ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทวารวตีวิภูติ’ จารึกใหม่สมัยทวารวดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473219

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทวารวตีวิภูติ’ จารึกใหม่สมัยทวารวดี

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อสูรดินเผามีเครื่องประดับ และ จารึกเก่าสมัยทวารวดี

หลังจากได้ตามรอยอารยธรรมในแถบแม่น้ำสินธุที่ปากีสถานมาแล้ว ได้ทำให้รับรู้ว่าโบราณวัตถุที่นั่นน่าจะมีอิทธิพลเข้ามาถึงดินแดนสุวรรณภูมิในสมัยทวารวดี เพราะพบว่าโบราณวัตถุทั้งสองแห่งนี้เหมือนและใกล้เคียงกัน เวลาเดียวกันนั้นนักโบราณคดีไทย โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้มีโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานวัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เมื่อต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ ทำให้พบลักษณะโครงสร้างและองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างที่สันนิษฐานในเบื้องต้นว่าเป็นสถูปสมัยทวารวดี สร้างขึ้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมยกเก็จ หรือกระเปาะซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น ขนาดสถูปประมาณ กว้างxยาว ๔๑.๕๐ เมตร เมื่อพิจารณาชุดฐานทั้งสามชั้นแล้วมีลักษณะเปรียบได้กับชุดฐานของพระประโทณเจดีย์ที่ตั้งอยู่กลางเมืองโบราณนครปฐม

จุดที่พบแผ่นจารึกใหม่

ต่อมาสถูปด้านทิศเหนือนั้นได้การสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์ ประมาณอายุโบราณสถานหรือสถูปวัดพระงามนี้น่าจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ และเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่สมัยทวารวดีที่มีความสำคัญ ต่อมาวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ระหว่างการขุดศึกษาพื้นที่ด้านทิศเหนือของเนินโบราณสถานวัดพระงามนั้น บริเวณพื้นที่ N6E1 ติดกับฐานด้านนอกของแนวอิฐที่ก่อสร้างขนานกับฐานด้านทิศเหนือของสถูป ได้พบศิลาจารึกสมัยทวารวดี จำนวน ๑ หลักลักษณะการพบศิลาจารึกวางตามยาวหงายด้านหน้าที่มีตัวอักษรขึ้นติดชิดกับขอบด้านนอกเกือบตรงตำแหน่งกึ่งกลางของแนวอิฐที่สร้างขนานกับฐานด้านทิศเหนือของสถูป แนวอิฐนี้สันนิษฐานว่าก่อสร้างขึ้นในระยะหลังเพื่อขยายฐานด้านทิศเหนือของสถูปให้กว้างขึ้นศิลาจารึกที่พบมีลักษณะเป็นแท่งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยหินสีเทาขนาดกว้าง ๕๐ เซนติเมตร ยาว ๙๖ เซนติเมตร หนา ๑๔.๕๐ เซนติเมตร สภาพเกือบสมบูรณ์ พื้นผิวด้านหน้าบางส่วนแตกหลุดร่อนบริเวณส่วนขอบด้านขวาและขอบด้านล่าง พื้นผิวส่วนที่เหลือยังคงปรากฏรูปรอยอักษรเต็มพื้นผิวด้านซ้ายของจารึก และยังพบส่วนที่แตกหลุดออกมาเป็นส่วนขนาดเล็กอีก ๑๐ ชิ้น ต่อมาวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้เชิญนักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) นางสาวพิมพ์พรรณไพบูลย์หวังเจริญ จากกรมศิลปากร และผู้อำนวยการกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นายเสน่ห์ มหาผลมาตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าว พบว่า ศิลาจารึกมีจารึกเพียงหนึ่งด้าน จำนวน ๖ แถว ซึ่งเป็นอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒มีข้อความบางส่วนที่สามารถอ่านได้อย่างชัดเจนกล่าวถึงคำว่า ทวารวตีวิภูติ เป็นเบื้องต้น จึงนับว่าเป็นจารึกที่เป็นข้อมูลใหม่ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจที่สุดในจังหวัดนครปฐมในปัจจุบันนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความสนใจการพบจารึกและโบราณวัตถุต่างๆ ที่วัดพระงามมากจึงได้ทำให้มีการถอดบทเรียนโดยเชิญนักวิชาการเฉพาะเรื่องและนักโบราณคดีผู้ปฏิบัติการมาร่วมให้ความรู้แก่นักโบราณคดีและผู้สนใจ ซึ่งมี ดร.จิรพัฒน์ประพันธ์วิทยา ราชบัณฑิตสาขาตันติภาษา และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและกรมศิลปากร เช่นอาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาโบราณ, ดร.อมรา ศรีสุชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี, คุณพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิ,คุณพยุง วงษ์น้อย ผอ.กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๒ นายสรรินทร์ จรัลนภานักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และอาจารย์จากคณะโบราณคดี ดร.เชษฐ ติงสัฐชลี, ดร.อุเทนวงษ์สถิต, ดร.สฤษดิ์พงศ์ขุนทรง มาร่วมกันถอดบทเรียนให้เป็นข้อมูลใหม่ในทุกมิติจากภาษาโบราณ เพื่อให้เกิดความรู้ร่วมกันในอนาคต ในเบื้องต้นนั้นจารึกอักษรปัลลวะที่พบนี้ปรากฏว่าเป็นจารึกที่รจนาเป็นคำประพันธ์หรือภาษากวี พรรณนาพระพักตร์ที่งามเหมือนดวงจันทร์ กล่าวถึงสัทวิชยะคือชัยชนะที่แท้จริง เรือนกระจกทิมิรังคะ ระบุชื่อเมืองหัสตินาปุระ เมืองทวารวดีหรือทวารกา เมืองพระกฤษณะสร้างขึ้น มีการกล่าวถึงเครื่องประดับที่ดีของปศุปติคือพระศิวะ ซึ่งเป็นนิกายปาศุปตะ ที่ลกุลีศะ เป็นผู้ก่อตั้งนิกายขึ้นในไศวนิกาย ซึ่งมีการกล่าวถึงนิกายนี้ในจารึกที่พบจากปราสาทพนมรุ้งแค่นี้ก็เห็นได้ว่าจารึกนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว ซึ่งต้องหาที่มาว่าเดิมนั้นจารึกนี้อยู่ที่ไหนกันแน่เพราะเก่ากว่าโบราณสถาน

ชิ้นส่วนจารึกที่แตกออก

ชิ้นส่วนจารึกที่แตกออก
พระพิมพ์ดินเผา

พระพิมพ์ดินเผา
แผ่นจารึกปัลลวะที่พบใหม่

แผ่นจารึกปัลลวะที่พบใหม่
แผ่นอิฐที่มีลวดลาย

แผ่นอิฐที่มีลวดลาย
ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร

ประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร
พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาโบราณ

พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาโบราณ
นักวิชาการจาก ม.ศิลปากร

นักวิชาการจาก ม.ศิลปากร
นักวิชาการด้านภาษาโบราณ

นักวิชาการด้านภาษาโบราณ
แผนที่อาณาจักรทวารวดี

แผนที่อาณาจักรทวารวดี
สถูปวัดพระงาม

สถูปวัดพระงาม
สถูปที่ขุดสำรวจ

สถูปที่ขุดสำรวจ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปีวัดราชบพิธฯ’ ภูมิศิลปกรรมพระอารามหลวง ร.๕ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/471666

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปีวัดราชบพิธฯ’ ภูมิศิลปกรรมพระอารามหลวง ร.๕

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร) องค์ปัจจุบัน

ในศุภมงคลสมัย ๑๕๐ ปีแห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม-๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานสมโภช พระอารามและคณะกรรมการได้จัดงานเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเพื่อเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของวัดและศิลปกรรมชั้นเอกของพระอารามหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แห่งนี้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาและมีพิธีก่อพระฤกษ์เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๒ หลังจากเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ ๑ ปี พระองค์พระราชทานนามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างและ “สถิตมหาสีมาราม” เป็นพระอารามที่มีสีมากว้างใหญ่นับเป็นพระอารามหลวงสุดท้ายที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีในการสร้างวัดประจำรัชกาล

