ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วิถีชุมชนทะเลพังงา’ภูมิบ้านเกาะปันหยีถึงบ้านสามช่องเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635085

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิถีชุมชนทะเลพังงา’ภูมิบ้านเกาะปันหยีถึงบ้านสามช่องเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในเมื่อทะเลนั้นเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติของผู้คนได้ใช้ดำรงชีวิต ดังนั้น การตั้งถิ่นฐานที่ต้องอยู่กับท้องทะเลจึงเป็นวิถีชาวเลที่น่าสนใจ อาทิตย์นี้ขอตามรอยสยามไปยังหมู่บ้านปันหยีอ่าวพังงา และหมู่บ้านที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นชุมชนต้นแบบของการเที่ยวชุมชนยลวิถีของกระทรวงวัฒนธรรม ที่บ้านสามช่องเหนือ ต.กะไหล อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ในท้องทะเลอันกว้างไกลของอันดามันนั้นทำให้อ่าวพังงามีเสน่ห์จากไม้โกงกาง ป่าชายเลนและหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่พบว่ามีถ้ำของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ได้เคยอยู่อาศัยพร้อมกับฝากร่องรอยภาพเขียนสีไว้ให้ดูต่างหน้า การตั้งถิ่นฐานบนเกาะปันหยีนี้นั้นเกิดขึ้นประมาณปลายศตวรรษที่ ๑๘ โดยชาวประมงผู้เป็นชาวมาเลย์ที่เร่ร่อนหากินเป็นยิปซีในทะเล ทำให้เกาะปันหยีมีชื่อภาษามาเลย์ว่า Pulau Panji ด้วยข้อกฎหมายที่กำหนดความเป็นเจ้าของที่ดินให้กับคนที่มีสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียวนั้นทำให้ชาวเล หรือชาวมาเลย์นั้นต้องปันเสาเข็มลงบนทะเลโดยมีเขาสูงเหมือนหมุดหมายแห่งธงนั้นเป็นที่กำบังและจุดสังเกต

เมื่อการท่องเที่ยวได้ให้ความสนใจต่อชีวิตชาวเล ก็ทำให้เพิ่มความมั่งคั่งให้กับชุมชนจากชาวประมงเร่ร่อนนั้นเป็นชุมชนการท่องเที่ยว จึงได้มีการสร้างแหล่งน้ำจืดและมัสยิดบนเกาะไปพร้อมกับธุรกิจการท่องเที่ยวจากทรัพยากรที่หาได้ใน
ท้องทะเล ในไม่ช้าชาวประมงก็เปลี่ยนเป็นวิถีของคนชาวทะเลหรือชาวเลให้เติบโตมีมากกว่า ๓๖๐ ครัวเรือนมีประชากรมากกว่า ๑,๖๘๕ คน ชาวเลนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่รับความทันสมัยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากฟุตบอลโลก ๑๙๘๖ รวมตัวทำทีมฟุตบอลปันหยี ซึ่งเป็นสโมสรเยาวชนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย ในพ.ศ. ๒๕๕๔ จนมีการนำเรื่องฟุตบอลลอยน้ำในทะเลไปทำภาพยนตร์สั้นจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก จนเป็นชุมชนที่มีรายได้อยู่กลางอ่าวทะเลพังงาจากการนั่งเรือชมหมู่เกาะทะเลงาม มุดช่องลอด ชมต้นแสมดำคู่ หรือต้นปีกลางทะเล เขาตะปู เขาพิงกัน ท่องทะเลรับสายลมแสงแดด ผจญกับกระแสคลื่นลมที่กระหน่ำตลอดเวลาแล้ว ยังมีรสชาติของอาหารสดจากกุ้ง หอย ปูปลา สาหร่ายพวงองุ่น ไข่มุกธรรมชาติ และของที่ระลึกจากทะเล เช่นเดียวกับชุมชนต้นแบบที่บ้านสามช่องเหนือ สามารถเดินทางเรือต่อเชื่อมกับเส้นทางทะเล อ่าวพังงามายังชุมชนนี้ได้ บ้านสามช่องเหนือนี้ตั้งอยู่ริมทะเลป่าชายเลน ในอดีตนั้นชุมชนนี้นอกจากมีอาชีพประมง ออกหาปลาในทะเลแล้วยังอาศัยการตั้งเตาถ่านเผาไม้จากป่าชายเลนขึ้นเรือสำเภาส่งขายมาเลเซียด้วย เดิมเรียกว่าบ้านทับเหนือ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยทำกินชั่วคราวของชาวประมง จนมีบ้านเรือนหนาแน่นและประกอบอาชีพปลูกยางพาราขึ้น ในปี พ.ศ.๒๔๕๗ จึงเปลี่ยนชื่อจากบ้านทับเหนือ เป็น บ้านสามช่องเหนือ จากการที่เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่กลางเส้นทางน้ำ คือ มีคลองบางหลาม คลองเชียงใหม่ และคลองตาจอ ที่ไหลมารวมกันเรียกว่าคลองสามช่อง เป็นชุมชนมุสลิมทั้งหมดจึงมีวิถีชาวคลองสามช่องที่อยู่กับธรรมชาติ ที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นห่วงโซ่ทรัพยากรทางทะเลโดยธรรมชาติอยู่โดยรอบ ซึ่งต้องปรับตัวตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดเวลา ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านสามช่องเหนือ ที่ร่วมกันสร้างฐานรากของเศรษฐกิจชุมชน โดยการนำของนายประสิทธิ์ นนทรี ประธานชุมชนคุณธรรมฯบ้านสามเหนือ จึงนำพาให้ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงและคณะที่ปรึกษา ข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปร่วมแสดงความยินดี และเยี่ยมชมชุมชนที่ได้รับยกย่องเป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ของกระทรวงวัฒนธรรมถึงการสร้างงานสร้างรายได้ ร่วมกับจังหวัดพังงาโดย นายเถลิงศักดิ์นุชประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ซึ่งสามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำผ้ามัดย้อมจากต้นตะบูน พืชทะเลในท้องถิ่น การนำเหงือกปลาหมอมาสร้างผลิตภัณฑ์ เช่น สมุนไพรสบู่, ครีม, ยาหม่อง,การนำไม้โพทะเลมาแกะสลักเป็นเรือจำลอง และของที่ระลึกอื่นๆ จากงานสลัก, การใช้ของพื้นบ้านผลิตขนม เครื่องดื่ม และการอนุรักษ์การละเล่นพื้นบ้านของตนที่มีการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง…อันเป็นภูมิปัญญาจากชาวบ้าน เช่นเดียวกับนายสุรศักดิ์ ทองย้อย ชาวประมงธรรมดาที่หาปลาจากทะเลสามารถเรียนรู้เรื่องนกท้องถิ่นจากป่าชายเลน เกาะแก่ง จนจับมาเลี้ยงในยามว่างได้…นี่คือเสน่ห์จากทะเลที่หาได้ยากนัก

พิธีเปิดชุมชน

พิธีเปิดชุมชน

ผู้นำชุมชนบ้านสามช่องเหนือ

ผู้นำชุมชนบ้านสามช่องเหนือ

เกาะปันหยี

เกาะปันหยี

การแสดงพื้นบ้าน

การแสดงพื้นบ้าน

หมู่บ้านปันหยี

หมู่บ้านปันหยี

ขนมเบื้อง

ขนมเบื้อง

สาวมุสลิม

สาวมุสลิม

ลอดช่องกลางทะเล

ลอดช่องกลางทะเล

ท่องทะเลอ่าวพังงา

ท่องทะเลอ่าวพังงา

ต้นแสมดำ ๒ ต้นกลางทะเลงาม

ต้นแสมดำ ๒ ต้นกลางทะเลงาม

ชุมชนเกาะปันหยี

ชุมชนเกาะปันหยี

เขาตะปู

เขาตะปู

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม’แลนด์มาร์คภัยใต้น้ำหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633452

