กาลามสูตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

กาลามสูตร

คุณโยมคนหนึ่งมาเลี้ยงเพลที่วัดพุทธธรรม แล้วถามว่า กาลามสูตร เป็นอย่างไร ทำไมเมื่อมีปัญหาเรื่องคำสอนผิดเพี้ยนแปลกๆ ปรากฏออกมาทางสังคม มักจะมีนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแนะนำว่า ให้ไปอ่านกาลามสูตรแล้วจะสามารถแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ออกมาว่าอะไร เป็นอะไร ควรเชื่อหรือไม่

เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในเบื้องต้น จะเรียงลำดับความเป็นมาของพระสูตรนี้ ดังนี้

พระสูตรที่กล่าวถึงชาวกาลามะ เรียกว่า เกสปุตตสูตร แต่เนื่องจากพระสูตรนี้กล่าวถึงเรื่องราวของชาวกาลามะมาก พุทธศาสนิกชนจึงพลอยเรียกพระสูตรนี้ว่า กาลามสูตร ไปด้วย

เป็นที่ทราบกันในหมู่พุทธศาสนิกชนว่า สำนวนและภาษาในพระสูตร อ่านเข้าใจยาก เพราะเป็นสำนวนแปลที่พยายามรักษารูปแบบศัพท์และประโยคภาษาบาลีไว้อย่างเคร่งครัด ประกอบกับสำนวนที่แปลก็เก่าแก่ไกลจากภาษาร่วมสมัยมาก หากอ่านกันทั้งดุ้นไม่มีศัพท์ร่วมสมัยเข้าช่วยบ้าง ก็แทบจะไม่เข้าใจทั้งศัพท์แสงและเนื้อหา จึงต้องจัดเรียงลำดับขั้นตอนและปรับภาษาให้ร่วมสมัยบ้าง แต่ถ้าภาษาที่แปลอยู่เดิม ที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายก็จะคงไว้ตามเดิม

สถานที่แสดงพระสูตรนี้

1. โกศลชนบท เขตชนบทในแคว้นโกศล ถ้าเทียบกับอเมริกาปัจจุบันนี้ แคว้นโกศล เท่ากับรัฐแคลิฟอร์เนีย เขตชนบทคือพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวง

2. เกสปุตตนิคม สถานที่ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเทียบเท่าเมือง เช่น เมืองโพโมน่า เมืองแคลมอนต์ เมืองโควินา

สถานที่แสดงพระสูตรนี้เป็นเมือง เกสปุตตะ จึงเรียกพระสูตรนี้ตามนามเมือง

ประชากรที่อยู่ในเมืองเกสปุตตะนี้ เรียกว่า กาลามะ เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันในตระกูล กาลามะที่สืบทอดเชื้อสายมาหลายชั่วคน คนส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้นามสกุล กาลามะ เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มก็เรียกว่า เป็นนิคมของพวกกาลามะคล้ายๆ เมืองไทยเคยจัดนิคมการเกษตรในจังหวัดต่างๆ มาตั้งแต่ยุคเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโน้นแล้ว

ทำเลของเมืองเกสปุตตะ จะเป็นคล้ายศูนย์กลางทางการค้าและการคมนาคมไปยังเมืองต่างๆ พ่อค้าคหบดีนักการศาสนาจะผ่านมาเมืองนี้บ่อยๆ การที่มีนักบวชและนักการศาสนาผ่านเมืองนี้มิได้ขาด ทำให้ชาวเมืองกาลามะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั่วสารทิศ จนทำให้ชาวกาลามะสับสนในบางเรื่องว่า เรื่องใดควรเชื่อได้ หรือเรื่องใดเชื่อไม่ได้

เมื่อชาวกาลามะทราบข่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองนี้ จึงมาเข้าเฝ้ากันอย่างเนืองแน่น ชาวกาลามะที่ได้สดับพระคุณของพระพุทธเจ้าที่ขจรขจายไปแล้วเลื่อมใส มีใจปรารถนาจะมาเฝ้าก็มีมากมาย ส่วนชาวกาลามะที่ได้ทราบพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้วแต่ยังไม่เลื่อมใส แค่มาฟังธรรมหรือมาชมพระบารมีของพระพุทธเจ้าเป็นขวัญตาขวัญใจก็มีมาก บางกลุ่มกราบไหว้ รายงานตัวบอกชื่อตระกูลครบถ้วน แต่บางกลุ่มนั่งเฉยๆ ไม่กราบ ไม่ไหว้ ไม่รายงานตัว เงี่ยหูฟังว่า พระพุทธเจ้าจะมีอะไรมาตรัสบ้าง

เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระพุทธเจ้ามีใจความว่า

นักบวชทุกพวกที่เดินทางผ่านมาทางนี้ ล้วนยกย่องลัทธิความเชื่อของตนแล้วโจมตีลบล้าง หักล้าง ดูหมิ่นเหยีดหยามลัทธิความเชื่อของคนอื่นให้หมดความน่าเชื่อถือ เข้ากับสำนวนไทยที่ว่า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น แล้วทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูกร กาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย” แล้วพระองค์จึงตรัสหลักแห่งความไม่ต้องเชื่อ ดังนี้

1. ท่านทั้งหลาย จงอย่าเชื่อตามที่ได้ยินได้ฟังมา

2. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา

3. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินมาอย่างนี้

4. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา

5. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง

6. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน

7. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยตรึกตรองเอาตามอาการ

8. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่า ต้องกับทิฐิของตัว

9. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้

10. ท่านทั้งหลาย อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือสมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสหลักแห่งความไม่น่าเชื่อดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสหลักในการตัดสินความเชื่อไว้ว่า

“เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย”

“เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลาย ควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้น”

พระพุทธเจ้าทรงประทานหลักการทั้งที่ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อไว้ให้แก่ชาวกาลามะเป็นเวลาสองพันกว่าปีมาแล้ว แต่สถานการณ์ที่ทำให้ชาวพุทธสับสน จนต้องใช้หลักกาลามสูตรในฝ่ายหลักแห่งการตัดสินยังคงมีอยู่ต่อไป เมื่อชาวพุทธจับหลักแห่งกาลามสูตรได้แล้ว พึงใช้กาลามสูตรนี้วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากลัทธิต่างๆ ที่มุ่งหมายทำให้เหยื่อตายใจแล้วตบทรัพย์เอาอย่างง่ายดาย ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ไม่มีสินค้าประเภทใดที่จะทำให้ผู้ค้าขายได้กำไรมากมายเท่ากับการค้าขายความเชื่อแก่ศรัทธาชนผู้ลุ่มหลงอีกแล้ว พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เร่งเร้าเช่นนี้ พึงมีหลักกาลามสูตรเป็นเครื่องป้องกันอันตรายจากการปล้นชิงทรัพย์ของพ่อค้าความเชื่อที่มาในคราบนักบุญที่กระจายตัวอยู่ทุกหนทุกแห่งเถิด ระวัง ระวัง และระวัง คือมนต์ขลังป้องกันการต้มตุ๋นจากโจรร้ายในคราบนักบุญทุกประเภท

นวัตกรรมบนเส้นทางประชารัฐรักสามัคคีฯ เครื่องสีข้าวเพื่อครัวเรือนและชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

นวัตกรรมบนเส้นทางประชารัฐรักสามัคคีฯ เครื่องสีข้าวเพื่อครัวเรือนและชุมชน

นวัตกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งวันนี้นักวิจัยมีความสุขมากขึ้น เมื่อภาคเอกชนและภาครัฐร่วมกันทำงานภายใต้นโยบาย “ประชารัฐรักสามัคคีฯ” นำไอเดียของนักวิจัยมาต่อยอด โดยล่าสุดให้สนับสนุนและเปิดตัวเครื่องสีข้าว 2 แบบ คือ เครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน หรือแบบพกพา และเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน อันเป็นผลงานของ รศ.ดร. ศักดา อินทรวิชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีมงาน ที่สามารถนำไปใช้กับร้านในชุมชนเพื่อหารายได้อีกต่อหนึ่ง นับเป็นวิธีคิดของภาครัฐและภาคเอกชนอันจะนำมาซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมของนักวิจัย

รศ.ดร. ศักดา อินทรวิชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าให้ฟังถึงแนวคิดนวัตกรรมเครื่องสีข้าวทั้ง 2 แบบ ที่นำมาสู่การต่อยอดในนโยบาย “ประชารัฐรักสามัคคีฯ” ว่า มาจาก 3 แนวคิด คือ หนึ่ง ต้องการให้เกษตรกรมีเครื่องสีข้าวไว้ใช้เอง สอง เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพให้เกษตรกร และ สาม ให้แต่ละครัวเรือนสามารถมีเครื่องสีข้าวไว้ใช้

จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำมาสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์เครื่องสีข้าวออกมา 2 แบบ คือ แบบที่ 1 เครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน เหมาะสำหรับครัวเรือนทั่วไป มีกำลังความสามารถในการสีข้าวเปลือกได้ครั้งละ 500 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งจะได้ปริมาณข้าวสวย 2 มื้อ โดยตั้งราคาขายเครื่องละ 20,000 บาท เท่านั้น และ แบบที่ 2 เป็นเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน สามารถสีข้าวเปลือกได้ถึง 20 กิโลกรัม ราคาขายเครื่องละ 30,000 บาท