พระพุทธอังคีรส

การสร้างวัดครั้งนั้น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี(หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างมีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยส่วนภายนอกกับสถาปัตยกรรมตะวันตกส่วนภายในโดยเฉพาะกระเบื้องเบญจรงค์ที่ประดับด้านนอกเป็นฝีมือออกแบบของพระอาจารย์แดง แห่งวัดหงส์รัตนารามเขียนลายต้นแบบและส่งไปผลิตที่ประเทศจีนซึ่งความงดงามเหล่านี้ได้รับการทำนุบำรุงดูแลรักษาอย่างดีมาตลอดระยะเวลาร่วม ๑๕๐ ปี วัดนี้มีพระมหาเถระครองวัดสืบเนื่องดังนี้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๒-๒๔๔๔, พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๘๐, พระศาสนโศภน (ภา ภาณโก) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๙, สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน) ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๓๑ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๕๑ และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ทรงครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๑-ถึงปัจจุบัน

ภาพเก่าสองสมเด็จพระสังฆราช

นอกจากจะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จ พระศรีสุลาไลย พระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ณ พุทธบัลลังก์แล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทรงเป็นประธานในพิธีบรรจุพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นส่วนที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ทรงเก็บรักษาไว้ถวายสักการบูชามาแต่เดิมนั้น ได้เชิญพระผอบศิลาบรรจุพระบรมอัฐิเข้าประดิษฐานในคูหาบนฐานพุทธบัลลังก์ของพระพุทธอังคีรส และในวันพุธที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถวาย เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ แด่พระพุทธอังคีรส พระประธานกะไหล่ทองคำเนื้อแปดหนัก ๑๘๐ บาท สร้างจากทองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เมื่อยังทรงพระเยาว์นับเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศสูงสุดแห่งเดียวในพระอารามหลวง

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯพระประธาน

ร.๕ เสด็จฯวัดราชบพิธฯ

รัชกาลที่ ๕

ฝาบาตรประดับมุก

หน้าบันจุลมงกุฎบนช้างเอราวัณ

พระอุโบสถวัดราชบพิธฯ

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

สวดมนต์

วัดราชบพิธฯ สมัย ร.๕

มหรสพสมโภช

กิจกรรมเสวนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตักศิลา’ ภูมิสถานศิลปวิทยาการชมพูทวีป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/470149

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตักศิลา’ ภูมิสถานศิลปวิทยาการชมพูทวีป

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 02.00 น.

โบราณสถานที่สิรกับ

ในชมพูทวีปนั้น ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตักศิลา” ซึ่งเป็นเมืองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียโบราณคือรัฐปัญจาบ ในอดีตนั้นเป็นมหาวิทยาลัยและศูนย์กลางของศิลปวิทยาการมาก่อนพุทธกาล และสมัยพุทธกาลนั้นมีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ ให้ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในดินแดนชมพูทวีป มีบุคคลสำคัญหลายคนที่สำเร็จการศึกษาจากตักศิลา เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ องคุลีมาล เป็นต้น อาทิตย์นี้ยังขอตามรอยหาอารยธรรมโบราณกันต่อไปยังกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน โชคดีที่มีพิพิธภัณฑ์ตักศิลา รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของชาวตักศิลาในยุคต่างๆ ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ ทำให้ได้เรียนรู้จากซากสถูปเจดีย์ วัดวาอาราม และปฏิมากรรม แบบศิลปะคันธาระ ที่มีจำนวนมาก

คณะผู้ศึกษาที่ตักศิลา

เมืองตักศิลาแห่งนี้เป็นนครหลวงของแคว้นคันธาระ ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๑๖ แคว้น ของชมพูทวีปก่อตั้งโดยชาวอารยันยุคแรก และดำรงอยู่ภายใต้อารยธรรมที่หลากหลาย คือ อารยธรรมกรีก โดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช  อารยธรรมฮินดูของหลายราชวงศ์ และสมัยพุทธกาลนั้นพระเจ้าอโศกมหาราชมีได้สร้าง ตักศิลา ให้มีชื่อเสียงพร้อมกับทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำแคว้นและสร้างความรุ่งเรืองมานับพันปี โดยมีศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ ที่สอนกันสำนักตักศิลาคือ ๑.ไตรเพท : พระเวท (Vedas) ฤคเวท (Rigveda)อำนาจแห่งเทวะ และประวัติการสร้างโลก ยชุรเวท(Yajurveda) สวดสรรเสริญเทพเจ้า สามเวท(Samaveda) พิธีกรรมต่างๆ ทั้งการบูชาและการบวงสรวง ๒.สรีรศาสตร์ (Sharira) วิชาพิจารณาลักษณะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ๓.สังขยาศาสตร์(Samkhya) วิชาคำนวณ ๔.สมาธิศาสตร์ (Samadhi) วิชาทำจิตให้แน่วแน่ ๕.นิติศาสตร์ (Niti) วิชาเกี่ยวกับกฎหมาย

เจดีย์ที่โมหรา มูราดู

๖.วิเสสิกศาสตร์ (Vaisheshika) วิชาแยกประเภทคนและสิ่งของ ๗.โชติยศาสตร์ (Jyothisha)วิชาทำนายเหตุการณ์ทั่วไป ๘.คันธัพพศาสตร์(Gandharva-veda) วิชาฟ้อนรำและดนตรี ๙.ติกิจฉศาสตร์(Chikitsa) วิชาแพทย์ ๑๐.ปุรณศาสตร์ (Puranas)วิชาโบราณคดี ๑๑.ศาสนศาสตร์ (Sasana) วิชาการศาสนา ๑๒.โหราศาสตร์ (Hora) วิชาเกี่ยวกับการทำนาย ๑๓.มายาศาสตร์ (Maya) วิชากล ๑๔.เหตุศาสตร์ (Hetu) วิชาค้นหาเหตุ ๑๕.วันตุศาสตร์ (Vantu) วิชาคิด๑๖.ยุทธศาสตร์ (Vyuha) วิชาการรบ ๑๗.ฉันทศาสตร์(Chandas)วิชาแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน๑๘.ลักษณะศาสตร์ (Lakshana) วิชาดูลักษณะคนซึ่งถือเป็นภูมิศิลปวิทยาการความรู้ของโลกจากตักศิลาที่ยังสืบต่อมาจนทุกวันนี้

พ.ศ.๒๙๖-๔๓๔ อักษรคันธารี-ขโรษฐี

ต่อมาคริสต์ศตวรรษที่ ๕ นั้น ชนชาติเฮฟทาไลต์ (Hephthalite) ได้ยกทัพมาตีอินเดียและทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้เมืองตักศิลาพินาศสูญสิ้นแต่บัดนั้นมา ปัจจุบันตักศิลาได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสจากการที่เป็นสิ่งยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้วและมีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์ด้วยดินแดนนี้ได้รับวัฒนธรรมอินเดียและผสมกับวัฒนธรรมกรีกไซเธียน ปาร์เธียน และกุษาณะ ซึ่งอยู่รอบคันธาระจนเป็นเหตุให้เกิดศิลปะแบบคันธาระ และภาษาคันธารีซึ่งมีการค้นพบใน เมืองโขตาน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน นอกจากนั้นยังพบคัมภีร์ใบลานและเปลือกไม้ เก็บไว้ที่ภาควิชาตะวันออกศึกษาณ สถาบันวิทยาศาสตร์กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ปารีส ประเทศฝรั่งเศส คัมภีร์ที่พบในอัฟกานิสถานว่าด้วยเรื่องปฐมเทศนา คำสวดมนต์เป็นต้น เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรุงคาบูลอัฟกานิสถาน จากนั้นยังปรากฏตามฝาผนังถ้ำมีรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเจริญสมาธิภาวนา ห่มผ้าสีขาวอมเหลืองด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานของวิทยาการความรู้จากอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ

พระพุทธรูปศิลปคันธาระ

พระพุทธรูปศิลปคันธาระ
พระเจ้าอโศกมหาราช

พระเจ้าอโศกมหาราช
เศียรพระพุทธรูปรุ่นแรก

เศียรพระพุทธรูปรุ่นแรก
เศียรพระพุทธรูปแบบต่างๆ

เศียรพระพุทธรูปแบบต่างๆ
วัดเจาเลียน

วัดเจาเลียน
เมืองตักศิลาที่สิรกับ

เมืองตักศิลาที่สิรกับ
เมืองตักศิลาที่สิรกับ

เมืองตักศิลาที่สิรกับ
เมืองตักศิลาที่สิรกับ

เมืองตักศิลาที่สิรกับ
ภาพพระพุทธประวัติ

ภาพพระพุทธประวัติ
ภาพปางปฐมเทศนา

ภาพปางปฐมเทศนา
พระพุทธรูปฐานสถูป

พระพุทธรูปฐานสถูป

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฮารัปปัน’ ภูมิอารยธรรมเก่าสุดลุ่มแม่น้ำสินธุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468595

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮารัปปัน’ ภูมิอารยธรรมเก่าสุดลุ่มแม่น้ำสินธุ

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 02.00 น.

