ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศาสนิกสัมพันธ์’ภูมิพหุวัฒนธรรมจากศาสนาของแผ่นดิน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศาสนิกสัมพันธ์’ภูมิพหุวัฒนธรรมจากศาสนาของแผ่นดิน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ศาสนิกสัมพันธ์’ภูมิพหุวัฒนธรรมจากศาสนาของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประธานพิธีกับผู้นำศาสนา

ด้วยกิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ของกรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดย พระครูอนุกูลศาสนกิจ เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา ประธานฝ่ายสงฆ์ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพลสุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นายโกวิท ผกามาศอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายปรทีบ การมิตรีรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้แทนองค์การทางศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และเครือข่าย 

ศาสนิกสัมพันธ์จากทุกศาสนา

ได้ร่วมกันนำเครื่องสมณบริขารถวายแด่พระภิกษุ สามเณร และมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคแก่ชาวบ้าน พร้อมเยี่ยมเยียนให้กำลังใจศิลปินพื้นบ้าน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยาที่ผ่านมาที่วัดท่าการ้อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการศาสนิกสัมพันธ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ได้มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคจำนวน ๑,๑๐๐ ชุด ให้แก่ผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม อันเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างผู้นำศาสนากับศาสนิกชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบภัยในพื้นที่หมู่ ๔, ๖ และ ๗ ตำบลบ้านป้อม อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา และหมู่ ๑, ๒ ตำบลไม้ตรา อำเภอบางไทร เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติในเบื้องต้นและได้เยี่ยมเยียนศาสนสถานต่างๆ ซึ่งอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยานั้นมีโบราณสถานอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบจำนวน ๓๙๔ แห่ง อยู่ในเกาะเมือง ๑๘๙ แห่ง อยู่นอกเกาะเมือง ๒๐๕ แห่ง ในปี ๒๕๖๕ นี้มีโบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ๘๓ แห่งคือ ในเกาะเมือง ๓ แห่ง และนอกเกาะเมือง ๘๐ แห่งในการป้องกันโบราณสถานจากอุทกภัยนั้น 

ผู้นำศาสนาร่วมมอบสิ่งของ

กรมศิลปากรได้ร่วมมือกับทางจังหวัด วัด ศาสนสถาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน ๒ พื้นที่หลักได้ร่วมกันเฝ้าระวังและดูแล ดังนั้น โครงการศาสนิกสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ จึงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกชน ทั้งผู้นับถือศาสนาเดียวกันและต่างศาสนา ที่ร่วมกันสานสัมพันธ์ความเป็นหนึ่งเดียวกันตามวิถีของศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีที่ดีงามให้มีความรัก ความสามัคคี มีความสมานฉันท์ สร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน จนสร้างความร่วมมือต่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกิจกรรมดังกล่าวนั้นนับเป็นการอยู่ร่วมในสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีความแตกต่างทางด้านวิธีคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติโดยเฉพาะเรื่องของศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อความศรัทธาที่แต่ละคนต่างได้รับการอบรมสั่งสอนตามพ่อแม่และบรรพบุรุษที่สืบสานปฏิบัติสืบต่อกันมานาน

ปลัดวธ.เยี่ยมเจ้าอาวาสวัด

ดังนั้น โลกทัศน์ของการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ อันนำไปสู่การเคารพในการปฏิบัติที่แตกต่างของศาสนิกชน แต่ละศาสนาในที่สุด ด้วยสังคมไทยมีความหลากหลายในการนับถือศาสนาซึ่งมีวิถีปฏิบัติเฉพาะตน แต่ด้วยความสามัคคีและมีสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจจึงทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุขและสมานฉันท์ ซึ่งต่างเชื่อมั่นถึงคุณงามความดีตามหลักธรรมคำสอนของแต่ละศาสนาดังนั้น ศาสนาจึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและหมั่นศึกษาใฝ่เรียนรู้ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหลักคำสอนที่ถูกต้องในศาสนาของตน และนำพาไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันอันเป็นพลังสำคัญให้ชีวิตไปสู่ “สันติสุข” และ “สันติภาพ” ในสังคม 

ผู้บริหารของกระทรวงวัฒนธรรม

โดยทุกองค์การศาสนาในประเทศไทยได้ร่วมกันส่งเสริมให้ศาสนิกชนนำหลักธรรมทางศาสนาไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันเพื่อให้ศาสนิกชนเป็นคนดี มีคุณธรรม ร่วมเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำพาให้ประเทศมีความสงบร่มเย็นยั่งยืนนาน สำหรับการดำเนินงานด้านศาสนาในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ นั้นนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ได้มีนโยบาย “๙ ดี ๑๒ เดือน ๑๒ เด่น นำธรรมะสู่ใจประชาชน” โดยมุ่งขับเคลื่อนให้วัดและศาสนสถานทุกศาสนา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของประชาชน และใช้สื่อเทคโนโลยีและกิจกรรมทางศาสนาสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนและประชาชน เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมทุกช่วงวัย และร่วมกันพัฒนาวัด ศาสนสถานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้มีรายได้จากต้นทุนวัฒนธรรมทางศาสนาในอนาคต 

แนวป้องกันน้ำท่วม

แนวป้องกันน้ำท่วม

สิ่งของบรรเทาภัยเบื้องต้น

สิ่งของบรรเทาภัยเบื้องต้น

รมว.วธ.ตรวจความเสียหายโบราณสถาน

รมว.วธ.ตรวจความเสียหายโบราณสถาน

มอบสิ่งของช่วยเหลือ

มอบสิ่งของช่วยเหลือ

บริเวณนำ้ท่วม

บริเวณนำ้ท่วม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระธาตุหริภุญชัย’ ปฐมภูมิถวายประทีปโคมไฟบูชาแสนดวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691715

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระธาตุหริภุญชัย’  ปฐมภูมิถวายประทีปโคมไฟบูชาแสนดวง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระธาตุหริภุญชัย’ ปฐมภูมิถวายประทีปโคมไฟบูชาแสนดวง

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พระธาตุหริภุญชัยในอดีต

ด้วยแคว้นหริภุญชัย เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือของไทย คือ จังหวัดลำพูน ในตำนานจามเทวีวงศ์ได้บันทึกไว้ว่า ฤๅษีวาสุเทพ เป็นผู้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้นในปี พ.ศ.๑๓๑๐ จากนั้นได้ทูลเชิญพระนางจามเทวี ธิดาแห่งเมืองละโว้ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัย การเดินทางคราวนั้นพระนางฯได้นำพระภิกษุ นักปราชญ์ และช่างต่างๆ จากเมืองละโว้ไปด้วยจำนวนมาก พระนางฯได้ทำนุบำรุงและก่อสร้างศิลปกรรมจนเมืองหริภุญชัยเป็นแคว้นใหญ่ที่อุดมด้วยศิลปวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ต่อมาพระนางฯได้สร้างเขลางค์นคร คือเมืองลำปาง ขึ้นอีกเมืองหนึ่งเชื่อว่าสมัยนั้นได้มีการใช้ภาษามอญโบราณด้วยปรากฏมีจารึก ๗ หลัก ในหริภุญชัย หนังสือหมานซูของจีนสมัยราชวงศ์ถังนั้นได้กล่าวถึงนครหริภุญชัยไว้ว่าเป็น “อาณาจักรของพระราชินี (女王國หนี่ว์ หวัง กว๋อ) ซึ่งมีราชวงศ์สืบต่อครองเมืองมาจน พ.ศ.๑๘๒๔ พญามังรายมหาราช ผู้ครองแคว้นล้านนาได้ยกกำลังเข้าเอาเมืองหริภุญชัยจากพญายีบาได้แคว้นหริภุญชัยจึงสิ้นสุดลงหลังจากได้เจริญรุ่งเรืองมาได้ ๖๑๙ ปีมีเจ้าผู้ครองเมือง ๔๙ องค์ สำหรับสิ่งที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวหริภุญชัยในปัจจุบันนี้คือพระธาตุหริภุญชัย ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.๑๖๕๑ โดยเจ้าอทิตยราช ผู้ครองหริภุญชัย องค์ที่ ๓๓ ได้อุทิศวังให้สร้างเป็นวัดขึ้น โดยรื้อกำแพงชั้นนอกออกแล้วปั้นสิงห์ขนาดใหญ่คู่หนึ่งอยู่ที่ซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก ส่วนรอบบริเวณวัดชั้นในได้ก่อกำแพงเป็นศาลาบาตรรอบองค์พระธาตุหริภุญชัยเป็นกำแพงชั้นในอีกชั้นหนึ่ง ตรงกลางสร้างพระธาตุเจดีย์บรรจุพระเกศบรมธาตุบรรจุในโกศทองคำ เป็นเจดีย์ฐานปัทม์ ฐานบัวลูกแก้ว ย่อเก็จ ฐานเขียงกลมสามชั้นตั้งรับองค์ระฆังกลม มีฐานบัลลังก์ย่อเหลี่ยม ขนาดสูง ๒๕ วา ๒ ศอกฐานกว้าง ๑๒ วา ๒ ศอก ๑ คืบ มีสัตติบัญชร คือรั้วเหล็กและรั้วทองเหลืองล้อมองค์พระธาตุสองชั้น มีสำเภาทองประดิษฐานอยู่ประจำรั้วชั้นนอก ทิศเหนือและทิศใต้มีซุ้มกุมภัณฑ์ มีฉัตรประจำสี่มุม และหอคอย ๔ หอประจำทุกด้าน โดยอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานนั่งทุกหอ ด้านหน้าองค์พระธาตุมีวิหารหลวงหลังใหญ่มีระเบียงรอบด้านและมีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่แทนวิหารหลังเก่าซึ่งถูกพายุพัดพังทลายไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖

เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในร.๕

ด้วยเป็นพระธาตุสำคัญและมีโคมประทีป และแท่นบูชาก่อประจำไว้สำหรับสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งในอดีตนั้น เจ้าผู้ครองนครทุกพระองค์ได้ทำการถวายประทีปโคมไฟบูชาองค์พระธาตุสำคัญแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ.๑๖๕๒สืบต่อกันมาในราชวงศ์ผู้ครองนคร และหลังสุด พ.ศ. ๒๔๕๒ เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จมาเยี่ยมพระญาติเจ้านายเมืองลำพูน ได้ถวายผ้าไตรและประทีปพันดวงบูชาพระธาตุ ต่อมากว่า ๑๐๐ ปีวัดจึงได้เริ่มฟื้นฟูการถวายประทีปโคมไฟบูชาองค์พระธาตุขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๕ ในโอกาสที่มีการเฉลิมฉลองพุทธชยันตี และสืบต่อประเพณีอันดีงามแต่กาลก่อนจนเป็นงานสำคัญของคนทั้งเมือง โดยวัดพระธาตุหริภุญชัยและเทศบาลนครฯได้ร่วมกันจัดโคมให้ชาวพุทธและนักท่องเที่ยวกว่า ๒๒๐,๐๐๐ ดวง เป็นการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้กับชุมชนต่างๆ ร่วมกันทำโคม ทำสวยดอก คือกรวยดอกไม้ ส่งให้วัดเพื่อให้พุทธศาสนิกชนนำไปบูชา โดยมีศิลปินพื้นบ้าน ทุกแขนงมาแสดงถวายเป็นพุทธบูชา จนเป็นงานที่สร้างบุญที่สร้างสีสันจากโคมไฟหลากสีนับแสนดวงซึ่งทำให้วัดต่างๆ และชุมชนทั้งเมืองได้ร่วมกันเตรียมพร้อมกับมาตรการการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (“NewNormal) จนถึงวันยี่เป็ง ในคืนวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้เป็นประธานพิธีถวายโคมแสนดวง “เทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน” ณ บริเวณลานวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร และวันเดียวกันบริเวณอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี เทศบาลเมืองลำพูน ได้จัดงานเช่นเดียวกันตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๒๒.๐๐ น. ทำให้รอบเมืองเก่านั้นมีสีสันของโคมแสนดวงงดงามไปพร้อมกับการแสดงทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาและการสืบทอดประเพณีที่ดีงามของเป็นเมืองสร้างสรรค์และการสร้างรายได้โดยชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจรายได้จากต้นทุนทางวัฒนธรรมโคมไปแสนดวงหนึ่งเดียวไปสู่การสร้างสรรค์สินค้าและการบริการ ที่หวังว่าในประเพณีเดือนยี่เป็งนี้จะเป็นวัฒนธรรมร่วมในอาเซียนที่ให้ชาวโลกรู้จักและมาเที่ยวกันมากขึ้น

พระธาตุหริภุญชัย

พระธาตุหริภุญชัย

องค์พระธาตุหริภุญชัย

องค์พระธาตุหริภุญชัย

สิงห์คู่หน้าซุ้มโขง

สิงห์คู่หน้าซุ้มโขง

ผังเมืองหริภุญชัย

ผังเมืองหริภุญชัย

ผังเมืองลำพูนปัจจุบัน

ผังเมืองลำพูนปัจจุบัน

ผังวัดพระธาตุหริภุญชัย

ผังวัดพระธาตุหริภุญชัย

ประทีปโคมแสนดวง

ประทีปโคมแสนดวง

แห่โคมประทีปอันงาม

แห่โคมประทีปอันงาม

สักการะพระธาตุองค์สำคัญ

สักการะพระธาตุองค์สำคัญ

รำโคมบูชา

รำโคมบูชา

ประธานพิธีและคณะเจ้าภาพโคมประทีป

ประธานพิธีและคณะเจ้าภาพโคมประทีป

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ ภูมิการเรียนรู้ใหม่ของชุมชนคนพิพิธภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690271

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’  ภูมิการเรียนรู้ใหม่ของชุมชนคนพิพิธภัณฑ์

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น’ ภูมิการเรียนรู้ใหม่ของชุมชนคนพิพิธภัณฑ์

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกร ทัพรังษี ปาฐกกถาพิเศษ

วันที่ ๓ พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ มีงานสำคัญที่น่าสนใจใคร่รู้จากงาน Infocomm South East Asia ที่ศูนย์การค้าไบเทค บางนา ซึ่งเป็นงานระดับนานาชาติที่ร่วมกันนำความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของโลกในอนาคต ที่ต้องใช้เครื่องมือต่างๆ จากตัวอย่างของงานในการนำเสนอสาระความรู้จากพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำระบบ Ar และ AV มาใช้กันบ้างแล้ว แม้จะตื่นตาตื่นใจกับเทคโนโลยีของสักแค่ไหนก็ตาม แต่เรื่องของการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเนื้อหาสาระได้ทันสมัยนั้น ก็ยังต้องนำข้อมูลจาก BIG DATA ให้สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้มากขึ้น ดังนั้นสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย โดย นายชาญณรงค์พุ่มบ้านเช่า นายกสมาคมฯ จึงได้สร้างบทบาททางวิชาการขึ้นโดยมีการนำเสนอเรื่อง “โลกดิจิทัลเสมือนจริง สร้างทุกสิ่งในพิพิธภัณฑ์ (Metaverse and Augumented Digtal World For Museums) โดย Mr.Matt Deayton โดยมีการยกย่องพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ต้นแบบจากทั่วประเทศรับรางวัลพิพิธภัณฑ์สรรเสริญ งานนี้ นางยุถิกาอิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนจากปลัดกระทรวงฯ ผู้เป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (ICOM) ได้เป็นประธานพิธีในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งได้ให้ความเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมมีภาระในการส่งเสริมการเรียนรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์ การจัดการองค์ความรู้และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ด้วยมีแหล่งเรียนรู้ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรมอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ เช่น พิพิธภัณฑ์ อุทยานประวัติศาสตร์ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ เป็นต้น จึงมีความยินดีที่มีพิพิธภัณฑ์จากหลายภาคส่วนได้มาร่วมกันให้ความสำคัญของการเพิ่มพูนทักษะความรู้ความสามารถของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานในพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของแต่ละแห่งที่ได้ส่งเสริมและพัฒนากิจการพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเองเพื่อการเรียนรู้มาโดยตลอด และนายกร ทัพพะรังสีอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษถึง“ก้าวสู่โลกพิพิธภัณฑ์ ย้อนภาพฝันประวัติศาสตร์ไทย-Thai hidtory Chapter Minus 1 ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ย้อนไปถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จากพิมายก่อนมี สุโขทัย และราชวงศ์กษัตริย์ในปัจจุบัน

