ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศูนย์อนุรักษ์นครประวัติศาสตร์’ ภูมิเรียนรู้กรุงศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/443784

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศูนย์อนุรักษ์นครประวัติศาสตร์’  ภูมิเรียนรู้กรุงศรีอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ศูนย์อนุรักษ์นครประวัติศาสตร์’ ภูมิเรียนรู้กรุงศรีอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การอนุรักษ์จิตรกรรม

อุทยานประวัติศาสตร์หลายแห่งในประเทศไทยเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์ชาติจากสิ่งที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน และคงไม่ได้อยู่แค่เที่ยวชมเท่านั้น ด้วยโบราณสถานหลายแห่งต้องใช้วิชาการด้านอนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ที่ผ่านวิธีการสำรวจ ขุดแต่งและบูรณะให้คงอยู่เพื่ออนาคต อาทิตย์ ได้ตามหาภูมิรู้เรื่องการอนุรักษ์ไปกับฝ่ายเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร ไปยังศูนย์อนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ในสำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

พระนครศรีอยุธยา หรือ กรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีของชาติไทยแห่งนี้มีอายุมากกว่า ๔๑๗ ปีซึ่งยุคสมัยหนึ่งนั้น กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์การอาณาจักรที่สร้างความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆ ที่สะท้อนให้รู้ได้ถึง การปกครอง กฎหมาย การศาล ระบบสังคมศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรมจิตรกรรม ประณีตศิลป์ ภาษาและวรรณกรรมนาฏดุริยางค์ศิลป์ เรียกว่ารวมศิลปะวิทยาการทุกแขนงที่คนไทยในอาณาจักรอยุธยานั้นได้สร้างสมไว้จนปรากฏหลักฐานทางโบราณสถาน  โบราณวัตถุ ที่มีคุณค่าและยังเหลือสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จากพระนครที่ถูกทิ้งร้างและบูรณะต่อกันมาตามยุคสมัยนั้น ในปีพ.ศ.๒๕๒๕ กรมศิลปากร ซึ่งมีหน้าที่รับชอบตามกฎหมายนั้นได้ดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานเมืองพระนครศรีอยุธยา ภายใต้ชื่อ “โครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” การอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่รกร้างนั้นในไม่ช้าอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จึงได้รับการยกย่องจาก องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งมีผลทำให้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรนั้นได้เป็นมรดกโลกตามมาอีกหลายแห่ง

กษัตริย์กับการอนุรักษ์

สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาแห่งนี้นอกจากมีความปรากฏในเอกสารต่างประเทศแล้วยังมีโบราณสถานที่สำรวจพบแล้ว ทั้งภายในเมืองและนอกกำแพงเมืองจำนวนมากกว่า ๔๒๕ แห่ง โบราณสถานที่สำคัญนั้นน่าสนใจมาก เช่น พระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง เป็นที่อยู่ของพระมหากษัตริย์และเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและการปกครองในเวลาเดียวกันพระเจ้าอู่ทอง ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังขึ้นในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งวัดพระศรีสรรเพชญ์ปัจจุบันนั้นเหลือแต่เพียงฐานรากของพระที่นั่งองค์ต่างๆ เนื่องจากถูกเผาทำลายเมื่อครั้งเสียกรุงวัดพระศรีสรรเพชญ์ จึงเป็นวัดที่สำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยา เดิมเป็นพระราชวังที่ประทับซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง ทรงสร้างขึ้น ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้ย้ายพระราชวังไปสร้างใหม่ทางด้านริมแม่น้ำลพบุรี และอุทิศพระราชวังให้เป็นวัดสำหรับประกอบพระราชพิธีสำคัญ และเป็นที่เสด็จออกบำเพ็ญพระราชกุศล วัดราชบูรณะ เป็นวัดที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือเจ้าสามพระยาโปรดให้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ.๑๙๖๗ ในบริเวณที่ถวายพระเพลิงศพเจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้งสองของพระองค์ ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงเนื่องจากการรบแย่งชิงราชสมบัติ วิหารพระมงคลบพิตร ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทยคือ พระมงคลบพิตร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ ซึ่ง จอมพล ป.พิบูลสงครามได้บูรณะวิหาร พระมงคลบพิตรใหม่ทั้งหมดดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

คณะผู้ร่วมงานเปิดศูนย์

นอกจากนี้ ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยานั้นยังมีโบราณสถานที่สำคัญในแห่งอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องคอยอนุรักษ์บูรณะและเฝ้าระวังให้สภาพที่เหลืออยู่นั้นมีความมั่นคงให้นานที่สุด เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม วัดใหญ่ชัยมงคลวัดพนัญเชิง วัดธรรมิกราชวัดสุวรรณดาราราม วัดขุนแสนวัดเสนาสนาราม เป็นต้น ดังนั้นการมีส่วนร่วมจากประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และความเข้าใจในบทบาทการทำงานด้านอนุรักษ์นั้น จึงจำเป็นต้องมีศูนย์อนุรักษ์ฯสะท้อนให้เรียนรู้ถึงการทำงานด้านต่างๆ เช่น ด้านปูนปั้น ด้านจิตรกรรม ด้านการขุดสำรวจ ขุดแต่งโบราณสถานแต่ละแห่งในเอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งคาดหวังว่าต่อไปศูนย์แห่งนี้จะมีเอกสารรายงานและข้อมูลการอนุรักษ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ให้มากกว่าการดูภาพ-ดูหุ่นเท่านั้น

พิธีเปิดศูนย์อนุรักษ์

พิธีเปิดศูนย์อนุรักษ์
ศูนย์อนุรักษ์นครประวัติศาสตร์

ศูนย์อนุรักษ์นครประวัติศาสตร์
ภาพการอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญ

ภาพการอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญ
งานซ่อมภาพจิตรกรรม

งานซ่อมภาพจิตรกรรม
อาคารศูนย์อนุรักษ์

อาคารศูนย์อนุรักษ์
ห้องแสดงนิทรรศการ

ห้องแสดงนิทรรศการ
ภายในศูนย์อนุรักษ์

ภายในศูนย์อนุรักษ์
ภาพการอนุรักษ์โบราณสถาน

ภาพการอนุรักษ์โบราณสถาน
งานปูนปั้้น

งานปูนปั้้น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สมบัติจิ๋นซีฮ่องเต้’ ภูมิความยิ่งใหญ่ปฐมราชวงศ์ฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/442135

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมบัติจิ๋นซีฮ่องเต้’  ภูมิความยิ่งใหญ่ปฐมราชวงศ์ฉิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สมบัติจิ๋นซีฮ่องเต้’ ภูมิความยิ่งใหญ่ปฐมราชวงศ์ฉิน

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไทย-จีน ร่วมกันเปิดนิทรรศการ

ความสัมพันธระหว่างไทย-จีนนั้นมีมาแต่โบราณ จนมาถึงวันนี้วันที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างโอกาสพิเศษ ร่วมกันนำวัตถุโบราณจากจีนมาแสดงผ่านความสนใจใคร่รู้ไปถึง จิ๋นซีฮ่องเต้ หรือ ฉินฉื่อหฺวังตี้ ผู้เป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของจีน ก่อนคริสตกาล ฮ่องเต้ที่ชาวจีนยกย่องว่าพระองค์นั้นคือ พระเจ้าเจิ้ง(政 Zhèng ?) แห่งเมืองฉิน หมายถึง “ปฐมจักรพรรดิฉิน” หรือ “ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฉิน” อันเป็นที่มาของการเรียกชื่อประเทศว่า “จีน” หรือ “ฉิน” พระองค์เป็นผู้รวมแผ่นดินและสถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้นเมื่อปีที่ ๒๒๐ก่อนคริสตกาล และสามารถขยายอาณาเขตตั้งประเทศจีนสำเร็จในปีที่ ๒๒๑ ก่อนคริสตกาล หลังจากต่างเมืองแยกกันเป็นใหญ่ในยุคราชาแห่งแคว้นและสามก๊ก พระองค์จึงไม่ใช้ตำแหน่ง “หฺวัง” คือราชา เหมือนสมัยราชวงศ์ซางและราชวงศ์โจว แต่ทรงใช้คำว่า “หฺวังตี้” คือราชาธิราชหรือจักรพรรดิ เป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของแผ่นดินจีน ทรงใช้ “หฺวังตี้” สืบราชวงศ์ต่อกันมาอีกสองพันปี