“เครื่องสีข้าวทั้ง 2 ตัว แปลงร่างมาจากเครื่องสีข้าวครัวเรือน แต่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น โดยมีจุดเด่นเน้นให้รองรับสายพันธุ์ข้าวทุกสายพันธุ์ มีตะแกรง 3 ตะแกรง รองรับข้าวสายพันธุ์หลักในไทย ได้แก่ ข้าวก่ำ หรือข้าวลืมผัว ซึ่งมีขนาดเม็ดข้าวใหญ่ ป้อม และเปลือกแข็ง, ข้าวขนาดมาตรฐาน อย่างข้าวหอมมะลิ จากทางภาคอีสาน และข้าวเม็ดเล็ก เปลือกบาง อย่างข้าวสังหยด โดยรูปลักษณ์ของเครื่องสีข้าวที่ได้รับการต่อยอดครั้งนี้ ได้รับทุนวิจัยจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มาดูแลเรื่องงบฯ ในการดีไซน์หน้าตาเครื่องสีข้าวให้ทันสมัย และดูแลเรื่องต้นทุนการผลิตเครื่องสีข้าวให้สามารถทำราคาได้ไม่แพง และสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับ (Premium) เพราะรูปลักษณ์เครื่องสีข้าวเหมาะไว้ประจำในครัวเรือน หรือใช้ในชุมชนก็ได้” รศ.ดร. ศักดา เล่าให้ฟังถึงนวัตกรรมเครื่องสีข้าว

ดร. ศักดา ยังเล่าอีกว่า การทำงานพัฒนานวัตกรรม “เครื่องสีข้าว” เป็นความร่วมมือจาก 3 ส่วนใหญ่ๆ เรียกว่า 3 ประสาน คือ ในฝั่งของ บมจ. ไทยเบฟฯ, ฝั่งประชารัฐรักสามัคคีฯ และฝั่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นโยบายของภาครัฐจับนวัตกรรมของนักวิจัยมาเชื่อมโยงกับเกษตรกรในระดับรายบุคคล ผ่านนวัตรกรรม “เครื่องสีข้าว” ครัวเรือนทั้ง 2 รูปแบบ

รศ.ดร. ศักดา อธิบายว่า นวัตกรรมเครื่องสีข้าวมีทั้งแบบขนาดที่เหมาะกับครัวเรือน และเหมาะกับขนาดของคอนวิเนียนสโตร์ หรือร้านค้าในชุมชน นับเป็นนวัตกรรมที่ส่งผ่านข้าวเปลือกไปยังผู้บริโภค และผู้บริโภคสามารถรับประทานข้าวสดได้ตามปริมาณที่ต้องการจากเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก

กว่าเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน หรือแบบพกพา และเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน จะมีหน้าตากะทัดรัดอย่างที่เห็นนี้ ใช้เวลาการพัฒนาและต่อยอดมาครบ 10 ปี โดยนับถอยหลังก่อนหน้านี้เพียง 1 ปี ในช่วงกลางปี 2558 รศ.ดร. ศักดา ได้เปิดตัวผลงานวิจัยนวัตกรรมเครื่องสีข้าวชุมชน-120 รุ่นที่ 3 มีราคาเพียง 80,000 บาท ประหยัดกว่าเครื่องสีข้าวที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปถึง 100,000 บาท โดยเป็นเครื่องสีข้าว 3 in 1 สีได้ทั้งข้าวกล้อง ข้าวสารขาว และข้าวซ้อมมือ มีตัวเครื่องหนัก 350 กิโลกรัม ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร สูง 2 เมตร ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 2.2 กิโลวัตต์ 220 โวลต์ 15 แอมแปร์ สีข้าวเปลือกได้ 100 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง มีประสิทธิภาพกะเทาะข้าวเปลือก 80% ทำให้ได้ปริมาณข้าวรวม 60-65%

การวิจัยพัฒนาเครื่องสีข้าวชุมชน-120 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลือกให้เป็นเครื่องจักรกลเกษตรในโครงการเกษตรศาสตร์ เทิดพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชา โดยผลิตเครื่องสีข้าวดังกล่าวจำนวน 120 เครื่อง มอบให้กับมูลนิธิพระดาบสและชุมชนเกษตรกรนำไปใช้สีข้าวเปลือกให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยได้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากมูลนิธิสวิตา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของ รศ.ดร. ศักดา นั้น เริ่มต้นวิจัยเครื่องสีข้าวเป็นก้าวแรกอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2546 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “โครงการวิจัยพัฒนาเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก” ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่จัดตั้งโครงการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องสีข้าวที่เหมาะสม (Appropriate Rice Mill) ต่อสภาพพื้นที่และการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรไทย โดยผลงานชิ้นแรกของโครงการ คือ “ตุ๊ก ตุ๊ก สีข้าว” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตุ๊ก ตุ๊ก สีข้าว” มีราคาจำหน่ายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 300,000 บาท เป็นเครื่องสีข้าวขนาดเล็กแบบเคลื่อนย้ายได้ ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ทั้งในเขตเมืองและชนบทห่างไกล โดยใช้ได้ทั้งเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กำลังม้า กระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 15 แอมแปร์ หรือกับเครื่องยนต์ขนาด 5 กำลังม้า สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า

