ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๒๔๐ปี กรุงเทพ’ ภูมิหลักเมืองและสมโภชพระนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649190

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๒๔๐ปี กรุงเทพ’  ภูมิหลักเมืองและสมโภชพระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี

ด้วยการตั้งบ้านแปงเมืองแต่อดีตนั้น ให้ความสำคัญกับการตั้งเสาหลักเมือง ซึ่งมีการวางดวงชะตาด้วยฤกษ์งามยามดี ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง ในวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เวลา ๐๖.๔๕ นาฬิกา ตามตำราพระราชพิธีนครฐาน โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์เป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์แล้วจึงเป็นหมุดหมายของการประกาศความเป็นอาณาจักรที่มั่นคงและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้อาณาประชาราษฎร์สักการะนับถือ เดิมนั้นเสาหลักเมืองมีเพียงศาลาที่ปลูกกันแดดกันฝนเท่านั้น ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างใดใดที่เป็นพระนคร ครั้งนั้นได้สร้างพลับพลาอาคารไม้ชั่วคราวสำหรับจัดพิธีปราบดาภิเษกในวันที่ ๑๐-๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๕ หลังจากนั้นในปีเถาะ เบญจศก พ.ศ. ๒๓๒๖ จึงโปรดให้ตั้งกองสักเลกไพร่หลวงสมกำลังและเลกหัวเมืองทั้งปวง ออกไประดมรื้อเอาอิฐกำแพงจากเมืองกรุงเก่ารื้อป้อม กำแพงของกรุงธนบุรีข้างตะวันออก แล้วขยายแนวสร้างกำแพงเมืองยาวประมาณ ๗ กิโลเมตรภายในกำแพงให้สร้างพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท เสร็จแล้วยกยอดฉัตร เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๒๗ และสร้างพระอุโบสถพระอารามหลวง เสร็จแล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๗ ทั้งพระอารามและพระที่นั่งจึงเสร็จพร้อมแล้วได้มีงานฉลองเบื้องต้นในปี พ.ศ.๒๓๒๘ และได้ทรงโปรดเกล้าฯให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๘ อีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๓๑-๒๓๕๒ นั้นได้มีการสร้างพระมณฑปหอมณเฑียรธรรม หอระฆัง เมื่อเสร็จแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯให้จัดสมโภชพระอารามและพระบรมมหาราชวังนับว่าเป็นการสมโภชพระนครครั้งแรก ในวัน ๖ เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปี พ.ศ. ๒๓๕๒

ผังกรุงเทพสมัยแรก

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๐๐ ปีเรียกกันว่า “สมโภชพระนคร” ในวันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำเดือน ๖ ปีมะเมีย จัตวาศก ศักราช ๑๒๔๔ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๕ โดยใช้วันตั้งเสาหลักเมือง พิธีนี้ตอนเช้าได้อัญเชิญพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๑ ขึ้นประดิษฐานบนพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท แล้วเลี้ยงพระสงฆ์ทั้งในพระบรมมหาราชวังและรอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง จำนวน ๑,๖๒๔ รูป จากนั้นพระองค์ได้เสด็จกระบวนพยุหยาตราสถลมารค ประทับพลับพลาจัตุรมุข ณ ท้องสนามหลวง ทรงก่อพระฤกษ์ศาลหลวง ตอนบ่ายเสด็จพระราชดำเนินออกทรงโปรยทานและทอดพระเนตรจุดดอกไม้เพลิง ณ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ งานสมโภชครั้งนี้ได้หล่อพระบรมรูปรัชกาลที่ ๑-๔ และบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับจัดสมโภชวัดฯในวันที่ ๑๗ เมษายนด้วย โดยมีมหรสพฉลองอย่างมโหฬารทั้งในกรุงและหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ๗ วัน ๗ คืนมีทั้งโขน ละครใน ละครชาตรี หุ่นกระบอก และการละเล่นต่างๆ ทั่วบริเวณท้องสนามหลวง และให้มีการละเล่นรอบกำแพงพระนครตามระยะป้อมรวม ๑๘ ตำบลตามท้องน้ำ ๕ ตำบล ตามป้อมต่างๆ และตามบริเวณกำแพงเมืองนั้นมีละคร งิ้ว และการแสดงอื่นๆ โดยจัดตั้งแต่วันที่ ๑๘-๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๕ รวม ๔ วัน ๔ คืนอีกทั้งยังจัดแสดงพิพิธภัณฑ์วัตถุ สิ่งของที่ประดิษฐ์ในประเทศให้ประชาชนได้ชมที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่๒๖ เมษายน-๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ รวม ๕๒ วัน นอกจากนี้มีการจัดงานการแสดงสินค้าแห่งชาติ (National Exhibition)หรือ “แนชันนาล เอกษฮีบิชัน” โดยรวบรวมบรรดาผลผลิตในกรุงสยามทั้งมวลมาจัดแสดงเพื่อส่งเสริมให้ชาวต่างชาติได้รู้จักสินค้าไทยมากยิ่งขึ้น งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตต่างๆ และชาวยุโรปที่รับราชการอยู่กับราชสํานักสยาม เช่น ชาวอิตาเลียนอังกฤษ และเยอรมัน งานสมโภชครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบในการจัดงานสมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี ในรัชกาลที่ ๗และงานสมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี ในรัชกาลที่ ๙โดยมีการสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ในวาระสำคัญทุกครั้ง ส่วนงานสมโภชพระนครทุกปีนั้น เพิ่งมาเริ่มจัดกันภายหลังจนกลายเป็นงานรื่นเริงบันเทิงใจ ที่ยังคงรูปแบบแต่งตัวย้อนยุค มีการแสดงละคร โขน ดนตรี การแสดงแสง สี เสียง อภิปรายวิชาการโดย กระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ต่อจากเทศกาลสงกรานต์…ตามสถานการณ์ที่ให้ผู้คนได้เที่ยวเตร่ถ่ายภาพกันไม่เหมือนอดีตกาล

พิธีปราบดาภิเษก

พิธีปราบดาภิเษก

เสาหลักเมือง รัชกาล
ที่ ๑

เสาหลักเมือง รัชกาล ที่ ๑

การแสดงตั้้งเสาหลักเมือง

การแสดงตั้้งเสาหลักเมือง

พิธีตั้้งเสาหลักเมือง ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕

พิธีตั้้งเสาหลักเมือง ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕

สนามหลวงสมัยแรก

สนามหลวงสมัยแรก

พระบรมมหาราชวัง

พระบรมมหาราชวัง

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๐๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี

สมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี

สมโภชพระนคร ๒๐๐ ปี

พิธีเปิดงานใต้ร่มพระบารมี ๒๔๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์

พิธีเปิดงานใต้ร่มพระบารมี ๒๔๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระแก้วดอนเต้า’ภูมิสลุงหลวงปีใหม่เมืองหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647816