คณะผู้รับผิดชอบการจัดแสดง

รัชสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้นั้น แม่ทัพนายกองของพระองค์มีบทบาทสำคัญงยิ่งต่อการรวบแผ่นดินขยายอาณาจักร การรบกับ เผ่าเยฺว่ ทางใต้เมืองฉู่ ทำให้ดินแดน ไป่เยฺว่ ของเมืองหูหนานและกวั่งตงตกเป็นของเมืองฉิน การรบกับพวก ซฺยงหนู ในเอเชียตอนกลาง ทำให้ฉินได้ดินแดนเอ้อเอ่อร์ตัวซือของกลุ่ม ซฺยงหนู แม้ว่ามั่วตู๋ ฉันยฺหวีผู้นำซฺยงหนู จะผนวกดินแดนได้บ้างก็ตาม พระองค์มีอำมาตย์คนสำคัญหลายคน เช่น หลี่ ซือ มาช่วยปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อจัดระเบียบประเพณีอันหลากหลาย เป็นเหตุให้ทรงเผาตำรา ฝังบัณฑิต แล้วรวมกำแพงเมืองที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปนั้นเข้าเป็นกำแพงเมืองจีน สร้างระบบของถนนหนทางใหม่เป็นการใหญ่และสุดท้ายสร้างสุสานหลวง โดยมีรูปปั้นองครักษ์ขนาดเท่าคนจริงคอยพิทักษ์อยู่ ระหว่างที่ครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเสาะแสวงหาน้ำอมฤตให้อายุยืนยาวมาตลอดแต่สุดท้ายพระองค์สวรรคตเมื่อปีที่ ๒๑๐ ก่อนคริสตกาลสุสานฉินสื่อหวง หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งเป็นฮวงซุ้ยของจักรพรรดิจีนฉินสื่อหวง หรือจักรพรรดิจิ๋นซีแห่งปฐมราชวงศ์ฉิน หรือจิ๋นซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลหลินถง นอกเมืองซีอาน มณฑลฉ่านซี ประเทศจีน เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๗ โดยหยางจื้อฟา และชาวนา ๖ คน จากหมู่บ้านซีหยาง ในขณะที่ขุดดินทำบ่อน้ำเพื่อทำการเพาะปลูก ที่บริเวณเชิงเขาหลีซาน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๓๕ กม. ในระหว่างที่ขุดลึกลง ๔ เมตร ในวันที่ ๕ ของการขุดนั้นได้พบวัตถุที่ทำด้วยดินเผาที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับเหยือกสำหรับใส่น้ำ จึงค่อยๆขุดดินอย่างระมัดระวัง และเมื่อยิ่งขุดลึกลงไปก็พบกองทัพทหารดินเผาในชุดเกราะ คันธนู และลูกธนูทองเหลืองจำนวนหนึ่ง

แสดงจิ๋นซีฮ่องเต้สร้างประเทศ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ รัฐบาลจีนได้เริ่มทำการขุดค้นภายในสุสาน ก็พบหลุมทหารรูปปั้นดินเผาจำนวนมาก ขณะนี้ขุดพบแล้วจำนวน ๓ หลุม จากทั้งหมด ๘ หลุม และได้พบวัตถุโบราณที่จัดเป็นลักษณะของกองทัพทหารดินเผาพร้อมด้วยสรรพาวุธ รถม้า และม้าศึก รวมแล้วกว่า ๗,๔๐๐ ชิ้นบริเวณพื้นที่หลุมสุสานนี้มีพื้นที่มากกว่า ๒๕,๐๐๐ ตารางเมตรและมีการคาดการณ์ว่าบริเวณสุสานฉินสื่อหวงนี้ จะมีพื้นที่มากกว่า ๒,๑๘๐ ตารางกิโลเมตร  กองโบราณคดีและกรรมการมณฑลฉ่านซีของจีน ร่วมกันหามาตรการในการอนุรักษ์โบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ของจีน ต่อมาในวันที่๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๗ หยวนจงอี้ เจ้าคังหมิน ได้นำทีมนักโบราณคดี เดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านซีหยางอีกครั้ง เพื่อทำการตรวจสอบและขุดค้นเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๒ กองทัพทหารดินเผาภายใต้มหาสุสานฉินสื่อหวงนี้ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการ จนในที่สุดเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๐ องค์การยูเนสโกได้ลงมติให้สุสานฉินสื่อหวง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม สุสานฉินสื่อหวงแห่งนี้ ประวัติว่าเริ่มสร้างขึ้นในสมัยฉินสื่อหวง หรือจิ๋นซีฮ่องเต้ ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ ๓๘ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๖-๒๐๘ ก่อนคริสตกาล พื้นที่ของสุสานรวมทั้งสิ้น ๒,๑๘๐ ตร.กม. ภายในสุสานนั้นบรรจุพระบรมศพของฉินสื่อหวงและทรัพย์สมบัติต่างๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนม และนางกำนัล รถม้า และขุนพลทหารจำนวนมาก เพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกของฉินสื่อหวง โครงสร้างและสถาปัตยกรรมโดยรวมของสุสานนั้น มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกเฉลี่ย ๓๕ เมตร กว้าง๑๔๕ เมตร และยาว ๑๗๐ เมตร วันนี้วัตถุโบราณสำคัญบางชิ้นได้ถูกนำมาแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้ไปถึงวันที่๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ เพื่อให้ผู้สนใจได้ชมกันโดยไม่ต้องเดินทางไปประเทศจีน

มีวิทยากรให้ความรู้

มีวิทยากรให้ความรู้
คนขี่ม้าเคลือบ

คนขี่ม้าเคลือบ
เหอ-ภาชนะมีพวยกา

เหอ-ภาชนะมีพวยกา
หุ่นทหารดินเผา

หุ่นทหารดินเผา
ห้องนิทรรศการ

ห้องนิทรรศการ

หยกเครื่องประดับทองคำ

หยกเครื่องประดับทองคำ
เสื้อเกราะทำด้วยหิน

เสื้อเกราะทำด้วยหิน
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
รูปปั้้นดินระบายสี

รูปปั้้นดินระบายสี
รถม้าจำลอง

รถม้าจำลอง
แผ่นทองคำ

แผ่นทองคำ
ประตูสุสานจิ๋นซี

ประตูสุสานจิ๋นซี
จิ๋นซีฮ่องเต้

จิ๋นซีฮ่องเต้
คนขี่ม้าดินเผา

คนขี่ม้าดินเผา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “สถานตากอากาศบางปู” ภูมิพักผ่อนสุขใจชายทะเลอ่าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/440471

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : “สถานตากอากาศบางปู” ภูมิพักผ่อนสุขใจชายทะเลอ่าวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชายทะเลบางปูวันนี้

ชายทะเลอ่าวไทยนั้นส่วนมากมีป่าชายเลนขึ้นอยู่โดยรอบและท้องทะลก็มีสันดอนปากน้ำอยู่  แต่ด้วยเหตุที่มีลมทะเลพัดเย็นและพื้นทะเลสวยงามจากแสงยามเช้าและแสงตกในยามเย็น แม้จะไม่มีชายทะเลมีหาดทรายอย่างที่อื่นก็ตาม ก็ยังมีการสร้างสถานตากอากาศตามธรรมชาติขึ้น กล่าวคือในปี พ.ศ.๒๔๘๐ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้ดำริให้สร้างสถานที่พักผ่อนสำหรับประชาชนทั่วไปขึ้น ในพื้นที่ติดชายทะเลและระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯนัก และเลือกพื้นที่บางปู ของเมืองสมุทรปราการ สร้างเป็นสถานตากอากาศตามธรรมชาติแห่งแรก  พ.ศ.๒๔๘๒  ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างสะพานสุขตาจนเสร็จเรียบร้อยแล้วเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป มีชื่อเรียกว่า “สถานตากอากาศชายทะเล บางปู”

ความบันเทิงในอดีตที่บางปู

ต่อมาพ.ศ.๒๔๘๔ สถานตากอากาศชายทะเล บางปู ต้องหยุดดำเนินการ เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเพื่อใช้เป็นทางผ่านในการสู้รบกับฝ่าย สัมพันธมิตรในสงครามมหาเอเชียบูรพา จน เหตุการณ์สงบลง  สถานตากอากาศชายทะเลจึงเปิดดำเนินการใหม่ในพ.ศ.๒๔๙๐ ต่อมาปี  พ.ศ.๒๔๙๑ กรมพลาธิการทหารบกได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบแทน และได้เปิดบริการขายอาหารและเครื่องดื่มที่บริเวณปลายสะพานสุขตา และจัดตั้งสถานพักฟื้นสำหรับทหารที่บาดเจ็บ   พ.ศ. ๒๕๓๖ ร้านอาหารที่ปลายสะพานสุขตาปิดให้บริการ เนื่องจากความทรุดโทรมของฐานรากอาคารชำรุดมาก ไม่ปลอดภัยกับผู้มาใช้บริการ  พ.ศ.๒๕๔๒นั้นสถานการณ์บ้านเมืองเกืดเปลี่ยนแปลงไปและการสู้รบตามแนวชายแดนลดน้อยลง ทำให้สถานพักฟื้นไม่มีทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบมาฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกาย  กองทัพบกจึงได้มีคำสั่งยุบสถานพักฟื้นให้คงเหลือไว้เพียงสถานพักผ่อน พ.ศ. ๒๕๔๓ การปรับปรุงซ่อมแซมสะพานและร้านอาหารปลายสะพานสุขตาได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย พร้อมเปิดให้บริการ แก่ข้าราชการ ลูกจ้างสังกัดกองทัพบกตลอดจนประชาชนทั่วไปในเดือนสิงหาคม๒๕๔๓ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ศาลาสุขใจ”

