ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนโลยีการเกษตร

ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

ฤดูกาลแห่งลำไยเริ่มขึ้น ผลไม้หลายชนิดออกสู่ตลาด ปริมาณผลผลิตที่ตลาดต้องการก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวสวนต้องมีเทคนิคเฉพาะสวน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามปริมาณที่ตลาดต้องการ และควรให้ได้คุณภาพ เพื่อให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาด

ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับ คุณมานพ กาวิลุน เกษตรกรชาวสวนลำไย วัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64/1 หมู่ที่ 6 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า พื้นที่รอบสวนตนเองส่วนใหญ่เขาจะปลูกข้าวกัน แต่ตนเองเห็นว่าการปลูกข้าวมักมีปัญหาทั้งในเรื่องฝนแล้ง น้ำท่วม ราคาข้าวไม่แน่นอน ตนเองจึงเลือกที่ทำสวนลำไย ในพื้นที่ 13 ไร่ โดยยึดหลักว่า “คนอื่นปลูกข้าว ผมทำสวนลำไย”

สวนลำไยมีอยู่ 2 แห่ง อายุ 5-12 ปี ได้ทดลองใช้และให้ความไว้วางใจผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ทุกผลิตภัณฑ์ เรียกว่าเชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะตัดแต่งทรงพุ่ม ทางดิน ใช้ ฮิวโม่-เอฟ 65 ละลายน้ำราดทั่วทรงพุ่ม เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย ดินชุ่มชื้นตลอดแม้จะอยู่ในช่วงฤดูแล้ง ทางใบ จะใช้ฮอร์โมนสามสหายเป็นประจำทุกระยะ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพต้น เมื่อถึงระยะที่ต้นลำไยมีความพร้อม จะใช้สารราดลำไย ลองก้า-เอ็น ทางดิน ประมาณ 3 ขีด ตามขนาดของต้น ใช้ละลายน้ำราดพื้นรอบทรงพุ่ม จากนั้นจะใช้ อิมเพล เปิดตาดอก คุณมานพ กล่าวว่า ช่อดอกแตกออกมาเป็นพุ่ม แขนงตาดอกที่อยู่ก้านใบก็ออกดอกเต็ม ชอบมาก และจะใช้ฮอร์โมนสามสหายเป็นประจำทุกระยะ ฉีดพ่นทางใบ ห่างกัน 7-10 วัน ต่อครั้ง ทำให้ใบลำไยสีเขียวเข้ม ติดผลดก ผลลำไยเรียงตัวกันอย่างสม่ำเสมอ และช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่ที่เรียกว่าขนาด AA เมื่อระยะใกล้จะเก็บเกี่ยวหรือในช่วงที่เมล็ดในดำ จะใช้เคลียร์ ร่วมด้วยเพื่อช่วยขัดสีผิวผลลำไย ให้ผิวของผลลำไยมีสีเหลืองทอง

“เมื่อปีที่แล้วสามารถขายผลผลิตลำไยได้ประมาณ เกือบ 300,000 บาท แต่ในปีนี้คาดว่าจะได้รับเงินมากกว่าปีที่แล้วโดยประมาณ 700,000 บาท แม้ว่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดพายุฤดูร้อนที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่าพายุงวงช้าง ชาวสวนลำไยที่มีอยู่ประมาณ 100 กว่าแห่ง เสียหายจากลมพายุ ประมาณ 70 แห่ง บางรายทั้งใบและผลหล่นร่วงหมดเหลือแต่ต้น แต่ที่สวนของตนเองเสียหายบางส่วนเท่านั้นในช่วงที่ผลลำไยยังเล็กอยู่ เมื่อผ่านพ้นระยะนั้นแล้ว ที่สวนยังมีผลลำไยติดอยู่จำนวนมาก กิ่งก้านใบ และช่อดอกแข็งแรง เป็นเพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด”

ส่วนที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คุณประสิทธิ์ บุญเรือง หรือ ลุงแก้ว ชาวสวน วัย 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 8 บ้านแม่อ้อใน ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรประเภทหัวไวใจสู้ ที่ทำสวนลำไยที่เขตบ้านแม่อ้อใน มีสมาชิก จำนวน 30 กว่าคน แต่ละคนปลูกลำไยมากกว่าคนละ 10 ไร่ เช่น คุณเจริญ แดงหม่อง คุณสงัด ศิริ คุณอุทัย คำแก้ว เป็นต้น โดยมี คุณอุเทน สุวรรณคาม นักวิชาการประจำบริษัท เป็นผู้ให้คำแนะนำและติดตามผลการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด

ลุงแก้ว เล่าว่า พื้นที่ปลูกลำไยที่บ้านแม่อ้อในจะแตกต่างกว่าสวนลำไยที่เป็นพื้นราบทั่วไป ที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำชลประทาน มีระบบน้ำที่สมบูรณ์แบบ แต่ที่บริเวณบ้านแม่อ้อในนี้เป็นการปลูกลำไยบนพื้นที่สูงไหล่เขา อาศัยแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ได้รับคำแนะนำจาก คุณสงัด ศิริ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยใช้ผลิตภัณฑ์ สามสหาย ประกอบด้วย โปร-ซีบีเอ็น พรีคัส และ แซมวิก้า ฉีดพ่นที่ใบลำไย เมื่อต้นมีความสมบูรณ์พร้อมแล้วจึงราดลองก้า-เอ็น ตามคำแนะนำของนักวิชาการ

ลุงแก้ว เล่าอีกว่า แต่เมื่อได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทครบทุกตัวแล้ว ได้รับผลผลิตเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ต้นลำไยโตมากขึ้น ตามอายุและขนาดของต้นลำไย ปีนี้ลำไย 14 ไร่ ขายได้ 680,000 บาท

ลุงแก้ว บอกด้วยว่า นอกจาก ลองก้า-เอ็น และ ฮอร์โมนสามสหาย แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ชอบมาก คือ เคลียร์ ทำให้ผิวลำไยสีเหลืองนวลสวยมาก โดยรวมปีนี้อากาศแล้งและร้อนมาก แต่ผลลำไยก็ยังคงอยู่ในเกรด AA มากถึง ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ และเกรด A ประมาณ ร้อยละ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

ส่วน คุณสงัด ศิริ เกษตรกร วัย 58 ปี บ้านเลขที่ 133 บ้านแม่อ้อใน กลุ่มผู้ปลูกลำไยบ้านแม่อ้อใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาเป็นเวลา 3 ปี ต่อเนื่องทุกปี แล้วประสบผลสำเร็จทุกปี ตนจึงแนะนำให้เพื่อนบ้านในพื้นที่บ้านแม่อ้อในและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ตาม ส่วนใหญ่แล้วประสบความสำเร็จทุกรายที่ใช้ตาม และในปีนี้ได้มีการนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่มาใช้ ชื่อ อิมเพล ทำให้รู้สึกว่าช่อดอกสมบูรณ์กว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา และทนต่อสภาพความแห้งแล้งเมื่อต้นปี ดอกไม่หลุดร่วงง่าย

พื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ คุณไพฑูรย์ ชัยวรรณา เกษตรกรชาวสวนลำไย วัย 61 ปี บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 4 บ้านทา ตำบลหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ปลูกลำไยอย่างใส่ใจ และประณีตการปฏิบัติงานในสวนของตนเอง อายุลำไย ประมาณ 10 ปี พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ของ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มาเป็นเวลาประมาณ 6 ปีแล้ว ได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี ใช้ ลองก้า-เอ็น ฉีดพ่นทางใบและราดบริเวณทรงพุ่มสลับกัน สภาพดินดีขึ้นมาก มีรากฝอยแตกออกมาใหม่ปริมาณมาก ทำให้ลำต้นสมบูรณ์

คุณอุเทน สุวรรณคาม นักวิชาการประจำบริษัท รับผิดชอบการให้คำแนะนำแก่ชาวสวนลำไยในพื้นที่ ได้ให้คำแนะนำว่า ทางบริษัทได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน 8 ขั้นตอนง่ายๆ กับเทคนิคการทำลำไยในฤดู-นอกฤดู สำหรับเกษตรกรชาวสวนลำไย ได้แก่ 1. ระยะฟื้นสภาพต้นหลังเก็บเกี่ยว 2. ระยะสะสมอาหารก่อนราดสาร 1 เดือน 3. ระยะราดสาร 4. ระยะเปิดตาดอก 5. ระยะดึงช่อดอก-ระยะดอกบาน 6. ระยะติดผลอ่อน 7. ระยะมะเขือพวง 8. ระยะเมล็ดในดำ

ถ้าท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 1010/16 ถนนพระราม 4 สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทร. (02) 633-8071 หรือ E-mail : krisna.mkt@gmail.com

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

รายงานพิเศษเจาะลึกสภาเกษตรแห่งชาติ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ผลจากสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง สร้างปัญหาส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการประกอบเกษตรกรรมในยุคก่อนที่ชาวบ้านนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ พอเกิดปัญหาความแปรปรวนทางธรรมชาติจึงสร้างความเสียหายโดยตรงกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวทันที ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกับรายได้ในการทำมาหากิน

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากเคมี สู่อินทรีย์ “สมัย แก้วภูศรี”

เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ

สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน

ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการเปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นสวนผสมผสานบนเงื่อนไขของความพอเพียง พึ่งพาตนเอง และลดรายจ่าย เมื่อชาวบ้านได้น้อมนำไปปฏิบัติต่างประสบผลสำเร็จกันถ้วนหน้า อีกทั้งบางรายสามารถผลักดันไปสู่แนวทางเกษตรอินทรีย์แล้วจับมือกับกลุ่มธุรกิจเปิดตลาดเป็นสินค้าออร์แกนิก

คุณสมัย แก้วภูศรี หรือ ลุงสมัย อายุ 64 ปี เจ้าของสวนสองพิมพ์ เลขที่ 45/1 หมู่ที่ 12 ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นเกษตรกรผู้ปลูกเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่ได้มาตรฐาน จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าออร์แกนิกป้อนเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้นำกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้

เจ้าของสวนสองพิมพ์เผยถึงความสำเร็จเช่นนี้เพราะว่าได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในการดำรงชีวิต โดยยึดหลักการพึ่งตนเอง ลดรายจ่ายในครัวเรือนที่ไม่จำเป็น และลดต้นทุนในการทำการเกษตร ด้วยการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ดังนั้น ในสวนลำไยพื้นที่ 40 ไร่ ได้มีการจัดวางแบบแผนการปลูกพืช ไม้ผล ไม้สวนครัว สมุนไพร และเลี้ยงสัตว์ไว้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งนี้ ทุกอย่างในสวนแห่งนี้จะยึดหลักไม่มีการใช้สารเคมี สามารถนำผลผลิตจำหน่าย มีรายได้ทุกเดือน จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบ ประจำปี 2558 นับเป็นเกษตรกรดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีอีกคนหนึ่งของจังหวัดลำพูน

ลุงสมัยบอกถึงที่มาของแนวคิดทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานว่า เพราะราคาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาขายผลผลิตกลับลดลงหรือทรงตัวยาวนาน นอกจากนั้น ยังมองว่าผืนดินรองรับการใช้สารเคมีในปริมาณมากเป็นเวลายาวนานส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ จะเพาะปลูกพืชชนิดใดก็ไม่ประสบความสำเร็จ