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วดอนเต้า’ภูมิสลุงหลวงปีใหม่เมืองหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ ได้ตามรอยสยามหาภูมิวัฒนธรรมจากประเพณีสรงน้ำพระที่สืบสาน วัฒนธรรมจนเป็นงานหนึ่งเดียวในประเทศ ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นเมืองที่มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ คือ งานแห่สรงน้ำพระแก้วดอนเต้าของเมืองลำปาง ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันว่า “นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตอยู่ในหมากเต้า (แตงโม) จึงนำมาถวายพระเถระรูปนั้น ทำการจ้างช่างนำแก้วมรกตไปแกะสลักเป็นพระพุทธรูป คือ พระแก้วดอนเต้า ต่อมาได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวง จากอันเกิดจากเหตุที่มีผู้ไปฟ้องเจ้าเมืองลำปางว่า พระเถระและนางสุชาดาเป็นชู้กัน เจ้าเมืองลำปางจึงให้จับนางสุชาดาไปประหารชีวิต ส่วนพระเถระรูปนั้นรู้ตัวจึงอัญเชิญพระพุทธรูปหลบหนีไปโดยนำพระแก้วดอนเต้าไปฝากไว้ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนวันนี้ ต่อมามีผู้เห็นว่านางสุชาดามีจิตศรัทธาในพระศาสนาจึงบริจาคเงินสร้างวัดขึ้นชื่อวัดสุชาดารามอยู่ติดกับวัดพระแก้วดอนเต้า ด้วยวัดนี้ตั้งอยู่ในสวนหมากเต้า และที่ดอน มีพระธาตุเจดีย์ใหญ่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า จึงเรียกชื่อแต่เดิมว่า วัดพระธาตุดอนเต้า ครั้นเมื่อมีพระแก้วดอนเต้าขึ้นหรือเป็นวัดที่เคยประดิษฐาน พระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เมื่อปี พ.ศ.๑๙๑๗ และอยู่วัดนี้นานถึง ๕๗๕ ปี จึงเรียกชื่อเป็นวัดพระแก้วดอนเต้าต่อมาวัดทั้งสองนี้ร้างลง เมื่อมีการบูรณะสร้างมณฑป วิหารใหม่ จึงได้รวมวัดพระแก้วดอนเต้าและวัดสุชาดารามเข้าเป็นวัดเดียวกัน ชื่อ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๗”

ด้วยความสำคัญของพระแก้วดอนเต้าดังกล่าวจึงมีประเพณีสรงน้ำสืบต่อในวันปีใหม่เมืองลำปางมาแต่โบราณนั้น วันนี้ได้มีการสร้างสรรค์กิจกรรมปีใหม่เมืองจากต้นทุนทางวัฒนธรรมตามแบบล้านนาไทย จนเป็นงานหนึ่งเดียวที่มีการสร้าง“สลุงหลวง” คือ ขันน้ำใบใหญ่ และการจัดแต่งสถานที่จัดงาน ณ วัดปงสนุก ซึ่งมีพิธีนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๑๓ อำเภอของเมืองลำปางและจังหวัดใกล้เคียงมารวมกันทำเป็นน้ำทิพย์ กับน้ำขมิ้นส้มป่อย ใส่ไว้ในสลุงหลวงเงินใบใหญ่ที่สุดในล้านนา โดยมีเทพบุตรสลุงหลวงและรองทั้ง ๔ คน จากการประกวดทุกปีมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นผู้อารักขาและรับน้ำศักดิ์สิทธิ์และน้ำขมิ้นส้มป่อยจากประชาชนใส่ไว้ในสลุงหลวง เพื่อนำไปสรงน้ำพระแก้วดอนเต้าที่อัญเชิญจากวัดพระธาตุลำปางหลวงออกให้ประชาชนได้สรงน้ำพระแก้วดอนเต้าไปตามเส้นทางขบวนแห่ของ “งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมือง นครลำปาง ประจำปี ๒๕๖๕” โดยมี ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานร่วมกับ นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ตี “เม่งม่าง” เปิดงานและปล่อยขบวนแห่งานบุญสลุงหลวง เข้าสู่ถนนทิพย์ช้างมุ่งตรงไปยังมณฑลพิธีที่ประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า ณ ข่วงนคร ห้าแยกหอนาฬิกา ตลอดเส้นทาง ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างพากันนำน้ำขมิ้นส้มป่อยร่วมใส่ในสลุงหลวงไปตลอดเส้นทางพร้อมกับนำน้ำจากสลุงหลวงไปสรงพระแก้วดอนเต้าทั้งในขบวนและมณฑลพิธี ท่ามกลางเสียงกลองปูจาหรือกลองบูชาที่ตีอยู่ตลอดงาน บริเวณข่วงนครนั้นมีการสรงน้ำพระเจ้าแก้วดอนเต้า และร่วมปักเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ จากชุมชน ณ ข่วงแก้วเวียงละกอน เพื่อต้อนรับปีใหม่เมืองในวันสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ ๑๑-๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๕ ซึ่งนับเป็นงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่นำอัตลักษณ์อันโดดเด่นทางวัฒนธรรมของลำปาง มาจัดเป็นประเพณี การแสดง ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม จากพหุภูมิปัญญา มาร่วมเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดความภูมิใจในมรดกจากต้นทุนทางวัฒนธรรม และสร้างสรรค์งานให้เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจนำไปสู่รายได้และภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ เป็นการขับเคลื่อนงานเทศกาลประเพณีนี้ไปสู่งานระดับโลก (Festival) ซึ่ง “งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง” แห่งนี้ได้รับการคัดเลือกเป็น ๑ ใน ๑๖ งานเทศกาลประเพณี ที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี

พระแก้วดอนเต้า

พระแก้วดอนเต้า

น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๑๓ อำเภอ

น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๑๓ อำเภอ

ผู้สืบสานงานประเพณี

ผู้สืบสานงานประเพณี

เชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์

เชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์

พระแก้วดอนเต้าในมณฑปเชิญ

พระแก้วดอนเต้าในมณฑปเชิญ

สรงน้ำพระวัดปงสนุก

สรงน้ำพระวัดปงสนุก

กองทรายปักตุง

กองทรายปักตุง

เทพบุตรฯ รับน้ำทิพย์จากประธาน

เทพบุตรฯ รับน้ำทิพย์จากประธาน

เทพบุตรสลุงหลวง

เทพบุตรสลุงหลวง

สลุงหลวงทำด้วยเงิน

สลุงหลวงทำด้วยเงิน

การแสดงพื้นเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดราชาธิวาสฯ’ ภูมิอนุรักษ์จิตรกรรมแบบเฟรสโกแห่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/646668

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดราชาธิวาสฯ’ ภูมิอนุรักษ์จิตรกรรมแบบเฟรสโกแห่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พระอุโบสถหลังเดิม

วันอนุรักษ์มรดกไทยวันที่ ๒ เมษายนที่ผ่านมา นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ได้ร่วมกับชาวศิลปากรทำกิจกรรมรักษาความสะอาด ณ วัดราชาธิวาสวรวิหาร เช่นเดียวกับหน่วยงานกรมศิลปากรที่รับผิดชอบดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในหลายจังหวัดต่างร่วมกันในการอนุรักษ์มรดกของชาติในท้องถิ่นของตนด้วย แม้จะเป็นงานสัญลักษณ์ให้รับรู้ถึงการสืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความใส่ใจให้มองเห็นคุณค่าสิ่งที่เป็นมรดกแผ่นดินจะต้องไม่สูญสิ้นไปกับการเฉยเมยของสังคมก็ตาม แต่งานอนุรักษ์และวิชาการอย่างถูกวิธีนั้น กรมศิลปากรซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบนั้นได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในทุกแห่งสืบไป ดังเช่นงานบูรณะภาพจิตรกรรมหนึ่งเดียวของวัดราชาธิวาสฯ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงที่สืบมาแต่วัดเก่าครั้งอยุธยา อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนครแห่งนี้ นั้นต้องใช้เวลารักษาจุดเด่นทางด้านศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ให้สืบต่อไป แม้ว่าวัดสมอรายแห่งนี้เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา) สถาปนาจาก “วัดสมอรายเดิม” ที่ทรุดโทรมจนต้องปฏิสังขรณ์สืบมาแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ชื่อวัดสมอราย นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า คำว่าสมอนี้น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ถมอ ซึ่งเป็นภาษาเขมรแปลว่า หิน ดังนั้น สมอราย หรือ ถมอราย จึงน่าจะหมายถึงหินเรียงราย เมื่อปฏิสังขรณ์เสร็จแล้วในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดราชาธิวาส”มีความหมายว่า วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา ด้วยวัดนี้เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จฯกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์เมื่อครั้งทรงผนวชจำพรรษาที่วัดนี้ ซึ่งรวมถึงพระองค์ด้วยคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงเป็นพระวชิรญาณภิกขุนั้น ในช่วงประทับที่วัดสมอรายแห่งนี้ ทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นตามพระราชประสงค์ที่ต้องการฟื้นฟูศาสนาพุทธในสยามและแก้ไขวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัย จึงถือเป็นวัดที่ตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นเป็นแห่งแรกในปลายรัชกาลที่ ๔

