมใบเสมา

วัฒนธรรมใบเสมา

เรียนรู้ดูจากสถานที่จริง

เรียนรู้ดูจากสถานที่จริง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนอาเซียน’ภูมิพหุวัฒนธรรมแห่งพระบรมโพธิสมภาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/650634

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนอาเซียน’ภูมิพหุวัฒนธรรมแห่งพระบรมโพธิสมภาร

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ย่านการค้าสะพานหัน

จากการที่กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ชุมชนอาเซียนในไทยและชุมชนต่างชาติในกรุงรัตนโกสินทร์และภูมิภาคต่างๆ อันสืบสานกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์นั้น ปรากฏว่ามีชาวต่างชาติย้ายถิ่นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินสยาม และพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามได้มีทศพิธราชธรรมปกครองปวงชนชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยพระราชทานสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพ การปฏิบัติประเพณีและนับถือศาสนา อีกทั้งพระราชทานที่ดินให้อยู่อาศัยแยกตามเชื้อชาติและศาสนา จนเกิดชุมชนและย่านต่างๆ ขึ้นหลายแห่ง จนเป็นพหุวัฒนธรรมที่นำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา จากการศึกษาของเอ็ดเวิร์ด ฟาน รอย ได้ทำการวิจัยภูมิหลังเชิงประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประกอบด้วย มอญ ลาว จาม เปอร์เซีย อาหรับ อินเดีย มาเลย์ จีน ขแมร์ เวียดนาม ไทยโยนก ซิกข์ จีนเชื้อสายต่างๆ รวมไปถึงชาวตะวันตกนั้นได้สะท้อนให้เห็นความจริงว่ากรุงเทพฯนั้นเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มคนต่างเชื้อชาติต่างวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีการผสมผสานเชิงวัฒนธรรมจนเป็นที่มาของความเป็นคนสยาม หรือคนไทยนั้น ได้นำไปสู่การถอดบทเรียนความคิดความเชื่อ มายาคติเรื่องชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติไทยจนหล่อหลอมรวมเอาคนต่างชาติพันธุ์ต่างวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ความเป็นคนสยามหรือคนไทย ทำให้เกิดการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมและเกิดสังคมจากความหลากหลายนั้นเป็นพหุวัฒนธรรมขึ้น ส่งผลให้เกิดการหลอมรวม การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เกิดเป็นสังคม-วัฒนธรรม พัฒนาการของเมือง องค์กรทางสังคมสืบต่อมาถึงวันนี้ซึ่งปรากฏว่ายังมีกลุ่มที่สืบชาติพันธ์ุจาก มอญ ลาว จาม เปอร์เซีย อาหรับ อินเดีย มาเลย์ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ฮากกา ไหหลำ กวางตุ้ง ขแมร์ เวียดนาม ไทยวน ซิกข์ โปรตุเกส ฯลฯ อาศัยอยู่ซึ่งปรากฏการตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำและลำคลอง

คนต่างชาติในพระนคร

ซึ่งเป็นไปตามความสะดวกในการสัญจร และตั้งบ้านเรือนชุมชนอยู่บริเวณที่อยู่ในเขตเมือง คือใกล้กับกำแพงพระราชวัง และที่ตั้งถิ่นฐานไกลออกไป แต่ละชุมชนมีความสามารถเฉพาะในวิชาชีพ เช่น เป็นช่างฝีมือ ช่างเหล็ก ช่างทองจึงทำให้ชุมชนได้กลายเป็นพื้นที่ศูนย์กลางย่านการค้าตามที่แต่ละชุมชนมีความชำนาญในภายหลัง รูปแบบการตั้งชุมชนคล้ายกัน คือ จะมีศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชน เมื่อมีชาติพันธุ์เดียวกันถูกกวาดต้อนหรือย้ายมาในภายหลังจะได้รับอนุญาตให้ตั้งชุมชนใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมที่มีกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันอาศัยอยู่  ซึ่งได้มีการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาและอัตลักษณ์ชุมชน เช่น สถาปัตยกรรม งานหัตถกรรมและช่างฝีมือ อาหาร การแต่งกายของชุมชนในกรุงเทพฯ  รวมไปถึงหัวเมืองในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ดังนั้นการที่ศูนย์อาเซียน หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ได้นำจัดนิทรรศการ “ชุมชนอาเซียนใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” เมื่อวันที่ ๒๐-๒๔ เมษายน ๒๕๖๕ที่ผ่านมาจึงเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้การตั้งถิ่นฐานของชุมชนอาเซียนดั้งเดิมในกรุงเทพฯ ๖ กลุ่ม ได้แก่เขมร ญวน พม่า มอญ ลาว และมุสลิม ด้วยอัตลักษณ์ ขนบประเพณีของชุมชนอาเซียนที่อยู่อาศัยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน พร้อมกับสาธิตด้านอาชีพและอาหารโดยผู้แทนชุมชนอาเซียนตัวอย่างในกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านเขมร ชุมชนบ้านบาตร สาธิตการทำบาตรย่านญวน ชุมชนตลาดบ้านญวน สามเสน ทำอาหารเวียดนาม ย่านพม่า ชุมชนตลาดพระโขนงออกร้านขายเครื่องอุปโภค-บริโภค ย่านมอญ จัดแสดงข้าวแช่จากบางลำพู ย่านลาว ชุมชนบางไส้ไก่ สาธิตการทำขลุ่ย และย่านมุสลิม จัดแสดงแกงมัสมั่นจากชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ โดยมีผู้นำชุมชนมาบอกเล่าเรื่องราวของตน จึงนำพาไปสู่การเรียนรู้ชุมชนต่างๆ ผ่านรสชาติอาหารประจำชาติ ตำนานบรรพบุรุษ ผ่านพิธีตรุษสงกรานต์งานประเพณี การแต่งกายและสิ่งเคารพนับถือที่สร้างความภาคภูมิใจถึงการเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้ด้วยพระบรมโพธิสมภารอันสืบเนื่องมายาวนาน ๒๔๐ ปี และได้สร้างมรดกร่วมทางวัฒนธรรมบนแผ่นดินนี้ด้วยกัน

ชมการสาธิต

ชมการสาธิต

บาตรรมดำลายทองสินค้าสู่อาเซียน

บาตรรมดำลายทองสินค้าสู่อาเซียน

พิธีเปิดนิทรรศการชุมชนอาเซียน

พิธีเปิดนิทรรศการชุมชนอาเซียน

ย่านเขมรบ้านบาตร

ย่านเขมรบ้านบาตร

หนังสือชุมชนดั้งเดิม

หนังสือชุมชนดั้งเดิม

หนังสือชุมชนต่างชาติ