ฉากถ่ายภาพย้อนอดีต

สถานตากอากาศบางปู ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่๓๗ถนนสุขุมวิท ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ มีกรมพลาธิการทหารบก กำกับดูแลและดำเนินกิจการสถานพักตากอากาศบางปูให้เป็นศูนย์รวมสันทนาการสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ประกอบไปด้วย สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเฉลิมพระเกียรติ พื้นที่สาธิตและนิทรรศการการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน บริเวณอนุสรณ์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก สะพานสุขตา ร้านอาหารศาลาสุขใจ บ้านพักบังกะโล และอาคารที่พัก  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเฉลิมพระเกียรติ๗๒พรรษามหาราชินี ที่สร้างขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กองทัพบก และ WWF ประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่มีภาระกิจด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงเมืองใหญ่กับป่าชายเลน ที่เยาวชนและผู้ที่สนใจสามารถไปเรียนรู้ธรรมชาติจากระบบนิเวศและสร้างความสุขสนุกสนานจากบรรยากาศชายทะเล โครงการบรรเทาผลกระทบ เป็นพื้นที่ตัวอย่างเพื่อสาธิตการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยโครงการ เขื่อนไม้ไผ่ และการสร้างพลังงานทดแทนด้วยโครงการ กังหันลมผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม และโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียบริเวณสถานตากอากาศบางปู และอาคารแสดงนิทรรศการต่างๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน  อนุสรณ์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก  รำลึกถึงประวัติศาสตร์สงครามมหาเอเชียบูรพา สถานที่ซึ่งทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ ๒๔๘๔  สร้างขึ้นสมัย จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็น นายกรัฐมนตรี ช่วงสงครามโลกครั้งที๒ เพื่อเป็นการบำรุงขวัญกำลังพล และเป็นสถานที่พักผ่อนแก่บุคคลทั่วไป ร้านอาหารศาลาสุขใจ    ภายในร้านอาหารศาลาสุขใจ มีห้องรับจัดเลี้ยง ห้องจัดประชุม สัมนา ฯลฯ มีบริการอาหาร-เครื่องดื่ม ในบรรยากาศวิวทะเล เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น. ในวันเสาร์มีกิจกรรมลีลาศเพื่อสุขภาพ ตั้งแต่เวลา๑๖.๐๐-๒๐.๐๐น. บ้านพักบังกะโล อาคารที่พัก  ให้กับข้าราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหมและประชาชนทั่วไป ได้สัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะสะพานซึ่งเป็นจุดชมฝูงนกนางนวลและนกอื่นๆที่บินไกลจากต่างประเทศในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายนโดยมีดวงอาทิตย์ตกทะเลในยามเย็นทุกวัน

สมเด็จพระชนกาธิเบศรทรงเสด็จพักผ่อนที่บางปู

สมเด็จพระชนกาธิเบศรทรงเสด็จพักผ่อนที่บางปู
บรรยากาศยามเย็น

บรรยากาศยามเย็น
แสงยามเย็น

แสงยามเย็น
สะพานดูนกนางนวล

สะพานดูนกนางนวล
ศาลาสุขใจวันนี้

ศาลาสุขใจวันนี้
ศาลาสุขในในอดีต

ศาลาสุขในในอดีต
เรือสินค้าจากทะเล

เรือสินค้าจากทะเล
ฝูงนกนางนวล

ฝูงนกนางนวล

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘คนบ้านระจัน’ยุทธภูมิรวมพลคนกล้าตายสมัยอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/438857

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คนบ้านระจัน’ยุทธภูมิรวมพลคนกล้าตายสมัยอยุธยา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘คนบ้านระจัน’ยุทธภูมิรวมพลคนกล้าตายสมัยอยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อนุสาวรีย์วีรชนคนบ้านระจัน

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกวีรชนคนกล้าแห่งบ้านระจัน เมืองวิเศษไชยชาญ ไว้ว่า วันจันทร์ แรม ๒ ค่ำเดือนแปด ปีจอ พ.ศ.๒๓๐๙ นั้น ค่ายคนบ้านระจันถูกพม่าตีค่ายแตกหลังจากได้มีการสู้รบมาแล้ว ๗ ครั้งดังนั้นทุกปีในวันที่ ๒๓ มิถุนายน จึงมีการรวมพลคนสานต่ออุดมการณ์คนบ้านระจันให้ระลึกถึงวีรกรรมที่มีผู้กล้าเข้าสู้รบข้าศึกจนตัวตาย ที่ร่วมกันสู้รบกันมาตั้งแต่เดือน ๔ ปลายปีระกา พ.ศ.๒๓๐๘ จนค่ายแตกย่อยยับ และคนไทยถูกกวาดต้อนเป็นเชลยก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา จากเรื่องเล่าพงศาวดาร ตำนานคนกล้า ได้มีการถ่ายทอดกันมากมายทั้งนิยายเรื่องบางระจันของ ไม้ เมืองเดิม ภาพยนตร์และละคร จนคนทั้งแผ่นดินนั้นรู้จักชื่อบางระจันมากกว่าชื่อจริงคือ บ้านระจัน ซึ่งเป็นชื่อเดิมปรากฏในเอกสารเก่า อาทิตย์นี้ ธนิต เพชรถนอม, สันต์ สุดใจ ช่างภาพยอดฝีมือ ได้ชวนให้ร่วมกันสร้างกิจกรรมถ่ายภาพเพื่อเชิดชูวีรชนคนกล้า “คนบ้านระจัน” โดยมีกลุ่มถ่ายภาพคนวาดภาพด้วยแสงหลายคนลงพื้นที่จริงถ่ายภาพกันที่วัดอ้อยช้าง วัดโพธิ์เก้าต้น และตลาดย้อนยุคของบ้านระจัน ซึ่งมีจิตอาสามาร่วมกันสร้างบทบาทย้อนยุคสมัยให้สมจริงถึงเหตุการณ์เมื่อ ๑๕๓ ปี ทั้งหมดร่วมรังสรรค์การถ่ายทอดอารมณ์และจินตภาพตามสายตาช่างภาพวาดภาพด้วยแสงเงาให้ดูขรึมขลังและใช้สื่อความหมายตามลำดับเรื่องราวตามที่ปรากฏในพงศาวดาร ตำนานเล่าขานของพื้นถิ่น นับเป็นความร่วมมือร่วมใจที่เกิดขึ้นเองซึ่งต้องขอบคุณครูดาบตัวดำ วิทยา เอมพันธ์ และกลุ่มจิตอาสานักแสดงจากเมืองต่างๆ กว่า ๕๐ คน ทุกคนมาร่วมถ่ายทอดอารมณ์สืบสานความรักชาติรักแผ่นดินให้ปรากฏตามอย่างอุดมการณ์ “คนบ้านระจัน” เมืองวิเศษไชยชาญ