กร ทัพรังสี

ด้วยเหตุที่พิพิธภัณฑ์ได้เกิดขึ้นได้เองตามความสนใจและมีเนื้อหาสาระเฉพาะเรื่องนั้นได้เกิดขึ้นจำนวนมากอยู่ทั่วประเทศ นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในระบบราชการ ล้วนตอบสนองการเรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่นและชุมชนของตน ได้เกิดขึ้นมากมายด้วยทุนของตนเอง ต่างมีองค์ความรู้เฉพาะเรื่องที่
น่าสนใจ ซึ่งเป็นการเปิดกว้างในการสร้างแหล่งเรียนรู้ตามที่มี พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ อุทยานประวัติศาสตร์ อุทยานธรรมชาติ ห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ ฯลฯ ในท้องถิ่นทั่วประเทศ ดังนั้นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนและท้องถิ่น จึงมีการพัฒนาหรือการสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่นและชุมชนกันอย่างกว้างขวางมาจนทุกวันนี้ดังนั้นจึงมีพัฒนาหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นจากคนรักชอบหรือคำทำพิพิธภัณฑ์ ทำแหล่งเรียนรู้ ด้วยการถอดบทเรียนจากฐานข้อมูลของตนให้เป็นองค์ความรู้มากขึ้น หลายแห่งเป็นที่น่าสนใจใคร่รู้ หลายแห่งประสบความสำเร็จในการนำเสนอสาระข้อมูลและมีกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตว่า นักท่องเที่ยวจะสนใจใฝ่รู้หรือมีการใช้สื่อออนไลน์แบบใดที่สร้างความสนใจให้คนรับรู้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาและท้าทายความสามารถของคนทำพิพิธภัณฑ์ คนสร้างแหล่งเรียนรู้ ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีบุคคลผู้มีคุณูปการและบทบาทต่อกิจการพิพิธภัณฑ์ กิจการแหล่งเรียนรู้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ต่างมีใจทุ่มเทตนเองมากขึ้น จนทำให้เป็นบทบาทขององค์ความรู้ในการศึกษาเรียนรู้ของผู้คนมากขึ้น

รางวัลพิพิธภัณฑ์สดุดี

รางวัลพิพิธภัณฑ์สดุดี

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์

เครือข่ายพิพิธภัณฑ์

เสวนาวิชาการ

เสวนาวิชาการ

วิทยากรเสวนา

วิทยากรเสวนา

รางวัลพิพิธภัณฑ์สรรเสริญ

รางวัลพิพิธภัณฑ์สรรเสริญ

ยุถิกา อิศรางกูรฯ รองปลัดวธ.กับคนพิพิธภัณฑ์

ยุถิกา อิศรางกูรฯ รองปลัดวธ.กับคนพิพิธภัณฑ์

แมท เดย์ตัน บรรยายโลกดิจิทัลเสมือนจริง

แมท เดย์ตัน บรรยายโลกดิจิทัลเสมือนจริง

ผู้มีคุณูปการกิจการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้

ผู้มีคุณูปการกิจการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้

งานอินโฟคอมที่ไบเทค

งานอินโฟคอมที่ไบเทค

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์วัดพระรูป’ แหล่งเรียนรู้อารยธรรมสุพรรณภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688962

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์วัดพระรูป’ แหล่งเรียนรู้อารยธรรมสุพรรณภูมิ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พิพิธภัณฑ์วัดพระรูป’ แหล่งเรียนรู้อารยธรรมสุพรรณภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภายในพิพิธภัณฑ์

การจัดพิพิธภัณฑ์ให้เกิดความสนใจใคร่รู้แม้มีการจัดทำมาช้านาน ก็ยังเชื่อว่าการเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์นั้นจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น จากการติดตามโครงการวิจัยเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เหมาะสมกับสังคมไทยในศตวรรษที่ ๒๑” ของสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น อาทิตย์นี้จึงไปร่วมในความสำเร็จของการถอดบทเรียนว่าด้วยการพัฒนาพิพิธภัณฑ์วัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ต้นแบบในการเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต จนทำให้มองเห็นประโยชน์ทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการนำไปใช้ในลักษณะของการต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคตของพิพิธภัณฑ์วัดและท้องถิ่นขนาดเล็ก…โครงการนี้มี ดร.สิโรตม์ ภินันท์รัชตธร เป็นหัวหน้าโครงการและคณะวิจัย โดย ผศ.ดร.เสาวธาร โพธิกลัดผอ.สถาบันไทยคดีศึกษา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้สนับสนุนโครงการ ซึ่งทำให้มีการศึกษาประเด็นทางวิชาการ สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน และเอื้อให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ที่สอดคล้องกับยุคสมัยและเทคโนโลยีโดยเฉพาะการจัดการโบราณวัตถุ สิ่งของต่างๆ ที่วัดและท้องถิ่นได้เก็บรักษาไว้นั้น ให้สามารถสร้างองค์ความรู้ สะท้อนถึงภูมิปัญญา การเล่าเรื่องและการรักษาคุณค่าให้ยั่งยืนสืบไป  ด้วยเหตุที่วัดพระรูปนั้นมีต้นทุนเดิมของแหล่งโบราณวัตถุของวัดสำคัญอยู่แล้ว จึงทำให้โครงการนี้สำเร็จได้สาระความรู้ ซึ่งมีผลงานศึกษา ๒ เล่มเผยแพร่

เจดีย์ศิลปอู่ทอง

วัดพระรูปแห่งนี้ เป็นวัดขนาดเล็กอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีนถนนขุนช้าง ในท้องที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ตรงกันข้ามกับตัวตลาดสุพรรณบุรีปัจจุบัน มีโบราณสถานที่อยู่ในวัดพระรูปนี้ มีเจดีย์เก่าแก่ทรงแปดเหลี่ยมยอดระฆังกลมซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมที่นิยมในศิลปะสุพรรณภูมิหรืออู่ทอง ในราวก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หลังจากการขุดแต่งบูรณะเจดีย์โดยกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ นั้น ได้พบซากอิฐซึ่งเป็นรากฐานองค์เจดีย์เดิมที่มีมาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ภายหลังนั้นน่าจะสร้างเจดีย์ขึ้นบนฐานเจดีย์เดิมในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙โดยฉาบปูนทับและปั้นลายปูนปั้นใหม่ ก่อนกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพระรูปในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ จึงเป็นวัดสำคัญที่มีโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญของวัดอยู่คือ แผ่นไม้จำหลักลายพระพุทธบาท หนึ่งเดียว ศิลปกรรมแบบอู่ทอง ที่งดงามมากไว้ด้วย พระพุทธบาทนี้มีขนาดกว้างประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑ เมตร๘๐ เซนติเมตร ด้านหลังสลักเป็นรูปผจญมารอีกทั้งยังมีซากเจดีย์ที่ยังไม่ได้รับการขุดแต่งและบูรณะในบริเวณวัดอีกหลายองค์ วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ ศิลปกรรมอู่ทองและศาลาเก๋งจีน

ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด ผอ.สถาบันไทยคดีศึกษา

ก่อนนั้น พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (ดี จตฺตมโล)หรือหลวงพ่อดี อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวสุพรรณบุรี ได้มีดำริและจัดพิพิธภัณฑ์ให้ความสำคัญกับวัดและท้องถิ่น ซึ่งได้ร่วมกับชาวบ้านชุมชนวัดพระรูป สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๓ ครั้งนั้นได้ปรับพื้นที่ชั้นบนเป็นที่จัดแสดงพระพุทธบาทไม้และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ไว้เป็นเบื้องต้น จนถึงปี พ.ศ.๒๕๖๑วัดโดย พระครูสังฆรักษ์วุฒิพันธุ์ สิริธโร (เพ็งสุวรรณ)เจ้าอาวาสวัดพระรูป ได้ฟื้นฟูการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดพระรูปขึ้นจาก คณะกรรมการและชาวชุมชนวัดพระรูป ตลอดจน เครือข่ายชมรมนักโบราณคดี (สมัครเล่น) เมืองสุพรรณ ที่ต่างต้องการฟื้นฟูและสืบสานงานพิพิธภัณฑ์ที่พระครูสุนทรสุวรรณกิจ (หลวงพ่อดี) ได้ทำไว้ จนได้รับการสนับสนุนงานวิชาการจากคณะนักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ร่วมกันถอดบทเรียนและจัดพิพิธภัณฑ์วัดพระรูปให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบที่เหมาะสมสำหรับวัดและท้องถิ่นที่สนใจจะจัดพิพิธภัณฑ์ของตนเองในอนาคต