สำหรับการส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (E3) ได้ประชุมงานเป็นครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยใช้พื้นที่ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดประชุมความคืบหน้าบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ครอบคลุมพื้นที่ระยะที่ 1 จำนวน 5 จังหวัด รวมทั้งหมด 6 วาระ ซึ่งมี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั่งหัวโต๊ะการประชุม ในตำแหน่ง หัวหน้าทีมภาครัฐ และหัวหน้าโต๊ะจากทีมภาคเอกชน คือ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ในตำแหน่งหัวหน้าทีมภาคเอกชน โดยเรื่องเครื่องสีข้าวเป็นองค์ประกอบสำคัญในวาระที่ 5 เรื่องเพื่อพิจารณา “การเชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกร ในโครงการสีข้าว มี คุณประวิช สุขุม เลขานุการร่วมภาคเอกชน เป็นผู้ดูแลหัวข้อการพิจารณา

ในการประชุมมีเนื้อหา วัตถุประสงค์โครงการสีข้าว ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคกับเกษตรกร คือ 1. เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาวผ่านการพัฒนาเครื่องสีข้าวสำหรับผู้บริโภค (Food Service และครัวเรือน) ให้สามารถขัดสีข้าวได้ในเวลาและปริมาณที่ต้องการ 2. สร้าง supply chain ข้าวเปลือกอบแห้งเพื่อรองรับเครื่องสีข้าว 3. สร้างช่องทางการขายใหม่ให้กับชาวนา สามารถขายข้าวได้ตรงกับผู้บริโภคในราคาที่สูงขึ้น และ 4. เป้าหมายในการนำออกตลาดภายในปีนี้

ทั้ง คุณมีชัย วีระไวทยะ กรรมการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด และผู้อาวุโสในที่ประชุมดังกล่าว ได้อุดหนุนเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน จำนวน 60 เครื่อง เพื่อบริจาคให้โรงเรียนต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นการจุดประกายให้กับการเชื่อมโยงเรื่องการสีข้าวไปยังผู้บริโภคที่เป็นเยาวชน ให้เกิดการเรียนรู้และซึมซับจากนวัตกรรมของนักวิจัยไทยที่มุ่งมั่นคิดค้นมาถึง 1 ทศวรรษ

เพราะฉะนั้น จากจุดเล็กๆ ของนักวิจัยไทย นำมาสู่การพัฒนาต่อยอดให้กับนโยบายระดับประเทศ โดยเฉพาะ “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีฯ” ที่ภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันนำนวัตกรรม “เครื่องสีข้าว” พัฒนาชาวนา ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังอันสำคัญของประเทศไทยมาช้านาน ให้มีชีวิตที่อยู่ดี กินดี อย่างมีความสุข ทัดเทียมกับอาชีพอื่นๆ ในสังคมไทย และสิ่งที่ได้กลับคืนมาเป็นอานิสงส์ในทางอ้อม คือเยาวชนไทยจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและชาวนา ผ่านนวัตกรรม “เครื่องสีข้าว”

ปลูกพริกไทย 360 หลัก ได้ปีละเกือบ 5 แสน ที่พิษณุโลก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทย 360 หลัก ได้ปีละเกือบ 5 แสน ที่พิษณุโลก (ตอนจบ)

คุณแดง บุญมี หรือ ลุงแดง เจ้าของไร่พริกไทยสดพันธุ์ซีลอน “ไร่ลุงแดง บ้านเผ่าไทย บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 8 บ้านเผ่าไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (084) 906-0967 ได้ให้ข้อมูลต่อถึงพริกไทย จำนวน 360 หลัก ใน 1 ปี มีรายได้จากการขายผลผลิตเกือบ 5 แสนบาทว่า

“พริกไทย 1 หลัก เคยเก็บตัวเลขคร่าวๆ ให้ผลผลิตเฉลี่ยปีละ 15 กิโลกรัม”

ซึ่งถือว่าให้ผลผลิตที่ค่อนข้างดีมาก ประกอบกับราคาพริกไทยสดเฉลี่ยดีทั้งปี

ถ้าบางคนใช้เสาที่สูงกว่านี้ผลผลิตก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ที่เลือกใช้เสาความสูงเท่านี้ เพราะคิดว่าทำงานได้ง่าย เก็บเกี่ยวง่าย ไม่สูงจนเกินไปที่ต้องใช้บันไดปีนขึ้นไปเก็บเหมือนสวนพริกไทยทางแถบตะวันออก อย่างจังหวัดจันทบุรี