สระน้ำขนาดใหญ่

เมื่อ ๔,๕๐๐ ปีก่อน ได้มีอารยธรรมเกิดขึ้นบนโลก ๔ แห่ง ได้แก่ อารยธรรมอียิปต์ ในแถบลุ่มน้ำ Nile อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ในแถบลุ่มน้ำ Tigris กับ Euphrates อารยธรรมจีน ในแถบลุ่มน้ำเหลือง และ อารยธรรมฮารัปปา (Harappa) ในแถบลุ่มน้ำสินธุ (Indus) ของปากีสถาน  ด้วยเหตุที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เป็นแหล่งอารยธรรมยุคแรกของโลกในยุคสำริดเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐-๑,๙๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งสร้างความสนใจใคร่รู้อาทิตย์นี้ได้ตามรอยอารยธรรมโบราณที่นักโบราณคดีเรียกว่า ยุคฮารัปปัน ไปยังแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ที่ปากีสถานหรืออินเดียโบราณกับ คุณเอนก สีหามาตย์อดีตอธิบดีกรมศิลปากรและคณะ ด้วยมีการค้นพบว่าในอดีตนั้นเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมที่เก่าสุดเริ่มจากเมืองอัมรี (Amri) บริเวณปากแม่น้ำสินธุมีอายุก่อนคริสตกาลถึง ๔,๐๐๐ ปี จากการพบเครื่องปั้นดินเผาระบายสี คล้ายของเมโสโปเตเมีย เมืองฮารัปปา และแหล่งโบราณคดีโมเฮนโจ-ดาโร อายุ ๒,๖๐๐-๑,๙๐๐ ปี และแหล่งโบราณคดีชุคาร์ และจันหุดาโร อายุ ๑,๐๐๐-๕๐๐ ปี สำหรับแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการขุดค้นแล้ว ๒ แห่ง คือ เมืองฮารัปปา และโมเฮนโจ-ดาโรซึ่งทั้งสองแห่งนี้มีอารยธรรมเหมือนกันทุกประการ แม้จะอยู่ห่างกัน ๖๐๐ กิโลเมตรก็ตาม ด้วยพบจารึกอักษรภาพและจารึกจำนวนมากที่อ่านไม่ออกจึงจัดเป็นสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ (Pro history) ของโลกและอินเดีย แต่ด้วยเหตุที่ช่วงเวลาของอารยธรรมแห่งนี้ดำรงอยู่ค่อนข้างสั้นคือมีเวลาอยู่ประมาณ ๗๐๐ ปีเท่านั้น ประกอบกับหลักฐานโบราณวัตถุในอารยธรรมนี้พบน้อย และเป็นภาษาเขียนก็ยังไม่มีใครอ่านออก จึงทำให้มีการรับรู้กันค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบกับอารยธรรมโลกในแหล่งอื่นๆ จุดเริ่มต้นการพบนั้นสืบจาก Sir John Marshall ผู้อำนวยการกองสำรวจโบราณคดีของอังกฤษได้สำรวจหาแหล่งโบราณคดีในลุ่มน้ำสินธุได้ขุดพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่หมู่บ้านฮารับปา และต่อมา Sir Mortimer Wheelerและ Rahhal Das Baneji แห่งกองสำรวจโบราณคดี Archaeological Survey ได้พบซากเมืองโบราณอีกแห่งเมืองโมเฮนโจ ดาโรอยู่ห่างจากฮารับปาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๕๖๐ กิโลเมตร และมีอายุน้อยกว่าฮารับปาประมาณ ๑,๐๐๐ ปี

คุณเอนก สีหามาตย์ และคณะ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ นักโบราณคดีชาวอินเดียและปากีสถานได้สำรวจพบหมู่บ้านขนาดเล็กของอารยธรรมนี้อีกกว่า ๑,๐๐๐ แห่งมีบริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำนามทา (Narmada) ในอินเดียตะวันตก ไปทางเหนือข้ามแคว้น Gujaratและ Kutch จนถึงแคว้น Sind และด้านตะวันตกนั้นเริ่มตั้งแต่แคว้น Punjab จนถึงเมือง Rajasthan หมู่บ้านส่วนใหญ่นั้นตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำและในหุบเขาของแม่น้ำสินธุ ประมาณว่าเป็นชุมชนกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากในลุ่มแม่น้ำสินธุเมื่อประมาณ ๔,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาลจนถึง ๒,๗๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ผู้คนได้รวมตัวกันสร้างเมืองใหญ่ขึ้นสองเมืองโดยมีผังเมืองแบบเดียวกัน จุดเด่นของเมืองฮารับปานั้นมีป้อมปราการบนเนินดินและเชิงปราการ มีโรงช่าง และลานปูอิฐสำหรับเป็นพื้นที่สีข้าว บริเวณทั้งหมดมีความกว้าง ๑๙๘ เมตร และยาว ๕๙๖ เมตรส่วนป้อมปราการที่โมเฮนโจ ดาโรนั้นมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นสถานอาบน้ำขนาดใหญ่ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กว้าง ๗ เมตร ยาว๑๒ เมตร และลึก ๒.๔๗ เมตร เชื่อว่าน่าจะใช้ในพิธีสรงน้ำชำระบาปซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบพิธีอาบน้ำในพิธีกรรมศาสนาฮินดูในสมัยต่อมา

ตราประทับรูปช้าง

สิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจของฮารัปปาคือมีถนนใหญ่ ๑๒ สาย ขนาดกว้าง ๓-๙ เมตรโดยแนวถนนนั้นถูกตัดตรง พื้นที่จึงถูกแบ่งเป็นตาราง โดยสร้างที่อยู่อาศัยด้วยอิฐและตั้งอยู่เรียงรายอยู่ตามถนนซอย ทุกหลังนั้นมีพื้นที่กว้าง มีบ่อน้ำ ที่ระบายน้ำและมีห้องน้ำที่เป็นที่นั่งหรือส้วม ที่นี่พบรูปปั้น ตุ๊กตาเทพเจ้า ผู้คนในเมืองมีอาชีพชาวนา ชาวประมง เลี้ยงสัตว์ ช่างฝีมือ ช่างไม้ ช่างโลหะ ช่างปั้น ช่างแกะอัญมณี เครื่องใช้ในบ้านนั้นทำด้วยดินเหนียวและไม้แกะสลัก ยังไม่รู้จักใช้เหล็ก แต่มีการค้าขายต่างเมืองโดยนำลูกปัด งาช้าง ทองคำโกเมน หินโมกไปขาย แล้วซื้อผ้า และน้ำมันหอมกลับมาโดย ใช้วัวเทียมเกวียนเพื่อเดินทางไกลไปเมืองอูร์ (Ur) ในเมโสโปเตเมีย ที่น่าสนใจมากนั้นคือตราประทับจำนวนมากซึ่งทำจากหินสบู่และสลักเป็นรูปสัตว์พร้อมสัญลักษณ์ต่างๆ สำหรับใช้ประทับลงบนหีบห่อสัมภาระที่บรรทุกไปขายแสดงสัญลักษณ์เจ้าของ ภาพที่สลักมีลวดลายแปลกเฉพาะของอารยธรรมแห่งนี้ จากการที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมนั้นเมืองฮารัปปาจึงล่มสลายลงด้วยเหตุน้ำท่วมทิ้งอะไรๆ ให้สำรวจและขุดค้นเพื่อเรียนรู้กันต่อไปอีก