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม’แลนด์มาร์คภัยใต้น้ำหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บทเรียนจากความสูญเสียอย่างไม่เคยเกิดขึ้นในไทยเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ๒๕๔๗ เวลา ๐๗.๕๘ น.นั้น นอกจากทำได้คนไทยรู้จักและรู้เห็นกับปรากฏการณ์“สึนามิ” เป็นครั้งแรกแล้ว ก็สร้างการเรียนรู้แห่งใหม่ให้เกิดขึ้น จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ขนาด๙.๑ ถึง ๙.๓ ที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซียนั้น ทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสึนามิ (Tsunami) ส่งผลกระทบให้ ๖ จังหวัดภาคใต้ของไทย ได้แก่ ภูเก็ต, พังงา, ระนอง,กระบี่, ตรัง และสตูล ต่างประสบความหายนะและมีผู้เสียชีวิตประมาณ ๕,๔๐๐ คน บาดเจ็บกว่า ๘,๐๐๐ คนและผู้คนสูญหายอีกจำนวนมาก ซึ่งทำให้เด็ก กว่า ๑,๐๐๐ ชีวิตนั้นพลิกผันเป็นกำพร้าในทันที เหตุการณ์หายนะครั้งนี้ยังได้ถล่มชุมชนรอบชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียอีก ๑๔ ประเทศไปพร้อมกันด้วย จนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า ๒๐๐,๐๐๐ แสนคน นับว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์แผ่นดินไหวใต้ทะเลรุนแรงครั้งนั้น ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนให้รับรู้ได้ถึงจ.ภูเก็ต และจังหวัดชายฝั่งอันดามันของไทย ไปจนถึงตึกสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ จากนั้นน้ำทะเลได้ลดเหือดหายไปอย่างผิดปกติ โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยว่าความหายนะนั้นกำลังมาเยือนในพื้นที่ดังกล่าวในบัดดล แม้ว่าจะอยู่ห่างจากภูเก็ต ประมาณ ๕๘๐ กิโลเมตร ที่ละติจูด ๓.๔ องศาเหนือ ลองจิจูด ๙๕.๗ องศาตะวันออก ก็ตาม แต่ความรุนแรง ๘.๙ ริกเตอร์นั้นได้ ส่งผลกระทบเกือบทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงอาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร เกิดความสูญเสียมูลค่าเสียหายหลายพันล้านบาท จนทำให้บ้านเรือน รีสอร์ต และโรงแรม ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน เสียหายไปพร้อมกับชีวิตผู้คนหลายเชื้อชาติ นี่คือความจำที่ไม่เคยลืมจากผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้ได้เลย ด้วยเหตุนี้ กระทรวงวัฒนธรรม จึงให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้และเห็นว่าชุมชนบ้านน้ำเค็มนั้นเป็นพื้นที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากพื้นที่ประสบภัย ๖ จังหวัด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างประเมินได้ยากเพราะผู้ประสบภัยในพื้นที่นั้นต้องได้รับความดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อฟื้นฟูความสุขและสร้างความเจริญให้กลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้น การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม ที่บ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เพื่อเป็นสถานที่รำลึกและเรียนรู้ถึงเหตุการณ์พิบัติภัยแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๗จึงมีความสำคัญยิ่ง โดยมีการออกแบบและจัดให้เป็นสถานที่เรียนรู้ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น สำหรับการเฝ้าระวังและป้องกัน ซึ่งคนไทยไม่เคยประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวแบบนี้มาก่อน เพื่อให้เกิดความร่วมมือของไทย และคนทั่วโลก ที่เดินทางมาร่วมรำลึกและจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ “สึนามิ” และพายุใต้น้ำในอนาคตได้ทุกปี

จากวันนั้นจนวันศุกร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนได้ร่วมพิธีเปิดและชมพิพิธภัณฑ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม หนึ่งเดียวในไทย ที่ออกแบบโดย ดร.พรธรรมธรรมมงคล ภูมิสถาปัตย์จากฝรั่งเศสของกรมศิลปากร โดยนำของจริงที่เกิดในเหตุการณ์ มาถ่ายทอดความรู้สึกและเรียนรู้ ในฐานะสถาปนิกผู้ร่วมประสบภัยในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย โดยสร้างขึ้นบนพื้นที่กว่า ๕ ไร่ ซึ่งมีอาคารจัดแสดงหลักเป็นอาคารชั้นเดียว ด้านหน้าออกแบบเป็นเส้นโค้งในรูปแบบของคลื่นและ มีช่องเปิดรับแสงเป็นทรงกลมแบบฟองคลื่นกระจายตามความยาวของอาคาร ทำให้ภายในอาคาร เกิดที่ว่างคล้ายท้องคลื่นยาวตลอดห้องจัดแสดง และตั้งหอเตือนภัยที่ใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้านสร้างแรงบันดาลใจ นับเป็นแลนด์มาร์คที่ให้ผู้มาเยี่ยมเยียนสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพได้โดยรอบ นับเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ตามนโยบาย “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ มีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย” ซึ่งในอนาคตนั้นสามารถสร้างกิจกรรมร่วมกับนานาชาติในเรื่องสึนามิและเรื่องภัยใต้ทะเลและรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ได้ทุกปี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัดปากพระบาง’ ภูมิเมืองต้นน้ำเจ้าพระยาแห่งสุโขทัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631952

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดปากพระบาง’ ภูมิเมืองต้นน้ำเจ้าพระยาแห่งสุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 07.30 น.

วัดปากพระบาง

วันตรุษจีนที่ผ่านมาได้ไปเมืองนครสวรรค์ แม้ว่าปัจจุบันจะมีชื่อเสียงจนเป็นเมืองมังกรนครสวรรค์ไปแล้ว ก็ยังไม่ลืมปากพระบางซึ่งครั้งหนึ่งเป็นรัฐที่มีความสำคัญอยู่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยสุโขทัย ด้วยยังมีร่องรอยภูมิบ้านภูมิเมืองแห่งสุโขทัยอยู่ จุดแรกของการตามรอยนั่นคือ วัดวรนาถบรรพต เดิมชื่อ วัดกบ หรือวัดเขากบ ปรากฏชื่อในสมัยสุโขทัยว่า วัดปากพระบาง และวันนี้ได้เป็นพระอารามหลวงสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่ ๑๘๘ ถนนธรรมวิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ บริเวณพื้นที่แห่งนี้ทั้งส่วนที่เป็นเขาคือเขากบ และพื้นที่ราบเชิงเขา ยอดเขาและเชิงเขากบนั้นมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๑๘๕.๕๐ เมตร ส่วนการสร้างวัดนี้น่าจะนิยมสร้างวัดแบบเดียวคือสร้างทั้งบนเขาและเชิงเขาต่อกันเหมือนวัดโบราณที่อยู่ในแถบเมืองอุทัยธานี เมืองชัยนาท

สำหรับวัดวรนาถบรรพต หรือวัดเขากบนี้มีประวัติเล่าว่า ตั้งเมื่อพ.ศ.๑๙๖๒ สมัยแคว้นสุโขทัย ผู้สร้างนั้นคือพระยาบาลเมืองหรือพญาบาลเมือง สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระยารามหรือพญาราม ผู้เป็นน้อง ซึ่งสิ้นพระชนม์ในระหว่างทำศึกสงครามหัวเมืองฝ่ายใต้ เรื่องราวนี้เก็บจากความในจารึก ๒ หลัก ที่พบจากยอดเขาใกล้กับรอยพระพุทธบาทจำลอง และได้จารึกจากเมืองนครชุมในกำแพงเพชร โดยกล่าวถึงพระเจ้าลิไท พ่อขุนแคว้นสุโขทัยองค์ที่ ๕ นั้น ให้นำพระพุทธบาทจำลองที่ส่งมาบรรณาการจากลังกาไปประดิษฐานไว้บนยอดเขากบจนทุกวันนี้จึงทำให้วัดวรนาถบรรพต มีพื้นที่ทั้งบนเขาและที่ราบเชิงเขา ซึ่งยังพอได้เห็นโบราณวัตถุและโบราณสถานปรากฏอยู่หลายแห่ง คือ บนยอดเขากบ มีพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาทจำลองจากลังกาในวิหาร และพระพุทธรูปหินปางนาคปรก ศิลปเชียงแสนรูปหล่อหลวงพ่อนาค และรูปหล่อหลวงพ่อทอง พระเถระชื่อดังในสมัยหลัง ส่วนที่ราบเชิงเขาอยู่ด้านล่างนั้น มีเจดีย์ใหญ่ทรงลังกาภายในบรรจุพระสารีริกธาตุ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่๒๐-๒๑ แบบศิลปะสุโขทัย และพระพุทธไสยาสน์ ยาวประมาณ ๑๐ วาเศษ ในพระอุโบสถหลังเก่าที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเจดีย์

จากรึกวัดเขากบ

นอกนั้นเป็นปูชนียวัตถุปูชนียสถานที่สร้างในสมัยหลังคือพระประธานของพระอุโบสถและรูปหล่อของหลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดวรนาถบรรพต ที่สร้างในพื้นที่วัดปากพระบางเดิม วัดนี้ถูกสำรวจค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่สืบค้นเรื่องราวว่าพระยาบาลเมืองได้สร้างวัดปากพระบางขึ้น โดยใช้เขากบจึงสร้างเจดีย์ วิหาร ขุดตระพัง ปลูกบัวนานาพรรณเพื่อเป็นพุทธบูชา ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ สร้างพุทธปฏิมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่พระยารามผู้เป็นน้อง ที่มาสิ้นพระชนม์ลง ณ เมืองพระบางดังกล่าว พระยาราม องค์นี้เป็นโอรสของ พระมหาธรรมราชาที่ ๒ แห่งสุโขทัย ที่ประสูติแต่ พระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์ เชื่อว่านาม “พระราม” นั้นได้ตั้งตามอย่างพระนามของพ่อขุนรามคำแหงองค์ก่อน