นักแสดงและช่างภาพกลุ่มวาดภาพด้วยแสง

“เมื่อเดือนสาม ปีระกา พุทธศักราช ๒๓๐๘ นายจันหนวดเขี้ยว นายโชติ นายดอก นายทองแก้ว นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ นายแท่นนายเมืองพันเรือง ขุนสรรค์ และ นายอิน ได้เป็นหัวหน้ารวบรวมชาวบ้านตั้งค่ายต่อสู้พม่าที่บ้านบางระจันมีพระอาจารย์ธรรมโชติ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาคมบำรุงขวัญ ตั้งแต่เดือนสี่ ปีระกา พุทธศักราช ๒๓๐๘ จนถึงเดือนเจ็ด ปีจอ พุทธศักราช ๒๓๐๙ วีรชนค่ายบางระจัน ได้ต่อสู้พม่าด้วยความกล้าหาญและด้วยกำลังใจอันเด็ดเดี่ยว ยอมสละแม้เลือดเนื้อและชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทย รบชนะพม่าถึงเจ็ดครั้งจนพม่าครั่นคร้ามฝีมือ” จากข้อความที่จารึกของอนุสาวรีย์วีรชนคนบ้านระจัน และจังหวัดก็ควรจะดำริให้มีการแก้ไขให้เป็นชื่อ “บ้านระจัน” ตามหลักฐานเดิมเสีย ทั้งชื่ออำเภอตำบลหมู่บ้าน ไม่ใช่ชื่อ “บางระจัน” ตามนิยาย ไม้ เมืองเดิมที่ผิดกันมาแต่แรก เหตุการณ์ที่รับรู้กันก็คือคนบ้านระจันนั้นได้ตั้งค่ายที่บ้านระจัน วัดโพธิ์เก้าต้น ปักหลักสู้รบพม่าที่พยายามส่งทัพเข้ามาตีชาวบ้านระจันถึง ๗ ครั้ง แต่ไม่สำเร็จด้วยทุกคนมีใจสู้จนสุดท้าย สุกี้ ชาวมอญนายกองใหญ่ของพม่า ผู้เคยอยู่ในอยุธยามาเป็นเวลานาน จนรู้ว่าชาวบ้านระจันนั้นถนัดรบในที่แจ้ง จึงอาสามาปราบชาวบ้านระจัน โดยสั่งให้ยิงปืนใหญ่เข้าไปในค่ายแทนการสู้รบกันกลางแจ้ง ทำให้คนบ้านระจันเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นายทองเหม็นได้ขี่กระบือบุกเข้าค่ายพม่า แต่ถูกพม่ารุมทำร้ายจนตาย ฝ่ายคนบ้านระจันไม่มีปืนใหญ่ยิงตอบโต้ครั้นขอไปทางกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ให้ อ้างว่าเกรงจะถูกข้าศึกแย่งไประหว่างทาง ชาวบ้านจึงช่วยกันหล่อปืนใหญ่ขึ้นเอง โดยใช้ของใช้ทุกอย่างที่ทำด้วยทองเหลืองมาหล่อปืนได้สองกระบอก แต่พอทดลองยิง กระบอกปืนก็แตกจนใช้การไม่ได้ ในที่สุดชาวบ้านระจันก็พ่ายแพ้แก่พม่าหลังจากสู้กันมา ๕ เดือน วีรกรรมของชาวบ้านระจัน ได้ถูกยกย่องว่าเป็นเกียรติภูมิของคนกล้าหาญซึ่งเป็นต้นแบบความรักชาติรักแผ่นดินโดยแท้ และกิจกรรมครั้งนี้ได้ถ่ายทอดให้รู้สึกได้ว่าชาตินั้นเหนืออื่นใดสละได้แม้ชีวิต…ฝากความกล้าหาญหน่อย แก้ชื่ออำเภอและหมู่บ้านเสียให้ถูกครับ

น้ำมนต์วัดโพธิ์เก้าต้น

น้ำมนต์วัดโพธิ์เก้าต้น
นักแสดงจิตอาสาฝ่ายข้าศึก

นักแสดงจิตอาสาฝ่ายข้าศึก
ฐิตินันท์ หล้าป้อม

ฐิตินันท์ หล้าป้อม
กุลศิริ แจ้งสว่าง

กุลศิริ แจ้งสว่าง
ครูดาบคนบ้านระจัน

ครูดาบคนบ้านระจัน
หันหลังสู้ตาย

หันหลังสู้ตาย
หล่อปืนสู้ครั้้งสุดท้าย

หล่อปืนสู้ครั้้งสุดท้าย
วีรชนคนบ้านระจัน

วีรชนคนบ้านระจัน
พาครัวเข้าค่ายสู้

พาครัวเข้าค่ายสู้
นักแสดงจิตอาสา

นักแสดงจิตอาสา
ทองเหม็นสู้จนอ่อนแรง

ทองเหม็นสู้จนอ่อนแรง
ทนเจ็บดีกว่าเสียแผ่นดิน

ทนเจ็บดีกว่าเสียแผ่นดิน
ตัวต่อตัวเพื่อตาย

ตัวต่อตัวเพื่อตาย
นักแสดงจิตอาสาคนบ้านระจัน

นักแสดงจิตอาสาคนบ้านระจัน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สีทองผ่องอำไพ’ ปฐมเหตุความหายนะศิลปกรรมวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437220

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สีทองผ่องอำไพ’ ปฐมเหตุความหายนะศิลปกรรมวัด

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สีทองผ่องอำไพ’ ปฐมเหตุความหายนะศิลปกรรมวัด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลอกสีทองให้เป็นหลวงพ่อดำตามเดิม

จากเหตุกิจกรรมทาสีทองลุกลามเข้าไปในวัดแบบผิดกาลเทศะและหลักการอนุรักษ์นั้น ทำให้เกิดกระแสการเฝ้าระวังจากสังคม แม้จะหยุดความเชื่อความศรัทธาได้ยาก ในภารกิจแรกที่ต้องแก้ไขก่อนนั้น คือต้องหยุดการทำลายชิ้นงานสำคัญในโบราณสถานของวัดเสียก่อน หน่วยงานศิลปากรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้พากันตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้โบราณสถานที่ถูกทาสีทองดังกล่าว อาทิตย์นี้ได้ติดตามนายอรุณศักดิ์กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ถึงการแก้ไขโบราณสถานและโบราณวัตถุตามวัดสำคัญที่ถูกทาสีทอง ของสำนักงานศิลปากรในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีคุณอัจฉรา แข็งสาริกิจ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรีและคณะรับผิดชอบพื้นที่และเร่งการแก้ไขหลังจากที่มีวัดถูกทาสีทองเกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้

เปิดลวดลายเดิมกลับคืน

ในเบื้องต้นนั้นได้การคัดเลือกวัดไว้ ๓ แห่ง คือ วัดโพธาราม วัดลาวทอง และวัดไชนาวาส อำเภอเมือง โดยใช้เกณฑ์คัดเลือกโบราณสถานที่เก่าแก่ เป็นวัดที่สำคัญอันดับต้นๆ และมีประติมากรรมสวยงาม รวมถึงสภาพความเสียหายจากการทาสีทองที่จำเป็นเร่งด่วน การอนุรักษ์ได้ดำเนินการในประติมากรรมเฉพาะด้วยมีงบประมาณจำกัด คือ ใบเสมา ซุ้มประตู และหลวงพ่อดำ ก่อนที่จะเสียหายมากกว่านี้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการแก้ปัญหารวมประมาณ ๙ แสนบาทหน่วยช่างอนุรักษ์ศิลปกรรมนั้นได้แก้ไขโดยทำการลอกสีและทำให้ลวดลายของเดิมที่สำคัญกลับคืนสภาพเดิม ในวัดโพธาราม วัดลาวทอง วัดไชนาวาสแต่ละวัดนั้นถูกทาสีทองที่ตัวโบสถ์ เจดีย์ และกำแพงแก้วรวมทั้งโบราณวัตถุ พระพุทธรูปสำคัญ ในโบสถ์วิหารด้วยซึ่งพบการลอกของสีทองที่ทาทับหลุดออกมา โดยเฉพาะพระประธานที่ทำด้วยปูนในโบสถ์นั้นถูกสีทองปิดหรืออุดตันปูนทำให้เกิดตุ่มพองของเม็ดน้ำอยู่บนผิวทอง รอวันแตกออกเป็นรอย และความชื้นจากปูนก็จะทำลายเนื้อปูนตามไปด้วย

พระพุทธรูปที่ลอกสีทองออก

จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ของตัวอย่างสีทองที่ทาแต่ละวัดนั้นมีผลต่อการทำลายเนื้อในของโบราณวัตถุมากกว่าการอนุรักษ์และความมั่นคงของชิ้นงานวัสดุ ดังนั้นการเดินหน้าแก้ไขอันดับแรกจึงต้องให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่ายทั้งวัด ชาวบ้านในชุมชน ที่จะต้องดูแลป้องกันไม่ให้พฤติกรรมทาสีทองจากเจ้าของผู้ผลิตสีหรือผู้มีความเชื่อไม่สร้างกิจกรรมโดยไม่ศึกษาเรียนรู้ก่อน

ทาสีทองหมด

การดำเนินโครงการอนุรักษ์ประติมากรรมเพื่อแก้ไขปัญหาโบราณสถานที่ถูกทาสีทองและความก้าวหน้าในการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานสำคัญในสุพรรณบุรีครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไขให้มีการดำเนินงานบูรณะโบราณสถานทั่วประเทศที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานของวัดมากกว่า ๔๐ แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเกิดจากความเชื่อมาสร้างกิจกรรมทาสีทองหาบุญโดยผิดหลักการอนุรักษ์ คือใช้สีสมัยใหม่ที่มีความคงทนสูงนั้นแต่ไม่มีคุณสมบัติระบายความชื้นได้ อีกทั้งยังเร่งให้เนื้อปูนเนื้อหินผนังผุกร่อนได้ง่าย บางแห่งพบว่ามีการฉาบปูนซีเมนต์ดำทับปูนเก่า ทำให้ระบายความชื้นไม่ได้เลย เพราะสีนั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะยึดเกาะชิ้นงาน ส่งผลต่อปูนเก่าอิฐเก่าให้ผุกร่อนหลุดร่อนขึ้น เหมือนจะเป็นอาการของกรรมที่จะเกิดกับผู้ที่มุ่งทำร้ายศิลปกรรมพุทธศาสนา เป็นตราบาปที่ทำให้สูญสิ้นงบประมาณจำนวนมากและต้องใช้เวลาในการแก้ไขนานวัน ดังนั้นการถวายความรู้ต่อพระสังฆาธิการจึงเป็นแนวทางที่เชื่อว่าจะลดละเลิกการอนุญาตและร่วมกันป้องกันไม่ให้มีการทำลายโบราณสถานต่อไปอีก ซึ่งภูมิปัญญาโบราณนั้นใช้การลงรักปิดทองตามชิ้นงานสำคัญ