อีกอย่างลุงแดงกับคุณป้าก็อายุเยอะ ไม่เหมาะที่จะปีนขึ้นลงบันไดในการเก็บผลผลิต

รายได้จากพริกไทย เพียง 360 หลัก ที่ให้ผลผลิตเต็มที่ ตลอดทั้งปีเกือบ 5 แสนบาทนั้น ยังไม่รวมการทำต้นพันธุ์พริกไทยจำหน่าย ซึ่งต้นพันธุ์พริกไทยได้การตอบรับดีมาก มีการสั่งจองล่วงหน้า

โดยมีลูกชายเข้ามาช่วยดูแลจัดการเรื่องการจัดส่งต้นพันธุ์พริกไทยให้ ซึ่งสามารถจัดส่งไปทางไปรษณีย์ได้ทั่วประเทศหรือขนส่งเอกชน จำหน่ายต้นพันธุ์พร้อมปลูก คือตุ้มตอนชำลงถุงแล้ว ต้นละ 35บาท และแบบตุ้มตอน ตุ้มละ 25 บาท

พริกไทยซีลอน ไม่มีพันธุ์เตี้ยพุ่มแต่อย่างใด

ลุงแดงอธิบายว่า ที่เห็นต้นพริกไทยเป็นพุ่มเตี้ยติดผล คือ เอาส่วนที่เป็นกิ่งแขนง หรือกิ่งปรางมาปลูก มันก็จะเห็นแตกช่อออกผล แม้ต้นที่ยังอยู่ในถุงดำขนาดเล็ก แต่จะโตช้าและผลผลิตน้อยกว่าแบบที่เป็นกิ่งไหล เพราะถ้าใช้กิ่งไหลปลูก ต้นจะโตเร็ว เมื่อถึงอายุ พริกไทยก็จะแตกกิ่งแขนงหรือปรางออกมารอบต้น และได้ผลผลิตจำนวนมากกว่า

ในการทำเพื่อการค้า (ปลูกขึ้นค้าง) จึงไม่นิยมใช้แบบกิ่งปรางมาปลูก

ดังนั้น การเลือกส่วนที่นำมาขยายพันธุ์ของพริกไทยซีลอน มีอยู่ 2 ส่วน คือ กิ่งแขนง (กิ่งปราง) และ กิ่งไหล

1. กิ่งแขนง หรือชาวสวนพริกไทยเรียก “กิ่งปราง” ซึ่งเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิตอยู่แล้วบนหลักพริกไทย เมื่อนำมาปักชำหรือตอนกิ่ง กิ่งแขนงหรือกิ่งปราง เมื่อนำไปปลูกจะมีพัฒนาการสร้างทรงพุ่มอยู่ทางด้านล่าง พุ่มต้นจะเตี้ยแล้วออกช่อติดผลเลยทันทีที่ตั้งตัว หรือแตกยอดใหม่หลังการปลูกลงดิน หรือปลูกในกระถาง ซึ่งกิ่งแขนงหรือกิ่งปรางจะให้ผลผลิตเร็วมาก หากท่านใดมีพื้นที่น้อย ต้องการนำไปใส่กระถางปลูกกินในบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็เลือกต้นพันธุ์จากกิ่งแขนงไปปลูก

2. กิ่งไหล คือส่วนปลายยอดสุดของต้น ที่เรามักพบว่า มักจะเลื้อยห้อยลงมาเมื่ออยู่บนเสาปูน ซึ่งยอดกิ่งไหลนั้นจะมีฮอร์โมนจิบเบอเรลลินสะสมอยู่ในส่วนปลายยอดและที่ยอดอ่อนเป็นจำนวนมากพัฒนาการทางด้านการเจริญเติบโตและการพุ่งหาแสงจะมีค่อนข้างมาก ถ้านำมาปลูกเชิงการค้า คือปล่อยเลื้อยขึ้นเสาปูน ควรเลือกซื้อต้นพริกไทยที่ตอนหรือชำมาจากกิ่งไหลมาปลูก เพราะจะโตเร็ว เลื้อยเกาะขึ้นหลักเร็วกว่าต้นพริกไทยที่ได้จากกิ่งแขนง แต่จะให้ผลผลิตช้ากว่าต้นพันธุ์ที่ได้จากกิ่งแขนง ผลผลิตจะเริ่มเก็บได้ก็ประมาณ 8-14 เดือน หลังปลูก

แต่ถ้าท่านใดเอาส่วนของต้นพันธุ์ที่ได้จากกิ่งแขนงหรือกิ่งปราง เลี้ยงให้ขึ้นหลัก ก็จะนานกว่าส่วนที่เลี้ยงต้นพันธุ์จากไหลยอด เพราะการที่กิ่งแขนงให้ผลผลิตเร็วจะทำให้มีพัฒนาการทางด้านความสูงช้า