การเสวนาวิชาการ

การเสวนาวิชาการ

อาคารพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

อาคารพิพิธภัณฑ์วัดพระรูป

สมุดไทย

สมุดไทย

ระฆังสมัยอยุธยา พ.ศ.๒๒๔๒

ระฆังสมัยอยุธยา พ.ศ.๒๒๔๒

พระพุทธรูปในพิพิธภัณฑ์

พระพุทธรูปในพิพิธภัณฑ์

พระนอนศิลปะอู่ทอง

พระนอนศิลปะอู่ทอง

พระครูสังฆรักษ์วุฒิพันธ์ สิริธโร

พระครูสังฆรักษ์วุฒิพันธ์ สิริธโร

แผ่นไม้จำหลัก มารผจญ

แผ่นไม้จำหลัก มารผจญ

นำชมโดย ดร.สิโรตม์ ภินันท์รัชตธร เจ้าของโครงการ

นำชมโดย ดร.สิโรตม์ ภินันท์รัชตธร เจ้าของโครงการ

นักวิจัยและเครือข่ายชุมชนวัดพระรูป

นักวิจัยและเครือข่ายชุมชนวัดพระรูป

นักวิจัยของโครงการ

นักวิจัยของโครงการ

ธรรมาสน์ของวัด

ธรรมาสน์ของวัด

เครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้

เครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วันปิยมหาราช’ ภูมิความจงรักภักดีแห่งแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688089

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันปิยมหาราช’ ภูมิความจงรักภักดีแห่งแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันปิยมหาราช’ ภูมิความจงรักภักดีแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พิธีถวายบังคมในอดีต

วันที่ ๒๓ ตุลาคม เป็นวันปิยมหาราช ที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันสำคัญของชาติและกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ด้วยความสำนึกในพระองค์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณนานานัปการ ทรงปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ทุกหมู่เหล่าจึงได้ถวายพระราชสมัญญานามพระองค์ว่า“พระปิยมหาราช” และได้พากันพร้อมใจกันบริจาคเงินเพื่อสร้าง “พระบรมรูปทรงม้า” ขึ้นเป็นอนุสรณ์ตามที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริไว้แต่ครั้ง พ.ศ.๒๔๔๖ โดยมีการสร้างพระบรมรูปทรงม้าในการทำเป็นซุ้มประตูทางเข้าพระราชวังดุสิตที่สร้างขึ้นใหม่ โดยทรงเห็นชอบกับความคิดของพระยาสุริยานุวัตร์ ตามพระราชประสงค์ที่ใช้เงินบริจาคที่เหลือจากงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๕๐ พรรษา ที่รวบรวมได้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ ภายหลังเมื่อพระองค์เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อพ.ศ.๒๔๕๐ จึงสานต่อแนวคิดพระบรมรูปทรงม้าโดยนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นที่กรุงปารีส การสร้างพระบรมรูปทรงม้าครั้งนี้พระองค์เสด็จไปทำการตกลงการสร้างและเลือกชนิดโลหะด้วยพระองค์เอง ขณะที่พระองค์เสด็จประทับอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พระองค์ได้เสด็จประทับเป็นแบบให้ช่างปั้นชื่อ จอร์จ เซาโล(Georges Saulo) นายช่างชาวฝรั่งเศส ของ บริษัทซุซ แฟรส์ ฟองเดอร์ (Susse Frères Fondeur)ปั้นหุ่น และขยายแบบหล่อขึ้นที่บริษัทแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๐ เมื่อพระบรมรูปหล่อสำเร็จเรียบร้อยแล้วได้แยกชิ้นส่วนส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑อันเป็นเวลาพอดีกับงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสเถลิงถวัลยราชสมบัติ๔๐ ปี เมื่ออัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าขึ้นประกอบประดิษฐานกลางลานหน้าพระราชวังดุสิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมรูปทรงม้านี้ด้วยพระองค์เอง พระบรมรูปทรงม้านี้หล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ ยึดติดกับแท่นทองบรอนซ์ เป็นที่ม้ายืนหนาประมาณ ๒๕ เซนติเมตร ประดิษฐานบนแท่นรองทำด้วยหินอ่อน สูง ๖ เมตร กว้าง ๒ เมตร ยาว๕ เมตร ห่างจากฐานของแท่นออกมานั้น มีโซ่ขึงล้อมรอบกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๑ เมตร ตรงฐานด้านขวามีอักษรโรมัน ภาษาฝรั่งเศสจารึกชื่อช่างปั้นและช่างหล่อไว้ว่า C.MASSON SEULP 1908 และ G.Paupg Statuare และด้านซ้ายเป็นชื่อบริษัทที่ทำการหล่อพระบรมรูปทรงม้าว่า SUSSE Fres FONDEURS. PARIS สำหรับแท่นศิลาอ่อนด้านหน้ามีแผ่นโลหะจารึกอักษรไทย ติดประดับแสดงพระบรมราชประวัติและพระเกียรติคุณ ลงท้ายด้วยคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ยืนนาน ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า“พระองค์คือบุพการีของราษฎรเพราะเหตุเหล่านี้แผ่นดินของพระองค์ จึ่งยงยิ่งด้วยความสถาพรรุ่งเรืองงาม มหาชนชาวสยามถึงความศุขเกษมล่วงล้ำอดีตสมัยที่ได้ปรากฏมา พระองค์จึ่งเปนปิยมหาราชที่รักของมหาชนทั่วไป”

ภาพต้นแบบชุดทรงม้า

ดังนั้น พระบรมรูปทรงม้าจึงเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เป็นอนุสาวรีย์บุคคลแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในขณะที่บุคคลนั้นยังมีชีวิต นับเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวสยามได้ร่วมกันเรี่ยไรสมทบทุนสร้าง ส่วนเงินที่เหลือเป็นจำนวนมากหลังจากการสร้างนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้นำไปสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นซึ่งมีนามตามพระปรมาภิไธยว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของสยามปัจจุบันอนุสาวรีย์แห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการสร้างอนุสรณ์สถาน และพระบรมรูปของพระองค์ในสถานที่สำคัญหลายแห่งทั่วประเทศ ทุกปีจึงมีการถวายความจงรักภักดีในวันปิยมหาราชสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

วันเปิดพระบรมรูปทรงม้า

วันเปิดพระบรมรูปทรงม้า

ร.๕ ทรงเปิดพระบรมรูปทรงม้า

ร.๕ ทรงเปิดพระบรมรูปทรงม้า

พิธีถวายบังคม

พิธีถวายบังคม

การปั้้นหุ่นพระบรมรูปทรงม้า

การปั้้นหุ่นพระบรมรูปทรงม้า

หล่อพระบรมรูปทรงม้า

หล่อพระบรมรูปทรงม้า

ลานพระราชวังดุสิต

ลานพระราชวังดุสิต

รัชกาลที่ ๕ ทรงเปิดพระบรมรูปฯ

รัชกาลที่ ๕ ทรงเปิดพระบรมรูปฯ

พระบรมรูปวัดเบญจมบพิตร

พระบรมรูปวัดเบญจมบพิตร

พระบรมรูปที่วัดราชบพิธ

พระบรมรูปที่วัดราชบพิธ

พระบรมรูปทรงม้า

พระบรมรูปทรงม้า

ใบเสร็จเรี่ยไรเงิน

ใบเสร็จเรี่ยไรเงิน

แบบพระรูปทรงม้า

แบบพระรูปทรงม้า

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘วิวาห์บาบ๋า’ ภูมิความรักชาวภูเก็ตหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686671

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิวาห์บาบ๋า’ ภูมิความรักชาวภูเก็ตหนึ่งเดียว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วิวาห์บาบ๋า’ ภูมิความรักชาวภูเก็ตหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เจ้าสาวคนงาม

ด้วยพิธีแต่งงานที่สืบสานมามากกว่า ๑๐๐ ปีนั้นจึงทำให้การแต่งงานแบบบาบ๋า หรือ วิวาห์บาบ๋าของชาวภูเก็ตนั้นได้สร้างชื่อเสียงให้รู้จักกันทั่วโลก วิวาห์ชาวบาบ๋าเป็นประเพณีแต่งงานของชาวภูเก็ตลูกครึ่งเชื้อสายจีนกับคนพื้นเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมชาวจีนกับชาวภูเก็ตไว้ด้วยกันพิธีแต่งงานนี้มีลำดับขั้นตอนตั้งแต่การสู่ขอหมั้นหมาย ไปจนถึง “พิธีผ่างเต๋” คือพิธียกน้ำชาแบบจีนและพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ โดยมีแม่สื่อ“อึ่มหลาง” เป็นผู้ทำพิธีให้ ในอดีตนั้นการจัดงานแต่งงานใช้วิธีอาศัยความร่วมมือร่วมแรงของคนในชุมชนมาช่วยกันจัดสถานที่ ทำขนม เตรียมกับข้าว จัดชุดเจ้าสาว เป็นต้น โดยจัดงานแบบ ๗ วัน ๗ คืน ด้วยยังไม่มีร้านอาหาร โรงแรมอย่างเดี๋ยวนี้  

