ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไดโนเสาร์พันธุ์ไทย’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์แห่งภูเวียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427616

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไดโนเสาร์พันธุ์ไทย’  ภูมิโลกดึกดำบรรพ์แห่งภูเวียง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไดโนเสาร์พันธุ์ไทย’ ภูมิโลกดึกดำบรรพ์แห่งภูเวียง

วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภูเวียง เวเนเตอร์ แย้มนิยมมี

นับเป็นข่าวดีที่ต้องชื่นชมยินดีกันในโอกาสที่กรมทรัพยากรธรณี ค้นพบไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของไทยเป็นตัวที่ ๑๐ หลังจากที่มีการขุดพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยมาแล้ว ๙ ตัว แม้จะเป็นเพียงซากฟอสซิล  ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของไดโนเสาร์ก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่มีการเรียนรู้ต่อรุ่นและมีศึกษาตรวจสอบตามระบบสากลจากนักบรรพชีวินของไทย จนทำให้มีการยอมรับว่าไดโนเสาร์ที่พบใหม่นี้ ได้พบเฉพาะพื้นที่ประเทศไทยนั้น ได้แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ที่ต่อรุ่นกันมา จนเป็นที่ยอมรับในวงการไดโนเสาร์หรือบรรพชีวินในระดับโลก ซึ่งนายสมหมาย เตชวาลอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ได้สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และเปิดศูนย์ข้อมูลในอุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียงขึ้นที่ อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ร่วมกับดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และประชาชนในพื้นที่ในการที่จะร่วมกันส่งเสริม
ให้แหล่งที่พบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสมบัติของโลกนั้น ได้เป็นจุดนำความสนใจให้เกิดการท่องเที่ยวเรียนรู้โลกดึกดำบรรพ์ขึ้นในพื้นที่จริง
ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่พบนี้มีชื่อว่า “ภูเวียง เวเนเตอร์ แย้มนิยมมี” เป็นไดโนเสาร์เทอร์โรพอด ขนาดกลาง ซึ่งเป็นสกุลและชนิดใหม่ของโลกที่ขุดพบในหลุมขุดค้นที่ 9B ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่นนับเป็นซากไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ ตัวที่ ๑๐ ของประเทศไทย และเป็นตัวที่ ๕ ของขอนแก่น

ซากฟอสซิลไดโนเสาร์ที่พบ

ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่พบนี้มีลักษณะแตกต่างจากที่เคยค้นพบมา เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ เมื่อมีการศึกษาจากกระดูกสันหลังส่วนหลัง กระดูกสันหลังส่วนสะโพก กระดูกมือและเล็บ กระดูกหน้าแข้ง ข้อเท้าฝ่าเท้า และเท้า ที่ขุดพบแล้ว ได้ประมาณว่ามีขนาดลำตัวยาว ๕-๖ เมตร  จัดอยู่ในกลุ่ม เมกะแรพเตอรา และคาดว่าจะมีลักษณะทั่วไปคล้ายไดโนเสาร์ตัวอื่นๆ ที่พบในประเทศญี่ปุ่น คือมีขาหน้าและขาหลังที่ยาว บ่งบอกถึงการวิ่งเร็ว มีกรงเล็บใหญ่ มีกะโหลกเรียวกว่าไดโนเสาร์ที่มีการพบโดยทั่วไป จึงมีสมญาเล่าขานกันว่าเป็น “ไดโนเสาร์นักล่าแห่งเทือกเขาภูเวียง”

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กับชิ้นส่วนที่พบ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๓ เป็นต้นมา ไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทยนั้น มีทั้งชนิดที่พบใหม่ของโลก และชนิดที่พบอยู่ทั่วไปอยู่ในแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ สำหรับไดโนเสาร์พันธุ์ไทยที่มีชื่อเฉพาะนั้นคือสยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis)-ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ (Phuwiangosaurus sirindhornae)-สยามโมซอรัส สุธีธรณี (Siamosaurus suteethorni)-คอมพ์ซอกนาธัส (Compsognathus)-ซิททาโกซอรัส สัตยารักษ์คิ(Psittacesaurus sattayaraki)-กินรีมิมัส (Kinnareemimus)-อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี (Isanosaurus attavipatchi)-สเตโกซอรัส(Stegosaurus)

บทความเสนอไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ต่อโลก

ปัจจุบันมีการขุดพบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ในประเทศไทยถึง ๑๖ ชนิด ในจำนวนนี้เป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่ สกุลใหม่ของโลกแล้ว ๑๐ ชนิด ซึ่ง ๕ ชนิดนั้นอยู่ที่ขอนแก่น จึงทำให้การพัฒนาเป็นอุทยานธรณีระดับโลกของยูเนสโกนั้น ขอนแก่นจึงมีความพร้อมโดยจะมีการส่งเสริมร่วมกันให้ได้รับการรับรองจากยูเนสโก ซึ่งจะต้องมีการเตรียมเรื่องของงานวิจัยเพื่อเป็นหลักฐานการวิจัยมารองรับ สำหรับในเชิงพื้นที่ในเรื่องของการส่งเสริมการศึกษาและการท่องเที่ยว ถือว่าขณะนี้มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะในการยกระดับเรื่องการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน เพื่อนำไปเป็นข้อมูลให้กับทางยูเนสโกได้ โดยเฉพาะเรื่องการให้ความรู้และการอนุรักษ์ธรรมชาติและโปรแกรมของยูเนสโกที่เน้นการพัฒนาพื้นที่รวมถึงการทำกิจกรรมต่างให้ครบถ้วนซึ่งในอนาคตนั้นจะทำให้ขอนแก่นและประเทศไทยมีชื่อเสียงระดับโลกที่มีแหล่งไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยหนึ่งเดียวที่มีนักธรณีวิทยาทำการวิจัย สร้างเกียรติภูมิให้ประเทศต่อไป

พิธีเปิดตัวไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลก

พิธีเปิดตัวไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ของโลก
สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แนะนำการค้นพบ

สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แนะนำการค้นพบ
เปิดความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เปิดความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
พรเพ็ญ จันทสิทธิ์ ผู้ขุดและศึกษาซากฟอสซิล

พรเพ็ญ จันทสิทธิ์ ผู้ขุดและศึกษาซากฟอสซิล
อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียงขอนแก่น

อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียงขอนแก่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มนุษย์ดิจิทัล’ ภูมิสื่อในโลกออนไลน์ ยุค ๔.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426253

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มนุษย์ดิจิทัล’ ภูมิสื่อในโลกออนไลน์ ยุค ๔.0

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะนักมานุษยวิทยาของ ศมส.

เมื่อวันที่ ๔ กรกฏาคม ที่ผ่านมานั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยาครั้งที่ ๑๓ เรื่อง “มนุษย์ในโลกดิจิทัล” พ.ศ.๒๕๖๒ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สถาบันวิชาการด้านมานุษยวิทยา ได้ให้ความสำคัญของสถานการณ์โลกอนาคตในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งมองว่าความสัมพันธ์และกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์นั้นมีการเคลื่อนออกจากพื้นที่ทางกายภาพไปสู่พื้นที่ของเทคโนโลยีสื่อสารและสื่อดิจิทัลมากขึ้น สิ่งที่นักมานุษยวิทยาจำเป็นต้องตั้งคำถามก็คือ โลกดิจิทัลสร้างรูปแบบทางสังคมและวัฒนธรรมนั้นต่างไปจากเดิมอย่างไร มนุษย์จะนิยามตัวตนและแบบแผนการดำเนินชีวิตอย่างไร อิทธิพลและอำนาจของสื่อดิจิทัลมีผลต่อการสร้างความรุนแรงและความไม่เท่าเทียมทางสังคมแบบใหม่อย่างไร คนกลุ่มไหนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากการใช้สื่อดิจิทัล และอะไรคือการควบคุม การสร้างกฎระเบียบและการชี้นำทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในสื่อดิจิทัล