พระยารามองค์นี้มีพญาบาลเมืองหรือพระยาปาลราช เป็นพี่ และมีน้ององค์หนึ่งนามว่า “ศรีธรรมาโศกราช” เมื่อพระมหาธรรมราชา ที่ ๒ ผู้เป็นบิดาสวรรคตในปีพ.ศ.๑๙๕๑ นั้นพระยารามได้สืบสมบัติในแคว้นสุโขทัย มีจารึกวัดบูรพารามระบุว่าพระองค์ทรงพระนามว่าสมเด็จรามราชาธิราช แต่ในจารึกวัดอโศการามนั้นกลับมีนามว่า พระธรรมราชาธิราช แต่ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ มีความว่า  เมื่อพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าเมืองพิษณุโลกสวรรคตในปีพ.ศ.๑๙๖๒หัวเมืองเหนือได้เกิดจลาจลเพราะพระยาบาลเมืองและพระยารามแย่งชิงอำนาจกัน ทำให้สมเด็จพระอินทราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จขึ้นไปเมืองพระบาง (คือนครสวรรค์) ทั้งพระยาบาลเมืองและพระยารามเมื่อรู้เรื่องก็เสด็จออกมาถวายบังคม สมเด็จพระอินทราชาทรงไกล่เกลี่ยแล้วราชาภิเษกพระยาบาลเมืองเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก ส่วน พระยาราม นั้นโปรดให้ครองเมืองสุโขทัยตามเดิม จนมีการสู้รบกันที่เมืองพระบาง…การเดินทางขึ้นสู่วัดปากพระบาง หรือวัดเขากบ หรือวัดวรนาถบรรพตคือสถานที่เดียวกันที่สามารถเดินขึ้นบันได ๔๓๗ ขั้น หรือขับรถขึ้นชมเมืองพระบางที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองมังกรนครสวรรค์ได้ทั้งนั้นจารึกเขากบ ด้าน ๑

จารึกเขากบ ด้าน ๑เจดีย์บนยอดเขากบ

เจดีย์บนยอดเขากบเจดีย์ใหญ่สมัยสุโขทัย

เจดีย์ใหญ่สมัยสุโขทัยพระนอนในวิหารเก่าพระนอนในวิหารเก่าพระนอนในวิหารสุโขทัยพระนอนในวิหารสุโขทัยพระนาคปรก

พระนาคปรกรอยพระบาทจากลังการอยพระบาทจากลังกาหลวงพ่อทองหลวงพ่อทอง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หลวงนายสิทธิ์’ ภูมิคนหัวใหม่ผู้เป็นมหาบุรุษรัตโนดม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/630408

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หลวงนายสิทธิ์’ ภูมิคนหัวใหม่ผู้เป็นมหาบุรุษรัตโนดม

วันอาทิตย์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

ขุนนางการต่างประเทศ

วันที่ ๑๙ มกราคม ที่ผ่านมา เป็นวันพิราลัยของบุคคลหนึ่งเดียวที่เป็นมหาบุรุษรัตโนดมของแผ่นดิน คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีบทบาทสำคัญในการปกครองของสยาม ท่านเป็นบุตรชายคนโตของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงจันทร์ ซึ่งเล่าเรียนวิชาอยู่ที่บ้านจากบุคคลในตระกูล ด้วยบิดามีตำแหน่งพระยาพระคลัง เสนาบดีว่าการต่างประเทศ ที่ปกครองหัวเมืองชายทะเลฝ่ายตะวันออก จึงได้เรียนรู้งานราชการที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศและการปกครองจากบิดา เมื่อเติบโตบิดาได้นำเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๒ มีชื่อเรียกว่า มหาดเล็กช่วง ช่วยบิดาทำงานด้านการคลังและกรมท่า รวมทั้งติดต่อกับต่างประเทศ ในรัชกาลที่ ๓ มหาดเล็กช่วงได้เลื่อนเป็น นายไชยขรรค์ มหาดเล็กหุ้มแพร เป็นหลวงสิทธิ์ นายเวรมหาดเล็ก เรียกกันว่า หลวงนายสิทธิ์ตามลำดับ หลวงนายสิทธิ์เป็นกลุ่มคนหนุ่มที่เรียกว่า “หัวใหม่” ด้วยสนใจศึกษาวิชาการของชาวตะวันตกเนื่องจากอังกฤษและฝรั่งเศสเริ่มแผ่อิทธิพลเข้าสู่โลกตะวันออกและประชิดเขตแดนสยามมากขึ้น หากไม่ปรับตัวให้รู้เท่าทันฝรั่ง สยามอาจถูกยึดครองเป็นอาณานิคมได้ ในช่วงเดียวกันนี้ก็มีผู้เล็งเห็นการณ์ไกลของวิทยาการสมัยใหม่ คือ วชิรญาณภิกขุ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท และหลวงนายสิทธิ์ซึ่งสนใจศึกษาวิชาการต่อเรือกำปั่นเป็นพิเศษ และได้ศึกษาภาษาอังกฤษ 

ผู้สำเร็จราชการ-ร.๕

ในรัชกาลที่ ๓ หลวงนายสิทธิ์ได้เลื่อนเป็นจมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็ก และปี พ.ศ.๒๓๘๔ได้เพิ่มสร้อยนามเป็น จมื่นไวยวรนาถภักดีศรีสุริยวงศ์จนปลายรัชกาลที่ ๓ พ.ศ.๒๓๙๓ ได้เลื่อนเป็นพระยาศรีสุริยวงศ์ จางวางมหาดเล็ก หลังจากบิดาได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง พระยาศรีสุริยวงศ์จางวางมหาดเล็ก ขึ้นเป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่าที่สมุหพระกลาโหม ด้วยเหตุที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์นั้นถือตราคชสีห์ในตำแหน่งสมุหพระกลาโหมอยู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงสร้าง “ตราศรพระขรรค์” พระราชทานแก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ โดยเฉพาะ ครั้นเมื่อได้ตำแหน่งสมุหกลาโหมเต็มอำนาจแล้ว จึงได้รับการโปรดเกล้าฯให้ใช้ทั้งตราคชสีห์ และตราศรพระขรรค์ ในตำแหน่งสมุหพระกลาโหม จึงทำให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาที่มีบทบาทสำคัญในการปกครองประเทศมากขึ้น

พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง)

หลังจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์(ดิศ บุนนาค) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแก่พิราลัยและสวรรคต ตามลำดับลงเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงเป็นบุคคลที่มีอำนาจมาก จนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่า “ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔เป็นเสมือนแม่ทัพแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็เป็นเสมือนเสนาธิการ ช่วยกันทำงานมาตลอดรัชกาลที่ ๔” ในรัชกาลที่ ๕ หลังจากเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในช่วง พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๑๖ และลาออกจากตำแหน่งแล้ว ท่านได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง “สมเด็จเจ้าพระยา” เป็นคนสุดท้ายของแผ่นดิน ในสุพรรณบัตรนั้นจารึกร้อยนามว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สมันตพงศ์พิสุทธิ มหาบุรุษรัตโนดม บรมราชุตมรรคมหาเสนาบดี..ฯลฯ อันมีฐานะเป็น “มหาบุรุษรัตโนดม”หนึ่งเดียวในสยามที่มีอำนาจในอิสริยศบรรดาศักดิ์ ๓๐,๐๐๐ ไร่ยิ่งกว่าจตุสดมภ์มนตรี ๓ เท่า ดำรงตรามหาสุริยมณฑลที่ให้อำนาจบังคับบัญชาสิทธิขาดราชการแผ่นดินในกรุงนอกกรุงทั่วพระราชอาณาจักร และสำเร็จสรรพอาญาสิทธิประหารชีวิตคนที่ถึงอุกฤษฏโทษมหันตโทษได้ จึงเป็นขุนนางที่ถูกหวาดระแวงในการมีอำนาจของท่านมากที่สุด แต่ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีที่มีมาแต่ต้นและผ่านการสนองงานที่สร้างคุณูปการให้กับบ้านเมืองอย่างมากมายและได้แก้ไขปัญหาความวุ่นวายในรัชกาลมาตลอด ท่านจึงรู้จักพอด้วยการใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยการออกไปอยู่เสียที่เมืองราชบุรี เพื่อลดความหวาดระแวงและอำนาจที่มากล้นนั้น เพื่อยืนยันการเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินผู้ซื่อสัตย์อย่างแท้จริง ทำให้นึกถึงเพลงที่พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) หรือครูมีแขก แต่งขึ้นใหม่ที่มีความไพเราะยิ่ง ซึ่งเป็นเพลงโปรดของท่าน ชื่อเพลง “พระอาทิตย์ชิงดวง” ที่บอกความในใจของท่านไว้กับประวัติศาสตร์หลวงนายสิทธิ์ (ช่วง)หลวงนายสิทธิ์ (ช่วง)สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ)

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ)สมเด็จเจ้าพระยาฯ ศรีสุริยวงศ์

