ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วิจัย วิจักขณ์ ศิลปากร’ ภูมิการอนุรักษ์มรดกแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708853

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจัย วิจักขณ์ ศิลปากร’ ภูมิการอนุรักษ์มรดกแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิจัย วิจักขณ์ ศิลปากร’ ภูมิการอนุรักษ์มรดกแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิจัยสองกษัตราลงสรง

ด้วยการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นความภาคภูมิใจของแผ่นดิน ซึ่งเป็นภารกิจที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินการมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๖จนถึงวันนี้ได้มีหน่วยงานเฉพาะเรื่องทำหน้าที่รับผิดชอบมากมาย ดังปรากฏถึงผลงานการขุดค้นทางโบราณคดี การชำระเอกสารทางประวัติศาสตร์และวรรณคดี ตลอดจนงานสถาปัตยกรรม นาฏดุริยางคศิลป์ เพื่อสืบสาน อนุรักษ์ ต่อยอดให้เป็นองค์ความรู้ของแผ่นดินซึ่งหลายคนไม่ค่อยจะได้รับรู้การทำงานไปมากกว่าได้ชมโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ได้ชมอุทยานประวัติศาสตร์ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ และผลงานศิลปะจากช่างสิบหมู่ ดังนั้น การนำเสนอผลงานวิชาการให้ปรากฏต่อสาธารณชนนั้นจึงมีความจำเป็น แม้ว่าจะติดสถานการณ์จนว่างภารกิจก็ตาม แต่การศึกษา ค้นคว้าและเกาะติดเรื่องราวก็ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ ๓๐-๓๑ มกราคม ที่ผ่านมา นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้เปิด โครงการสัมมนา วิจัย วิจักขณ์ ขึ้นหลังจากที่จัดมาแล้ว ๔-๕ ครั้ง เพื่อให้นักวิชาการเฉพาะด้านได้นำเสนอผลงานวิชาการของกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๖๕ ขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ และห้องดอกไม้สด สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดยนักวิชาการรุ่นใหม่ได้ศึกษาและทำงานจริง มานำเสนอผลการศึกษาวิจัย พัฒนาวิธีการปฏิบัติงานอนุรักษ์ สืบทอด และเผยแพร่ความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติในด้านต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัด รวม ๓๙ เรื่องที่ครอบคลุมเนื้อหาด้านโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ ภาษา เอกสาร หนังสือ ประวัติศาสตร์ นาฏดุริยางคศิลป์และศิลปกรรม ซึ่งมีเรื่องใหม่ที่น่าสนใจหลายเรื่องเช่น การขุดตรวจทางโบราณคดีอาคารป่าไม้ภาคแพร่, ธรรมาสน์ในจังหวัดลำพูน,บัฏเทพนพเคราะห์, ภาพเขียนสีค้นพบใหม่ที่ถ้ำสิงโต เขาผาแรต อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี, สองกษัตราลงสรง : นาฏยประดิษฐ์ในการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์, เรื่องเล่าจากสุสาน : ข้อมูลจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เวียงท่ากาน, สังเขปเรื่อง “ม้า”: จากแชงกรี-ลาสู่ล้านนาและสยาม, เทคนิคการประดับกระจกโขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙, ฐานรากหลักฐานโบราณคดี ป้อมมหากาฬ กําแพงพระนครและกําแพงวังหน้ากรุงรัตนโกสินทร์ ฯลฯ โดยมีการประชุมและการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก ไลฟ์ เพจ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมให้กับผู้สนใจทั่วประเทศด้วย

ผลงานการศึกษาเหล็กล้านนา

การสัมมนาวิจัย วิจักขณ์ ครั้งนี้เป็นโครงการต่อเนื่องของกรมศิลปากรจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อสนับสนุนให้นักวิชาการของกรมศิลปากรได้ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิเคราะห์ วิจัย ทั้งวิทยาการใหม่ๆ และวิทยาการที่ต่อเนื่องในเชิงลึก เพื่อนำไปพัฒนาการปฏิบัติงาน และเผยแพร่ความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติสู่ทุกภาคส่วนของสังคม เป็นการถ่ายทอดทักษะความรู้ให้กับนักวิชาการและประชาชนผู้สนใจ และเปิดกว้างให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็นและข้อแนะนำเพื่อนำไปสู่พัฒนางานทางวิชาการด้านการอนุรักษ์ สืบทอด สร้างสรรค์ และเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมต่อไปองค์ความรู้จากการสัมมนานี้ถือว่าเป็นชุดบทเรียนเบื้องต้นที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ในอนาคต ในการสร้างความเข้าใจในเนื้อหาสาระเฉพาะเรื่อง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ได้สนใจและตระหนักถึงคุณค่าและภูมิใจในต้นทุนทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี และศิลปวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้น แม้ว่าเวลาจะน้อยกับข้อมูลที่มีมากมายจนออกเสียดาย งานวิชาการใหม่และงานวิชาการเชิงลึกนี้จะเป็นต้นทุนเบื้องต้นสำหรับการสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมในอนาคต ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดอบรมขึ้นในเขตภาคเหนือตอนบน เพื่อนำร่องในการทำงานและฟื้นฟูสถานภาพอาสาสมัครเดิมให้เป็นปัจจุบัน ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๐-๒๑ มกราคม ที่ผ่านมา เรื่องนี้ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานพิธีเปิดการอบรมได้เน้นว่าอาสาสมัครนั้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้เห็นความสำคัญในศิลปวัฒนธรรมไทยและร่วมมือช่วยกันดูแลมรดกของชาติมากขึ้นต่อไป

ผู้ร่วมสัมมนาวิชาการ

ผู้ร่วมสัมมนาวิชาการ

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

ยอดดนัย สุขเกษม

ยอดดนัย สุขเกษม

กุลวดี สมัครไทย

กุลวดี สมัครไทย

เด่นดาว ศิลปานนท์

เด่นดาว ศิลปานนท์

ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์

ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์

ธีรศักดิ์ ธนูศิลป์

ธีรศักดิ์ ธนูศิลป์

นาตยา ภูศรี

นาตยา ภูศรี

วรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา

วรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา

สรธัช โรจนารัตน์-ปริวรรษ เจียมจิตต์

สรธัช โรจนารัตน์-ปริวรรษ เจียมจิตต์

ภัทราวรรณ พงศ์ศิลป์

ภัทราวรรณ พงศ์ศิลป์

สายกลาง จินดาสุ

สายกลาง จินดาสุ

เอกสารอบรมเครือข่ายฯ

เอกสารอบรมเครือข่ายฯ

ใช้โฟโต้แกรมเมตรี

ใช้โฟโต้แกรมเมตรี

สแกนเอกสารการวิจัย

สแกนเอกสารการวิจัย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านทรายขาว’ ชุมชนต้นแบบสองวิถีไทยพุทธ-มุสลิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707316

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านทรายขาว’ ชุมชนต้นแบบสองวิถีไทยพุทธ-มุสลิม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านทรายขาว’ ชุมชนต้นแบบสองวิถีไทยพุทธ-มุสลิม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยามเช้าบนยอดเขารังเกียบ

อาทิตย์นี้ตามรอยชุมชนต้นแบบไปที่บ้านทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบของกระทรวงวัฒนธรรมที่นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะได้ไปทำพิธีเปิดและแสดงความยินดีในการเป็นชุมชนหนึ่งในจำนวน ๑๐ แห่งทั่วประเทศของปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เดิมชุมชนแห่งนี้เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา เรียกว่า “บ้านที่พลู” เนื่องจากเป็นสวนพลูที่ผู้คนจากไทรบุรีกลุ่มแรกได้ปลูกพลูไว้กินกับหมาก ต่อมาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของบริเวณวัดทรายขาวจึงเรียก “บ้านทรายขาวออก” ตามชื่อทิศอยู่ระยะหนึ่ง จากสภาพที่เป็นป่าและทุ่งหญ้านั้นได้กลายเป็นสวนยางพารา สวนผลไม้ และนาข้าวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ติดกับเชิงเขาสันกาลาคีรีทำให้เกิดวิถีชุมชนของสองวัฒนธรรมระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมร่วมกันมาแต่บรรพบุรุษจนมีภาษาพื้นถิ่นเป็นสำเนียงชาวบ้านทรายขาวโดยเฉพาะสร้างกติกาการดำรงอยู่ร่วมกันด้วยความไว้วางใจ ให้ความเคารพนับถือและให้เกียรติซึ่งกันและกันโดยสลับการขึ้นเป็นผู้นำชุมชนระหว่าง ไทยพุทธและไทยมุสลิม นับเป็นพหุวัฒนธรรมที่มีความเด่นชัดในด้านการบริหารและสืบสานประเพณีที่มีการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีที่ทุกฝ่ายมาร่วมกันใน ประเพณีลากพระขึ้นเขา สรงน้ำระลึกถึงพระครูศรีรัตนากร (พ่อทวดศรีแก้ว) อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว ผู้พบและทำทางเข้าน้ำตกทรายขาว วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๕ ทุกปีประเพณีพระผิงไฟ ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ประเพณีวันว่าง ประเพณีตักบาตรเขารังเกียบ ประเพณีรับเทวดา ประเพณีทำบุญทางใหญ่ ประเพณีแห่ผ้าพระมหามุนินทโลกนาถในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ โดยมีวัดทรายขาว เป็นศูนย์กลางของชุมชน ด้วยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวิหารสามทวด คือ หลวงปู่ทวด หลวงพ่อทวดศรีแก้ว พระครูธรรมกิจโกศล หรือพ่อท่านนอง อดีตเจ้าอาวาส วัดทรายขาว และมีมัสยิดนัจมุดดีน หรือ มัสยิดควนลังงา ซึ่งเป็นมัสยิดโบราณสมัยอยุธยา ที่มีอายุมากกว่า ๓๐๐ ปี นับเป็นมัสยิดหนึ่งเดียวที่นำสถาปัตยกรรมไทย-มุสลิมมาประยุกต์สร้างเป็นศาลาการเปรียญที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเมืองปัตตานี อีกทั้ง ยังสามารถท่องเที่ยวไปยังสถานที่สำคัญของปัตตานี เช่น มัสยิดกลางปัตตานี, ศาลเจ้าเล่งจูเกียง สถานที่ประดิษฐานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ย่านเมืองเก่าปัตตานี บริเวณถนนอาเนาะรู และถนนปัตตานีภิรมย์ ตลาดเก่า “กือดาจีนอ” ย่านการค้าชาวจีนโบราณมัสยิดกรือเซะ และ วัดช้างให้ หรือ วัดราษฎร์-บูรณะ เป็นวัดเก่าของหลวงปู่ทวดริมหาดทรายขาวที่สร้างมากว่า ๓๐๐ ปี ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านทรายขาวประมาณ ๕ กิโลเมตร

