ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ขบวนเรือพระที่นั่ง’ พระราชพิธีเลียบพระนครทางชลมารค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458787

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ขบวนเรือพระที่นั่ง’ พระราชพิธีเลียบพระนครทางชลมารค

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ร.๙

ด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่งของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ ๑๒ ธันวาคมนี้ นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑๐ เป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่ปวงชนชาวไทยจะได้พากันเฝ้าชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ขบวนพยุหยาตรา นั้นมีความหมายว่า การเดินทางเป็นกระบวนของกษัตริย์ ดังนั้นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก็คือการเดินทางเป็นกระบวนทางน้ำ ซึ่งมี ๒ รูปแบบ คือ พยุหยาตราทางชลมารค (น้อย) ใช้เรือจำนวนน้อย และพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ใช้เรือจำนวนมาก สำหรับพระราชพิธีครั้งนี้ ใช้เรือทั้งหมด ๕๒ ลำ

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ เป็นเวลาห่างจากครั้งล่าสุดนานถึง ๙๔ ปี คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งไม่ใช่การเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินตามประเพณี ซึ่งพระราชพิธีสำคัญดังกล่าวนั้นจะมีบทเห่เรือที่แตกต่างกัน และเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ด้วย

การจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพเรือจัดขบวนเรือตามโบราณราชประเพณี มีเส้นทางเสด็จฯ จากท่าวาสุกรี ไปยังท่าราชวรดิฐ ระยะทาง ๓.๔ กิโลเมตร โดยจัดขบวนเรือพระราชพิธีเป็นพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ใช้เรือทั้งหมด ๕๒ ลำ แบ่งเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาย ยาว ๑,๒๐๐ เมตร กว้าง ๙๐ เมตรใช้กำลังพล ๒,๒๐๐ นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ เรือรูปสัตว์และเรือคู่ชัก ๑๐ ลำ และเรือประกอบอีก ๓๘ ลำ

แผนผังขบวนเรือพยุหยาตราฯ  

เรือพระที่นั่งองค์สำคัญนั้นมี ๔ ลำ คือ ๑.เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์สร้างขึ้นใหม่ปลายรัชกาลที่ ๕แต่แล้วเสร็จในรัชกาลที่ ๖ เมื่อพ.ศ.๒๔๕๔ โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา คือ เรือศรีสุพรรณหงส์ หรือเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์สำหรับ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ นี้มีอายุมากที่สุด อายุ ๑๐๘ ปี ๒.เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แต่เริ่มใช้ในรัชกาลที่ ๔ เดิมปรากฏชื่อว่า เรือพระที่นั่งบัลลังก์อนันตนาคราช ในรัชกาลที่ ๖ได้สร้างเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชขึ้นใหม่เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๕๗ มีอายุ ๘๗ ปี ๓.เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ชื่อเรือมาจากคำสันสกฤตว่า อเนกะชาตะภุชงฺคะ แปลว่า นาคหรืองูหลากหลายชนิด ที่ประกอบลายเป็นโขนเรือที่ลายรูปนาคหรืองูตัวเล็กจำนวนมาก คำว่า ภุชงฺคะ นั้นหมายถึง นาค ด้วยเป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันเรือนี้มีอายุ ๕๓ ปี ๔.เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี ๒๕๓๙ นารายณ์ทรงสุบรรณ มีความหมายเดียวกับพระวิษณุทรงครุฑ ในนารายณ์อวตารสืบชื่อเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณมีมาแล้วตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ปัจจุบันเรือนี้มีอายุ ๒๕ ปี

โขน-เรือสำคัญ 

การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตามพระราชพิธีนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง โดยจะทรงโปรดให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเสด็จประทับเรือพระที่นั่งดังกล่าวสำหรับเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช จะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญลงประดิษฐาน รวมทั้งมีข้าราชบริพารลงเรือ มีพระตำรวจหลวงลงเรือเป็นครั้งแรก ส่วนบทเห่เรือในงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 3 บท คือ ๑.บทสรรเสริญพระบารมี ๒.บทชมเรือ และ ๓.บทชมเมือง ประพันธ์โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ข้าราชการบำนาญกองทัพเรือ บทเห่เรือนี้จะดังกังวานไปทั่วคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับความสง่างามของขบวนเรือพระที่นั่งองค์สำคัญและเรือประกอบขบวนตามแบบอย่างที่ปรากฏในสมัยอยุธยา นับเป็นแห่งเดียวของโลกที่สืบสานราชประเพณีแห่งกษัตริยาธิราชมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

เรือพระที่นั่งสำคัญในพระราชพิธี

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

ภาพเขียนสีกระบวนเรือพระที่นั่งสมัยอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หลุมฝังศพ-สุสานจิ๋นซี’ ภูมิความรู้หลังตายจากไทย-จีน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457395

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หลุมฝังศพ-สุสานจิ๋นซี’ ภูมิความรู้หลังตายจากไทย-จีน

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สุสานจิ๋นซี

ในการเสวนาองค์ความรู้ไทย-จีนจากนิทรรศการพิเศษ เรื่อง จิ๋นซีฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา เมื่อวันที่ ๒๗-๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานั้น นอกจากจะทำให้นักวิชาการไทย-จีนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันโดยเฉพาะแล้ว ยังได้สร้างมิติใหม่ของการถอดบทเรียนให้เป็นองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรม การเสวนาแบบนี้น่าจะเป็นตัวแบบให้เกิดขึ้นในสังคมไทยให้มากกว่ากิจกรรมปิดเปิด-ถ่ายภาพหมู่-เพราะเป็นแนวทางสืบสาน รักษา ต่อยอด ที่เกิดขึ้นจากหัวข้อที่น่าสนใจหลายเรื่องเช่น The discovery and protection of the Qin TerracottaWarriors and Figures,The conservation and restorationof the painted pottery figures unearthed from Changling Mausoleum of Western Han dynasty, การจัดการและการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีประเภทสุสานในประเทศไทย, การขุดค้นทางโบราณคดีประเภทสุสานในประเทศไทย, ความก้าวหน้าในการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีประเภทสุสาน, ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายและการแสวงหาชีวิตอมตะ, Simple explanation of the stone reliefs from the northern Shaanxi province, ภาพสะท้อนแนวคิดโลกหลังความตายผ่านการฝังสิ่งของในสุสาน และการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงแนวคิดและการพัฒนาในอนาคตร่วมกัน โดยบรรยายเป็นภาษาไทยและภาษาจีน ซึ่งมีล่ามแปลความให้เข้าถึงข้อมูลตลอด

หลุมศพหนองราชวัตร

จากพื้นที่อุทยานสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี (ฉินสื่อ) ขนาด ๔๕.๖๙ ตารางกิโลเมตรนั้น พบว่ามีอาคารประกอบพิธีกรรม ๔ แห่ง หลุมฝังวัตถุบริวารมากกว่า ๓๐๐ หลุม
อยู่โดยรอบสุสานและพบหลุมฝังกองทัพทหารม้าดินเผาอย่างต่อเนื่องอีก ๓ หลุม และที่ยังไม่เปิดอีก ซึ่งต้องใช้เวลานานปีสำหรับการซ่อมแซมและบูรณะหุ่นทหารดินเผาที่พบ และหุ่นดินรูปวัว ม้า แกะ กับสัตว์ต่างๆ ทั้งของสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีและสุสานของจักรพรรดิฮั่นเกาจู่หลิวปัง เมืองเสียนหยางโดยเฉพาะการวิจัยภาพจากประติมากรรมศิลาหน้าสุสานสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและฮั่นตะวันออกนั้น มีการพบอยู่ทั่วประเทศ สำหรับภาพหน้าสุสานที่เมืองอวี๋หลินนั้นมีการถอดความหมายพบว่าเป็นภาพที่สะท้อนสังคมเมื่อ ๑,๙๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งมีทั้งภาพในวิถีชีวิตจริงและภาพตามจินตนาการ ถือเป็นจดหมายเหตุทางสังคมมนุษย์ที่เกิดก่อนสังคมไทยแม้ว่าจะมีการขุดพบเรื่องราวของมนุษย์ร่วมสมัยในประเทศไทยก็พบว่าแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ที่พบมากกว่า ๑๒๑ หลุมศพนั้น ได้มีการฝังศพด้วยการฝังและเป็นการฝังศพครั้งแรกที่นอนหงายเหยียดยาวพร้อมเครื่องภาชนะดินเผา ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัดเครื่องมือกระดูก และมีการสวมเครื่องประดับที่ทำจากหินและงาช้าง ซึ่งเป็นการฝังศพทั่วไปในสังคมมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในขณะที่จีนนั้นมีสุสานขนาดใหญ่กันแล้วซึ่งต่างมีความเชื่อหลังความตายเหมือนกันมาตั้งแต่ยุคหินว่า การตายเหมือนการนอนหลับ วิญญาณอาจกลับมาเข้าร่างได้อีก จึงนิยมเอาข้าวของเครื่องใช้ใส่เข้าไปในหลุมเพื่อให้คนตายที่ฟื้นได้มีของใช้ หรือแม้ของมีค่าต่างๆ ตามฐานะคนตาย ซึ่งพบว่าคนมีอำนาจนั้นมักแสวงหาความเป็นอมตะและเชื่อในการกลับมาเกิดดังปรากฏในการทำศพของชาวอียิปต์ ชาวอินคาที่ต้องฝังข้าทาสบริวารลงไปในหลุมด้วย เพราะพบว่ามีการตายผิดจากธรรมชาติ บางศพถูกตัดขาเพื่อกันหนี ต่อมาความเชื่อได้มีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยจากประเพณีจีนเดิมที่มีการฆ่าคนฝังไปกับผู้ตายมาจนมีการปั้นหมิงซี่เป็นรูปจำลองเท่าตัวฝังไปกับศพแทน ต่อมาจึงมีการปั้นขนาดเล็กลงรวมทั้งมีการปั้นสิ่งของเครื่องใช้ขนาดเล็กมาฝังแทน อันเป็นที่มาของการใช้กระดาษสร้างรูปต่างๆ แทนคือสิ่งของสำหรับพิธีกงเต๊ก

