ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เสด็จฯเลียบพระนคร’ ภูมิศรัทธาพระบารมีกษัตริย์องค์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/413059

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เสด็จฯเลียบพระนคร’ ภูมิศรัทธาพระบารมีกษัตริย์องค์ใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

ด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นเป็นพระราชพิธีสำคัญที่จัดในพระที่นั่งในหมู่มหาราชมณเฑียร อันมีข้อจำกัดในราชโบราณพิธี ที่รับรู้เฉพาะพระบรมวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่เท่านั้น ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะรับรู้ถึงพระราชพิธี แห่งพระมหากษัตริย์ก็ได้แต่ฟังเสียงเครื่องประโคม ปี่ สังข์และเสียงปืน หรือการย่ำระฆัง ดังนั้น การเสด็จฯเลียบพระนคร จึงมีความสำคัญสำหรับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินที่จะมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดินในครั้งหนึ่ง ราชประเพณีนี้น่าจะสืบเนื่องมาจาก “พิธีราชสูยะ” ซึ่งมีการแห่แหนผู้ที่เป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จในราชประเพณีที่มีพราหมณ์ได้มอบราชสมบัติ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์และการกระทำสัตย์สาบานว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม จักรพรรดิและสวัสดิราช

ดังนั้นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครจึงเป็นราชประเพณีโบราณที่จัดขึ้นเพื่อประกาศพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ให้อาณาประชาราษฎร์และหัวเมืองต่างๆ ได้ประจักษ์ในพระบุญญาธิการ ดังที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๕ ว่า “…ประเพณีเดิมเห็นจะเสด็จเลียบถึงเมืองที่รายรอบมณฑลราชธานี ต้องเสด็จโดยทางบกบ้าง ทางเรือบ้าง และประทับรอนแรมเป็นระยะไปหลายวันจนกว่าจะรอบมณฑลราชธานี เพื่อบำรุงความสามิภักดิ์ และให้ประจักษ์พระเดชานุภาพแก่ประชาชนทั้งหลาย ครั้นนานมา เห็นเป็นการลำบากโดยมิจำเป็น จึงย่นระยะทางลงเป็นเพียงเลียบพระนครราชธานี แล้วย่อลงมาอีกชั้นหนึ่ง คงแห่เสด็จเลียบรอบกำแพงพระนครแต่ทางเรือ ส่วนทางบกเป็นแต่แห่เสด็จเลียบรอบบริเวณพระราชวัง…”

เลียบพระนคร กษัตริย์ขอม

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินประจักษ์ถึงพระบุญญาบารมีแก่ผู้คนจำนวนมากนั้น จึงจำเป็นในการเตรียมพร้อมที่จะต้องจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่มโหฬารด้วยขบวนพยุหยาตรา  ดุจการยกกองทัพแสดงแสนยานุภาพราวกับเคลื่อนกองทัพเพื่อทำสงคราม ซึ่งมีการระบุขบวนขุนนางและแม่ทัพนายกองในทุกกรมกองตามพยุหยาตราตามแบบแผน และใช้จำนวนคนอย่างมาก ซึ่งในสมัยอยุธยานั้นมีการระบุการจัดขบวนคนในขบวนแห่นั้นนับหมื่นคน และมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค คือ ทางบก และขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือ ทางน้ำ ซึ่งมีการจัดขบวนทัพแบบพยุหยาตราอย่างโบราณ ที่มีขบวนช้าง ม้า ในทางบกและเรือพระที่นั่ง เรือต่างๆ ในทางน้ำ พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระอิสริยยศกษัตริย์ตามราชประเพณีโบราณ ดังปรากฏในภาพเขียนวัดประดู่ทรงธรรม และภาพสลักในปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นขบวนใหญ่โตมโหฬารมากถึงกับมีขบวนของเมืองอื่นๆ ร่วมด้วย

ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นน่าจะยังรักษาแบบแผนเช่นเดิมแต่ลดขนาดให้เหมาะสมกับจำนวนขุนนางและการสร้างพระนครใหม่ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงเปลี่ยนให้การเสด็จฯ เลียบพระนครนั้น นอกจากประกาศแสนยานุภาพแล้วให้เป็นการเสด็จฯ ไปนมัสการพระรัตนตรัยตามพระอารามหลวงที่สำคัญโดยทางสถลมารค และทางชลมารคให้ราษฎรได้เฝ้าฯ ชมพระบารมีทั้งทางฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ในการอย่างนี้พระองค์ ทรงเปลี่ยนธรรมเนียมการเข้าเฝ้าฯ ให้ราษฎรสามารถชมพระบารมี ไม่ต้องปิดประตูบ้านเรือนเมื่อขบวนเสด็จผ่านเหมือนอย่างแต่ก่อนมาจึงเกิดธรรมเนียมการตั้งเครื่องบูชาสักการะจากราษฎรเมื่อขบวนเสด็จฯ ผ่านนับแต่นั้นมา

กระบวนทัพอยุธยา

รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นทรงโปรดให้จัดขบวนเสด็จฯ เลียบพระนครทางสถลมารค ประกอบด้วย ขบวน ๔ ตอน ประกอบด้วย ๑ เสนากรมต่างๆ เดิน ๘ สาย นำหน้า ๒ ขบวนหลวง ๓ เสนากรมต่างๆ ขบวนหลังเดิน ๘ สาย ๔ ขบวนเจ้านายทรงม้าและเสนาบดีนั่งเสลี่ยง หรือแคร่ตามบรรดาศักดิ์ตามเสด็จฯจนสุดขบวน ก่อนถึงวันเสด็จฯเลียบพระนครนั้นเจ้าพนักงานจะแต่งถนนด้วยการโรยทรายหรือ “เกลี่ยทรายราบรื่น” สองข้างทางนั้นปักฉัตรเบญจรงค์ ๗ ชั้นกั้นราชวัติ ผูกต้นกล้วย อ้อย และธงกระดาษเรียงรายเป็นระยะ มีปี่พาทย์ กลองแขก เครื่องประโคม และตั้งร้านน้ำไว้บริโภคทุกระยะ บริเวณหัวถนนมีกรมอาสาหกเหล่าตั้งกระโจมหอกจุกช่องทุกแห่ง โดยให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเฝ้าฯ ถวายความจงรักภักดีไปตลอดเส้นทาง

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๑๐

เลียบพระนครรัชกาลที่ ๔

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๕

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๕

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๖

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๗

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๙

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๑๐

ภูมิบ้านภูมิเมือง : พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแห่งกษัตริย์ราชวงศ์จักรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/411715

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแห่งกษัตริย์ราชวงศ์จักรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแห่งกษัตริย์ราชวงศ์จักรี

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นวันที่ปวงชนชาวไทยได้มีความสุขที่สุดพร้อมกับร่วมกันถวายความจงรักภักดีและเรียนรู้ถึงราชประเพณีโบราณ คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งมีความหมายมาจากคำว่าราชา+อภิเษก และคำว่า อภิเษก นั้นแปลว่า รดน้ำ ซึ่งแตกต่างจากราชประเพณีราชาภิเษกในประเทศตะวันตก ที่ให้ความสำคัญกับการสวมมงกุฎโดยใช้คำว่า CORONATIONหมายถึง มงกุฎแห่งชัยชนะ ไม่มีการรดน้ำอย่างประเทศตะวันออก แม้ในพระราชพิธีจะมีการสวมมงกุฎเช่นเดียวกัน ก็ไม่ถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญเท่ากับพิธีรดน้ำ คือ การสรงน้ำมุรธาภิเษก ซึ่งมีความอธิบายจากคำว่า มูรธา+ อภิเษก และคำว่า มูรธา นั้นแปลว่า พระเศียร ดังนั้น การสรงน้ำมุรธาภิเษก จึงหมายถึงน้ำรดพระเศียรจากน้ำที่มาจาก “ปัญจมหานที”คือแม่น้ำสำคัญ ๕ สาย ในชมพูทวีป เป็นน้ำที่ไหลลงมาจากเขาไกรลาส สถานที่สถิตของพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เขาหิมพานต์นี้คือ เขาหิมวันต์หรือเขาหิมาลัยที่แปลว่าเขาสีขาว ในปัจจุบันการตั้งพระราชพิธีราชาภิเษกนั้นมีมาแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ ซึ่งมีหลักฐานจากภาพสลักและจารึกของขอม-จารึกสมัยสุโขทัยหลายแห่ง สำหรับสมัยอยุธยานั้นมีตำราราชาภิเษกที่สืบทอดเป็นหลักฐานถึงพระราชพิธีราชาภิเษก และมีการให้ความสำคัญกับการใช้น้ำจากสระทั้งสี่ของแคว้นสุวรรณภูมิ คือ เมืองสุพรรณบุรี