น้ำตกทรายขาว

บ้านทรายขาว ปัจจุบันได้ร่วมกันสร้างผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้มากมายจากการรวมกลุ่มสตรีทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่นำวัตถุดิบผลิตผลทางการเกษตรของชุมชนมาแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มส้มแขกแปรรูป, กลุ่มกล้วยเส้นปรุงรส, กลุ่มผ้าทอมัดหมี่ลายจวนตานี, กลุ่มจานกาบหมาก กลุ่มลองกองแปลงใหญ่, กลุ่มทำปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพเป็นต้น ล้วนเป็นสินค้าที่นำรายได้สู่ครอบครัวและชุมชน โดยเฉพาะ ทุเรียนหมอนทองทรายขาว นั้นมีรสชาติหวานมันแตกต่างจากที่อื่น มีความอร่อย หวานมัน เป็นรู้จักไปทั่วประเทศ จากความร่วมมือของผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่ร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งเดินป่า นั่งรถจิ๊ปสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชมสวนผลไม้ตามฤดูกาล ทำให้มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการเชิงคุณภาพได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นด้านการท่องเที่ยว Tourism Award 2007 นับเป็นชุมชนที่รักษาเอกลักษณ์ของสองวัฒนธรรมไทยพุทธ-ไทยมุสลิมไว้ด้วยกัน และสร้างการมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่มีอุทยานแห่งชาติบ้านทรายขาวและผาน้ำตกสูง ๔๐ เมตร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นประตูเชื่อมสัมพันธ์สองวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนานตามรอยหลวงปู่ทวดจนถึงปัจจุบัน

ผ้าจวนตานี

ผ้าจวนตานี

พิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ

พิธีเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ

อาหารจากส้มแขก

อาหารจากส้มแขก

สักการะหลวงปู่ทวด หลวงพ่อทวดศรีแก้ว หลวงพ่อนอง

สักการะหลวงปู่ทวด หลวงพ่อทวดศรีแก้ว หลวงพ่อนอง

วัดทรายขาว

วัดทรายขาว

วัดช้างให้ หลวงปู่ทวด

วัดช้างให้ หลวงปู่ทวด

รถจิ๊ปรุ่นสงครามนำชมสวน

รถจิ๊ปรุ่นสงครามนำชมสวน

มัสยิดเก่าสมัยอยุธยาและหลังใหม่

มัสยิดเก่าสมัยอยุธยาและหลังใหม่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ปากน้ำโพ’ภูมิสายน้ำสืบสานวัฒนธรรมจีนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705799

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปากน้ำโพ’ภูมิสายน้ำสืบสานวัฒนธรรมจีนไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ปากน้ำโพ’ภูมิสายน้ำสืบสานวัฒนธรรมจีนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปากน้ำโพต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

ด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสายน้ำที่เกิดจากการไหลรวมกันของแม่น้ำ ๔ สาย คือ แม่น้ำปิงวัง ยม และน่าน อาทิตย์นี้จึงตามรอยสยามไปยังสายน้ำที่สืบสานวัฒนธรรมจีนไทยที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีปลายแหลมของเกาะยมตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ เป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหญ่ ที่มองเห็นถึงความแตกต่างของสายน้ำ ๒ สี ได้อย่างชัดเจน โดยแม่น้ำน่านนั้นจะมีสีแดงขุ่น และแม่น้ำปิงมีสีเขียวคล้ำใส นับเป็นแม่น้ำสายชีพที่หล่อเลี้ยงวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ริมน้ำทั้งสองฝั่งของภาคเหนือและภาคกลาง นับเป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศที่รู้จักกันดี ด้วยความสำคัญของสายน้ำจาก ๔ แควดังกล่าวที่นำพาผู้คนจากที่ต่างๆเดินทางมาอยู่ตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัย และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติไทย-จีน จนเกิดวัฒนธรรมของตนในพื้นที่รัฐกึ่งกลาง เมืองที่เชื่อมความเจริญรุ่งเรืองจากการเป็นพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของ เมืองพระบาง เป็นเขตแดนตอนล่างของแคว้นสุโขทัย และเป็นพื้นที่ภาคกลางตอนบนของ เมืองชอนตะวัน ที่ร่วมสมัยกับแคว้นสุวรรณภูมิและอยุธยาซึ่งมีการพัฒนาเมืองให้เป็นรัฐกึ่งกลางในนาม “นครสวรรค์” เมืองที่ประสานสายน้ำจากแควทั้งสี่ให้เป็นสายน้ำใหญ่ของประเทศ

ดังนั้น ในปี ๒๕๖๖ นี้ งานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ ภาคเหนือ จึงกำหนดให้จังหวัดนครสวรรค์นั้น จัดงานใหญ่ขึ้นโดยมีชื่องานว่า “อารยธรรมแห่งสายน้ำ วัฒนธรรมจีนไทย สานสายใยชาติพันธุ์” ขึ้น วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๖ นั้นนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีเปิดงานดังกล่าวร่วมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ นายชยันต์ ศิริมาศผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ โดยมี พล.ต.อ.สมศักดิ์จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์นายจิตรเกษม นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ และ นายสมบัติ กิตติพงษ์พัฒนา ประธานคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ ได้ร่วมกันสานสัมพันธ์สร้างความสำคัญของงานแห่งสายน้ำเจ้าพระยาให้เกิดขึ้น พร้อมด้วยวิถีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

ขนมไทยขนมกง-ข้าวเม่าทอด

อดีตกาลแห่งสายน้ำวัฒนธรรมจากต้นน้ำเจ้าพระยานั้น ได้มีเส้นทางน้ำจากหลายสาขาพาสินค้าเข้ามาเมืองนี้จนเป็นแหล่งเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งมีศาลเจ้าเทพรักษ์ และตลาดปากน้ำโพ เป็นศูนย์กลางสร้างรายได้สินค้าจาก เมืองบนได้แก่ พิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก แพร่ น่าน และ เมืองล่าง เช่น อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ให้เกิดขึ้น

ปัจจุบันนี้บริเวณปลายแหลมเกาะยมได้สร้างสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “พาสาน” เป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญของการประสานสายสัมพันธ์จากกลุ่มชาติพันธุ์จีนไทยผู้เดินทางมาจาก ๔ แควคือ ปิง วัง ยม น่าน และเจ้าพระยา ให้มารวมกันอยู่ที่นครสวรรค์ เมืองรัฐกึ่งกลาง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ของ เมืองพระบาง ในสมัยสุโขทัย เมืองชอนตะวัน-นครสวรรค์ ในสมัยสุพรรณภูมิ-อยุธยา ซึ่งช่วงรอยต่อการขยายอำนาจของอยุธยานั้นเมืองนครสวรรค์ได้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการจัดการปัญหาภายในของราชสำนักสุโขทัย ทำให้กรุงศรีอยุธยาผนวกเอาบ้านเมืองของสุโขทัยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร ทำให้นครสวรรค์มีสถานะเป็นหัวเมืองชั้นตรีของอยุธยา ครั้งเกิดสงครามระหว่างอยุธยากับพม่าตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมานั้น เมืองนครสวรรค์ได้ถูกใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการประชุมพลของทั้งกองทัพอยุธยาและกองทัพพม่า ด้วยเป็นเมืองชุมทางตั้งอยู่ในจุดที่เป็นเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ จนทำให้เมืองนครสวรรค์ได้รับผลกระทบจากสงครามอยู่เสมอจนมีความเสื่อมตามลำดับ ต่อมาได้ฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ดังปรากฏว่านครสวรรค์มีโบราณสถานสมัยสุโขทัย-อยุธยา กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ผสมผสานกับการมีเส้นทางรถไฟโดยคนงานจีนเป็นกรรมกรสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕และการมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดีว่า บึงบอระเพ็ด จึงเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เมืองนครสวรรค์แห่งนี้สืบสานสายสัมพันธ์ของวัฒนธรรมจีนไทยมา ๑๐๗ ปี สามารถนำพาให้ผู้คนมาร่วมงานเทศกาลวันตุรษจีนของแผ่นดิน สร้างมูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยวงานประเพณีมากขึ้นทุกปี

พิธีเปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติภาคเหนือ

พิธีเปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติภาคเหนือ

การแสดงสานสัมพันธ์ไทยจีน

การแสดงสานสัมพันธ์ไทยจีน

หนองสมบุญกลางเมืองนครสวรรค์

หนองสมบุญกลางเมืองนครสวรรค์

สินค้าจากชุมชน

สินค้าจากชุมชน

สาธิตการแต่งหน้านักรบเองกอ

สาธิตการแต่งหน้านักรบเองกอ

ศิลปินจากท้องถิ่น

ศิลปินจากท้องถิ่น

ศาลเจ้าเทพารักษ์

ศาลเจ้าเทพารักษ์

ปากน้ำโพต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

ปากน้ำโพต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

พาสาน-แลนด์มาร์คใหม่ต้นแม่น้ำ

พาสาน-แลนด์มาร์คใหม่ต้นแม่น้ำ

ผ้าทอจากแพร่-น่าน

ผ้าทอจากแพร่-น่าน

ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือชาวปกากะญอ

ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือชาวปกากะญอ

ตลาดนัดวัฒนธรรมไทยจีน

ตลาดนัดวัฒนธรรมไทยจีน

ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

เจดีย์สุโขทัย เมืองพระบาง

เจดีย์สุโขทัย เมืองพระบาง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘บ้านแหลมสัก’ ชุมชนต้นแบบสามวัฒนธรรมหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704235

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านแหลมสัก’ ชุมชนต้นแบบสามวัฒนธรรมหนึ่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘บ้านแหลมสัก’ ชุมชนต้นแบบสามวัฒนธรรมหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ท่าเรือเดินทางเที่ยวทะเล

อาทิตย์นี้ตามรอยสยามไปตามหาภูมิบ้านภูมิเมืองที่ “บ้านแหลมสัก” ซึ่งเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีทะเลล้อมรอบสามด้าน และมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสามวัฒนธรรมร่วมกัน คือ มีทั้งชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิมไทยเชื้อสายจีน ที่ตําบลแหลมสัก อําเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ประวัติการของชุมชนนั้นได้ถูกเล่าต่อกันว่าเริ่มจากชาวจีนมาจากฮกเกี้ยน และชาวจีนมาจากปีนัง ได้พากันเดินทางมากับเรือโดยขึ้นบกที่ชายฝั่งทะเลแหลมสัก และอีกส่วนหนึ่งออกเดินทางทะเลอันดามันไปตั้งถิ่นฐานที่พังงา ภูเก็ต และระนอง

สำหรับชาวไทยพุทธนั้นเดินเท้า และลากเกวียนมาจากนครศรีธรรมราช โดยเดินทางตามเส้นทางค้าช้างของพระยานคร (น้อย) เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณพื้นที่ปลายแหลมสักแห่งนี้ ขณะเดียวกันได้มีกลุ่มมุสลิม อีกกลุ่มหนึ่ง เดินทางโดยทางเรือ จากเมืองปะลิส คือรัฐเปอร์ลิส มาเลเซีย ซึ่งมีมุสลิมบางส่วนนั้นแวะอยู่ที่แถบสตูล ที่เหลือบางส่วนเดินทางท่องทะเลมาจนถึงปลายแหลมสัก จึงได้ลงหลักปักฐานตั้งบ้านเรือนที่นี่ ในครั้งแรกนั้นต่างยึดอาชีพตัดไม้โกงกางเผาเป็นถ่านส่งปีนัง ต่อมาได้มีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมระหว่างไทยพุทธกับชาวจีน ไทยพุทธกับมุสลิม มุสลิมกับจีน ทำให้มีความเป็นเครือญาติกันและส่งผลให้ชุมชนแห่งนี้มีความโดดเด่นของสามวัฒนธรรมจนเป็นต้นทุนตามอย่างบรรพชนที่สร้างไว้ คือ มีรูปแบบของประเพณีต่างๆ ที่เป็นพหุวัฒนธรรม เช่น ประเพณีถือศีลกินเจ ของคนไทยเชื้อสายจีน ประเพณีทําบุญเดือนสิบ ของคนไทยพุทธ ประเพณีถือศีลอดของไทยมุสลิมในเดือนรอมฎอน

กระชังเลี้ยงกุ้ง-ปลา-สาหร่ายในทะเล

นอกจากนี้ ยังสร้างวิถีให้ปรากฏใน อาหารพื้นถิ่น ได้แก่ ข้าวคลุกกะปิ ปลาจุกเครื่อง ห่อหมกปลาและอาหารของบาบ๋า เครื่องแต่งกาย แบบไทยพุทธที่สวมเสื้อลูกไม้ นุ่งผ้าปาเต๊ะ แบบไทยมุสลิม ที่มีชุดผ้าปาเต๊ะสวมฮิญาบ แบบไทยเชื้อสายจีนบาบ๋า เป็นเสื้อลูกไม้คอตั้งแขนจีบ นุ่งผ้าปาเต๊ะ และสถาปัตยกรรม ได้มีการสร้างบ้านเรือนแบบพื้นถิ่นและอาคารแบบชิโนโปรตุกีส (SinoProtugese)ที่จัดเครื่องเรือน เช่นเดียวกับอาคารในปีนังหรือภูเก็ตแม้จะไม่วิจิตรเท่าก็มีสีสันในพื้นที่ ประการสำคัญชุมชนมีศาสนสถานสําคัญของแต่ละศาสนาเป็นจุดเชื่อมโยงศรัทธา ความเชื่อและกติกาของชุมชนไว้ด้วยกันคือ วัดมหาธาตุแหลมสัก ศาลเจ้าซกโป้ซีเอี๋ยและมัสยิดซอลาฮุดดีน ทำให้การอยู่ร่วมกันด้วยสามสายของพหุวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินเดียวกันแห่งนี้มีความร่มเย็นอบอุ่น เป็นมิตรไมตรีตามบรรพชนที่มีความรัก สามัคคีกัน และภาคภูมิใจในถิ่นที่อยู่อาศัยและถิ่นเกิดที่นี่ (เปอนากัน) ที่ต่างยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ประกาศให้เป็นชุมชนต้นแบบของประเทศใน ปี ๒๕๖๕ โดยดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบบ้านแหลมสัก ร่วมกับ นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ผู้นำทางวัฒนธรรมในพื้นที่ สำหรับการท่องเที่ยวของชุมชนแห่งนี้สามารถเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางทะเลไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้หลายพื้นที่ ด้วยบ้านแหลมสัก นี้เป็นปลายแหลมที่มีทะเลล้อมรอบเป็น “ดินแดนทะเลสามด้าน” ที่อุดมสมบูรณ์จากป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งสัตว์ทะเลหลายสร้างงานสร้างอาชีพประมงชายฝั่ง ได้แก่การออกเรือ วางอวนกุ้ง-ปลา การช้อนกุ้งเคยเพื่อทํากะปิ แปรรูปอาหารทะเล การเลี้ยงกุ้งมังกร และการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นในกระชังกลางทะเล เป็นต้น

ส่วนอาชีพเกษตรกรรมมีการทําสวนยางพารา สวนปาล์ม เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามของ “ทะเลใน” จนทำให้บ้านแหลมสัก มีวิถีชุมชนแตกต่างและมีเสน่ห์น่ายลไม่เหมือนใคร โดยท่องทะเลอันดามันไปตามแนวเหนือ-ใต้ และอยู่ด้านในของอ่าวพังงา ซึ่งเป็นเส้นทางประจำที่ชาวทะเลใช้เดินทางเข้า-ออก โดยลงเรือ ณ ท่าเทียบเรือแหลมสักไปยังเกาะแก่งต่างๆ ของจังหวัดกระบี่ เกาะยาวน้อยเกาะยาวใหญ่ของพังงา ส่วนทางบกก็เชื่อมโยงเส้นทางรถไปชุมชนอื่นๆ เช่น ชุมชนวัดมหาธาตุวชิรมงคล(วัดบางโทง) ชุมชนวัดราษฎร์รังสรรค์ ซึ่งมีสระธารโบกขรณีเป็นแหล่งเที่ยว และชุมชนบ้านถ้ำเสือ เป็นต้นนับเป็นสุดยอดชุมชนที่น่าท่องเท่ี่ยวเรียนรู้มาก