โบราณสถานในโมเฮนโจ-ดาโร

ผังเมืองฮารัปปา

ภาพวาดเมืองโมเฮนโจ ดาโร

เมืองโมเฮนโจ-ดาโร

เมืองฮารัปปา

ระบบระบายน้ำในโมเฮนโจ-ดาโร

รูปปั้นดินเผา

สถูปที่เก่าที่สุด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467108

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฮกอันตั้ว’ ภูมิสถานฮกแซตึ๊ง บ้านสะแกกรัง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชุมชนชาวจีนบ้านเหนือ

ด้วยเอกลักษณ์ของอาคาร “ฮกแซตึ๊ง” ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์แบบสื่อเหอหยวนหรือเรือนสี่ประสาน แห่งเดียวของบ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี
อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๕-๕๖ ในรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นอาคารอนุรักษ์ที่สำคัญที่น่าสนใจ เพราะในวันที่ ๒๓ มกราคมนี้ อาคารแห่งนี้ผู้ดูแลจะน้อมเกล้าฯถวายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของบ้านสะแกกรังในโอกาสต่อไป อาทิตย์นี้จึงสืบค้นถึงชุมชนคนจีนบ้านเหนือของบ้านสะแกกรัง จากความเป็นถิ่นกำเนิดและที่พักอาศัยของบุคคลสำคัญหลายสกุลที่รู้จักกันดี คือ สมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี), พระยาวิฑูรธรรมพิเนต (โต๊ะ อัมระนันทน์), พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) เป็นต้น

คณะศึกษาและท่องเที่ยวเข้าชม

ภายหลังจากโฉนดที่ดินที่ออกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ บนที่ดินกว่า ๑ ไร่นั้น ได้จัดตั้งสำนักกินเจหรือโรงเจขึ้นมีชื่อว่า ฮกอันตั้ว เป็นสาขาจากโรงเจวัดเล่งเน่ยยี่ที่เข้ามา
ประกอบกิจกรรมทางศาสนา สักการะเจ้าแม่กวนอิมและจัดพิธีไหว้พระถือศีลกินเจตามประเพณีนิยม โดยมีจีนแส เดินทางมาพำนักประกอบการศาสนาประจำในโรงเจแห่งนี้ตามลำดับ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ด้วย เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงวัดเล่งเน่ยยี่ได้ส่งจีนแสชื่อ เล็ก แซ่ลี้ จึงได้เดินทางมาประจำ ด้วยเหตุที่จีนแสเป็นผู้มีความรู้การรักษาโรคแบบจีนและการทำยาสมุนไพร นอกจากได้เข้ามาดูแลกิจการโรงเจตามปกติแล้ว ยังได้อาศัยอาคารชั้นล่างของโรงเจ นั้นเปิดร้านขายยาจีนและรักษาอาการไข้ไปด้วย ใช้ชื่อเป็น “ฮกแซตึ๊ง” ในไม่ช้าผู้คนก็รู้จัก ฮกแซตึ๊ง มากขึ้นว่าเป็นร้านขายยาของชุมชนคนบ้านเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นฐานของคหบดีที่มีกิจการโรงสีและมีท่าจอดเรือค้าขายข้าวเป็นหลัก

ตู้และชั้้นสมุนไพรของร้านขายยา

สำนักกินเจหรือโรงเจแห่งนี้เป็นอาคารสองชั้นที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูนเป็นอาคารชั้นล่างและอาคารไม้สักเป็นชั้นบน สถาปัตยกรรมจีนแบบสื่อเหอหยวนคือแบบเรือนสี่ประสาน โดยแบ่งเป็นสัดส่วน ดังนี้ ๑.อาคารหลักอยู่ตรงกลาง โดยมี ๒.อาคารด้านหลัง และด้านข้างเป็น ๓.อาคารตะวันออก และ ๔.อาคารตะวันตกอยู่ขนาบซ้ายขวาประสานกัน โดยอาคารหลักนั้นด้านหน้าเป็นลานกว้างและมีประตูชั้นใน ต่อจากนั้นเป็นลานดินด้านนอกปลูกต้นไม้และมีประตูด้านนอก

บันไดทางขึ้นตะวันออก

สำหรับอาคารด้านตะวันตกและตะวันออกทั้งสองชั้นนั้น ได้มีการสร้างอาคารแยกใช้เป็นห้องสำหรับเป็นบันไดขึ้นด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันออก (ใต้) และห้องด้านหน้าต่อจากอาคารตะวันตก (เหนือ) การปรับอาคารโรงเจให้เป็นร้านขายยาสมุนไพรไทย-จีนนั้น น่าจะมีการต่อเติมและจัดพื้นที่บางส่วนจากการใช้เป็นโรงเจและที่พักอาศัยของจีนแสไปด้วย เดิมอาคารหลักส่วนห้องโถงชั้นล่างนั้นใช้เป็นห้องส่วนรับแขกและอาคารอเนกประสงค์สำหรับผู้เข้ามาถือศีลกินเจตามเทศกาล เมื่อมีการปรับเป็นร้านขายยาจึงมีการจัดใหม่ให้ชั้นล่างนี้เป็นร้านขายยาสมุนไพร่จีนโดยมีตู้ชั้นเก็บตัวยาเพื่อจัดตามใบสั่ง มีป้ายร้าน ภาษาไทยว่า “ยี่ห้อฮกแซตึ๊ง ขายยาจีน ยาฝรั่งยาต่างๆ” อาคารหลักชั้นบน เป็นห้องโถงใช้เป็นสถานที่ตั้งแท่นบูชากวนอิมและบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งโรงเจนั้น ยังคงสภาพเดิมไว้ ซึ่งมีแผ่นป้าย-ภาพกระจกสี คำอวยพรและสัญลักษณ์มงคลพื้นชั้นบนนั้นเป็นไม้สักเก่า มีฝากั้นประดับกระจกและฝาบานพับปิด-เปิดตามแบบอาคารจีน โดยมีห้องด้านตะวันออกและตะวันตกสำหรับเป็นที่พักของจีนแส หรือแขกคนสำคัญ ดังนั้น อาคารฮกแซตึ๊งแห่งนี้จึงเป็นสถาปัตยกรรมจีน ที่ยังอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างตำนานของตำรายาหอมของบ้านสะแกกรังใช้รักษาผู้คนในชุมชนนี้มานานมากกว่า ๑๒๐ ปีแล้ว

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต

ภาพจีนแสและบุคคลสำคัญในอดีต
ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊ง
ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง

ร้านขายยาฮกแซตึ๊งชั้นล่าง
ห้องโถงชั้้นบน

ห้องโถงชั้้นบน
ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา

ห้องเก็บสมุนไพรประกอบยา
ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า

ป้ายและโต๊ะจ่ายยาแบบเก่า
ระเบียงชั้นบน

ระเบียงชั้นบน
อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร

อุปกรณ์การทำยาสมุนไพร
อาคารฮกแซตึ๊ง

อาคารฮกแซตึ๊ง
ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก

ห้องโถงชั้นล่างของอาคารหลัก
รางเหล็กใช้บดสมุนไพร

รางเหล็กใช้บดสมุนไพร
ภาพเขียนสีบนกระจก

ภาพเขียนสีบนกระจก
พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

พ่อค้าชาวจีนบ้านเหนือ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465599

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระแก้วมรกต’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งพระราชอาณาจักร