ดังนั้น ถ้าปลูกแบบการค้าเลื้อยขึ้นเสาปูน จึงใช้ในส่วนของไหลยอดมาขยายพันธุ์ เพราะเลื้อยขึ้นเสาค้างที่มีความสูงได้ดีนั้นเอง

ลุงแดงกล่าวถึงค่าใช้จ่ายในการปลูกพริกไทย ให้ท่านที่สนใจ หรือกำลังคิดจะลงทุน ว่าต้องใช้งบประมาณกันเท่าไหร่ ในเนื้อที่ 1 ไร่ ดังนี้

ใช้หลักเสาปูน 270 หลัก โดยประมาณ ใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 2 เมตรxระหว่างแถว 2.5 เมตร ราคาหลักเสาปูน (ขนาดหน้ากว้าง 4×4 นิ้ว สูง 2.50-3.50 เมตร) ราคา ประมาณหลักละ 220 บาท = 59,400 บาท กิ่งพันธุ์ ใช้ 4 ต้น ต่อหลัก 1,080 กิ่งตุ้มตอน ราคา กิ่งละ 25 บาท = 27,000 บาท (กรณีที่เป็นกิ่งตอนตุ้มแล้วเอาไปชำอนุบาลเอง 30-45 วัน จึงจะลงปลูกได้) แต่หากใช้ต้นพันธุ์พร้อมปลูกหรือต้นจากกิ่งตอนที่ชำมาแล้วพร้อมปลูก ราคาจะอยู่ที่ ต้นละ 35 บาท (เป็นเงิน 37,800 บาท) ค่าระบบน้ำ ประมาณ 20,000 บาท ค่าซาแรนพรางแสงแดด 60% ประมาณ 10,000 บาท จิปาถะ+ค่าแรงงาน 15,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายปลูกพริกไทย 1 ไร่ ประมาณ 130,000 บาท

แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะลดต้นทุนส่วนไหนได้บ้าง แต่ถ้าเริ่มจากศูนย์ ค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ประมาณนี้หรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าที่เราจะนำมาใช้ หรือวัสดุที่ใช้อาจจะประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุน

การป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช

วัชพืช ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะพริกไทยมีระบบรากตื้นแผ่กระจายรอบทรงพุ่ม ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง เพื่อให้ต้นพริกไทยได้ปุ๋ยเต็มที่ ไม่โดนวัชพืชแย่งปุ๋ยไป วิธีการคือ ใช้จอบถากอย่างเบามือ ไม่ใช่ใช้จอบขุด เพราะจะโดนรากพริกไทยขาด

ส่วนหญ้าที่ขึ้นใกล้บริเวณเสาซึ่งจอบทำงานได้ยาก ก็จะใช้มือดึงหรือใช้มีดช่วยถาก

ส่วนโรค จะมีโรครากเน่าและโคนเน่าของพริกไทย ซึ่งเกิดจากเชื้อรา เป็นโรคสำคัญที่ทำความเสียหายมากที่สุด การระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว และอาการโรคเถาจะเหี่ยว ใบร่วง โคนต้นเน่าดำ

การป้องกันกำจัด หรือลดความเสียหายจากโรคในแปลงปลูก

ดังนั้น ควรจัดการดินในพื้นที่แปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่มีสภาพน้ำขัง ต้องทำทางระบายน้ำให้หากน้ำขังแฉะ ถ้าเป็นพื้นที่ลุ่ม ต้องเตรียมแปลงปลูกให้ดี มีการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ โดยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดี หากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมต์ มีการตัดแต่งกิ่งหรือแขนงตามบริเวณโคนต้นออกให้โปร่งบ้าง

ในกรณีปลูกระยะชิดหรือต้นที่มีอายุมากๆ ทรงพุ่มจะใหญ่ เป็นร่มมาก แดดส่องไม่ถึง การตัดแต่งจะช่วยลดความชื้นและให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกดีขึ้น แดดส่องถึงโคนต้นและไม่เป็นแหล่งสะสมโรค ไม่ควรเดินผ่านเข้าสวนขณะที่มีการระบาด และทำความสะอาดเครื่องมือก่อนเข้าสวน

ส่วนแมลงศัตรู จะพบ เช่น เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงที่สำคัญดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ เถา และช่อพริกไทย โดยเฉพาะขณะยังอ่อน ทำให้ผลผลิตลดลง ป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีตามคำแนะนำ ซึ่งกำจัดได้ไม่ยากนัก

ส่วนปัญหาโรคที่เกี่ยวกับระบบรากของพริกไทย ที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน โรคพริกไทยและการป้องกันกำจัด ลุงแดงให้ข้อมูลว่า