เมื่อแรกมีการตั้งพิธีปราบดาภิเษกขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๓๒๕ นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินต้น คือ รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดใช้เป็นน้ำมุรธาภิเษกตามอย่างราชประเพณีโบราณหรือตำราสมัยอยุธยา ซึ่งให้ความสำคัญกับน้ำจากสระทั้งสี่คือ สระยม สระนา สระคาและสระแก้ว มาทำพิธีปราบดาภิเษกในเบื้องต้น ในพระราชพิธีราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินต้นหลังจากทรงสร้างพระที่นั่งมหามณเฑียรเสร็จแล้วพร้อมกับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ครบถ้วน พระองค์ทรงโปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยสมบูรณ์ตามธรรมเนียมโบราณเมื่อวันที่ ๑๐-๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๘พระราชพิธีในคราวนั้นนอกจากจะใช้น้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ๔ แห่ง แหล่งเดียวกับพระราชพิธีสมัยอยุธยาแล้ว พระองค์ยังทรงโปรดฯให้นำน้ำจากแม่น้ำ ๕ สาย ที่เรียกกันว่า “เบญจสุทธิคงคา” มาอนุโลมตามตำราของพราหมณ์ที่ใช้แม่น้ำ ๕ สายในชมพูทวีปด้วย โดยตักน้ำมาจากแม่น้ำ ๕ สายสำคัญในพระราชอาณาจักรต่อมาได้มีการรวมน้ำจากแหล่งต่างๆ ของประเทศให้มีความหมายถึงการใช้น้ำเป็นสื่อการถวายพระราชอำนาจแด่พระราชาองค์ใหม่นั่นเองสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๙ รัชกาลในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นผ่านมาแล้ว ๑๑ ครั้งกล่าวคือทุกรัชกาลนั้นต้องมีพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งเดียว ส่วนรัชกาลที่จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๒ ครั้งนั้น คือ รัชกาลที่ ๑พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเป็นการปราบดาภิเษกใน ๑๐-๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๕ ซึ่งเป็นเวลาเริ่มสร้างพระนครใหม่ จึงจัดพระราชพิธีอย่างสังเขปไปก่อน ต่อเมื่อสร้างพระนครและพระบรมมหาราชวังเสร็จแล้ว จึงจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีอย่างครบถ้วนอีกครั้งในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๘,รัชกาลที่ ๕ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๑๑ จัดขึ้นขณะพระองค์ยังทรงเป็นยุวกษัตริย์ เมื่อบรรลุนิติภาวะทรงว่าราชการด้วยพระองค์เองแล้ว จึงโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกครั้ง ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๑๖, และรัชกาลที่ ๖ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็น ๒ คราว คราวแรก ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๓ เป็นการบรมราชาภิเษก เฉลิมพระราชมณเฑียรตามโบราณราชประเพณี แต่งดการแห่เสด็จฯเลียบพระนครและการรื่นเริงอื่นๆ ไว้ก่อน เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพกษัตริย์รัชกาลก่อนแล้ว จึงทำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชอีกครั้ง๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ ให้เป็นการรื่นเริงสำหรับประเทศ และให้นานาประเทศที่มีไมตรีมีโอกาสมาร่วมงานไม่ให้ผิดพระราชประเพณี สำหรับรัชกาลที่ ๘ นั้นยังไม่ได้มีพระราชพิธีนี้ด้วยเหตุสวรรคตก่อน ตั้งแต่วันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๙ วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ จนถึงวันนี้เกือบ ๗๐ ปี ที่ชาวไทยได้เห็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และร่วมกันชื่นชมพระบารมีในรัชกาลที่ ๑๐ พระราชาผู้เป็นร่มโพธิสมภารพระองค์ใหม่กันทั่วแผ่นดิน

ร.๔ บรมราชาภิเษก

ร.๔ บรมราชาภิเษก
ร.๕ บรมราชาภิเษกครั้้งแรก

ร.๕ บรมราชาภิเษกครั้้งแรก
ร.๕ บรมราชาภิเษกครั้้งหลัง

ร.๕ บรมราชาภิเษกครั้้งหลัง
ร.๖ บรมราชาภิเษก-เฉลิมมณเฑียร

ร.๖ บรมราชาภิเษก-เฉลิมมณเฑียร
ร.๗ บรมราชาภิเษก

ร.๗ บรมราชาภิเษก
ร.๙ บรมราชาภิเษก

ร.๙ บรมราชาภิเษก
เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์
หน้าต้นตำราราชาภิเษก

หน้าต้นตำราราชาภิเษก
ตั้้งแท่นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

ตั้้งแท่นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์
พระราชพิธีราชาภิเษก

พระราชพิธีราชาภิเษก
เครื่องราชกกุธภัณฑ์

เครื่องราชกกุธภัณฑ์
พระราชพิธีราชาภิเษกของขอม

พระราชพิธีราชาภิเษกของขอม
เครื่องราชกกุธภัณฑ์ขอม

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ขอม
เครื่องราชกกุธภัณฑ์ขอม

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ขอม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๐ ปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร’ ภูมิสถานดึกดำบรรพ์กาฬสินธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/410424

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๐ ปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร’ ภูมิสถานดึกดำบรรพ์กาฬสินธุ์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๐ ปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร’ ภูมิสถานดึกดำบรรพ์กาฬสินธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามเรื่องดึกดำบรรพ์

ใครจะนึกว่าซากดึกดำบรรพ์ชิ้นเดียวที่มัดด้วยเส้นด้ายของพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ที่อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ นั้นจะนำไปสู่ภูมิความรู้เรื่องไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ขึ้นในแผ่นดินไทย  อาทิตย์นี้ได้ตามรอยภูมิสถานแหล่งดึกดำบรรพ์ไปกับคณะของนายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี จากการที่ต่อยอดการสำรวจ ขุดค้นและความร่วมมือจากนักบรรพชีวินต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ จนทำให้คณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณี ได้เริ่มการขุดค้นอย่างเป็นระบบ และพบว่าที่ภูกุ้มข้าวเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย

แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์แห่งแรก

ในยุคดึกดำบรรพ์นั้นภูกุ้มข้าวเคยเป็นธารน้ำแข็งโบราณที่มีกลุ่มไดโนเสาร์อาศัยอยู่แถบนี้ เมื่อทีมสำรวจได้ลงมือขุดค้นก็พบกระดูกและซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์เป็นจำนวนมากขึ้นที่นี่ ในปีพ.ศ.๒๕๓๘ และพบกระดูกไดโนเสาร์เกือบทั้งตัว กองรวมอยู่กับกระดูกไดโนเสาร์กินพืชอีกชนิดหนึ่ง กระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ่มข้าวซึ่งมีรูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ ๒๔๐ เมตร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยและได้เสด็จฯมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ และกรมทรัพยากรธรณีได้จัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้นจนพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่องขึ้น ซึ่งได้รับพระราชทานนามจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวไดโนเสาร์แบบครบวงจร ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ซึ่งสามารถเรียนรู้ในเรื่องการกำเนิดโลกและจักรวาล กำเนิดสิ่งมีชีวิต มหายุคพาลิโอโซอิก มหายุควิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโบราณ มหายุคมีโซโซอิก มหายุคแห่งสัตว์เลื้อยคลานและไดโนเสาร์ ไดโนเสาร์ที่พบในไทย วิถีชีวิตไดโนเสาร์ไทยการคืนชีวิตให้ไดโนเสาร์ มหายุคซีโนโลอิก มหายุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เรื่องราวของมนุษย์ โดยมีบริการจัดค่ายเยาวชนคนสนใจไดโนเสาร์ด้วย