แม้จะมีบางวัดไม่ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ก็ตาม เรื่องนี้ได้มีการแจ้งดำเนินคดีกับวัดต่างๆ ที่ดื้อรั้นให้ทาสีทองจนทำให้ศิลปกรรมและโบราณสถานเสียหาย ขณะนี้มีวัดทาสีทองที่ถูกสีทองทาจำนวนมากที่คนทั้งประเทศต้องช่วยกันสอดส่องและเฝ้าระวังดูแล และน่าจะเป็นปฐมเหตุหนึ่งในการพิจารณาสนับสนุนวัดพัฒนาของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไปด้วย

อัจฉรา แข็งสาริกิจ ผอ.สำนักศิลปากรที่ ๒

อัจฉรา แข็งสาริกิจ ผอ.สำนักศิลปากรที่ ๒
อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร

อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร
สีทองปิดทับจนบวม

สีทองปิดทับจนบวม
การลอกของสีทองที่เกิดขึ้น

การลอกของสีทองที่เกิดขึ้น
ความแตกต่างบนใบเสมาอยุธยา

ความแตกต่างบนใบเสมาอยุธยา
วิหารที่ถูกทาสีทองทั้งหลัง

วิหารที่ถูกทาสีทองทั้งหลัง
ใบเสมาอยุธยาที่ถูกทาทับ

ใบเสมาอยุธยาที่ถูกทาทับ
ใบเสมาหินทรายที่ผุร่อน

ใบเสมาหินทรายที่ผุร่อน
ซุ้มประตูที่ฟื้นฟูให้ลวดลายกลับคืน

ซุ้มประตูที่ฟื้นฟูให้ลวดลายกลับคืน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองร้อยเอ็ด’ภูมิการอนุรักษ์พัฒนากำแพงเมือง-คูเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/435578

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองร้อยเอ็ด’ภูมิการอนุรักษ์พัฒนากำแพงเมือง-คูเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองร้อยเอ็ด’ภูมิการอนุรักษ์พัฒนากำแพงเมือง-คูเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กำแพงเมืองร้อยเอ็ด

ด้วยเหตุที่กำแพงเมือง-คูเมืองนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและเป็นที่ราชพัสดุที่กรมธนารักษ์มีหน้าที่สำรวจเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุนั้น ล้วนเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๓๙-๒๕๖๑ ซึ่งได้มีการสำรวจและให้การรับรองขอบเขตที่ดินกำแพงเมือง-คูเมืองแล้วจำนวน ๒๔๖ แห่ง ครั้งนี้ได้ตามรอยไปกับกรมธนารักษ์ โดยอธิบดีอำนวย ปรีมนวงศ์ได้ให้ความสำคัญในการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ที่มีสภาพทางกายภาพที่มีความเหมาะสม และมีศักยภาพในการพัฒนาฟื้นฟูและบูรณะ ซึ่งมีการบันทึกความร่วมมือการอนุรักษ์กำแพงเมือง-คูเมืองร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการอนุรักษ์กำแพงเมือง-คูเมืองขึ้นที่เมืองร้อยเอ็ด เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมได้จัดทำแผนบริหารที่ราชพัสดุ เป้าหมาย ๕ ปี (ปีพ.ศ.๒๕๕๙-๒๕๖๓) ให้มีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทยให้เป็นมรดกของชาติ และศูนย์การเรียนรู้สืบสานวัฒนธรรมชุมชนภายใต้นโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร ซึ่งได้มีการประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าแล้วจำนวน ๒๓ เมือง โดยจัดทำป้ายสื่อความหมาย (Interpretation Sign) เพื่อเผยแพร่และเป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาขนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติใน ๘ แห่ง หนึ่งนั้นคือ เมืองร้อยเอ็ด ซึ่งมีการจัดการเสวนา “กำแพงเมือง-คูเมืองสัญจร ณ เมืองร้อยเอ็ด” ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นโครงการนำร่อง ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภารกิจการอนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้เรื่องกำแพงเมือง-คูเมือง ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาการบูรณาการด้านการพัฒนาผังเมือง ปัญหาการบุกรุกและเสื่อมสภาพ การขาดการบูรณาด้านกฎหมาย รวมถึงการบริหารจัดการ และกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมและแนวทางการอนุรักษ์ สืบสานต่อยอดให้เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืนต่อไป โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ศ.ธงทอง จันทรางศุ, ดร.สุดสันต์ สุทธิพิศาล, พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ, ธีรพันธ์ จันทรเจริญ, ดร.วิศปัตย์ ชัยช่วย, และบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด โดยมีผู้รับผิดชอบจากกรมธนารักษ์ประสานงานการจัดนำร่องครั้งนี้ ขอขอบคุณ ดร.นันท์ธีมา สุวรรณเมธานักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน, ประภพ อนันตกุล และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำให้งานนี้เห็นแนวทางการดำเนินงานในแห่งอื่นต่อไป

คณะความร่วมมือจากทุกฝ่าย

จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นเมืองโบราณเดิมมีชื่อเรียกในตำนานว่า “เมืองสาเกตนคร” ลักษณะผังเมืองเป็นผังเมืองสมัยทวารวดีและสมัยขอม ซึ่งมีคูเมืองอยู่ด้านนอกและกำแพงเมืองเป็นคันดินอยู่ด้านใน โดยกำแพงเมือง-คูเมืองร้อยเอ็ด ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี ที่ยังคงหลักฐานทั้งกายภาพที่บ่งบอกถึงลักษณะอันเด่นชัดของโครงการเมืองหรือโบราณสถาน และยังสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดมีแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์กับประชาชนทั่วไป โดยการบูรณาการกับทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สมกับเป็นเมือง “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม-เรืองนามพระสูงใหญ่ผ้าไหมสาเกต-บุญผะเหวดประเพณี-มหาเจดีย์ชัยมงคล-งามน่ายลบึงพลาญชัย-เขตกว้างไกลทุ่งกุลาโลกลือชาข้าวหอมมะลิ” ซึ่งเมืองร้อยเอ็ดแห่งนี้นับเป็นภูมิบ้าน ๓ มิเมืองโบราณ ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของภาคอีสาน ในลุ่มน้ำชี น้ำมูลมีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคประวัติศาสตร์ และมีความหลากหลายทางด้านศาสนา และวัฒนธรรม ด้วยเป็นดินแดนแห่งนี้ที่มีเรื่องราวของเมืองมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดียุคขอมโบราณ และกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ต้องมีการศึกษาเรียนรู้ถอดบทเรียนกันใหม่ให้ทุกคนเห็นประโยชน์จากแผ่นดิน

พิธีเปิดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด

พิธีเปิดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด
วิทยากรให้ความรู้

วิทยากรให้ความรู้
วิทยากรชมโบราณวัตถุของเมือง

วิทยากรชมโบราณวัตถุของเมือง
อำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์

อำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์
บรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรี

บรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรี
เสวนาทางวิชาการ

เสวนาทางวิชาการ
ภาพสร้างบ้านแปงเมืองขุดบึงพลาญชัย

ภาพสร้างบ้านแปงเมืองขุดบึงพลาญชัย
ภาพแนวกำแพงเมืองร้อยเอ็ด

ภาพแนวกำแพงเมืองร้อยเอ็ด
แผนที่กำแพงเมือง.ร้อยเอ็ด พ.ศ.๒๔๘๓

แผนที่กำแพงเมือง.ร้อยเอ็ด พ.ศ.๒๔๘๓
บึงพลาญชัยกลางเมือง

บึงพลาญชัยกลางเมือง
เนินดินกำแพงเมืองที่เหลืออยู่

เนินดินกำแพงเมืองที่เหลืออยู่
เนินดินกำแพงเมืองทวารวดี

เนินดินกำแพงเมืองทวารวดี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองชัยปุระ’ ภูมินครสีชมพูรัฐราชสถานของอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433956

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองชัยปุระ’  ภูมินครสีชมพูรัฐราชสถานของอินเดีย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองชัยปุระ’ ภูมินครสีชมพูรัฐราชสถานของอินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เทวสถาน