ผู้สนใจร่วมงานองค์ความรู้

สำหรับหลุมศพของจักรพรรดิในระยะแรกจึงมีการสร้างทหารหุ่นขนาดเท่าคนจริงเป็นหมิงซี่ มีหน้าตาไม่เหมือนกันโดยมีการหล่อพิมพ์อยู่ ๘ แบบ แต่ช่างปั้นนั้นใส่รายละเอียดให้มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนกัน องค์ความรู้จากงานนี้ต้องขอบคุณผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องจากจีนคือ จ้าวคุณ,เก๋อหง, ซุยจื้อ, ซุนเหว่ยกัง และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องฝ่ายไทยคือ สมชาย ณ นครพนม, เสน่ห์ มหาผล, สุภมาศ ดวงสกุลและผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช โดยเฉพาะ นายประทีปเพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร และนางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่มองเห็นงานวิชาการจากองค์ความรู้นั้นมีความสำคัญนัก

วิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้

เก๋อหง ผอ.ศูนย์อนุรักษ์เมืองเสียหยาง

เก๋อหง ผอ.ศูนย์อนุรักษ์เมืองเสียหยาง
จ้าวคุณ วิศวกรจากพิพิธภัณฑ์จิ๋นซี

จ้าวคุณ วิศวกรจากพิพิธภัณฑ์จิ๋นซี
ซุยจื้อ ผอ.พิพิธภัณฑ์ประติมากรรม ฮั่น เมืองอวี๋หลิน

ซุยจื้อ ผอ.พิพิธภัณฑ์ประติมากรรม ฮั่น เมืองอวี๋หลิน
ผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช

ผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช
ศ.ซุนเหว่ยกัง สถาบันโบราณคดีส่านซี

ศ.ซุนเหว่ยกัง สถาบันโบราณคดีส่านซี
สมชาย ณ นครพนม

สมชาย ณ นครพนม
สุภมาศ ดวงสกุล

สุภมาศ ดวงสกุล
เสน่ห์ มหาผล

เสน่ห์ มหาผล

ภูมิบ้านภูมิเมือง : วัดสุวรรณดาราราม-ภูมินิวาสสถานพระปฐมราชวงศ์จักรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455912

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : วัดสุวรรณดาราราม-ภูมินิวาสสถานพระปฐมราชวงศ์จักรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะชมวัดสุวรรณดาราราม

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่มีสีสันนั้นต้องรู้จักสถานที่จริงอาทิตย์นี้สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย โดยนักแปลคนสำคัญ บุญญรัตน์ บุญญาธิษฐาน และ ม.ล.วีรอร วรนุช นายกสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ได้จัดให้สมาชิกไปเรียนรู้ที่ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ในเกาะเมืองของกรุงศรีอยุธยาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ วัดนี้มีวิหารภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพเขียนฝีมือของมหาเสวกตรีพระยาอนุศาสน์จิตรกร ที่เขียนภาพเรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามเนื้อหาในพงศาวดาร ซึ่งเป็นการเขียนภาพแนวศิลปะตะวันตกที่ประยุกต์กับจิตรกรรมไทย นับเป็นภาพจิตรกรรมสีน้ำมันบนฝาผนังปูนแห่งแรกด้านหลังของวิหารนั้นมีพระเจดีย์องค์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

เจดีย์ พระอัฐิสมเด็จพระชนกาธิบดี

ประเด็นสำคัญคือวัดนี้ก่อนนั้นเป็นบริเวณนิวาสสถานเดิมของ สมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้สร้าง “วัดทอง” ขึ้น และอยู่ใกล้กับป้อมเพชรป้อมขนาดใหญ่ที่มีชุมชนตลาดครึกครื้น เมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ พม่าได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก วัดทองจึงถูกพม่าทำลายทิ้งเป็นวัดร้างมานานถึง ๑๘ ปี จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระปฐมกษัตริย์และสถาปนาราชวงศ์จักรี จึงได้มีการสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีขึ้น ในพ.ศ.๒๓๒๘ รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดทองที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่กรุงแตกขึ้นใหม่ทั้งอาราม การปฏิสังขรณ์และการก่อสร้างครั้งนั้นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) พระอนุชาได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์และก่อสร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์ และหมู่กุฏิทั้งหมดด้วย เมื่อการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามใหม่วัดว่าวัดทอง ตามชื่อของสมเด็จพระชนกนาถ (ทองดี) และพระราชมารดา (ดาวเรือง)ต่อมารัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “วัดสุวรรณดาราราม” โดยนำชื่อ“ทองดี” กับ “ดาวเรือง” มาเป็นชื่อวัดนี้ ซึ่งทุกสมัยได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้จนมีสภาพดีคงเดิม โดยก่อสร้างพระวิหารเจดีย์ กำแพงแก้ว และปูชนียสถานอื่นๆ จนถือกันว่าวัดสุวรรณดารารามแห่งนี้ คือ พระอารามแห่งราชวงศ์จักรี

ดาวเพดานที่สวยงามมาก

พระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม ยังเป็นโครงสร้างสมัยอยุธยาที่นิยมสร้างฐานให้แอ่นเป็นท้องสำเภา หลังคาพระอุโบสถประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ หน้าบันทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายกนก เป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปิดทองประดับกระจกตลอด เฉพาะคันทวยนั้นประดับรับเชิงชายคาพระอุโบสถทุกตัว ได้แกะสลักเป็นรายนกพันรอบทวย ลวดลายอ่อนช้อยงดงาม ภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถซึ่งมีอายุกว่า ๒๐๐ ปี เขียนเรื่องพุทธประวัติ ไตรภูมิ ทศชาติชาดก การลำดับภาพคือฝาผนังด้านข้างแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนบนเหนือขอบหน้าต่าง เขียนภาพเทพชุมนุม๒ ชั้น ชั้นละ ๑๖ องค์ ชั้นบนเป็นรูปเทพ ชั้นล่างเป็นรูปเทพและยักษ์ ซึ่งเทพชั้นนี้ถือเป็นเทพชั้นต่ำสุด เทพทุกพระองค์พนมมือหันหน้าไปทางองค์พระประธานภาพส่วนล่าง ที่ห้องภาพระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเรื่องทศชาติชาดกส่วนฝาผนังด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนมารวิชัย ที่มีขนาดใหญ่

นำสักการะพระเจดีย์สมเด็จพระชนกนาถ (ทองดี)