แผนที่วัฒนธรรมสาครบุรี

คำถามเหล่านี้ได้นำไปสู่เรื่อง “มนุษย์ในโลกดิจิทัล” ที่คาดหวังว่านักมานุษยวิทยาจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและตั้งคำถามต่อเหตุการณ์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล เพื่อนำเสนอแนวคิดทฤษฎีและวิทยาการใหม่ๆ ใช้ศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์เหล่านี้ได้ทัน ซึ่งมีบทคัดย่อและบทความหลายเรื่องน่าสนใจ เช่นเรื่อง มานุษยวิทยาดิจิทัล (Digital Anthropology)อัตลักษณ์ในโลกดิจิทัล (Digital Self & Identity) พลเมืองเครือข่ายภายใต้วาทกรรม (Netizen in Social Media Discourses) ความเสี่ยงในสังคมดิจิทัล (Risks in digital society) เทคโนโลยีดิจิทัลกับการจัดการความรู้วัฒนธรรม (Digital technology and cultural knowledge management) ความเหลื่อมล้ำและการก้าวทันโลกดิจิทัล (Inequality and Digital Media Literacy)การแสวงหาความบันเทิงในโลกดิจิทัล (Digital Entertainment)ทุนนิยมดิจิทัล (Digital Capitalism) จริยธรรมในยุคดิจิทัล (Ethic in Digital Era)ความรุนแรงในโลกดิจิทัล (Digital Violence) เป็นต้น ในโลกดิจิทัลทุกวันนี้ ทุกคนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอวันละ ๗-๘ ชั่วโมง ตั้งแต่จอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องมือดิจิทัลอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งใช้เวลามากกว่าการนอนพักผ่อน ทำให้โลกดิจิทัลวันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของคนยุคนี้

พีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศมส. กล่าวถวายรายงานองค์ประธาน

การก้าวเข้าสู่ยุค ๔.๐-๕.๐ นั้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี-ดิจิทัล จนกลืนกินสิ่งแวดล้อมเดิม จนเชื่อว่าในไม่ช้าก็หมดสิ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่นั้นได้ถูกต่อยอดจากอุปกรณ์ดิจิทัลเดิมนั้น ได้ไหลทะลักเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการใช้ชีวิตของผู้คน จนทำให้มนุนย์ในสังคมเดิมและสังคมเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ จนเรียกว่า “มนุษย์ดิจิทัล” ซึ่งมนุษย์ดิจิทัลเหล่านั้นจะต้องมีพื้นฐานการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัลทุกวันนี้ให้ได้ นั่นคือมนุษย์ต้องปรับตัวให้เรียนรู้อยู่กับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างชาญฉลาดให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่ในโลกดิจิทัล หากไม่เท่าทันหรือเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็จะมีความสุขและความอยู่รอดอย่างยั่งยืนต่อไปไม่ได้เช่นกัน  ซึ่งข้อคิดจากนักวิชาการถึงการเป็นมนุษย์ดิจิทัลที่ต้องมีตัวตนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างตนเองและจัดการตนเองในทุกสาขาวิชาชีพให้มีอัตลักษณ์ทางดิจิทัลในการเป็นนักพูด นักสื่อสาร นักแสดง นักการเมืองที่ใช้ประโยชน์ทางดิจิทัลได้ การมีทักษะใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารให้เกิดประโยชน์ และควบคุม จัดการ ให้เกิดสมดุลในการใช้ประโยชน์ระหว่างโลกออนไลน์ และโลกความเป็นจริง ซึ่งต้องมีความปลอดภัยทางดิจิทัล สามารถจัดการความเสี่ยงทางออนไลน์ได้ สร้างความมั่นคงทางดิจิทัลให้สามารถตรวจสอบจับภัยคุกคามทางดิจิทัลได้ โดยเฉพาะการแฮก หรือการลักลอบเข้าถึงข้อมูล การละเมิดข้อมูล การสแกม หรือการฉ้อโกง และพวกมัลแวร์ หรือการใช้ซอฟต์แวร์ที่แฝงตัวเข้ามาทำความเสียหาย

องค์ประธานทรงเปิดงานการสัมมนาวิชาการ

ดังนั้นมนุษย์ดิจิทัลจึงต้องฉลาดทางอารมณ์มีความเข้าใจกัน จนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนบนโลกออนไลน์โดยใช้การสื่อสารทางดิจิทัล ใช้คำศัพท์ สัญลักษณ์ ภาษาทางดิจิทัล หรือรู้จักหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ใช้แชร์แบ่งปันและสร้างเนื้อหาข้อมูลที่ถูกต้องภายใต้ความรู้ความสามารถในการคิดแบบวิเคราะห์เพื่อการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจและร่วมกันพิทักษ์สิทธิส่วนบุคคลและสิทธิผู้อื่นตามกฎหมายรวมถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัว สิทธิบัตร เสรีภาพทางการแสดงออก เพื่อให้ทุกคนจะอยู่ร่วมกันในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย มีสุขแบบยั่งยืนต่อไป

รัศมี ทรงชูเดช นักโบราณคดี

ศ.ไขศรี บุนปาน ประธานมูลนิธิฯ

ทรงสนพระทัยการเก็บข้อมูลมานุษยวิทยา

คลังข้อมูลดิจิทัลของ ศมส.

บันทึกของ ศ.ชิน อยู่ดี

วิทยากรนำเสนอผลงาน

วิทยากรนำเสนอมนุษย์ในโลกดิจิทัล

วิทยากรเสวนากลุ่มย่อย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘โบราณคดีใต้น้ำ’ภูมิงานใต้ท้องทะเลแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/424641

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘โบราณคดีใต้น้ำ’ภูมิงานใต้ท้องทะเลแห่งอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน

การเริ่มต้นงานโบราณคดีใต้น้ำของกรมศิลปากร หลังจากงานโบราณคดีใต้น้ำครั้งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จากชาวประมงพบซากเรือโบราณรวมทั้งเครื่องถ้วยสังคโลกจำนวนมากจมอยู่ในร่องน้ำลึกใกล้เกาะคราม เมื่อพ.ศ.๒๕๑๗ นั้น ได้ทำให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังจากการสนับสนุนของกองทัพเรือเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๘ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์ก ส่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีใต้น้ำมาช่วยแนะนำการปฏิบัติงานและร่วมการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยปี พ.ศ.๒๕๒๐ นั้นจน รัฐบาลไทยได้อนุมัติให้กรมศิลปากรจัดโครงการโบราณคดีใต้น้ำขึ้น และมีศูนย์จัดการฝึกอบรมหลักสูตรโบราณคดีใต้น้ำระดับต่างๆ ด้วยเหตุที่ไทยนั้นมีศักยภาพด้านโบราณคดีใต้น้ำที่ทันสมัยในภูมิภาคอาเซียนมาแต่แรก ยูเนสโกจึงให้การดูแลโครงการ โดยมีรัฐบาลนอร์เวย์สนับสนุนการจัดฝึกอบรมการดำน้ำและค้นหาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเล จัดหาวัสดุอุปกรณ์ จนสามารถจัดตั้งเป็นศูนย์ตามอนุสัญญามรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ ในที่สุดกรมศิลปากรจึงตั้งกองโบราณคดีใต้น้ำขึ้น ดำเนินการงานนี้ขึ้นโดยมีศูนย์ปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำแห่งภูมิภาคอาเซียนที่สามารถฝึกอบรมบุคลากร และมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน

การกู้รักษาโบราณวัตถุใต้ทะเล

หลังจากมีการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ เช่น เมื่อวันที่ ๑-๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ เรื่อง “การสำรวจกู้แหล่งโบราณคดี” (Alternative Solution and Extended Frontier) แล้วยังมีการฝึกอบรมด้านโบราณคดีใต้น้ำระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักโบราณคดีใต้น้ำและสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานในกลุ่มประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง หลังสุดเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมโบราณคดีใต้น้ำอาเซียนว่าด้วย เรื่องการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำและความร่วมมือทางโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน (Underwater Cultural Heritage Protection and the Possibilityand Feasibility Study for the creation of an ASEANUnderwater Archaeology Association) ขึ้นมีนักโบราณคดีจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศติมอร์ตะวันออกมาร่วมประชุม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ การประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการรับรู้ร่วมกันว่ามรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำนั้นได้เผชิญกับความเสี่ยงอยู่หลายด้าน  หากยังมีการกระทำที่ขาดจิตสำนึก และทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ แล้วย่อมทำให้แหล่งโบราณคดีใต้น้ำหลายแห่งในอาเซียนได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายไปอย่างน่าเป็นห่วง ด้วยพบว่าหลักฐานในแต่ลำแห่งนั้น ทำให้เห็นการเชื่อมโยงติดต่อแลกเปลี่ยนทางการค้าและวัฒนธรรมทางทะเล ในระดับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นและสามารถเชื่อมต่อเส้นทางการค้าระดับโลกด้วย