ด้วยเหตุที่เมืองชัยปุระนั้นเป็นเมืองสำคัญแห่งรัฐราชสถานที่มีผังเมืองแบบเดียวกับกรุงศรีอยุธยา แม้จะอยู่ไกลเกินกว่าจะเชื่อมสัมพันธไมตรีได้สะดวกนัก แต่ด้วยเห็นว่าสถาปัตยกรรมและศิลปะนั้นมีความน่าสนใจร่วมสมัยถึงกัน อาทิตย์นี้จึงเดินทางตามรอยสถาปัตยกรรมเมืองชัยปุระถึงอินเดีย เมืองชัยปุระแห่งนี้ตั้งครั้งสมัยอยุธยาเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๒๗๐ (ค.ศ.๑๗๒๗) โดยมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ ๒ เจ้าครองนครอาเมร์ (Amer) เมืองนี้ถือว่ามีผังเมืองที่น่าสนใจและมีถนนกว้างแบ่งเป็นช่องตารางจำนวน ๖ เขต ที่กั้นด้วยถนนกว้างกว่า ๓๔ เมตร ใจกลางเมืองนั้นถูกถนนล้อมรอบสี่ด้านโดยแบ่งเป็นห้าเขตล้อมทางด้านทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตกซึ่งเป็นเขตพระราชวัง และเขตที่หกนั้นอยู่ทางทิศตะวันออก ภายในบริเวณเขตพระราชวังประกอบด้วย หมู่พระราชมณเฑียรฮาวามาฮาล(Hawa Mahal) สวนสาธารณะ และทะเลสาบขนาดเล็กแล้ว ยังมีป้อมนาฮาการ์ (Nahargarh Fort) ซึ่งเป็นพระราชวังที่ประทับของมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ ๒ ตั้งอยู่บนเชิงเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตเมืองเก่า และมีหอดูดาวจันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar) ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก มหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ ที่ ๒ แห่งอาเมร์ผู้สร้างเมืองนั้นสืบเชื้อสายมาจากราชปุต ราชวงศ์กาญจวาหา (Kachchwaha) ซึ่งปกครองระหว่างปี พ.ศ.๒๒๔๒-๒๒๘๗ ที่เมืองหลวงคือ “แอมเมร์” (Amber)ตั้งอยู่ห่างจากชัยปุระประมาณ ๑๑ กิโลเมตร การย้ายเมืองหลวงครั้งนั้นเนื่องจากมีประชากรเพิ่มขึ้นและเกิดการขาดแคลนแหล่งน้ำอย่างรุนแรงมาก พระองค์ทรงศึกษาตำราสถาปัตยกรรมมากมาย พร้อมทั้งที่ปรึกษาต่างๆ ก่อนจะทำผังเมืองของชัยปุระ ในที่สุดได้สถาปนิกคนสำคัญคือ “วิทยาธร ภัตตาจารย์” (Vidyadhar Bhattacharya)ผู้เป็นปราชญ์วรรณะพราหมณ์จากเบงกอล ต่อมาเป็นหัวหน้าสถาปนิกของมหาราชา ช่วยวางแผนและออกแบบอาคารต่างๆ รวมถึงพระราชวังหลวงใจกลางเมือง พร้อมทั้งกำแพงเมืองอย่างหนาแน่นที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามกับจักวรรดิมราฐา

กำแพงป้อมบนเขา

นอกจากนี้พระองค์ยังมีความสนใจด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ด้วย จึงทำให้ชัยปุระนั้นมีรูปแบบสถาปัตยกรรมตามหลักของวัสดุศาสตร์ (Vastu Shastra)และหลักจากตำราอื่นๆ การสร้างเมืองชัยปุระอย่างจริงจังใน พ.ศ.๒๒๗๐ ใช้เวลาการสร้างมากกว่า ๔ ปี ในการสร้างพระราชวัง ถนน และจัตุรัสต่างๆ โดยสร้างเมืองตามหลักตำราศิลปศาสตร์ (Shilpa Shastra) ซึ่งเป็นศาสตร์ของสถาปัตยกรรมอินเดีย โดยแบ่งผังเมืองออกเป็น ๙ ส่วนเท่าๆ กันอย่างตารางหมากรุก โดยสองส่วนเป็นที่ตั้งของพระราชวังต่างๆ และสถานที่ราชการต่างๆ ส่วนที่เหลืออีก ๗ ส่วนนั้นเป็นที่สำหรับประชาชนทั่วไป รอบเมืองถูกล้อมด้วยปราการอย่างแน่นหนาโดยเข้าออกผ่านทางประตูเมืองทั้ง ๗ แห่ง โดยรอบเหมือนกับกรุงศรีอยุธยา จะผิดก็ตรงป้อมนั้นอยู่บนเขา

คณะช่างภาพจากเมืองไทย

ภายหลังปี พ.ศ.๒๔๑๑ นั้น มหาราชาสวาอี ราม สิงห์ (Sawai Ram Singh) ได้มีพระบัญชาให้ทาสีอาคารบ้านเรือนต่างๆ ในเมืองเป็นสีชมพูเพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเจ้าชายแห่งเวลส์ในคราวเสด็จฯเยือนชัยปุระอย่างเป็นทางการ สีชมพูนั้นก็ยังคงอยู่จนปัจจุบันและได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของชัยปุระมาจนทุกวันนี้ ชัยปุระจึงเป็นเมืองที่มีการท่องเที่ยวมากที่สุดในอินเดีย และเอเซีย และเป็นที่ตั้งของห้องสูทอันหรูหราในโรงแรมที่แพงติดอันดับที่ ๒ จากทั้งหมด ๑๕ อันดับของโลก (World’s 15 most expensive hotel suites) ซึ่งเป็นห้อง Presidential Suite ของโรงแรมรัช พาเลซ (Raj Palace Hotel) มีราคากว่า US$ 45,000 ต่อคืน (จากการจัดอันดับโดยCNN Go ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕) ส่วนแหล่งท่องเที่ยวนั้นที่น่าสนใจนั้นมีจันทรา มาฮาล ในพระราชวังซิตี้พาเลสป้อมนาฮาการ์ พระราชวังฮาวา มาฮาล พระราชวังกลางน้ำจาล มาฮาล จันตาร์ มันตาร์ป้อมจัยการห์ ป้อมแอมแมร์ ดังนั้นทั้งพระราชวังหลวง,พระราชวังสายลม, พระราชวังแอมเบอร์ฟอร์ทที่มีสีชมพูนั้น จึงถูกขนานนามเมืองชัยปุระ (Jaipur) ว่านี่คือ Pink City หรือนครสีชมพู ที่ทำให้เป็นที่สนใจของนักถ่ายภาพที่ชอบวิ่งหาแสงเงา…ถ่ายภาพกัน

พระมหาราชาผู้สร้างเมืองชัยปุระ

พระมหาราชาผู้สร้างเมืองชัยปุระ
จากพระราชวังโบราณ

จากพระราชวังโบราณ
ฮาวามาฮาล

ฮาวามาฮาล
ห้องสีฟ้าในพระราชวัง

ห้องสีฟ้าในพระราชวัง
ห้องมหาราชาแห่งโมกุล

ห้องมหาราชาแห่งโมกุล
สถาปัตยกรรมช่องประตู

สถาปัตยกรรมช่องประตู
ภาพเขียนลวดลายในป้อม

ภาพเขียนลวดลายในป้อม
พิพิธภัณฑ์ชัยปุระ

พิพิธภัณฑ์ชัยปุระ
พิธีสำคัญในทัชมาฮาล

พิธีสำคัญในทัชมาฮาล
ป้อมนาร์ฮาการ์

ป้อมนาร์ฮาการ์
ประตูและกำแพงพระราชวัง

ประตูและกำแพงพระราชวัง
นาฬิกาแดด-จันตาร์ มันตาร์

นาฬิกาแดด-จันตาร์ มันตาร์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มณฑาทิพย์ ฮอลล์’ภูมิยูดี-เวทีมวยไทยคำชะโนด อุดรธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/432393

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มณฑาทิพย์ ฮอลล์’ภูมิยูดี-เวทีมวยไทยคำชะโนด อุดรธานี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มณฑาทิพย์ ฮอลล์’ภูมิยูดี-เวทีมวยไทยคำชะโนด อุดรธานี

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกาะเมืองคำชะโนด

ในภาคอีสานนั้นมีหลายจังหวัดที่ต่างสร้างพื้นที่ให้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนมากขึ้น วันอาทิตย์นี้ ธนกร วีรชาติยานุกูลประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานีและประธานกรรมการจัดรายการมวย “THAI FIGHT คำชะโนด” ได้เชื้อเชิญให้ไปตามรอยภูมิบ้านภูมิเมืองที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงมีประวัติของพื้นที่ร่วมสมัยกับเมืองเวียงจันทน์ อาณาจักรล้านช้าง ในอดีตนั้นคือบ้านเดื่อหมากแข้งในการปกครองแบบเทศาภิบาลนั้น อุดรธานีมีฐานะเป็นศูนย์บัญชาการการปกครองของมณฑลอุดร เมื่อพ.ศ.๒๔๓๖ โดยพระเจ้าบรมวรวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงเป็นข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการแทนพระองค์ปกครองมณฑลอุดร (หรือ มณฑลลาวพวน)ที่มีการรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในพื้นที่ คือ เมืองกุมภวาปี เมืองหนองหาน เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน และบ้านเดื่อหมากแข้ง มีอาณาเขตปกครองกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางการเดินทางทางบกและทางอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนนั้นทำให้เกิดการพัฒนาเมืองให้มีศูนย์กลางย่านธุรกิจให้ (NEW CBD) ขนานใหญ่ของจังหวัดคือมีการสร้างศูนย์ประชุมขนาดใหญ่“มณฑาทิพย์ ฮอลล์” อยู่ตรงข้ามศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ซึ่งจะมีการเปิดสถานที่เป็นศูนย์ประชุมสัมมนาและจัดแสดงสินค้า นิทรรศการที่โอ่อ่าและทันสมัย บนพื้นที่๒๕,๐๐๐ ตร.ม. เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน MICE CITY