สมเด็จเจ้าพระยาฯ ศรีสุริยวงศ์ตราเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตราเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตราสุริยมณฑลตราสุริยมณฑลกรมท่าสมัยรัชกาลที่ ๔กรมท่าสมัยรัชกาลที่ ๔กรมท่าสมัยรัชกาลที่ ๕กรมท่าสมัยรัชกาลที่ ๕บ้านสมเด็จเจ้าพระยาฯ (ช่วง)บ้านสมเด็จเจ้าพระยาฯ (ช่วง)ถิ่นฐานเดิมของสมเด็จเจ้าพระยาฯ องค์ใหญ่

ถิ่นฐานเดิมของสมเด็จเจ้าพระยาฯ องค์ใหญ่ลูกหลานตระกูลบุนนาคลูกหลานตระกูลบุนนาคเรือหลวงที่ต่อโดยหลวงนายสิทธิ์เรือหลวงที่ต่อโดยหลวงนายสิทธิ์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มวยไชยา’แม่ไม้มวยไทยสืบตำราท่าย่างสามขุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/628853

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มวยไชยา’แม่ไม้มวยไทยสืบตำราท่าย่างสามขุม

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

ท่ามวยไชยา

จากการเดินทางตามรอยวัฒนธรรมไปในชุมชนหลายแห่งนั้น ได้พบว่าชุมชนต่างๆ มักมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว อันเป็นต้นทุนให้เกิดการเที่ยวชุมชนยลวิถีไทยอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะเรื่อง มวยไทย นั้น ไม่มีใครไม่รู้จักมวยประจำถิ่นคือ“มวยไชยา” ซึ่งเป็นมวยไทยที่เกิดขึ้นในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็คงต้องติดตามหาต้นทางของมวยไชยาตามที่มีคนเล่าต่อกันว่า วัดเก่าในเขตอรัญญิก ชื่อ วัดทุ่งจับช้าง นั้นเดิมเป็นวัดที่ปล่อยรกร้างอยู่ในป่าใกล้ทางเดิน (ทางด่าน) ที่ไปอำเภอไชยาต่อมามีพระมาอยู่เป็นสมภาร ที่ชาวบ้านเรียกว่า“พ่อท่านมา” เป็นชาวกรุงเทพฯ หลบหนีมาบวชเป็นพระภิกษุแบบไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครมาอย่างไร ด้วยเหตุอะไร เมื่ออยู่แล้วท่านได้ฝึกสอนมวยไทยให้ชาวไชยาไปชกจนร่ำลือว่า ไชยานั้นเป็นเมืองนักมวย ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชามวยมีหลายคน แต่คนที่สืบทอดวิชามวย ต่อมาจนทำให้มวยเมืองไชยาเป็นที่รู้จักมากที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น คือ พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำศรียาภัย) นายอำเภอไชยา ดังนั้น คนในตระกูลศรียาภัยจึงสืบวิชามวยไชยาต่อมาจนถึง ปรมาจารย์เขตรศรียาภัย ซึ่งเป็นผู้อธิบายว่า “ท่าย่างสามขุม” ของหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) อาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบฯ พ.ศ.๒๔๖๔ ซึ่งเป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์พระไชยโชคชกชนะ (อ้น) เจ้ากรมทนายเลือกครูมวยและครูกระบี่กระบองผู้มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ ๕ และปรมาจารย์ ขุนยี่สานสรรพยากร(ครูแสงดาบ) ครูมวย ครูกระบี่กระบอง ที่มีชื่อในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้น มีท่ากระชับรัดกุมตรงตามแบบ ท่าย่างสามขุมของพ่อท่านมา ครูมวยแห่งเมืองไชยา จึงเป็นไปได้ว่ามวยไชยานั้นสืบวิชามวยไทยแบบโบราณไว้   

ครูมวยและผู้ส่งเสริมมวยไชยา

ในเมื่อมวยไชยามีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วจนกลายเป็นกีฬาสำคัญแล้ว พระยาวจีสัตยารักษ์ จึงสร้าง ศาลาเก้าห้อง ขึ้นที่ตำบลพุมเรียง ให้เป็นศาลาสาธารณะตั้งขนานกับทางเดิน (ทางด่าน) มีเสาไม้๓๐ ต้น เสาด้านหน้าเป็นเหลี่ยม แถวกลางและแถวหลังเป็นเสากลม ระหว่างเสาสองแถวหลังยกเป็นพื้นปูกระดานสูงจากพื้นประมาณ ๑ เมตร ส่วนระหว่างแถวหน้ากับแถวกลางเป็นพื้นดิน ยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ยาวประมาณ ๑๓ วา ๒ ศอกส่วนกว้างประมาณ ๓ วา หลังคามุงสังกะสี มีบ่อน้ำทางทิศตะวันตก ๑ แห่ง ปัจจุบันรื้อศาลาแล้วเหลือบ่อน้ำ และสร้างศาลาใหม่ขึ้นด้านตะวันออกของศาลาเดิม ศาลาเก้าห้องนี้ใช้เป็นที่พักคนเดินทางและใช้จัดงานสมโภชพระพุทธรูปในงานแห่พระพุทธทางบกเดือน ๑๑ ซึ่งงานนี้ต้องมีการชกมวยเป็นการสมโภชเป็นประจำทุกปีด้วย งานนี้จะมีนักมวยจากที่ต่างๆ เดินทางเพื่อจับคู่ชกมวยกันแล้วแต่สมัครใจชกกันของคู่ต่อสู้ต่อหน้าพระยาไชยาเจ้าเมือง มวยไชยาจึงถือว่าเป็นมวยไทยแท้เพื่อการต่อสู้ด้วย “ทุ่ม ทับ จับ หัก” ซึ่งเป็นมวยคาดเชือกหรือกลมวยชั้นสูง ที่ผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้พื้นฐาน การบริหารร่างกายเพื่อพาหุยุทธ์พร้อมฝึกฝนท่าย่างสามขุมตามแบบของแต่ละครู เรียก“ท่าครู” รวมทั้งแม่ไม้ต่างๆ เช่น การออกอาวุธ ป้องปัดปิดเปิด ป้องกัน ตอบโต้ให้เชี่ยวชาญดีแล้ว จึงจะสามารถแตกแม่ไม้กล ลูกไม้ กลรับ กลรุก ล่อหลอกหลบหลีก ทั้งยังต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้ใช้ออกไปจึงจะเกิดความคม เด็ดขาด รุนแรง ท่วงท่าลีลางดงามเข้มแข็งดังใจ โดยเฉพาะท่าครูมวยไชยา หรือท่าย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์นั้นถือเป็นท่ามวยที่มีความรัดกุมเฉียบคมเอาชนะศัตรูได้ ในการแข่งมวยหน้าพระที่นั่งในรัชกาลที่ ๕ นั้น คราวจัดขึ้นในงาน ณ ทุ่งพระเมรุหน้าป้อมเผด็จดัสกรนั้นนายปล่อง จำนงทอง นักมวยไชยาสามารถใช้ “ท่าเสือลากหาง” โจนเข้าจับ ทุ่มทับจับหักคู่ต่อสู้จนชนะและได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “หมื่นมวยมีชื่อ” ภายหลังการชกมวยที่ศาลาเก้าห้องได้ล้มเลิก เหตุจากการย้ายศาลากลางไปอยู่บ้านดอน สนามมวยจึงจัดขึ้นที่สนามวัดพระบรมธาตุและชกกันในงานประจำปีเดือน ๖ ครั้งแรกชกบนลานดินเหมือนที่ศาลาเก้าห้องต่อมา พ.ศ.๒๔๗๔ พระครูโสภณเจตสิการา (เอี่ยม) ได้สร้างเวทีมวยถาวรขึ้น มีการจัดสนามและเวทีกั้นเชือกแบบปัจจุบันซึ่งถูกรื้อถอนไปเมื่อ ๑๒ตุลาคม ๒๕๒๔ นี้

มวยไชยานั้นแม้จะไม่รุ่งเรืองดังเช่นยุคศาลาเก้าห้องที่มีการตั้งกองมวยสำคัญ๔ กอง คือกองมวยบ้านเวียง กองมวยปากท่อกองมวยบ้านทุ่ง กองมวยพุมเรียง แต่ละกองมีนายกองคุม ๑ คน ก็ตาม งานนี้ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะได้ขอบคุณครูมวยทุกท่านที่สืบสานมวยไชยาท่าย่างสามขุมและการต่อสู้ท่าไม้ตายไว้ได้ คงไม่ใช่ “รำสวยต้องมวยไชยา” แต่เป็นท่ามวยไชยา..หมัดเดียว..ตายพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)เจ้าเมืองไชยาพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)เจ้าเมืองไชยาสถูปพ่อท่านมา ครูมวยไชยาสถูปพ่อท่านมา ครูมวยไชยาท่าย่างสามขุมท่าย่างสามขุมปรมาจารย์เขตร ศรียาภัยปรมาจารย์เขตร ศรียาภัยหมื่นมวยมีชื่อ