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์

ดังนั้้น การปฏิสังขรณ์แต่ละสมัยจึงปรากฏอาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรมอย่างใหม่ขึ้นดังเห็นได้จากพระอุโบสถเป็นอาคารทรงขอมคล้ายนครวัด ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีห้องสามตอนคือ ห้องหน้าเป็นระเบียง ห้องกลางเป็นห้องพิธี มีพระสัมพุทธพรรณีเป็นพระประธานมีนพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งหล่อพระราชทานในรัชกาลที่ ๕ หลังพระประธานเป็นซุ้มคูหา มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในแสดงเรื่องพระเวสสันดรชาดก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้ร่างภาพ และ ศ.ซี.ริโกลี(C.Rigoli) จิตรกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้เขียนด้วยวิธีการใช้สีผสมปูนเปียก (Fresco) ที่สร้างให้จิตรกรรมเรื่องพระเวสสันดร ๑๓ กัณฑ์ อยู่ภายในให้งดงามอย่างภาพแบบตะวันตก ซึ่งต้องมีการศึกษาพิเศษในการป้องกันการแทรกตัวของเชื้อราในภาพ โดยเฉพาะศาลาการเปรียญขนาดใหญ่นั้นสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงให้สร้างเลียนแบบจากศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณารามจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นศาลาการเปรียญที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้วัดราชาธิวาสฯจึงเสมือนสถาบันงานช่างศิลปไทยของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จครูและนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ผู้ทรงอุทิศเวลาตลอดพระชนม์ชีพแก่การสร้างสรรค์งานช่างทุกสาขาในงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ให้เป็นที่ประจักษ์ในแผ่นดินอีกแห่งหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นงานช่างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อวัดสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ พระยศในขณะนั้นเป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถ กำแพงแก้ว และสะพานนาคหน้าอุโบสถโดยให้พระอุโบสถเป็นอาคารประธานหันหน้าไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยโบราณ โดยมีสะพานข้ามคลองเล็กๆตั้งอยู่ด้านหน้า ซึ่งสมเด็จครูได้แรงบันดาลใจจากสะพานนาคในศิลปะขอมนั้นมาดัดแปลงลวดลาย ตัวพระอุโบสถ โดยมีแนวกำแพงแก้วที่มีการหักมุมและมีการนำรูปแบบใบเสมามาดัดแปลงกับหัวเสากำแพงแก้ว โดยผสมผสานศิลปะไทยศิลปะขอม และศิลปะตะวันตก เข้าด้วยกันจนกลายเป็นสถาบันช่างศิลปไทยที่สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินสมัยหลังนำไปใช้สืบต่อกันจนวันนี้

คาร์โล ริโกลี

คาร์โล ริโกลี

พระตำหนักพระจอมเกล้า

พระตำหนักพระจอมเกล้า

แบบร่างของสมเด็จครู

แบบร่างของสมเด็จครู

ภาพเฟรสโกที่ลงสีในปูนเปียก

ภาพเฟรสโกที่ลงสีในปูนเปียก

ภาพเขียนของริโกลี

ภาพเขียนของริโกลี

จิตรกรรมในพระอุโบสถ

จิตรกรรมในพระอุโบสถ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๑๑ ปี ศิลปากร’ ภูมิช่างแบบหลวงสู่งานรักษามรดกชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645203

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๑๑ ปี ศิลปากร’  ภูมิช่างแบบหลวงสู่งานรักษามรดกชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาปัตยกรรมสุโขทัย

ด้วยงานช่างในอดีตนั้น มุ่งเน้นงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่เกี่ยวกับศาสนาและกษัตริย์เป็นหลัก การออกแบบจึงมีกระบวนการงานช่างที่สืบทอดต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็นฝีมือช่างหลวงหรือช่างท้องถิ่น ต่างมีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาตลอด โดยมีระเบียบแบบอย่างที่เคร่งครัด ดังเห็นได้จากการจัดสร้างอาคารจากแนวคิดการสร้างจักรวาล ซึ่งมีแผนผังวัดสมัยสุโขทัยและอยุธยา ที่ใช้ระบบแนวแกนดิ่งเป็นหลักและมีแนวแกนราบเข้ามาสัมพันธ์ด้วยตำแหน่งของเจดีย์ประธานหรือพระมหาธาตุอันถือได้ว่าเป็นแนวแกนกลางของจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุวิหารหลวงอยู่ส่วนหน้าของแนวแกน ถัดไปเป็นเจดีย์ประธานที่ล้อมรอบด้วยระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เชื่อมกับวิหารส่วนหน้าหรืออุโบสถส่วนหลังในแนวแกนดิ่ง แต่ด้วยอุโบสถสมัยสุโขทัยมีขนาดเล็กมาก จึงไม่ให้ความสำคัญมากนัก สมัยอยุธยาการสร้างอุโบสถได้แพร่หลายมากจึงมีอาคารประเพณีที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายมีลักษณะเฉพาะของยุคสมัย แผนผังเจดีย์ได้ยุติการใช้เจดีย์เป็นประธานในแผนผัง แต่ใช้อุโบสถหรือวิหารเป็นประธานแทน แล้วใช้กำแพงแก้วเป็นแนวล้อมเพื่อเน้นอาคารและเน้นเจดีย์ประธานแยกจากเจดีย์รายซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ชายคาจึงกุดป้อม หลังคามักจะเป็นผืนเดียวไม่ซ้อนชั้น ซึ่งเรียกว่า แบบหลวง เป็นนัยการสร้างอาคารตามขนบประเพณีซึ่งถูกรักษาและพัฒนาจากช่างหลวงต่อมาเรียกเป็น แบบประเพณี ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ได้เรียกแบบอาคารที่สร้างตามขนบประเพณีนั้นว่า“วัดแบบขนบนิยม” และวัดที่รัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างแบบใหม่ว่า “วัดทรงประดิษฐ์ใหม่” ภายหลังเรียกว่า “แบบพระราชนิยม” ในรัชกาลนี้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีอย่างชัดเจนคือ เปลี่ยนจากอาคารแบบทรงไม้มาเป็นอาคารทรงตึกที่มีการตกแต่งทางสถาปัตยกรรมในลักษณะที่ได้รับอิทธิพลจีน ในสมัยรัชกาลที่ ๔ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น มีการใช้รูปทรงโค้งรับน้ำหนักระหว่างเสาอาคารหรือการตกแต่งเช่น ใช้หินอ่อนนำเข้าจากต่างประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการพัฒนารูปแบบไทยประเพณีไม่เฉพาะแต่ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา มีการสร้างอาคารหลายชั้นที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบตะวันตก และไทยประเพณี

ก่อนพุทธศักราช ๒๔๕๔ ประเทศยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานโดยตรง อันเกี่ยวกับมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ บรรดาโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม การดนตรี นาฏศิลป์ งานช่างประณีตศิลป์ หอสมุด จดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ด้วยกิจการดังกล่าวได้กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆจนทำให้ราชการบางอย่างไม่เป็นระเบียบหรือมีงานที่ก้าวก่ายกันอยู่

ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่๖ ผู้ตั้้งกรมศิลปากร

ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนกิจการของช่างมหาดเล็กจากกระทรวงวัง และกรมพิพิธภัณฑ์ จากกระทรวงธรรมการ มารวมกันตั้งเป็น “กรมศิลปากร” โดยให้มีผู้บัญชาการขึ้นตรงต่อกษัตริย์ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดในกระทรวง หรือกรมใดเป็นผู้บัญชาการเมื่อใดก็ได้ สุดแต่ทรงพระราชดำริเห็นเหมาะสม ครั้งแรกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมศิลปากรพระองค์แรก ด้วยพระราชญาณทัศนะของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของมรดกศิลปวัฒนธรรม อันเป็นมูลฐานแสดงให้เห็นถึงความเจริญของชาติ จึงตั้ง “กรมศิลปากร” ให้ดำเนินภารกิจดูแลมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา ๑๑๑ ปีแล้ว ที่กรมศิลปากร ได้พัฒนาสร้างสรรค์บนหลักความถูกต้องทางวิชาการ มีคุณภาพและมาตรฐาน สังคมและประเทศชาติ ที่ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านการศึกษาเรียนรู้ และด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ งานด้านภาษา เอกสารและหนังสือ งานนาฏศิลป์และดนตรี งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและช่างศิลป์ไทย รวมไปถึงงานสนับสนุนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ..ที่ต้องเพิ่มช่องทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของกรมศิลปากร โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook Youtube Application line ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วในสังคมปัจจุบัน

กรมพระนเรศวร์

กรมพระนเรศวร์

คลังกลางโบราณวัตถุ

คลังกลางโบราณวัตถุ

อาคารกรมศิลปากร

อาคารกรมศิลปากร

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ

หนังสือ ๑๑๑ ปี กรมศิลปากร

หนังสือ ๑๑๑ ปี กรมศิลปากร

พัฒนาการจัดพิพิธภัณฑ์

พัฒนาการจัดพิพิธภัณฑ์

พระพิฆเณศหน้าอาคารใหม่

พระพิฆเณศหน้าอาคารใหม่

ผู้บริหารกรมศิลปากร

ผู้บริหารกรมศิลปากร

ทำบุญวันเกิดกรมศิลปากร

ทำบุญวันเกิดกรมศิลปากร

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตำบลบ้านเก่า’ โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643830

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ร.๙ ทอดพระเนตรโบราณวัตถุ

ด้วยเหตุตำบลบ้านเก่า เมืองกาญจนบุรี เป็นแหล่งที่ค้นพบเรื่องของมนุษย์ยุคหินใหม่แห่งแรก หลังจากกรมศิลปากรสร้าง พิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่า ขึ้นที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ แล้ว แต่ด้วยเหตุที่การขุดค้นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ที่ตำบลบ้านเก่านั้นสร้างผลกระทบทางวิชาการโบราณคดีอย่างมากมาย จึงเป็นเหตุให้กรมศิลปากรได้ปรับปรุงสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งชาติบ้านเก่าใหม่ให้สามารถนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์กาญจนบุรี วัฒนธรรมบ้านเก่าและเรื่องสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อย-แควใหญ่ด้วยเทคนิคการจัดที่ทันสมัยให้น่าสนใจวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา นายอิทธิพล คุณปลื้มรมว.วัฒนธรรมได้เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการถาวรในอาคารพิพิธภัณฑ์สีดินเทศแห่งใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่าหรือ วัฒนธรรมฟิงนอย (ฟิงนอย เรียกมาจาก แควน้อย)ซึ่งเกิดขึ้นจาก ดร.เอช.อาร์.วอน เฮเกอเร็น(H.R.Van Heekerren) นักโบราณคดีชาวฮอลันดา ที่ถูกจับเป็นเชลยศึกและถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายมรณะในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้พบเครื่องมือหินกะเทาะและขวานหินขัดจากหินกรวดที่นำมาใช้งานเมื่อสงครามสงบยุติลงจึงนำเครื่องมือหินที่พบนั้นกลับไปศึกษาวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกาจนนำไปสู่การสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีโดยนักโบราณคดีไทยและต่างประเทศในพื้นที่ตำบลบ้านเก่าขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙หลังจากนั้นใน พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๕ คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์จากโครงการความร่วมมือทางโบราณคดีระหว่างไทย-เดนมาร์กจึงเกิดขึ้นโดยคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก นี้มี ศ.ชิน อยู่ดีเป็นผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทย และ นายเปีย เซอเรนเซนเป็นผู้อำนวยการร่วมฝ่ายเดนมาร์ก ได้ร่วมกันสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีที่ตำบลบ้านเก่าตรงที่ดินของ นายลือ-นายบาง เหลืองแดงบริเวณริมแม่น้ำแควน้อย การขุดค้นในครั้งนั้นได้พบโครงกระดูกมนุษย์โบราณมากกว่า ๕๐ โครง และพบโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงว่าเมื่อประมาณ ๓๘๗๗-๓๕๙๗ ปีมาแล้ว บริเวณนี้มีมนุษย์ยุคหินใหม่อาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องมาหลายชั่วคน คนกลุ่มนี้รู้จักทำการเกษตร มีเครื่องมือเครื่องใช้หลากหลายชนิด ซึ่งพบวัตถุที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผา ภาชนะทรงพาน ภาชนะทรงคนโท เครื่องมือหินกระเทาะ ขวานหินขัด ลูกปัดโดยเฉพาะภาชนะสามขา นั้น ได้มีการทำลวดลายจากวิธีใช้เชือกทาบ นักวิชาการเรียกชื่อกลุ่มโบราณคดีที่พบในบริเวณนี้ว่า “วัฒนธรรมบ้านเก่า” (Ban-Khaoians) หรือ วัฒนธรรมฟิงนอย  

คณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก

เมื่อทำการขุดค้นโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ฝังใต้ดินนั้นได้พบว่ามีวัตถุจำนวนมากที่ฝังอุทิศร่วมกับโครงกระดูก จึงเปิดโลกให้มีการศึกษาพิธีฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรก ส่งผลให้มีการตื่นตัวในการเรียนรู้ จดบันทึกและสังเกตการฝังศพ จนมีการรายงานการพบหลุมฝังศพ หรือสุสานมากขึ้นทั่วทุกภาคในไทย จนต่อเนื่องไปถึงการหาค้นคำตอบประเด็น คนไทยมาจากไหน? การขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่าจึงกระตุ้นให้เกิดความพยายามในการศึกษาเรียนรู้เปรียบเทียบวัตถุที่พบจาก ตำบลบ้านเก่าหรือ วัฒนธรรมแฟงนอย กับวัตถุที่พบจาก วัฒนธรรมยางเชาและลุงชาน(Longshan culture- YangshaoCulture) ในประเทศจีน ซึ่งพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน จนมีข้อสันนิษฐานว่าคนไทยได้อพยพมาจากจีน

ศ.นพ.สุด แสงวิเชียร ได้เข้ามาร่วมศึกษาโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่พบจากบ้านเก่า และเสนอว่า “คนไทยคือผู้ที่อยู่ในดินแดนไทยนี้มาก่อนและไม่ได้เคลื่อนย้ายมาจากภายนอกอย่างแน่นอน” ดังนั้น แหล่งโบราณคดีบ้านเก่าจึงเป็นหลักฐานทางวิชาการสำคัญ สำหรับการเรียนรู้ว่าคนไทยอพยพมาจากจีน หรือคนไทยอยู่ในดินแดนนี้มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้เปิดการเรียนรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางโบราณคดีในประเทศไทยอีกมากมาย เช่น การศึกษาเทคนิคกรรมวิธีการทำภาชนะดินเผา ตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงวิธีการเผา วิธีทำลวดลาย วิธีเคลือบ แล้วยังศึกษาพืช และสัตว์โบราณที่ได้จากแหล่งขุดค้น นอกจากนี้ยังศึกษารูปแบบเครื่องมือที่พบมีเครื่องมือหิน เครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับ เป็นต้น ดังนั้นแหล่งโบราณคดีบ้านเก่าจึงเป็นเหมือนคลังความรู้ด้านโบราณคดีที่เป็นรากฐานการศึกษาเรื่องราวมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผ่านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แม้ว่าจะอยู่ไกลก็ต้องเดินทางไปเรียนรู้กันทั้งวันไม่เบื่อ