ตามรอยเท้าที่ภูแฝก

ในโอกาสที่พิพิธภัณฑ์สิรินธรครบ ๑๐ ปีนี้ นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ร่วมกันจัดพื้นที่เปิดการเรียนรู้แบบรวมพลคนรักไดโนเสาร์จากจีน มองโกเลีย ลาวและไทย ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤษภาคม-๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๒ พร้อมศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรรพ์ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิจัยนานาชาติ ซึ่งมีมาตรฐานห้องปฏิบัติการและห้องคลังตัวอย่างที่สนับสนุนการศึกษาวิจัยดึกดำบรรพ์ ที่ทำให้พิพิธภัณฑ์สิรินธรได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากกว่า ๔ ครั้งดังนั้นการเปิดอุทยานโลกไดโนเสาร์เอเชียที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ FOSSIL BY SCIENCE & ARTและเส้นทางเที่ยว KALASIN TREASURE TOURที่สร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าทุกคนได้ผจญภัยและเข้าถึงข้อมูลความรู้ โดยบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะเรื่อง และเดินตามเส้นทางการสำรวจขุดค้นในแอ่งโลกดึกดำบรรพ์ที่เคยเป็นแหล่งดึกดำบรรพ์ยุคจูราสสิก เมื่อ ๑๔๐-๑๕๐ ล้านปี ในแหล่งขุดค้นที่ภูน้อย ซึ่งกำลังปฏิบัติการอยู่ และป่าไม้ ซึ่งพบต้นไม้กลายเป็นหินจำนวนมากที่ภูปอ เรียนรู้จากการก้าวเดินของรอยเท้าไดโนเสาร์บนแผ่นดินใต้ลำธาร เป็นต้น ซึ่งระหว่างการเดินทางนั้นตลอดระยะทางมีแหล่งวิถีชุมชนในมิติพหุวัฒนธรรมให้ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน เช่น ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษากลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน กลุ่มทอผ้าไหมบ้านดินจี่กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนแพง และตุ๊กตาดินเผาบ้านใหม่ชัยมงคล พร้อมอาหารรสชาติพื้นเมือง การรวมพลคนรักไดโนเสาร์และคนท่องเที่ยวแบบผจญภัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความมานะอุตสาหะกับการสำรวจ ขุดค้นเรื่องราวไดโนเสาร์จากซากดึกดำบรรพ์ชิ้นเดียวจนสามารถหาเรื่องราวของสัตว์ขนาดใหญ่ที่เราเรียกว่าไดโนเสาร์ได้นั้นต้องเรียกว่าเป็นงานยาก งานหินไม่ธรรมดา ทุกชิ้นงานของซากดึกดำบรรพ์เป็นสมบัติของแผ่นดินและของโลก เมื่อพบว่ามีไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยเกิดขึ้นครั้งใด ชื่อเสียงของประเทศไทยก็เป็นที่รับรู้และยอมรับในวงการบรรพชีวิตมากขึ้น เรื่องนี้ต้องขอบคุณเด็กนักเรียนและชาวบ้านธรรมดา ผู้ค้นพบจนนำมาสู่วิทยาการระดับโลก

ผังการค้นพบไดโนเสาร์ตัวแรก

ผังการค้นพบไดโนเสาร์ตัวแรก
พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธร
ฟอสซิลชิ้นแรกนำไปสู่ไดโนเสาร์

ฟอสซิลชิ้นแรกนำไปสู่ไดโนเสาร์
ภูกุ้มข้าว

ภูกุ้มข้าว
หลุมขุดค้นภูกุ้มข้าว

หลุมขุดค้นภูกุ้มข้าว
ห้องศึกษาวิจัย

ห้องศึกษาวิจัย
วิทยากรบรรยายการขุดสำรวจ

วิทยากรบรรยายการขุดสำรวจ
สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี

สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
เส้นทางขึ้นเขา

เส้นทางขึ้นเขา
แหล่งขุดค้นภูน้อย

แหล่งขุดค้นภูน้อย
แหล่งดึกดำบรรพ์ที่กำลังขุดค้น (ที่ภูน้อย)

แหล่งดึกดำบรรพ์ที่กำลังขุดค้น (ที่ภูน้อย)

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘หลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์’ หลักชัยแห่งราชอาณาจักร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/409050

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์’ หลักชัยแห่งราชอาณาจักร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘หลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์’ หลักชัยแห่งราชอาณาจักร

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศาลหลักเมือง – หลักเมืองปัจจุบัน

วันที่ ๒๑ เมษายน นี้  เป็นวันที่กรุงรัตนโกสินทร์ หรือ กรุงเทพมหานคร ได้มีพิธีวางเสาหลักเมืองขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นพระนคร ซึ่งเป็นพิธีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อันเป็นธรรมเนียมการตั้งพระนครมาแต่โบราณว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองขึ้นนั้นจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองบนชัยภูมิที่สำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้นใหม่และเป็นที่พระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ปกครองประกาศยืนยันเป็นหลักว่าจะตั้งบ้านเมืองให้มั่นคงอยู่ ณ ที่นี้ต่อไป

หลักเมืองที่สร้างในเมืองสำคัญของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ทำจากไม้มงคล เช่น ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ มีลักษณะเป็นเสาหลักปลายยอดทำเป็นดอกบัวตูม หรือหน้าเทวดา หน้าพรหม หรือใช้หลักหิน ใบเสมา ตามความนิยมแต่ละยุคสมัยซึ่งบางเมืองนั้นมีการใช้โบราณวัตถุสำคัญที่พบในพื้นที่ ได้แก่ เทวรูปเคารพ เช่น เมืองสุพรรณภูมิหรือสุพรรณบุรี และเมืองอู่ทอง ใช้หลักศิลาจารึก เช่นเมืองเพชรบูรณ์ เป็นต้น

ศาลเทพารักษ์

สำหรับ เสาหลักเมือง ของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นต้นรัชกาลที่ ๑ สร้างด้วยไม้มงคล ซึ่งได้กระทำพิธียกเสาขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เดิมนั้นเสาหลักเมืองตั้งอยู่กลางแจ้ง มีเพียงศาลาปลูกไว้กลางแดดกันฝนเท่านั้น ต่อมาได้ชำรุดลงในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดเกล้าฯให้ทำเสาหลักเมืองขึ้นใหม่อีกเสาหนึ่ง จึงทำให้เสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีเสาหลักเมือง ๒ องค์ นับจากนั้นเป็นต้นมา คือ หลักเมืององค์แรก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดเกล้าฯให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เวลา ๐๖.๕๔ นาฬิกา การฝังเสาหลักเมืองนั้นได้ทำพิธีตามพระตำราพระราชพิธีนครฐาน แต่โบราณใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา ๒๙ เซนติเมตร สูง ๑๘๗ นิ้วกำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน ๑๐๘ นิ้วฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง หลักเมืององค์ที่สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิมและหลักเมืองใหม่ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่

เสาหลักเมือง รัชกาลที่ ๑

ปัจจุบันได้ปรับปรุงศาลาหลักเมืองเป็นศาลาปูนจตุรมุขทรงไทย ทรงยอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ตามแบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕ มีมุขยื่นทั้งสี่ด้าน แต่ละด้านมีหลังคาซ้อนสองชั้น และมีมุขลดอีกด้านละชั้น มีหลังคากันสาดโดยรอบ เครื่องมุงประดับกระเบื้องเคลือบ ตามลักษณะสถาปัตยกรรมอยุธยาในอดีต ออกแบบโดยนายอาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม ศาลหลักเมืองนั้นได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ปีพ.ศ.๒๕๒๓ นั้น มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี ในพ.ศ.๒๕๒๕ ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง ๕ องค์ คือ เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับสักการะและมีการจัดละครรำ ละครชาตรี ไว้ตามประเพณีนิยมแก้บนด้วยละครด้วย

พิธีสมโภชพระนคร 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้อธิบาย “การสร้างหลักเมือง” ว่าเป็นประเพณีพราหมณ์ที่มาแต่อินเดีย ประเทศไทยตั้งหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงเป็นด้วยประชาชน ประชุมชนนั้นต่างกัน ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มี หมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้านรวมเป็นตำบล ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ อำเภอเดิมเรียกว่าเมือง เมืองหลายๆ เมืองรวมเป็นเมืองใหญ่ เมืองใหญ่หลายๆ เมืองเป็นมหานคร คือ เมืองพระมหานคร การสร้างหลักเมืองนั้นเพื่อให้รู้ว่าหลักบ้านหลักเมืองมีอยู่ที่ไหน บ้านเมืองนั้นย่อมร่มเย็นเป็นสุข หลักเมืองต้องฝังไว้ในย่านกลางเมือง หรือในทำเลที่เป็นชัยภูมิ ตามทิศทางของเมือง และในสมัยโบราณนั้นเมืองเอกหรือเมืองชั้นราชธานี ย่อมมีฝังหลักเมืองไว้เป็นนิมิตมงคลของเมืองทุกเมือง