สำรวจแหล่งเรือจมเกาะคราม

ดังนั้นการนำเสนองานโบราณคดีแต่ละประเทศจากนักโบราณคดีผู้ปฏิบัติงานจึงนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ที่แตกต่างกันแต่ละประเทศจนเป็นองค์ความรู้ ทำให้การรับรู้ถึงปัญหา อุปสรรค เพื่อนำข้อมูลและวิธีการมาใช้หาแนวทางหรือวางกฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งนักโบราณคดีใต้น้ำแต่ละประเทศต่างมีความเห็นว่าควรมีการตั้งองค์กรความร่วมมือระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน เพื่อร่วมกันป้องกันความเสี่ยงจากการทำลายแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำต่อไป ตลอดจนนำไปสู่เวทีองค์ความรู้โบราณคดีใต้น้ำให้สมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศรายงานสถานการณ์และความก้าวหน้าด้านโบราณคดีใต้น้ำ และการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำของประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ด้านการศึกษาวิจัยและคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ไทย เมียนมา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย และผู้แทนจากประเทศติมอร์ตะวันออก ซึ่งเป็นมิติความร่วมมือที่เกิดการทำงานร่วมกันโดยเริ่มต้นจากมดงานตัวเล็กๆ ที่ดำใต้น้ำใต้สมุทร เพื่อเรียนรู้และทำงานให้เกิดประโยชน์ทางด้านโบราณคดีใต้น้ำและการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมในอนาคตของภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน

การใช้อุปกรณ์ใต้น้ำ

แผนที่การค้าทางทะเลอาเซียน

ฉายสุวรรณ บุณยฤทธิ์ ผอ.กองโบราณคดีใต้น้ำ

ฉายสุวรรณ บุณยฤทธิ์ ผอ.กองโบราณคดีใต้น้ำ
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ไทย

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ไทย
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ลาว

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ลาว
นักโบราณคดีใต้น้ำ-มาเลเซีย

นักโบราณคดีใต้น้ำ-มาเลเซีย
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ติมอร์เลสเต

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ติมอร์เลสเต
การประชุมนักโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน

การประชุมนักโบราณคดีใต้น้ำอาเซียน
นักโบราณคดีใต้น้ำ-เมียนมา

นักโบราณคดีใต้น้ำ-เมียนมา
นักโบราณคดีใต้น้ำ-ฟิลิปปินส์

นักโบราณคดีใต้น้ำ-ฟิลิปปินส์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๕๐ไทย-ออสเตรีย’เกียรติภูมิสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423138

ความร่วมมือส่งเสริมดนตรีคลาสสิก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ไทย-ออสเตรีย’เกียรติภูมิสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในวาระที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐออสเตรียได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตมาครบ ๑๕๐ ปี กล่าวคือเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๒ ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามในสนธิสัญญาไมตรีทางการค้าและการเดินเรือ ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯเยือนจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก และในปีพ.ศ.๒๕๐๗ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จฯเยือนสาธารณรัฐออสเตรียอย่างเป็นทางการ เพื่อรับการเทิดพระเกียรติในฐานะสมาชิกกิตติมศักดิ์ลำดับที่ ๒๓ ของมหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดงเวียนนา ซึ่งทรงเป็นชาวเอเชียบุคคลแรกและมีพระชนมพรรษาน้อยที่สุด ที่รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้

ดังนั้นในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ ได้มีคอนเสิร์ตเพื่อฉลอง ๑๕๐ ปี แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและออสเตรีย โดยวงออเคสตราเฉพาะกิจที่รวมวงเป็นพิเศษจากนักเรียนของ mdw-มหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดงเวียนนา &Pgvim-สถาบันเจ้าหญิง vadhana แห่งดนตรี โดยมี จอห์น เคิร์ก Soloist และ ธนภรณ์ ทรงเกียรติศักดิ์Pianoforte ร่วมกันบรรเลงดนตรีเพลงของโยฮันสเตราส์ จูเนียร์ โหมโรงจาก be “Die Fledermau” joseph haydn: divertimento ในซีเมเจอร์สำหรับเปียโนและวงออเคสตรา, hob 4 ส. ค. 4 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช : kinnari suiteโยเซฟ สเตราส์ : เทศกาลไฟ 269 โยฮันน์สเตราส์ จูเนียร์ :ชีวิตของศิลปินวอลซ์, op 316

สำหรับนักดนตรีจาก Pgvim นั้น ก็คือนักดนตรีไทยจากนักศึกษาสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา กระทรวงวัฒนธรรม ด้วยความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย, กระทรวงการต่างประเทศออสเตรีย และมหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง ณ กรุงเวียนนา (University of Music and Performing Arts Vienna) ร่วมกันดำเนินการจัด “การแสดงดนตรีฉลอง ๑๕๐ ปีสัมพันธไมตรีไทย-ออสเตรีย” เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันดีระหว่างสาธารณรัฐออสเตรียและประเทศไทย  และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ โรงแสดงละคร พระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn Palace Theater) กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย บรรเลงเพลงโดยวงดุริยางค์เฉพาะกิจระหว่างสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และมหาวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง ณ กรุงเวียนนา ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรที่มีชื่อเสียงชาวออสเตรียคือ โจฮันเนส ไมเซิล (Prof. Johannes Meissl)

สำหรับสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนานั้นเกิดจากความร่วมมือของคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และกระทรวงวัฒนธรรมที่ร่วมกันจัดทำโครงการจัดตั้งสถาบันดนตรีในรูปแบบของ Conservatory เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา วันที่ ๖ พฤษภาคมพ.ศ.๒๕๕๐ ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อชาวไทยตลอดมา รวมทั้งเพื่อสนองพระปณิธานที่จะพัฒนาดนตรีคลาสสิกในประเทศไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในเวลานั้นได้กราบทูลโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาด้านดนตรีให้ทรงทราบ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงมีพระกรุณาธิคุณพระราชทานชื่อสถาบันว่า “สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา” ถือเป็นสถาบันดนตรีที่สร้างนักดนตรีคลาสสิกให้มีความสามารถออกสู่เวทีระดับโลก

ดังนั้น เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสชื่นชมถึงเกียรติภูมิด้านดนตรีนั้นอีกครั้งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๖.๐๐ น. จึงขอเชิญชมการแสดงได้ ณ ห้องสังคีตวัฒนา บรรเลงโดยวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ที่สร้างชื่อเสียงด้านดนตรีคลาสสิกให้กับประเทศ

ความร่วมมือส่งเสริมดนตรีคลาสสิก

ความร่วมมือส่งเสริมดนตรีคลาสสิก
โจฮันเนส ไมเซิล (Prof.
Johannes Meissl)

โจฮันเนส ไมเซิล (Prof. Johannes Meissl)
วาทยกรระดับโลก

วาทยกรระดับโลก
กินรีประกอบการบรรเลงดนตรีคลาสสิก

กินรีประกอบการบรรเลงดนตรีคลาสสิก
คอนเสิร์ตเฉพาะกิจสองประเทศ

คอนเสิร์ตเฉพาะกิจสองประเทศ
โจฮันเนส ไมเซิล (Prof.
Johannes Meissl)

โจฮันเนส ไมเซิล (Prof. Johannes Meissl)