เมื่อรู้จักนิวาสสถานของบุคคลสำคัญแห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ต้องเรียนรู้ถึงสถานที่กำเนิดของพระชนกนาถ ในรัชกาลที่ ๑ ที่เมืองอุไทยธานีด้วย ซึ่งยังเหลือร่องรอยชุมชนใหญ่ในสมัยอยุธยาที่เคยเป็นทางออกของเมืองหน้าด่านแห่งนี้อยู่  คือ บ้านท่าซุง ชุมชนที่เคยเป็นบ้านท่าของเมืองอุไทยธานี และเป็นท่าลำเลียงของป่า มูลค้างคาวและไม้ซุง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้นบ้านท่าซุงเป็นแหล่งถลุงแร่เหล็กส่งออก ครั้นเมื่อเลิกกิจการถลุงเหล็กคนท่าซุงจึงพากันตั้งบ้านเรือนใหม่ที่บ้านสะแกกลางบ้าน ซึ่งต่อมาบ้านสะแกกลางบ้านนั้นเป็นชุมชนใหม่และเป็นที่ตั้งของตัวจังหวัดอุทัยธานีในที่สุดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๑ โดยมีแม่น้ำสะแกกรังเป็นแม่น้ำสายชีพที่ไหลออกขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยา และเข้าแม่น้ำมะขามเฒ่า ไปเป็นแม่น้ำท่าจีนออกทะเล ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระชนกนาถ ในรัชกาลที่ ๑ ประทับนั่งในพลับพลาจตุรมุข หน้าบันตราจักรี  ที่ได้รับพระราชทานอัญเชิญมาเป็นหลักชัยให้ชาวอุทัยธานีได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบชั่วนิรันดร

พระประธานพระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม

พระประธานพระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม
พระรูปสมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี)

พระรูปสมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี)
วิทยากรให้ความรู้

วิทยากรให้ความรู้
บุญญรัตน์ นักแปลผู้มีชื่อเสียง

บุญญรัตน์ นักแปลผู้มีชื่อเสียง
ม.ล.วีรอร วรนุช นายกสมาคมฯ

ม.ล.วีรอร วรนุช นายกสมาคมฯ
บริเวณป้อมเพชร

บริเวณป้อมเพชร
อยุธยา-วัดสุวรรณดาราราม

อยุธยา-วัดสุวรรณดาราราม
หน้าบันพระนารายณ์ทรงครุฑ

หน้าบันพระนารายณ์ทรงครุฑ
วิหารวัดสุวรรณดาราราม

วิหารวัดสุวรรณดาราราม
ภาพจิตรกรรมในโบสถ์วัดสุวรรณดาราราม สมัยอยุธยา

ภาพจิตรกรรมในโบสถ์วัดสุวรรณดาราราม สมัยอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ธิรุกกุรัล’ภูมิปัญญาชีวิตอินเดียโบราณ๒พันปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454394

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ธิรุกกุรัล’ภูมิปัญญาชีวิตอินเดียโบราณ๒พันปี

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันก่อน คุณปราณี มุกจั่น แห่งหนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกปากชวนว่าสมาคมทมิฬแห่งประเทศไทย และ สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น จัดเสวนาว่าด้วยหนังสืออมตะของอินเดีย (Seminar on the Indian Classic Book : Thirukkural: Pearls of Inspiration) ชื่อเรียกยากเพราะไม่คุ้นคือ  ธิรุกกุรัล แปลว่า สร้อยมุกแห่งแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นฉบับแปลเป็นภาษาไทยเล่มแรก
ที่ ดร.สุวิทย์ วิบูลย์เศรษฐ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้ตั้งใจแปลให้กับสังคม โดยมีคนสำคัญที่อยู่ในวงการหนังสือวรรณกรรมอินเดียหลายท่าน คือ แม่ชีวิมุตติยา หรือ รศ.ดร.สุภาพรรณ ณ บางช้าง ผู้เขียนประวัติวรรณคดีบาลีอินเดีย-ลังกาซึ่งเป็น ประธานหอพระไตรปิฎกนานาชาติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.โสภนา ศรีจำปา ประธานศูนย์ภารตะศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมให้ความสำคัญของหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ ด้วยเป็นผลงานที่เพิ่งจะรู้จักกัน ทั้งๆเป็นวรรณคดีที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถือเป็นภูมิปัญญาหายากสำหรับความคิดในระยะแรกเริ่มของมนุษย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีการรจนาเป็นบทกวีคำสอนเกี่ยวกับศิลปะการดำเนินชีวิตของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาทุกยุคทุกสมัย แม้ปัจจุบันก็ยังคงมีความร่วมสมัยเป็นสากล หนังสือเล่มนี้รจนาโดยนักปราชญ์“ธิรุวัลลุวาร์” ได้รับการตีพิมพ์กว่า ๔๐ ภาษาทั่วโลกยกเว้นภาษาไทย เป็นผลงานที่ มหาตมะ คานธีมหาบุรุษของโลกยกย่องว่า “เป็นทรัพย์สมบัติแห่งปัญญา” และ ดร.เอพีเจ อับดุล กาลัม อดีตประธานาธิบดีอินเดีย คนที่ ๑๑ ได้ยกย่องว่า “เป็นพวงมาลัยแห่งความรู้ โดดเด่นเรียบง่ายสง่างามไพเราะ” เดิมนั้นธิรุกกุรัล เป็นภาษาทมิฬ ได้ถูกแปลเป็นอังกฤษโดย ดร.เอ็ม ราชาราม ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษสำหรับชาวตะวันตกอ่านให้เข้าใจง่ายมากขึ้น  คำว่า “ธิรุก”แปลว่า ประเสริฐ ส่วนคำว่า “กุรัล” แปลว่า กลอน เมื่อรวมกันกลายเป็นคำว่า “บทกลอนแสนประเสริฐ” จึงเหมาะสำหรับการมีชีวิตประเสริฐ ประเด็นสำคัญคือเป็นผลงานที่น่าสนใจและมีความเก่าแก่กว่าวรรณกรรมเล่มใด ซึ่งผู้แปลนั้นต้องศึกษากับผู้เชี่ยวชาญภาษาทมิฬ เพื่อจะได้แปลจากต้นฉบับภาษาทมิฬได้บทความซาบซึ้งใจในความคิดเดียวกับภาษาทมิฬร้อยเปอร์เซ็นต์ บุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจของ ดร.สุวิทย์ วิบูลย์เศรษฐ์ ในการแปลเล่มนี้ ก็คือดร.เอพีเจ อับดุล กาลัม ผู้มีผลงาน เรื่อง Invisible spirit จิตวิญญาณไม่ยอมแพ้ ซึ่งมีวรรคทองอยู่บทหนึ่งว่า มนุษย์เรา ทำอะไรต้องมีความมุ่งมั่น ไม่อย่างนั้นจะทำอะไรไม่สำเร็จ คำคมประโยคนี้ผู้เขียนได้กล่าวว่านำมาจาก ธิรุกกุรัล ซึ่งรจนาเป็นกลอนสองบท กล่าวว่า“ความยาวของสายบัวนั้น ขึ้นอยู่กับระดับน้ำคนยิ่งใหญ่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่น และผู้นำที่ประสบความสำเร็จคือจะไม่มีทางยอมแพ้ต่อปัญหา เขาจะเอาชนะปัญหาและกลายเป็นนายของสถานการณ์นั้น” ด้วยความประทับใจในบทรจนานี้มาก ผู้แปลจึงเห็นประโยชน์ว่าบทรจนาเป็นคู่มือการดำเนินชีวิต อีกทั้งสมาคมทมิฬแห่งประเทศไทยได้สนใจเผยแพร่วัฒนธรรมอินเดียผ่านวรรณคดี “ธิรุกกุรัล” อันเป็นงานของปราชญ์ที่มีชื่อเสียงและพรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติจากสรวงสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า ธิรุกกุรัล นั้นเป็นจินตกวีนิพนธ์ในวรรณกรรมทั้งโลกและเป็นส่วนหนึ่งในวรรณคดีโลกไม่เพียงแต่เป็นงานที่มีคุณค่าสง่างามและเชิงอักษรศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ยังเป็นสิ่งที่นำทางให้กับศิลปะการดำรงชีพพร้อมด้วยเกร็ดอันสูงค่าดั่งทองคำแห่งปัญญาอันมีคุณค่าให้ประพรมอยู่ทุกแห่ง…ธิรุกกุรัล เป็นบทกวี๑๓๓ บท มี ๑๐ บท กลอนสองบรรทัดต่อหนึ่งบทรวมทั้งสิ้นมี ๑,๓๓๐ บทกลอน และจัดเรียงอย่างเป็นระบบ เป็นสามส่วน คือ คุณธรรม ทรัพย์ และความรักทั้งหมดบรรยายถึงกิจกรรมมนุษย์ เช่น ความภักดีต่อพระเจ้า ชีวิตนักบวช ชีวิตคฤหัสถ์ การทำบุญการกุศลความเป็นพระราชา จิตวิญญาณทางทหาร มิตรภาพ ความรักเป็นต้น จึงเป็นที่ยินดีสำหรับผลงานที่มีอายุกว่า ๒,๐๐๐ ปีได้ถูกรักษาและสืบทอดมาจนวันนี้ ซึ่งสังคมวันนี้ควรจะได้รู้จักวรรณคดีเล่มนี้ให้มากเช่นเดียวกับวรรณกรรมอินเดียที่เคยมีการแปลไว้ก่อนแล้ว เช่น พระไตรปิฎก หิโตปเทศธรรมนูญศาสตร์ รามายณะ มหาภารตะ เป็นต้น จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีของภูมิปัญญาโบราณที่ไม่สูญหายไปได้ง่าย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ลอยกระทง’ ภูมิประเพณีทางน้ำสมัยอยุธยา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452861