การแสดงตำนานเมืองคำชะโนด

นอกจากนี้ศูนย์ยูดียังสร้างแนวคิด “UD สโมสร”ได้เปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นสถานที่ Meeting Place, Chill Out, Cheer และ Place to be Seen ที่มีการลงทุนของเครื่องเสียงใหม่ ไม่ให้เสียงออกไปรบกวนด้านนอก โดยเสียงจะไพเราะอยู่ในโซน UD สโมสร สำหรับการเปิดความทันสมัยและให้คนทั้งประเทศและนานาชาติได้รับรู้ถึงการเติบโตของเมืองอุดรธานีนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอยู่หลายแห่งที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ตลาดผ้าบ้านนาข่า วัดป่าภูก้อน ภูพระบาท แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นต้น โดยเฉพาะป่าคำชะโนด นั้นได้นำชื่อมาใช้ในการประชาสัมพันธ์เมือง คือ ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม เวลา๑๘.๐๐-๒๒.๐๐ น. ที่จะถึงนี้ มวยไทยที่ดังไกลทั่วโลกคือ THAI FIGHT ครบรอบ ๑๐ ปี นั้นได้ร่วมกันจัดรายการพิเศษสุด คือ “THAI FIGHT คำชะโนด” ณ มณฑาทิพย์ ฮอลล์ ศูนย์การค้า ยูดี ทาวน์ แห่งนี้หลังจากที่มณฑาทิพย์ได้เปิดใช้พื้นที่ในช่วงฟุตบอลโลก และคอนเสิร์ต เพื่อทดลองพื้นที่ให้กลุ่มเป้าหมายไปแล้ว ปรากฏว่าได้การต้อนรับเป็นอย่างดี

แถลงข่าวการจัดงาน

ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานี จึงเกิดความความร่วมมือของทุกฝ่ายโดยมุ่งให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์ของพื้นที่ คือ ป่าคำชะโนด หรือ เมืองชะโนด หรือ วังนาคินทร์คำชะโนด ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ๓ ตำบล คือ ต.วังทอง,ต.บ้านม่วง และ ต.บ้านจันทร์ ใน อ.บ้านดุง จ.อุดรธานีซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด ป่าคำชะโนดนั้นมีลักษณะเป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบในอ่างเก็บน้ำกุดขาม ขึ้นอยู่กลางทุ่งนา เต็มไปด้วยต้นชะโนด ซึ่งเป็นพืชจำพวกปาล์ม ความยาวประมาณ ๒๐๐ เมตรป่าคำชะโนดเป็นสถานที่โดยมีตำนานเล่าขานที่ทำให้เชื่อว่าเป็นสถานที่สถิตของพญานาค คือ ปู่ศรีสุทโธ ย่าศรีประทุมมา คำชะโนดเป็นดินแดนลี้ลับมหัศจรรย์ที่ชาวบ้านในละแวกเล่าขานกันมาว่าได้พบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญพระเวสสันดร รวมถึงหญิงสาว มายืมเครื่องมือทอผ้าอยู่เป็นประจำ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่จากลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งหมู่บ้านและอำเภอบ้านดุงถูกน้ำท่วมหมด แต่น้ำไม่ท่วมบริเวณคำชะโนดจึงเชื่อว่าป่าคำชะโนดนี้ลอยได้ เมื่อระดับน้ำลดลงคำชะโนดก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ภายหลังป่าคำชะโนดเกิดน้ำท่วมจากการมีสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นมากมายพร้อมกับมีผู้คนพากันหลั่งไหลมาสักการะพญานาคจำนวนมาก น้ำจึงท่วมป่าคำชะโนดใน พ.ศ.๒๕๑๖, พ.ศ.๒๕๓๘, พ.ศ.๒๕๕๙ และ พ.ศ.๒๕๖๐ นั้น ถึงกับต้องปิดสถานที่แห่งนี้ ซึ่งนับวันนั้น ป่าคำชะโนดจะสร้างชื่อเสียงด้านท่องเที่ยวทางความเชื่อและความมหัศจรรย์ในพื้นที่มากขึ้นไป พร้อมกับมวยไทยที่ถ่ายทอด ๒ เวลาไปทั่วประเทศ

 

นักแสดงแต่งองค์ทรงเครื่องพญานาค

นักแสดงแต่งองค์ทรงเครื่องพญานาค
ผู้ศรัทธาสักการะทุกวัน

ผู้ศรัทธาสักการะทุกวัน
สถานที่มณฑาทิพย์ ฮอลล์

สถานที่มณฑาทิพย์ ฮอลล์
นพรัตน พุทธรัตนมณี ผู้จัด

นพรัตน พุทธรัตนมณี ผู้จัด
พิธีบวงสรวงการจัดงาน

พิธีบวงสรวงการจัดงาน
ป่าต้นชะโนด

ป่าต้นชะโนด
บายศรีบูชาพญานาค

บายศรีบูชาพญานาค

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ทะเลหินช้างสี’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์พันล้านปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/430772

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทะเลหินช้างสี’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์พันล้านปี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ทะเลหินช้างสี’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์พันล้านปี

วันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทะเลหินช้างสี บนอุทยานแห่งชาติฯ

เรื่องแร่ ดิน หิน ไดโนเสาร์นั้น ต้องตามรอยกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งมีนักวิชาการด้านธรณีวิทยาเฉพาะเรื่อง อาทิตย์นี้ได้มีโอกาสตามไปดูความมหัศจรรย์ของทะเลหินที่เขาช้างสีในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำพอง ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีลำน้ำพองและภูเม็ง ที่มีป่าและแหล่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโสกแต้ป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวงแปลงที่สาม ป่าภูผาดำ ป่าภูผาแดง ในเขตอำเภออุบลรัตน์ อำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ อำเภอมัญจาคีรี และกิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น เมื่อรวมกับพื้นที่บางส่วนของอำเภอบ้านแท่น อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิด้วยแล้วมีเนื้อที่ประมาณ ๑๙๗ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑๒๓.๑๒๕ ไร่

เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น กรมป่าไม้ได้พิจารณากำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวงแปลงที่สาม ในท้องที่จังหวัดขอนแก่นตามที่จังหวัดเสนอให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเดิมนั้นเป็นป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ และ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ พื้นที่เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีทิวทัศน์และจุดเด่นที่สวยงาม เมื่อพิจารณาตามความหมายของอุทยานแห่งชาติแล้วแม้จะยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ แต่ด้วยเหตุที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดจึงสมควรอนุรักษ์ไว้ จึงได้กำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใกล้เคียงเพิ่มเติมให้ครบ จนในที่สุดได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗ ตอนที่ ๑๐๕ ก ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

สภาพพื้นที่ป่าทั่วไปนั้นมีลักษณะสัณฐานธรณีเป็นภูเขาหินทราย ได้แก่ หินชุดเขาวิหาร หินชุดภูกระดึง และหินชุดเสาขัว สภาพทางปฐพีเป็นดินร่วนปนทราย ได้แก่ ดินชุดโคราช ดินชุดสตึก ดินชุดบรบือ และดินชุดน้ำพอง โดยประกอบด้วยเทือกเขาที่สำคัญๆ ได้แก่ เทือกเขาภูพานคำ ภูเม็ง และภูผาดำภูผาแดง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางโดยเฉลี่ยประมาณ ๒๐๐-๖๐๐ เมตร คล้ายกับเทือกเขาทั่วๆ ไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเทือกเขาเหล่านี้ทอดตัวเป็นแนวยาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ขนานกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารส่วนหนึ่งของลำน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น ลำน้ำพอง ลำน้ำเชิญ ลำน้ำชี เป็นต้น