ธนภรณ์ ทรงเกียรติศักดิ์ เล่นเปียโน

ธนภรณ์ ทรงเกียรติศักดิ์ เล่นเปียโน
นักดนตรีไทยกับออสเตรีย

นักดนตรีไทยกับออสเตรีย
พระราชวังเชินบรุนน์

พระราชวังเชินบรุนน์
โรงละคร โรงโอเปร่าแห่งกรุงเวียนนา

โรงละคร โรงโอเปร่าแห่งกรุงเวียนนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระพิฆเนศ ๑๐๘ ปี’ ภูมิเทพศิลปวิทยาการทั้งปวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/421543

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระพิฆเนศ ๑๐๘ ปี’ ภูมิเทพศิลปวิทยาการทั้งปวง

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระพิฆเนศ-ศ.ศิลป์ พีระศรี ออกแบบ

ด้วยเหตุที่คนไทยนับถือ พระพิฆเนศ-พระคเณศ (Ganesh : พระพิฆเนศวร)-หรือ พระวิฆเณศวร-วิฆเนศ ว่าเป็นเทพองค์สำคัญสำหรับพิธีกรรมต่างๆ อันเป็นคติความศักดิ์สิทธิ์ที่รับมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแต่โบราณ  ซึ่งปรากฏว่ามีการพบรูปสลักของพระพิฆเนศในเทวสถานและโบราณสถานตามเมืองเก่าทั่วประเทศ ตำนานกล่าวว่า พระพิฆเนศนั้นเป็นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง จนมีการให้ความสำคัญว่าพระพิฆเนศนั้น คือ ปราชญ์หรือกูรูผู้ใช้งาส่วนที่หักนั้น จารหรือเขียนเรื่อง “มหาภารตยุทธ”วรรณคดีสำคัญของอินเดียโบราณลงในใบลาน ตามคำบอกเล่าของฤๅษีวยาสะ ทำให้ได้รับความเคารพนับถือในฐานะผู้ประสาทความรู้ทางอักษรศาสตร์ และพากันเชื่อว่าเด็กหรือ ผู้เริ่มเรียนรู้หนังสือหรือเข้าสอบรับราชการหรือทำงานนั้นจะประสบความสำเร็จทุกประการได้ ต้องกราบไหว้พระพิฆเนศเสียก่อน

ศ.ศิลป์ พีระศรี

คณะผู้บริหารกรมศิลปากร

เรื่องราวของพระพิฆเนศนั้นศาสนาฮินดู รู้จักกันในนาม เทพแห่งศิลปวิทยา นอกจากจะเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้และความสำเร็จในการศึกษา หน้าที่การงาน และการสร้างสรรค์ศิลปกรรมทุกแขนงแล้วยังเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรคปัญหาทั้งปวง เรียกว่าสังคมไทยนับถือกันมาช้านานและนิยมสร้างรูปเคารพไว้บูชาดังปรากฏว่าสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ ๖ ทรงนับถือพระคเณศมาก ถึงกับทรงสร้าง เทวาลัยพระคเณศขึ้นในพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งเป็นพระราชฐานที่เสด็จประทับทรงงานด้านหนังสือและการละครมากที่สุด โดยเฉพาะกรมศิลปากรนั้นได้นำรูปพระพิฆเนศมาเป็นตราประจำกรมฯ โดยมีดวงแก้ว ๗ ดวง อันหมายถึงศิลปวิทยา ๗ ประการ ได้แก่ ช่างปั้น จิตรกรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ วาทศิลป์ สถาปัตยกรรม และอักษรศาสตร์ ล้อมรอบ

คณะผู้บริหารและช่างสิบหมู่

ในโอกาสครบรอบ ๑๐๘ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากรปีนี้ ได้จัดสร้างพระพิฆเนศ รุ่นมงคล ๑๐๘ ลักษณะประทับนั่ง ซึ่ง ศ.ศิลป์ พีระศรี ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทยนั้นได้ออกแบบไว้มาสร้างเนื้อบรอนซ์ในขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว, เนื้อทองเหลือง ขนาดหน้าต่างๆ คือหน้าตัก ๖ นิ้ว, ๓ นิ้ว,๑.๕ นิ้ว, ๐.๕ นิ้ว และเหรียญรูปไข่ เนื้อทองคำ เงิน และบรอนซ์เพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งได้จัดพิธีบวงสรวงและพิธีเททอง “พระพิฆเนศ ๑๐๘ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร” โดยพระครูสิทธิไชยบดี พระครูพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง เป็นผู้นำบวงสรวง และพระญาณวิกรม (อุเทน สิริสาโร) เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร เป็นประธานสงฆ์ นำพระสงฆ์ ๙ รูป เจริญชัยมงคลคาถา และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรและผู้บริหารฯ นำแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นนาก และแผ่นตะกั่ว รวม ๑๐๘ แผ่น จากพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ ได้จารอักขระลงยันต์ นำหล่อพร้อมกับพระกริ่งที่ได้รับความเมตตาจากครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง จ.ท่าขี้เหล็กประเทศเมียนมา นำฤกษ์ในพิธีเททองในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๒เวลา ๑๐.๓๙ น. ไปแล้วและมีพระเถระนั่งปรก ๔ รูปจากนครปฐมคือพระครูโกศลนวการ (หลวงพ่อปั่น)วัดหนองกระทุ่ม กำแพงแสน จากพระนครศรีอยุธยาคือพระครูสมบูรณ์จริยธรรม (หลวงพ่อแม้น) วัดหน้าต่างนอกพระครูอดุลย์วิริยกิจ (หลวงพ่อเอื้อน) วัดวังแดงใต้, พระภิกษุเป็นหนึ่ง สุนทรเมธี ปธ.๙ วัดบรมวงศ์อิศวราราม, เมื่อสร้างสำเร็จและเข้าพิธีเทวาภิเษก ณ โบสถ์พระแก้ววังหน้า แล้ว

พิธีเททองนำฤกษ์

ผู้สนใจสามารถติดต่อสั่งจอง พระพิฆเนศ รุ่นมงคล ๑๐๘ ปี ในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ฝ่ายพัสดุ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร เขตพระนครกรุงเทพฯ โทร.02-2214443, 02-2254534 สำหรับรายได้ทั้งหมดนั้นนำเข้าสมทบทุนกองทุนโบราณคดี เพื่อนำมาใช้ในกิจการอนุรักษ์ และพัฒนา โบราณสถาน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนที่ประชาชนจะได้ร่วมกันบำรุงศิลปวิทยาการของแผ่นดินให้มีการรักษา สืบสาน ต่อยอดต่อไป

พระกริ่งนำฤกษ์จากครูบาบุญชุ่ม

พระกริ่งนำฤกษ์จากครูบาบุญชุ่ม
พระคเณศของโบราณ

พระคเณศของโบราณ
พระพิฆเนศสมัยทวารวดี

พระพิฆเนศสมัยทวารวดี
พระพิฆเนศ ๑๐๘ ปี

พระพิฆเนศ ๑๐๘ ปี
พระเป็นหนึ่ง เปรียญธรรม ๙ วัดบรมวงศ์ฯ

พระเป็นหนึ่ง เปรียญธรรม ๙ วัดบรมวงศ์ฯ
หลวงพ่อปั่น วัดหนองกระทุ่ม

หลวงพ่อปั่น วัดหนองกระทุ่ม
หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้

หลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้
หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก

หลวงพ่อแม้น วัดหน้าต่างนอก
อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร
แผ่นอักขระ ๑๐๘ แห่ง จากพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ

แผ่นอักขระ ๑๐๘ แห่ง จากพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศ
แผ่นทองเงินนาค

แผ่นทองเงินนาค
เครื่องบวงสรวง

เครื่องบวงสรวง
พระพิฆเนศนำฤกษ์ ๙ องค์

พระพิฆเนศนำฤกษ์ ๙ องค์

ภูมิบ้านภูมิเมือง : พระบรมมหาราชวัง ภูมิสถานแห่งเทพวิมาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/420093

ร.๑ พระเจ้าแผ่นดินต้น

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : พระบรมมหาราชวัง ภูมิสถานแห่งเทพวิมาน