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ลอยกระทง’ ภูมิประเพณีทางน้ำสมัยอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทงประกวด

ด้วยประเพณีลอยกระทงนั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จนถือเอาเพลงลอยกระทง เป็นเพลงยอดฮิตของนานาประเทศเมื่อพูดถึงประเทศไทย ประเพณีนี้ไม่ได้เป็นแค่การลอยกระทงจุดโคมลอยเท่านั้น ในพระราชพิธีสิบสองเดือนสมัยอยุธยานั้นนับเป็นประเพณีทางน้ำที่เป็นพระราชพิธีมีการแสดงต่างๆ และเป็นประเพณีของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่เดือน ๑๑ จนถึงเดือนอ้าย ดังปรากฏความ (ตามอักขระแบบเก่า) ว่า “เดือน ๑๑ อาสยุชแข่งเรือ การอาสยุชพิทธีมีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี  เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภก กลางวันทรงพระสพรรณมาลา เอย็นทรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู สมเดจ์พระอรรคมเหษีพระภรรยาธรงพระสุวรรณมาลานุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ พระอรรคชายาทรงพระมาลาราบนุ่งแพรดารากรธรงเสื้อ ลูกเธอหลานเธอทรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่าสมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือสมเดจ์พระอรรคมเหษี สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเป็นเรือเสี่ยงทาย ถ้าสมรรถไชแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชาถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข

กระทงแบบต่างๆ    

-เดือน ๑๒ พิทธีจรองเปรียงลดชุดลอยโคม การพิทธีตรองเปรียง ลดชุดลอยโคมลงน้ำตั้งระทาในดอกไม้ในพระเมรุ์ ๔ ระทา หนัง ๒ โรงเสดจ์ลงเรือเบญจา ๕ ชั้น พระธี่นั่งชั้น ๔ นั้นสมเดจ์พระอรรคมเหษีแม่หยัวเจ้าเมืองชั้น ๓ ลูกเธอชั้น ๒ หลานเธอชั้นหนึ่ง พระสนมห่มชมภูใส่สุกหร่ำประธีปทัง ๕ ชั้น เรือปลาลูขุนเฝ้าหน้าเรือเบญจา เรือตะเข้แนมทังสองข้าง ซ้ายดนตรีขวามโหรี ตั้งเรือเอนเปนตั้งแพนโคมทุกลำ ถ้าเสดจ์ลงเป่าแตรโห่ ๓ ลา เล่นหนังระบำ เลี้ยงลูกขุนแลฝ่ายใน ครั้นเลี้ยงแล้วตัดถมอแก้เอน โห่ ๓ ลา เรือเอนตั้งแพนแห่ ตัดถมอลอยเรือพระธี่นั่งล่องลงไปส่งน้ำ ครั้นถึงพุทไทสวรรคจุดดอกไม้เล่นหนังเสดจ์ลงเรือสมรรถไชย กับสมเดจ์พระภรรยาเจ้าทัง ๔ ลูกเธอหลานเธอพระสนมลงเรือประเทียบขึ้นมาข้างเกาะแก้ว

กระทงสายจากกะลา

-เดือน ๑ ไล่เรือ เถลีงพิทธีตรียำพวายพระราชพิทธีไล่เรือ ธรงพระมาลาสุกหร่ำ สมเดจ์พระมเหษีทรงสุกหร่ำนั่งบนธี่นั่ง ลูกเธอหลานเธอใส่เศิยรเพศมวย พระยนมใส่สนองเกล้า นั่งหน้าสองนั่งหลังสอง ม่านพันเสาพนักเพียงอก สภักสใบสองบ่าเชิงทอง พญามหาเสนตีฆ้อง ครั้นถึงท้ายบ้านรุนเสดจ์ออกยืนธรงพัชนี ครั้นถึงประตูไชยธรงส้าวสนานตรียำพวาย พระศรีอรรคราชทูลผ้า พระพลเทพทูลน้ำ พระราชบโรหิตพระครูอภิรามถวายน้ำสังข์ พระมเหธรพระพิเชดถวายน้ำกลด พระญาณประกาศถวายโสลก พระอิศวรรักษาถวายพรขุนวิสุทธโภชถวายเข้าตอกดอกไม้เข้าเม่าเข้าพอง วังรับเข้าเม่าต้น”

กระทงอวดประกวดฝีมือ

จากความที่อ่านยากเย็นนี้ชี้ให้เห็นประเพณีทางน้ำสมัยอยุธยานั้นเป็นพระราชพิธีของพระเจ้าแผ่นดินและงานของชาวบ้านที่ผูกพันกับแม่น้ำลำคลอง กล่าวคือตั้งแต่เดือน ๑๑ นั้น มีประเพณีแข่งเรือเสี่ยงทาย เดือน ๑๒ ประเพณีจองเปรียง ลดโคมลอยฟ้า ลงเรือลอยกระทงส่งน้ำ จุดดอกไม้เล่นหนังและเดือนอ้าย ประเพณีไล่เรือเถลิงพิธีตรียัมปวายถวายน้ำ สืบต่อเป็นวัฒนธรรมทางน้ำ ด้วยน้ำนั้นมีความสำคัญต่อการเกษตรกรรมและการคมนาคมของแผ่นดิน ดังนั้นทั้งพิธีของหลวง และประเพณีชาวบ้าน จึงถูกรักษา สืบสานต่อยอดประเพณีกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยยังมีการแข่งเรือยาวฝึกฝีพายเป็นกำลังรบและใช้เสี่ยงทายชัยชนะ ยังมีพิธีลอยโคม ลอยกระทง และไหลเรือไฟไล่น้ำ กัน แม้จะแปรเปลี่ยนเถิดเทิงให้เป็นงานการท่องเที่ยวมากกว่าประเพณีอย่างสมัยอยุธยาก็ตาม ไม่ว่ากัน ถือว่า…การลอยกระทงนั้นยังไม่หายไป แต่ก็ทำกระทงกันจนเลยเถิดผิดจากความหมายเดิม คือ “กอนโทง” ภาษาขอมแปลว่า ภาชนะใส่อาหารที่ทำด้วยใบตองก็คือ กระทงใส่อาหาร สำหรับบูชาเซ่นไหว้ ก็คงจะหลงทางไปจนกลายเป็นวันเสียสาวเสียตัวบ้าง…ก็เป็นเรื่องของคน…ไม่ใช่กระทงที่ต่างพากันออกแบบกันเสียจนไม่รู้ว่า กระทง นั้น สำหรับใช้ใส่อาหารลอยน้ำบูชาคุณของแม่น้ำ และคงไม่สร้างกระทงใหญ่โตเพื่อประกวดอวดฝีมือให้เสียความหมาย บางแห่งประกวดนพมาศใส่กระทงเสริมกันให้ครึกครื้น จนลืมภูมิประเพณีทางน้ำที่มีแต่โบราณไป

ประเพณีไทยวันลอยกระทง

ประเพณีไทยวันลอยกระทง
ขอมลอยกระทงมาก่อน

ขอมลอยกระทงมาก่อน
ลอยโคมเต็มฟ้า

ลอยโคมเต็มฟ้า
เรือไฟในแม่น้ำโขง

เรือไฟในแม่น้ำโขง
เรือพระที่นั่งสมัยอยุธยา

เรือพระที่นั่งสมัยอยุธยา
เผาเทียนเล่นไฟ

เผาเทียนเล่นไฟ
โคมประทีปเต็มวัด

โคมประทีปเต็มวัด

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตำราแพทย์แผนไทย’ภูมิปัญญาหมอยาชาวบ้านหนึ่งเดียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451444