หลักเมืองสุพรรณภูมิ

หลักเมืองสุพรรณภูมิ
ตำราพระราชพิธีนครฐานโบราณ

ตำราพระราชพิธีนครฐานโบราณ
พิธีฝังหลักเมือง ๒

พิธีฝังหลักเมือง ๒
พิธีตั้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์

พิธีตั้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์
ยันต์ดวงชะตาพระนคร

ยันต์ดวงชะตาพระนคร
ยันต์สุริยันทรงกลดของหลักเมืองสมัย รัชกาลที่ ๑

ยันต์สุริยันทรงกลดของหลักเมืองสมัย รัชกาลที่ ๑

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เทพยดานพเคราะห์’ ภูมิพิธีความสุขของบ้านเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/407810

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทพยดานพเคราะห์’ ภูมิพิธีความสุขของบ้านเมือง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เทพยดานพเคราะห์’ ภูมิพิธีความสุขของบ้านเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พิธีบูชาเทพยดานพเคราะห์

เทศกาลวันสงกรานต์นั้นคงไม่ใช่การเล่นน้ำสนุกสนาน  ในเมื่อน้ำเป็นสื่อการเคารพ การมอบให้ด้วยความนับถือ การรดน้ำขอพรจึงมีความสำคัญยิ่งกว่า สำหรับบ้านเมืองแล้วการพิธีบูชาเทพยดาหรือเทวดานพเคราะห์จึงเป็นพิธีบูชาเทพยดาด้วยวรามิสอันวิจิตรบรรจงนานาประการเพื่อความสุขสราญนิราศภัยโดยหมายถึงการมุ่งสู่ความดีงามที่เป็นบุญบารมีแก่กล้าของเทวดาผู้ใดบูชาสักการะเทพยดาก็จะเป็นผู้ที่เคารพนับถือและบูชาผู้มีคุณงามความดีนั่นเอง ดังนั้นการบูชาผู้ทรงคุณงามความดีอันหาโทษมิได้ ย่อมประสบแต่ ผลดี คือ ความเจริญโดยส่วนเดียว เป็นอปริหานิยปฏิบัติ เป็นที่ตั้งแห่งสุขสวัสดิ วิบูลย์ผล อันมีพุทธพจน์ปรากฏอยู่ในอปภิหานิยธรรมสูตรปัญจกังคุต ตรนิกายว่า “ปุนะ จะปะรัง มหานามะ กุละปุตโตยาตา เทวตา ตา สักกะโรติ” ซึ่งมีนัยความหมายว่า ดูก่อนมหานามะกุลบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเป็นขัตติยราชได้มรุธาภิเศกแล้ว หรือเป็นรัฏฐาธิบดีครอบครองแว่นแคว้นบริโภคผ่านสมบัติอันพระชนกประทานให้ก็ดี หรือเป็นนายแต่เสนา นายบ้าน นายกอง แม้โดยอย่างต่ำเป็นแต่อธิบดีเฉพาะผู้เดียวในตระกูลนั้นๆ ก็ดีมาปฏิบัติบูชาเทพยดาพลีสักการะเทพเจ้าเหล่าใด ซึ่งเป็นผู้รับพลีกรรม คือ อารักขาเทพยดาที่รักษาตนและวัตถุเทพยดาอันสถิตในที่อยู่ เป็นต้น ควรมนุษย์ชนจะบวงสรวงสักการะให้ยินดี กุลบุตรมาสักการบูชาเทพยดาทั้งหลายนั้นอันกุลบุตรได้สักการบูชาด้วยเทพยดาพลีแล้วก็ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นๆ ด้วยจิตเป็นกุศลไกลจากพยาบาทวิหิงสาทั้งเมตตาต่อกุลบุตรนั้นว่า “จีรัง ชีวะ ทีฆะ มายุง ปาเรหิ” ขอท่านจงดำรงอยู่นานเถิดจงเลี้ยงรักษาอายุให้ยืนนาน เทพยดาหากอนุเคราะห์ด้วยไมตรีกัลยาณจิตฉะนี้แล้ว ก็จงเร่งปรารถนาความเจริญถ่ายเดียวเถิดไม่พึงมีความเสื่อมคงจะมีแต่วุฒิ ความเจริญโดยไม่สงสัย ดังนี้

เจ้าฟ้าอิศราพงศ์

พิธีบูชาเทพยดานพเคราะห์จึงเป็นที่นิยมทำกันโดยเชิญโหรและพราหมณ์มาประกอบพิธียัญญกิจควบคู่ไปกับพิธีพุทธศาสนาด้วย สิ่งของในการประกอบพิธีใหญ่นั้นมีการจัดตั้งบัตรพลีบูชาเทพยดา ตั้งเครื่องสังเวยเซ่นบวงสรวง เพื่อขอพรเทพยดานพเคราะห์ ซึ่งสถิตในดวงชะตานั้นให้มาช่วยปัดเป่าทุกข์ภัย บันดาลให้เกิดสวัสดิมงคล มีความสุขสมบูรณ์เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งขึ้น ปราศจากอุปสรรคหายนะภัยอันตรายทั้งปวง จึงเรียกว่า “พิธีสวดนพเคราะห์” การสวดบูชาเทพยดานพเคราะห์นั้นพระสงฆ์เป็นผู้สวดบทพระปริตรตามกำหนดบทของดาวนพเคราะห์ โดยสวดสลับกันกับโหรซึ่งโหรทำหน้าที่กล่าวคาถาบูชาเทพยดาเป็นทำนองสรภัญญะ เมื่อโหรกล่าวคำบูชาเทพยดาจบแล้วพระสงฆ์ก็เจริญพระพุทธมนต์ตามบทของดาวพระเคราะห์สลับกันไปกับโหรที่สวดบูชาเทวดานพเคราะห์องค์นั้นๆ จนครบ ๙ องค์

พระองค์เจ้าดาราวดี

เนื่องในพิธีการบูชานพเคราะห์กระทำกันหลายนัยด้วยกัน ประกอบพิธีทั้งทางพุทธศาสนาและพราหมณ์ควบคู่กันไปให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามคตินิยมตามโหราจารย์แล้ว ต้องเป็นพิธีใหญ่ใช้ทุนทรัพย์มาก ผู้มีจิตศรัทธาจะจัดทำได้จะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะดีเป็นคฤหบดีหรือเจ้านายที่สูงศักดิ์จึงกระทำได้เท่านั้น ปัจจุบันพิธีบูชาเทพยดานพเคราะห์ได้จัดในทางประหยัดและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมในพิธีนั้นได้ ทุกปีกรมศิลปากร โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นั้น จัดกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและพิธีบูชาเทพยดานพเคราะห์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาหาความรู้และเพื่อเป็นสิริมงคลในปีใหม่ไทย  สำหรับพระธาตุที่อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นประธานในพิธี มี ๒๓ องค์ ประดิษฐานอยู่ในพระกรัณฑ์ทองคำลงยา เดิมนั้นบรรจุไว้ในก้านพระรัศมีของพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ประติมากรรมเทวดานพเคราะห์ทั้ง ๙ องค์ ที่อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ตามระบบทักษาในแผนผังอัฐจักร เฉพาะปีนี้ได้จัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “รูปเทวดานพเคราะห์ยอดบัตร” ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่ส่งมาจากหอแก้ว ศาลเทพารักษ์ประจำพระบรมมหาราชวัง มายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อพ.ศ.๒๔๗๑ซึ่งเทพยดานพเคราะห์ซึ่งเป็นยอดบัตรพลีชุดนี้ที่สร้างขึ้นตามแบบเทพยดานพเคราะห์ของไทยที่มีลักษณะคล้ายเทวรูปไสยศาสตร์ในสมุดไทยหมวดตำรา เล่มที่ ๗๐ของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ กับพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดาราวดี พระราชธิดาสร้างไว้นั้น และเป็นโอกาสพิเศษที่ได้ให้ชมในช่วงสงกรานต์นี้เท่านั้น

 