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้พระบรมมหาราชวังได้รับความสนใจใคร่รู้ถึงสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันวิจิตรงดงามมากขึ้น นอกเหนือจากจะเป็นสถานที่รโหฐานที่น่าชมของประเทศ พระบรมมหาราชวังแห่งนี้ในอดีตนั้นเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันพระบรมมหาราชวังมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศนิยมเข้าเยี่ยมชมทุกวันปีละมากกว่า ๘-๙ ล้านคน

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ได้ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังหลวงขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศและสร้างหมู่พระมหามณเฑียรเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์การก่อสร้างพระราชวังหลวงนั้นนำรูปแบบของพระราชวังหลวงอยุธยา เริ่มสร้างพร้อมกับการสร้างพระนครเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ โดยสร้างพระที่นั่งขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นที่อยู่ของพระยาราชาเศรษฐีและชาวจีนทั้งหลาย โดยพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ตั้งแต่คลองใต้วัดสามปลื้มจนถึงคลองเหนือ วัดสามเพ็ง โดยเริ่มดำเนินการในวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ หลังพระราชพิธียกเสาหลักเมือง ๑ วัน และมีการเฉลิมพระราชมณเฑียรในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๕พระราชมณเฑียรในขณะนั้นสร้างด้วยเครื่องไม้และปักเสาระเนียดรายรอบพระราชวัง เพื่อประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษก ต่อมาพ.ศ.๒๓๒๖ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชมณเฑียร พระมหาปราสาท เปลี่ยนเสาระเนียดจากเครื่องไม้เป็นก่อกำแพงอิฐ สร้างประตูรายรอบพระราชวังหลวง ตลอดจนสร้างพระอารามในพระราชวังหลวง คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เมื่อสร้างพระราชนิเวศน์หมู่ปราสาทราชมณเฑียรเป็นการถาวรแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีอีกครั้งหนึ่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๘

หลังจากนั้นพระราชวังหลวงได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขยายอาณาเขตและบูรณปฏิสังขรณ์มาในทุกรัชกาล จนถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชอนุชาธิราช ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบัญญัติให้เรียกพระราชวังหลวงว่า พระบรมมหาราชวัง ทรงบัญญัติให้ใช้คำว่า “บรม” สำหรับฝ่ายวังหลวง และใช้คำว่า “บวร” สำหรับฝ่ายวังหน้า ทำให้เรียกพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้านั้นว่า “พระบวรราชวัง” เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้วพระราชวังหลวงก็ยังใช้ว่า พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่นั้นมา

อาณาเขตพระบรมมหาราชวังนั้นสถานที่โดยรอบทาง ทิศเหนือ ติดกับท้องสนามหลวงทิศตะวันออก ติดกับกระทรวงกลาโหม ทิศใต้ ติดกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ทิศตะวันตก ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา พระบรมมหาราชวังเมื่อแรกสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีเนื้อที่ทั้งหมด ๑๓๒ ไร่ ต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ขยายเขตพื้นที่ออกไปทางใต้เป็น ๑๕๒ ไร่ ๒ งาน ผังพระบรมมหาราชวังนั้นยึดเอาแบบพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา กำหนดพื้นที่ให้ติดกับแม่น้ำ หันหน้าไปทางทิศเหนือโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ทางทิศตะวันตก โดยสร้างกำแพงเมืองด้านข้างแม่น้ำเป็นกำแพงพระบรมมหาราชวังชั้นนอกและสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นพระอารามหลวงของพระบรมมหาราชวังตามแบบอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์ ของกรุงศรีอยุธยา ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ดังนั้น พระบรมมหาราชวังจึงเป็นภูมิมรดกศิลปกรรมไทยแห่งเดียวที่สร้างสรรค์โดยช่างศิลป์อยุธยาที่เหลืออยู่ จนความสง่างามแห่งเทพวิมานนั้นกลับฟื้นคืนมาให้เห็นได้จนทุกวันนี้

ร.๑ พระเจ้าแผ่นดินต้น

ร.๑ พระเจ้าแผ่นดินต้น
ประตูวิเศษไชยศรี

ประตูวิเศษไชยศรี
ปราสาทพระเทพบิดร

ปราสาทพระเทพบิดร
กำแพงพระบรมมหาราชวัง

กำแพงพระบรมมหาราชวัง
หมู่พระมหามณเฑียร

หมู่พระมหามณเฑียร
ศิลปกรรมครุฑ

ศิลปกรรมครุฑ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
รศ-ผังป้อมรอบพระบรมราชวัง

รศ-ผังป้อมรอบพระบรมราชวัง
ร.๑ พระบรมมหาราชวัง-รศ

ร.๑ พระบรมมหาราชวัง-รศ
ร.๑ พระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ ๔

ร.๑ พระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ ๔
ร.๑ พระแท่นบรรทม

ร.๑ พระแท่นบรรทม
พระบรมมหาราชวัง

พระบรมมหาราชวัง
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ประตูภายใน

ประตูภายใน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ๑๓ มิถุนายน ๒๓๒๕-วันสมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/418646

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ๑๓ มิถุนายน ๒๓๒๕-วันสมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี)

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๑

วันที่ ๑๓ มิถุนายน ที่จะถึงนี้ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ นั้น สมเด็จพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงรัตนโกสินทร์ และโปรดเกล้าฯตั้งราชวงศ์จักรีโดยเฉลิมพระอิสริยยศ พระอัฐิของพระชนกนาถ (ทองดี) ให้มีพระนามาภิไธยเป็น“สมเด็จพระชนกาธิบดี” อันเป็นพระปฐมราชวงศ์จักรี ก่อนที่พระองค์จะทรงสถาปนาพระบรมวงศ์เป็นลำดับต่อไป

ในตอนปลายกรุงธนบุรีนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ซึ่งเป็นแม่ทัพที่ไปปราบข้าศึกนั้นได้ทราบเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงธนบุรีจากหลวงสรวิชิต (หน) นายด่านเมืองอุไทยธานีและชาวด่านแล้วที่นำความมาแจ้ง จึงเลิกทัพกลับคืนพระนครมาพักทัพอยู่ที่วัดสระแกในวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ และให้พระยาสุริยอภัย (ตัน)ผู้เป็นหลานนั้นเร่งนำกำลังเข้ากรุงธนบุรี การสู้รบกับพระยาสรรค์และพวก จนมีชัยชนะ วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ (ทองด้วง) แม่ทัพจึงได้นำทัพจากวัดสะแกเคลื่อนพลเข้ายังกรุงธนบุรี

สมเด็จพระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี-รัชกาลที่ ๑

ดังนั้นการได้รับเชิญให้ขึ้นเป็นกษัตริย์นั้นน่าจะเกิดขึ้นหลังจากการจัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีพิธีตามโบราณราชธานี ด้วยมีความเร่งด่วน
ในการย้ายที่ตั้งพระนครขึ้นใหม่ทางด้านบางกอกตะวันออกดังมีความปรากฏในพระราชพงศาวดารว่าวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ นั้น ได้มีพิธีตั้งเสาหลักเมืองขึ้นในพื้นที่ตรงข้ามกับพระราชวังเดิมหรือกรุงธนบุรี คือ พื้นที่ซึ่งเดิมนั้นเป็นแปลงปลูกผักของพระยาราชาเศรษฐีที่ขอให้ย้ายไปอยู่ใหม่แถวสำเพ็ง เมื่อตั้งมีพิธีเสาหลักเมืองแล้ว ก็เร่งการสร้างพระที่นั่งขึ้นเป็นการชั่วคราวเสร็จแล้วจึงได้มีพิธีปราบดาภิเษกขึ้นในระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๕ โดยมีการจัดพระราชพิธีอย่างสังเขปไปก่อน ซึ่งมีความระบุว่า ในวันที่ ๑๐-๑๒ มิถุนายน นั้นได้นิมนต์พระสงฆ์ทำพิธีสวดมนต์รอบพระที่นั่งเป็นเวลา ๓ วัน ในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๕ นั้นจึงมีพระราชพิธีปราบดาภิเษกตามโบราณราชประเพณีขึ้นเป็นพระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีมีพระนามซึ่งเรียกกันในครั้งนั้นว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว แผ่นดินต้น โดยมีพิธีมุรธาภิเษกตามอย่างราชประเพณีโบราณหรือตำราสมัยอยุธยา ซึ่งให้ความสำคัญกับน้ำจากสระทั้งสี่ คือ สระยม สระนา สระคา และสระแก้ว จากแคว้นสุพรรณภูมิ หรือเมืองสุพรรณบุรี มาทำพิธีปราบดาภิเษกในเบื้องต้น ต่อเมื่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และสร้างพระที่นั่งอภิเษกเสร็จแล้วกับสร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ครบถ้วนแล้ว พระองค์จึงโปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีอย่างสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๘ พระราชพิธีครั้งนี้ได้มีการศึกษารวบรวมจากตำราเก่าที่มีมาแต่สมัยอยุธยาให้เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสืบราชประเพณีโบราณมาจนถึงปัจจุบันนี้