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตำราแพทย์แผนไทย’ภูมิปัญญาหมอยาชาวบ้านหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทรงห่วงใยฤาษีดัดตน

ด้วยวันที่ ๒๙ ตุลาคมของทุกปี เป็นวันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ โดยถวายพระราชสมัญญานามแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้ารัชกาลที่ ๓ เป็น “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย” ดังนั้นในวันนี้ ๒๙ ตุลาคมที่ผ่านมา จึงมีการจัดงานวันภูมิปัญญาการแพทย์ไทยแห่งชาติขึ้น ตามกำลังวังชาหรือตามมีตามเกิดของหน่วยงานที่ให้ความสำคัญ  โดยกลุ่มงานการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ที่จะผลักดันให้มีกิจกรรมดังกล่าวขึ้นคงไม่พ้นการจัดนิทรรศการ ตำรับยาสมุนไพรไทย ส่วนงานนั้นน่าสนใจหรือจัดแล้วสำคัญระดับชาติแค่ไหนเป็นเรื่องสำนึกคนและการยกระดับความสำคัญกันจริงจัง อาทิตย์นี้ตามรอยไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งตั้งอยู่ท้ายพระบรมมหาราชวัง และใกล้ชุมชนท่าเตียน ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ของตำรับตำรายาไทย การนวดของฤๅษีดัดตน ที่จุดประกายการจัดงานให้เป็นต้นแบบของแผ่นดิน ในฐานะวัดหลวงแห่งนี้เป็นหอสมุดชาวบ้านแห่งแรกที่มีการจารึกตำรับตำราวัดโพธิ์ ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลกและได้รับการประกาศยกย่องว่าเป็นมรดกความทรงจำของโลก งานนั้นนอกจากจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้แล้ว ยังเผยแพร่งานทางวิชาการบรรยายความรู้เรื่องยาสมุนไพร ตำรับยาแก้ไข้ ยาปรับธาตุ พิกัดเบญจกูลใช้เป็นยาปรับธาตุ กระจายกองลมและโลหิต บำรุงกองธาตุทั้ง ๔ให้บริบูรณ์ รวมทั้งเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาชาติการให้บริการตรวจธาตุเจ้าเรือน การให้บริการด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย และการแพทย์ทางเลือกฟรี เพื่อรำลึกและเทิดพระเกียรติต่อคุณูปการที่พระองค์รัชกาลที่ ๓ ทรงทำนุบำรุงการแพทย์แผนไทยให้รุ่งเรืองในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านเภสัชกรรมไทย การนวดไทย ที่ปรากฏอยู่ตามศาลาในวัดโพธิ์แผ่นจารึกตำรายา ซึ่งมีถึง ๑,๐๖๑ ตำรับ ตำราการนวดไทยจำนวน ๖๐ ภาพ รูปหล่อฤๅษีดัดตนที่มีส่วนผสมของสังกะสีกับดีบุก จำนวน ๘๐ ท่า เพื่อทดแทนท่าฤๅษีดัดตนเดิมที่มีในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยเนื้อดินและชำรุดสูญหายไป นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของชาติไทย ที่เป็นฐานรากให้มีการศึกษาเรียนรู้และต่อยอดจนดูแลสุขภาพผู้คนมาหลายทศวรรษจนถึงปัจจุบัน วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนฯแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของสยามประเทศแหล่งรวมสรรพวิชาหลากหลายสาขา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรองขึ้นทะเบียนวัดโพธิ์ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ ๓ เป็นกษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณยิ่งในการรวบรวมองค์ความรู้ ด้านการแพทย์แผนไทยมาเผยแพร่ในวงกว้าง ทำให้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นรากฐานของชาติไทยไม่สูญหายทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร และทรงโปรดให้จารึกตำราการแพทย์แผนไทยติดประดับไว้ตามศาลาราย เช่น แผนฝีดาษ ฝียอดเดียวแผนชัลลุกะ แผนลำบองราหู แผนกุมารและแม่ซื้อ อีกทั้งสร้างรูปฤๅษีดัดตน ตั้งไว้ศาลาละ ๔-๕ รูป รวม ๑๖ หลัง จนเป็นแหล่งตำราแห่งเดียวในแผ่นดินจนมีประกาศตำรับยา ๒๖๕ ตำรับกระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย” แด่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า และกำหนดให้วันที่๒๙ ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ” โดยคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ ซึ่งในอนาคตนั้นงานกิจกรรมและการเทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ ๓ ควรจะเป็นได้งานระดับนานาชาติในฐานะที่การแพทย์แผนไทยและโอสถศาลานั้นได้ดูแลผู้คนให้หายเจ็บป่วยและมีสุขภาพยืนยาวมาหลายศตวรรษสิ่งที่อยากเห็นในวันหน้าคือลิขสิทธิ์ตำรับยาไทยโบราณและนวัตกรรมจากสมุนไพรไทยไปไกลระดับโลก จากผลสัมฤทธิ์ทางยาไทยที่สรรพคุณไม่แพ้สมุนไพรของชาติอื่น กิจกรรมที่วัดพระเชตุพนฯนั้นจัดถึงวันที่ ๓ พฤศจิกายน หลังจากงานจะมีส่วนดีให้สำคัญไปกว่าแพทย์แผนปัจจุบันหรือไม่..ไม่รู้แต่ต้อง ขอบคุณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ได้สืบสาน-ต่อยอดเรื่องสมุนไพรและแพทย์แผนไทย ก็คงเถิดเทิงรำมะนาไป..จนต่างชาติเอาตำรับตำราไปจดลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของนั่นแหละ ..จึงจะตื่นจากหลับใหลกันได้เสียที

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พยุหยาตราทางชลมารค’ ภูมิองค์ความรู้พระราชพิธีหนึ่งเดียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449853

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พยุหยาตราทางชลมารค’ ภูมิองค์ความรู้พระราชพิธีหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระบวนพยุหยาตราทางเรือหนึ่งเดียว

ด้วยรัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมได้จัดนิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องใน
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกบั้นปลายที่จะจัดขึ้นในวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยองค์ความรู้ถึงราชประเพณีนี้ ณ ท้องสนามหลวงกรุงเทพมหานครที่น่าจะเป็นแห่งเดียวในโลกที่ยังมีเรือพระราชพิธีและการจัดกระบวนเรือตามพระราชพิธีอย่างโบราณ เดิมนั้นเรียกว่ากระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่จัด ริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีสำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางน้ำในพระราชพิธีสำคัญและส่วนพระองค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏที่มีมาแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรีและรัตนโกสินทร์ จนปัจจุบันนี้  หากสืบความจากหลักฐานเก่าจะพบว่าในสมัยสุโขทัยนั้นมีหลักฐานว่าพระร่วงเจ้าทรงใช้เรือออกไปลอยกระทง หรือพิธีจองเปรียงลอยประทีป ณ กลางสระน้ำพร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือนสิบสองในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นเมืองเกาะล้อมรอบด้วยแม่น้ำลำคลองหลายสาย เส้นทางน้ำจึงเป็นเส้นทางสำคัญของการสู้รบและคมนาคมทั้งในยามศึกสงครามและยามสงบ จึงมีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคสำคัญที่บันทึกถึง กระบวนพยุหยาตราเพชรพวงในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ จัดทั้งกระบวนพยุหยาตราทางบกและทางน้ำและในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งกิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้คิดการเห่เรือด้วยกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ซึ่งถือเป็นต้นแบบกาพย์เห่เรือมาจนทุกวันนี้ในสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างเรือรบและเรือราชพิธีขึ้นใหม่แทนเรือที่มีอยู่เดิมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาที่ถูกทำลายไปจำนวนมากสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นได้เน้นเรือเอกชัยสำหรับใช้ในการสงครามสู้รบทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรือสำคัญสำหรับพระราชพิธีโบราณนั้นทรงสร้างเรือพระที่นั่งสุวรรณพิไชยนาวาท้ายรถ เรือพระที่นั่งศรีสักหลาด และเรือโขมดยาปิดทองทึบ เป็นต้น และสมัยรัตนโกสินทร์นั้น ได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งสำคัญเพิ่มขึ้นตามแบบเรือพระราชพิธีโบราณอีกหลายลำจนนับว่าเป็นเรือพระราชพิธีสำหรับกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่มีการอนุรักษ์ไว้ครบถ้วนตามความสำคัญของพิธี ดังปรากฏในเรื่อง ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวงลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ซึ่งประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๐ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยรักษาขนบประเพณีตามแบบแผนเดิมที่มีมาแต่สมัยอยุธยา  สำหรับการเห่เรือนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ การเห่เรือหลวงในงานพระราชพิธี และการเห่เรือเล่นของชาวบ้านในงานต่างๆที่มีการพัฒนามาเป็นเพลงเรือหรือสักวาหน้าน้ำที่นับวันจะหมดไปคงเหลือแต่การเห่เรือในพระราชพิธีสำคัญที่มีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งขึ้นอยู่กับวาระของพระราชพิธีสำคัญที่มีไม่บ่อยครั้งนัก