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าทำไมดินในป่าจึงมีคุณภาพมากกว่าดินที่ทำนาหรือทำเกษตร ด้วยเหตุผลนี้จึงคิดว่าต้องการจะทำให้ดินกลับมาสู่สภาพเดิมให้ได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยความเข้าใจในวงจรทางธรรมชาติด้วย เพื่อทำให้ดิน น้ำ ป่า มีความยั่งยืน

แล้วยังแสดงความเป็นห่วงว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ พอ AEC เข้ามามีต้นทุนการผลิตทางการเกษตรถูกกว่าไทย จึงต้องระวังว่าจะเป็นปัญหาต่อภาคเกษตรกรรมของไทย ดังนั้น แนวทางทำการเกษตรที่ถูกต้องจะต้องทำให้ต้นทุนต่ำเพื่อมีแรงขับเคลื่อนในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผลผลิตมีคุณภาพด้วย

กว่าสิบปีที่ผ่านมา ลำไยซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่นของภาคเหนือเกิดปัญหามากมาย มีความพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้คลี่คลาย ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจะต้องพึ่งพาตัวเองมากกว่าการขอความช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น จึงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีการรวมตัวกัน หารือกันเพื่อหาทางออกปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงนั้นเกิดกระแสเกษตรอินทรีย์ขึ้น แต่ชาวบ้านกลุ่มนี้ยังขาดความรู้ จึงเดินทางไปหาความรู้ หาข้อมูลที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) กระทั่งพบว่ามีงานวิจัยที่น่าสนใจ โดยตั้งเป็นโจทย์ไว้ว่า อาชีพเกษตรกรรมมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง, ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะทำได้ไหม แล้วควรทำอย่างไร และตลาดเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ไหน

จากนั้นทางสมาชิกกลุ่มจึงลงมือทำตามแนวทางประเด็นที่ตั้งไว้ โดยมีกระบวนการจัดระบบบัญชี มีการนำตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ ตลอดจนมีการเจาะเลือดกลุ่มที่ทำงานด้วยกันจำนวน 35 คน แล้วพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีสารเคมีตกค้างในเลือด นอกจากนั้น ยังพบว่ามีกลุ่มที่เสี่ยงเป็นโรคความดัน เบาหวาน จำนวนมาก และเหตุผลทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะต้องริเริ่มทำเกษตรอินทรีย์กันได้แล้ว

จึงเดินทางไปดูงานยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง พบว่าสินค้าออร์แกนิกที่ถูกผลิตขึ้นตามมาตรฐานแล้วได้รับการรับรองสามารถส่งขายตลาดต่างประเทศได้มีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่มีการรับรอง ดังจะพบได้ว่าถ้าเป็นพืชผักทั่วไปวางขายกิโลกรัมละ 8 บาท แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐานจะขายได้ถึงกิโลกรัมละกว่า 30 บาท อีกทั้งยังพบว่าชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ล้วนมีสุขภาพแข็งแรงดีด้วย

เหตุผลทั้งหมดจึงนำมาสู่การสรุปว่า ถ้าสวนของชาวบ้านในอำเภอลี้นำแนวทางเกษตรอินทรีย์มาทำบ้างคงไม่ยาก เพราะในพื้นที่มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อในการทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ขาดองค์ความรู้ กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบเท่านั้น จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติจริงด้วยการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมัก อีกทั้งยังทำสมุนไพรมาเพื่อเป็นสารไล่แมลง

ลุงสมัย ชี้ว่า ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้ เพราะจะพบปัญหาแมลงศัตรูพืช ดังนั้น จึงควรปลูกพืชให้มีความหลากหลายชนิดและปลูกตามฤดูกาล เป็นการจำลองปลูกพืชแบบธรรมชาติให้เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสวนคุณลุงสมัยปลูกพืชผัก สมุนไพร รวมทั้งสิ้นร้อยกว่าชนิด จึงไม่เคยเจอโรคแมลงเลย ดังนั้น ถ้าคิดทำเกษตรอินทรีย์ต้องปลูกพืชผสมผสาน

ภายในสวนเกษตรอินทรีย์ของลุงสมัย แบ่งการปลูกพืช/เลี้ยงสัตว์ออกเป็นโซน อย่างกลุ่มไม้ผล ได้แก่ ลำไย มะละกอ ฝรั่ง มะม่วง น้อยหน่า ส้มโอ แก้วมังกร เสาวรส กล้วย สับปะรด และมะเฟือง แปลงปลูกพืช ได้ปลูกผักกว่า 40 ชนิด ได้แก่ ผักโขม คะน้า กะหล่ำปลี กวางตุ้ง สลัด ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ผักเชียงดา มะเขือ แตง ซาโยเต้ ขึ้นฉ่าย ผักบุ้ง กุยช่าย จิงจูฉ่าย ถั่ว และผักปวยเล้ง ฯลฯ เป็นต้น

แล้วยังปลูกสมุนไพรไว้อีกกว่า 10 ชนิด อาทิ ไพล ขมิ้นชัน ใบเตย คาวตอง ใบบัวบก ขิง ข่า ตะไคร้ ว่านหางจระเข้ ฟ้าทลายโจร และรางจืด เป็นต้น แล้วพื้นที่อีกส่วนได้เลี้ยงไก่อารมณ์ดีไว้จำนวน 80 ตัว เพื่อกินไข่ แล้วนำมูลมาใช้ทำปุ๋ย

“ปลูกลำไยไว้จำนวน 800 กว่าต้น ให้ผลผลิตและมีรายได้ปีละครั้ง ขณะเดียวกัน ใต้ต้นลำไยปลูกผักโขมในระยะเวลา 3-4 อาทิตย์ เก็บขายมีรายได้กิโลกรัมละ 40 บาท ซาโยเต้กิโลกรัมละ 70 บาท ดอกขจรกิโลกรัมละ 200 บาท แล้วยังมีพืชผักอีกหลายชนิดที่สามารถทยอยเก็บขายได้ตลอดเวลา จนทำให้มีรายได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง”

ในการเพาะปลูกพืชทุกชนิด รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ได้ยึดแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน จึงมุ่งทำเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดวัชพืช/แมลง และเชื้อรา โดยทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และวัชพืชใช้เอง มีการหว่านปอเทือง ถั่ว แล้วไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสด ทั้งยังปลูกพืชโดยวิธีธรรมชาติ ไม่ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ หรือสารเคมี ทั้งนี้ เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตและรักษาสภาพแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์

ปัจจุบันสวนลุงสมัยสามารถผลิตสินค้าออร์แกนิกได้สำเร็จและเป็นที่รับรองตามมาตรฐานด้วยกัน 2 อย่าง คือ ORGANIC THAILAND และ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ (มอน.) ทั้งนี้ แต่ละมาตรฐานจะนำไปส่งขายยังสถานที่ต่างกัน เพราะมีกลุ่มลูกค้าต่างกัน

อีกทั้งยังไปเชื่อมกับทางมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อพัฒนารูปแบบสินค้าที่มี QR CODE ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังแหล่งผลิตได้ พร้อมกับมีการออกแบบจัดทำหีบห่อที่สวยงาม ได้มาตรฐาน จึงทำให้มีหลายหน่วยงานสนใจติดต่อแล้วจัดหาตลาดรองรับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อคราวเกิดวิกฤติภัยแล้งที่ผ่านมา ลุงสมัยยังแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แนวทางความพยายามลดต้นทุนการผลิตทุกอย่างที่ปลูกที่เลี้ยงไว้ แก้ไขปัญหาด้วยการปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำน้อย จึงทำให้รายจ่ายลดลง ที่เหลือนำไปขายเป็นรายได้ สามารถรักษาระดับรายได้อย่างเพียงพอ ชีวิตมีความสุขแบบพอเพียง โดยเฉลี่ยมีรายได้จากการปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา

ทางด้านการตลาด ลุงสมัย บอกว่า ถ้าขายผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ที่เป็นกลุ่มธุรกิจมีลักษณะขายส่งเป็นกิโลกรัม โดยกลุ่มนี้จะส่งขายต่อในตลาด Modern Trade ในกรุงเทพฯ และบางส่วนส่งตลาดฮ่องกงเฉพาะช่วงผลผลิตออก เช่น มะละกอ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ลำไย เป็นต้น แต่ถ้าขายผู้บริโภคโดยตรงขายแบบบรรจุภัณฑ์ นอกจากนั้น ยังขายทางออนไลน์ด้วย ส่วนตลาดประจำในท้องถิ่นสัปดาห์ละ 3 วัน

ลุงสมัยไม่เพียงทำหน้าที่ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนผลไม้อินทรีย์ลุ่มน้ำลี้ จังหวัดลำพูน เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในฐานะผู้รับผิดชอบศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเกษตรอินทรีย์, เป็นประธานธนาคารปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพชุมชนในการผลิตเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ กระทั่งได้รับการเสนอชื่อจากสภาเกษตรกรจังหวัดลำพูนเพื่อประเมินคัดเลือกรับรางวัลเกษตรต้นแบบพระราชทาน สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2558

“1 ใน 4 ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตคือ อาหาร ดังนั้น ถ้าอาหารชนิดนั้นมีคุณภาพ ปราศจากสารพิษ ก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ ฉะนั้น ทางกลุ่มจึงให้ความสำคัญและมุ่งผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยเข้าสู่ตลาด จึงฝากผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าว่าควรจะสังเกตและเลือกซื้อเฉพาะอาหารที่มีเครื่องหมายรับรองออร์แกนิกจากหน่วยงานที่มีความเชื่อถือเท่านั้น” ลุงสมัย กล่าวฝาก

นับว่าเป็นเกษตรกรคนเก่งของไทยแห่งเมืองลำพูน ที่ได้รับการยกย่องเป็นเกษตรกรต้นแบบของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์

สอบถามรายละเอียดพืชผักอินทรีย์ที่ปลูกด้วยระบบอินทรีย์ตามมาตรฐาน ได้ที่ คุณสมัย แก้วภูศรี โทรศัพท์ (081) 034-6646

สภาเกษตรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

รายงานพิเศษเจาะลึกสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สภาเกษตรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ในการทำเกษตรกรรม “ดิน” เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญเท่ากับ “น้ำ” และถ้าทั้งสองอย่างมีความสมบูรณ์เกื้อกูลกันแล้วก็จะสร้างความมั่นคง ตลอดจนความแข็งแรงทางการเกษตรอย่างแน่นอน

ดินไม่ดี หรือดินที่ขาดคุณภาพย่อมส่งผลร้ายต่อภาคการเกษตรกรรม ที่ผ่านมาพบว่าต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดคุณภาพและเสื่อมลงเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีในปริมาณสูงติดต่อกันยาวนาน สร้างปัญหา ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร

“จันท์นิภา หวานสนิท” หญิงเก่ง แห่งเมืองกระบี่

เกษตรกรต้นแบบสภาเกษตรกรแห่งชาติ

สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหัวข้อ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้หลักพึ่งตนเอง และอยู่อย่างพอเพียง นับเป็นแนวทางหนึ่งที่นำมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับ จันท์นิภา หวานสนิท อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 7 บ้านใสสด ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เป็นอีกคนหนึ่งที่น้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ในอาชีพเกษตรกรรมจนประสบความสำเร็จ