วันงานขบวนเจ้าบ่าวนั้นจะจุดประทัดเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังบ้านเจ้าสาว นำโดยรถ “โพถ้อง”ของชาวภูเก็ต ซึ่งภายในมีนักดนตรี “ตี๊ต่อตี๊เช้ง”บรรเลงประสานเสียงจากเครื่องดนตรีหลายสัญชาติทั้งไทย จีน และฝรั่ง ไปตลอดทางจนถึงบ้านเจ้าสาวเจ้าบ่าวจะพาเจ้าสาวนั่ง “หล่างเชี้ย” หรือ รถลากโบราณ ไปที่บ้านเจ้าบ่าว หรือเจ้าบ่าวจะนั่งรถ “ปาเก้”รถหรูให้สมกับฐานะก็ได้ เมื่อถึงบ้านเจ้าสาว ประทัดก็จะจุดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบ้านฝ่ายหญิงจะจัดเด็กชาย-หญิงไว้ต้อนรับฝ่ายเจ้าบ่าว พร้อมกับมอบบุหรี่ใส่พานให้ ส่วนเจ้าบ่าวนั้นจะให้อั่งเปาเป็นการตอบแทนจากนั้นเจ้าบ่าวจะเข้ามาพร้อมกับขบวนขันหมากซึ่งประกอบด้วยฮวดหนา (ตะกร้าจีนเล็ก) ใส่เงินทองของหมั้น และเสี่ยหนา (ตะกร้าจีนขนาดใหญ่) ภายในมีอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ชุดน้ำชา ธูปเทียน เครื่องหอมเซ่นไหว้ โดยมีแม่สื่อเป็นผู้มอบให้ จากนั้นแม่สื่อจะพาบ่าวสาวออกมาไหว้เทวดาฟ้าดินที่หน้าบ้านแล้วทำ “พิธีผ่างเต๋” หรือการคารวะผู้ใหญ่ด้วยน้ำชามงคล และรับไหว้ด้วยซองแดง ต่อด้วยพิธีไหว้พระที่ศาลเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวบาบ๋าเพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมักนิยมไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้าใกล้บ้าน การไหว้เจ้าแม่กวนอิมจึงเหมาะกับการขอบุตร หรือหลวงพ่อแช่มที่วัดฉลอง ซึ่งเป็นพระเถระที่ชาวภูเก็ตเคารพนับถือ 

ขบวนขันหมาก

จุดเด่นของงาน คือ ชุดแต่งกายบาบ๋า ของบ่าวสาวนั้นยังเป็นแบบโบราณที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมาเลเซียไว้ด้วยกัน เจ้าสาวจัดทรงผมด้วยการหวีผมด้านหน้าให้เรียบตึงแล้วเกล้าขึ้นสูง โดยรวบผมเป็นมวยไว้ที่ด้านบน ผมด้านข้างตีโป่งออกมาเรียกว่า “อีโบย” หรือ “แก้มปลาช่อน”แล้วสวมมงกุฎทองดอกไม้ไหวครอบมวยผมไว้ส่วนเสื้อตัวในเป็นเสื้อลูกไม้สีอ่อนแขนยาวคอตั้งแบบจีนนุ่ง คู่กับผ้าถุงปาเต๊ะสีเดียวกัน สวมทับด้วยเสื้อครุยผ้าป่านรูเปีย หรือผ้ามัสลินปักลวดลายแล้วติดเครื่องประดับทองชุดใหญ่ “โกสัง” ซึ่งเป็นเข็มกลัด ๓ ชิ้น ที่เสื้อด้านนอก ประดับสร้อย กำไลข้อมือข้อเท้า แหวน และรองเท้าปักดิ้น แสดงถึงฐานะ ส่วนชุดเจ้าบ่าวแต่งชุดสูทสากลติดดอกไม้ที่หน้าอก หรือเข็มกลัดประดับพู่สีชมพู เสน่ห์และสีสันของเจ้าสาวอยู่ที่ “มงกุฎทองดอกไม้ไหว” ของเจ้าสาวนี่แหละ ซึ่งมีหงส์ประดับอยู่ด้านบนตามความเชื่อของคนจีน เชื่อว่าหงส์เป็นสัตว์ปีกที่มีความยิ่งใหญ่และมักปรากฏตัวในที่ร่มเย็นพร้อมเสียงร้องอันกังวาน นัยว่าเจ้าสาวมีวาจาที่อ่อนหวาน ดูแลครอบครัวด้วยความร่มเย็น และหากสามีเป็นอะไรไปต้องลุกขึ้นมาเป็นใหญ่แทนสามีได้ ส่วนผีเสื้อกับดอกไม้ที่ติดอยู่จะแทนความยั่งยืนของชีวิตแต่งงาน ซึ่งดอกไม้ที่ประดับบนมงกุฎนั้นเป็นสื่อความเคลื่อนไหวที่ให้เห็นถึงความตื่นเต้นของเจ้าสาวที่ได้พบกับเจ้าบ่าวในวันแต่งงานนี้ด้วย ปัจจุบันชาวเมืองภูเก็ตยังคงสืบสานวัฒนธรรมนี้เอาไว้ด้วยการจัดงาน “วิวาห์บาบ๋าภูเก็ต” จากงาน๗ วัน ให้เหลือเพียงวันเดียว และเป็นวันสำคัญที่ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ไปร่วมเป็นผู้ใหญ่ให้หนุ่มสาวได้ “ผ่างเต๋” ในพิธีวิวาห์บ่าบ๋าหนึ่งเดียวของประเทศ

แต่งบ้านงานวิวาห์

แต่งบ้านงานวิวาห์

คู่บ่าวสาวกับญาติผู้ใหญ่

คู่บ่าวสาวกับญาติผู้ใหญ่

ขบวนแห่ขันหมาก

ขบวนแห่ขันหมาก

ห้องหอบ่าวสาว

ห้องหอบ่าวสาว

สถานที่พิธีผ่างเต

สถานที่พิธีผ่างเต

บ่าวสาวเช็ดม้านั่ง

บ่าวสาวเช็ดม้านั่ง

ต้อนรับญาติบ่าวสาว

ต้อนรับญาติบ่าวสาว

ญาติผู้ใหญ่ร่วมงาน

ญาติผู้ใหญ่ร่วมงาน

เจ้าสาวกับเพื่อนๆ

เจ้าสาวกับเพื่อนๆ

เครื่องไหว้บรรพบุรุษ

เครื่องไหว้บรรพบุรุษ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเมืองรวง’ ภูมิเศรษฐกิจพอเพียงเชียงของ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685231

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเมืองรวง’ ภูมิเศรษฐกิจพอเพียงเชียงของ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเมืองรวง’ ภูมิเศรษฐกิจพอเพียงเชียงของ

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นาข้าวเสน่ห์ของเมืองรวง

จากการคัดเลือกชุมชนทั่วประเทศกว่า ๒๐๐ แห่ง เพื่อเป็นชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถีนั้น ปรากฏว่ามีชุมชนหลายชุมชนที่เคยดำเนินการกิจกรรมต่างๆ มาหลายแบบ ตั้งแต่ชุมชนนวัตกรรมนำวิถี ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จนถึงชุมชนคุณธรรรมนั้น ต่างได้รับความร่วมมือจากสมาชิกชุมชนมาร่วมกันคิดอ่านประสานความร่วมมือ จนทำให้เกิดผลงานที่สร้างเศรษฐกิจรายได้และฐานการเรียนรู้ไปสู่อาชีพในอนาคต และต่อยอดจนสามารถสร้างชุมชนของตนนั้นให้มีความโดดเด่นน่าสนใจใคร่เที่ยว เกิดธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนจากต้นทุนทางธรรมชาติและการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการนำไปสู่การเป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในปี ๒๕๖๕ นี้ได้