นิทรรศการประวัติศาสตร์ฯที่น่าสนใจ

ด้วยเหตุนี้ข้อมูลความรู้ของพระราชพิธีนี้จึงสำคัญที่จะต้องมีการเรียนรู้และเข้าใจถึงมรดกทางวัฒนธรรมหนึ่งเดียวโดยผ่านการชมนิทรรศการองค์ความรู้ที่จัดเป็นส่วนต่างๆ เช่น ส่วนที่ ๑ “เถลิงถวัลยราชสมบัติ สยามรัฐสีมา” แสดงองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกผ่านจอ LED กว่า ๑๔ เมตร พร้อมอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา และห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์งานพระราชพิธี การแสดงถึงความสุขของคนไทยใต้ร่มพระบารมี การจัดแสดงเรือพระที่นั่งจำลอง ๕๒ ลำให้เห็นภาพกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และ องค์ความรู้เรื่องเรือจากอดีตถึงปัจจุบันผ่านจอ LED ขนาดใหญ่และบทกาพย์เห่เรือ จาก Sound Dome ส่วนที่ ๒“ศรีศุภยาตรา ปวงประชารวมใจถวายพระพร” จัดแสดงเรือพระที่นั่งจำลอง ๔ ลำกลางแจ้ง ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พร้อมมีการแสดงเห่เรือจากกองทัพเรือ การแสดงมหกรรมศิลปวัฒนธรรมไทย ๔ ภูมิภาค การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ การแสดงละครนอกและละครใน ส่วนที่ ๓“ม่านธาราลือขจร เฉลิมราชย์องค์ราชัน” จัดแสดงม่านน้ำประกอบแสง สี เสียง สื่อผสมแสดงถึงวิถีชีวิตคนไทยกับสายน้ำที่ผูกพันกันมาแต่ครั้งอดีตจนเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค แสดงภาพพระราชกรณียกิจต่างๆส่วนสุดท้าย “เอมอิ่มสุขสันต์ ครบครันสำรับไทย” นำเสนอวิถีไทยและสุดยอดอาหารไทยเลิศรส ซึ่งจัดแสดงตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม-๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ให้ทุกคนร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ ในหลวง รัชกาลที่ ๑๐จากนิทรรศการองค์ความรู้ครั้งนี้ด้วยกัน

บรรยายพิเศษโดยรองฯ วิษณุ เครืองาม

บรรยายพิเศษโดยรองฯ วิษณุ เครืองาม
องค์ความรู้ผ่านสื่อทันสมัย

องค์ความรู้ผ่านสื่อทันสมัย
ห้องชมการแสดงที่ใช้สื่อทันสมัย

ห้องชมการแสดงที่ใช้สื่อทันสมัย
องค์ความรู้กลางแจ้ง

องค์ความรู้กลางแจ้ง
หุ่นการแต่งกายของฝีพาย

หุ่นการแต่งกายของฝีพาย
แสงเสียงกระบวนเรือพระราชพิธี

แสงเสียงกระบวนเรือพระราชพิธี
สาธิตงานศิลปะไทยเรือพระราชพิธี

สาธิตงานศิลปะไทยเรือพระราชพิธี
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงครุฑ

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงครุฑ
ภาพกระบวนเรือด้านหน้า

ภาพกระบวนเรือด้านหน้า
ภาพกระบวนเรือสมัยอยุธยา

ภาพกระบวนเรือสมัยอยุธยา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศาสตร์พระราชา’ ภูมิพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448375

บทเพลงแห่งพระมหากรุณาธิคุณฯ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศาสตร์พระราชา’ ภูมิพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนึ่งในศาสตร์พระราชานั้นแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้เป็นแนวทางในการนำพาประเทศไทยก้าวพ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๐ และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นศาสตร์พระราชาหนึ่งในหลายภาคส่วนของตำราของแผ่นดินนี้สามารถทำให้เกิดการปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จได้จริง จนวันนี้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้มีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายทั้งในภาคเกษตรกรรม ธุรกิจ การจัดการทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และสถานศึกษา จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ ๑๓ ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชามาใช้ในการวางรากฐานประเทศในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด โดยเฉพาะศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(ศมส.) (องค์การมหาชน) นั้น ได้สร้างผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงกิจกรรมประเพณีที่มีความแตกต่างกันของภูมิภาคต่างๆ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาสร้างจุดขายที่สามารถนำมาต่อยอดสร้างเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น ตลอดจนการใช้ข้อมูลของศมส.เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลให้ทุกภาคส่วนได้นำมาไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทำให้มีกิจกรรมต่อยอดความรู้ในหัวข้อ “ศาสตร์พระราชากับเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์” ขึ้น

การสัมมนาความรู้ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ได้มีการให้ความรู้เรื่อง ศาสตร์พระราชากับการจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ โดย ดร.จุมพฏ กาญจนกำธร หรือ ดร.เฉิน ที่ปรึกษาธุรกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ และนายสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี นักวิชาการ ศมส. การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชาโดย อ.วาที ทรัพย์สิน, คุณนันทวรรณ เหล่าฤทธิ์เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และเรื่องCreative Culture เพื่อการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดย ผศ.ชัยณรงค์ อริยะประเสริฐคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,ผศ.ดร.อมรินทร์ เทวตา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร, อ.จุฑามาศ ประมูลมาก ทีมพัฒนา DoiSter (ดอยสเตอร์)ปกาเกอญอ แบรนด์ต้นแบบองค์กร ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สาธิตและตัวอย่างจากผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้มิติวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอาทิ กาแฟดริป โดยปกาเกอะญอแบรนด์ทอผ้า กะเหรี่ยงบ้านห้วยตองก๊อ จ.แม่ฮ่องสอน รวมถึงการให้คำปรึกษาในการทำแผนธุรกิจด้วยทุนวัฒนธรรมให้คำปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัล ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และการให้คำปรึกษาธุรกิจจากกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ด้วย ซึ่ง รศ.ดร.ปานใจธารทัศนวงศ์ รักษาการ ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของ การพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ด้วยการสร้างสรรค์และวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชาให้กับผู้ประกอบการ Startup และอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล รวมถึงผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมทั่วประเทศ โดยมีผลงานวิจัย และข้อมูลด้านมนุษยวิทยาและศาสตร์พระราชาที่นำมาใช้พัฒนาประเทศนั้นสามารถสร้างการรับรู้ของภาคธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการนั้นมองเห็นอนาคต รวมทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมได้นำไปต่อยอดสร้างรายได้ นับเป็นภูมิแผ่นดินที่ประเทศได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นหลักการพัฒนาประเทศให้มั่นคงในอนาคต ดั่งบทเพลงของนายบัญชา มุแฮ ศิลปินอิสระ ชาวปกาเกอะญอ จ.ลำพูน ที่บอกถึง “อยู่กับป่า ก็ต้องรักษาป่า” และจำสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า ทำอะไร ทำให้ได้และสนุกไปด้วย

บทเพลงแห่งพระมหากรุณาธิคุณฯ

บทเพลงแห่งพระมหากรุณาธิคุณฯ
สินค้าจากฝีมือ

สินค้าจากฝีมือ
อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม
การวิจัยโดยชาวบ้าน