ในอดีตครอบครัวของจันท์นิภาประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ดูจะต้องต่อสู้กับความยากลำบากอันเนื่องมาจากปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ เพาะปลูกอะไรก็ไม่เจริญงอกงามสมบูรณ์ สร้างปัญหาต่อรายได้ในครอบครัว กระทั่งเมื่อเธอได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกหญ้าแฝกบนพื้นทรายที่จังหวัดนราธิวาส จึงเกิดแรงบันดาลใจนำมาสู่การแสวงหาความรู้ ศึกษาค้นคว้าเพื่อทดลองนำมาประยุกต์ใช้ในที่ดินทำกินของตน

การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงคือรูปแบบที่เธอเลือก เพราะพบว่า ผลพวงจากการใช้สารเคมีจนทำให้ดินขาดคุณภาพ จึงต้องมีการนำองค์ความรู้มาปรับปรุงดินในสวน เพื่อทำให้ดินมีคุณภาพดี จึงทำให้คุณจันท์นิภาตั้งใจจะแก้ไขปัญหาด้วยการนำระบบอินทรีย์เข้ามาใช้ เพราะเธอรู้ว่าหากทำสำเร็จจะช่วยลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ผลผลิตที่เกิดขึ้นจะมีคุณภาพ จนเห็นผลได้ชัด ดินมีความสมบูรณ์มาก จะปลูกอะไรก็เจริญเติบโตงอกงามได้ผลผลิตดีทุกอย่าง

คุณจันท์นิภา มีหลักคิดที่ใช้ประจำใจในการประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จ สิ่งนั้นคือการบอกกับตัวเองว่าต้องช่วยเหลือตนเองก่อน ความสำเร็จทุกอย่างที่เธอได้มาล้วนแต่เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน พากเพียร

การแสวงหาความรู้จึงเกิดขึ้นตั้งแต่การเดินทางไปดูงานยังสถานที่ต่างๆ ที่ล้วนแต่ประสบความสำเร็จทางด้านการเกษตรอินทรีย์ การเข้ารับการอบรมตามเครือข่ายต่างๆ อีกทั้งยังได้สมัครแล้วได้รับเลือกเป็นหมอดินอาสาประจำตำบลหมู่บ้าน และอำเภอ มีภารกิจสำคัญคือ การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักโดยใช้ร่วมกับสารซุปเปอร์ พด.

บนเนื้อที่กว่า 28 ไร่ ที่มีทั้งสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน เป็นไม้ทุนเดิม คุณจันท์นิภาเริ่มทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินให้มีความสมบูรณ์ก่อน แล้วนำพืช ไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ และพืชสวนครัวมาวางผังการปลูกให้มีความเหมาะสมด้วยการแบ่งกลุ่มพืชผัก ผลไม้ ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดเวลา โดยกำหนดเป็นรายได้ประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน และประจำปี แล้วจึงนำพืช อย่าง ไผ่หวาน มะฮอกกานี สักทอง พะยูง ไปปลูกแซมในสวนยางพารา

ส่วนในสวนปาล์มปลูกมะพร้าว สะตอ และกล้วยน้ำว้าเป็นพืชแซม สำหรับในร่องสวนก็เลี้ยงปลาและกุ้งฝอย อีกด้านหนึ่งเลี้ยงสัตว์ไว้ ได้แก่ นกกระทา หมูหลุม เป็ด ไก่ โดยนำมูลสัตว์เหล่านั้นมาใช้ทำปุ๋ยทั้งหมด ดังนั้น ระหว่างที่รอผลผลิตจากพืชหลัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายปี สามารถมีรายได้จากการปลูกพืชแซมหลายชนิดอยู่ตลอดเวลา

คุณจันท์นิภา มองว่า การพัฒนาปรับปรุงดินให้มีคุณภาพควรมีการบูรณาการหลายอย่าง ฉะนั้น จึงมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการดินด้วยการใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมในพื้นที่ตัวเอง โดยพิจารณาและปรับตามผลวิเคราะห์ดิน มีการประยุกต์ปรับใช้ภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อาทิ การปรับปรุงดินที่เป็นกรดโดยการใช้โดโลไมท์ ใช้ปุ๋ยสดหว่านแล้วกลบ การใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตร

แล้วยังเพิ่มคุณภาพดินด้วยปุ๋ยหมัก/น้ำหมัก ได้มาจากผลไม้สุก 4 ชนิด ได้แก่ กล้วยน้ำว้า มะละกอ ฟักทอง และสับปะรด ผสมกับเปลือกกุ้ง เปลือกไข่นกกระทา โดยมีอัตราผสม ได้แก่ ถ้าใช้น้ำในปริมาณ 150 ลิตร ให้ใช้ผลไม้อย่างน้อยชนิดละ 5 กิโลกรัม ใส่สารซุปเปอร์ พด. 2 ใส่กากน้ำตาล 10 ลิตร เติมน้ำพอสมควรอย่าให้ล้น แล้วถ้าใส่ยาคูลท์ด้วยยิ่งดี อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้กับพืชแต่ละชนิดจะมีอัตราการผสมไม่เท่ากัน อย่างถ้าน้ำหมัก 1 ลิตร กับน้ำ 10 ลิตร ใช้กับพืช ไม้ผล แต่ถ้าเป็นพืชผักใบสวนครัวควรผสมในอัตรา 1 ต่อ 20

นอกจากนั้น ยังมีการปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิดที่สำคัญ เพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรคแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน แล้วยังต่อยอดด้วยการนำสารจากสมุนไพรเหล่านั้นมาผลิตเป็นสารป้องกันและไล่แมลง แล้วยังมีการก่อสร้างโรงอบสมุนไพรพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

เครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้การทำสวนผสมผสานตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเห็นผลจริงอย่างเป็นรูปธรรมคือ การจัดทำบัญชีครัวเรือน ทั้งนี้ ผลดีของการทำบัญชีครัวเรือนจะช่วยเป็นเครื่องมือในการควบคุมทิศทางการใช้จ่าย ทำให้ทราบว่าควรกำหนดรายจ่ายให้สอดคล้องกับรายรับ เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ และควรบริหารเงินอย่างไรเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด

แนวคิดของคุณจันท์นิภา ถูกแพร่กระจายและนำไปใช้ในหลายพื้นที่ทั่วหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอต้องเดินสายเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้สนใจทุกสาขาอาชีพ ทั้งนี้ มีกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการจัดขึ้นในศูนย์เรียนรู้ด้วยการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมอนุรักษ์ดินและน้ำ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพ การเลี้ยงปลา การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกผักสวนครัวแบบผสมผสาน การปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น โดยไม่ใช้สารเคมี

สำหรับผู้ที่สนใจกำลังคิดจะทำสวนเกษตรผสมผสาน คุณจันท์นิภา แนะว่า ควรเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ดินในพื้นที่ตัวเองเสียก่อนว่าดินมีลักษณะอย่างไร จะต้องปรับปรุงด้วยวิธีใดจึงจะทำให้ดินมีคุณภาพ แล้วจึงค่อยหารายละเอียดว่าดินชนิดนี้เหมาะกับการปลูกพืชประเภทใดจึงจะได้ผล เนื่องจากในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศมีโครงสร้างดินแตกต่างกัน จะปลูกพืชได้ไม่เหมือนกัน

คุณจันท์นิภา หวานสนิท นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของชาวบ้านที่ได้นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหัวข้อ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ตลอดเวลายาวนานถึง 21 ปี จนได้รับเลือกให้เป็นเกษตรกรต้นแบบและอื่นๆ มาหลายครั้งหลายครา

ล่าสุดได้รับการประเมินคัดเลือกจากสภาเกษตรกรแห่งชาติให้เป็นเกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทานประจำปี 2558 สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการประเมินถึง 3 ระดับ คือประเมินในระดับจังหวัดซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบจังหวัดกระบี่ มีการประเมินระดับภาคซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบภาคใต้ และมีการประเมินระดับชาติ

เป็นเกษตรกรที่ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แล้วยังเป็นแบบอย่างให้แก่เพื่อนบ้าน ชุมชนใกล้เคียง ตลอดจนประชาชนทั่วไป ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดกระบี่ และเกษตรกรในจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนเป็นวิทยากรบรรยายถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในพื้นที่และผู้สนใจทั่วไป

“การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการยึดหลักพึ่งพาตนเอง ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความคิดริเริ่ม ตลอดจนการบริหารจัดการอย่างพอดี ต้องประหยัดและไม่ฟุ่มเฟือย ทั้งต่อตัวเองและสมาชิกในครอบครัว เพราะสมัยที่เดือดร้อนทำเกษตรกรรมไม่ได้ รายได้ขัดสน มีปัญหาการเงิน แต่ภายหลังที่ได้นำแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของพ่อหลวงมาใช้ ปรากฏว่าสภาพคล่องทางการเงินดีมาก แล้วยังพอมีเงินออมด้วย” เกษตรกรต้นแบบกล่าวฝาก

นี่ไม่ใช่เพียงอาชีพการมีเกษตรกรรม แต่คุณจันท์นิภา ถือเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ที่เข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจของพอเพียงอย่างลึกซึ้งจนนำมาสู่การปฏิบัติที่สำเร็จอย่างแท้จริง จึงนับว่าเป็นหญิงเก่งแห่งเมืองกระบี่ ที่ได้รับการยกย่องเป็นเกษตรกรต้นแบบของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

สนใจการทำเกษตรสวนผสมผสานตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณจันท์นิภา หวานสนิท โทรศัพท์ (087) 892-5480

สมุนไพร…ในสภาวะโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

สมุนไพร อภัยภูเบศร

สมุนไพร…ในสภาวะโลกร้อน

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ “สภาวะโลกร้อน” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสังเกตได้จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ฤดูฝนที่สั้นลง รังสี UV ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสภาวะจิตใจผู้คนมีความตึงเครียด ฉุนเฉียวมากขึ้น ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะโลกร้อน ในทางการแพทย์แผนไทย ได้มองปัญหาสุขภาพที่เกิดจากภาวะโลกร้อน คือ การกำเริบของปิตตะ หรือธาตุไฟ ทำให้เกิดความร้อนภายในสูงขึ้น ปิตตะที่เพิ่มมากขึ้นย่อมส่งผลต่อ วาตะ หรือธาตุลม ให้มีความแห้งและกำเริบได้ เกิดการเสียสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเราจะพบความผิดปกติ หรืออาการเจ็บป่วยในช่วงนี้ได้บ่อย เช่น อาการร้อนใน ผิวแห้งเหี่ยว มีริ้วรอยเกิดง่ายขึ้น ภูมิแพ้ โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินอาหาร ท้องร่วง โรคติดเชื้อ ท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคลมแดด ตาเสื่อม การเกิดต้อ ภาวะความเครียด และจิตประสาท เป็นต้น