ท่าเรือแหลมสัก

ท่าเรือแหลมสัก

ปลายแหลมสัก

ปลายแหลมสัก

คณะผู้นำทางวัฒนธรรมบ้านแหลมสัก

คณะผู้นำทางวัฒนธรรมบ้านแหลมสัก

ศาลเจ้าซกโป้ซีเอี๋ย

ศาลเจ้าซกโป้ซีเอี๋ย

วัดมหาธาตุแหลมสัก

วัดมหาธาตุแหลมสัก

เรือหัวโทงท่องทะเล

เรือหัวโทงท่องทะเล

พิธีเปิดชุมชนบ้านแหลมสัก

พิธีเปิดชุมชนบ้านแหลมสัก

ผ้าปาเต๊ะฝีมือนงนุช ปานละเอียด

ผ้าปาเต๊ะฝีมือนงนุช ปานละเอียด

ส้มตำสาหร่ายพวงองุ่น

ส้มตำสาหร่ายพวงองุ่น

บ้านสีน้ำเงินของตระกูลเพิ่มทรัพย์

บ้านสีน้ำเงินของตระกูลเพิ่มทรัพย์

เที่ยวตามถ้ำบนเกาะ

เที่ยวตามถ้ำบนเกาะ

ชุดพื้นบ้านไทยมุสลิม

ชุดพื้นบ้านไทยมุสลิม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สวดมนต์ไหว้พระข้ามปี’ภูมิพุทธมงคลวันขึ้นปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/702351

ภูมิบ้านภูมิเมือง : 'สวดมนต์ไหว้พระข้ามปี'ภูมิพุทธมงคลวันขึ้นปีใหม่

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สวดมนต์ไหว้พระข้ามปี’ภูมิพุทธมงคลวันขึ้นปีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2566, 12.51 น.

ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ปีนี้การทำบุญตักบาตรได้เป็นประเพณีปฏิบัติของวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นสังคมที่มีพุทธศาสนาเป็นหลัก    ชาวไทยส่วนมากนิยมทำบุญตักบาตร-ไหว้พระเพื่อให้มีสิริมงคลแก่ชีวิต ด้วยเชื่อว่าการให้ทานเป็นพุทธบูชานั้นเป็นการขอบคุณพระพุทธธรรม จึงได้ร่วมธำรงส่งเสริมและสืบทอดพระศาสนาโดยค้ำจุนบำรุงพระภิกษุสามเณร ได้ช่วยสืบสานต่อศาสนา จากการศึกษาเล่าเรียน  จากวัตรปฎิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อจักได้เป็นแบบอย่างและเทศนาสั่งสอนประชาชนให้เข้าใจมีศีลธรรมประจำใจ อันเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรสืบไป เรื่องการทำบุญตักบาตรนั้นได้เกิดขึ้นมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ออกบวชยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ได้ประทับอยู่ที่สวนมะม่วง   พระองค์ได้ออกบิณฑบาตร์ผ่านกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ชาวเมืองเห็นพระมาบิณฑบาต ก็ต่างพากันนำอาหารมาใส่ในบาตรเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นมาการตักบาตรจึงเป็นวัตรของการทำบุญสืบต่อมาและอีกครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ขณะที่ประทับอยู่ที่ดงไม้เกดนั้น ได้มีพ่อค้า ๒ คน นำข้าวสัตตุก้อน สัตตุผง ซึ่งเป็นเสบียงอาหารสำหรับการเดินทางค้าขายมาถวาย พระพุทธองค์ทรงรับไว้ด้วยบาตร จึงทำให้บาตรนั้นเป็นภาชนะประจำตัวของพระภิกษุที่ขาดมิได้ นับเป็นบริขารหนึ่งในบริขารทั้ง ๘ 

งาน๒๑๕ปีวัดสุทัศน์เทพวราราม

ดังนั้น เมื่อมีเทศกาลปีใหม่ และตรุษสงกรานต์ หรือวันสำคัญทางพุทธศาสนาจึงมีการทำบุญใส่บาตรจนเป็นวัตรปฏิบัติของสงฆ์และประเพณีการทำบุญ  วันปีใหม่สากลนั้นนับวันสิ้นปีหรือขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคมยึดถือเป็นเวลาเดียวกัน  ส่วนที่เป็นวันอื่นตามความเชื่อทางศาสนาที่นับถือและการใช้ศักราชที่แตกต่างกันจึงเป็นเหตุให้มีวันปีใหม่เฉพาะตนต่างกัน เช่น วันคริสต์มาสหรือตรุษฝรั่ง  วันตรุษจีน วันตรุษสงกรานต์ เป็นต้น จนทำให้ในวันตรุษดังกล่าวนั้นได้สร้างการมีส่วนร่วมฉลองสนุกสนานไปด้วยกันโดยไม่จำกัด

บุษบกพระพุทธสิหิงค์

สำหรับชาวพุทธนั้น ภายหลังได้เพิ่มการสวดมนต์ข้ามปีระหว่างปีเก่าและปีใหม่เพิ่มขึ้น โดยพระอารามหลวงและวัดต่างๆทั่วประเทศ กรมการศาสนา สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถระสมาคม. ร่วมกันจัดสวดมนต์ทั่วประเทศและต่างประเทศ  นอกเหนือไปจากการทำบุญตักบาตรในวันขึ้นปีใหม่ที่มีอยู่เดิมแล้ว ได้มีการจัดกิจกรรมสักการะพระพุทธรูปประจำวัน “มงคลพุทธคุณ” ในเทศกาลปีใหม่ โดยกรมศิลปากร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้อัญเชิญพระพุทธรูปประจำวันให้ประชาชนสักการะบูชาเป็นพิเศษ โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปประจำวันอีก ๙ องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติมายาวนานและ มีพุทธศิลป์อันงดงาม เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นศักราชใหม่ ประกอบด้วย พระพุทธรูปปางถวายเนตร พระพุทธรูปประจำวันอาทิตย์ พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พระพุทธรูปประจำวันจันทร์ พระพุทธรูปไสยาสน์ พระพุทธรูปประจำวันอังคาร พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร พระพุทธรูปประจำวันพุธ พระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ พระพุทธรูปประจำวันพุธ กลางคืน (พระพุทธรูปบูชาแทนพระราหู) พระพุทธสิหิงค์จำลอง (ปางสมาธิ) พระพุทธรูปประจำวันพฤหัสบดี พระพุทธรูปปางรำพึง พระพุทธรูปประจำวันศุกร์ พระพุทธรูปปางนาคปรก พระพุทธรูปประจำวันเสาร์ พระหายโศก ปางสมาธิเพชร (พระพุทธรูปบูชาแทนพระเกตุ)

อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา

นอกจากนี้ อุทยานประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศได้เปิดให้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม ระหว่างวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๖ โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศนั้นได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของพิพิธภัณฑ์ฯออกให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

สำหรับปีนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เปิดนิทรรศการภายในอาคารเครื่องทองอยุธยา ซึ่งเป็นส่วนจัดแสดงใหม่ให้ชม ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม นี้ เป็นต้นไป และงานสมโภช ๒๑๕ ปีวัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหารในวันที่๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๖ ตั้งแต่ ๑๕.๐๐ – ๒๑.๐๐ นโดยเฉพาะวันที่๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕นั้นมีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีร่วมกันทั่วประเทศ  และการสวดมนต์นั้นมีการสร้างโปรแกรมให้สามารถสวดมนต์ทางออนไลน์ได้ด้วย..

พระพุทธรูปปางถวายเนตร

พระพุทธรูปปางถวายเนตร

พระพุทธรูปปางนาคปรก

พระพุทธรูปปางนาคปรก

พระพุทธรูปปางป่าลิไลย์

พระพุทธรูปปางป่าลิไลย์

พระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงค์

พระหายโศกสมาธิเพชร

พระหายโศกสมาธิเพชร

พระพุทธรูปสำคัญประจำวัน

พระพุทธรูปสำคัญประจำวัน

พุทธมณฑล

พุทธมณฑล

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

สมเด็จพระสังฆราชกับผู้บริหารวัฒนธรรม

สมเด็จพระสังฆราชกับผู้บริหารวัฒนธรรม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนบางน้ำผึ้งใน’ ภูมิวิถีธรรมชาติบางกะเจ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700366

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบางน้ำผึ้งใน’ ภูมิวิถีธรรมชาติบางกะเจ้า

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบางน้ำผึ้งใน’ ภูมิวิถีธรรมชาติบางกะเจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พื้นที่สีเขียวบางกะเจ้า

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยสยามไปเยี่ยม ชุมชนบางน้ำผึ้งใน ชุมชนต้นแบบ ๑ ใน ๑๐ ของกระทรวงวัฒนธรรมในพื้นที่เกาะบางกะเจ้า ที่อยู่ในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่น้ำท่วมถึง ชุมชนแห่งนี้อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนล่างที่ไหลออกสู่อ่าวไทย ห่างจากอำเภอพระประแดงปัจจุบัน ประมาณ ๕ กิโลเมตร ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลเข้าหนุนเนื่อง ดังนั้นช่วงเวลาที่น้ำผ่านขึ้นมาในบริเวณลำคลองต่างๆ ของชุมชน จึงทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ในการใช้น้ำจากแม่น้ำเข้าทำสวนและทำให้ดินชุ่มน้ำสร้างวงจรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุและสารอาหารของพืชนานาชนิด

ในอดีตนั้นชาวตำบลบางน้ำผึ้งมีอาชีพทำสวนผลไม้ โดยวิธีขุดช่องน้ำทำเป็น “บาง” คือ ร่องน้ำตันที่ขุดเพื่อทำสวน ที่สามารถปิดกั้นเก็บน้ำและป้องกันน้ำกร่อยในยามน้ำทะเลหนุนขึ้นมา ดังนั้นตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาจึงปรากฏชื่อของ “บาง” ต่างๆ อยู่ตามริมแม่น้ำขึ้นไปไปจนถึงบางปะอิน ของอยุธยา เมื่อพื้นที่นี้ทำสวนทำนา น้ำหวานจากเกสรดอกไม้นานาชนิดในสวน จึงทำให้หมู่ผึ้งได้พากันมาอาศัยทำรังอยู่ตามต้นไม้ และชาวสวนแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มอญ มีประเพณีทำบุญที่นำน้ำผึ้งเหล่านั้นมาตักบาตรทำบุญจนเป็นวัฒนธรรมสืบทอดกันมาด้วย ชุมชนแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกรู้กันว่า “บางน้ำผึ้ง” อยู่ในบางกะเจ้า

กลองยาวชาวบ้าน

สำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “บางกะเจ้า”นั้นด้วยเหตุที่เส้นทางแม่น้ำนั้นน้ำไหลคดเคี้ยวและคอดกิ่ว จนทำให้เกิดภูมิลักษณะเป็น “กระเพาะหมู” นั้นเมื่อเกิดน้ำไหลเข้ามาทุกด้านและท่วมเป็นเวลานานทั้ง ๖ ตำบลของอำเภอพระประแดง พอน้ำลดลงก็ทำให้แผ่นดินนั้นกลายเป็นแอ่งธรรมชาติหรือแอ่งกระทะขนาดใหญ่ของการเพาะปลูกพืชสวนและทำนาปลูกข้าวมาแต่ครั้งอยุธยา ถือว่าเป็นพื้นที่มีโอโซนมากที่สุดและเป็นพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดอยู่ใกล้กรุงเทพมหานครที่ได้รับการอนุรักษ์พื้นที่ไว้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๒๐ให้อนุรักษ์พื้นที่สีเขียวบริเวณบางกะเจ้า ที่เป็น“ปอดของคนกรุงเทพฯ” ไว้ จากประวัติศาสตร์ชุมชนแห่งนี้น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี จากหลักฐานของการที่พื้นที่บางกะเจ้าได้มีการออกโฉนดที่ดินทุกแปลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะได้มีการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ หรืออำเภอพระประแดง ปัจจุบันขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ แล้วก็ตาม ผู้คนในชุมชนนี้ส่วนใหญ่เป็นคนไทยจากภาคกลางลงมา มอญที่อาศัยมาแต่ต้นรัตนโกสินทร์ และจีนที่เดินทางค้าขายบางส่วน วันนี้ตำบลบางน้ำผึ้งมี ๑๑ หมู่บ้าน ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการขึ้น เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๙มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไปเล่มที่ ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๕๒ ง ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของบางกะเจ้า โดยมีสวนป่าชุมชนหมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๖ และหมู่ที่ ๑๑ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจภายในบรรยากาศร่มรื่นที่มีการบริหารจัดการให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีความรู้และความเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติที่สามารถขี่รถจักรยานเที่ยวได้โดยรอบ การเปิดป้ายสุดยอดชุมชนบางน้ำผึ้งในให้เป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” โดย ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการนั้นจึงเป็นต้นแบบของความสำเร็จโดยชุมชนที่ทุกคนนำต้นทุนทางวัฒนธรรมของตนนั้นมาสร้างสินค้าชุมชน กิจกรรมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม จนสร้างตลาดชุมชนที่มีสินค้าท้องถิ่นเช่นขนมจากจากต้นและลูกจาก ขนมไทย การนวดแผนไทยที่ใช้ชุดลูกประคบธัญพืชสมุนไพร การเที่ยวทางเรือและจักรยานไปตามเส้นทางมรกตให้ป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติสีเขียว จนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชุมชนอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจใกล้กรุงเทพมหานคร

พื้นที่สีเขียวบางกะเจ้า

พื้นที่สีเขียวบางกะเจ้า

ผังชุมชนในบางกะเจ้า

ผังชุมชนในบางกะเจ้า

ขนมกงของไทยโบราณ

ขนมกงของไทยโบราณ

เสน่ห์ร้านในชุมชน

เสน่ห์ร้านในชุมชน

สาธิตการทำขนมจาก

สาธิตการทำขนมจาก

วัดบางน้ำผึ้งใน

วัดบางน้ำผึ้งใน

พิธีเปิดชุมชุดต้นแบบบางน้ำผึ้งใน

พิธีเปิดชุมชุดต้นแบบบางน้ำผึ้งใน

ผลิตภัณฑ์ชุดธัญพืชสมุนไพร

ผลิตภัณฑ์ชุดธัญพืชสมุนไพร

นวดแผนไทย

นวดแผนไทย

จักรยานเที่ยวเส้นทางมรกต

จักรยานเที่ยวเส้นทางมรกต

คณะผู้มีส่วนร่วมของชุมชน

คณะผู้มีส่วนร่วมของชุมชน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเชียง’ ภูมิวิถีไทพวนและแหล่งมรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698798

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเชียง’ ภูมิวิถีไทพวนและแหล่งมรดกโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเชียง’ ภูมิวิถีไทพวนและแหล่งมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบ้านเชียง

ด้วยชื่อเสียงของ “บ้านเชียง” จากเครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปแบบและลวดลายงดงามเฉพาะ คือเป็น ภาชนะดินเผาที่มีรูปทรงของการปั้นหลายแบบและมีการเขียนลายเป็นเส้นโค้ง ลายเชือกทาบ ลายก้านขดก้นหอย ลายรูปเรขาคณิต ซึ่งเป็นลายเขียนแบบแรกได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกและได้ขึ้นทะเบียน “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” Geographical Indication (GI)โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น ทำให้เกิดความสนใจชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ขึ้น ด้วยเป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์พวน ที่อพยพจากเมืองเชียงขวาง ของประเทศลาวมาตั้งถิ่นฐานเมื่อครั้ง พ.ศ.๒๓๒๒-๒๓๓๕ สมัยหลังปรากฏชื่อผู้นำครอบครัว ๔ คน คือ ท้าวเชียงใหญ่ (เฒ่าดอนบุญมา) ท้าวเชียงบุญมา (ท้าวศรีสุวรรณช่างคำ) ท้าวเชียงคะ และ ท้าวเชียงพิณ นำผู้คนมาตั้งบ้านเรือนที่ดงตาว จึงเป็นเหตุให้ถูกเรียกว่าบ้านเชียง (ทั้งสี่) และทำให้ชาติพันธุ์พวนรุ่นหลังต่างพากันมาอยู่มากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ช่วง พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๗๑ การสร้างบ้านแปงเมืองครั้งแรกได้มีการถากถางดงตาลและป่าละเมาะจัดเป็นคุ้มต่างๆ ๑๐ คุ้มได้แก่ คุ้มดอนดู่ คุ้มส้างโพธิ์ คุ้มเดิ่นตาเสือ คุ้มนาดำ คุ้มโนนสองสลึง คุ้มป่าติ้ว คุ้มนอก คุ้มโนนสุดซา(คุ้มศรีเชียงใหม่) คุ้มบึง (คุ้มหัวบึง)และคุ้มใต้ปัจจุบันได้เป็นหมู่บ้าน ๑๐ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๑, ๒, ๔, ๖,๘, ๙, ๑๑, ๑๒, ๑๓, ๑๕ โดยเฉพาะมีศูนย์กลางบริหารจัดการของชุมชนอยู่ที่หมู่ ๙ บ้านศรีเชียงใหม่เป็นเทศบาลตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ ได้มีการค้นพบภาชนะดินเผาลายบ้านเชียงขึ้นที่วัดโพธิ์ศรี ซึ่งต่อมาได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยองค์การยูเนสโก