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เครื่องทรงพระแก้วมรกต

เมื่อแรกการสร้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๓๒๕ นั้นได้มีการสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นเป็นปฐมเพื่ออัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปสำคัญของพระราชอาณาจักรสยามหรือกรุงรัตนโกสินทร์ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นสิ่งเคารพนับถือสูงสุดของแผ่นดิน จากตำนานนั้นกล่าวว่าพระแก้วมรกตสร้างเมื่อพ.ศ.๕๐๐ โดยพระนาคเสนเถระ วัดอโศการามกรุงปาฏลีบุตร ในแผ่นดินพระเจ้ามิลินท์หรือเมนันเดอร์ โดยสมเด็จพระอมรินทราธิราช พร้อมกับพระวิสสุกรรมเทพบุตร นำแก้วโลกาทิพยรัตตนายกอันมีรัตนายกดิลกเฉลิม ๑,๐๐๐ ดวงสีเขียวทึบ มาจำหลักเป็นพระพุทธรูปถวายให้พระนาคเสน ถวายพระนามว่า พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

พระนาคเสนได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงไปในพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ๗ องค์ คือพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระเพลาซ้าย-ขวา เมื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นพระนาคเสนจึงพยากรณ์ว่าพระแก้วมรกตองค์นี้จะได้เสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศคือ ลังกาทวีป กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และสุวรรณภูมิซึ่งภายหลังนั้นพระแก้วมรกตได้ถูกอัญเชิญสถิตในดินแดนต่างๆ หลายแห่งตามคำพยากรณ์และหายไปโดยไม่มีใครกล่าวถึง จนมีหลักฐานการพบในสุวรรณภูมิหรือไทยว่า มีการพบครั้งแรกจากเจดีย์วัดป่าญะ ตำบลเวียงเมืองเชียงราย ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว ครั้งเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าองค์พระเจดีย์เมื่อปี พ.ศ.๑๙๗๗ ทำให้พระเจดีย์พังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงอัญเชิญประดิษฐานในวิหาร ต่อมาปูนที่พอกอยู่ได้กะเทาะออกตรงบริเวณพระนาสิกจึงเห็นเป็นเนื้อแก้วมรกต เมื่อกะเทาะปูนออกหมดจึงเห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

ช้างอัญเชิญพระแก้วมรกต

พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเมืองเชียงใหม่ทราบเรื่องการค้นพบพระแก้วมรกต จึงอัญเชิญมาเพื่อประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แต่ช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกตนั้นกลับเดินทางไปเมืองลำปาง จึงอัญเชิญไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า จนถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช จึงได้เชิญพระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แม้จะสร้างวิหารทรงปราสาทเพื่อประดิษฐานให้ก็ถูกฟ้าผ่าอยู่หลายครั้งต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนาได้ครองเมืองเชียงใหม่อยู่ระยะหนึ่งเมื่อเสด็จกลับหลวงพระบางนั้นได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ไปด้วยกัน ต่อมาเมืองเชียงใหม่ขอคืนพระพุทธรูปจึงได้แต่พระพุทธสิหิงค์กลับคืนส่วนพระแก้วมรกตนั้นเมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมายังนครเวียงจันทน์ จึงอัญชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่หอพระแก้ว

อัญเชิญพระแก้วมรกต

เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบาง มาจากนครเวียงจันทน์ครั้งแรกประดิษฐาน
ที่วัดอรุณราชวราราม เมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตลงบุษบกในเรือพระที่นั่งข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัด
พระศรีรัตนศาสดาราม พระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” ส่วนพระบางนั้นได้ส่งคืนกลับให้แก่อาณาจักรล้านช้าง ด้วยเหตุที่พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปประจำพระราชอาณาจักรจึงสถิตเป็นประธานในพระราชพิธีอยู่ทุกสมัยรัชกาลเช่น พระราชพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชา-วิสาขบูชา-อาสาฬหบูชา,พระราชพิธีศรีสัจปานกาลถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา,พระราชพิธีสงกรานต์, พระราชพิธีฉัตรมงคล,พระราชพิธีพืชมงคล, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเข้าพรรษา-อุปสมบทนาคหลวง, พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, พระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล, พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏดวงพระราชสมภพและแกะพระราชลัญจกร, พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก, พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา, และพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรตามกำหนดการดังนี้ เครื่องทรงฤดูร้อนทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เครื่องทรงฤดูฝนทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือปีอธิกมาส จะเลื่อนเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษา ของทุกปีเครื่องทรงฤดูหนาวทรงเปลี่ยน วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ตามพยากรณ์และเป็นพระพุทธรูปสำคัญหนึ่งเดียวของศิลปกรรมที่งดงามนั้น พระแก้วมรกตจึงเป็นสิ่งเคารพนับถือของปวงชนชาวไทยได้กราบไหว้สักการะสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

เรือพระที่นั่งอัญเชิญพระแก้วมรกต

พิมพ์ตะกั่วพระแก้วมรกต

พิมพ์ตะกั่วพระแก้วมรกต
ภาพเขียนพระแก้วมรกต ในรัชกาลที่ ๔

ภาพเขียนพระแก้วมรกต ในรัชกาลที่ ๔
องค์พระแก้วมรกต

องค์พระแก้วมรกต
พระแก้วมรกตน้อย

พระแก้วมรกตน้อย
หอพระแก้ว เวียงจันทน์

หอพระแก้ว เวียงจันทน์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งวันปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464130

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพุทธสิหิงค์’ พระพุทธรูปสำคัญแห่งวันปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระพุทธรูปสำคัญวันปีใหม่

ในวันปีใหม่ทุกปีนั้น พระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนั้นตามประเพณีจะมีพิธีอัญเชิญเสด็จออกให้ประชาชนทำการสักการบูชาสรงน้ำตามจารีตประเพณีของไทยในวันสงกรานต์อันเป็นวันขึ้นปีใหม่มาแต่โบราณทุกปี ภายหลังวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พระพุทธสิหิงค์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์มงคลในวันขึ้นปีใหม่ที่ทุกคนต้องสักการะกราบไหว้เช่นเดียวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิหิงค์นั้น ตามตำนานของพระโพธิรังษี พระเถระปราชญ์ชาวเชียงใหม่ แต่งเป็นภาษามคธ เมื่อราวปี พ.ศ.๑๙๖๐ นั้น ได้กล่าวว่า “พระพุทธสิหิงค์นี้ พระเจ้ากรุงลังกา ๓ พระองค์ ได้ร่วมกันกับพระอรหันต์ที่อยู่ในเกาะลังกาสร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๗๐๐ และประดิษฐานอยู่เกาะลังกามาได้ ๑,๑๕๐ ปี ต่อมาพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ.๑๘๒๐-๑๘๖๐)ทรงรู้ถึงพุทธลักษณะอันงดงามของพระพุทธสิหิงค์ จากพระภิกษุชาวลังกาที่เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทย จึงโปรดเกล้าฯให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตเชิญพระราชสาส์น ไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์ จากพระเจ้ากรุงลังกา  ซึ่งกรุงลังกาได้ถวายมาตามพระราชประสงค์ อัญเชิญมาประดิษฐานยังเมืองสุโขทัย และเมืองต่างๆ ในประเทศไทยอีกหลายแห่ง เช่น พิษณุโลก กรุงศรีอยุธยากำแพงเพชร เชียงราย  เชียงใหม่และกรุงเทพฯ ในที่สุด

พระพุทธสิหิงค์

สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธสิหิงค์นั้นมีตำนานกล่าวว่า “การสร้างนั้นได้ประกอบขึ้นด้วยแรงอธิษฐาน ๓ ประการ คือ ๑.คำอธิษฐานของพระอรหันต์ผู้ร่วมพิธีสร้าง ๒.แรงอธิษฐานของพระเจ้ากรุงลังกาผู้สร้างทั้งสามพระองค์ ๓.อานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทำให้เชื่อว่าการที่พระพุทธสิหิงค์เสด็จประทับอยู่ที่ใด พระพุทธศาสนาย่อมรุ่งเรืองดังดวงประทีปเสมือนหนึ่งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่”พระพุทธสิหิงค์จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญยิ่งมากกว่าจะมีพุทธศิลป์ที่สร้างได้สัดส่วนและงดงามที่สุดแล้ว ยังเป็นที่นิยมการพระพุทธสิหิงค์ให้ปรากฏขึ้นหลายพระองค์ในภูมิภาคต่างๆ พระพุทธสิหิงค์ที่ได้รับการนับถือมาแต่โบราณและมีความสำคัญนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๓ องค์ คือ