หมื่นมวยมีชื่อสวนอนุสรณ์มวยไชยา

สวนอนุสรณ์มวยไชยาลูกหลานศรียาภัยลูกหลานศรียาภัยรูปหล่อพระยาวจีสัตยารักษ์

รูปหล่อพระยาวจีสัตยารักษ์มวยไทยโบราณมวยไทยโบราณมวยไชยารุ่นใหม่มวยไชยารุ่นใหม่มวยไชยาท่าไม้ตายมวยไชยาท่าไม้ตายปลัดกระทรวงวัฒนธรรมส่งเสริมมวยไชยาปลัดกระทรวงวัฒนธรรมส่งเสริมมวยไชยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘Thailand Biennale, Korat 2021’ เมือง 3 วัฒนธรรมจากศิลปินชั้นนำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627296

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘Thailand Biennale, Korat 2021’  เมือง 3 วัฒนธรรมจากศิลปินชั้นนำ

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางงามแมวโดย.กฤช งามสม ศิลปินไทย

ในวงการศิลปะคำว่า “เบียนนาเล่” ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปแล้ว คำนี้มาจากภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า “ปีเว้นปี” จนกลายมาเป็นคำเรียกของงานเทศกาลศิลปะที่เมืองต่างๆ ทั่วโลกจัดขึ้น จากเวนิส เบียนนาเล่ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในปี ค.ศ.๑๘๙๕ จนทุกวันนี้ มีงานเบียนนาเล่เกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่ซิดนีย์ อิสตันบูล มาจนถึง เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในกรุงเทพฯโดยมีศิลปินระดับโลกอย่างโยชิโตโม นาระ หรือ มารีนาอาบราโมวิช ศิลปินในไลน์อัพสุดอลังการร่วมแสดงผลงานและมีศิลปินกว่า ๑๕๐ คน ร่วมแสดงผลงานในพาวิลเลียน ๖๙ แห่ง ในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ อีก ๑๐ จังหวัดทั่วประเทศ ส่งแรงบันดาลใจเกิดงาน Thailand Biennale ขึ้นโดยใช้แนวคิดที่มีแรงบันดาลใจมุ่งเน้นการอนุรักษ์ระบบนิเวศหลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากในงานThailand Biennale, Krabi 2018 ในปีนี้2021 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (OCAC) ได้จัดงาน BiennaleInternational Art Biennale ที่จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดมีประชากรมากเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร จึงเหมาะสมในการทำหน้าที่เป็นประตูสู่ภาคอีสานจากการเป็นจุดตัดของ ๓ วัฒนธรรมของไทย เขมร และลาว ศิลปินหลายประเทศที่ได้รับเชิญนั้นได้ทำงานร่วมกับชุมชนคนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อสร้างงานศิลปะและโครงการรูปแบบใหม่สำหรับแหล่งธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะรอบเมืองโคราช ปากช่อง และพิมาย จนทำให้ Thailand Biennale, Korat 2021

ปลัด.วธกับศิลปินญี่ปุ่น

งานนี้เป็นความท้าทายใหม่ในการนำเสนอศิลปะและวัฒนธรรมในแนวความคิดโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่ตั้งและให้ความสำคัญกับระบบนิเวศที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น Yuko Hasegawa หัวหน้าภัณฑารักษ์และผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Biennale ได้ให้แนวคิดว่า “ธีมBiennale” นี้ เป็นข้อเสนอและแนวปฏิบัติโดยเน้นที่ระบบนิเวศเฉพาะในภูมิภาคนี้เป็นหลักเพื่อพยายามสร้างระบบนิเวศจุลภาคแบบอิสระ “นิเวศวิทยา” เหล่านี้ไม่ได้หมายถึงแค่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ประกอบทั้งหมดที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นทางสังคม, จิตวิทยาหรือการเข้าถึงข้อมูล อีกทั้งยังประสานกับแนวคิดเรื่องเมืองหลวงใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทฤษฎี “ทุนร่วมทางสังคม”ของ ฮิโรฟูมิ อุซาวะ นักเศรษฐศาสตร์คณิตศาสตร์เป็นการช่วยเสริมสร้างชีวิตของผู้คนทั้งในแง่วัตถุและจิตวิญญาณ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคมมีการแสวงหาทุนสามรูปแบบ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและทุนสถาบัน (การรักษาพยาบาลการศึกษาและอื่นๆ) ทุนประเภทนี้ต้องได้รับการควบคุมและอำนวยความสะดวกโดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพและมีความต้องการ เป็นความสำนึกในความรับผิดชอบที่ไว้วางใจและเคารพผลประโยชน์ของผู้ดูแลผลประโยชน์

พิธีเปิดงาน

งาน Thailand Biennale, KORAT ครั้งนี้จึงเป็นความพยายามที่จะค้นศักยภาพและมูลค่าแฝงของสถานที่ต่างๆ ของ “ทุนสถาบัน” รวมทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย วัด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์สวนสาธารณะและชุมชนการผลิตเซรามิกหรือผ้าไหมตามแนวความคิดเดียวนี้ ความไว้วางใจเป็นความพยายามที่จะใช้แนวปฏิบัติที่จะทำให้เห็นภาพและปรับปรุงกระบวนการนี้โดยร่วมมือกับศิลปินสถาปนิกนักวิทยาศาสตร์นักมานุษยวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านโดเมนอื่นๆ บทบาทหลักของภัณฑารักษ์คือการอำนวยความสะดวกให้กับทรัพยากรที่มีศักยภาพเหล่านี้รวมถึงสัตว์และพืชเพื่อกระตุ้นและเปลี่ยนเป็นเอนทิตีที่ร่ำรวย เป้าหมายของ Biennale คือการล้างพิษของร่างกายและจิตวิญญาณของดินแดนนี้ ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ โคราชกำลังเตรียมการอย่างรอบคอบและระมัดระวังเพื่อก้าวสู่อนาคตและชีวิตใหม่ ที่จัดการยาวมาแต่วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ โดยมีศิลปินไทยและนานาชาติมาร่วมรังสรรค์ สร้างงานศิลปะฝากไว้เป็นการถาวรอย่างน่าสนใจจนต้องชวนติดตามผลงานของศิลปินระดับอินเตอร์กันต่อไปม้วนทอและแกะรอยเวลา, โดย Mio Suzuki ศิลปินญี่ปุ่นม้วนทอและแกะรอยเวลา, โดย Mio Suzuki ศิลปินญี่ปุ่นแมวโคราชเล่าเรื่องแมวโคราชเล่าเรื่องศิลปกรรมที่หอศิลป์พิมานทิพย์

ศิลปกรรมที่หอศิลป์พิมานทิพย์ศิลปกรรมในสวนน้ำ

ศิลปกรรมในสวนน้ำศิลปินจากนานาชาติร่วมพิธีเปิดศิลปินจากนานาชาติร่วมพิธีเปิดสีสันที่พิพิธภัณฑ์พิมาย

สีสันที่พิพิธภัณฑ์พิมายศิลปินนำชมผลงานศิลปินนำชมผลงานสีสันที่ พช.พิมาย

สีสันที่ พช.พิมาย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านท่าแร่’ ภูมิคาทอลิกเก่าแก่แห่ดาวบนดินหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/624589

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านท่าแร่’ ภูมิคาทอลิกเก่าแก่แห่ดาวบนดินหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศิลปกรรมอาคารฝรั่งเศส

การตามรอยสยามไปกับเส้นทางสายเกลือสินเธาว์จากลุ่มแม่น้ำสงครามที่ จ.บึงกาฬ นั้น คณะของกระทรวงวัฒนธรรมโดย คุณยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงต่างประเทศ โดย คุณธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ ได้ร่วมกันสำรวจเส้นทางและพบว่ามีชุมชนเก่าที่มีความสำคัญอยู่หลายแห่งที่ผูกพันกับการค้าและใช้เกลือสินเธาว์โดยเฉพาะบริเวณหนองหารนั้นมี บ้านท่าแร่ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นชุมชนคาทอลิกเก่าแก่ที่มีอายุกว่า ๑๐๐ ปี และเป็นที่ตั้งของ อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ๔ จังหวัด คือ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และ มุกดาหาร นับเป็นพื้นที่ที่มีคนนับถือศาสนาคริสต์มากที่สุดในประเทศไทย