เทพยดานพเคราะห์ยอดบัตรพลี ๑

เทพยดานพเคราะห์ยอดบัตรพลี ๑
เทพยดานพเคราะห์ยอดบัตรพลี ๒

เทพยดานพเคราะห์ยอดบัตรพลี ๒
เทพยดานพเคราะห์

เทพยดานพเคราะห์
พิธีบูชาเทพยดานพเคราะห์ในหอแก้ว

พิธีบูชาเทพยดานพเคราะห์ในหอแก้ว
พระธาตุสำคัญในพระกรัณฑ์

พระธาตุสำคัญในพระกรัณฑ์
ขันนํ้าสาครของวังหน้า

ขันนํ้าสาครของวังหน้า
เทพยดานพเคราะห์จากหอแก้ว

เทพยดานพเคราะห์จากหอแก้ว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สระทั้งสี่’ ภูมิน้ำมุรธาภิเษกจากสระศักดิ์สิทธิ์โบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/406490

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สระทั้งสี่’ ภูมิน้ำมุรธาภิเษกจากสระศักดิ์สิทธิ์โบราณ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘สระทั้งสี่’ ภูมิน้ำมุรธาภิเษกจากสระศักดิ์สิทธิ์โบราณ

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด

วันที่ ๖ เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศ สำหรับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ขาดไม่ได้นั้นคือ น้ำจาก สระทั้งสี่ ในตำบลท่าเสด็จ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ อาทิตย์นี้ได้ตามหาภูมิน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระน้ำโบราณ โดยมี นายอรุณศักดิ์กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้เคยรับผิดชอบพื้นที่แห่งนี้ได้ให้ข้อมูลจากการศึกษาของนักโบราณคดี ด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมนั้นได้มีการเตรียมพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งสำคัญทั่วประเทศสำหรับนำมาเป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษกและน้ำอภิเษกในเดือนเมษายนนี้ ก่อนที่จะนำน้ำดังกล่าวเข้าไปประกอบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งน้ำที่พลีกรรมนำมานั้นจะต้องมีความพิเศษกว่าน้ำธรรมดาทั่วไป

จากตำราโบราณของพราหมณ์นั้นระบุว่าต้องเป็นน้ำที่มาจาก “ปัญจมหานที” หรือแม่น้ำสายสำคัญ ๕ สาย ในชมพูทวีป ได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมนา แม่น้ำมหิ แม่น้ำอจิรวดี และแม่น้ำสรภู โดยน้ำในแม่น้ำทั้ง ๕ สายนี้ ไหลมาจากเขาไกรลาส หรือภูเขาหิมาลัย ซึ่งศาสนาฮินดู-พราหมณ์ ถือว่าเป็นสถานที่สีขาวอันเป็นสถานสถิตของพระผู้เป็นเจ้าของฮินดูคือพระศิวะพระนารายณ์ เทพนับถือของไศวะนิกายและไวษณพนิกายอันเป็นพระผู้เป็นเจ้าหรือเทพเจ้าที่เคารพนับถือในชมพูทวีปและสุวรรณภูมิ

คณะตามรอยสระทั้้งสี่

สมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยานั้นได้กล่าวถึงพิธีราชาภิเษก แต่ไม่พบหลักฐานการนำน้ำปัญจมหานทีในชมพูทวีปมาใช้ในราชพิธี แต่ก็เชื่อได้ว่าพราหมณ์ผู้ทำพิธีและเผยแพร่ศาสนาฮินดูนั้นน่าจะนำน้ำจากแหล่งสำคัญใส่ภาชนะติดตัวมาสำหรับทำพิธีเช่นเดียวกับสิ่งเคารพอื่นๆ ได้แก่ ศิวะลึงค์ขนาดเล็ก เช่นเดียวกับพระเถระในศาสนาพุทธ ซึ่งพบธรรมจักรขนาดเล็กดังนั้นการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จากปัญจมมหานทีจึงใช้ในลักษณะการเติมลงน้ำในหม้อบูรณฆฏะหรือเติมลงในสระน้ำเพื่อใช้สำหรับทำพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยพราหมณ์ได้กำหนดและมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีของราชสำนักที่มีกษัตริย์ครองแผ่นดินแต่ละประเทศ “น้ำจากปัญจมหานที” จึงเป็นน้ำศักดิสิทธิ์ที่น่าจะน้ำมาพร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาฮินดู-พราหมณ์

ดังนั้นในวาระกษัตริย์พระองค์ใดเสด็จผ่านพิภพ จะต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใน ๗ วัน หรืออย่างช้าภายในเดือนเศษอันเป็นประเพณีปฏิบัติสืบมาและกระทำกันก่อนที่จะออกพระเมรุมาศพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน หรือจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแผ่นดินในเวลานั้น

สระทั้้งสี่มีมาแต่สุวรรณภูมิ

จากหลักฐานการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์มาใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นในหลักศิลาจารึกวัดศรีชุมของพญาลิไทแห่งแคว้นสุโขทัยนั้นได้กล่าวถึงพ่อขุนผาเมืองอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นผู้ปกครองสุโขทัยมีข้อความจารึก เมื่อ พ.ศ. ๑๑๓๒ ว่า “น้ำพุที่ออกมาจากเขาลิงคบรรพตข้างบนวัดภูใต้นครจำปาศักดิ์นั้นใช้เป็นน้ำอภิเษก” และสมัยอยุธยามีหลักฐานการใช้น้ำสำหรับพิธีบรมราชาภิเษกจากน้ำในสระทั้งสี่ คือ สระเกษ สระแก้ว สระคา สระยมนา ที่ตั้งอยู่ในสุวรรณภูมิ คือเมืองสุพรรณบุรี เท่านั้น

ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์นั้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ นั้น ยังใช้น้ำจากแหล่งเดียวกันกับในสมัยอยุธยาแล้ว ยังได้นำน้ำจากแม่น้ำสำคัญอีก ๕ สาย ซึ่งเรียกกันว่า “เบญจสุทธิคงคา” โดยตักมาจากเมืองต่างๆ คือ ๑.น้ำในแม่น้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลท่าไชย จังหวัดเพชรบุรี๒.น้ำในแม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส์ จังหวัดสมุทรสงคราม ๓.น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่บางแก้ว จังหวัดอ่างทอง ๔.น้ำในแม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ จังหวัดสระบุรี ๕.น้ำในแม่น้ำบางประกงตักที่ตำบลพระอาจารย์ จังหวัดนครนายก โดยน้ำแต่ละแห่งนั้นได้นำมาตั้งพิธีเสก ณ ปูชนียสถานสำคัญของเมืองนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้วจึงจัดส่งเข้ามาทำพิธีการต่อที่พระนคร

ด้วยเหตุนี้ สระทั้งสี่แต่โบราณของแคว้นสุวรรณภูมิ จึงมีการตั้งชื่อสระสอดคล้องตามคติของปัญจมหานทีในอินเดีย ซึ่งมีหลักฐานว่ามีการนำน้ำจากสระทั้งสี่มาเป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกและน้ำสรงในพระราชพิธีต่างๆ ของพระมหากษัตริย์มาตลอด

พิธีมุรธาภิเษก

พิธีมุรธาภิเษก
พิธีมุรธาภิเษก

พิธีมุรธาภิเษก
พระครอบพระกริ่ง

พระครอบพระกริ่ง
ศิวลึงค์และฐานโยนี-ขนาดเล็ก

ศิวลึงค์และฐานโยนี-ขนาดเล็ก
สระแก้ว

สระแก้ว
สระยมนา

สระยมนา
สระคา

สระคา
สระแก้ว

สระแก้ว
รองอธิบดีกรมศิลปากร-อรุณศักดิ์ กิ่งมณี

รองอธิบดีกรมศิลปากร-อรุณศักดิ์ กิ่งมณี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’ ภูมิอนุรักษ์มรดกของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/405009

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’  ภูมิอนุรักษ์มรดกของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ’ ภูมิอนุรักษ์มรดกของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เครื่องราชศัตราวุธ

ในโอกาส ๑๐๘ ปี ของกรมศิลปากรเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ที่ผ่านมา และวันอนุรักษ์มรดกไทยวันที่ ๒ เมษายน ที่จะถึงไม่กี่วันนี้ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้มอบหมายให้ นางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และคณะ เปิดห้องแสดงให้ชมหลังจากที่กรมศิลปากรได้มีนโยบายการพัฒนาและปรับปรุงการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตามนโยบายการพัฒนาและปรับเปลี่ยนโครงสร้างของหน่วยงาน เพื่อรองรับภารกิจในการดูแล รักษา และอนุรักษ์งานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งมีการขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงมีนโยบายให้ความร่วมมือกับต่างประเทศดังปรากฏผลงานการจัดกิจกรรมเพื่อนำเสนอผลงานสำคัญที่เกี่ยวกับมรดกชิ้นสำคัญของชาติให้ประชาชนได้รับรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงการจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ข้อมูลใหม่ให้เป็นองค์ความรู้สู่ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจ ให้เกิดความตระหนัก รักและหวงแหนมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของแผ่นดิน และร่วมเป็นเครือข่ายในการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง มรดกของชาตินั้นให้คงอยู่สืบไป