พิธีเปิดนิทรรศการถาวรฯ

พิธีเปิดนิทรรศการถาวรฯ

นิทรรศการภายใน

นิทรรศการภายใน

เครื่องประดับรูปสิงโต

เครื่องประดับรูปสิงโต

อาคารใหม่สีดินเทศ

อาคารใหม่สีดินเทศ

หลุมขุดค้นคนโบราณ

หลุมขุดค้นคนโบราณ

ภาชนะดินเผา

ภาชนะดินเผา

ภาชนะสามขา

ภาชนะสามขา

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ บ้านเก่า

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ บ้านเก่า

ตำบลบ้านเก่า ริมแควน้อย

ตำบลบ้านเก่า ริมแควน้อย

โครงกระดูกมนุษย์โบราณ

โครงกระดูกมนุษย์โบราณ

เครื่องมือหิน

เครื่องมือหิน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เชียงคาน เมืองเลย’ภูมิศิลปะหน้ากากผีริมน้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642439

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เชียงคาน เมืองเลย’ภูมิศิลปะหน้ากากผีริมน้ำโขง

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผีปู่เยอย่าเยอของล้านช้าง

การสานต่อทุนทางวัฒนธรรมจากชุมชนต่างๆ ไปสู่เศรษฐกิจรายได้นั้น เป็นแนวทางการสร้างสรรค์สร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าอาทิตย์นี้ได้ตามรอยภูมิบ้านเมืองไปสู่เวทีทางวัฒนธรรมที่จังหวัดเลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีทุนวัฒนธรรมโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตนในเรื่องหน้ากากผีจากประเพณีผีตาโขนที่อำเภอด่านซ้าย จนชักชวนให้เกิดผีขนน้ำที่อำเภอเชียงคานและผีบุ้งเต้าที่อำเภอภูเรือ ตามออกมาจนเป็นที่รู้จักอย่างดีและสร้างรายได้จากหน้ากากผีทั้งหลาย ซึ่งมีการสร้างสรรค์ออกมาอีกไม่น้อยผี จนต้องมีโครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับความร่วมมือสร้างงานในอนาคต  

หมุดหมายของกิจกรรมก็คือ “สวมหน้ากากยลงานศิลป์เช็คอินริมโขง” หรือ “Mask Festivalbobb” จัดเมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ มีนาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาณ ลานวัฒนธรรมเชียงคานเมืองโบราณ ริมฝั่งแม่น้ำโขงหน้าวัดท่าคก ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคานจังหวัดเลย ที่ทำให้ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานพิธีเปิดและนายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยร่วมกับผู้แทนมหาวิทยาลัยเครือข่ายศิลปินร่วมสมัยศิลปินพื้นบ้าน ชุมชนคุณธรรมฯ จุดธูปจุดพลุเชื้อเชิญผีทั้งหลายมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG และผลักดัน “Soft Powerเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์จาก อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) เพื่ออนุรักษ์และขับเคลื่อนเทศกาลประเพณีนี้สู่ระดับโลก (Festival)ให้สามารถทำงานทำเงินสู่ชุมชนท้องถิ่นและพื้นที่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงต่อไป

พิธีเปิดยลงานศิลป์หน้ากาก

สำหรับประเพณีแห่ผีตาโขน ซึ่งเป็นงานบุญประเพณีใหญ่หรือ “งานบุญหลวง” หรือ “บุญผะเหวด”ในเดือน ๗ ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยนั้นรู้จักกันทั่วโลก เป็นประเพณีเก่าที่เกิดจากงานบุญพระเวส คือ งานเทศน์พระเวสสันดร หรือเทศน์มหาชาติประจำปีที่มี พระธาตุศรีสองรัก เป็นศูนย์รวมใจของชาวด่านซ้าย ซึ่งถือเอาการแห่ผีตาโขนนั้นมาสานต่อเรื่องราวว่า เมื่อครั้งพระเวสสันดรและนางมัทรีจะเดินทางออกจากป่าหลังจากที่บำเพ็ญบารมีหรืออยู่กรรม กลับเข้ามาสู่เมืองนั้น บรรดาผีป่าหลายตนและสัตว์นานาชนิดต่างพากันแห่แหนแฝงตัวแฝงตนมากับชาวบ้าน ตามมาส่งทั้งสองพระองค์กลับคืนเมือง เดิมเรียกกันว่า“ผีตามคน” หรือ “ผีตาขน” แล้วก็เพี้ยนคำเป็น “ผีตาโขน” ขบวนแห่ของผีนั้นมีแบบผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็ก กล่าวคือ ผีตาโขนใหญ่ ทำเป็นหุ่นรูปผีทำจากไม้ไผ่สานมีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดาประมาณ ๒ เท่า ประดับตกแต่งรูปร่างหน้าตาด้วยเศษวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น คนเล่นอยู่ข้างในตัวหุ่น ผีตาโขนใหญ่นี้มีเพียง ๒ ตน คือผีตาโขนชายและหญิง ซึ่งแสดงด้วยเครื่องเพศที่ตัวหุ่น ผู้ทำหน้าที่เป็นผีตาโขนใหญ่นี้ต้องได้รับอนุญาตจากผีหรือเจ้าก่อน เมื่ออนุญาตแล้วต้องทำทุกปีหรือทำติดต่อกันอย่างน้อย ๓ ปี ส่วนผีตาโขนเล็ก เป็นการละเล่นของคนนอกทุกวัยเข้าร่วมสนุกได้ทุกคน โดยทำหน้ากากจากกาบมะพร้าวแกะสลักหน้าตาแล้วครอบด้วยหวดข้าวเหนียวตกแต่งตามชอบ ซึ่งเป็นความคิดของครูคนหนึ่ง ที่ลืมไม่ได้คือลูกกระพรวนจากไม้หรือทองเหลือง งานประเพณีผีตาโขนนี้จัดขึ้นที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย มีการเทศน์มหาชาติ มีการทำบุญพระธาตุศรีสองรักและงานบุญต่างๆ เข้ามาผสมรวมกันจากพ่อกวนแม่กวน และการละเล่นผีตาโขนที่ทำให้เกิดผีต่างๆตามมาอีกหลายผีจะเป็นผีคลุกโคลนคลุกถ่านกันตามสนุก หากย้อนประเพณีที่นับเนื่องมาก็คงสืบทอดจากล้านช้างที่มีพิธีกรรมเลี้ยง ผีปู่เยอ ย่าเยอ ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษ เป็นเทวดาหลวง และผีอารักษ์เมือง ที่จัดประจําทุกปีเป็นการระลึกถึงบุญคุณความดีของผีบรรพบุรุษ ผู้ประกอบพิธีคือชาวบ้าน แต่งานพิธีนั้นได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักลาว การแห่ปู่เยอ ย่าเยอ ทำกันในช่วงสงกรานต์เท่านั้น ชุดของขบวนแห่เก็บรักษาไว้หอปู่เยอ ย่าเยอที่วัดอาฮาม เมืองหลวงพระบาง ผีตาโขนใหญ่ชายหญิงนั้นก็เหมือนปู่เยอ ย่าเยอของลาว ที่สืบประเพณีตามกันในลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนผีตาโขนเล็ก ผีขนน้ำ ผีบุ้งเต้า…และอีกหลายผีที่จะเกิดกันตามมานั้นคนเมืองเลยคิดเองให้นักท่องเที่ยวสนใจ…หรือใครจะช่วยกันคิดก็ได้ตามใจผี แต่ทุกปีต้องมีรายได้เข้าเมืองจากการสร้างงานได้เอง

ผีตาโขนรุ่นบุกเบิก

ผีตาโขนรุ่นบุกเบิก

แม่น้ำโขงในอดีต

แม่น้ำโขงในอดีต

ผีปู่เยอย่าเยอของลาว

ผีปู่เยอย่าเยอของลาว

ผีปู่เยอย่าเยอของล้านช้าง

ผีปู่เยอย่าเยอของล้านช้าง

ผีปู่เยอย่าเยอ

ผีปู่เยอย่าเยอ

ผีขนน้ำ

ผีขนน้ำ

ผีขนน้ำแน่นเมือง

ผีขนน้ำแน่นเมือง

พระธาตุศรีสองรัก

พระธาตุศรีสองรัก

ผีบุ้งเต้า

ผีบุ้งเต้า

ผีตาโขน

ผีตาโขน

นิทรรศการหน้ากากอาเซียน

นิทรรศการหน้ากากอาเซียน

สินค้าผ้าทอของเลย

สินค้าผ้าทอของเลย

หน้ากากที่ระลึก

หน้ากากที่ระลึก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นาโปแก’ ภูมิแหล่งเรียนรู้วิถีชุมชนคนเมืองลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640961