อาทิตย์นี้ได้ตามรอยกระทรวงวัฒนธรรม ไปยลชุมชนต้นแบบ ที่บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อเรียนรู้ถึงตัวตนจากชุมชนแห่งนี้  นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานพิธีเปิดป้ายถนนสายวัฒนธรรม “สุดสาย ยายกอง” และพิธีเปิด ชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ของชุมชนบ้านเมืองรวง ร่วมกับ นางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมกับผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ ๑๖ จังหวัดภาคเหนือ ส่วนราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายสมาน เทพสุภา ผู้ใหญ่บ้านบ้านเมืองรวงเครือข่ายสภาวัฒนธรรม ชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันต้อนรับชุมชนบ้านเมืองรวงแห่งนี้ มีพื้นฐานจากการทำนามาแต่แรก มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ จึงนำเอารวงข้าวมาเป็นชื่อชุมชน ซึ่งการอยู่ร่วมกันนั้นได้สร้างศักยภาพและความพร้อมทุกมิติเพื่อช่วยให้เป็นชุมชนท่องเที่ยว มีผลงานการดำเนินงานที่โดดเด่นจนเป็นที่ประจักษ์จากการได้รับรางวัลอยู่เสมอถือว่าเป็นชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืนทางวัฒนธรรมอย่างน่าสนใจ

กาแฟของอาข่า

ด้วยปรากฏว่าชุมชนแห่งนี้มีหลวงพ่อขาวเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของชุมชนแล้ว ยังมีการสืบสานพิธีบายศรีสู่ขวัญ การฟ้อนรำต่อรุ่นจากผู้สูงอายุสู่เยาวชนโรงเรียนโป่งแพร่วิทยา และมีภูมิปัญญาด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นช่วยกันสร้างอัตลักษณ์ของชาวเมืองรวง โดยเฉพาะสร้างจุดเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ในเรื่องธรรมชาติบำบัด, การเกษตรผสมผสาน, เศรษฐกิจพอเพียงและ “กาแฟครบวงจรของอาข่ามิโน เป็นต้น ซึ่งมีรถรางของชุมชนนำนักท่องเที่ยวผู้สนใจใคร่ยลวิถีธรรมชาติในวันเดียวครบวงจร เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG พลิกโฉมให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยนำอัตลักษณ์วิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีของชุมชน และทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างสรรค์สินค้าและบริการ (Creative)ให้แก่ประชาชนและชุมชน เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด ชุมชนบ้านเมืองรวงนี้แม้จะเป็นเพียงหมู่บ้านขนาดเล็กแต่ด้วยการยึดมั่นของการทำงานในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ก็เพียงพอที่จะเชื้อชวนให้เรียนรู้จากทุนธรรมชาติและการเกษตรกรรม ก่อนที่ไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงรายที่มีอยู่มากมายโดยเฉพาะ วัดห้วยปลากั้ง วัดร่องขุน ถ้ำหลวง และ ขัวศิลปะที่กำลังจะมีบทบาทในการสร้างสรรค์ให้เชียงรายเป็นเมืองศิลปะของประเทศต่อไป

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบบ้านเมืองรวง

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบบ้านเมืองรวง

ผังเที่ยวชุมชนบ้านเมืองรวง

ผังเที่ยวชุมชนบ้านเมืองรวง

ทางเข้าบ้านเมืองรวง

ทางเข้าบ้านเมืองรวง

ถนนในชุมชนไปแหล่งเรียนรู้

ถนนในชุมชนไปแหล่งเรียนรู้

กาแฟจากไร่

กาแฟจากไร่

อาหารแบบบ้านๆ

อาหารแบบบ้านๆ

กาแฟสดจากไร่มิโน

กาแฟสดจากไร่มิโน

แหล่งเรียนรู้การเกษตร

แหล่งเรียนรู้การเกษตร

รางวัลที่ได้มามากมาย

รางวัลที่ได้มามากมาย

รถรางพาเที่ยว

รถรางพาเที่ยว

น้ำพริกตาแดงเมืองรวง

น้ำพริกตาแดงเมืองรวง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๗๐ ปี วัฒนธรรมชาติ’ ภูมิสองทศวรรษกระทรวงวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/683733

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๐ ปี วัฒนธรรมชาติ’  ภูมิสองทศวรรษกระทรวงวัฒนธรรม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๗๐ ปี วัฒนธรรมชาติ’ ภูมิสองทศวรรษกระทรวงวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาคารกระทรวงวัฒนธรรมพ.ศ.๒๔๙๕

วันที่ ๓ ตุลาคมนี้ เป็นวันครบรอบ ๒๐ ปีของกระทรวงวัฒนธรรม แม้ว่าการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของชาตินั้นจะเริ่มต้นมาเมื่อ ๗๐ ปีแล้วก็ตาม ในอดีตนั้นงานด้านวัฒนธรรมได้พัฒนาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย ซึ่งรูปแบบงานวัฒนธรรมในครั้งแรกเริ่มต้นมาจากกองวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติและได้ตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนแรกแล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุการณ์ผันแปรทางการเมืองเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ กระทรวงวัฒนธรรมได้ถูกยุบเลิกตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ทำให้งานด้านวัฒนธรรมนี้สังกัดกับกระทรวงศึกษาธิการ จนเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ รัฐบาลได้มีการปฏิรูประเบียบการบริหารราชการใหม่ โดยรวมงานด้านวัฒนธรรมซึ่งเกี่ยวพันกับการท่องเที่ยว การกีฬา และเอกลักษณ์ชาติ จนหาความลงตัวไม่ได้ด้วยมีการยุบภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการจาก ๑๔ กรมเดิมให้มีแต่กรมที่รับผิดชอบการศึกษาเรียนรู้ 

จอมพลป.พิบูลสงคราม

ในที่สุดเมื่อตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) นั้น จึงถูกยกฐานะเป็นกระทรวงเพื่อรับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรมของชาติทั้งหมดตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลัก ๑ ใน ๒๐ กระทรวงตามนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลขณะนั้น ด้วยเหตุที่งานด้านวัฒนธรรม นั้นเป็นต้นทุนของแผ่นดินโดยมีรูปแบบของกิจกรรมมนุษย์ที่มีโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์และพฤติกรรมที่เป็นวิถีชีวิตจากการเรียนรู้สู้สิ่งยากซึ่งกันและกัน จนได้ร่วมกันผลิตและสร้างวิถีวัฒนธรรมขึ้นในชาติพันธุ์ของตน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงงานไปตามยุคสมัยและปรับปรุงให้เหมาะสมจนเกิดความเจริญงอกงาม และสืบสาน อนุรักษ์ต่อยอดอยู่ไม่ขาดช่วงจนเป็นวัฒนธรรมของชาตินั่นคือผลงานส่วนหนึ่งที่มนุษย์ได้แสดงออกผ่าน ดนตรีวรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละคร และภาพยนตร์ อันเป็นผลจากความสมบูรณ์พูนสุขในการรู้บริโภค การสร้างเศรษฐกิจรายได้  และสร้างสรรค์วิถีวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาและศิลปินของแผ่นดินจนมีชื่อเสียงในภูมิภาคต่างๆ การสานสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกันและค้นหาแนวทางส่งเสริมงานวัฒนธรรมนั้นได้ทำให้วัตถุและกระบวนการผลิตถูกหลอมด้วยเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์และระบบศีลธรรม จนวิถีชุมชนต่างเติบโตมีอัตลักษณ์ของตนด้วยความสัมพันธ์ ซึ่งมีการสร้างอาณานิคมเครือข่าย การค้าขาย การย้ายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนาความเชื่อ ที่ล้วนมีบทบาทให้วิถีวัฒนธรรมสร้างขนบประเพณีและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด ดังเห็นได้จากการเกิดของ วัฒนธรรมทางวัตถุ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อความสุขทางกาย ได้แก่ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องป้องกันตัวให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง และการมี วัฒนธรรมทางจิตใจ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ให้เกิดปัญญาคิดมีจิตงดงามจากศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี และระเบียบแบบแผนแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามนั้น ถือเป็นงานสำคัญแห่งมนุษยชาติที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนตามภาระหน้าที่ในฐานะผู้รับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรมที่มีการขยายเครือข่ายทำงานไปทั่วประเทศ ในทศวรรษใหม่ของกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรมคนแรกคือ ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ จนถึง ดร.ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมคนที่ ๙ นั้น ได้ร่วมกันทำให้กระทรวงวัฒนธรรมปัจจุบัน มีสำนักรัฐมนตรีประสานนโยบายระหว่างกระทรวง มีสำนักงานปลัดกระทรวงฯบริหารงานและพัฒนายุทธศาสตร์ ประสานการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในสังกัด ได้แก่ กรมศิลปากร กรมการศาสนา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และองค์การมหาชนอีก ๓ แห่ง ได้แก่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร หอภาพยนตร์ และศูนย์คุณธรรม จนวันนี้จากห้องเล็กๆ ของกองวัฒนธรรมนั้นได้พัฒนาขึ้นเป็น กระทรวงวัฒนธรรมในทศวรรษใหม่ที่มีอาคารทันสมัย หอศิลป์แห่งชาติ และหน่วยงานที่สร้างผลงานด้านวัฒนธรรมไปสู่เวทีนานาชาติซึ่งสร้างชื่อเสียงอย่างสง่างามและน่าภาคภูมิใจให้ประเทศชาติ