ดาวนี้ทำทุกบ้าน

การตั้งชุมชนครั้งแรกที่บ้านท่าแร่นั้นได้อพยพมาจากที่เดิมในเมืองสกลนคร ซึ่งมีทั้งชาวญวนคริสตัง และชาวไทญ้อ ด้วยเหตุที่ผู้นับถือศาสนาคริสตังนั้นมีการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาที่แตกต่างกัน เช่น การทำพิธีมิสซา การรับศีลล้างบาป โดยมีบาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธีจึงมีอุปสรรคนานาประการ จนเมื่อ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๒๔ บาทหลวงเกโก และ ครูทัน ชาวญวนและคณะจากกรุงเทพฯ ได้เยี่ยมเยียนชาวคริสตัง ตามเมืองต่างๆ เช่น โคราช ชนบท ขอนแก่น กาฬสินธุ์ กมลาไสย ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี สกลนครและนครพนม คณะบาทหลวงได้รับทราบปัญหาจึงได้ย้ายกลุ่มชาวญวนและสถานที่เผยแพร่ศาสนาไปอยู่แห่งใหม่ โดยต่อแพไม้ไผ่ขนาดใหญ่บรรทุกผู้คนและเครื่องใช้ที่จำเป็นขึ้นแพไม้ไผ่ อธิษฐานเทวดา มิดาแอล ให้พบแผ่นดินที่เหมาะสมกับการเผยแพร่คริสต์ศาสนา กระแสลมได้พัดใบเรือทำด้วยผ้าห่มกั้นลมไปถึงชายฝั่งหนองหาร พื้นดินส่วนใหญ่เต็มไปด้วยดินแลงที่เรียกว่า “หินแฮ่” (ดินแลงถูกลมจะแข็งตัวเหมือนแร่) จึงได้ตั้งชุมชนใหม่ขึ้นและเรียกว่า “ท่าแร่” ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๒๗ ผู้คนที่อพยพมาอยู่บ้านท่าแร่รุ่นแรกมีจำนวน ๒๐ ครอบครัว ๑๕๐ คน มีทั้งชาวญวน คริสตัง ชาวไทญ้อสกลนคร และในเวลาต่อมาได้มีชาวผู้ไทยจากที่ต่างๆ อพยพเข้ามาอยู่ในชุมชนแห่งนี้ด้วย ภายใต้การนำของบาทหลวงยอแซฟ กอมมูริเออ ได้พัฒนาชุมชนให้เป็นตารางยุโรป การสร้างโบสถ์ การสร้างบ้านเรือนลักษณะต่างๆ ตามฐานะ ทำให้ชุมชนแห่งใหม่มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ศิลปกรรม แตกต่างไปจากชุมชนอื่นๆ ที่เป็นชาวไทย ลาว และกลุ่มเผ่าพันธุ์ต่างๆ จึงนับว่าชุมชนบ้านท่าแร่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

ชาวบ้านท่าแร่

บ้านท่าแร่แห่งนี้ได้สร้างวิถีชุมชนและสร้างสรรค์งานหนึ่งเดียวในโลก คือ ประเพณี“แห่ดาวท่าแร่” ในเทศกาลคริสต์มาส วันที่ ๒๕ ธันวาคม โดยเชื่อกันว่า ดาว เป็นสัญลักษณ์ในการมาประสูติของพระเยซูเจ้าบนโลกมนุษย์ และเป็นสื่อนำให้โหราจารย์ไปพบพระเยซู เพื่อรำลึกถึงพระเยซูเจ้า จึงมีการจัดเทศกาลแห่ดาวจัดนิทรรศการ จัดงานพบปะสังสรรค์ในครอบครัว จนกลายเป็นประเพณีสำคัญและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็นงาน “อลังการดาวบนดิน” ที่ชาวคริสต์และนักท่องเที่ยวได้มาร่วมกันเฉลิมฉลองปีใหม่ในคริสต์ศักราชชมขบวนรถดาวประกอบแสง สี เสียง ตระการตาและการแห่ดาวมือถืออย่างโบราณ  ภายใต้บรรยากาศของอาคารโบราณแบบโคโลเนียล  ส่วนประวัติการแห่ดาวนั้นเล่ากันว่าน่าจะเริ่มเมื่อคริสต์ศาสนาเข้ามาภาคอีสาน ราวค.ศ.๑๘๘๑ (พ.ศ.๒๔๒๔) โดย คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม (JeanProdhomme) และ คุณพ่อซาเวียร์เกโก (Xavier Gego) ธรรมทูตรุ่นบุกเบิกคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ซึ่งท่านได้สอนให้ชาวคริสต์ในหมู่บ้านทำดาวประดับวัดในเทศกาลคริสต์มาส ผสมผสานกับวิถีคนอีสานที่มีความสนุกสนาน จึงทำให้มีการทำดาวประดับวัดนั้นได้ประยุกต์เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น จนกลายเป็นประเพณีการนำดาวมาแห่ไปในชุมชน งานนี้เริ่มในวันที่ ๒๔ ธันวาคมของทุกปีก่อนวันคริสต์มาส ๑ วัน เป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาต่อพระเจ้าของชาวบ้านด้วยเหตุที่มีการจัดผังชุมชนเป็นสี่เหลี่ยมตารางหมากรุกแบบตะวันตก จึงทำให้บ้านท่าแร่แห่งนี้มีเสน่ห์จากศิลปกรรมของอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสและความเป็นระเบียบของที่อยู่อาศัยอย่างน่าสนใจใคร่เที่ยวไปกันวิถีชุมชน จากอาหารหลากหลายแบบของชาวญวน และชาวคริสตังเช่น ซาลาเปา ขนมเบื้องญวน เป็นต้นนับเป็นชุมชนที่มีความสามัคคีจากผู้ศรัทธาต่อพระเจ้า และวิถีการอยู่ร่วมกันในสังคมไทยเป็นอย่างดีแห่งหนึ่งบาทหลวงอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงบาทหลวงอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงภายในอาสนวิหาร

ภายในอาสนวิหารสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสหนองหาร

หนองหารแห่ดาววันคริสต์มาส

แห่ดาววันคริสต์มาสถนนคนทำดาว

ถนนคนทำดาวอาคารเก่าที่ใช้อิฐแลงหลังแรก

อาคารเก่าที่ใช้อิฐแลงหลังแรกอาคารเก่าแบบยุโรปอาคารเก่าแบบยุโรปอาสนวิหารอัครเทวดาคามีแอลอาสนวิหารอัครเทวดาคามีแอลอาหารพื้นถิ่นบ้านท่าแร่

อาหารพื้นถิ่นบ้านท่าแร่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านผาบ่อง’ ชุมชนต้นแบบพหุวัฒนธรรมไทใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623020

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านผาบ่อง’ ชุมชนต้นแบบพหุวัฒนธรรมไทใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กาดซอกจ่าของชุมชน

การเดินทางไปยังชุมชนบนเขาในแม่ฮ่องสอน นั้น แม้จะต้องนั่งนานไปกับการเดินทางลัดเลาะโค้งถนนบนเขาแล้ว ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ได้พาให้เพลิดเพลินเจริญตาไปจนถึง บ้านผาบ่อง ตำบลผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนต้นแบบยลวิถีของ กระทรวงวัฒนธรรม ที่มีความโดดเด่นหลายลักษณะ คือ  มีทิวทัศน์สวยงามตามธรรมชาติจากเทือกเขาสลับซับซ้อนและป่าไม้นานาพันธุ์ จนมีคำกล่าวว่าเปรียบว่าเสมือนกับจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของเมืองไทย ที่ทำให้ แม่ฮ่องสอน นั้นได้ชื่อว่า เมืองสามหมอก จากการที่เป็นเมืองอยู่ในหุบเขา ล้อมรอบด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน ที่ทอดยาวขนานไปกับทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาแดนลาว ด้วยความสูงต่างระดับนั้นทำให้มีหมอกปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี

จากความหลากหลายด้านพหุวัฒนธรรม และมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจจึงทำให้นักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศต่างชอบที่จะเดินทางไปยลวิถีวัฒนธรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ ชาวไทใหญ่ (ฉาน)ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยงขาว) กะเหรี่ยงโบว์กะยัน (กะเหรี่ยงคอยาว) กะยา (กะเหรี่ยงแดง) ปะโอ(ตองสู) ลาหู่แชแล (ลาหู่ดำ) ลาหู่แดง เลอเวือะ (ละว้า) ม้ง ลีซู และ จีนยูนนาน ที่ต่างใช้ชีวิตบนความแตกต่างทางวัฒนธรรมร่วมกันในชุมชนของตนบนขุนเขาแห่งนี้อย่างมีความสุข สำหรับ ชุมชนบ้านผาบ่อง แห่งนี้ เป็นหมู่บ้านของชาวไทใหญ่ และปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยงขาว) ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวไทใหญ่นั้นได้อพยพจากรัฐฉานเข้ามาอยู่ในทุกแห่ง (ยกเว้นสบเมย) มากกว่า ๑๕๐ ปีแล้วด้วยความสนุกสนาน อารมณ์ดี จึงมีการละเล่นอิงไปกับประเพณีต่างๆ โดยมี การฟ้อนนกกิ่งกะหร่า รำโต ศิลปะการต่อสู้ ก้าลาย ก้าแลว สำหรับประเพณีสิบสองเดือนของชาวไทใหญ่ที่รู้จักกันดีนั่นคือ ประเพณีตานข้าวหย่ากู้ ปอยส่างลอง ปอยเหลินสิบเอ็ด บูชาจองพารา ปอยหมังกะป่า(ประเพณีเขาวงกต) ปอยจ่าตี่ เป็นต้น