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นาโปแก’  ภูมิแหล่งเรียนรู้วิถีชุมชนคนเมืองลุง

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แหล่งเรียนรู้วิถีชุมชน

ในภาคใต้มีเมืองพัทลุงเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับเมืองหลายเมืองที่เกี่ยวพันทางภูมิศาสตร์คือ นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา และมีพื้นที่ด้านตะวันออกติดกับทะเลสาบสงขลา บริเวณนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาได้พัฒนามาเป็นเมืองขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ในสมัยสุลต่านสุไลมาน บุตรของดะโต๊ะโมกอล ได้ส่ง ฟาริซี น้องชายปลัดเมือง นั้นมาสร้างเมืองใหม่ที่เขาชัยบุรี เพื่อป้องกันทางบกป้องกันข้าศึกโจมตีเมืองสงขลา ต่อมาฟาริซีได้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง จึงย้ายเมืองพัทลุงเดิมออกจากเมืองสงขลามาตั้งเมืองอยู่ที่เขาชัยบุรีตลอดมาจนกระทั่งสิ้นสมัยอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐ ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ เมืองนี้ได้มีการย้ายสถานที่ตั้งเมืองอีกหลายครั้ง และเมืองพัทลุงนี้ก็มีผู้นำที่สร้างความเจริญหลายคน เช่น พระยาพัทลุงหรือขุนคางเหล็ก, พระยาวิชิตเสนา (ทองขาว) พระยาอภัยบริรักษ์ (จุ้ย จันทรโรจน์วงศ์) ในช่วงการสู้รบนั้นพระมหาช่วย แห่งวัดป่าลิไลยก์ ได้รวมชาวพัทลุง ๑,๐๐๐ คน เข้าขัดตาทัพสู้ข้าศึกที่คลองท่าเสม็ด จนทัพหลวงมาถึงจึงได้ร่วมกับทัพของกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทช่วยหัวเมืองปักษ์ใต้ได้ พระมหาช่วยจึงรับแต่งตั้งเป็นพระยาทุกขราษฎร์ช่วยราชการเมืองพัทลุง ด้วยเหตุที่เมืองนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการจัดหาเสบียงอาหารยามสงคราม ด้วยมีพื้นที่ราบ เนินเขา และชายฝั่งที่เหมาะในการทำนาข้าวและการเกษตรกรรม พื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๓,๔๒๔.๔๗๓ ตารางกิโลเมตร หรือ ๒,๑๔๐,๒๙๖ ไร่ นั้นมีพื้นดิน ๑,๙๑๙,๔๔๖ ไร่ พื้นน้ำ๒๒๐,๘๕๐ ไร่ มีเขาที่สูงที่สุดคือเขาเจ็ดยอด อยู่ในเทือกเขาบรรทัด สูงประมาณ ๑,๑๖๐ เมตรจึงสะท้อนถึงพื้นที่และวิถีชาวนาที่มีมาแต่โบราณดังนั้นการสร้าง “นาโปแก” ขึ้นในตำบลมะกอกเหนืออำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง บนถนนทางไปอุทยานแห่งชาตินกน้ำทะเลน้อย จึงสะท้อนให้เห็นว่า “นาโปแก” ที่มาจากคำพื้นบ้านคือ “นา” หมายถึงนาข้าว และ “โปแก” สำเนียงใต้นั้นหมายถึงพ่อแก่ (โปแก) คือพ่อแก่หรือพ่อเฒ่า แปลได้ว่าเป็น นาข้าวของพ่อแก่ จะเป็นปู่เป็นตาก็ได้ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นายทศพล รักใหม่ เจ้าของที่นากว่า๒๐ ไร่ สร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๙ โดยมุ่งเน้นวิถีของชาวนาอย่างคนโบราณ มีการจัดแปลงสาธิตและให้โอกาสได้ลงมือเรียนรู้การทำนาด้วยตนเอง

ถ่ายทอดการเล่นหนังตลุง

ดังนั้นการเปิดการเรียนรู้วิถีคนเมืองลุงนี้ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ นายวิญญ์สิทธิเชนทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ร่วมกันเปิดไปพร้อมกับชื่นชมการทำงานของภาคเอกชนและได้ให้ความสนใจในการเรียนรู้ไปพร้อมกับชาวบ้าน ด้วยบริเวณนาโปแกนั้นจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวนาในสมัยอดีตของเมืองลุง ต่อมาได้ขยายพื้นที่เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยสนับสนุนศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินเด็กและเยาวชนให้มีพื้นที่การแสดงโนราและหนังตะลุงและเผยแพร่ ภูมิปัญญาด้านอาหารพื้นบ้าน แสดงและสาธิตผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และพัฒนาศักยภาพแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมให้มีความพร้อมสำหรับเป็นองค์ความรู้ โดยจัดฐานการเรียนรู้สาธิตวิถีชุมชนเป็น ๕ สถานีได้แก่ สถานีที่ ๑ สานศักดิ์ศรีงานศิลป์ เป็นการสาธิตและจัดแสดงงานหัตถกรรมพื้นบ้าน งานช่างสิบหมู่ และงานหัตถศิลป์, สถานีที่ ๒ ทำนาเชิงอนุรักษ์ แสดงวิถีนาโบราณ การทำนาแบบดั้งเดิม, สถานีที่ ๓ อัตลักษณ์ถิ่นพัทลุงจัดแสดงเกี่ยวกับมโนราห์ หนังตะลุง รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ในสมัยอดีตเมืองลุง, สถานีที่ ๔ปรุงอาหารเป็นยา จัดแสดงและสาธิตอาหารที่มีสรรพคุณทางยา มีส่วนผสมของสมุนไพร ได้แก่ ข้าวยำ ขนมจีน แกงเลียง และสถานีที่ ๕รักษ์คุณค่าสมุนไพร จัดแสดงยาสมุนไพรตำรับวัดเขาอ้อ รวมทั้งเปิดบริการห้องพักแบบโฮมสเตย์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศแบบท้องทุ่ง ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนให้มีการต่อยอดเกิดผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและฐานรากของเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นสินค้าและงานบริการ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมได้มียุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และสร้างสรรค์งานด้านศิลปวัฒนธรรมให้เกิดการอนุรักษ์ สืบสาน ถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตที่ดีงามให้มีความยั่งยืนต่อไป

ผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้าน

ผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้าน

หอชมวิวชิมกาแฟ

หอชมวิวชิมกาแฟ

สาธิตการหว่านข้าว

สาธิตการหว่านข้าว

สาธิตการสอนโนรา

สาธิตการสอนโนรา

สาธิตการดำนา

สาธิตการดำนา

ศิลปินรุ่นเยาว์ของพัทลุง

ศิลปินรุ่นเยาว์ของพัทลุง

เลี้ยงไก่พื้นบ้าน

เลี้ยงไก่พื้นบ้าน

เรือนพักกลางทุ่งนา

เรือนพักกลางทุ่งนา

ร้านของที่ระลึก

ร้านของที่ระลึก

โม่สีข้าวแบบโบราณ

โม่สีข้าวแบบโบราณ

พิธีเปิดศูนย์เรียนรู้วิถีเมืองลุง

พิธีเปิดศูนย์เรียนรู้วิถีเมืองลุง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระตำหนักแดง’ เรือนไทยโบราณหนึ่งเดียวของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639517