กระทรวงวัฒนธรรมทศวรรษใหม่

กระทรวงวัฒนธรรมทศวรรษใหม่

ตรากระทรวงวัฒนธรรมครั้งแรก

ตรากระทรวงวัฒนธรรมครั้งแรก

ตรากระทรวงวัฒนธรรมปัจจุบัน

ตรากระทรวงวัฒนธรรมปัจจุบัน

ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ ปลัด วธ. คนแรก

ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ ปลัด วธ. คนแรก

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.ปัจจุบัน

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดวธ.ปัจจุบัน

หอศิลปแห่งชาติ

หอศิลปแห่งชาติ

ศิลปะร่วมสมัยไทยแลนด์เบียนนาเร่

ศิลปะร่วมสมัยไทยแลนด์เบียนนาเร่

มวยไทยสู่เวทีโลก

มวยไทยสู่เวทีโลก

ประเพณีวิวาห์บาบ๋าภูเก็ต

ประเพณีวิวาห์บาบ๋าภูเก็ต

โนราไทยไปอิตาลี

โนราไทยไปอิตาลี

งานชุมชนต้นแบบยลวิถีวัฒนธรรม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๑๓๕ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น’ภูมิดินน้ำลมไฟของเซรามิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682179

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓๕ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น’ภูมิดินน้ำลมไฟของเซรามิก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๑๓๕ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น’ภูมิดินน้ำลมไฟของเซรามิก

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เซรามิก 8,000 ปี

ด้วยความสำคัญของงานเซรามิกและเส้นทางการค้าขายทางทะเล กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับจังหวัดซากะ ญี่ปุ่น จัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา เป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมงานหัตถกรรมไทยจากวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่งานศิลปกรรมระดับประเทศและสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นงานเซรามิก หรือเครื่องปั้นดินเผา และในโอกาสที่ฉลอง ๑๓๕ ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่นด้วย

งานเซรามิกหรือเครื่องปั้นดินเผานี้เป็นงานฝีมือของญี่ปุนที่เก่าแก่ที่สุด เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโจมงเมื่อราว ๑๐,๕๐๐-๓๐๐ ก่อนศตวรรษ ทำให้ญี่ปุ่นนั้นเป็นหนึ่งในประเพณีเซรามิกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกในช่วงที่มีเตาเผานั้นญี่ปุ่นได้ผลิตเครื่องเคลือบดินเผาเครื่องปั้นดินเผา หินเคลือบพอร์ซเลนและเครื่องปั้นสีขาวฟ้าที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ สำหรับการจัดงานครั้งนี้ญี่ปุ่นได้นำโบราณวัตถุเครื่องเคลือบเซรามิกจากพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ประเทศญี่ปุ่นมาร่วมจัดแสดงร่วมกับเครื่องปั้นดินเผาของไทยจากหลากหลายแหล่งที่เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยเพื่อให้ชาวไทยและผู้สนใจได้รับความรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์โบราณคดี และศิลปะของญี่ปุ่นโดยเฉพาะช่วงสมัยเอโดะ ซึ่งมีศิลปะแห่งคิวชูจำนวน ๘๒ รายการ ๙๗ ชิ้น ร่วมกับเครื่องปั้นดินเผาไทย สมัยสุโขทัย-อยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์ จำนวน ๙๐ รายการ

อิทธิพล คุณปลื้ม รว.วัฒนธรรม ประธานเปิดนิทรรศการ

เซรามิกจากญี่ปุ่นนั้นเป็นหัตถศิลป์ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นต้นทุนวัฒนธรรมที่สร้างเศรษฐกิจของจังหวัดซากะมายาวนาน โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาจากเมืองอาริตะ จังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นที่นิยมมากเช่นเดียวกับเครื่องปั้นดินเผาสังคโลกของไทย ต่างเป็นสินค้าสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนและส่งออกทางเส้นทางทะเลระหว่างสองประเทศ และเป็นหลักฐานสำคัญผ่านโบราณวัตถุถึงความสัมพันธ์ต่อกันมายาวนาน โดยจัดแสดงนิทรรศการฯ ที่บอกเรื่องราวของภูมิปัญญาชาวแหลมทองและชาวอาทิตย์อุทัย จากดิน-น้ำ-ลม-ไฟ : คือ “ปั้นดินทรายฉาบไล้ด้วยน้ำ นำผึ่งลม โหมฟืนไฟในเตาเผา” บอกเล่าถึงภูมิปัญญาของการผลิตเครื่องปั้นดินเผาของญี่ปุ่นและของไทย อันสะท้อนภาพให้เรียนรู้ถึงเส้นทางเครื่องเคลือบทางทะเลในโลกการค้าขายโดยผ่านงานศิลปะและวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาญี่ปุ่นและเครื่องสังคโลกของไทยที่ต่างได้เดินทางไกลไปยังโลกตะวันออกและตะวันตก

ซึ่งต่างมีแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่และสืบทอดวัฒนธรรมตลอดจนมีการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีสีสันงดงามยิ่งขึ้นในปัจจุบันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินที่ต่างมีสำรับอาหารคาวหวานของตนอย่างน่าอัศจรรย์ ในชุดภาชนะใส่อาหารญี่ปุ่น-อาหารไทย ที่มีบทบาทสำคัญมาแต่อดีต พร้อมกับเปิดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการบรรยายเรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” โดย ดร.ซูซูตะ ยูกิโอะผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานเซรามิกแห่งคิวชู ประเทศญี่ปุ่นและกิจกรรม “TRIP to SAGA” สัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยว อาหาร หัตถกรรมดั้งเดิมของจังหวัดซากะจากกิจกรรม เวิร์กช็อป (Workshop) ได้แก่ การลงสีเครื่องปั้นดินเผาอาริตะยากิ ทดลองลงสีบนจานอาริตะยากิ ซึ่งจานที่ลงสีแล้วจะนําไปเผาอบให้สีอยู่ตัวก่อนมอบให้ผู้ร่วมกิจกรรมและกิจกรรมทําเครื่องประดับจากเศษกระเบื้องที่เกิดจากกระบวนการเผาเครื่องปั้นดินเผาอาริตะยากิและการแสดงศิลปวัฒนธรรมโบราณที่สืบทอดกันมาของญี่ปุ่น

พิธีเปิดงานนิทรรศการเซรามิก

สำหรับกิจกรรมเวิร์กช็อป โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร คือการขึ้นรูปชิ้นงานจานจัด๓ ครั้ง ครั้งละ ๔ รอบ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๕วันที่ ๙ และ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๕ และการเขียนสีใต้เคลือบจัด ๓ ครั้ง ครั้งละ ๔ รอบ ในวันที่ ๖ และ ๒๐พฤศจิกายน ๒๕๖๕ และ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ สำหรับนิทรรศการนั้นจัดตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ถึงวันที่๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ทุกวันพุธถึงอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. หยุดวันจันทร์-อังคาร ซึ่งทุกคนสามารถเรียนรู้และสัมผัสกับกิจกรรมในมิติใหม่นี้ได้ด้วยตนเอง

วันเปิดนิทรรศการเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น

วันเปิดนิทรรศการเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น

จำลองห้องผลิตเซรามิกของญี่ปุ่น

จำลองห้องผลิตเซรามิกของญี่ปุ่น

จานสังคโลกสุโขทัย

จานสังคโลกสุโขทัย

ชุดสำรับเบญจรงค์ไทย

ชุดสำรับเบญจรงค์ไทย

จานเขียนลายครามญี่ปุ่น

จานเขียนลายครามญี่ปุ่น

เครื่องเคลือบจากกุดนางาม

เครื่องเคลือบจากกุดนางาม

ลายมังกรและดอกเบญจมาศ

ลายมังกรและดอกเบญจมาศ

เรือสินค้าญี่ปุ่นเข้าสู่สยาม

เรือสินค้าญี่ปุ่นเข้าสู่สยาม

ภาพเซรามิกสองประเทศ

ภาพเซรามิกสองประเทศ

ภาพเขียนเส้นทางเครื่องเคลืบ

ภาพเขียนเส้นทางเครื่องเคลืบ

เซรามิกเขียนสีญี่ปุน

เซรามิกเขียนสีญี่ปุน

เครื่องเคลือบจากแหล่งเรือจมในไทย

เครื่องเคลือบจากแหล่งเรือจมในไทย

แหล่งเซรามิกในญี่ปุ่น

แหล่งเซรามิกในญี่ปุ่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม’ ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/680663

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม’  ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม’ ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.15 น.