โรครากเน่าของพริกไทย สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora ลักษณะอาการ ในระยะแรก เถาจะเหี่ยว ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง ใบจะร่วงหมดต้นภายใน 7-14 วัน หลังจากที่สังเกตเห็นอาการเหี่ยว อาการที่แสดงออกทางใบขึ้นอยู่กับรากที่ถูกทำลายในระยะต่อไป ปราง (กิ่งแขนง) ก็เริ่มหลุดลงมาเป็นข้อๆ ตั้งแต่ยอดถึงโคนต้น สังเกตเห็นว่าขั้วจะเหลืองและเปลี่ยนเป็นสีดำ และร่วงในที่สุดในระยะนี้ ถ้าคุ้ยดินโคนต้นออกดู จะเห็นต้นตรง ระดับผิวดินเริ่มเน่าดำ และแฉะมีกลิ่นเหม็นช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน

การป้องกันกำจัด พื้นที่ปลูกควรมีทางระบายน้ำ เพื่อไม่ให้มีน้ำขังในฤดูฝน หลีกเลี่ยงการเดินผ่านเข้าสวน เพราะทั้งคนและสัตว์อาจเป็นพาหะทำให้โรคแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น ทำความสะอาดรองเท้าและเครื่องมือทุกชนิดที่ใช้ในสวนพริกไทย ทั้งก่อนและหลังเข้าไปปฏิบัติงานในสวน นำเถาพริกไทยที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และตากหลักหรือค้างให้แห้ง ทำรั้วชั่วคราว รอบบริเวณที่เป็นโรค ป้องกันการระบาดของเชื้อโรคโดยพาหะ ถ้ามีการระบาดรุนแรง พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดฟอสอีทิล อะลูมิเนียม (80% ดับเบิลยู พี) หรือ ฟอสฟอริก-แอซิค (40% แอล)

ข้อควรระวัง หยุดใช้สารก่อนการเก็บเกี่ยว 14 วัน การใช้คือ ละลายน้ำฉีดพ่นให้ทั่วต้นและราดบริเวณหลุมปลูก

โรครากขาว สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Fomes lignosus. ลักษณะอาการ ใบเหลืองและร่วงที่รากบางส่วนจะพบมีเส้นใยสีขาวปกคลุม ภายในรากจะเป็นสีเทา แต่จะไม่เป็นทุกราก ช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน

การป้องกันกำจัด ถ้ารากถูกทำลายไม่มากนัก ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย ถ้าต้นไหนเป็นมาก ควรขุดต้นและรากไปเผาไฟทำลายให้หมด ไม่ให้โรคนี้ระบาดต่อไป ถ้าระบาดรุนแรง ใช้สารป้องกันกำจัดตามคำแนะนำดังนี้ ควินโตซีน (24% อีซี) 45-90 มิลลิลิตร ผสมน้ำราดหรือฉีดพ่นบริเวณหลุมปลูกและรอยแผล

โรครากปม (Root knot) สาเหตุ เกิดจากไส้เดือนฝอยรากปมเข้าทำลาย ลักษณะอาการ ไส้เดือนฝอยจะเข้าทำลายที่รากฝอยของต้นพริกไทย เกิดเป็นปมเห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ ไส้เดือนฝอยยังเข้าทำลายผนังเซลล์ ทำให้เกิดเป็นแผล และแผลที่เกิดขึ้นเป็นช่องทางให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้าร่วมทำลายรากพริกไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโรคโคนและรากเน่า ใบของต้นที่เป็นโรครากปมจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่ใบจะไม่ร่วง บางครั้งก็จะเหี่ยว เพราะระบบการทำลายของรากผิดปกติ ทำให้ต้นแคระแกร็น ผลิดอกออกผลน้อย ช่วงเวลาระบาด พบระบาดในหน้าฝนโดยแพร่ไปกับน้ำ

การป้องกันกำจัด ใช้สารป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย คาร์โบฟูราน (3% จี) ฟีนามีฟอส (40% จี) คลุกดินก้นหลุมก่อนปลูกหรือรองก้นหลุมก่อนปลูก โรยรอบทรงพุ่ม ช่วงระยะต้นฝน และปลายฤดูฝนหรือโรยให้ทั่วพื้นที่ในรัศมีทรงพุ่ม แล้วรดน้ำ