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระตำหนักแดง’  เรือนไทยโบราณหนึ่งเดียวของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากสถานการณ์โควิด-๑๙ ได้ทำให้การเรียนรู้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่งต้องปรับตัวไปกับมาตรการป้องกัน อะไรๆ แม้จะมีการจัดเสวนาทางวิชาการบ้าง ก็ได้รู้เห็นทางออนไลน์ได้บ้าง แต่สู้เข้าชมสิ่งที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ อาทิตย์ที่ผ่านมานั้นได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการ เล่าเรื่องของเล่น ของสะสม (ของจิ๋ว) เจ้านายในราชสำนักโดย ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และ ทพญ.พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์จึงได้โอกาสเก็บข้อมูลของพระตำหนักแดง ที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไปพร้อมกับได้ชมของเล่นของจิ๋วของเจ้านายไปด้วย

พระตำหนักแดง-วัดเขมาฯ

พระตำหนักแดงนั้น เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ นั้น พระองค์ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี แล้วจึงโปรดฯให้สร้างพระบรมมหาราชวังและพระมหามณเฑียรขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ครั้งนั้นทรงโปรดฯให้สมเด็จพระพี่นางเธอฯทั้งสองพระองค์ ได้ตามเสด็จมาประทับในพระบรมมหาราชวังด้วย ครั้งนั้นโปรดฯให้สร้างพระตำหนักขึ้นคู่กัน คือ พระตำหนักเขียวและพระตำหนักแดง โดยพระตำหนักเขียวสร้างพระราชทาน สมเด็จพระพี่นางเธอองค์ใหญ่ คือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระเทพสุดาวดี (สา) และสร้างพระตำหนักแดงพระราชทาน สมเด็จพระพี่นางเธอองค์เล็ก คือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระตำหนักแดงครั้งแรกนั้นเป็นหมู่พระตำหนักประกอบด้วยเรือนหลายหลังพระตำหนักขนาดใหญ่นี้ตั้งอยู่ทางเบื้องหลังพระที่นั่งพิมานรัตยา อยู่ในหมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทของพระบรมมหาราชวัง   

พระตำหนักแดง-วัดเขมาฯ

พระตำหนักแดงนี้ถูกเรียกตามสีของพระตำหนัก ซึ่งทาด้วยสีแดงทั้งหลัง เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด พระธิดา ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ นั้น ได้ประทับอยู่ต่อมากับพระราชโอรสทั้ง ๒ พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้นสิ้นรัชกาล สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทรงขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ออกไปประทับณ พระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรื้อพระตำหนักฝ่ายในเขตพระราชฐานชั้นในเปลี่ยนเป็นตำหนักตึกทั้งหมด และให้รื้อพระตำหนักแดงไปปลูกที่พระราชวังเดิมเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ประทับอยู่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ครั้นเมื่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ได้โปรดฯให้รื้อพระตำหนักส่วนที่ประทับของพระราชชนนีไปปลูกถวายเป็นกุฏิพระราชาคณะ ที่วัดโมลีโลกยารามซึ่งอยู่ใกล้กับพระราชวังเดิมที่ประทับ ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ได้โปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ บวรราชาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหาอุปราชทรงพระเกียรติยศเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์จึงเสด็จออกมาประทับยังพระบวรราชวัง

ตู้พระพุทธรูป

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้ย้ายพระตำหนักแดง ส่วนที่เป็นตำหนักเดิมของพระองค์จากพระราชวังเดิมมาปลูกไว้ในพระบวรราชวังด้านตะวันตก ต่อมาพระตำหนักส่วนที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีที่ถวายเป็นกุฏิพระราชาคณะวัดโมลีโลกยารามไปก่อนนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯให้ย้ายไปสร้างเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม ที่นนทบุรี ด้วยเป็นวัดที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์มาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๒ ส่วนเรือนประกอบอยู่ในหมู่พระตำหนักแดงหลังอื่นๆ ได้มีการพระราชทานไปปลูก ตามวัดต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีได้ทรงทำนุบำรุงมาแต่ก่อน เช่น เรือนหลังหนึ่งให้เป็นศาลาการเปรียญวัดศรีสุดาราม เป็นต้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้จัดส่วนของราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พระตำหนักแดงที่มีสภาพทรุดโทรมอยู่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ปฏิสังขรณ์พระตำหนักให้คืนสู่สภาพดังเดิม ต่อมาได้ย้ายพระตำหนักแดงจากด้านทิศตะวันตกของพระบวรราชวังนั้นมาไว้ด้านหลังพระที่นั่งศิวโมกขพิมานจนถึงวันนี้

ตู้ใส่สิ่งของ

ตู้ใส่สิ่งของ

หีบเครื่องทรง

หีบเครื่องทรง

ห้องอภิบาล

ห้องอภิบาล

ห้องส่วนกุมารและอภิบาล

ห้องส่วนกุมารและอภิบาล

ห้องสรง

ห้องสรง

ห้องพระบรรทม

ห้องพระบรรทม


ห้องทรงงานและบรรทม

ห้องทรงงานและบรรทม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โนรา’ มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638081

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โนรา’ มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.15 น.

จากงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติครั้งแรก ที่กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานมหกรรม “เสน่ห์เมืองหนังโนรา รังสรรค์ศิลป์ถิ่นใต้” เมื่อวันที่ ๑๐-๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๕ ที่ตลาดน้ำทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง นั้น นอกจากจะรับรู้ว่าพัทลุงนั้น เป็นถิ่นกำเนิดโนรา ที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศขึ้นทะเบียน “โนรา” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อจาก “โขน” และ “นวดไทย” แล้ว ยังได้เห็นลีลาการตีโพนคือกลองพื้นเมืองของพัทลุงจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายวิญญ์ สิทธิเชนทร์รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ส่วนจะเป็นโพนมงคลใบไหนใน ๙ ลูก ที่มีชื่อว่า ก้องฟ้า, พสุธาลั่น,ขวัญเมือง, เรืองฤทธิ์, พิชิตไพรี, ศรีมงคล,  พ้นภัยพาล,สำราญฤกษ์, เกริกเกรียงไกร ก็อยู่ที่ลีลาท่าทางการตีของสามประธานเปิดงานนั่นแหละ สำหรับเรื่อง โนรา นั้นเป็นชื่อเรียกการแสดงท่ารำพื้นเมืองของภาคใต้ มาจากคำว่า “นระ” เป็นภาษาบาลี-สันสกฤต แปลว่า มนุษย์ ซึ่งมีการร่ายรำของตนมาแต่เดิม ส่วนการรำ “โนรา” นั้น เป็นท่ารำเสมือนกับท่าร่ายรำของเทวดา กล่าวคือ โนรานั้นมีท่ารำแม่บทอย่างเดียวกับละครชาตรี บทร้องเป็นกลอนสดผู้ขับร้องต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ที่จะสรรหาคำให้สัมผัสกันอย่างฉับไวและมีความหมาย ทั้งบทร้อง ท่ารำและเครื่องแต่งกายล้วนเป็นภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นแม้จะคล้ายศรีลังกาก็ตาม ส่วนเครื่องดนตรีประกอบด้วย กลอง ทับคู่ ฉิ่งโหม่ง ปี่นอก หรือปี่ในและกรับ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเอาเครื่องดนตรีสากลเข้าร่วมด้วย เดิมนิยมใช้ผู้ชายล้วนแสดงวันนี้มีผู้หญิงแสดงร่วมด้วย ซึ่งมักสับสนว่ามาจากมโนราห์ ซึ่งเป็นชื่อวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่มีชื่อ พระสุธนและมโนราห์ กินนร เป็นตัวเอกของเรื่อง