การวิจัยโดยชาวบ้าน
สินค้าที่สร้างรายได้

สินค้าที่สร้างรายได้
สรุปการถอดบทเรียน

สรุปการถอดบทเรียน
ผลวิจัยการออกแบบ

ผลวิจัยการออกแบบ
สาธิตอาหารมุสลิม

สาธิตอาหารมุสลิม
ศูนย์ข้อมูลทางวัฒนธรรม

ศูนย์ข้อมูลทางวัฒนธรรม
แลกเปลี่ยนบทเรียนต่อกัน

แลกเปลี่ยนบทเรียนต่อกัน
ชิ้นงานสร้างสรรค์ง่ายๆ

ชิ้นงานสร้างสรรค์ง่ายๆ
เครือข่ายเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม

เครือข่ายเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม
การสร้างสรรค์จากคนหลายคน

การสร้างสรรค์จากคนหลายคน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตักบาตรเทโว’ภูมิมหาสังฆทานของโลกแห่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/446904

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตักบาตรเทโว’ภูมิมหาสังฆทานของโลกแห่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตักบาตรเทโว วัดตะพานหิน

วันที่ ๑๓ ตุลาคม วันนี้เป็นวันออกพรรษา ที่ทุกคนรู้จักวันนี้ดี ด้วยมีประเพณีตักบาตรเทโว จัดกันทุกวัดสำคัญทั่วประเทศ โดยเฉพาะวัดที่มีพระพุทธบาทอยู่บนเขา และมณฑปด้วยแล้ว ได้ถือเป็นงานสำคัญที่ทำต่อเนื่องทุกปีส่วนงานบุญนี้ให้สาระและพิธีการงานกันอย่างไรขึ้นอยู่ว่าวัดจะสืบทอดหรือเถิดเทิงกันอย่างไร ไม่เหมือนกัน ด้วยความต่างนี้จึงมีชื่องานเรียกต่างกัน เช่น ตักบาตรเขาวงกต ตักบาตรดาวดึงส์ ตักบาตรดอกไม้ ตักบาตรน้ำผึ้งประเพณีโยนบัว และตักบาตรเทโว บางแห่งอุตริต่อท้ายงานเป็นตักบาตรเทโวโรหะนะเข้าไปอีก อ้างว่าอยู่ในพระสูตรเรื่องโรหะนะ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์หลายแห่ง แก่นเรื่องของงานตักบาตรเทโวนั้นคือ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว เทพบุตรพระมารดาได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระพุทธองค์ตั้งพระทัยจะลงที่ประตู เมืองสังกัสนครท้าวโกสีย์สักกเทวราช (พระอินทร์) ได้เนรมิตบันไดทอง-บันไดแก้ว-บันไดเงินทอดลงมายังเมืองสังกัสนครที่มีเหล่าพระพุทธสาวก กษัตริย์ ๗ แคว้น และพุทธบริษัทมารอเฝ้ารับเสด็จอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดการถวายมหาสังฆทานแก่พระพุทธสาวกขึ้นครั้งแรกในโลก ครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงเปิดโลกทั้งสามโลกคือ สวรรค์ โลก และนรก ทำให้หมู่เทวดา เหล่ามนุษย์ และสัตว์นรก นั้นสามารถเห็นธรรมถึงกันเป็นอัศจรรย์ จากนั้นจึงมีขบวนของพระอินทร์ พระพรหม พระวิษณุกรรม และเทพยดาตามส่งจนถึงโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสนครนั้น ต่อมาจึงแตกเรื่องไปเป็นตักบาตรด้วยข้าวปั้น ข้าวเหนียว ข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มมัด ข้าวสาร ดอกไม้ น้ำผึ้ง ไปตามพื้นที่ และแทรกภูมิปัญญาชาวนาไว้กันงานนี้เช่นทำเสื่อไม้ไผ่หรือสังเวียนเขาวงกตใช้ในการเก็บข้าวและธงกระดาษเพื่อปักรับขวัญข้าว ข้าวกระยาสารท เป็นต้น

เขาหน้าเมืองสังกัสนครในอินเดีย

ตามคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นหลังพระไตรปิฎกนั้นกล่าวว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์แห่งนครสาวัตถี ทรงรำลึกถึงพระพุทธองค์มาก ด้วยความเคารพรักและศรัทธาจึงสั่งให้ช่างหลวงแกะพระพุทธรูปลักษณะคล้ายองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยไม้แก่นจันทน์หอมอย่างดี ประดิษฐานไว้ในพระราชนิเวศน์เพื่อสักการบูชา พระไม้แก่นจันทน์องค์นี้ถือว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกในพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาและได้มาโปรดธรรมพระเจ้าปเสนทิโกศล พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์องค์นั้นได้แสดงปาฏิหาริย์ลอยจากพระแท่น เพื่อให้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับ ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า “เอวํ นิสีทถขอพระองค์จงประทับนั่งอยู่อย่างนั้นแล” พระพุทธรูปแก่นจันทน์จึงประทับนั่งไม่ลอยไปที่อื่น และพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงอานิสงส์การสร้างรูปเปรียบของพระองค์ให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสดับไว้ด้วย

ตักบาตรเทโว วัดตะพานหิน

ตั้งแต่นั้นมาจึงได้มีการสร้างพระพุทธรูปอันเนื่องจากเหตุการณ์นี้ขึ้นหลายปางคือ ปางโปรดพุทธมารดา ปางเปิดโลก ปางยมกปาฏิหาริย์ ปางเสด็จดาวดึงส์ ปางพระแก่นจันทน์ทั้งประทับนั่ง และประทับยืน พระพุทธรูปที่พบเก่าสุดมีตั้งแต่ยุคทวารวดี ในสมัยสุโขทัยนั้นมีการสร้าง พระอัฏฐารส วัดตะพานหินเป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยสูง ๑๘ ศอก ซึ่งเชื่อว่า พระอัฏฐารสนี้คือ พระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ที่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ กล่าวถึงเมืองสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ว่า “…ในกลางอรัญญิก มีพิหารอันณึ่งมนใหญ่ สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐารสอันณึ่งลุกยืน…”ครั้งนั้นพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงช้างเผือกชื่อ รูจาคีรี ขึ้นไปนบพระทุกวันข้างขึ้น ๑๕ ค่ำ และข้างแรม ๑๕ ค่ำ และนอกเหนือไปจากวันพระแล้วในวันพระเจ้าเปิดโลก วัดตะพานหินได้เป็นที่โอยศีลโอยทานในงานบุญประเพณีสำคัญโดยเฉพาะงานตักบาตรเทโว ซึ่งมีบันไดหิน เป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกทั้งสามตามพุทธตำนาน สำหรับภูมิสถานแห่งเดียวที่สร้างขึ้นตามพุทธตำนานคือ งานตักบาตรเทโวของจังหวัดอุทัยธานี โดยพระปลัดใจ(ต่อมาเป็นพระครูสุนทรมุนี เจ้าคณะเมือง)สร้างมณฑปขึ้นที่ยอดเขาแก้ว ชื่อสิริมายากุฎาคาร และบันไดลงจากเขาสำหรับจัดประเพณีตักบาตรเทโวโดยตรง เดิมมีการทำกิจกรรมอันเป็นมหาสังฆทานแก่พระสงฆ์ทุกวัด พร้อมกับตั้งโรงทานสำหรับชาวบ้านทั้งเมือง ถือเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวหากเดินหน้าจัดงานให้ถูกเรื่องถูกราวตามพุทธตำนานแล้ว เชื่อได้เลยว่าจะเป็นงานสำคัญระดับโลกที่น่าสนใจแห่งเดียว

พระอัฐฎารส วัดสะพานหิน

พระอัฐฎารส วัดสะพานหิน
ตักบาตรเทโววัดสังกัสรัตนคีรี

ตักบาตรเทโววัดสังกัสรัตนคีรี
ภาพวาด ครูเหม เวชกร

ภาพวาด ครูเหม เวชกร
ปางปาฏิหาริย์

ปางปาฏิหาริย์
วัดสังกัสรัตนคีรี

วัดสังกัสรัตนคีรี
วัดตะพานหินเมืองสุโขทัย

วัดตะพานหินเมืองสุโขทัย
มณฑปสิริมายากุฎาคาร

มณฑปสิริมายากุฎาคาร
มณฑปของวัดสังกัสรัตนคีรี

มณฑปของวัดสังกัสรัตนคีรี
ภาพเสด็จจากสวรรค์ชั้้นดาวดึงส์

ภาพเสด็จจากสวรรค์ชั้้นดาวดึงส์
ภาพลายรดน้ำโปรดพุทธมารดา

ภาพลายรดน้ำโปรดพุทธมารดา
ภาพโปรดเทพบุตรพุทธมารดา

ภาพโปรดเทพบุตรพุทธมารดา
ภาพเปิดโลก

ภาพเปิดโลก
พระปางแก่นจันทน์

พระปางแก่นจันทน์
พระแก่นจันทน์

พระแก่นจันทน์
ปางเสด็จดาวดึงส์

ปางเสด็จดาวดึงส์
ปางเปิดโลก-สุโขทัย

ปางเปิดโลก-สุโขทัย
โต๊ะบูชาประกอบงาช้าง

โต๊ะบูชาประกอบงาช้าง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เทศกาลกินเจ’ ภูมิประเพณีถือศีลกินผักรักกตัญญู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/445347