ครกไม้ใช้ตำถั่ว

ด้วยเสน่ห์ของพหุวัฒนธรรมจึงทำให้ชุมชนธรรมชาติแห่งนี้น่าสนใจ ประกอบกับเป็นชุมชนที่ใช้ หลัก “บวร” บริหารจัดการชุมชนและสร้างสรรค์นวัตกรรมให้นักท่องเที่ยวสนใจใคร่รู้จนเป็นที่รู้จัก จาก สะพานข้าวก้าวเพื่อสุข ซึ่งเป็นสะพานไม้ไผ่สานยาวกว่า ๑๐๐ เมตร ที่เกิดจากแรงคน ร่วมกันสานไม้ไผ่เป็นแผ่นยาววางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ชั้นละปีนั้น จนเป็นสะพานยาวเดินเหนือแปลงนาข้าวอยู่กลางวงล้อมของทิวเขาและสายหมอก อย่างงดงาม จุดชมวิวผาบ่อง ที่ให้อารมณ์ชิมกาแฟชมทิวทัศน์ธรรมชาติป่าเขา และเขื่อนผาบ่องจากมุมสูงริมทางหลวง ๑๐๘ ที่รอเฝ้าชมอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าบ่อน้ำแร่ผาบ่อง อาบที่ใช้อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนและนวดเพื่อสุขภาพ เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่เดินเรียนรู้ระบบนิเวศแห่งขุนเขา กับการล่องน้ำแม่สะมาด ล่องเรือชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำปาย ให้สามารถไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงคอยาว (กะยาน) และกะเหรี่ยงหูใหญ่ (กะยอ)ณ บ้านห้วยปูแกง แหล่งเรียนรู้ชุมชน ได้แก่ เฮินไต หรือ “ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยใหญ่ ที่รวบรวม และสิ่งของสะสมโบราณให้ลูกหลาน และคนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้พันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ เรียนรู้วิถีทำนา ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพตามแนวเกษตร พร้อมกับมีวิถีวัฒนธรรมชีวิตที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของไทใหญ่ดังเห็นได้จากเรือนมุงหลังคาด้วยใบตองตึง การทอผ้ากี่เอวแบบดั้งเดิม ขนมจีนน้ำเงี้ยวแบบไทใหญ่ ที่ใช้น้ำจากส่วนผสมของถั่วเน่า ที่มี “ถั่ว” เป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน มี ถั่วลายเสือ ถั่วลูกไก่ ถั่วเหลืองเปลือกดำ และอีกสารพัดถั่ว ที่มี “กาดซอกจ่า” เป็นตลาดแห่งวัฒนธรรมของไทใหญ่ ในพิธีเปิดชุมชนต้นแบบแห่งนี้ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะ ผู้ร่วมเดินทางได้ไปให้กำลังใจต่อชุมชนอันไกลโพ้นแห่งนี้ และ นายอมร ศรีตระกูล กำนันตำบลผาบ่อง ผู้นำชุมชนคนขยัน ว่า “บ้านผาบ่อง มีอัตลักษณ์เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ (ไต) และปกาเกอะญอ อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีและใช้ชีวิตร่วมกันบนความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วยความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีวิถีชีวิตวัฒนธรรม ประเพณีที่งดงามและเรียบง่าย”…บอกไว้เสียอย่างนี้แล้วใครไม่ไปคงไม่ได้แล้วโตสัญลักษณ์ของไทใหญ่โตสัญลักษณ์ของไทใหญ่งานจักสานมุงไทใหญ่งานจักสานมุงไทใหญ่คลุกงาอาหารประจำถิ่นคลุกงาอาหารประจำถิ่นสะพานไม้ไผ่สานซ้อนปีละชั้้นสะพานไม้ไผ่สานซ้อนปีละชั้้นวิธีรีดน้ำมันถั่วลิสง

วิธีรีดน้ำมันถั่วลิสงรำนกกิ่งกะหร่า

รำนกกิ่งกะหร่าพิธีบวชลูกแก้ว

พิธีบวชลูกแก้วผู้นำชุมชนและผู้ร่วมสร้างชุมชนต้นแบบผู้นำชุมชนและผู้ร่วมสร้างชุมชนต้นแบบผ้าทอจากกี่เอว

ผ้าทอจากกี่เอวบ่อน้ำแร่ผาบ่อง

บ่อน้ำแร่ผาบ่องดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร

ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรชาวไทใหญ่บ้านผาบ่อง

ชาวไทใหญ่บ้านผาบ่องผังชุมชนผาบ่องวิถีวัฒนธรรมไทใหญ่ผังชุมชนผาบ่องวิถีวัฒนธรรมไทใหญ่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ลุ่มน้ำสงคราม’เส้นทางสายเกลือสินเธาว์แห่งอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/621519

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ลุ่มน้ำสงคราม’เส้นทางสายเกลือสินเธาว์แห่งอีสาน

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม่น้ำสงคราม

อาทิตย์นี้ได้เดินทางตามเส้นทางสายเกลือสินเธาว์จากการที่กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการสร้าง “Soft Power” วิถีอย่างไทยและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CreativeEconomy) ไปสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่น งานเทศกาลและประเพณีจากพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในไทยและนานาชาตินั้น จึงทำให้เกิดโครงการเผยแพร่วัฒนธรรมบนเส้นทางสายเกลือใน ๓ จังหวัด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือใน สกลนคร บึงกาฬ และนครพนม ขึ้น โดยใช้แหล่งวัฒนธรรมเกลือบนแม่น้ำสงคราม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาสายหลักของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓๗ แห่งของลุ่มน้ำสาขาของลุ่มแม่น้ำโขง ที่แบ่งเป็นลุ่มน้ำสงครามตอนบน และลุ่มน้ำสงครามตอนล่างมีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมกันประมาณ ๖,๔๗๒ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๔,๐๔๕,๐๐๐ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ใน๕ จังหวัด คือ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม แม่น้ำสายนี้มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน บริเวณภูผาหัก ภูผาเพลิน และภูผาเหล็กในท้องที่ตำบลท่าศิลา อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร และตำบลคำเลาะ อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี บริเวณต้นน้ำมีลำห้วยสาขาต่างๆ อาทิ ห้วยหวด และห้วยหมากซ่อม ไหลลงห้วยสงคราม, ห้วยอีสาว ไหลลงห้วยสงคราม ห้วยคำเมย-ห้วยคำแคนในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ไหลลงห้วยสงครามต่อจากนั้นไหลผ่านอำเภอไชยวาน (อุดรธานี) อำเภอส่องดาว (สกลนคร) อำเภอทุ่งฝน (อุดรธานี) อำเภอเจริญศิลป์ (สกลนคร) อำเภอบ้านดุง (อุดรธานี) อำเภอบ้านม่วง (สกลนคร) อำเภอเฝ้าไร่ (หนองคาย)ไหลขึ้นเหนือไปจนถึงอำเภอโซ่พิสัย (บึงกาฬ) ผ่านอำเภอพรเจริญ (บึงกาฬ) อำเภอคำตากล้า (สกลนคร)อำเภอเซกา (บึงกาฬ) อำเภอนาทม (นครพนม) อำเภออากาศอำนวย (สกลนคร) อำเภอศรีสงคราม ไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บ้านไชยบุรีและบ้านตาลปากน้ำ ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีความยาวโดยประมาณ ๔๒๐ กิโลเมตร นับว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่มีความยาวที่สุดในเขตอีสานตอนบน

แพพักริมแม่น้ำ

ดังนั้น บนเส้นทางสายเกลือสินเธาว์ของลุ่มน้ำสงครามนี้ คุณยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ คุณธานี แสงรัตน์อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศได้นำคณะตามเส้นทางสายเกลือในแม่น้ำสงครามซึ่งมีลำน้ำสาขาสำคัญคือ น้ำอูน น้ำยาม ห้วยโนดห้วยชาง ห้วยน้ำเย็น ห้วยน้ำอุ่น ห้วยสามยอดห้วยคำแก้ว ห้วยคอง ห้วยชี ห้วยฮี้ และน้ำเมา ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสงคราม ทำให้ลำน้ำสายนี้มีขนาดใหญ่โดยเฉพาะในช่วงปลายลำน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำสงคราม แม่น้ำสงครามเป็นแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยว มีตลิ่งค่อนข้างสูงชัน ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะสูงขึ้น ปริมาณน้ำมหาศาลจะไหลย้อนเข้ามาในแม่น้ำสงครามถึง ๒๐๐ กิโลเมตร โดยในช่วงฤดูน้ำหลากพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามจะมีพื้นที่น้ำขังประมาณ ๙๖๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ๖ แสนไร่ ประเด็นสำคัญนั้นบนเส้นทางสายเกลือในภาคอีสานนี้ได้มีบทบาทของมนุษยชาติมามากกว่า ๑,๐๐๐ ปี จากการพบแหล่งเกลืออยู่ในลุ่มน้ำสำคัญแม้กระทั่งบนเขาในจังหวัดน่าน ด้วยเหตุที่ลุ่มน้ำสงครามเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์จากคราบเกลือริมแม่น้ำและเกลือใต้ดินแล้ว ยังเป็นแหล่งที่มีต้นครามหรือต้นคาม ที่อดีตนั้นนำใบและต้นจากไม้พุ่มนี้มาทำเป็นครามสำหรับย้อมสีครามบนผ้าที่ทอมือด้วย หากศึกษาแหล่งทรัพยากรในลุ่มแม่น้ำนี้ต่อมาก็พบว่ามีบริเวณป่าบุ่งป่าทามมากมายด้วยพรรณพืชในป่าทามที่ใช้ประโยชน์ได้จำนวนถึง ๒๐๘ ชนิด และยังมีความหลากหลายของระบบนิเวศย่อย ถึง ๒๘ ระบบ ทำให้เกิด กุด แก้ง ดง ดอน ทาม บุ่ง โพน วัง โสก ฯลฯ ที่มีความเหมาะสมต่อการเป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลามากกว่า ๑๒๔ ชนิด กับมีชนิดพันธุ์นกชนิดต่างๆ ในป่าทามไม่ต่ำกว่า ๑๓๖ ชนิด จึงทำให้วิถีชีวิตคนลุ่มน้ำสงครามได้ผูกพันกับแม่น้ำสงครามและป่าบุ่งป่าทามอย่างแยกกันไม่ออกมายาวนาน โดยชาวบ้านได้พึ่งพาทรัพยากรในป่าบุ่งป่าทามและเกลือจาก ลุ่มน้ำสงคราม มาสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและประเพณีขึ้นบนเส้นทางเกลือสินเธาว์สายนี้ ทำให้มีชุมชนทางวัฒนธรรมขึ้นหลายแห่งที่น่าสนใจ…ที่ต้องติดตามเรียนรู้กันมาถึงวันนี้การทำเกลือโบราณการทำเกลือโบราณคนทำเกลือที่เหลืออยู่คนทำเกลือที่เหลืออยู่สูบน้ำเกลือใต้ดินสูบน้ำเกลือใต้ดินต้มเกลือด้วยฟืนต้มเกลือด้วยฟืนแม่น้ำสงคราม