ภญ.ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการ ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร และหัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ภาวะโลกร้อน นอกจากจะมีผลเสียต่อระบบนิเวศน์แล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราหลายประการ ดังนั้น อภัยภูเบศรจึงได้เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเอง ดูแลสุขภาพในสภาวะโลกร้อนนี้ได้ โดยทางโรงพยาบาลจะเริ่มต้นเผยแพร่ความรู้ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ที่จะมีขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้จัดเตรียมข้อมูลความรู้และพันธุ์สมุนไพรต่างๆ เพื่อนำไปจัดเป็นนิทรรศการและสวนสมุนไพรในสภาวะโลกร้อน อาทิ มะตูมนิ่ม-เครื่องยาอายุวัฒนะ, ตาลเดี่ยว-ยาแก้ฝ้า พามดลูกเข้าอู่, ผักเบี้ยใหญ่-บำรุงผิวงามยามแดดแรง ซึ่งจะจัดแสดงพร้อมตัวอย่างตำรับวิธีการนำไปใช้ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และแน่นอนกับการแจกพันธุ์สมุนไพรหายาก ใส่ใจสภาวะโลกร้อน ที่นำมาแจกให้ประชาชนที่สนใจฟรีทั้ง 4 วัน วันละ 1 ชนิด ชนิดละ 300 ต้น

และที่ขาดไม่ได้ คือ หนังสือบันทึกแผ่นดิน ซึ่งในปีนี้เราจะเปิดตัว “หนังสือบันทึกแผ่นดิน 9 สมุนไพรในสภาวะโลกร้อน” ที่ได้บันทึกเรื่องราวการเดินทางของภูมิปัญญาพื้นบ้าน พร้อมการศึกษาสมัยใหม่ ที่จะช่วยให้เราอยู่ในโลกร้อนนี้ได้ ด้วยพลังของพืชสมุนไพรใกล้ตัว พร้อมแจกให้ประชาชนที่ร่วมงานฟรี วันละ 200 เล่ม

นอกจากนี้ ภายในงานมหกรรมสมุนไพร ครั้งที่ 13 อภัยภูเบศรยังได้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ จากภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ช่วยในการดูแลผิวและต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน อาทิ Soothing overnight mask มอบความชุ่มชื้น ฟื้นฟู พร้อมกระชับผิวระหว่างการนอนหลับ, CC Cream SPF 50 PA+++ บำรุงพร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะ, Whitening body lotion SPF30 PA++ บำรุงผิวกายให้ขาวขึ้น พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดด และกิจกรรมพิเศษมากมาย เช่น กิจกรรมเสริมประสบการณ์ การใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวัน กับศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพฯ การสาธิตการแปรรูปสมุนไพร การให้ความรู้เรื่องสมุนไพรแบบเจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญ การบริการนวดรักษาโดยศาสตร์การนวดไทยอภัยภูเบศร การนวดแบบผสมผสานเพื่อการรักษาและส่งเสริมสุขภาพอย่างตรงจุด ปรึกษา เจียดยา ชาบุฟเฟ่ต์ และตำรับยาพิเศษ อาทิ น้ำมันกระดูกไก่ดำ-ขัดมอน สุดยอดตำรับยาแก้ปวด ยาหอมสู้โลกร้อน ยาแก้อาการวัยทอง ตำรับยารักษาโรคสะเก็ดเงิน จากร้านยาไทยโพธิ์เงินอภัยภูเบศรโอสถ การตรวจสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ฟรี อาทิ การดูลิ้น จับชีพจร ตรวจธาตุเจ้าเรือน ดูเยื่อบุตา ดูกำเดา โดยแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

สำหรับงานมหกรรมสมุนไพร ครั้งที่ 13 นี้ จะมีขึ้นในระหว่าง วันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ฮอลล์ 6-7-8 โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพมากมาย และในปีนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่จะได้มีการจัดตลาดเชิงธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย และการส่งเสริมการใช้อย่างครบวงจรอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. (037) 211-289, (087) 582-0597, (090) 984-6751

ความต่างระหว่าง ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

หมอเกษตรทองกวาว

ความต่างระหว่าง ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสงสัยว่า ข้าวญี่ปุ่น ลักษณะของเมล็ด สั้น ป้อม ไม่เหมือนข้าวบ้านเราที่มีเมล็ดยาว อยากทราบมีพันธุกรรมต่างกันอย่างไร ทำไม ข้าวญี่ปุ่นจึงให้ผลผลิตสูงมาก และจะนำข้าวญี่ปุ่นมาปลูกที่บ้านเราจะได้หรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

สุทธิ ศรีวงศ์พล

เลขที่ 175/18 ซอยพิบูลย์อุปถัมภ์ สามเสนนอก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณสุทธิ ศรีวงศ์พล

ปัจจุบันในโลกเรา มีการบริโภคข้าวเพียง 2 ชนิด คือ ชนิดอินดิก้า (Indica Type) เป็นข้าวเมล็ดยาว อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ชนิดจาโปนิก้า (Japonica Type) เป็นข้าวเมล็ดสั้น

ข้าวอินดิก้า มีเมล็ดเรียว ยาว ปลูกและบริโภคในเขตร้อนชื้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอัสสัม-ยูนนาน รอยต่อระหว่างจีนกับอินเดีย ลักษณะเด่นของข้าวชนิดนี้ มีใบสีเขียวซีด โค้งโน้มต่ำลง ไม่ตั้งตรง ลำต้นสูง และเป็นชนิดที่ตอบสนองต่อช่วงแสง คือจะออกดอกในช่วงฤดูหนาว ที่เวลากลางวันสั้นกว่าเวลากลางคืน ส่วนใหญ่จัดอยู่ในชนิดอินดิก้า ส่วน ข้าวจาโปนิก้า ปลูกอยู่ในญี่ปุ่น จีนตอนเหนือ ไต้หวัน และเกาหลี ลักษณะเด่นของข้าวชนิดนี้ มีเมล็ดป้อม สั้น ค่อนข้างกลม เมื่อหุงต้มแล้วไม่มีกลิ่น เกาะตัวกันคล้ายข้าวเหนียว ลำต้นเตี้ย ใบตั้ง แตกกอดี ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง แต่จะตอบสนองต่ออุณหภูมิ ตัวอย่าง เมื่อนำข้าวชนิดดังกล่าวมาปลูกที่สถานีทดลองข้าวบางเขน เขตจตุจักร ซึ่งมีอากาศร้อนกว่าที่ญี่ปุ่น ปลูกไปได้เพียง 45 วัน ข้าวก็จะออกดอก หากต้องการปลูกให้ได้ผลดี ต้องนำไปปลูกที่ภาคเหนือของไทย ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น

โดยธรรมชาติแล้ว ในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น ผลผลิตของพืชหรือต้นไม้จะสูงกว่าพืชในเขตร้อน ด้วยในเขตหนาวอุณหภูมิกลางคืนกับกลางวันแตกต่างกันหลายองศาเซลเซียส อีกทั้งบางช่วงพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา ทำให้เวลากลางวันค่อนข้างยาวนาน ช่วยให้ขบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การสะสมแป้งและน้ำตาลจึงมีมาก ในขณะที่เวลากลางคืนมีอากาศเย็น ขบวนการหายใจที่ต้องดึงเอาแป้งและน้ำตาลไปเผาไหม้ ในระดับต่ำกว่าพืชในเขตร้อนที่มีอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนแทบไม่ต่างกัน ดังนั้น ปริมาณแป้งและน้ำตาลที่ได้จากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ส่งไปเก็บยังผล ลำต้น หรือที่หัวของพืชในเขตหนาว จึงมีมากกว่าพืชในเขตร้อน ตามที่กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าญี่ปุ่นมีความสามารถผลิตข้าวได้ในปริมาณต่อพื้นที่สูงมากก็ตาม แต่ญี่ปุ่นก็ปลูกข้าวได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น

ปลูกต้นชบา กุหลาบ มะนาว ออกดอก

พอตูมแล้วร่วง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ดิฉันมีเรื่องแก้ไม่ตกเลย เกี่ยวกับการปลูกดอกไม้ และมะนาว คือดิฉันปลูกชบา พอออกดอกมาแค่ตูมจะเหลืองและหล่น ไม่บานเลย ไม่ทราบจะทำอย่างไร จะใช้ปุ๋ยอย่างไรดีคะ กุหลาบ ก็เช่นกัน ซื้อมาออกดอกสวยดี พอนำมาปลูกสักพัก ดอกกลับเล็กลง ทั้งๆ ที่รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตลอด มะนาว ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ พอติดดอกก็ร่วง ไม่เคยติดลูกเลย ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี คุณหมอเกษตรกรุณาช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ

ขอแสดงความนับถือ

สมคิด โมฬีพันธ์

เลขที่ 201 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองรี อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี 15190

ตอบ คุณสมคิด โมฬีพันธ์

ชบา ปัจจุบันมีการนำพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามาปลูกในบ้านเรามากขึ้น มีดอกสีสันสวยงาม การติดดอกแล้วร่วง เกิดได้จากหลายกรณี ตั้งแต่ให้น้ำมากเกินไปก็ทำให้ดอกร่วงได้ ประการสำคัญต้นไม่สมบูรณ์ อาหารไม่พอ ควรใส่ปุ๋ยให้บ้าง โดยใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เพียงเล็กน้อย จะช่วยให้ติดดอกดีขึ้น

กุหลาบ เป็นไม้ที่เลี้ยงยาก เพราะเป็นไม้ที่ต้องการอากาศหนาวเย็น จึงปลูกได้ดีที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา กาญจนบุรี และราชบุรี บางอำเภอ ส่วนใหญ่แล้วกุหลาบที่ใส่กระถางนำมาจำหน่าย มักนำมาจากพื้นที่ดังกล่าว เมื่อนำมาปลูกในถิ่นอื่นมักไปไม่รอด อย่างไรก็ตาม หากต้องการปลูกด้วยใจรักย่อมทำได้ เริ่มจากเปลี่ยนกระถาง ปรุงดินให้โปร่ง ร่วนซุย อย่าให้น้ำขังแฉะขณะรดน้ำ หรือหลังจากฝนตก และควรพรางแสงด้วยซาแรนสีดำ ทั้งด้านบนและแนวตั้งด้านข้างที่มีลมพัดแรง ตัดแสงลงอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ปุ๋ยชนิดละลายช้า สูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12 คราวละ 1 ช้อนชา ทุกๆ 2 เดือน จะช่วยลดปัญหาข้างต้นลงได้

มะนาว ที่ติดผลดกต้องบำรุงต้นให้สมบูรณ์ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ช้อนโต๊ะ ต่อ 1 วงบ่อ เดือนละ 1 ครั้ง มะนาวเป็นพืชต้องการแดดจ้า จึงควรให้ได้รับแสงอย่างน้อยวันละ 4-6 ชั่วโมง ดินปลูกต้องสะอาด และโปร่งร่วนซุย เพื่อไม่ให้น้ำขังแฉะขณะรดน้ำ หรือฝนตก ประการสำคัญ ต้องควบคุมแมลงศัตรูให้ได้ หากปลูกไว้ใกล้บ้านจำนวนไม่มาก แนะนำให้ใช้ยาเส้น หรือยาฉุน มีจำหน่ายตามร้านขายของชำทั่วไป ถุงละ 10 บาท แบ่งมาครึ่งถุง แช่ในน้ำสะอาด จำนวน 1 ลิตร เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย แล้วคั้นและกรองเอาเฉพาะน้ำสีชา ใส่ในกระบอกฉีด หรือฟ็อกกี้ เติมเหล้าขาว 2 ฝาแม่โขง เขย่าให้เข้ากัน นำไปฉีดใบอ่อนที่ผลิออกมาตั้งแต่วันแรก ป้องกันหนอนชอนใบ หนอนกินใบ และแมลงอื่นๆ เข้ามาทำลาย ฉีดทุกๆ 3 วัน จนใบอ่อนมีอายุ 10 วัน ขึ้นไป จึงจะปลอดภัย เมื่อติดผลแล้วให้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-21-13 อัตรา 2-3 ช้อนโต๊ะ ปรับได้ตามความเหมาะสม

หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำ คุณจะได้มะนาวให้ผลดีตามความต้องการ

มารู้จัก กล้วยไม้รองเท้านารีดอยตุง กับ รองเท้านารีอินทนนท์ เชียงใหม่

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากรู้จักกล้วยไม้รองเท้านารีดอยตุง กับ รองเท้านารีอินทนนท์ เชียงใหม่ ว่า มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะฟังเพื่อนๆ คุยกันแล้วรู้สึกมืดแปดด้านเลยทีเดียว จึงขอรบกวนคุณหมอเกษตรช่วยกรุณาอธิบายรูปร่างหน้าตาของกล้วยไม้ทั้งสองให้ทราบบ้าง ผมขอขอบคุณมาในโอกาสนี้

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

พิสนธิ์ วงศ์พฤกษ์

เลขที่ 85 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองหัวโพ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี 18170

ตอบ คุณพิสนธิ์ วงศ์พฤกษ์

กล้วยไม้รองเท้านารีดอยตุง เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีตามพื้นดิน อยู่กันเป็นกลุ่ม มีแผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน กว้าง 2-3 เซนติเมตร และยาว 10-15 เซนติเมตร ออกดอกเดี่ยว ก้านตั้งตรง กลีบดอกสีเหลืองอมน้ำตาล กลีบบนแผ่ออกมีสีชมพูอมม่วง สานเป็นลายร่างแห ส่วนกระเป๋ามีสีเหลืองอมน้ำตาลเป็นมัน ส่วนโล่สีขาว เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศเย็น เช่น บนดอยสูง ออกดอกระหว่างเดือนตุลาคม ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า มีการกระจายพันธุ์อยู่ที่พม่า และประเทศไทย

รองเท้านารีอินทนนท์ เชียงใหม่ ชอบอาศัยและเจริญเติบโตตามซอกผาหิน และเกาะอาศัยตามต้นไม้ มีใบยาว 15-20 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร มีดอกย่อยเพียงดอกเดียว ก้านดอกสีเขียว มีจุดประสีม่วงแดง กลีบดอกหนาเป็นมัน กลีบนอกด้านบนที่โคนสีน้ำตาลอมแดง กระเป๋าสีม่วง แดง หรือน้ำตาลแดง โล่สีเหลืองที่ศูนย์กลางเป็นตุ่มนูนสีเดียวกัน เติบโตได้ดีในที่มีอากาศหนาวในบางฤดู

ออกดอกระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ มีการกระจายตัวอยู่ในอินเดีย พม่า และไทย

ภาพและข้อมูล ได้จากงาน Apoe 2016 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เสนารัฐวิทยาคาร ปากช่อง โชว์ไข่ไก่ไอโอดีน เข้าคิวซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เสนารัฐวิทยาคาร ปากช่อง โชว์ไข่ไก่ไอโอดีน เข้าคิวซื้อ

โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ตั้งอยู่พื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จัดเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวนนักเรียน 312 คน บุคลากรทางการศึกษารวมถึงอัตราจ้างที่จำเป็น 20 คน

เมื่อโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคารเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ การจัดงบประมาณสำหรับโครงการอาหารกลางวัน ซึ่งปกติโรงเรียนจะบริหารจัดการภายในโรงเรียนเอง จึงจัดการด้วยการให้ผู้สนใจเข้ามาบริหารจัดการ แตกต่างจากการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบางแห่ง ที่นำผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรของเด็กนักเรียน นำมามีส่วนในโครงการอาหารกลางวันด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรส่วนหนึ่งก็ยังเข้าสู่โครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน ด้วยการรับซื้อไปประกอบอาหารให้กับนักเรียนภายในโรงเรียน

อาจารย์มานะ กอสูงเนิน ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร มีนโยบายในการปูพื้นฐานในภาคเกษตรให้กับนักเรียนทุกระดับชั้นของโรงเรียนไว้อย่างดี เพราะมองเห็นว่า เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ที่จบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นกับโรงเรียน และหลังจากนั้นเกือบทั้งหมดจะเลือกศึกษาต่อในสายวิชาชีพ ซึ่งการมีพื้นฐานในภาคการเกษตรให้ติดตัวนักเรียนไว้จะเป็นผลดี แม้จะยังไม่พบว่ามีนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนไปเอาดีในการทำการเกษตรก็ตาม แต่เชื่อว่าจะเป็นวิชาความรู้ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเอาตัวรอดในเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันได้

พื้นที่ของโรงเรียนทั้งหมด 13 ไร่ โรงเรียนให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร ด้วยการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนไว้มากถึง 3 ไร่ และจัดแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้ 8 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ การปลูกผัก การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลา การทำโรงเรือนเห็ด แปลงสาธิตไม้ยืนต้น การปลูกมะนาว และแปลงสาธิตพืชสมุนไพร

ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร อธิบายให้ฟังว่า เด็กนักเรียนที่ศึกษาในโรงเรียนนี้มีพื้นฐานครอบครัวเป็นเกษตรกรไม่มากนัก ส่วนใหญ่ครอบครัวมีอาชีพรับจ้าง ทำให้เด็กนักเรียนมีพื้นฐานทางด้านการเกษตรน้อย และไม่มีพื้นที่ทำการเกษตรของครอบครัว จึงไม่มีประสบการณ์การทำการเกษตร ดังนั้น โรงเรียนจึงจำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์ให้กับเด็กนักเรียน เพื่อนำไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันและอนาคตต่อไป

“แต่ละฐานจะมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลน้องๆ จัดแบ่งหน้าที่ให้กับน้องๆ ตามความเหมาะสม แต่นักเรียนทุกระดับชั้นจะมีโอกาสลงแปลงเกษตร โดยเฉพาะในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ที่มีวิชาเกษตรเป็นส่วนหนึ่ง อย่างน้อยเด็กทุกคนจะได้หยิบจับการเกษตรในฐานต่างๆ สัปดาห์ละครั้งอยู่แล้ว นอกเหนือจากนั้น นักเรียนที่มีหน้าที่รับผิดชอบกิจกรรมแต่ละฐาน ก็ต้องจัดแบ่งเวลาและแบ่งเวรกับเพื่อนในการดูแลกิจกรรมแต่ละวัน โดยใช้เวลาในช่วงเช้าและกลางวันในการดูแล”

พื้นที่ 3 ไร่ ถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วน แต่เรียกพื้นที่ทั้งหมดว่าการทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีทั้งสิ้น 8 ฐานการเรียนรู้

1. การทำแปลงผักสวนครัวตามฤดูกาล เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง ต้นหอม ตะไคร้ และอื่นๆ ที่เป็นผักระยะสั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว เด็กนักเรียนจะเรียนรู้การเจริญเติบโตที่สามารถจดบันทึกได้ในเวลาเรียน ผลผลิตที่ได้นักเรียนจะนำกลับไปรับประทานเองที่บ้าน และนำไปจำหน่ายยังตลาดนัดชุมชน

2. การเลี้ยงเป็ด เป็นเป็ดเทศ จำนวนกว่า 20 ตัว มีพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ สำหรับเป็ดเทศจะเลี้ยงเพื่อขายเนื้อ ใช้ระยะเวลาประมาณ 6-7 เดือน จากนั้นจะจำหน่ายเป็นเป็ดเนื้อ ในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท

3. การเลี้ยงไก่ไข่ เป็นการเลี้ยงแบบกรงตับภายในโรงเรือน จำนวน 90 ตัว สำหรับไก่ไข่ มีความพิเศษตรงที่อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ไข่เป็นอาหารสูตรพิเศษที่มีธาตุไอโอดีนสูง ทำให้ไข่ที่ได้มีไอโอดีนสูงตามไปด้วย สังเกตได้จากไข่แดงที่มีสีแดงเข้มและเป็นทรงกลมสวยงาม ในแต่ละวันจะเก็บไข่ในช่วงเช้าและบ่าย ได้ไข่ไก่ 60-70 ฟอง ต่อวัน สามารถนำไปจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าท้องตลาด ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 10 ใบ 50 บาท ซึ่งไข่ไอโอดีนเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมาก ในแต่ละวันจำนวนไข่ไก่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ผู้สนใจจำเป็นต้องจองคิวล่วงหน้าไว้หากต้องการ

4. การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน ขนาดบ่อ 25×25 เมตร 1 บ่อ ปล่อยปลาดุกครั้งละ 2,000 ตัว ในแต่ละครั้งใช้เวลาเลี้ยง 6-7 เดือน สามารถจับขายได้น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม ต่อครั้ง

5. โรงเรือนเห็ดภูฏาน เป็นเห็ดที่สามารถหาก้อนเชื้อได้ง่ายในท้องถิ่น จึงเลือกทำเห็ดชนิดนี้ ในแต่ละครั้งจะลงก้อนเชื้อเห็ดไว้ประมาณ 500-600 ก้อน และสามารถเก็บจำหน่ายได้ในราคา 70 บาท ต่อกิโลกรัม

6. แปลงไม้ยืนต้น ปัจจุบันส่วนนี้ปลูกชะอมไว้ และนักเรียนจะตัดยอดชะอมไปจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับนักเรียนและโรงเรียนได้ในทุกวัน

7. การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ สำหรับแปลงมะนาวในวงบ่อซีเมนต์มีทั้งสิ้น 16 บ่อ เป็นมะนาวสายพันธุ์แป้นพิจิตร และกำลังให้ผลผลิต ซึ่งเมื่อผลผลิตได้ตามต้องการ นักเรียนจะนำไปจำหน่ายยังตลาดชุมชน

8. แปลงสมุนไพร เป็นการรวบรวมสมุนไพรไว้ประมาณ 20 ชนิด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน และได้ศึกษาถึงคุณประโยชน์ของสมุนไพรแต่ละชนิด

อาจารย์มานะ บอกด้วยว่า ไข่ไก่ไอโอดีน ถือเป็นไฮไลต์ของโรงเรียน และปริมาณไข่ไก่ที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ถึงกับต่อจองคิวกันล่วงหน้า แต่การเพิ่มจำนวนไก่ไข่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการดูแลอาจไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมที่ไม่มีนักเรียนมาโรงเรียน และเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ก็ดูแลได้ไม่เต็มที่ จึงจำเป็นต้องคงจำนวนไก่ไข่ไว้เพียงเท่านี้ ดังนั้น หากผู้สนใจต้องการรับประทานไข่ไก่ไอโอดีนแท้และถูก ก็ต้องจองคิวล่วงหน้าไว้ในแต่ละวัน