พระพุทธสิหิงค์ เชียงใหม่

๑.พระพุทธสิหิงค์ขัดสมาธิราบ ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ, ๒.พระพุทธสิหิงค์ขัดสมาธิเพชร แบบสิงห์ ๑ หรือแบบล้านนา ที่วิหารลายคำวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่, ๓.พระพุทธสิหิงค์ขัดสมาธิเพชรแบบนายขนมต้ม ที่หอพระพระพุทธสิหิงค์จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธสิหิงค์องค์สำคัญในที่อื่นๆ อีก เช่น พระศากยสิงค์ที่ระเบียงวิหารคดรอบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร พระสิหิงค์ที่วัดโคกขาม เมืองสมุทรสาคร เป็นต้น พระพุทธสิหิงค์โดยทั่วไปนั้นมีพุทธศิลปะแบบสมัยเชียงแสน หรือล้านนาแตกต่างตรงสังฆาฏิสั้นลายอันซ้อนกันเรียกว่า สังฆาฏิแฉกเป็นพระพุทธรูปที่เราเรียกรู้กันคือ พระสิงห์ นั่นเองวันปีใหม่ปีนี้กรมศิลปากรได้อัญเชิญพระปฏิมาแห่งแผ่นดิน :พิพิธทศปฏิมาอารยศิลป์โดยอัญเชิญพระพุทธรูปมงคลโบราณที่มีความศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย คือ พระพุทธสิหิงค์พระพุทธปฏิมาที่มีความสำคัญประจำพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) เป็นพระประธานและพระพุทธรูปพุทธศิลป์นานาประเทศอีก ๙ องค์ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ให้ประชาชนสักการะเนื่องในเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๓ ได้แก่ พระพุทธรูปปางประทานอภัยสลักจากศิลา ศิลปะอินเดีย, พระอมิตาภพุทธเจ้าศิลปะญี่ปุ่น, พระพุทธรูปสมาธิ ศิลปะลังกา, พระพุทธศากยมุนี ศิลปะจีน, พระพุทธรูปทรงเครื่องมารวิชัยศิลปะเมียนมา, พระพุทธรูปมารวิชัย ศิลปะลาว, พระพุทธศากยมุนี ศิลปะเวียดนามเหนือ, พระพุทธรูปมารวิชัย สมัยมัณฑเลย์ ศิลปะเมียนมา และ พระพุทธรูป ทรงเครื่องมารวิชัย ศิลปะช่างเมืองพระตะบอง กัมพูชา เป็นต้น เช่นเดียวกันทุกพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศได้ร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญและสิ่งมงคลมาให้สักการบูชาซึ่งล้วนเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสิริมงคลและสิ่งยึดมั่นของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะบันดาลอานุภาพให้สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขในใจให้เกิดความมานะบากบั่นไม่ท้อแท้ ทำให้จิตที่สิ้นหวังกลับสดชื่นมีความเข้มแข็ง และกล้าหาญที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไป

พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครฯ

พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครฯ
พระพุทธสิหิงค์ วัดโคกขาม สมุทรสาคร

พระพุทธสิหิงค์ วัดโคกขาม สมุทรสาคร
พระศากยสิงค์

พระศากยสิงค์
ประธานสวมสายสังวาลพระพุทธสิหิงค์

ประธานสวมสายสังวาลพระพุทธสิหิงค์
สักการะพระพุทธรูปสำคัญวันปีใหม่

สักการะพระพุทธรูปสำคัญวันปีใหม่
พิธีสวดมนต์ข้ามปีในวันปีใหม่

พิธีสวดมนต์ข้ามปีในวันปีใหม่
พระพุทธสิหิงค์องค์สำคัญ

พระพุทธสิหิงค์องค์สำคัญ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ยาสูบ’พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มากว่า๘๐ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463170

นายกสมาคมยาสูบฯ ชี้ปัญหาการปลูกใบยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ยาสูบ’พืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มากว่า๘๐ปี

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในขณะที่สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่อง “กัญชา” จนเกือบจะลืม “ยาสูบ” นั้น แต่ด้วยเหตุที่ยาสูบ มีบทบาทในวิถีไทยมาช้านานและเป็นพืชที่ทำรายได้เข้าประเทศมากมาย จึงขออาสาตามรอยหาภูมิปัญญา ยาสูบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คำว่า กัญชา ยาสูบ นั้นเรียกว่ารู้จักกันมานาน แม้จะบอกไม่ได้ว่าเกิดขึ้นในไทยเมื่อไรแต่ก็พอจับเค้าได้ว่ากล้องยาสูบที่พบในสมัยสุโขทัยนั้นทำให้เชื่อว่าคนไทยมีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการสูบยามากว่า ๗๐๐ ปีแล้ว แต่จะเป็นสูบใบยาสูบหรือสูบอะไรนั้นต้องสืบค้นกันต่อเพราะการเพาะปลูกยาสูบนั้นเริ่มต้นที่หมู่เกาะไฮติ เมื่อ พ.ศ.๒๐๗๔ แล้วจึงแพร่เข้ามาปลูกในอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรกที่ปลูกยาสูบก่อน แล้วจึงเผยแพร่เข้ามาปลูกในไทย

จากหลักฐานที่สืบค้นได้ ปรากฏว่าวัฒนธรรมการสูบยามีมานานกว่า ๓๐๐ ปี คือในบันทึกของหมอสอนศาสนาที่เดินทางเข้าในกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินพระนารายณ์ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อเข้ามาในเมืองไทยครั้งนั้นพบว่าคนไทยสูบยากันทั่วไป โดยชาวเปอร์เซียเป็นผู้นำเข้ามาเป็นการสูบยาในลักษณะหั่นใบยา ที่มวนด้วยใบตองหรือใบบัว และมีการสูบจากกล้องหรือเคี้ยวเส้นยาสูบ และบางทีก็ป่นเป็นผงสูดเข้าจมูกแบบยานัตถุ์ ลักษณะของยาสูบมี ๓ ลักษณะ คือ การเอายาเส้นมามวนด้วยกระดาษหรือเรียกกันว่า “บุหรี่” แต่ถ้านำเอายาเส้นมาใส่ลงไปในปลายกล้องยาแล้วสูบผ่านกล้องจะเรียกว่า “ไปป์” (Pipe) และถ้านำเอายาสูบมาพันกันไปมาจนเป็นมวนโตแล้วสูบเรียกว่า “ซิการ์” (Cigar)

เรื่องนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้บันทึกว่า “มองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตชาวฝรั่งเศสได้เขียนเล่าเรื่องประเทศสยามว่าคนไทยชอบใช้ยาสูบอย่างฉุนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ใบยาที่ใช้นั้นได้มาจากเกาะมะนิลาบ้าง เมืองจีนบ้างและปลูกในพื้นเมืองบ้าง ลักษณะของยาสูบหรือมวนบุหรี่ในสมัยนั้นจะมีก้นแหลม มวนด้วยใบตองหรือใบจากตากแห้ง ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์เจ้าสิงหนาทดุรงฤทธิ์ ก็ได้ทรงประดิษฐ์ก้นป้านขึ้นมาเพื่อสูบควันและอมยากับหมากพร้อมกัน ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีผู้ดัดแปลงบุหรี่ก้นป้าน โดยตัดยาเส้นให้พอดีกับวัสดุที่ใช้มวนคือ ใบตองแห้ง ใบตองอ่อนและใบบัว และได้รับความนิยมอย่างมาก คนไทยแต่เดิมเรียกยาสูบเป็นคำกลางๆ ว่า “ยา” และใช้ คำว่ายาไปประกอบกับคำอื่นๆ ที่บอกลักษณะของยาสูบแต่ละประเภท เช่น ยาเส้น ยาฉุน ยาจืด ยามวน เป็นต้น”