โดยเฉพาะการจัดห้องแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนั้น ได้มีการออกแบบภายใต้แนวคิดหลักของการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของจริง เพื่อให้ได้รู้ในคุณค่าของผลงานชิ้นเอกของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งมีการรักษาและการจัดแสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมในพระที่นั่ง องค์ต่างๆ ของพระราชวังบวรสถานมงคลที่ใช้เป็นอาคารจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปัจจุบันการจัดวางวัตถุพร้อมออกแบบโดยการจัดแสงและจัดมุมมองแบบใหม่ให้ผู้ชมเห็นความชิ้นงานสำคัญ ๓๖๐ องศานั้น ได้มีการนำเทคโนโลยี เข้ามาใช้สื่อสารเนื้อหาจากตัววัตถุให้มองเห็นถึงคุณค่ของศิลปวัตถุนั้นโดยไม่รบกวนการจัดแสง มุมมองที่ให้เข้าถึงความงามของวัตถุ ผ่านการใช้ทัชสกรีน วีดิทัศน์ และแอพพลิเคชั่น QR-Code AR-Code อันเป็นการจัดพิพิธภัณฑ์แบบใหม่ที่มีการปรับปรุงให้มีการเรียนรู้และเพลิดเพลินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำเข้ามาเสริมในการชมมากกว่า การจัดวางโบราณวัตถุและศิลปวัตถุแบบเดิม

อาคารหมู่พระวิมานที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปไทยประเพณีนั้นมี พระที่นั่งบูรพาภิมุข จัดแสดงเครื่องราชศัตราวุธโบราณ ตำราพิชัยสงคราม พระที่นั่งวสันตพิมาน ชั้นบน จัดแสดงเครื่องประทับวังหน้า เครื่องเรือนโบราณ ส่วนชั้นล่างจัดแสดงเครื่องถ้วยในราชสำนัก พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข จัดแสดงเครื่องโลหะศิลป์ ที่มีทั้งงานถมเงิน งานถมทอง งานถมปัดงานกะไหล่ งานดุนทอง-เงิน และเครื่องบังกะลอ  พระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข จัดแสดงเครื่องสัปคับ อันเป็นที่นั่งบนหลังช้างแบบต่างๆ โดยเฉพาะส่วนท้ายที่เป็นมุขเด็จ นั้นจัดแสดงเครื่องไม้แกะสลักชิ้นเอกคือบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์ พระที่นั่งอุตราภิมุขจัดแสดงอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ ฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๔ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา ชั้นบนจัดเครื่องใช้ในพุทธศาสนา ตาลปัตร ส่วนชั้นล่างจัดแสดงเครื่องมุกของเจ้านาย  พระที่นั่งทักษิณาภิมุขจัดแสดงเครื่องมหรสพและการละเล่น โดยห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้นจัดใหม่ ที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงศิลปะแห่งกรุงศรีอยุธยาและศิลปะแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทำให้สะท้อนความรู้ผ่านชิ้นงานสำคัญให้เข้าถึงประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจการค้า และสังคมไทยแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดีนับเป็นก้าวใหม่ที่สร้างการเรียนรู้จากชิ้นงานสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่จะพลาดชมไม่ได้แล้ว

เครื่องใช้ในพุทธศาสนา

เครื่องใช้ในพุทธศาสนา
ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีศิลปอยุธยา

ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีศิลปอยุธยา
ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีอยุธยา

ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีอยุธยา
หมู่พระพิมานในพระราชวังบวรสถานมงคล

หมู่พระพิมานในพระราชวังบวรสถานมงคล
แสดงหัวโขน

แสดงหัวโขน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในอดีต

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในอดีต
พระแท่นบรรทม

พระแท่นบรรทม
ผู้บริหารกรมศิลปากรในวาระ ๑๐๘ ปี กรมฯ

ผู้บริหารกรมศิลปากรในวาระ ๑๐๘ ปี กรมฯ
บานประตูวัดสุทัศน์

บานประตูวัดสุทัศน์
นิตยา กนกมงคล ผอ.พิพิธภัณฑฯพระนคร

นิตยา กนกมงคล ผอ.พิพิธภัณฑฯพระนคร
ช้างสำหรับศึกสงคราม

ช้างสำหรับศึกสงคราม
เครื่องถ้วยในราชสำนัก

เครื่องถ้วยในราชสำนัก

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปี ไทย-อิตาลี’ ภูมิโบราณคดีใหม่ของลุ่มน้ำลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/403510

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปี ไทย-อิตาลี’  ภูมิโบราณคดีใหม่ของลุ่มน้ำลพบุรี

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๕๐ปี ไทย-อิตาลี’ ภูมิโบราณคดีใหม่ของลุ่มน้ำลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมว.วัฒนธรรมไทย-เอกอัครราชทูตอิตาลี ร่วมพิธีเปิด

ด้วยเหตุที่ไทยกับอิตาลีนั้นได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในวาระนั้นได้มีการลงนามร่วมกันใน “สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship,Commercial and Navigation) เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๑๑ หลังจากนั้นสัมพันธภาพระหว่างไทยและสาธารณรัฐอิตาลีจึงมีการพัฒนามาตามลำดับ จนก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือในมิติต่างๆ ที่มีผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาประเทศโดยเฉพาะทางด้านวัฒนธรรมนั้น ไทยได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ ส่งผลให้เกิดการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโครงการความร่วมมืออย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการดำเนินงานโครงการความร่วมมือทางวิชาการโบราณคดีไทย-อิตาลี (Lopburi Regional Archaeological Project-LoARP) ซึ่งเป็นโครงการศึกษาวิจัยในพื้นที่ลุ่มน้ำลพบุรี โดย สำนักโบราณคดี กรมศิลปากรนั้นได้ดำเนินการร่วมกับสถาบันอิตาลีเพื่อการศึกษาภูมิภาคตะวันออก (The InstitutoItaliano per il Medio ed Esremo Orienede-Is. M.E.O.) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๗ ทำให้เกิดความรู้ใหม่ทางด้านโบราณคดีในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำลพบุรีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องโลหกรรมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในชุมชนลุ่มแม่น้ำลพบุรีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีส่วนต่อพัฒนาการของเมืองลพบุรีและกลุ่มเมืองโบราณอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง

นำชมพื้นที่ทางโบราณคดี

ความรู้ใหม่จากการศึกษาวิจัยแหล่งโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำลพบุรีนั้นเป็นผลจากการดำเนินงานด้านโบราณคดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลพบุรีมาตลอดระยะเวลากว่า ๙๐ ปี ที่นักโบราณคดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้ร่วมมือกันจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการโบราณคดีโลหะวิทยาในประเทศไทย (Thailand Archaeometallurgy Project: TAP) สถาบัน Istituto Italiano per il Medio ed Estremo Oriente : IsMEO ประเทศอิตาลี ภายใต้โครงการโบราณคดีพื้นที่ลพบุรี (Lopburi Regional Archaeology Project : LoRAP) การจัดนิทรรศการนี้ได้รวบรวมผลการดำเนินงานและโบราณวัตถุที่ได้จากการทำงานในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลพบุรี ซึ่งเป็นข้อมูลความรู้ใหม่ที่จะเผยภาพการพัฒนาการของผู้คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำลพบุรีเมื่อประมาณ ๓,๘๐๐-๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยพบว่ามีแหล่งโบราณคดีกระจายตัวอยู่กว่า๑๑๖ แหล่ง ที่แสดงถึงความหนาแน่นของชุมชน ศักยภาพความสมบูรณ์ทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและธรณีวิทยาในลุ่มแม่น้ำลพบุรีได้เป็นอย่างดีเป็นการไขปริศนา ข้อสงสัยของประชาชน จากหลักฐานที่พบสามารถมองเห็นความชัดเจนทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีสำคัญ เช่น แหล่งโบราณคดีท่าแค อ.เมือง แหล่งโบราณคดีเนินดิน-เขาทรายอ่อน อ.เมือง แหล่งโบราณคดีพุน้อย อ.บ้านหมี่ และแหล่งโบราณคดีโนนป่าหวาย อ.โคกสำโรง