แม่น้ำสงครามศาลเจ้าปู่คำแดงของคนทำเกลือศาลเจ้าปู่คำแดงของคนทำเกลือสะดุ้งหรือยอยักษ์จับปลาสะดุ้งหรือยอยักษ์จับปลาสัมผัสเมนูอาหารเพื่อการเที่ยวสัมผัสเมนูอาหารเพื่อการเที่ยวเสียงแคนบนหาดทรายเสียงแคนบนหาดทราย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บางใบไม้’ภูมิชุมชนวิถีไทย ในคลองร้อยสาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620119

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บางใบไม้’ภูมิชุมชนวิถีไทย ในคลองร้อยสาย

วันอาทิตย์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ชุมชนบ้านบางใบไม้

การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากชุมชนต้นแบบให้เกิดการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อนำร่องในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ตามนโยบายของรัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมนั้น นอกจากจะสร้างรายได้สู่ชุมชนแล้วยังเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศหลังโควิด-19 อาทิตย์นี้ได้ตามรอยหาภูมิชุมชนต้นแบบไปที่ ชุมชนบางใบไม้ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นชุมชนที่สร้างวิถีวัฒนธรรมของตนอย่างเข้มแข็งมานาน ชุมชนบางใบไม้แห่งนี้เป็นถิ่นของชาวในบาง ที่รู้จักกันมาแต่ต้นรัตนโกสินทร์  ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานี ๒ กม. มีพื้นที่ ๑๐.๑๔ ตารางกิโลเมตร ๖,๕๗๖ ไร่ ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่ราบของลุ่มน้ำตาปีที่มีคลองเล็กคลองน้อยไหลผ่านพื้นที่นับร้อยคลอง และเชื่อมต่อชุมชนในตำบลต่างๆ ถึง ๖ ตำบลจนมีชื่อเรียกว่า “คลองร้อยสาย”ซึ่งมีแนวธรรมชาติแบ่งชุมชนต่างๆ นั้น ให้เป็นชุมชนชุ่มน้ำบริเวณปากอ่าวบ้านดอน ซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ จากการที่มีน้ำกร่อย น้ำเค็ม  น้ำทะเลหนุน และน้ำจืด ไหลสลับวนเวียนจนเกิดห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติในวิถีชุมชน อันเกิดอาชีพการประมง  การทำสวนและการใช้เส้นทางน้ำสัญจรผ่านชุมชนต่างๆ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ จากผู้นำชุมชนพลัง “บวร” และชาวชุมชนคุณธรรมฯวัดบางใบไม้ โดยมีการส่งเสริมจาก นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

เคยจี่ อาหารบนกะลา 

ด้วยความโดดเด่นที่เป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ โดยเฉพาะมี ต้นจาก จำนวนมากขยายกอจากเป็นแนวยาวเชื่อมต่อให้เป็น “อุโมงค์ต้นจาก” นั้นได้สร้างมุมมองของความงดงามเฉพาะถิ่นขึ้น เมื่อล่องเรือเข้าอุโมงค์ต้นจาก สะท้อนสายน้ำในยามมีแสงสาดส่องนั้นจึงเป็นภาพตื่นตาที่หาได้ยากยิ่ง อีกทั้งเมื่อมีการนำวิถีชีวิตชุมชนเก่าในคลองร้อยสาย มารวมเป็นตลาดน้ำขึ้นเพื่อส่งเสริมสินค้าทางวัฒนธรรมให้สร้างรายได้ให้คนได้เที่ยวแล้ว ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากเรื่องพระยาตากสินยกทัพมาตีเมืองนครศรีธรรมราช ขุนประจันศึกประชิด ทหารคู่ใจของเจ้าเมืองนครฯ ได้รักษาหัวเมืองทางด้านทิศเหนือเห็นว่าจะสู้ทัพพระยาตากสินไม่ได้จึงให้ทหารลงเรือหลบหนี ขุนประจันศึกประชิดพร้อมทหารคู่ใจได้พาครอบครัวหนีมาทางแม่น้ำหลวง ผ่านบ้านดอนเพื่อจะไปเมืองไชยา แต่เมืองไชยานั้นถูกพระยาตากสินยกทัพตีแตก ขุนประจันศึกประชิดจึงถอยร่นลงมาในลำคลองเล็กๆ แล้วตั้งบ้านเรือนโดยสร้างบ้านหลังใหญ่ประมาณ ๕ หลัง เดิมชื่อว่าหมู่บ้านใหญ่ ต่อมาเป็นตำบลบางใบไม้ ต่อมาจึงสร้างวัดบางใบไม้ เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยรวมวัดนอกและวัดในไว้ด้วยกัน วัดและอาคารเก่าที่เหลืออยู่จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งมี หลวงพ่อข้าวสุก (สุข) ที่หลวงพ่อขำ ได้สร้างจากเหตุชุมชนเกิดโรคอหิวาห์ระบาดในปีพ.ศ.๒๔๓๓-๒๔๔๖ โดยนำข้าวสุกปลุกเสกปั้นเป็นองค์พระ ๙ วัน ๙ คืน และมีการต่อเติมขึ้น ภายหลังจึงหล่อทองแดงหุ้มพระข้าวสุกภายหลัง พระองค์นี้สร้างขึ้นเพื่อเรียกให้คนบางใบไม้กลับมาอยู่บ้านหลังจากทิ้งบ้านหนีโรคระบาดไม่กล้าเข้ามาอยู่จึงเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่มีคนนับถือมาก นอกจากนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัด  มณฑปศาลาของวัด เรือนโบราณของขุนประจันศึกประชิด เป็นผู้ออกแบบและสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเมื่อพ.ศ.๒๓๑๒ ที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ปี ความโดดเด่นของบ้านหลังนี้คือฝีมือเชิงช่างการเข้าสลักไม้ ไม่มีการตอกตะปู ที่เหลือไว้เป็นอนุสรณ์ของชุมชน เป็นต้น

ส่วนวิถีชุมชนนั้นมีอาหารพื้นบ้าน ขนมหวาน พืชผัก ผลไม้สดจากสวน รวมถึงของพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีหลากลาย โดยเฉพาะ “น้ำส้มจาก” และ “น้ำผึ้งจาก” และผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สวนลุงสงค์ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และมีสินค้าส่งออก แบรนด์ “พร้าวไทย” (Prow Thai) เป็นต้น
นี่คือชุมชนต้นแบบคุณธรรมและวิถีแบบไทยที่ต้องขอบคุณคุณยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมจากความเข้มแข็งของชาวบ้านชุมชนบางใบไม้ชุมชนบางใบไม้อุโมงค์ต้นจากอุโมงค์ต้นจากดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.ที่เที่ยวสุราษฎร์ธานีแห่งใหม่ที่เที่ยวสุราษฎร์ธานีแห่งใหม่เที่ยวทางเรือคลองร้อยสายเที่ยวทางเรือคลองร้อยสายผลิตภัณฑ์ของชุมชนบางใบไม้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนบางใบไม้ภายในบ้านหลังเก่า

ภายในบ้านหลังเก่าหลวงพ่อสุข พระของชุมชนหลวงพ่อสุข พระของชุมชนอาคารมณฑปในวัดอาคารมณฑปในวัด