พระชนกนาถ (ทองดี)

พิธีปราบดาภิเษกของสมเด็จพระปฐมกษัตริย์ในครั้งแรกนั้น จึงยังไม่มีพระมหาพิชัยมงกุฎ ดังนั้นการสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๑ จึงใช้หมวกปีกอย่างแม่ทัพ ครั้นเมื่อสร้างพระมหาพิชัยมงกุฎและเครื่องราชกกุธภัณฑ์จนครบขึ้นแล้ว จึงมีพิธีถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีพิธีสรงน้ำมรุธาภิเษก และการถวายน้ำอภิเษกบนพระที่นั่งอัฐทิศตามราชประเพณีโบราณโดยพราหมณ์ ดังที่ได้เห็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ผ่านมา

ดังนั้น วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๕ นอกจากจะเป็นวันปราบดาภิเษกสมเด็จพระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรีแล้วยังเป็นวันที่สถาปนาพระปฐมราชวงศ์และตั้งพระบรมวงศ์ขึ้นเป็นราชวงศ์จักรีด้วย โดยเฉพาะสมเด็จพระชนกาธิบดี (ทองดี) นั้น ทรงเป็นสมเด็จพระปฐมของราชสกุลพระองค์แรกพระราชโอรส พระราชธิดา เป็นพระบรมวงศ์ชั้นแรกซึ่งมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แผ่นดินต้น รัชกาลที่ ๑ พระปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระอนุชาธิราช ครองกรุงรัตนโกสินทร์และสืบราชวงศ์จักรีมาอย่างต่อเนื่องถึงรัชกาลปัจจุบัน

พระชนกนาถ (ทองดี) เจ้าพ่อหอกลอง

พระบรมอัฐิ

พระบรมอัฐิ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แผ่นดินต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แผ่นดินต้น
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่สอง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่สอง
ไฟไหม้พระที่นั่งอภิเศกฯ

ไฟไหม้พระที่นั่งอภิเศกฯ
กรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินต้น

กรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินต้น
พิธีตั้้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์

พิธีตั้้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์
เบญจกกุธราชภัณฑ์

เบญจกกุธราชภัณฑ์
สร้างจักรและตรีศูลประจำราชวงศ์

สร้างจักรและตรีศูลประจำราชวงศ์
พระสมุดพระราชพิธีราชาภิเษก

พระสมุดพระราชพิธีราชาภิเษก
วันสำคัญในปฏิทิน รัชกาลที่ ๑

วันสำคัญในปฏิทิน รัชกาลที่ ๑

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมเขมร’ ภูมิเรียนรู้จากนักวิชาการอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417217

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมเขมร’ ภูมิเรียนรู้จากนักวิชาการอิสระ

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นครวัดแหล่งมรดกโลกของกัมพูชา

สังคมอาเซียนนั้นทำให้มีการเปิดโลกทัศน์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันมากขึ้น คงไม่ใช่แต่การท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านไปมากันเท่านั้น ในมิติการเรียนรู้ต่อยอดทางวัฒนธรรมนั้นได้ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติเชิงความรู้ต่อกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญต่องานวิชาการมากการที่ได้พบกับ ดร.อัง จูเลียน นักวิชาการอิสระกัมพูชา ผู้ศึกษาด้านโบราณคดีและปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา จากประเทศฝรั่งเศส ผู้มีความรู้ภาษาสันสกฤตและการอ่านศิลาจารึกอักษรขอมโบราณภาษาสันสกฤตด้วยนั้น จึงเป็นเรื่องน่ายินดีต่อการร่วมมือทางวิชาการ ด้วยสองเดือนที่ผ่านมาของ ดร.อัง จูเลียน เป็นอาจารย์พิเศษของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.) นั้นได้เกิดข้อมูลที่น่าสนใจจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะทำงานแปลเรื่อง “วิถีชีวิตของคนเขมรในพิธีฉลองวัย” ผลงานวิจัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวเขมรตั้งแต่การเกิดจนตายเหมือนประเพณีชีวิตของไทย ซึ่งมีการขยายความและสร้างความเข้าใจจนชัดเจนขึ้น  โดยไม่ได้เป็นความคิดเห็นของผู้แปล หากแต่เป็นการแปลที่อรรถาธิบายกำกับให้สิ้นสงสัย

การแข่งเรือในเทศกาล

หลายเรื่องที่นำไปสู่การเรียนรู้เช่นเรื่องพิธีมงคลการในเทศกาลมโฮปแขมร์ ว่าด้วยประเพณีการแต่งงานแบบเขมร ความเชื่อในตำนานพระทองนางนาคที่เกี่ยวข้องกับพิธีแต่งงาน เรื่องประเพณีป้อนข้าวเม่า (อ็อกอ็อมบ็อก) ประเพณีไหว้พระจันทร์ (ซ็อมเปียฮ ปเรียฮแค) ในเทศกาลออกพรรษา เรื่องประเพณีแข่งเรือ ลอยพระประทีปที่ประเพณีไทยนั้นมีเทศกาลลอยกระทง ในขณะที่กัมพูชานั้นมีเทศกาลแข่งเรือเป็นงานใหญ่ประจำปี เรื่องประเพณีอ็อกอ็อมบ็อก คือ กิจกรรมการเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ซึ่งไทยเรียกว่า ข้าวเม่า แขมร์เรียก อ็อกอ็อมบ๊อก, เรื่องปฏิทินกัมพูชา ที่นับเวลาในรอบปีเป็น ๓ ระบบ คือ ๑) ปฏิทินตามอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย ถือการเริ่มต้นศักราชใหม่คือ เดือน ๖ ประมาณหลังจากวันวิสาขบูชาผ่านไปแล้ว และเมื่อเข้าสู่ฤดูการทำนาในเดือน ๑ ตามปฏิทินเขมรโบราณซึ่งเป็นต้นฤดูฝน ๒) ปฏิทินทางจันทรคติ เดือน ๑ หรือเดือนอ้าย เดือนเจียง นับตามกลุ่มชาติพันธุ์ไท คือ เริ่มจากปลายปี ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ๓) ปฏิทินสากล  คือ นับจากเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม เช่น ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เรื่องนครวัด เป็นมรดกรูเป็ย กับ มรดกอรูเป็ย คือนครวัดหรือ อ็องโกร์วัด (Angkor Wat) มรดกโลกนั้นมีการแบ่งออกเป็นนครวัดที่เป็นโบราณสถาน ปราสาทหินแหล่งศึกษาอารยธรรมโบราณ มรดกในส่วนนี้จับต้องได้ ปรากฏหลักฐานเป็นรูปธรรม เรียกว่า มรดกรูเป็ย