การแสดงไทย-อิตาลี สานสัมพันธไมตรี

ซึ่งมีผลจากการศึกษาวิจัยในลุ่มแม่น้ำนี้ที่สามารถแสดงถึง ๑.พืช สัตว์ และสภาพแวดล้อม ๒.ความงามและรื่นรมย์ในชีวิต ๓.งานสร้างสรรค์เครื่องใช้ไม้สอย ๔.ความเชื่อและความตาย ๕.แหล่งผลิตโลหะระดับภูมิภาค ๖.ความเชื่อมโยงกับบ้านเมืองทั่วเอเชีย โดยร้อยเรื่องราวจากโบราณวัตถุให้เห็นการพัฒนาการชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์บริเวณลุ่มแม่น้ำลพบุรีเป็นแหล่งบ่มเพาะและก่อให้เกิดภูมิวัฒนธรรม จนสามารถพัฒนามาสู่บ้านเมืองในยุคปัจจุบัน ผู้สนใจนั้นสามารถเข้าชมนิทรรศการนี้ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ ๐๓๖-๔๑๑๔๕๘ หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ E-mail : somdetphranarai_Museum@hotmail.com นอกจากนี้ไทยกับอิตาลียังได้ร่วมกันสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมต่อกันดังเห็นจากผลงานของ ศ.ศิลป์ พีระศรีชาวอิตาลี ปัจจุบันไทยได้เริ่มนำคณะนาฏศิลป์และนักดนตรีของกรมศิลปากรไปแสดงโขน ชุดอัญเชิญพระนารายณ์ปราบมารร้ายทศกัณฐ์ และการแสดงทางวัฒนธรรม ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นต้น

นักโบราณคดีอิตาลี-ไทยกับงานขุดค้นแห่งใหม่

นักโบราณคดีอิตาลี-ไทยกับงานขุดค้นแห่งใหม่
ภาชนะลายจักสาน

ภาชนะลายจักสาน
ภาชนะดินเผาก่อนประวัติศาสตร์

ภาชนะดินเผาก่อนประวัติศาสตร์
ภาชนะสำริดมีกรวย

ภาชนะสำริดมีกรวย
ชุดแต่งกายหญิงไทย-อิตาลี

ชุดแต่งกายหญิงไทย-อิตาลี
แหล่งโบราณคดีที่พบใหม่

แหล่งโบราณคดีที่พบใหม่
ลุ่มน้ำลพบุรี

ลุ่มน้ำลพบุรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เส้นทางทะเลโบราณ’ ภูมิโบราณคดีระหว่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/401994

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เส้นทางทะเลโบราณ’  ภูมิโบราณคดีระหว่างประเทศ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เส้นทางทะเลโบราณ’ ภูมิโบราณคดีระหว่างประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เส้นทางน้ำจากเขาพระนารายณ์

ด้วยเหตุที่เส้นทางเดินเรือทางทะเลโบราณนั้น มีความสำคัญมาก เพราะเป็นประตูที่นำวิชาการใหม่ๆเข้ามาถึงกัน อาทิตย์นี้ได้ตามรอยนักวิชาการคนสำคัญของไทย คือ ศ.ดร.นันทนา ชุติวงศ์, ศ.พิสิษฐ เจริญวงศ์, ดร.อมรา ศรีสุชาติ พร้อมกับนักโบราณคดีฝ่ายไทยไปร่วมเสวนาทางวิชาการกับนักโบราณคดีคนสำคัญจากประเทศต่างๆ ๒๑ ประเทศ เช่น Prof Dr.John Norman Miksic, Dr.Mohammad Arif, Dr.Sabyasachi Mukherjee, Prof Dr.Suchandra Ghosh, Prof Dr.Shahnaj Husne Jahan, Dr.Debdutta Ray, Dr.Le Thi Lien, Dr.Ligaya Lacsina, Prof Dr.Goh Geok Yian, Prof Hong Tianhua, เป็นต้น เพื่อเรียนรู้ข้อมูลใหม่และเดินทางตามหาแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในเส้นทางการเดินเรือทางทะเลในสมัยโบราณทางใต้ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากประเทศไทยนั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูมีแนวชายฝั่งทะเลยาวตั้งแต่ภาคตะวันออกลงไปจนถึงภาคใต้ ทำให้มีแนวชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งตะวันออกคืออ่าวไทย และฝั่งตะวันตกคือทะเลอันดามันเชื่อมต่อกับมาเลเซีย ซึ่งในสมัยโบราณใช้เป็นเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมมลายู ดังนั้นตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยจึงนับว่าเป็นศูนย์กลางและเป็นเมืองท่าในการค้าขายมายาวนานที่ปรากฏชื่อในจดหมายเหตุถึงท่าเรือสำคัญๆเช่น จินหลิน ตักโกลา พันพัน โดยเฉพาะภาคใต้ของไทยนั้นได้สำรวจ พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมจากประเทศอินเดียและประเทศจีน จนทำให้ไทยได้ติดต่อการค้าและรับเอาวัฒนธรรมจากทั้งสองประเทศที่เป็นแหล่งอารยธรรมโดยตรง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนศิลปกรรม จึงมีบทบาทและสัมพันธ์ต่อกันกับประเทศทั้งสองแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย

กลองมโหระทึกหลักฐานสำคัญ

ในการจัดเสวนาระหว่างประเทศนี้ กรมศิลปากรโดย นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรได้เชื้อเชิญนักวิชาการจากประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินเรือทะเลโบราณ และนักวิชาการของไทย ที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับการติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนทางทะเลในภูมิภาคเอเชียนั้น มาร่วมบรรยาย เสวนาทางวิชาการ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ โดยเฉพาะข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวข้องหรือแสดงถึงความเป็นเมืองท่า การติดต่อสัมพันธ์ การรับและแลกเปลี่ยนสินค้า กันมาแต่โบราณ รวมไปถึงการเชื่อมโยงกับเมืองต่างๆ ในแผ่นดินที่อยู่ลึกเข้าไป โดยสำนักบริหารกลาง และสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ร่วมกันจัดให้อบรมสัมมนาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ วัน ในวันที่ ๗-๘ มีนาคม ๒๕๖๒ และเดินทางศึกษาดูงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่ ๒ วัน ในวันที่  ๙-๑๐ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการโบราณคดี ในอาเซียนที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือในทะเลจากอันดามันที่แหล่งโบราณคดีบ้านพงตึกและเขาพะเหนอ สู่ฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านแหลมโพธิ์ และแหล่งโบราณคดีที่ไชยา นั้นพบว่ามีแหล่งโบราณคดีหลายแห่งที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ เช่น โบราณสถานบนเขาพระนารายณ์ โบราณสถานที่วัดพระธาตุไชยา วัดแก้ว วัดหลง ถ้ำคูหา แหล่งโบราณคดีอ่าวบ้านดอน แหลมโพธิ์ และแหล่งโบราณคดีลูกปัดที่คลองท่อม ท่าเรือและตลาดเก่าตะกั่วป่า เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงแหล่งเรือจมในทะเลไทย แหล่งเรือโบราณที่สมุทรสาคร ไปจนถึงแหล่งโบราณคดีที่พบในบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีน และลาว ซึ่งต่างมีการศึกษาวิจัยและขุดค้นทางโบราณคดี พร้อมกับพบวัตถุสำคัญ ทำให้เชื่อมเนื้อหาทางวิชาการที่ต้องมีการศึกษาและสัมพันธ์กันทางวิชาการต่อไปด้วยซึ่งจะทำให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการศึกษาค้นคว้า วิจัยทางวิชาการใหม่ๆ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและต่อยอดทางวิชาการ ร่วมกับประเทศต่างๆ ต่อไปในอนาคต โดยโบราณวัตถุทางโบราณคดีจะมีการเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ เหมือนกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ไชยา พบกลองมโหระทึกเกาะสมุยที่มีภาพเรือโบราณอยู่ เป็นต้น ถือเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับการติดต่อแลกเปลี่ยน ค้าขาย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและดินแดนที่ไกลออกไปร่วมกันเป็นครั้งแรก

 