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบยลวิถี

ดังนั้น การมีชื่อเสียงของบ้านเชียง จึงทำให้ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันสร้างกิจกรรมนำ “บวร”มารักษาวัฒนธรรมประเพณีของตน โดยจัดงานพิธีทางศาสนาใส่บาตรยามเช้า ถนนสายบุญ ทุกวันอาทิตย์ที่ ๑ และที่ ๓ ของเดือน ณ ลานวัฒนธรรม มีการรวมกลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ความช่วยเหลือต่อกันจนสามารถสร้างรายได้ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง จากการเริ่มต้นปั้นหม้อดินเผาเขียนลายบ้านเชียง ซึ่งมีงานเฉลิมฉลองมรดกโลกบ้านเชียงทุกปีแล้ว ยังฟื้นฟูอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น จากวิถีไทพวนบ้านเชียงให้เกิดขึ้น คือภาษาใช้ไทพวนการแต่งกายแบบโบราณด้วยผ้าฝ้ายย้อมและทอขึ้นเอง ซึ่งนิยมใช้สีครามหรือสีดำ เป็นเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม ผ่าหน้า ผูกเชือก แขนสามส่วน นุ่งกางเกงครึ่งแข้ง(เรียกว่า “โซ่ง”) ยาวปิดเข่าเล็กน้อย มีผ้าขาวม้าพาดบ่าและคาดเอว ส่วนผู้หญิง สวมใส่ผ้าถุงและเสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายย้อมครามเช่นเดียวกัน ต่อมาได้มีการพัฒนาลวดลายโดยใช้ลายจากภาชนะบ้านเชียง และมีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มปั้นหม้อเขียนสี กลุ่มโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม กลุ่มฟ้อนรำ กลุ่มอาหารแปรรูปกลุ่มทอผ้าย้อมคราม กลุ่มจักสาน กลุ่มมัคคุเทศก์กลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มทำเกษตรผสมผสานไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกลุ่มต่างๆ โดยนำองค์ความรู้จากทุนทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และความเป็นวิถีลาวพวนมาสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตน เช่น รำฟ้อนไทพวนแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายย้อมครามเสื้อแขนกระบอก ผ้าถุงยาวห่มสไบสีแดงและกลองยาวไทพวนชื่อวงสิบสามแสนที่สร้างความสนุกสนานแบบอีสานนอกจากนี้ยังมี “บ้านไทพวน” ดั้งเดิม และการจัดเมนูอาหาร “ข้าวผัดข่าแจ่วหอมหวานบ้านเชียง”ให้เป็นอาหารพื้นบ้านและการทอผ้าที่พัฒนาแบบลายสู่สายตาโลก เป็นต้น นับว่าเป็นชุมชนที่มีการจัดเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทำให้ชุมชนบ้านเชียงนั้นได้รับการคัดเลือกเป็นชุมชนต้นแบบของกระทรวงวัฒนธรรม โดย นางยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะได้ไปทำพิธีเปิดชุมชนแห่งนี้ และสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งมรดกโลกที่มี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง จัดแสดงวัตถุโบราณทางประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ พร้อมนิทรรศการทางประวัติศาสตร์หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีในที่เป็น พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของไทย ด้วย

พิพิธภัณฑ์ไทพวนบ้านเชียง

พิพิธภัณฑ์ไทพวนบ้านเชียง

ผังชุมชนบ้านเชียง

ผังชุมชนบ้านเชียง

ลายบ้านเชียง

ลายบ้านเชียง

ข้าวผัดข่าแจ่วหอมหวาน

ข้าวผัดข่าแจ่วหอมหวาน

ภาชนะลายบ้านเชียง

ภาชนะลายบ้านเชียง

หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน

หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน

เสื้อลายบ้านเชียง

เสื้อลายบ้านเชียง

ศูนย์ปั้นหม้อเขียนสี

ศูนย์ปั้นหม้อเขียนสี

วัดสันติวนาราม

วัดสันติวนาราม

เรียนรู้การร้อยลูกปัดดิน

เรียนรู้การร้อยลูกปัดดิน

เรียนรู้การปั้้นหม้อบ้านเชียง

เรียนรู้การปั้้นหม้อบ้านเชียง

เรียนรู้การเขียนลาย

เรียนรู้การเขียนลาย

รถเที่ยวชุมชนบ้านเชียง

รถเที่ยวชุมชนบ้านเชียง

ฟ้อนรำไทพวน

ฟ้อนรำไทพวน

ถนนสายบุญใส่บาตรเช้า

ถนนสายบุญใส่บาตรเช้า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วิถีกูยอาเจียง’ ภูมิปัญญาคนเลี้ยงช้างหนึ่งเดียวในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697352

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิถีกูยอาเจียง’  ภูมิปัญญาคนเลี้ยงช้างหนึ่งเดียวในโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิถีกูยอาเจียง’ ภูมิปัญญาคนเลี้ยงช้างหนึ่งเดียวในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บวชนาคช้าง

ด้วยกลุ่มชาวพื้นเมือง “กูย” นั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งมีความชำนาญเฉพาะตัวในการจับช้างและเลี้ยงช้างในบ้านจนกลายเป็นสมาชิกในครอบครัว  ความผูกพันระหว่างคนกับช้างนี้ได้สร้างวิถีกูยอาเจียง หรือคนเลี้ยงช้าง สืบทอดต่อจากบรรพบุรุษมางยาวนานหลายชั่วอายุคน การตามรอยสยามค้นหาวิถีชีวิตกูยอาเจียงที่บ้านหนองบัว หมู่ที่ ๑๔ ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จึงน่าสนใจด้วยเป็นชุมชนหนึ่งของชุมชนยลวิถี ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศยกย่องให้เป็น ชุมชนต้นแบบ๑๐ แห่ง ในปี ๒๕๖๕ นี้  ชุมชนบ้านหนองบัวแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหมู่บ้านช้างที่ช้างเลี้ยงมากที่สุดในไทยและในโลก ดังนั้น วิถีกลุ่มชาติพันธุ์กูยจึงเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของจังหวัดสุรินทร์

ด้วยคชศาสตร์ของชาวกูยนั้นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นภูมิสถานของชาติพันธุ์กูยกลุ่มใหญ่จนวันที่ ๑๓ มีนาคมทุกปีนั้น ประกาศเป็น “วันกูยโลก” ชาวชุมชนแห่งนี้คือภูมิปัญญาแห่งศาสตร์และศิลป์ของคนเลี้ยงช้างที่เป็นวัฒนธรรมหนึ่งเดียวและร่วมกันพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่รู้จักในโลกของช้าง ด้วยการสืบต่อภาษาถิ่นของตน คือ ภาษากูยพื้นเมือง มาจากบรรพบุรุษกูยอาเจียงจนถึงวันนี้ ทำให้เป็นสีสันทางภาษาที่ใช้สื่อสารในชุมชนและให้ช้างเลี้ยงเข้าใจได้นี้  จึงเป็นเสน่ห์ที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวนักภาษาศาสตร์พากันสนใจใคร่รู้ถึงวัฒนธรรมชาวกูยมากขึ้นจากการเครื่องแต่งกายชาวกูยคือผู้หญิง สวมเสื้อสีดำ ตัดเย็บจากผ้าไหมลายลูกแก้ว ย้อมมะเกลือสีจากธรรมชาติ ขลิบตกแต่งเล็กน้อยด้วยผ้าสีแดงให้สวยงามตามรอยตะเข็บเสื้อ ในส่วนของผ้าถุงมีสีแดงเข้มตัดเย็บจากผ้าไหมต่อเชิง และมีผ้าสไบพาดบ่าสีแดง ส่วนผู้ชายนั้นสวม เสื้อสีดำ ตัดเย็บจากผ้าไหมลายลูกแก้ว นุ่งผ้าไหมโสร่ง หรือ ผ้าไหมหางกระรอกนุ่งโจงกระเบน มีผ้าขาวม้าคาดเอวแล้ว มีพิธีเฉพาะคือรำมุดมัด (รำแกลมอ) หรือรำแม่มด

ขบวนช้างแห่กฐินเข้าวัด

จากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในรักษาโรคจากการเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นการแก้บนที่อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่คนชาวกูยเคารพนับถือ พิธีนี้มีเครื่องดนตรีพื้นเมือง เช่น กลอง ฆ้อง ซอ แคน เป็นต้นบรรเลงดนตรีสดในพิธี ส่วนการรำที่สนุกสนานนั้นเป็นการรำคล้องช้าง ที่เลียนแบบพฤติกรรม อิริยาบถต่างๆ ของช้าง มาเป็นท่ารำที่อ่อนช้อยและแข็งแกร่งเหมือนช้าง เช่น ท่าช้างเดิน ท่าช้างคว้ากิ่งไม้ ท่าช้างสลัดแมลงหรือสิ่งสกปรกออกจากตัว ท่าช้างคว้าหญ้า ท่าช้างเล่นน้ำและพ่นน้ำใส่ตัว ท่าช้างหยอกล้อและเกี้ยวพาราสี ท่าช้างเดินตั้งวง โดยมีหมอช้างหรือหมอประกำเข้ามาคล้องช้าง และรำบายศรีสู่ขวัญช้างใหม่ที่คล้องได้จากป่าเข้ามาในหมู่บ้าน เป็นต้นส่วนพิธีอันเนื่องกับช้างตามฮีตสิบสองนั้น ได้แก่ งานตักบาตรบนหลังช้างเดือนมกราคม งานจดทะเบียนสมรสและแต่งงานบนหลังช้าง (ซัตเต) เดือนกุมภาพันธ์ งานเทศกาลไหว้ครูปะกำช้างประจำปี บุญบารมีอาเจียง (ในงานบุญช้างไทย) เดือนมีนาคม งานสงกรานต์วิถีชาวกูยเดือนเมษายน งานบวชนาคช้างที่บวชผู้ชายในหมู่บ้านเดือนพฤษภาคม งานทอดกฐินช้าง โซ๊ด-ซั๊ด-เจียง (เส้นไหมผูกช้าง) เดือนตุลาคม พิธีกรรม “ปะชิ-ปะซะ” เป็นการบวชหมอช้าง เลื่อนลำดับตำแหน่งหมอช้างเดือนพฤศจิกายนและงานสวดมนต์ข้ามปีวิถีชาวกูยเดือนธันวาคม จากการที่เป็นท้องถิ่นธรรมชาติของผืนป่าทาม วังทะลุเป็นแหล่งน้ำที่ลำนำชี และแม่น้ำมูล ไหลมาพบกันจึงเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ และมีวัดป่าอาเจียงเป็นศาสนสถานที่อนุรักษ์วัฒนธรรมโบราณชาวกูยพื้นเมืองไว้ด้วย จึงทำให้เป็นชุมชนน่าเที่ยวยลวิถีจนรู้สึกได้ว่าอยาก จะบอก “ฮาย มัก ม็อง-ฉันรักคุณ” กับชาวกูยทุกคน