การแต่งงานของเขมร

ส่วนสิ่งที่หลงเหลือมาจากอารยธรรมเขมรโบราณ ยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่รอบ ๆ บริเวณปราสาทนครวัด และประชาชนกัมพูชาได้รับแนวคิดความเชื่อและปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนั้น เรียกว่า มรดกอรูเป็ย เรื่อง พระภูมิกับเนียก์ตา และยายเมา กับจเนียงตูกว่ากัมพูชามีประวัติความเป็นมาเนิ่นนานแต่โบราณกาล นับเป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่มีความเชื่อดั้งเดิมของตนเองที่เรียกว่า “ชีวจล” ต่อมานั้นจึงได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ (พรหมันศาสนา) หรือฮินดู ลัทธิไศวนิกายจากอินเดีย และศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท (หินยาน) จากไทย ความคิดความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมเขมรตั้งแต่อดีตกาลจนมาถึงปัจจุบัน ดังเห็นได้จากการดำรงอยู่ของพระภูมิ และเนียก์ตาในหมู่บ้านชนบท ที่สามารถพบได้โดยทั่วไป เรื่อง นครเกาะทโลก ประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของกัมพูชา เรื่อง ชาติพันธุ์กวย หรือชาวกวย ชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ในประเทศไทยและกัมพูชา มีอาชีพคล้องช้างที่มีมาแต่อดีตกาล ชาวกวยนี้มีวัฒนธรรมการถลุงแร่เหล็ก และตีเหล็ก ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นวัฒนธรรมชั้นสูงมาก มีอีกหลายเรื่องที่ได้จากนักวิชาการอย่าง ดร.อัง จูเลียน ล้วนเป็นแบบอย่างการเชื่อมโยงทางวิชาการด้านวัฒนธรรมต่อกันที่น่าจะเกิดขึ้นในมิตรประเทศอาเซียนแห่งนี้

ดร.อัง จูเลียน

ดร.อัง จูเลียน
ที่ปรึกษาการแปลประเพณีชีวิตเขมร

ที่ปรึกษาการแปลประเพณีชีวิตเขมร
แลกเปลี่ยนเรียนรู้

แลกเปลี่ยนเรียนรู้
นักศึกษาออกศึกษาในพื้นที่

นักศึกษาออกศึกษาในพื้นที่
ดูจารึกภาษาเขมรในไทย

ดูจารึกภาษาเขมรในไทย
ศิลปกรรมของเขมร

ศิลปกรรมของเขมร
แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากจารึกในไทย

แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากจารึกในไทย
คณะผู้ศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม

คณะผู้ศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรม
เรียนรู้จากโบราณสถานในไทย

เรียนรู้จากโบราณสถานในไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระนางสุนันทาฯ’ กุมารีรัตน์แห่งการศึกษาสตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/415799

รัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระนางสุนันทาฯ’ กุมารีรัตน์แห่งการศึกษาสตรี

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันที่ ๓๑ พฤษภาคมนี้ เป็นวันที่ระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ที่ทุกคนชอบเรียกขานพระนามว่า สมเด็จพระนางเรือล่มมากกว่า ด้วยเกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งพระนางทรงมีพระครรภ์แล้วประสบอุบัติเหตุเรือพระประเทียบล่มณ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เหนือวัดเกาะพญาเจ่ง พร้อมด้วยพระราชธิดา เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ อรรควรราชกุมารี การกู้เรือพระประเทียบจากเรือล่มที่บริเวณวัดเกาะพญาเจ่งครั้งนั้นเป็นการสูญเสียพระนางอันเป็นที่รักของสมเด็จพระบรมราชสวามีอย่างที่สุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรก พระนางทรงเป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๕๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระราชสมภพในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำปีวอก เวลา ๕ โมงเช้า ๔๐ นาที ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๐๓ มีพระเชษฐาและพระขนิษฐาร่วมพระมารดาทั้งสิ้น ๖ พระองค์ ได้แก่ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนาพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี และ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ ด้วยเหตุที่พระนางเป็นที่รักใคร่เอ็นดูจากสมเด็จพระชนกนาถ (ร.๔) พระนางจึงได้รับพระราชทานทรัพย์สิน ๑๐๐ ชั่ง และพระบรมราโชวาท (พิมพ์จากแผ่นหิน) ให้แก่พระนางด้วยความห่วงใย เพื่อให้พระนางเป็นต้นแบบของกุลสตรีราชสำนักสยาม ดังความสั่งสอนว่า-“ผู้พระบิดาของพระองค์ เจ้าหญิงสุนันทา กุมารีรัตน์บุตรี จะขอสั่งสอนผู้บุตรไว้ว่า พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์เอ๋ย พ่อขอสั่งแก่ตัวเจ้าไว้ ทรัพย์ที่มีหางว่าวผูกติดกับหนังสือนี้ มีตราของพ่อผูกปิดไว้เป็นสำคัญเท่านี้ พ่อให้แก่เจ้าคนเดียว ตัวเจ้าเมื่อโตใหญ่ อายุได้ ๑๖ ปีแล้ว จงคิดอ่านเอาเป็นทุนทำมาหากินแลเลี้ยงตัวต่อไป แลใช้สอยตามสมควรเถิด แต่พ่อขอเสียเป็นอันขาดทีเดียว คิดถึงคำพ่อสั่งให้มากนักหนา” -“อย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย มีผัวมีเถิด แต่อย่าให้ปอกลอกเอาทรัพย์ของเจ้าไปได้นัก จงรักษาทุนของพ่อให้ไว้นี้ เป็นเกียรติยศชั่วลูกชั่วหลาน เอาแต่กำไรใช้สอย เจ้าจงอย่าเล่นเบี้ย เล่นโด เล่นหวยเลยเป็นอันขาด แลอย่าทำสุรุ่ยสุร่ายใช้เงินทองง่ายไม่คิดหน้าคิดหลัง จงคิดอ่านทำมาหากิน ตริตรองให้ดี อย่าให้นักเลงคนโกงมักหลอกลวงได้จะเสียทรัพย์ด้วย อายเขาด้วย”-“เมื่อสืบไปภายหน้า นานกว่าจะสิ้นอายุตัวเจ้า ตัวเจ้าจะตกเป็นข้าแผ่นดินใดใดเท่าใด ก็จงอุตสาหตั้งใจทำราชการแผ่นดินให้ดี อย่ามีความเกียจคร้านแชเชือนแลเป็นอย่างอื่นๆ บรรดาที่ไม่ควรเจ้าอย่าทำ อย่าประพฤติให้ต้องตำหนิติเตียนตลอดถึงพ่อด้วย ว่าสั่งสอนลูกไม่ดี จงเอาทรัพย์ที่พ่อให้ไว้นี้เป็นกำลังตั้งเป็นทุน เอากำไรใช้การบุญ แลอุดหนุนตัวทำราชการแผ่นดินเทอญ”-“ถ้าทรัพย์เท่านี้พ่อให้ไว้ ไปขัดขวางฤๅร่อยหรอไปด้วยเหตุมีผู้ข่มเหงผิดๆ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เจ้าจงเอาหนังสือคำสั่งของพ่อนี้ กับคำประกาศที่ให้ไว้ด้วยนั้นให้เจ้านายแลท่านผู้ใหญ่ข้างในข้างหน้าดูด้วยกันให้หลายแห่งปฤกษาหารือ อ้อนวอนขอความกรุณาเมตตา แลสติปัญญาท่านทั้งปวงให้อนุเคราะห์โดยสมควรเถิด เล่าความเล่าเหตุ ที่เป็นอย่างไรนั้น ให้ท่านทั้งปวงฟังโดยจริงๆ พูดจาให้เรียบร้อยเบาๆ อย่าทำให้ท่านที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินขัดเคืองกริ้วกราดชิงชังได้ จงระวังความผิดให้มาก,…อย่างตามใจมารดาแลคนรักมาก ทรัพย์นี้ของพ่อให้เจ้าดอก ไม่ใช่มารดาเจ้าแลคนอื่นเข้าทุนด้วย จงคิดถึงพ่อคนเดียวให้มาก เจ้าเกิดเมื่อพ่อสูงอายุแล้ว พ่อไม่ประมาทจึงจัดแจงให้ไว้แต่เดิม ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ อันตรายมีแก่เจ้าก่อน ถ้าอายุถึง ๑๖ ปีแล้วสั่งให้ใคร พ่อจะให้ผู้นั้นถ้ายังไม่ถึงกำหนดฤๅไม่ได้สั่ง พ่อขอเอาคืน จะทำบุญให้ทาน ถ้าพ่อมีชีวิตและอำนาจไปนาน ทำมาหาได้ ก็จะเพิ่มเติมให้อีก แล้วจะแก้หางว่าว” สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม มีพระสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลมทรงมีพระอัธยาศัยจริงจังเด็ดขาด ปฏิบัติข้อราชการและรับสั่งด้วยความเฉียบคมชัดเจนเสมอ จนเป็นที่ประจักษ์แก่หมู่ข้าหลวงชาววังทั่วไป ทำให้พระองค์เป็นที่นับถือในพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร พระนางทรงเป็นที่สนิทเสน่หาในพระราชสวามียิ่งนักจึงเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าพระอัครมเหสีอื่นใด เป็นสตรีที่สนใจการเรียนรู้ด้วยเหตุนั้นอนุสรณ์สถานแห่งแรกก็คือโรงเรียนสุนันทาลัย สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๓ ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาของกุลสตรีชาวสยามปัจจุบัน คือ โรงเรียนราชินีบน โดยมีอาคารสุนันทาลัยตั้งอยู่จนวันนี้

รัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี

รัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
กับพระขนิษฐา

กับพระขนิษฐา

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
อนุสรณ์-วัดเกาะพญาเจ่ง

อนุสรณ์-วัดเกาะพญาเจ่ง
อาคารสุนันทาฯ

อาคารสุนันทาฯ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘มหรสพสมโภช’ภูมิการแสดงทั่วแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/414408

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘มหรสพสมโภช’ภูมิการแสดงทั่วแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การแสดงของโดรน

ด้วยความยินดีเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธี บรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานั้นการมีมหรสพสมโภชที่เคยจัดกันในอดีตนั้นก็คงมีแต่เฉพาะขอบเขตในพระนคร สำหรับยุคสมัยนี้ด้วยความที่เป็นโลกแห่งดิจิทัล รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันจัดมหรสพสมโภชพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ ๒๒-๒๘พฤษภาคม ๒๕๖๒ โดยแต่ละวันนั้นเริ่มการแสดงตั้งแต่เวลา ๑๘.๓๐-๒๑.๓๐ น. และเวลา ๒๑.๓๐-๒๓.๐๐ น. ซึ่งทุกวันมีการแสดงแสง สี เสียง ในชื่อ ชุดการแสดง “แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ในกรุงเทพมหานคร ที่ท้องสนามหลวง บนเวทีการแสดงอยู่ฝั่งทิศใต้ (ฝั่งพระบรมมหาราชวัง) กำหนดการแสดงมหรสพในส่วนกลางนั้น มีการแสดงแต่ละวันดังนี้ วันแรกวันที่ ๒๒ พฤษภาคม เวลา ๑๘.๐๐ น. ขบวนอัญเชิญเครื่องราชสักการะจาก ๔ ภูมิภาค รำถวายพระพร มหกรรมกลองมิ่งมงคล การแสดงพื้นบ้าน ๔ ภาค เฉลิมพระเกียรติ วันที่ ๒๓ พฤษภาคมการแสดงวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดสุทธิวรารามกระตั้วแทงเสือ โขนสด และมหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์ (ดนตรีสากล) วันที่ ๒๔ พฤษภาคม วงโยธวาทิต วิทยาลัยนาฏศิลป์นครราชสีมา ละครใน “อิเหนา” และมหาดุริยางค์ไทยแห่งรัตนโกสินทร์ (ดนตรีไทย)วันที่ ๒๕ พฤษภาคม วงโยธวาทิต วิทยาลัยนาฏศิลป์ นครราชสีมา นาฏศิลป์และดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ รำมอญ ปทุมธานี รำมอญสังขละ กาญจนบุรี ลาวโซ่ง เพชรบุรี กะเหรี่ยงโป ราชบุรี และมหกรรมลูกทุ่งไทยเทิดไท้องค์ราชา มหาวชิราลงกรณ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม มาร์ชชิ่งแบนด์ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย หุ่นละครเล็ก และละครเพลงในสวนฝัน “ผสานใจภักดิ์ ถวายองค์ราชัน” นำแสดงโดยนักแสดงที่มีชื่อเสียง เช่น เบลล่า-ราณี, โป๊ป-ธนวรรธน์ วันที่ ๒๗ พฤษภาคมมาร์ชชิ่งแบนด์ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย การแสดงโขนจากโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร มูลนิธิคึกฤทธิ์ และมหกรรมการแสดงนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ วันที่ ๒๘พฤษภาคม วงโยธวาทิต โรงเรียนวัดราชบพิธ มหกรรมเพลงพื้นบ้าน ได้แก่ ลำตัด เพลงฉ่อย อีแซว เพลงทรงเครื่องและรำโคม การละเล่นของหลวง และการแสดงโขน

การรำโคม

สำหรับส่วนภูมิภาค ๗๖ จังหวัดนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานการจัดงานมหรสพสมโภชตามความเหมาะสมโดยมีการแสดงและมหรสพของพื้นที่ในเวลาเดียวกัน ทำให้ช่วงเวลา ๗ วันนี้ ประเทศไทยมีมหรสพแห่งความจงรักภักดีและร่วมกันสมโภชในวาระอันเป็นมหามงคลที่จัดพร้อมกันให้เป็นเวทีใหญ่ที่สุดในโลก คือ มีมหรสพสมโภชพร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกับถ่ายทอดสดพิธีเปิดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม (TGN) 170 ประเทศทั่วโลกด้วย โดยเฉพาะการแสดงมรดกของชาติ แต่ละภาคจะเกิดขึ้นในงานนี้ คือ การแสดงโขนการแสดงพื้นบ้านทั้ง ๔ ภาค-การแสดงของนานาชาติ๑๐ ประเทศ มหกรรมลูกทุ่งไทย และการแสดงแสงสี เสียง ม่านน้ำ ไฟประดับ “แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณปกหล้า” ละครเพลงในสวนฝันจากศิลปินดารา สำหรับพิธีเปิดงานวันที่ ๒๒ พฤษภาคม เวลา ๑๘.๓๐ น. พร้อมกันทั่วประเทศ มีการแสดงชุดที่น่าสนใจ เช่น รำถวายพระพร “อาศิรวาททวยราษฎร์น้อมจอมราชัน” การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุด “พระบารมีมิ่งฟ้ารามาวตาร” จำนวน ๓ ตอน ได้แก่ ตอน “สถลมาศเฉลิมราชจักรี” โดยมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ตอน “เล่ห์อสุรีเมืองลงกา” โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และตอน “บรมราชาภิเษกพระราม” โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ การละเล่นของหลวงมหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์ ชุด “ทศมราชันขวัญหล้า” (ดนตรีสากล) มหาดุริยางค์ไทยแห่งรัตนโกสินทร์ (ดนตรีไทย) มหกรรม “ลูกทุ่งไทยเทิดไท้องค์ราชัน” การแสดงละครเพลงในสวนฝัน“ผสานใจภักดิ์ ถวายองค์ราชัน” รับบทโดยสินจัย เปล่งพานิช, โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ,เบลล่า-ราณี แคมเปน และเบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ร่วมแสดงและขับร้องเพลง กำกับการแสดงโดยสุประวัติ ปัทมสูต ศิลปินแห่งชาติ และการแสดง “นาฏศิลป์ร่วมสมัยรวมใจภักดิ์” มหกรรมการแสดงนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ โดยมี ๑๐ ประเทศร่วมด้วย ได้แก่ อินโดนีเซีย เมีนมา เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์เกาหลีใต้ อินเดีย และจีนที่ต่างมาในเวทีการแสดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เวทีกลางสนามหลวง

เวทีกลางสนามหลวง
การแสดงโขน

การแสดงโขน
การแสดงมโนราห์

การแสดงมโนราห์
การแสดงกลองสะบัดชัย

การแสดงกลองสะบัดชัย
การแสดงมโนราห์

การแสดงมโนราห์
คณะผู้จัดการแสดงทั่วประเทศ

คณะผู้จัดการแสดงทั่วประเทศ
ผู้แสดงจากวัฒนธรรม

ผู้แสดงจากวัฒนธรรม
นักแสดงในสวนฝัน

นักแสดงในสวนฝัน