การเสวนาข้อมูลจากประเทศต่างๆ

การเสวนาข้อมูลจากประเทศต่างๆ
เส้นทางโบราณทางทะเล

เส้นทางโบราณทางทะเล
รอยสลักเรือโบราณบนกลองมโหระทึก

รอยสลักเรือโบราณบนกลองมโหระทึก
อาคารเก่าที่ตลาดตะกั่วป่า

อาคารเก่าที่ตลาดตะกั่วป่า
แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์

แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์
แหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งตึก

แหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งตึก
แหล่งโบราณคดีเขาพะเหนอ

แหล่งโบราณคดีเขาพะเหนอ
วิทยากรลงพื้นที่บ้านทุ่งตึก

วิทยากรลงพื้นที่บ้านทุ่งตึก
เรือข้ามฝั่งเกาะคอเขาไปบ้านทุ่งตึก

เรือข้ามฝั่งเกาะคอเขาไปบ้านทุ่งตึก
นักโบราณคดีฝ่ายไทยร่วมเสวนา

นักโบราณคดีฝ่ายไทยร่วมเสวนา
ท่าเรือโบราณที่ตะกั่วป่า

ท่าเรือโบราณที่ตะกั่วป่า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วังหน้านฤมิต’ ภูมิสร้างสรรค์เรียนรู้แบบ‘คุณใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/400398

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วังหน้านฤมิต’  ภูมิสร้างสรรค์เรียนรู้แบบ‘คุณใหม่’

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วังหน้านฤมิต’ ภูมิสร้างสรรค์เรียนรู้แบบ‘คุณใหม่’

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทอดพระเนตรผลงาน

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์นั้น ได้ผ่านการสอนในชั้นเรียนที่มีตำราและพงศาวดาร ภายหลังได้มีนำเนื้อหามาถ่ายทอดผ่านการแสดง ละคร ภาพยนตร์ และทัศนศึกษาเรียนรู้จากโบราณสถานและชมพิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณวัตถุและสิ่งของที่บอกเล่าเรื่องราวถึงศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ต่างยุคสมัย โดยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองดูแล ดังนั้น การที่กรมศิลปากร โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ได้จัดโครงการ “วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา” ขึ้นตั้งแต่วันที่ ๖ มีนาคม-๒๘ เมษายน ๒๕๖๒ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นั้น จึงเป็นรูปแบบทดลองการรับรู้จากการเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองใหม่ๆ และการใช้สื่อที่หลากหลาย เป็นงานสืบต่อหลังจากที่มีโครงการวังน่านิมิตมาแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑

คุณใหม่ เป็นวิทยากรนำการชม

การจัดครั้งนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อ ในการนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยใช้วังหน้ามาสร้างการมองประวัติศาสตร์ไทยจากหลากหลายมิติ โดยเชิญศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นนักพฤกษศาสตร์ นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ ฯลฯ รวม ๒๐ คน และ ๑ คณะนักร้องประสานเสียง มาสร้างชิ้นงานตามความถนัดของแต่ละคน ทำเป็นโครงการ “วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา” และนิทรรศการ “นัยระนาบนอกอินซิทู : แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน” ให้ชมโดยไม่รู้ว่าผู้ชมและนักวิจารณ์จะตอบรับและเห็นเป็นอย่างไรกับแบบทดลองที่จัดขึ้น ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งเป็นท้องพระโรงของวังหน้าที่เคยเป็นที่ออกว่าราชการและต้อนรับแขกเมืองนั้นได้จัดให้ศิลปินและผู้เชี่ยวชาญเข้าไปใช้พื้นที่สำหรับสื่อสาร เพื่อสัมผัสกลิ่นอายและร่องรอยประวัติศาสตร์ เพื่อตั้งคำถามและสนเท่ห์ไปพร้อมกัน ส่วนจะหาแรงบันดาลใจและทำให้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือไม่นั้นขึ้นแต่ละบุคคลที่สนใจแต่ละความคิดสร้างสรรค์ ดังตัวอย่าง เช่น การพัฒนาแอพพลิเคชั่น (Application) ที่โต้ตอบกับผู้ใช้งานโดยออกแบบให้ใช้ร่วมกับกระจกสองบานที่เป็นส่วนหนึ่งของโบราณวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ในอดีตบานกระจกนี้ทำหน้าที่ ๒ ประการด้วยกัน คือใช้ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย และใช้เป็นฉากกั้นเขตส่วนพระองค์ของกษัตริย์, การเคลื่อนย้ายลูกแก้วปรอท (Mercury Ball) ที่แสดงอยู่ในพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ มาจัดแสดงให้เห็นการสะท้อนภาพบน ผิวลูกแก้วให้เห็นพื้นที่ที่จัดนิทรรศการและผู้เข้าชม เพื่อสื่อถึงเจ้าพนักงานมองเงาสะท้อนบนลูกแก้วในห้องเสวยเพื่อถวายการรับใช้เมื่อมีพระราชประสงค์, และลูกแก้วปรอทถูกจัดวางสร้างบทสนทนากับห่วงโลหะ ๒ วงที่สลักเนื้อเพลง ลาวแพน เป็นภาษาไทยและภาษาลาว เนื้อเพลงพรรณนาถึงชีวิตชาวลาวในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูได้ขับร้องโดยไม่มีดนตรีบรรเลงประกอบ (A Cappella) ได้ร่วมร้องประสานเพลงซึ่งเรียบเรียงเสียงประสานและปรับแต่งสำหรับการแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยโดยเฉพาะ, การรับรู้ผ่านงานเขียนสองเล่มภายใต้ชื่อชุด One Million Years เล่มแรกคือ Past เขียนอุทิศแด่ “เพื่อนมนุษย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว” ครอบคลุมช่วงเวลา ระหว่าง 998,031 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึงคริสต์ศักราช 1969 ส่วนเล่มที่สอง Future เขียนอุทิศแด่“ผู้มีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย” เริ่มตั้งแต่คริสต์ศักราช 1993 จนถึงคริสต์ศักราช 1,001,992บางส่วนของหนังสือเล่มนี้ถูกอ่านออกเสียงในหลายสถานที่ทั่วโลก, ผลงาน The Ghost of Wang Na :การอ่านบทเพลงยาว พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ประกอบเพลงอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเพลงเเละดนตรีนั้นเป็นภาษาสากล เเละมีความเป็นอกาลิโก ความงามของสุ้มเสียงเเละอักษรในอดีตเกิดขึ้น ตั้งอยู่เเละดับไป เสียงต่างๆยังคงให้อารมณ์แก่มนุษย์เเตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรสนิยมเเละประสบการณ์ในการใช้ชีวิตและการสร้างสรรค์ผ้าม่านที่ใช้ในห้องมุขกระสันได้แรงบันดาลใจจากความเก่าแก่ของพื้นผิวอันเกิดจากความชื้นและความร้อน เป็นลวดลายที่แสดงสัจธรรมของวัสดุผ่านกาลเวลา และอื่นๆ เป็นต้น ดังนั้น แบบทดลองครั้งนี้เหมือนการเข้าถึงงานศิลปะร่วมสมัยมากกว่า จึงแตกต่างกับเข้าชมโบราณวัตถุและวัตถุศิลปะที่มีค่ายิ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกแห่ง ซึ่งล้วนแต่มีขาประจำเข้าชมกันอยู่เสมอ

 

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน
การเรียนรู้ผ่านงานศิลป์สร้างสรรค์

การเรียนรู้ผ่านงานศิลป์สร้างสรรค์
ห่วงกลมที่มีอักษรเพลงลาวแพน

ห่วงกลมที่มีอักษรเพลงลาวแพน
สถาปัตยกรรมจำลองพระที่นั่งฯ ในวังหน้า

สถาปัตยกรรมจำลองพระที่นั่งฯ ในวังหน้า
ลูกแก้วปรอทของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ

ลูกแก้วปรอทของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ
ภาพเก่าพระราชวังบวรสถานมงคล

ภาพเก่าพระราชวังบวรสถานมงคล
แผนผังพื้นที่วังหน้า

แผนผังพื้นที่วังหน้า
แผนผังกรมพระราชวังบวรสถาน

แผนผังกรมพระราชวังบวรสถาน
ผ้าม่านทองเหลืองและแบบพระที่นั่ง

ผ้าม่านทองเหลืองและแบบพระที่นั่ง
เครื่องฉายภาพยนตร์

เครื่องฉายภาพยนตร์
คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู

คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู
ข้อมูล-ผลงานของกลุ่มแสดง

ข้อมูล-ผลงานของกลุ่มแสดง