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลกินเจ’  ภูมิประเพณีถือศีลกินผักรักกตัญญู

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทศกาลกินเจ’ ภูมิประเพณีถือศีลกินผักรักกตัญญู

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

งานเทศกาลกินเจ ที่ภูเก็ต

ช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ จะเห็นว่าทุกตลาดนั้นมีธงเหลืองปักเต็มให้รับรู้ถึงช่วงงานเทศกาลกินเจ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่พุทธบริษัทไทยเชื้อสายจีนได้ถือปฏิบัติต่อเนื่องมานาน โดยกำหนดว่าวันที่ ๑ ของเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ เดือน ๙ ตามจันทรคติ ของปฏิทินจีนนั้น พุทธบริษัทจีนจะไม่กินเนื้อสัตว์ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการตั้งสัจจะว่าจะช่วยชีวิตสัตว์ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อให้การฆ่าสัตว์นั้นน้อยลง และผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาจะพากันสละทุกแห่งกิจโลกียวัตร พากันนุ่งห่มเสื้อผ้าสีขาวเข้าวัด เข้าโรงเจ พร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนบำเพ็ญศีลสมาทาน ทำบุญทำทานถือศีลกินเจเป็นเวลา ๙ วัน

งิ้ว อุปรากรจีนที่ขาดไม่ได้

คำว่า เจ นั้นมาจากคำในภาษาจีนมีความหมายทางพระพุทธศาสนาว่า “อุโบสถ” จีนเรียกโป๊ยกวนแจไก่ แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ และคำว่ากินเจ ตามความหมายที่แท้จริงนั้นก็คือการกินอาหารก่อนเที่ยงวัน เช่นเดียวกับชาวพุทธศาสนาถือ “อุโบสถศีล” ที่ปฏิบัติกันอยู่เสมอว่าเป็น การรักษาศีล ๘ ของคฤหัสถ์นั่นเอง ไม่ใช่ละเว้นเนื้อสัตว์แต่เพียงเท่านั้น ด้วยมีข้อปฏิบัติอีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิบัติในช่วงเทศกาลกินเจ โดยร่วมกันบริโภคแต่อาหารจำพวกพืชผัก และ ผลไม้เป็นหลัก ไม่กินพืชผักที่มีกลิ่นหอม หรือ เผ็ดร้อนอันจะนำมาซึ่งกามกิเลส เช่น หัวหอม กระเทียม ซึ่งมีข้อละเว้นไม่กระทำกิจใดๆที่เป็นการเบียดเบียนสัตว์โลกให้เดือดร้อนนั่นคือการไม่เอาชีวิต เลือด เนื้อของสัตว์โลกให้มาอาหาร โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เข้าสู่เทศกาลนี้ จะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมนอกจากเรื่องอาหารการกินที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์แล้ว ผู้ที่ถือเคร่ง จะไม่ข้องแวะทางโลกียวิสัย คิดและทำแต่สิ่งที่ดีระมัดระวังสำรวมในการพูดจา รักษาศีล ๕ รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ให้คงที่ ทำบุญ ทำทานนุ่งขาว ห่มขาว

ตลาดชุมชนจีนมีแต่อาหารเจ

ดังนั้น การกินเจ ถือเป็นการชำระล้างทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ผู้ที่ถือศีลกินเจจะต้องเปี่ยมไปด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ นับเป็นการปฏิบัติมาจากคำสอนตามพุทธฝ่ายนิกายมหายาน เป็นกุศโลบายให้คนทำความดีส่วนประเพณีในภายหลังนั้นได้มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งพิธีการ ให้เกิดความขลังเพิ่มความเชื่อถือให้มากยิ่งขึ้น จนเทศกาลกินเจมีสีสันและการจัดแตกต่างกันไปตามกำลังการศรัทธาจนเป็นเทศกาลงานสำคัญส่งเสริมการท่องเที่ยวในเทศกาลกินเจตามจังหวัดต่างเกือบทั่วประเทศ เทศกาลกินเจนี้มีการเรียกเป็น กินแจตามภาษาจีน บางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋า มีจุดเริ่มต้นจากชาวเปอรานากันในประเทศมาเลเซียและภาคใต้ของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๒๑๗๐ ตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยาซึ่งมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน

เทศกาลกินเจ จ.ภูเก็ต

เดิมเทศกาลกินเจได้รับความนิยมจัดกันในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ตลอดจนหมู่เกาะเรียวในอินโดนีเซีย จนนิยมแพร่หลายไปทุกแห่งที่มีชาวจีนและมีการตั้งศาลเจ้ารักษาประเพณีตามบรรพบุรุษ ปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นประเพณีสำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศทุกแห่งทั่วโลกที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ซึ่งแพร่หลายจนทำให้ประเพณีถือศีลกินผักหรือกินเจ เป็นพิธียันตรกรรมบูชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยอาศัยพระแม่แห่งดวงดาวมารีจีตามแบบพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน หรือถือตามลัทธิเต๋าที่เรียกว่า เต้าโบ้หงวนกุนหรือเต้าโบ้เทียนจุน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสมมุติของพิธีศักดิ์สิทธิ์ โดยอิงตำนานเทพแห่งดาวนพเคราะห์มากกว่า ศาสตร์แห่งลัทธิเต๋า ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่เมืองจีนแล้วจึงปรากฏตำนานความเชื่อที่ผูกโยงกับพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์และพระโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ เรียกว่า กิ้วอ้วงฮุดโจ้วในภาษาจีนแต้จิ๋วตามคติความเชื่อประเพณีของชาวจีน โดยเฉพาะลัทธิขงจื้อนั้นได้เน้นถึงบรรพบุรุษและความกตัญญู ดังนั้น สมเด็จบูรพกษัตริยาธิราช ๙ พระองค์ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า : กิ๋วอ๋องไต่เต้ อุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงประเทศด้วยหลักเมตตาธรรมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับการสรรเสริญจากชาวจีนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นธรรมชาติและดำเนินไปตามวิถีแห่งสวรรค์ ซึ่งตามลัทธิเต๋านั้นว่าจะส่งผลให้เป็นดวงวิญญาณสถิตอยู่ในสรวงสวรรค์ดังนั้นเมื่อสิ้นพระชนม์แล้วจึงได้จุติเป็นเทพเจ้าประจำดาวนพเคราะห์ ทำหน้าที่คุ้มครองมวลหมู่ประชาชาวโลกให้บังเกิดความร่มเย็นสืบไป บางตำนานเชื่อว่ากินเจเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม อย่างไรก็ตาม ทุกแห่งที่จัดเทศกาลกินเจจึงมีพิธีกรรมและอาหารเจสำหรับผู้ศรัทธาถือศีลกินผักรักสุขภาพทุกคน

เทศกาลกินเจ ตลาดน้อย

เทศกาลกินเจ ตลาดน้อย
อาหารเจในศูนย์อาหาร

อาหารเจในศูนย์อาหาร
อาหารเจในย่านเยาวราช

อาหารเจในย่านเยาวราช
อาหารเจที่ไม่ได้ทำจากเนื้อสัตว์

อาหารเจที่ไม่ได้ทำจากเนื้อสัตว์
พิธียกเสาโกเต้ง ที่ภูเก็ต

พิธียกเสาโกเต้ง ที่ภูเก็ต
พิธีบูชาในเทศกาลกินเจ

พิธีบูชาในเทศกาลกินเจ
เทศกาลกินเจ นครสวรรค์

เทศกาลกินเจ นครสวรรค์
เทศกาลกินเจตามวัดและศาลเจ้าตกแต่งสวยงาม

เทศกาลกินเจตามวัดและศาลเจ้าตกแต่งสวยงาม