เด็กชายฉัตรมงคล ประพิณ หรือ น้องโอ๊ค นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บอกว่า เรียนที่โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคารตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถูกปลูกฝังให้รักการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าที่บ้านจะค้าขาย แต่ก็ปลูกกล้วยและมะพร้าวไว้รับประทาน และช่วยดูแลตามความสามารถที่มี ซึ่งทุกวันนี้ก็มีผลไม้รับประทานไม่ต้องซื้อ ส่วนที่โรงเรียนดูแลรับผิดชอบโรงเรือนเห็ดภูฏาน ในการดูแลเห็ดภูฏานเห็นว่าต้องทำให้เห็ดมีความชื้นมากที่สุด เมื่อได้ผลผลิตก็นำไปจำหน่าย ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งสิ่งที่เรียนรู้จากแปลงเกษตรที่โรงเรียนมีความหมายมาก เพราะทำให้ได้รับความรู้มากมาย ในอนาคตอาจนำไปประกอบอาชีพของตนเอง หรือนำไปช่วยดูแลชุมชนได้อีกด้วย

ด้าน เด็กหญิงศรสวรรค์ ขุนเทียม หรือ น้องเตย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บอกว่า การเกษตรทำให้ได้เรียนรู้หลายสิ่ง ความรับผิดชอบและอาชีพ สามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้ แต่น้องเตยไม่ได้ทำ เพราะที่บ้านไม่มีพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ในแปลงเกษตรที่โรงเรียนทำให้รู้ว่าตนเองชอบปลูกผัก เพราะผักมีระยะการปลูกสั้น นำไปรับประทานและจำหน่ายเป็นรายได้

“การปลูกผักทำได้ไม่ยาก ยกตัวอย่าง เช่น การปลูกผักกวางตุ้ง เพียงแค่ต้องเตรียมดินก่อนปลูก โดยการพรวนดิน ตากดิน เพื่อให้เชื้อราในดินแห้ง ด้วยการทิ้งไว้หลังพรวนดิน 2-3 วัน จากนั้นเตรียมเพาะพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดเพาะ จากนั้นรอให้เมล็ดพันธุ์เจริญเติบโต ประมาณ 45 วัน ก็สามารถเก็บกินได้ ซึ่งผลผลิตที่ได้จะนำไปเป็นอาหารกลางวันของโรงเรียน นำกลับไปรับประทานที่บ้าน และนำไปจำหน่ายหากมีปริมาณมาก”

ส่วน เด็กหญิงสุนิสา สวัสดิแสน หรือ น้องมด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่าว่า ชอบทำเกษตรมาก เพราะรู้ว่า การทำการเกษตรจะทำให้มีอาหารกิน ที่บ้านจึงปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เช่น บวบ ตะไคร้ และผักสวนครัวอื่นๆ ส่วนที่โรงเรียนได้รับผิดชอบฐานปลาดุกในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงปลาก็เป็นกิจกรรมหนึ่งของภาคเกษตรที่ไม่ใช่กิจกรรมที่ยาก เพียงแต่ให้อาหารให้ตรงเวลา ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป และการเลี้ยงปลาเมื่อทำไประยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถจับขายเป็นรายได้เช่นกัน

น้องมด ฝากบอกไปยังเยาวชนด้วยกันว่า การเกษตรไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้ แต่การเกษตรเมื่อได้ทำแล้วจะเป็นผลดีต่อสุขภาพและร่างกาย เพราะเมื่อลงมือทำเองจะได้ผลิตผลที่ปลอดสารพิษ และมีประโยชน์ต่ออนาคตหากจะยึดเป็นอาชีพต่อไป

สำหรับ เด็กหญิงนราพร วระวิสัน หรือ น้องแอ้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีตำแหน่งประธานนักเรียน ซึ่งดูแลกิจกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ เล่าว่า การเลี้ยงไก่ไข่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการดูแลหลักๆ เพียงแค่ต้องให้อาหารและน้ำให้ตรงเวลา ทำความสะอาดโรงเรือน สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เก็บไข่ในตอนเช้าและบ่ายของทุกวัน จำนวนไข่ไก่ที่ได้ในแต่ละวันอยู่ที่ 60-70 ฟอง สำหรับจำนวนไก่ไข่ 90 ตัว ไก่ไข่ของโรงเรียนมีความพิเศษกว่าที่อื่น คือ มีไอโอดีน เรียกว่า ไข่ไก่ไอโอดีน หากใครต้องการรับประทานไข่ไก่ไอโอดีนจะต้องจองคิวไว้ล่วงหน้า เพราะแต่ละวันไข่ไก่ไม่เคยพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

น้องแอ้ บอกทิ้งท้ายว่า หากเด็กหรือเยาวชนไม่รู้เรื่องเกษตร ก็จะไม่มีเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะคนจะซื้อของกินไม่รู้จักการปลูก ซึ่งประโยชน์ของการทำการเกษตรเอง อย่างน้อยก็เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

เห็นไฮไลต์ไข่ไก่ไอโอดีน จองคิวรอแบบนี้แล้ว หากท่านใดสนใจจะเข้าไปจองคิวบ้าง ก็ติดต่อไปที่โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร หมู่ที่ 4 บ้านซับม่วง ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ขอขอบคุณ : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4

ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เก็บมาเล่า

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

“การอ่าน” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชนทุกคนได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น การสร้างนิสัยรักการอ่าน นับเป็นนโยบายสำคัญที่ คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์ กศน. อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มุ่งเน้นและกำหนดเป็นนโยบายสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาการศึกษาตามอัธยาศัยของประชาชนในพื้นที่อำเภออู่ทอง ที่ กศน. อำเภออู่ทอง เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบดูแล

โดยอาศัยกลไกสำคัญ คือ ห้องสมุดประชาชน

การพัฒนาให้ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ เป็นสถานที่ปลูกสร้างภูมิปัญญาในศาสตร์แขนงต่างๆ จึงมีการดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ จนทำให้ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองมีความโดดเด่น กลายเป็นห้องสมุดที่มีชีวิต จนได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ประเภทห้องสมุดประชาชนอำเภอดีเด่น ประจำปี 2559

“การอ่านนั้นช่วยทำให้เกิดการพัฒนาในทุกๆ ด้าน อยากเรียนรู้อะไร อยากทราบเรื่องอะไร สามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้ที่ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง ที่ตั้งอยู่ภายใน กศน. อำเภออู่ทอง เรายินดีต้อนรับทุกคน” ผอ. พรเทพ ฝากบอกกล่าวถึงผู้สนใจ

“ผมอยากให้ห้องสมุดเป็นที่ของทุกคนที่สนใจต้องการศึกษาเรียนรู้ได้เข้ามาใช้บริการ จึงมอบเป็นนโยบายในการพัฒนารูปแบบการนำเสนอ ห้องสมุดของเราไม่ได้มีเพียงหนังสือต่างๆ แต่ยังมีการนำเสนอองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการและความรู้ด้านอาชีพต่างๆ ผ่านสื่อชนิดต่างๆ ให้ผู้สนใจได้เลือกที่จะเรียนรู้ตามความสนใจ”

ดังนั้น เมื่อเข้ามาสู่ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง จะได้พบกับความหลากหลายของหนังสือชนิดต่างๆ ที่ทาง กศน. อำเภออู่ทอง ได้จัดหามา ทั้งจากการใช้งบประมาณจัดซื้อและการเปิดรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ให้เลือกอ่านภายใต้มุมการอ่านที่ตกแต่งอย่างสวยงามและเงียบสงบ อีกทั้งยังเรียนรู้ได้จากการดูสื่อวิดีทัศน์ที่จะหมุนเวียนเรื่องราวที่น่าสนใจมานำเสนออย่างต่อเนื่อง

อีกมุมการเรียนรู้ที่น่าสนใจคือ มุมของศูนย์อาเซียนศึกษา ที่สามารถยังประโยชน์ให้กับผู้สนใจได้เต็มที่ในยุคที่ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ผู้สนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้ด้านภาษา แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม ประเพณี อาหารประจำชาติ ของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

นอกจากอาหารสมองที่จะช่วยในการเปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ของทุกผู้คนแล้ว โดยรอบของห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง ยังได้จัดแต่งให้มีความร่มรื่นสวยงาม ด้วยมุมพืชพันธุ์ทางการเกษตรที่เน้นการปลูกในลักษณะผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

“ผมได้เน้นให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากได้มาอ่านหนังสือมาเรียนรู้ยังได้มาเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมการเกษตร ที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ อันเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และหากเหลือยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นการเพิ่มรายได้ ได้อีกด้วย” ผอ. พรเทพ กล่าว

พืชพรรณที่ปลูกโดยรอบห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองในวันนี้ ประกอบด้วย พืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ ที่คนไทยนิยมบริโภค ไม่ว่า กะเพรา มะเขือ พริก ฟัก แฝง เป็นต้น ทุกอย่างสามารถปลูกและดูแลได้โดยง่าย และที่สำคัญพืชทุกชนิดที่ปลูกจะเน้นให้ปลอดจากการใช้สารเคมี พืชผักทุกอย่างสามารถกล่าวได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์

ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง จึงเป็นอีกแห่งที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเปิดโลกทรรศน์สู่โลกกว้างของทุกคนที่สนใจ โดยทั้งหมดนี้มาจากความตั้งใจอย่างเต็มร้อยของ คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์ กศน. อำเภออู่ทอง

ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2559 หรือ Thailand Research Expo 2016 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร นับเป็นอีกหนึ่งงานที่น่าสนใจในการสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้ด้านงานวิจัย

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่ วช. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 11 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์ อุตสาหกรรม อันเป็นการตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

การพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย อันเป็นผลงานวิจัยของ นิฏฐิตา เชิดชู วีระศักดิ์ ชื่นตา และ ขนิษฐา แซ่ลิ้ม ในสังกัดหน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็น 1 ใน 600 ผลงาน ที่นำมาร่วมจัดแสดงในงานครั้งนี้

วัตถุประสงค์ในการพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย คณะผู้วิจัยให้ข้อมูลว่า เพื่อออกแบบสร้างเครื่องวัดคุณภาพน้ำของบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งประกอบด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับออกซิเจนละลาย ค่าความเป็นกรด-ด่าง และอุณหภูมิ ทั้งนี้ ผลการตรวจวัดจะแบ่งคุณภาพน้ำออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปกติ เฝ้าระวัง และวิกฤต ซึ่งข้อมูลระดับคุณภาพจะถูกนำไปสั่งการทำงานของเครื่องตีน้ำ

พร้อมกันนี้ ทางคณะผู้วิจัยยังได้พัฒนาระบบให้อาหารกุ้งแบบอัตโนมัติ โดยคำนวณและสั่งการที่สัมพันธ์กับช่วงเวลา และปริมาณการให้อาหารและระดับคุณภาพน้ำ

ข้อมูลจากการทำงานของระบบเซ็นเซอร์จะถูกผ่านระบบไร้สายไปยังเครื่องแม่ข่ายที่สถานีฐานในฟาร์ม เพื่อจัดทำเป็นรายงานและแจ้งเตือนผ่านระบบโทรศัพท์มือถือไปยังเจ้าของฟาร์ม