ส่วนสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่าดิบแล้งบริเวณเทือกเขาภูเม็งนี้สามารถพบเห็นสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ได้แก่ หมูป่า เก้ง สุนัขจิ้งจอก เม่น นิ่ม กระต่ายป่า ไก่ป่า งู และนกชนิดต่างๆ เป็นต้น  อุทยานแห่งชาติน้ำพองนั้นมีพื้นแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนที่อยู่ในเทือกเขาภูพานคำ ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้อยู่ในเทือกเขาภูเม็ง และภูผาดำภูผาแดง พื้นที่ด้านทิศตะวันตกมีสภาพลาดชันสลับกับหน้าผาในบางช่วงจรดที่ราบอ่างเก็บน้ำด้านล่าง ส่วนพื้นที่ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบเชิงเขาพื้นที่ประมาณร้อยละ ๘๐ ของอุทยานแห่งชาติน้ำพองปกคลุมไปด้วยป่าเต็งรังโดยมีป่าเบญจพรรณ ป่าทุ่งหญ้า และป่าไผ่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบางพื้นที่ลึกเข้าไปบริเวณตอนกลางของอุทยานแห่งชาติ ทั้งในเทือกเขาภูพานคำและเทือกเขาภูเม็งมีสภาพเป็นป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแหล่งสมุนไพรธรรมชาติที่สำคัญด้วยพันธุ์ไม้มีค่าและพบเห็นได้ทั่วไปได้แก่ เต็ง รัง เหียง กระบก มะพอก ตะเคียนหินพืชพื้นล่างจำพวกปรงป่า เถาวัลย์ ไม้หนามชนิดต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรนานาพันธุ์อีกมากมาย โดยเฉพาะความมหัศจรรย์ของหินก้อนขนาดใหญ่ที่วางเรียงจากการดันขึ้นของปฐพีนั้น ทำให้เกิดจินตนาการเห็นเป็นรูปร่างต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงของดินกลายเป็นหิน และไหวตัวของโคลนในโลกดึกดำบรรพ์ และยังพบภาพฝ่ามือแดงและรอยขีดร่องของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อยู่ด้วย…นับเป็นภูมิโลกดึกดำบรรพ์มหัศจรรย์พันลึก…ที่เกิดมาพันล้านปีในขอนแก่น

กลุ่มหินมหัศจรรย์จากโลกดึกดำบรรพ์

กลุ่มหินมหัศจรรย์จากโลกดึกดำบรรพ์

หินช้างสี ร่องรอยมหัศจรรย์

หินช้างสี ร่องรอยมหัศจรรย์
หินคิงคอง

หินคิงคอง
ร่องรอยหินมหัศจรรย์

ร่องรอยหินมหัศจรรย์
ยอดเขาเห็นอ่างน้ำพอง

ยอดเขาเห็นอ่างน้ำพอง
คณะจากกรมทรัพยากรธรณี

คณะจากกรมทรัพยากรธรณี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “๒๕ ปี ถนนดนตรี” ภูมิศิลปินเพื่อชีวิตมวลชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/429267

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง :

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : “๒๕ ปี ถนนดนตรี” ภูมิศิลปินเพื่อชีวิตมวลชน

วันอาทิตย์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในวงการเพลงนั้นแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเพลงจากนักร้องนักดนตรีเพื่อชีวิต และ เช่นเดียวกัน ถ้าใครไม่รู้จักพิณโญ รุ่งสมัย  ผู้จัดรายการถนนดนตรีด้วยแล้ว ถือว่าไม่ใช่มิตรรักนักเพลงเพื่อชีวิตพันธ์แท้  อาทิตย์นี้ มิตรรักนักเพลงดนตรีได้มาร่วมกันฉลอง ๒๕ปีถนนดนตรีที่ โรงเบียร์ตะวันแดง เป็นรายการคนละไม้ละมือที่บรรดานักร้องนักดนตรีและแฟนรายการต่างมาพบกัน ซึ่งเป็นบรรรยากาศที่ควรจะได้เห็นในน้ำใจที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรีของบรรดาศิลปินที่เข้ามาช่วยกันหารายได้เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างไร้ขีดจำกัด..จัดไป   เพลงเพื่อชีวิต นี้เป็นเพลงที่ตอบโจทย์ถึงชีวิตของคน โดยเฉพาะคนชนชั้นกลาง-ชั้นล่าง ที่สะท้อนความยากลำบากแสนเข็ญในการใช้ชีวิต การถูกเอารัดเอาเปรียบ  ซึ่งเดิมนั้นแนวเพลงเป็นเพลงพื้นบ้านที่รู้จักในชื่อเพลงลูกทุ่ง ซึ่งมีเพลง กลิ่นโคนสาบควาย ของคำรณ สัมบุญณานนท์, จักรยานคนจน ของยอดรัก สลักใจ, น้ำมันแพง ของสรวง สันติ, น้ำตาอีสาน แต่งโดยชลธี ธารทอง และขับร้องโดยสายัณห์ สัญญา เป็นต้น หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ เพลงเพื่อชีวิตมีบทบาทมาแทนที่เพลงลูกทุ่งอาจจะเป็นด้วยมีกีตาร์เป็นดนตรีบูรณาการพับเพลงลูกทุ่งและมีเนื้อหาของเพลงไม่จำกัดเฉพาะชีวิตอย่างที่เคยร้องกันมา ด้วยเนื้อหาที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความเห็นใจไปกับเหน็บแนมการเมืองด้วย

อีกทั้งแนวดนตรีนั้นเปิดกว้างเป็นแนวอคูสสติกหรือร็อก โดยรับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากดนตรีและนักร้องจากต่างประเทศ เช่น บ็อบ ดิลลัน, บ็อบ มาร์เลย์, นีล ยัง, ไซมอน แอนด์ การ์ฟังเกล เป็นต้น จนทำให้คำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” นั้นได้รับความนิยมมาใช้เรียก ซึ่งนำมาจากคำว่า”ศิลปะเพื่อชีวิต” หรือ”วรรณกรรมเพื่อชี วิต “ซึ่งเป็นงานของศิลปินที่สะท้อนชีวิตและการต่อสู้ของมนุษย์ในสังคมเช่นกัน  เพลงเพื่อชีวิตได้พัฒนาการแนวเพลงที่มักจะรวมเอาองค์ประกอบของดนตรีตะวันตกเช่นเพลงบัลลาด และเพิ่มเป็นจังหวะของดนตรีไทยเช่น สามช่า หมอลำ และลูกทุ่ง และใช้ดนตรีคลาสสิกไทยเข้ามาบรรเลง จากเพลงเพื่อชีวิตในยุคแรกที่ะเป็นดนตรีโฟล์กตะวันตกพร้อมกับการใช้เครื่องดนตรีอคูสติก จนเพิ่มดนตรีร็อกพร้อมกับกีตาร์ไฟฟ้า เบส และกลองชุด บางศิลปินยังได้รับอิทธิพลของเร้กเก้ สกา และเพลงละตินบ้างและบางศิลปินยังใช้เครื่องดนตรีไทยเซ่น พิณ ขลุ่ย และซออู้โดยวงดนตรีเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมเช่น คาราวาน, แฮมเมอร์, โคมฉาย เป็นต้น ความนิยมในเพลงเพื่อชีวิตไม่ได้เป็นเพียงกระแสในห้วงเวลานั้น หากแต่ยังได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวงดนตรีและนักร้องเพลงเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน เช่น คาราบาว, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, อินโดจีน, คนด่านเกวียน, มาลีฮวนน่า, โฮป, ซูซู, ตีฆอลาซู เป็นต้น นอกจากนี้ศิลปินบางคนหรือบางกลุ่มแม้ไม่ได้ออกแนวเพลงเพื่อชีวิตเต็มตัว แต่เนื้อเพลงนั้นมีความใกล้เคียงกันก็ถือเป็นเพลงเพื่อชีวิตได้ เช่น จรัล มโนเพ็ชร, เสกสรร ทองวัฒนา, ธนพล อินทฤทธิ์, หนู มิเตอร์, นิค นิรนาม, พลพล พลกองเส็ง, กะท้อน, ศุ บุญเลี้ยง, สิบล้อ เป็นต้น

รายการถนนดนตรีจึงเป็นเวทีหนึ่งที่จัดรายการวิทยุและการแสดงบนเวที ที่ยังเปิดกว้างเสรีกับเสียงเพลงเพื่อชีวิตให้ซึมซับเข้าไปอยู่ในใจคนมาตลอด๒๕ปี เหมือนดังบทเพลงว่า  “ถนนสายนี้มีเสียงดนตรีขับกล่อม.ปลอบขวัญ    -เป็นเสียงของความสัมพันธ์…เป็นสื่อความฝันของคีตกาล-ถนนสายนี้มีเสียงเสรีของการสื่อสาร-เป็นกระบอกของเสียงตำนาน…กู่ร้องขับขานเสียงเพลงเสรี-บอกกล่าวถึงความเป็นไป…ในสังคมไทยในยุควันนี้เป็นสื่อกลางสังคมเสรี…ในคนชั้นดีสิทธิเท่าเทียม-ถนน…ถนนดนตรี…เป็นสื่อเสรีให้กับมวลชน”…จึงไม่แปลกที่รายการถนนดนตรีจะยืนยงมาจนวันนี้ ผ่านการจัดทางรายการวิทยุFMและAM ปัจจุบันรายการถนนดนตรีจัดทางโทรทัศน์ทางช่อง NBT ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.00-11.00 นที่ยังเปิดเวทีสำหรับนักร้องนักดนตรี ตลอดจนกิจกรรมสาธารณะเพื่อการอนุรักษ์เพื่อธรรมชาติจัดปลูกป่า-หาทุนช่วยเหลือสังคมร่วมกันด้วย..