ส่วนกิจกรรมยาสูบนั้นรัฐบาลไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ ได้มีนโยบายที่จะให้รัฐดำเนินการอุตสาหกรรมยาสูบเสียเองหมด โดยซื้อโรงงานยาสูบไทยของห้างหุ้นส่วน บูรพายาสูบ จำกัด ที่สะพานเหลือง ถนนพระราม ๔ มาดำเนินงานภายใต้การควบคุมของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ตั้งแต่ วันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ โดยมีชื่อว่า โรงงานยาสูบไทยสะพานเหลือง ต่อมาเป็นโรงงานยาสูบสรรพสามิต ๒ ถือเอาวันนี้เป็นวันสถาปนาโรงงานยาสูบเป็นต้นมา โดยมีการพัฒนาการกิจการยาสูบที่ทำให้เกิดรายได้เป็นหลักมาจนวันนี้ คือวันที่กิจการยาสูบต้องถอยหลังด้วยเหตุปัจจัยการรณรงค์ต่างๆ จนมีผลทำให้การปลูกยาสูบตามโควตาถูกตัดลดลงจนเป็นปัญหาเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะเรื่องนี้ นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เรียกร้องและยกประเด็นการช่วยเหลือเรื่องการปลูกใบยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์ ที่ปลูกกันมากในภาคกลางของประเทศ ได้แก่ สุโขทัย, เพชรบูรณ์ และบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสามารถปลูกได้ในดินหินปูนอาศัยปุ๋ยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและมีผู้ปลูกใบยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์มากกว่า ๕,๐๐๐ ครัวเรือน คิดเป็นเนื้อที่ ๓๒,๐๐๐ ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่อ.หล่มสัก เมือง หนองไผ่ ชนแดน และ วังโป่ง สามารถผลิตใบยาแห้งได้ประมาณ ๑๓ ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าส่งออกประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างดีมากว่า ๘๐ ปีนั้นกลับถูกจำกัดโควตาลง ปัจจุบันขีดความสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เฉลี่ย ๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ หากปลูก ๑๐ ไร่ ในหนึ่งรอบการปลูกจะมีกำไรประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นพืชราคาดีเมื่อเทียบกับการปลูกข้าวจึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าทั้งยาสูบกับกัญชานั้นมีฤทธิ์ทางยาไม่แตกต่างกัน หากจะมีการวิจัยให้ยาสูบสร้างประโยชน์อื่นเพื่อรักษารายได้หลักไว้แล้ว ด้วยประสบการณ์การปลูกยาสูบที่มีมากว่า ๘๐ ปีนั้น น่าจะดีกว่าการปลูกกัญชาหรือจะส่งเสริมต่อยอดปลูกกัญชาก็ได้ตามโควตา ดีกว่าจะยุบเลิกลดสิ่งที่เคยทำและสร้างรายได้แผ่นดินมาอย่างน่าเสียดาย

นายกสมาคมยาสูบฯ ชี้ปัญหาการปลูกใบยา

นายกสมาคมยาสูบฯ ชี้ปัญหาการปลูกใบยา
สงกรานต์ ภักดีจิตร-นายกยาสูบฯ

สงกรานต์ ภักดีจิตร-นายกยาสูบฯ
ลงกล้ายาสูบในนา

ลงกล้ายาสูบในนา
กล้องยาสูบของเก่า

กล้องยาสูบของเก่า
ยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย-น่าน

ยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย-น่าน
ยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์-เพชรบูรณ์

ยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์-เพชรบูรณ์
เครื่องหั่นยา

เครื่องหั่นยา
การตากยาสูบให้แห้ง

การตากยาสูบให้แห้ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หอสมุดแห่งชาติ’ภูมิหนังสือสำคัญความหวังภูมิภาค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461685

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หอสมุดแห่งชาติ’ภูมิหนังสือสำคัญความหวังภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทรงสนพระทัยหนังสือ

คนทั่วไปย่อมทราบกันดีว่าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชจริยวัตรโปรดการอ่านและทรงสนพระราชหฤทัยหนังสือมาแต่ครั้งทรงพระเยาว์ทรงสะสมหนังสือที่มีคุณค่าเพื่อการศึกษาเรียนรู้มาตลอด จึงทำให้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการส่งเสริมการอ่านและกิจการห้องสมุดต่างๆ ตลอดจนหอสมุดแห่งชาติ และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา พระองค์ทรงโปรดฯที่จะร่วมกิจกรรมต่างๆ ของงานหนังสือและห้องสมุดอยู่เสมอโดยเฉพาะหอสมุดแห่งชาตินั้น พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาหอสมุดแห่งชาติ และทรงสนับสนุนกิจการห้องสมุดต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พระราชทานคำแนะนำและเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์ พัฒนา และส่งเสริมงานของหอสมุดแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ทรงรับสั่งว่า “ควรพัฒนารูปแบบการบริการประชาชนให้มีมาตรฐาน จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้มากยิ่งขึ้น ปรับปรุงระบบจัดเก็บเอกสารหายากให้สามารถสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีการวางแผน ปรับปรุง และพัฒนาควบคู่ไปด้วย”

คณะผู้ร่วมจัดห้องสมุดชาวตลาด

หนึ่งในจังหวัดที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญด้านงานห้องสมุดนั้นคือจังหวัดอุทัยธานีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความโชคดีในฐานะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ที่มีวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม และแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่ได้รับการยกย่องเป็นแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวอุทัยธานีและพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงนั้น ได้ทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้อาชีพที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการสร้างอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการอนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาเหล่านั้นไปสู่เด็กและเยาวชนรุ่นหลัง โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบสนองงานในพระราชดำริหลายเรื่องโดยเฉพาะพระราชดำริ ที่ทำให้มีการจัดห้องสมุดสำหรับชาวตลาดขึ้นเป็นแห่งแรก เพื่อเป็นต้นแบบของประเทศไทย ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนด้วย โดยมีเทศบาลเมืองอุทัยธานี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยและช่วยกันพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาชน ให้มีคุณภาพ ความรู้ความสามารถ พึ่งพาตนเองได้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น และประเทศของเราให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนตลอดไป แม้ว่าพื้นที่แห่งนี้จะมีการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยในห้องสมุดประชาชนจังหวัด และห้องสมุดประชาชนอำเภอ จำนวน ๘ แห่งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” จำนวน ๒ แห่งห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาดตามพระราชดำริฯจำนวน ๑ แห่ง และมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานีแล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งศูนย์วงเดือนอาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรตามแนวพระราชดำริฯ ที่พระราชทานพระราชทรัพย์ในการก่อสร้างอาคารบนที่ดินส่วนพระองค์ อีกทั้งทรงให้มีการจัด “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” ในเรือนจำด้วย เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีแห่งนี้เป็นถิ่นกำเนิดของสมเด็จชนกาธิบดี (ทองดี) พระปฐมราชวงศ์จักรี, และเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของประเทศหลายท่าน เช่น หลวงสรวิชิต (หน) นายด่านเมืองอุทัยคือ เจ้าพระยาพระคลังหน, สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) อธิบดีคณะสงฆ์ หลวงวิจิตรวาทการ ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมศิลปากร, พระยาวิฑูรธรรมพิเนต (โต๊ะ อัมระนันท์) องคมนตรีในรัชกาลที่ ๗ เป็นต้น ซึ่งแต่ละท่านนั้นล้วนมีบทบาทสำคัญและมีผลงานหนังสือที่เป็นหลักฐานสำคัญในการเรียนรู้ของเมืองในอนาคตที่ชาวอุทัยธานีจะได้ภาคภูมิใจ ซึ่งในการหารือร่วมกันเบื้องต้นตามดำริของกรมศิลปากรนั้น นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้มีความเห็นว่าน่ามีหอสมุดแห่งชาติขึ้นที่เมืองนี้เพื่อให้เป็นแหล่งกลางของหนังสือสำคัญของแผ่นดินที่จะแนวทางรวบรวมหนังสือเอกสารสำคัญและภาพเก่าที่กระจัดกระจายให้มีการศึกษาเผยแพร่ผลงานกันต่อไปมากกว่า จะเป็นห้องสมุดบริการให้ประชาชนอ่านกันทั่วไปอย่างเดียว

เจ้าฟ้านักอ่านและส่งเสริมงานห้องสมุด

เจ้าฟ้านักอ่านและส่งเสริมงานห้องสมุด
ทรงเปิดห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ

ทรงเปิดห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ
ทรงให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ

ทรงให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ
ห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ

ห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำ
ทรงเปิดห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี

ทรงเปิดห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี
ห้องสมุดชาวตลาดแห่งแรกของประเทศ

ห้องสมุดชาวตลาดแห่งแรกของประเทศ
ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี วัดท่าซุง

ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี วัดท่าซุง
หนังสือพระราชทาน

หนังสือพระราชทาน
นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมหารือกับกรมศิลปากร

นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมหารือกับกรมศิลปากร
ทรงสนพระทัยหนังสือเมืองอุไทยธานี

ทรงสนพระทัยหนังสือเมืองอุไทยธานี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิชัยสงคราม’ ภูมิตำราพยุหยาตราทัพแห่งกษัตริย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460224

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิชัยสงคราม’ ภูมิตำราพยุหยาตราทัพแห่งกษัตริย์

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขบวนพยุหยาตราทางน้ำสมัยอยุธยา

สืบเนื่องจากการที่ชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมีจากการเสด็จเลียบพระนครในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งสองวาระ ซึ่งมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค และพยุหยาตราทางชลมารคนั้น จึงขอถอดบทเรียนเรื่องกระบวนการจัดทัพแบบโบราณ จากตำราพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นต้นตำราว่าด้วยวิธีการเอาชนะข้าศึกในสงครามซึ่งนักปราชญ์ทางทหารสมัยโบราณ ได้แต่งขึ้นจากประสบการณ์ และจากการทดลอง เพื่อให้แม่ทัพนายกองใช้ศึกษา และเป็นคู่มือในการอำนวยการรบให้หน่วยทหารมีชัยชนะแก่ข้าศึก ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการรบต่างๆ ทั้งการรุก การตั้งรับ การแปรขบวนทัพการวางกลอุบายทำลายข้าศึก เป็นต้น แม้ว่าจะมีความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์มาประกอบอยู่หลายประการ เช่น การดูฤกษ์ยามในการเคลื่อนทัพ การทำพิธีข่มขวัญข้าศึกและบำรุงขวัญฝ่ายตน เป็นต้นก็ตาม นับเป็นภูมิปัญญายุทธสงครามที่มุ่งแต่ความมีชัยชนะ และทำให้มีการขยายอาณาจักรให้แผ่ไพศาลขึ้นในสมัยอยุธยา กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น การจัดขบวนพยุหยาตราแห่งสมเด็จกษัตริยาธิราชตามตำราพิชัยสงครามจึงมีความสำคัญ ดังนั้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีสำคัญแต่โบราณ จึงมีแบบแผนการจัดกระบวนทัพทางบกและขบวนทัพทางน้ำอย่างโบราณนั้นมาประกอบในพระราชพิธีเพื่อแสดงแสนยานุภาพแห่งสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชในฐานะจอมทัพ เป็นการเฉลิมพระเกียรติยศปรากฏแก่ปวงอาณาประชาราษฎร์ได้ชื่นชมพระบารมีอันเป็นพระบรมเดชานุภาพยิ่งแล้ว

การจัดกระบวนทัพแบบโบราณ

ตำราพิชัยสงครามที่มีชื่อเสียงระดับโลกนั้น คือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู แต่งขึ้นเมื่อประมาณ ๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลหรือกว่า ๒,๖๑๙ ปี ในสมัยที่จีนนั้นอยู่ในยุคการสู้รบตั้งรัฐ ซึ่งมี หนังสือพงศาวดารจีนสำคัญหลายเล่มที่สังคมไทยอ่านและรู้จักกันดีถึงการเรียนรู้เรื่องการรบและการใช้กลอุบายในสงครามชิงเมือง เช่น สามก๊ก
ไซ่ฮั่น ซ๋องกั๋ง นั้น นับว่าเป็นวรรณกรรมที่สอดแทรกความตำราพิชัยสงครามไว้ด้วย ส่วนตำราพิชัยสงครามของไทยนั้นมีความปรากฏในพระราชพงศาวดารครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. ๒๐๔๑ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระและรวบรวมตำราพิชัยสงครามต่างๆ ขึ้นเป็นฉบับหลวงครั้งแรก และต่อมาได้มีการปรับปรุงตำราพิชัยสงครามในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อใช้ในสงครามยุคนั้น หลังสุด พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกก็ปรากฏว่าตำราพิชัยสงครามนั้นได้กระจัดกระจายหายสูญไปจำนวนมากคงเหลืออยู่แต่ฉบับที่มีผู้คัดลอกไว้บ้างเพียงบางตอนไม่ครบและมีการแต่งเพิ่มเติมใหม่ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีการคัดลอกตำราพิชัยสงครามฉบับปลีกที่ยังเหลืออยู่หลายสิบเล่มสมุดไทยเพื่อรักษาฉบับไว้ไม่ให้สาบสูญ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๑ สมัยรัชกาลที่ ๑ ได้มีการแปลตำราพิชัยสงครามของพม่านั้นเป็นภาษาไทยด้วย จนถึงปีพ.ศ. ๒๓๖๘ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้โปรดเกล้าฯให้มีการชำระตำราพิชัยสงครามให้สมบูรณ์ โดยเชิญพระตำรับพิชัยสงครามฉบับข้างที่(ฉบับหลวง) มาสอบสวนชำระ ๑๔ เล่มสมุดไทยเมื่อชำระเสร็จแล้วได้คัดลงสมุดไทยจำนวน ๒ ชุด รวม ๑๐ เล่มสมุดไทย นับเป็นตำราพิชัยสงครามฉบับสุดท้ายที่ชำระอย่างสมบูรณ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาสมัยหลังนั้นเมื่อกองทัพไทยปรับรูปแบบกองทัพตามอย่างชาติตะวันตก ตำราพิชัยสงครามแบบโบราณจึงลดความสำคัญลง ด้วยสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นได้มีการปฏิรูปกองทัพไทยให้ทันสมัยจึงเปลี่ยนไปใช้ตำรายุทธศาสตร์แบบตะวันตกซึ่งทันสมัยกว่าแทน เป็นเหตุให้ตำราพิชัยสงครามที่มีผู้รักษาไว้นั้นกลับมามอบให้หรือขายให้หอสมุดแห่งชาติเป็นจำนวนมาก ตามบัญชีนั้นมีอยู่ ๒๑๙ เล่ม ส่วนมากเป็นคำร้อยกรองแบบฉันท์ โคลง กลอน และร่ายบ้าง แต่งเป็นคำร้อยแก้วบ้าง และเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีการค้นพบตำราพิชัยสงครามสมัยกรุงธนบุรีในสภาพสมบูรณ์อีกจำนวน ๕ เล่ม ที่จังหวัดเพชรบูรณ์

เนื้อหาในตำราพิชัยสงครามของไทยโบราณแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ ๑.เหตุแห่งสงคราม ๒.อุบายสงคราม ๓.ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ด้วยและมีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยเฉพาะสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นเชื่อในเรื่องดังกล่าวมาก ดังนั้นขบวนพยุหยาตราของกองทัพทุกครั้งจึงเป็นกฤษดาภินิหารแห่งจอมทัพไทยที่มิอาจบดบังความศักดิ์สิทธิ์นั้นได้เลย

จัดทัพแบบมหิงสาพยุหะ

จัดทัพแบบมหิงสาพยุหะ
จัดทัพตามพิชัยสงคราม

จัดทัพตามพิชัยสงคราม
สมุดไทยตำราพิชัยสงคราม

สมุดไทยตำราพิชัยสงคราม
ขบวนพยุหยาตราทางบกสมัยอยุธยา

ขบวนพยุหยาตราทางบกสมัยอยุธยา
ขบวนพยุหยาตราสมัยพระนารายณ์

ขบวนพยุหยาตราสมัยพระนารายณ์
สมุดภาพพยุหยาตราวัดยม

สมุดภาพพยุหยาตราวัดยม
ภาพจากตำราพิชัยสงคราม

ภาพจากตำราพิชัยสงคราม
ตำราพิชัยสงคราม

ตำราพิชัยสงคราม