คณะผู้วิจัยได้นำระบบที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นไปติดตั้งเพื่อทดสอบหาประสิทธิภาพ ณ ฟาร์มดอนทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามผสมกุ้งขาว โดยทำการทดสอบ 2 รอบการเลี้ยง รอบการเลี้ยงละ 2 บ่อ แบ่งเป็นบ่อทดลองที่เลี้ยงด้วยระบบที่พัฒนาขึ้นและบ่อควบคุมที่ใช้วิธีการเลี้ยงแบบเดิม จำนวนอย่างละ 1 บ่อ

ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่นำเสนอสามารถช่วยลดความเสียหายของการเลี้ยงที่เกิดจากปัญหาอันเนื่องมาจากคุณภาพน้ำที่มักจะส่งผลการเลี้ยงกุ้งไม่สามารถดำเนินการไปได้ครบรอบการเลี้ยงตามปกติ จากผลการทดลองพบว่า บ่อทดสอบที่ใช้ระบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้ สามารถยืดอายุการเลี้ยง จาก 74 วัน เป็น 89 วัน และยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรเมื่อเทียบกับการเลี้ยงแบบดั้งเดิม คิดเป็น 12.55 เปอร์เซ็นต์ และ 73.3 เปอร์เซ็นต์

จากผลงานวิจัยชิ้นนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาคุณภาพน้ำเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการเลี้ยงกุ้ง การมีระบบที่สามารถบริหารจัดการควบคุมคุณภาพน้ำแบบเวลาจริง เป็นสิ่งจำเป็นหากเกษตรกรต้องการเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต นอกจากข้อดีของระบบที่สามารถยืดจำนวนวันของรอบการเลี้ยงได้ เมื่อเทียบกับบ่อควบคุม ระบบที่นำเสนอยังสามารถช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการตีน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการฟาร์มจะช่วยให้การดูแลคุณภาพการเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หากสนใจ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เลขที่ 85 ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทร. (034) 109-300 ต่อ 3000

Pork Ribs Braised in Onion

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Pork Ribs Braised in Onion

Pork has not been in Thai staple dish but shrimp, shellfish, crab, fish net from the nearby stream. Even chicken used to be only occasional; such as when civil officers came by for inspection. Pork has its debut after the migrated Chinese butchered, put it on a paddle boat, and retailed it to those living along the waterway. At first the Thais wouldn”t know how to make of it, until the Chinese made “5-spice Pork”, one of the earliest ready-to-eat and value-added dishes. Still, without spices like Star anise, Cloves, Chinese Cinnamon, Sichuan pepper and Fennel seeds, Thai housewives found it too cumbersome; so they adapted it to “Caramelized Pork Soup” using the same method as for Silver barb and mackerel.

Pork offal came worse with stench requiring arduous process.

Pork Ribs also finds no list in Thai traditional dishes.

Anyway, to research for more historical facts would rather make hungrier folks.

I bought 1 kilo of pork ribs 140 Baht, asking the butcher with sharp cleaver to chop it in 2-inch pieces; my kitchen knife would tire me out; and 1 bunch of coriander root 5 Baht.

Don”t forget 2 large onion bulbs 40-60 Baht. Though onion has its roots in Southeast Asia, it”s not commonly used locally until influenced by Chinese and Indian cooking. Shallot is more common: one of the main ingredients in all chili pastes and curry pastes.

At home, rinse the ribs; parboil in hot water and sieve up to rest; but don”t discard the water. This parboiling is standard cleaning method in Chinese and Vietnamese kitchen.

Next is the “3 Musketeers-coriander root, garlic and pepper”. Chop coriander root and pound it with garlic and pepper, with a dash of sea salt to get it done quicker.

Finely slice onion, saut? in oil over medium heat until transparent, add the “3 Musketeers” and saut? on until aromatic.

Add ribs, blend in the onion mixture, and add the parboiled water just over the ribs. Set to boil and simmer with ripples. I have a habit of adding a few dried chilis, not for hotness, but to ward off vermin or those food snatchers.

30 minutes gone, as fast as in fairy tale, and the ribs should be done. Test with folk tine to see the meat easily part with the bone. Sprinkle with the chopped coriander stem.

By now, onion and “3 musketeers” should melt into a thick sauce ready for tasting. If it”s not salty, add salt or light soy sauce or Japanese soy sauce. A dash of Worcestershire sauce should pep up the savoury of the ribs onion sauce.

It”s that simple. Mom liked it; for its simple seasoning but delicious flavour.

ซี่โครงเคี่ยวหอมใหญ่

เรื่องหมูนี่ คนไทยแต่ก่อนไม่ได้กินกันเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนใหญ่จะกินแต่ กุ้ง หอย ปู ปลา ตกเบ็ด หว่านแห หรือ ลงอวนเอาในลำน้ำ ลำคลองหน้าบ้าน แม้แต่ไก่ก็เป็นจานอดิเรก สำหรับโอกาสพิเศษ เช่น เมื่อมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาตรวจราชการเท่านั้น ส่วนหมู มาเริ่มกินก็เมื่อคนจีนเขาชำแหละ เอาลงเรือ พายขึ้นพายล่อง ขายให้ชาวบ้าน ใหม่ๆ ก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไรกินด้วยซ้ำ คนจีนเขาถึงทำหมูพะโล้สำเร็จรูป เรียกว่า “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อจะทำกินเองบ้าง เครื่องปรุงอย่าง โป๊ยกั้ก กานพลู อบเชย พริกหอมเสฉวน (ชวงเจีย) และผักชีล้อม มันแสนจะเยอะ และยุ่งยาก แม่บ้านก็เอามาแปลงเป็นหมูต้มเค็ม ใช้วิธีปรุงอย่างที่ทำปลาตะเพียน ปลาทู ต้มเค็ม แค่นี้ ก็กินอร่อยถูกปากคนในบ้านแล้ว

ยิ่งเครื่องในหมู กลิ่นแรงจัด ต้องใช้กรรมวิธีอีกมาก เอาเวลาไปทำงานบ้านอย่างอื่นดีกว่า

ซี่โครงหมู ก็เหมือนกัน เพียรหาตำรากับข้าวไทยเดิมๆ ที่ใช้ซี่โครง หาเท่าไรก็ไม่เห็น ไม่ใช่ไม่มี

แต่เอาเถอะ มัวพิรี้พิไรคิดโน่นค้นนี้ให้มันเป็นสาระขึ้นมา คนในบ้านหิวแล้ว

เข้าครัวเสียที

ไปซื้อซี่โครงหมูมากิโลหนึ่ง 140 บาท ให้เขาสับท่อนขนาด 2 นิ้วมาด้วย เพราะมีดในครัวเราไม่คมเท่ามีดเขียงหมู กว่าจะสับเสร็จพานซี่โครงบานเปล่าๆ แวะร้านผักเอารากผักชีมากำเล็ก 5 บาท

อย่าลืมหอมใหญ่เขื่องๆ สัก 2 หัว 40-60 บาท หอมใหญ่แม้จะมีถิ่นกำเนิดในเอเชียอาคเนย์นี่ แต่ครัวไทยไม่ค่อยได้ใช้ จนได้อิทธิพลจากกับข้าวจีนและแขก เราคุ้นกันแต่หอมแดง เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำพริกและเครื่องแกงสารพัด

ถึงบ้าน แกะห่อซี่โครงล้างน้ำเดียว ต้มน้ำให้เดือด เอาซี่โครงลงลวกแล้วช้อนขึ้นพักไว้ อย่าทิ้งน้ำ การลวกนี้เห็นจะมีก็ในครัวจีนและครัวญวน เป็นวิธีทำความสะอาดที่ชะงัดอย่างหนึ่ง

ต่อไป “สามเกลอ คือ รากผักชี กระเทียม พริกไทย” สับรากผักชีเอาไปตำกับกระเทียมและเม็ดพริกไทย เวลาตำอย่าลืมเหยาะเกลือเม็ดลงไปด้วยปลายช้อนเล็ก จะช่วยให้ละเอียดง่ายและเร็วขึ้น

หอมใหญ่ ซอยละเอียด เอาลงเจียวน้ำมันไฟกลาง พอสุกใสจึงใส่สามเกลอลงไปผัดให้หอม

ลงซี่โครง ผัดเคล้าให้เข้ากับเครื่อง แล้วเติมน้ำลวกซี่โครงพอท่วม เร่งไฟให้น้ำเดือด แล้วหรี่ไฟเหลือแค่พรายปุดๆ ผมติดนิสัย เคี่ยวอะไรมักใส่พริกแห้งลงไปด้วย ไม่ได้ให้เผ็ด แต่ไว้กันหนู หรือพวกที่ชอบมาแอบตักกินก่อนเวลาอันควร

30 นาทีผ่านไป ไวเหมือนโกหก ซี่โครงสุกแล้ว ทดสอบโดยใช้ปลายส้อมเขี่ย ดูว่าเนื้อล่อนจากกระดูก แปลว่าใช้ได้ โรยส่วนโคนรากผักชีที่สับไว้ลงไป

ถึงขั้นนี้ ทั้งหอมใหญ่และสามเกลอ จะ “ละลาย” กลายเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำข้นๆ พร้อมสำหรับการชิมรส ถ้าไม่เค็ม เติมเกลือหรือซีอิ๊วขาว หรือซอสปรุงรสญี่ปุ่น จะให้เด็ด เหยาะซอสเปรี้ยวตรากระต่าย หรือตราไก่งวง ไม่เอาเปรี้ยว แค่เอากลิ่น และให้มันส่งรสน้ำเคี่ยวขึ้นมา

ง่ายไหมครับ แม่กินแล้ว บอกชอบ เพราะรสชาติไม่ยุ่งยาก แต่อร่อย

สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง

จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเห็นได้ว่าการเกษตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เนื้อที่หรือความรู้ของการจบในด้านนี้มาทำมากนัก แต่เกิดจากการที่เริ่มชอบในสิ่งที่อยากทำ จนคิดค้นริเริ่มทดลองทำจนให้เกิดเป็นงานสร้างรายได้ แบบที่ว่าสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

คุณสุมิตรา ศรีเดช อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 4 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ลาออกจากงานบริษัท มาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง โดยใช้พื้นที่บริเวณภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนเป็นอาชีพที่เธอบอกว่าทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญทำให้เธอมีเวลาอยู่บ้านดูแลบุคคลอันเป็นที่รักอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย

จากพนักงานบริษัท

ผันชีวิตสู่ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง

คุณสุมิตรา เล่าให้ฟังว่า ได้ลาออกจากงานบริษัทมาอยู่ที่บ้านเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน จากนั้นประมาณ ปี 2558 สามีของเธอได้ดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จึงเกิดความสนใจ ได้ออกเดินทางไปศึกษาในแหล่งที่มีการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และได้หาซื้อกุ้งก้ามแดงมาทดลองเลี้ยงในเวลาต่อมา ผลปรากฏว่ากุ้งเจริญเติบโตได้ดี จึงอยากยึดเป็นอาชีพอีกทางเพื่อสร้างรายได้