พิธีเปิดชุมชนคนเลี้ยงช้างต้นแบบ

พิธีเปิดชุมชนคนเลี้ยงช้างต้นแบบ

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.เปิดชุมชนต้นแบบ

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.เปิดชุมชนต้นแบบ

ขบวนแห่ของชาวกูย

ขบวนแห่ของชาวกูย

ช้างใส่บาตรตอนเช้า

ช้างใส่บาตรตอนเช้า

รำคล้องช้าง

รำคล้องช้าง

นั่งช้างท่องเที่ยว

นั่งช้างท่องเที่ยว

พิธีมุดมัด รำมอแกล หรือรำแม่มด

พิธีมุดมัด รำมอแกล หรือรำแม่มด

หมอช้างชาวกูย

หมอช้างชาวกูย

พิพิธภัณฑ์ช้าง

พิพิธภัณฑ์ช้าง

พิพิธภัณฑ์ช้างวัดป่าอาเจียง

พิพิธภัณฑ์ช้างวัดป่าอาเจียง

หมอปะกำหรือหมอช้าง

หมอปะกำหรือหมอช้าง

อาหารชาวกูย

อาหารชาวกูย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมสร้างสรรค์’ ภูมิ Soft Power ในเอเปก 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695972

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมสร้างสรรค์’ ภูมิ Soft Power ในเอเปก 2022

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัฒนธรรมสร้างสรรค์’ ภูมิ Soft Power ในเอเปก 2022

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โขนยกรบ

ในระยะนี้คงได้ยินคำว่า Soft Power อยู่บ่อยครั้ง จนสนใจใคร่รู้ว่าเป็นอย่างไร คงต้องหาต้นตอว่า ดร.โจเซฟ เนย์ (Joseph Nye) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มจำกัดคำ Soft Power ขึ้นมาอธิบายความหมายที่แท้จริงจากข้อความว่า “This second aspect of power-which occurs when one country gets other countriesto want what it wants-might be calledco-optive or soft power in contrast with the hard or command power of ordering othersto do what it wants.” ซึ่งพูดให้เข้าใจง่ายๆก็ต้องว่า มันเป็นความสามารถที่ทำให้ผู้อื่น “ต้องการ” และ “ยอมรับ” ในสิ่งที่ต้องการอย่างไรนั้นนั่นแหละ ดังนั้น จึงอยู่ที่กระบวนการหรือวิธีการสร้างสรรค์ให้“พอใจอย่างแรงกล้า” หรือ “เห็นพ้องด้วยอย่างนุ่มนวล”ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้อื่นเกิดการยอมรับด้วยความ “เต็มใจ”

ชุดผ้าไทยในประเพณี

ดังนั้น Soft Power จึงไม่ใช่การเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างที่หลายคนเข้าใจทั้งหมด แต่เป็นSoft Power ที่มีพลังความพอใจในการโน้มน้าวแบบยินดีชื่นชม โดยนำต้นทุนทางวัฒนธรรมเดิมมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในอดีตนั้นได้มีการสร้างพลังความพอใจยินดีทางวัฒนธรรมมาแล้วครั้งแรกๆ จากละครเวทีและเพลงของ หลวงวิจิตรวาทการ และภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกของ ปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นพลังพอใจยินดีที่นิยมในประเทศและต่างประเทศบ้าง จนมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมต่อกันต่อมา วันนี้การใช้วัฒนธรรมมาสร้างสรรค์รูปแบบให้ตื่นตาตื่นใจจนสามารถสอดแทรกเข้ากับผลประโยชน์หรือสร้างค่านิยมประเทศ จึงเป็นโอกาสที่การแสดงทางวัฒนธรรมนั้นจะกลายเป็น Soft Power ของประเทศในการสร้างความพอใจยินดีสิ่งดีงามของวัฒนธรรม ทำให้ประเทศเป้าหมายต่างรู้สึกต้องการโอกาสนี้และเปิดใจยอมรับด้วยความยินดีและมีความเต็มใจ ดังปรากฏจากการแสดงชุดต่างๆ ทางวัฒนธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมและเครือข่ายได้ร่วมกันสร้างสรรคจนเป็นสุดยอดของ ดังปรากฏใน การประชุมผู้นำ APEC THAILAND 2022 เมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีความสำคัญในระดับโลกขึ้นส่วนจะสามารถเปิดประตูให้เสรีทางการค้าลงทุน หรือความร่วมมือในมิติสังคม และการพัฒนาอื่นอย่างไรนั้นเป็นเรื่องข้างหน้า แต่ความสำเร็จในการแสดงทางวัฒนธรรมไทยให้เป็น Soft Power เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีต่อกันนั้นถือเป็นความสำเร็จที่งดงามมากจากการแสดงตามแนวคิด “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล Open Connect Balanceที่นำไฮไลท์มารวมบนเวทีเดียวจากการบรรเลงบทเพลงโดยวงดุริยางค์สี่เหล่าทัพ พร้อมวงดนตรีไทยร่วมสมัยของกรมศิลปากร

ดุริยางค์จากสี่เหล่าทัพ

โดยการนำของ นายธนูรักษาราษฎร์ ผู้อำนวยการกลุ่มดุริยางค์สากล สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ซึ่งมี เบิร์ด-ธงไชยแมคอินไตย์ ศิลปินยอดนิยม ร่วมกับศิลปินอื่นๆ เช่น กิต-กิตตินันท์ ชินสําราญ หรือ กิต เดอะวอยซ์ขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ บทเพลงไทย เพลงสากลและเพลงร่วมสมัย พร้อมกับการแสดง ๔ ภาคได้แก่ การฟ้อนร่ม หน้ากากผีตาโขน ฟ้อนภูไท เซิ้ง ถือบั้งไฟ เชิดพญานาค โนราห์ การแสดงโขน ศิลปะการแสดงชั้นสูงของประเทศจนทำให้เวทีนี้มีความสง่างามอลังการงานสร้าง แล้วจบด้วยบรรยากาศสุดประทับใจเมื่อ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ขับร้อง บทเพลงลอยกระทง จากผลงานสร้างสรรค์ของ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ศิลปินแห่งชาติแห่งวงสุนทราภรณ์ที่นำให้ผู้นำแต่ละประเทศร่วมกันลอยกระทง สัมผัสกับงานประเพณีที่ ดร.รุ่งธรรม ศรีวรรธนศิลป์ หัวหน้าศูนย์บริรักษ์ไทย วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชรได้นำทีมสร้างกระทงขนาดใหญ่ กระทงสาย และการไหลเรือไฟในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างหาชมได้ยาก ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมนั้นต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันต้อนรับครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและเป็นที่กล่าวขวัญต่อกันโดยเฉพาะทีมงานผู้กำกับซึ่งมี ครูตู่-นายพหลยุทธ กนิษฐบุตร รองอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, โจ้-ธีระศักดิ์ ภักดีเทวา ผู้กำกับการแสดงร่วมสมัย และผู้กำกับการแสดงอื่นๆได้ร่วมกันให้ผู้นำทั้งหมดได้รู้จักประเทศไทยภายในไม่กี่นาทีจากการแสดงทางวัฒนธรรมดังกล่าวเป็น Soft Powerที่สร้างสรรค์จนทุกคนมีความรู้สึกเดียวกันว่า “รู้สึกภูมิใจที่เราทุกคนทำเพื่อชาติไทย ให้ผู้นำ ๒๑ ประเทศได้ชมการแสดงแล้วประทับใจและสื่อให้วัฒนธรรมนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก”

เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ นักร้องยอดนิยม

เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ นักร้องยอดนิยม

ศิลปินนักร้องชั้้นนำ

ศิลปินนักร้องชั้้นนำ

เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

ผีตาโขนจากอีสาน

ผีตาโขนจากอีสาน

ผู้กำกับและนักแสดงทั้้งหมด

ผู้กำกับและนักแสดงทั้้งหมด

ผู้นำบูรไนลอยกระทง

ผู้นำบูรไนลอยกระทง

ผู้นำประเทศในเอเปก 2022

ผู้นำประเทศในเอเปก 2022

รำโนราห์จากภาคใต้

รำโนราห์จากภาคใต้

รำมโนราห์

รำมโนราห์

วงดนตรีร่วมสมัยของศิลปากร

วงดนตรีร่วมสมัยของศิลปากร

บทเพลงจากศิลปินและนักดนตรี

บทเพลงจากศิลปินและนักดนตรี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านหนองบัว’ ภูมิถิ่นชาวผู้ไทแห่งเมืองมุกดาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694540

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านหนองบัว’ ภูมิถิ่นชาวผู้ไทแห่งเมืองมุกดาหาร

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านหนองบัว’ ภูมิถิ่นชาวผู้ไทแห่งเมืองมุกดาหาร

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชุมชนต้นแบบบ้านภู

การตามรอยสยามค้นหาชุมชนต้นแบบตามกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้ประกาศยกย่องชุมชนต้นแบบยลวิถีไว้ ๑๐ แห่ง ในปี ๒๕๖๕ นั้น อาทิตย์นี้ขอนำไปหาภูมิบ้านภูมิเมืองที่ ชุมชนบ้านภู อำเภอหนองสูงซึ่งอยู่บนเนินเขาที่รายล้อมด้วยภูสลับซับซ้อน ห่างจากตัวจังหวัดมุกดาหารประมาณ ๕๗ กิโลเมตร ด้วยชุมชนแห่งนี้มีพื้นเพวัฒนธรรมของชาว “ผู้ไท” ที่เล่าขานตามประวัติศาสตร์ชุมชนว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ครั้งมีการยกทัพทำศึกสงครามกับเจ้าอนุวงศ์ อาณาจักรเวียงจันทน์นั้น ทำให้ชาวผู้ไทจำนวนหนึ่งถูกกวาดต้อนจากเมืองวังและคำอ้อคำเขียว แขวงสะหวันนะเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ข้ามแม่น้ำโขงมาลงหลักปักฐานตั้งบ้านเรือนอยู่ใน ๙ จังหวัด ของสยามในสกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ หนองคาย อำนาจเจริญ อุดรธานี ยโสธร และร้อยเอ็ดโดยกระจายตัวเป็นชุมชนผู้ไทเกือบ ๕๐๐ หมู่บ้าน และบ้านภูแห่งนี้เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่รวมตัวอยู่ใน อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๗ และเป็นหมู่บ้านที่ยังรักษาต้นทุนทางวัฒนธรรมของตนไว้ให้เห็น จึงทำให้ได้เห็นผู้หญิงเกล้าผมยาวเป็นมวยสูงตั้งตรง ใช้ผ้ามนหรือแพรมนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ผูกมวยผมไว้ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงาม ที่ผู้หญิงผู้ไทใส่ผ้าซิ่นตีนต่อมีชายขอบแถบแดง ทอเป็นหมี่สาดย้อมครามจนเกือบเป็นสีดำ มีลวดลายหมี่ปลา หมี่ตุ้ม หมี่กระจัง หมี่ข้อแทรกลายขั้น ตัวเสื้อติดกระดุมธรรมดา กระดุมเงินหรือเงินเหรียญเก่า มี “ผ้าจ่อง” เป็นผ้าห่มผืนเล็กไว้ห่มกันหนาว หรือคลุมไหล่ทับเสื้อที่ปล่อยแขนเป็นสามส่วนอยู่ ส่วนผู้ชายใส่เสื้อผ้าผ่ากลางอก นุ่งโสร่ง หรือกางเกงม่อฮ่อม เอวคาดผ้าขาวม้าและพันผ้าที่ศรีษะ อันเป็นการแต่งกายประจำพื้นถิ่นของชาวผู้ไท ชุมชนบ้านภูนี้มีบ้านเรือนปลูกอาศัยรวมตัวเป็นกลุ่มตามถนนคอนกรีต ๕ สาย ที่แยกซอยเป็นตาข่ายเชื่อมโยงให้ติดต่อกันได้สะดวกสบายถัดจากเนินที่ตั้งหมู่บ้านนั้นเป็นพื้นที่ราบลุ่มเชิงภูที่มีลำห้วยกระเบียนเป็นแม่น้ำสายสำคัญสำหรับใช้น้ำทำนาและทำการเกษตรปลูกผืชผักสวนครัวโดยทำนาข้าวเหนียวสำหรับเก็บไว้กิน ส่วนนาข้าวเจ้านั้นทำเพื่อส่งขาย ชาวผู้ไทแห่งนี้เป็นกลุ่มชนมีวิถีชีวิตเรียบง่าย มีความขยันหมั่นเพียร รู้จักอดออม เอื้ออารี มีลักษณะเด่นด้านถักทอผ้า ที่มีเอกลักษณ์ของชุมชน และเป็นสินค้าหัตถกรรมจากวัฒนธรรมจนเป็นรายได้ จากการท่องเที่ยวบ้านภูที่ยึดมั่นในการ “อนุรักษ์วัฒนธรรม สัมผัสวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ จัดการโดยชุมชนคนบ้านเฮา”ซึ่งต้องชื่นชมกับกระบวนจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ร่วมมือกันสร้างความสัมพันธ์และโครงสร้างกรรมการหมู่บ้านที่มาแบ่งหน้าที่จัดการ ๖ ฝ่าย คือ ฝ่ายแม่ครัว ฝ่ายปฏิคม ฝ่ายการเงินและบัญชีฝ่ายดนตรี ฝ่ายการแสดง และฝ่ายบริหารจัดการ ที่นำพาให้ชุมชนของชาวผู้ไทแห่งนี้ได้รับการประกาศยกย่องอยู่หลายโครงการ ด้วยเหตุที่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ นั้นได้มีคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรได้เข้ามาทำการวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของชาวผู้ไทบ้านภู ซึ่งมีศิลปะโบสถ์วัดศรีนันทารามหนึ่งเดียวจากบรรพบุรุษ จนส่งผลให้ชาวบ้านตื่นตัวเห็นความสำคัญของประเพณี และวัฒนธรรมของตนเองที่ปฏิบัติกันมาสามารถนำมาปรับให้เป็นสินค้าท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้

ในพิธีเปิดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี”เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมานี้ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับจังหวัดมุกดาหาร และคณะรับการต้อนรับจากชุมชนที่จัดขบวนแห่กลองตุ้ม พาสู่ลานวัฒนธรรมกลางที่หมู่บ้านใช้จัดกิจกรรมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน ผ่านการพิธีบายศรีสู่ขวัญแบบชาวผู้ไท ผ่านการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ทำบุญใส่บาตรตอนเช้า รับประทานอาหารพาแลง และพักค้างคืนโฮมสเตย์ที่เจ้าบ้านจัดไว้ต้อนรับ ซึ่งมีประมาณ ๖๑ หลัง ซึ่งมีข้อห้ามการปฏิบัติตัวในเรื่อง ห้ามส่งเสียงดังหลัง ๒๒.๐๐-๐๕.๐๐ น.ห้ามพูดคำหยาบ ห้ามลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ห้ามทำในสิ่งที่เป็นการล่วงเกินผู้หญิงในหมู่บ้าน เช่น การจับมือ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมของชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตเชิงสร้างสรรค์ โดยไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่มสุราและไม่เสพยาเสพติด ดังนั้นการได้พักที่ชุมชนแห่งนี้จึงนำพาไปยังแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อยู่รอบหมู่บ้านได้แก่ ถ้ำจำปาภูผากูด เจดีย์ชัยมงคล วัดภูถ้ำโสม เจดีย์หลวงปู่เหล้าเขมปัตโต เป็นต้น เป็นความสุขของการเที่ยวชุมชนยลวิถีจากต้นทุนวัฒนธรรมและการนำสิ่งดีงามมาสร้างสรรค์ให้เกิดรายได้จนประทับใจไม่รู้ลืมได้เลย

พระประธานวัดศรีนันทาราม

พระประธานวัดศรีนันทาราม

ขบวนแห่กลองตุ้ม

ขบวนแห่กลองตุ้ม

การแต่งกายของสาวผู้ไท

การแต่งกายของสาวผู้ไท

สาวผู้ไทบ้านภู

สาวผู้ไทบ้านภู

วิถีการผ้าทอผู้ไท

วิถีการผ้าทอผู้ไท

รำผู้ไทบ้านภู

รำผู้ไทบ้านภู

แม่ลูกชาวชาวผู้ไท

แม่ลูกชาวชาวผู้ไท

พิธีเปิดชุมชนยลวิถี

พิธีเปิดชุมชนยลวิถี

ตำราใบลานเก่าของหมู่บ้าน

ตำราใบลานเก่าของหมู่บ้าน

สำรับอาหารผู้ไท

สำรับอาหารผู้ไท