สกู๊ตเตอร์ที่เดินทางรอบโลก

วันที่ ๙ กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันเปิดศูนย์ศิลปะแห่งสำคัญที่ลำพูน ในวาระ ๘๘ ปี ของศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างความหลากหลายให้กับงานศิลปะ ชื่อ…อินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินผู้นำประสบการณ์จากการเดินทางไกลอันยาวนานนั้นมาสร้างชื่อเสียงจากผลงานที่โดดเด่น จนเป็นที่ยอมรับในวงการศิลปะระดับสากล มาสร้างศูนย์ศิลปะเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ขึ้นที่ตำบลป่าซาง จังหวัดลำพูน ศิลปินผู้ผ่านกาลเวลามายาวนานนาม อินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินชาวลำพูน ผู้นี้เกิดเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๗ ปัจจุบันอายุ ๘๘ ปี จากการที่บิดามีอาชีพเป็นช่างฝีมือทอเครื่องทองเครื่องเงินอยู่ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนนั้น จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อินสนธิ์ได้รักและสนใจงานศิลปะมาแต่เยาว์วัย จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน แล้วได้เข้าศึกษาศิลปะที่โรงเรียนศิลปศึกษา (วิทยาลัยช่างศิลป์)จบแล้วศึกษาในคณะจิตรกรรมประติมากรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร จนจบการศึกษาและได้รับปริญญาตรีสาขาประติมากรรม เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๔

หลังจากที่จบการศึกษาแล้วจึงออกเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อทำงานศิลปะและเก็บเกี่ยวข้อมูลตลอดจนแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ผลงานจนสามารถจัดนิทรรศการภาพเขียนชื่อ ไทยแลนด์ พานอรามาขึ้น โดยจัดแสดงที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นอินสนธิ์ได้ตั้งใจที่จะเดินทางหาประสบการณ์ด้านศิลปะในต่างประเทศแต่มีปัญหาทุนที่ใช้ในการเดินทาง จึงนำผลงานไปประมูลที่คริสเตียน เซ็นเตอร์ ได้เงินมาจำนวนหนึ่งที่เพียงพอสำหรับการเดินทางในเบื้องต้น โดยใช้รถสกู๊ตเตอร์คู่ใจออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยมีจุดหมายไปอิตาลี ซึ่งเป็นการเดินทางหนึ่งเดียวด้วยการนำสัมภาระที่จำเป็นในการยังชีพแล้วยังได้นำผลงานศิลปะใส่กระบอกติดตัวไปด้วยเป็นจำนวนมาก เพื่อจัดแสดงผลงานไปตามโอกาสต่างๆ ในภาพของศิลปินพเนจรเพื่อขายเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อไปให้ถึงจุดหมาย

ศิลปินพเนจรหนึ่งเดียว

เส้นทางศิลปินที่ผจญภัยด้วยรถสกู๊ตเตอร์นั้น ได้มุ่งลงทางใต้ผ่านชายแดนไทยสู่เกาะปีนังเพื่อลงเรือโดยสารไปขึ้นบกที่อินเดีย แล้วต่อไปยังปากีสถาน อิหร่าน ตรุกี กรีซ และถึงอิตาลี ตามที่ใฝ่ฝันไว้จนสำเร็จนี้ แม้ว่าตลอดระยะเวลาการเดินทางต้องประสบกับอุปสรรคนานัปการจนเกือบหมดทุนก็ตาม ก็มักจะได้รับการช่วยเหลือจากผลงานและโชคช่วยทุกครั้ง จากประสบการณ์ตระเวนศึกษาหาความรู้และสเกตช์ภาพทุกๆ สิ่งที่ประทับใจ ที่ได้ดูงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณสถานอย่างเต็มอิ่มในอิตาลีซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปะที่ยิ่งใหญ่ของโลกนั้นแล้ว อิตาลียังเป็นบ้านเกิดของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ฝรั่งผู้สอนศาสตร์ศิลปะจนสร้างแรงบันดาลใจให้เดินทางมาบ้านของอาจารย์ฝรั่งจากนั้นได้ออกเดินทางต่อไปยังออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ประเทศที่ อินสนธิ์ วงศ์สาม ได้ใช้ชีวิตอยู่นานหลายเดือนด้วยการทำงานต่างๆ อย่างหนักเอาเบาสู้เพื่อเลี้ยงชีพและเพื่อเป็นทุนการศึกษาศิลปะเพิ่มเติมที่ L Ecole Nationale Suprieure Des ArtsDecoratifs 

หลังจากที่แสวงหาประสบการณ์และศึกษาเล่าเรียนอยู่ในยุโรปเป็นเวลานานถึง ๔ ปีจึงได้ตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตต่อที่เมืองนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา อีก ๖ ปีกว่า โดยเริ่มต้นด้วยการรับจ้างทำเครื่องประดับสตรีด้วยโลหะ จนสามารถเปิดกิจการของตนเองได้ จนได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมากมาย ผลงานชุดสำคัญชุดหนึ่งคือผลงานประติมากรรมโลหะขนาดเล็กจำนวน ๔๐๘ ชิ้น อันเป็นจินตนาการของท่านในเรื่องการใช้ชีวิตของมนุษย์ใต้ท้องทะเลและในอวกาศ หลังจากเกิดเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาตกต่ำลง ทำให้ยากลำบากต่อการครองชีพในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จึงตัดสินใจกลับคืนประเทศไทยพร้อมกับนำประสบการณ์อันหาค่ามิได้จากการใช้ชีวิตต่างแดนกว่า ๑๐ ปี มาสร้างสรรค์สร้างงานศิลปะในแนวทางที่ค้นพบด้วยตนเอง โดยสร้างสตูดิโอขึ้นที่ลำพูน บ้านเกิด สร้างประติมากรรมการแกะสลักไม้ในรูปทรงที่แปลกใหม่ดูเรียบง่ายมีรูปทรงและองค์ประกอบบอกความเป็นไม้และประติมากรรมโลหะที่ได้ขยายแบบมาจากผลงานโลหะชิ้นเล็กๆ สะท้อนจินตนาการต่อปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งได้พบเห็นมา ซึ่งทำให้บริเวณบ้านอินสนธ์ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างงดงามยิ่งเป็นเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอกจากการจัดสร้างกลุ่มเรือนไม้หลายหลัง วางตำแหน่งและจังหวะได้อย่างลงตัวท่ามกลางแมกไม้ วัย ๘๘ ปี ของอินสนธิ์ วงค์สามวันนี้จึงมีบรรดาศิลปินน้อยใหญ่ที่รักใคร่นับถือมาร่วมยินดี โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ของศิลปินผู้ผ่านกาลเวลาแห่งนี้

๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม

๘๘ ปี อินสนธิ์ วงค์สาม

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานปั้้น

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานปั้้น

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานแกะสลักไม้

อินสนธิ์ วงค์สาม กับงานแกะสลักไม้

ผลงานแกะสลักไม้

ผลงานแกะสลักไม้

ศูนย์ศิลปะอินสนธิ์

ศูนย์ศิลปะอินสนธิ์

อินสนธิ์ กล่าวต้อนรับศิลปินและแขกเยือน

อินสนธิ์ กล่าวต้อนรับศิลปินและแขกเยือน

ประติมากรรมโลหะในต่างประเทศ

ประติมากรรมโลหะในต่างประเทศ

ผลงานจิตรกรรม

ผลงานจิตรกรรม

ผู้ร่วมงานเปิดศูนย์

ผู้ร่วมงานเปิดศูนย์

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร แสดงความยินดี

ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร แสดงความยินดี