“ตอนนั้นดูอะไรไปเรื่อย บังเอิญไปเจอรายการเกี่ยวกับเกษตร ว่ากุ้งชนิดนี้มันสามารถเลี้ยงในน้ำจืดได้ ก็เลยลองไปดูที่เขาเลี้ยงกับสามี ก็เลยซื้อมาทดลองเลี้ยงดู ประมาณเดือนมิถุนายน ปี 58 เอาแบบไซซ์เล็กๆ มาลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็ประมาณ 100 ตัว พอเห็นว่าตัวเล็กพวกนั้นโตดีตายน้อย เพราะในฐานะที่เราเป็นคนเลี้ยงมือสมัครเล่น แต่ประสบผลสำเร็จได้แบบนี้ ก็เริ่มอยากจะยึดเป็นอาชีพน่าจะได้” คุณสุมิตรา เล่าถึงความเป็นมา

หลังจากที่เห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้น คุณสุมิตรา เล่าว่า จึงหาซื้อพ่อแม่พันธุ์มาทดลองเพาะลูกกุ้งก้ามแดง เพื่อทดแทนการซื้อลูกกุ้งเข้ามาเลี้ยงเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทาง

“ช่วงแรกที่เราคิดว่าเราจะเลี้ยง เราก็สั่งแบบหลากหลายที่มาเลย ลงทุนช่วงแรก แต่คนที่อยากจะเริ่มลองดู ก็จะบอกว่าอย่าเพิ่งเริ่มเยอะ ซื้อมาทีละน้อยก่อน เพราะว่าแม่พันธุ์ 1 ตัวนี่ ก็ให้ลูกประมาณ 300-400 ตัว เราเลี้ยงลูกพวกนั้นไปอีกประมาณ 4 เดือน เราก็จะได้ลูกพวกนั้นมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป แต่อย่างของที่ฟาร์มเรานี่จะเน้นจำหน่ายลูกที่เกิดมาเสียมากกว่า ค่อนข้างมั่นใจเรื่องตลาด ก็จะเอามาเลี้ยงเยอะไปเลย” คุณสุมิตรา กล่าว

ใช้พื้นที่น้อย

กุ้งกินอาหารได้หลากหลาย

การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอาจเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย เพราะสามารถใช้พื้นที่บริเวณบ้านเลี้ยงได้แบบไม่ใช้พื้นที่มากนัก ซึ่งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราเลี้ยงทั้งในผ้าใบพลาสติกและในโอ่งใหญ่ที่มีอยู่เดิมภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า อะไรที่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์นำมาทำเพื่อประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด

“อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยง เลือกอะไรก็ได้ที่สามารถใส่น้ำได้ อย่างน้อยต้องใส่น้ำให้สูงประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อที่จะใช้ในการผสมพันธุ์ เพื่อให้กุ้งอยู่ได้อย่างสะดวก แล้วก็จะเอาพ่อแม่พันธุ์มาลงปล่อย ในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 ก็แล้วแต่ ดูตามความเหมาะสม” คุณสุมิตรา กล่าว

การเพาะกุ้งก้ามแดงเพื่อการผสมพันธุ์ที่ฟาร์มแห่งนี้ จะให้กุ้งอยู่รวมกันในผ้าใบพลาสติก ขนาด 3×4 เมตร ปล่อยกุ้งพ่อพันธุ์ 30 ตัว และปล่อยแม่พันธุ์ 60 ตัว จากนั้นรออีกประมาณ 30 วัน จึงเช็กแม่พันธุ์กุ้งทั้งหมดว่าตัวใดเริ่มมีไข่ที่ท้องแล้ว ก็จะนำมาแยกใส่ลงในตะกร้าขังแบบเดี่ยวเพื่อให้ฟักลูกออกให้หมดจากหน้าท้อง

“ช่วงที่เราเลี้ยงหรือเพาะพันธุ์ อาหารที่ให้กุ้งจะเป็นอะไรก็ได้ ต้องบอกเลยว่ากุ้งชนิดนี้กินง่ายมาก มันกินได้หมด ไม่ว่าจะเป็นกุ้งฝอย ไส้เดือน หรือว่าหอยขม ทั้งสัตว์น้ำ พืชน้ำตามธรรมชาติมันกินได้หมด แต่ที่ฟาร์มนี้ไม่ค่อยมีเวลาก็จะเน้นให้อาหารเม็ดเสียมากกว่า อาหารมีโปรตีน ตั้งแต่ 40-45 เปอร์เซ็นต์ ให้เวลาเย็นอย่างเดียว เพราะกุ้งเป็นสัตว์ที่ชอบหากินตอนกลางคืน” คุณสุมิตรา เล่าถึงสิ่งที่เป็นอาหารของกุ้งก้ามแดง

แม่พันธุ์ที่มีไข่ติดอยู่ที่ท้องเมื่อนำมาแยกใส่ลงในตะกร้า ใช้เวลาดูแลในช่วงนี้อีกประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัวลูกกุ้ง ซึ่งจะค่อยๆ สลัดออกจากท้องแม่ ประมาณ 7 วัน ก็จะย้ายลูกกุ้งมาใส่ลงในบ่อผ้าใบพลาสติก ในอัตราประมาณ 2,000 ตัว ต่อบ่อ ซึ่งไซซ์นี้เรียกว่าไซซ์ลงเดิน สามารถจำหน่ายได้เลยหากมีลูกค้าต้องการ

หากทางฟาร์มต้องการต่อยอด ไม่ได้จำหน่ายไซซ์ลงเดิน ก็จะนำลูกกุ้งเหล่านั้นมาเลี้ยงอีกประมาณ 30-45 วัน เพื่อให้เป็นลูกกุ้งขนาดไซซ์นิ้วไว้รองรับความต้องการของลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง

“เรื่องการดูแลรักษาโรค ต้องบอกก่อนว่ากุ้งพวกนี้ ถ้าเลี้ยงที่น้ำสะอาดกุ้งพวกนี้จะแข็งแรงมาก แต่ถ้าเกิดปล่อยให้สกปรกเมื่อไหร่ เรื่องโรคก็จะเกิดขึ้นทันที ทั้งหางพอง ปรสิตเข้าทำลาย เราก็จะแก้ด้วยการนำกุ้งพวกนี้ไปแช่ในน้ำเกลือ เดี๋ยวมันก็จะลอกคราบ โรคมันก็จะหาย ส่วนออกซิเจนเราก็จะเปิด 24 ชั่วโมง และก็มีการถ่ายน้ำภายในบ่อ เดือนละ 1 ครั้ง” คุณสุมิตรา กล่าวถึงการดูแลรักษา

นอกจากกุ้งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราจะเลี้ยงให้เป็นไซซ์นิ้วแล้ว ยังนำกุ้งที่มีขนาดไซซ์นิ้วลงไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน ขนาด 30×40 เมตร ความลึก 1-2 เมตร เลี้ยงประมาณ 4 เดือน ก็จะได้กุ้งขนาดไซซ์ 4 นิ้ว เพื่อให้กุ้งเหล่านี้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ชุดต่อไป เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ต้องการนำไปเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์

“ภายในบ่อดินที่ปล่อยเลี้ยง หรือแม้แต่ในบ่อพลาสติกและโอ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่ซ่อนตัว เราต้องจัดสรรพื้นที่ให้ดี แล้วก็กระจายไปให้ทั่ว ไม่ว่าจะท่อหรือจะเป็นซาแรน กิ่งไม้ ได้หมด เพื่อให้มีการหลบซ่อนตัว เพราะเวลาที่มันลอกคราบมันจะได้ไม่กินกันเอง” คุณสุมิตรา กล่าว

ตอบโจทย์ลูกค้าทุกด้าน

ตามที่ลูกค้าต้องการ

ด้านการทำการตลาดเพื่อจำหน่ายกุ้งก้ามแดงนั้น คุณสุมิตรา บอกว่า จะเน้นออกตามสื่อโซเชียลมีเดียและติดป้ายประกาศในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้รู้จักมากขึ้น ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้จะเน้นจำหน่ายลูกกุ้งแบบเป็นพ่อแม่พันธุ์ ลูกกุ้งไซซ์นิ้ว และลูกกุ้งลงเดิน

“ราคาลูกกุ้งที่เป็นไซซ์ลงเดินจะอยู่ที่ราคา ตัวละ 5-10 บาท ส่วนกุ้งที่เป็นไซซ์นิ้วก็จะอยู่ที่ ราคา ตัวละ 15-20 บาท และกุ้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ 4 นิ้วขึ้นไป ก็จำหน่ายอยู่ที่ คู่ละ 500-700 บาท ซึ่งลูกค้าที่มาที่ฟาร์มนี้ก็จะซื้อทุกไซซ์ เรียกง่ายๆ ว่า เขาต้องการอะไร เรามีให้หมด โดยที่เขามาแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวัง ว่าจะไม่มีแบบที่เขาต้องการ” คุณสุมิตรา เล่าถึงหลักการทำตลาด

สีที่คนนิยมมากที่สุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จะเน้นสีให้ออกเป็นสีน้ำเงินฟ้าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไปเลี้ยงเพื่อดูเป็นความสวยงาม ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อหรือเพื่อขยายพันธุ์ จะไม่เน้นเรื่องสีสันมากนัก

เลี้ยงง่าย ใช้ทุนน้อย

คุณสุมิตรา บอกว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเมื่อเทียบกับเลี้ยงปลากระชังที่เคยเลี้ยงมา ยอมรับว่ากุ้งก้ามแดงตอบโจทย์สำหรับเธอมากกว่า เพราะกุ้งที่เลี้ยงทั้งหมดสามารถนำมาพัฒนาให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ผิดกับปลาที่ต้องซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เกิดลูกปลาได้เอง

“เราสามารถมีพ่อแม่พันธุ์เองได้ ต่อจากนั้นเราก็เอาพวกนั้นมาต่อยอดได้ตลอด คือมันไม่เหมือนกับปลาบางชนิด ที่ต้องทำเป็นปลาหมัน เราต้องซื้อลูกพันธุ์ปลามาเลี้ยงตลอด ซึ่งผิดกับกุ้งก้ามแดงที่เราสามารถนำมาพัฒนาพันธุ์เองได้ ส่วนเรื่องของอาหาร กุ้งเป็นสัตว์ที่กินอาหารน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลากว่าจะโตจนจำหน่ายได้” พร้อมทั้งกล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักต่อไปว่า

“สำหรับคนที่อยากทำเป็นอาชีพ อันดับแรกต้องบอกก่อนว่า ต้องชอบมันเสียก่อน ต้องมีใจรัก โดยเริ่มเลี้ยงใส่ภาชนะเล็กก่อนจากที่เรามีภายในบ้าน แล้วดูสักระยะว่าเราชอบไหมที่จะเลี้ยง ถ้าชอบจริง ก็ศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เสร็จแล้วก็ลงมือทำเต็มที่ แล้วค่อยขยายลงมือทำต่อไป ต่อไปคิดทำเพื่อสร้างอาชีพเสริม คราวนี้มันก็จะกลายมาเป็นหลักแทน ก็จะเป็นงานที่สร้างรายต่อไป” คุณสุมิตรา กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุมิตรา ศรีเดช ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 640-0326