ตำนานการเกิดโนรานั้นมีเรื่องเล่าขานกันมาว่ากาลครั้งนั้นมีเมืองหนึ่งแม้ไม่บอกว่าเมืองอะไรก็น่าจะพัทลุงนั่นแหละ เมืองนี้มีเจ้าเมืองนามว่า พญาสายฟ้าฟาด ซึ่งมีพระธิดาชื่อ นางนวลทองสำลีแล้วคืนวันหนึ่งนั้นนางได้ฝันเห็นกินนรออกมาร่ายรำให้ชม ลีลาท่ารำของกินนรนั้นงดงามมหัศจรรย์ยิ่งนัก จนทำให้นางจดจำท่ารำในฝันได้ทั้ง ๑๒ ท่าไว้ขณะที่ร่ายรำนั้นมีเสียงดนตรีบรรเลงประกอบท่ารำด้วย เมื่อนางตื่นขึ้นนางจึงทบทวนร่ายรำตามลีลาและท่าทางตามฝัน และเสวยเกสรดอกบัวเป็นอาหาร ต่อมานางเกิดตั้งครรภ์โดยไม่ทราบที่มาที่ไป จึงทำให้พญาสายฟ้าฟาดโกรธมากจึงให้เนรเทศพระธิดาพร้อมบริวารลอยแพออกไปจากเมือง แพนั้นพานางนวลทองสำลีและบริวาร ลอยออกไปในทะเลสาบใหญ่และไปติดที่เกาะกะชัง ที่อยู่ในทะเลสาบสงขลา หลังจากนางให้กำเนิดพระโอรสแล้ว เมื่อพระโอรสเติบโตนางก็สอนพระโอรสร่ายรำลีลาตามท่าทางของกินนรตามที่ฝันมาแต่ครั้งโน้นจากนั้นพระโอรสได้หนีออกมาร่ายรำในเมืองจนความทราบถึงพญาสายฟ้าฟาดจึงสั่งให้พาเด็กชายคนนี้เข้าวังเพื่อจะชมการร่ายรำที่ชาวบ้านร่ำลือนัก พญาสายฟ้าฟาด รู้สึกพอใจการร่ายรำที่งดงามมากประเด็นเล่าก็มาหยุดตรงที่หน้าตาเด็กชายนี้คลับคล้ายคลับคลาพระธิดาที่ลอยแพไป จึงสอบความจึงรู้ว่าเด็กชายคนนี้เป็นหลานของตนนั่นเอง พญาสายฟ้าฟาดจึงมอบเครื่องต้นและเทริดให้แก่เด็กน้อย และแต่งตั้งให้เป็น “ขุนศรีศรัทธา” ทำหน้าที่เป็นครูสอนและดูแลการร่ายรำโนราของเมืองนี้ขุนศรีศรัทธาผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บรมครูโนราผู้ยิ่งใหญ่” ที่นักแสดงโนราพากันนับถือสืบทอดกันมาจนถึงวันนี้ ด้วยการเป็นถิ่นกำเนิดโนราในพัทลุงนั้นทำให้มีการสนับสนุน ส่งเสริมศิลปะพื้นบ้าน “โนรา” มาตลอด มีการสืบสานผู้สืบทอดเชื้อสายจัดงานโนราโรงครูขึ้นทุกปี แต่ด้วยเป็นการแสดงที่นิยมในวิถีถิ่นวิถีไทยนั้นจึงทำให้การแสดงโนราแพร่หลายไปทั่วภาคใต้และมีการประยุกต์ในการแสดงหนังตะลุงด้วย การจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติจึงยกย่องวิถีถิ่นวิถีไทยให้ปรากฏถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งมีโครงการจัดขึ้นทุกภาคคือ ภาคกลางจัดที่ จ.ตราด ในเดือนเมษายน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดที่ จ.กาฬสินธุ์ ในเดือนพฤษภาคม และภาคเหนือจัดที่ จ.พิษณุโลก ในเดือนกรกฎาคม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิถีชีวิต ประเพณีและศิลปวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละภาคแล้วยังได้รับรู้ถึงสินค้าผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และผลิตภัณฑ์จากชุมชนวัฒนธรรมในจังหวัดต่างๆ ในภาคนั้นไปพร้อมกันด้วย

ตีกลองโพนเปิดงาน

ตีกลองโพนเปิดงาน

การแสดงโนราในอดีต

การแสดงโนราในอดีต

สืบสานศิลปะโนรา

สืบสานศิลปะโนรา

สืบสานโนราเมืองพัทลุง

สืบสานโนราเมืองพัทลุง

ครูโนราลงโรง

ครูโนราลงโรง

พิธีเปิดมหกรรมวัฒนธรรมที่พัทลุง

พิธีเปิดมหกรรมวัฒนธรรมที่พัทลุง

หนังตะลุง

หนังตะลุง

ผลิตภัณฑ์ลูกปัดโนรา

ผลิตภัณฑ์ลูกปัดโนรา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันมาฆะบูชา’พุทธปัญญาโอวาทปาฏิโมกข์จากพระพุทธเจ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/636619

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'วันมาฆะบูชา'พุทธปัญญาโอวาทปาฏิโมกข์จากพระพุทธเจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันมาฆบูชาที่ผ่านมาเมื่อวันที่๑๖กุมภาพันธ์นั้นเป็นพิธีสำคัญทางพุทธศาสนา ที่ไม่เคยมีในไทยมาก่อน เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๕  ทรงอธิบายไว้ว่า  พิธีนี้เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรงถือตามแบบของโบราณบัณฑิตที่ได้นิยมกันว่าในวันมาฆะบูรณ  ที่มีพระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์ในวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ นั้นเป็นวันที่พระอรหันต์สาวกของ พระพุทธเจ้า ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย  เป็นวันที่มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกัน ๔ประการคือ ๑.เป็นวันที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกัน ณ เวฬุวันวิหารในเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกัน ๒.พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น”เอหิภิกขุอุปสัมปทา”คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ๓.พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ล้วนแต่เป็นผู้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ผู้เข้าถึงอภิญญา๖แล้วทุกองค์ ๔.เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ วันนี้จึงเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เป็น”การประชุมด้วยองค์ ๔” ในคืนวันเพ็ญนั้นพระพุทธเจ้าทรงกระทำวิสุทธิอุโบสถทรงแสดง”โอวาทปาติโมกข์” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา จึงถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาในเดือนมาฆะ คำว่า”มาฆะ” เป็นชื่อของเดือน ๓ ที่มาจากคำว่า”มาฆบุรณมี” แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือน๓  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้งวันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในการที่พุทธสาวกมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายนั้นมาจากคืนวันเพ็ญเดือน ๓ นั้นตามคติพราหมณ์ เป็นวันพิธีศิวาราตรีพระสาวกเหล่านั้นเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน จึงพากันเปลี่ยนจากการรวมตัวกันทำพิธีชำระบาปตามพิธีพราหมณ์นั้นมารวมกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแทนนั่นเอง  กล่าวคือหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ แล้ว  ได้ทรงประกาศพระศาสนาโดยส่งพระอรหันตสาวกออกไปจาริกเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนายังสถานที่ต่างๆ ล่วงแล้วได้ ๙ เดือน ในวันที่ใกล้พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓พระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้นต่างได้ระลึกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของศาสนาพราหมณ์อันเป็นศาสนาของตนอยู่เดิม ก่อนที่จะหันมานับถือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าและในลัทธิศาสนาเดิมนั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ เหล่าผู้ศรัทธาพราหมณลัทธินิยมนับถือกันว่าวันนี้เป็นวันศิวาราตรีโดยจะทำการบูชาพระศิวะด้วยการลอยบาปหรือล้างบาปด้วยน้ำ แต่มาบัดนี้ตนได้เลิกลัทธิเดิมหันมานับถือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าแล้วจึงควรเดินทางไปเข้าเฝ้าบูชาฟังพระสัทธรรมจากพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เหล่านั้นซึ่งเคยปฏิบัติศิวาราตรีอยู่เดิมจึงพร้อมใจกันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษาก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนที่ใช้ทบทวนคำสอนว่า” การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะการไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑ความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เข้าใจกันโดยทั่วไปและจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดีทำจิตใจให้ผ่องใส”ที่เกิดขึ้นในใจและการปฏิบัติของชาวพุทธมาทุกวันนี้