โรคแอนแทรกโนส สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการ เชื้อเข้าทำลายใบของพริกไทย ทำให้เกิดเป็นจุดบุ๋มลงไปเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลดำ ผิวเป็นเงามัน บริเวณโดยรอบของจุดจะเป็นสีเหลือง เมื่อแผลได้ขยายใหญ่จะมีรูปร่างและขนาดไม่แน่นอน แต่โดยทั่วไปแผลจะมีลักษณะค่อนข้างกลม ตรงกลางแผลจะแห้งเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนเทา ที่พื้นแผลนั้นจะเกิดเป็นวงสีน้ำตาลดำซ้อนกันอย่างเห็นได้ชัด มีลักษณะคล้ายวงปีของเนื้อไม้ มีตุ่มนูนเล็กๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีดำ เกิดขึ้นเรียงซ้อนกันอยู่เป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ขนานไปกับขอบของแผลเป็นวงสีน้ำตาลดำ การเกิดโรคนี้บนใบอาจจะเกิดบนผืนใบ หรือจากปลายใบและขอบใบแล้วลุกลามเข้ามายังผืนใบ นอกจากนี้ โรคนี้ยังเกิดกับก้านใบ และลำต้น โดยลักษณะอาการจะเกิดเป็นจุดสีดำบุ๋มลงไป และแห้ง ผิวเป็นเงามัน และอาจขยายการทำลาย เกิดเป็นแผลใหญ่ ถ้าหากโรคมีความรุนแรงมาก ก็จะทำให้เกิดชะงักการเจริญเติบโต หรือแห้งตายไปได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผลผลิตลดลง เพราะใบทำหน้าที่ปรุงอาหารถูกทำลายไป ช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน โดยระบาดไปกับน้ำฝน และแมลง ตลอดจนติดไปกับยอดพันธุ์พริกไทย

การป้องกันกำจัด ตัดแต่งกิ่ง และเก็บส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ตามคำแนะนำ การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชของพริกไทยคือ เบนโนมิล (50% ดับเบิลยู พี) แมนโคเซป(80% ดับเบิลยู พี) คาร์เบนดาซิม (50% ดับเบิลยู วี เอฟ) ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่ว

โรคราเห็ดพริกไทย สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา ลักษณะอาการ เส้นใยสีขาวเจริญอยู่บนผิวเปลือกของลำต้น กิ่ง และบริเวณใต้ใบ เมื่อมีอาการรุนแรง ทำให้ลำต้น กิ่ง และใบ แห้งร่วงและอาจทำให้พริกไทยตายได้ช่วงเวลาระบาด เชื้อระบาดได้โดยติดไปกับเศษซากพืช ลม และน้ำ เชื้อราจะเจริญได้ดีในแปลงพริกไทยที่สภาพใบ (ค้าง) ที่ทึบ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก พื้นที่มีน้ำท่วมขัง ดังนั้น ในช่วงฤดูฝน เชื้อราจะแสดงอาการที่รุนแรง

การป้องกันกำจัด แปลงปลูกพริกไทย ควรมีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง ตัดแต่งค้างพริกไทยให้โปร่ง เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี โดยเฉพาะตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (85% ดับเบิลยู พี) 30-80 กรัม ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่วทุก 7-10 วัน เมื่อโรคระบาด

ปลูกเลี้ยงโกสน ให้สวย สีสด เพียงเข้าใจสภาพอากาศ ไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

ปลูกเลี้ยงโกสน ให้สวย สีสด เพียงเข้าใจสภาพอากาศ ไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าไม้ดอกไม้ประดับเข้ามามีบทบาทสำคัญของสังคมคนเมืองมากขึ้น เนื่องจากมีการสร้างพื้นที่อยู่อาศัยแบบชนิดที่ว่าให้เลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบคอนโดฯ หรือบ้านพร้อมที่ดิน ซึ่งเห็นได้จากหลายๆ พื้นที่ที่มีติดประกาศของโครงการขายอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ แบบมากมาย

ไม้ดอกไม้ประดับจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากปลูกไว้เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน นอกจากจะเป็นสิ่งที่สวยงามแล้ว ยังทำให้ผู้ปลูกเกิดความเพลิดเพลินจำเริญใจ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความชอบพรรณไม้ที่แตกต่างกันไป บางคนชอบไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม หรือไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม บางคนชอบไม้ใบที่ไม่มีดอก แต่ไม้ใบกลับให้สีสันสวยงามแปลกสายตาชวนมอง เหมือนเช่น ต้นโกสน

โกสน (Croton) เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นที่มีขนาดแตกต่างกันไป ซึ่งบางต้นสามารถสูงได้ถึง 15 ฟุต หากปลูกเลี้ยงปล่อยให้สูงมากจนเกินไปจะดูไม่สวยงาม โกสนเป็นพันธุ์ไม้ในเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก

ใบของโกสนมีด้วยกันหลากหลายสี เช่น เหลือง ส้ม ม่วง ขาว ชมพู คละปะปนอยู่ตามบนแผ่นใบ ซึ่งลักษณะของใบที่เกิดจะขึ้นอยู่กับการผสมของลูกผสมที่เกิดขึ้น ลักษณะใบจะแตกต่างกัน เช่น บางใบยาว ใบแฉก ใบกลม ใบขดเป็นเกลียว ใบป้อม ใบสองตอน หรือใบสั้น เป็นต้น จึงทำให้ผู้ที่ชื่นชอบสามารถมองด้วยความหลงใหลอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว หรือถ้าต้องการให้มีสายพันธุ์ใหม่มากขึ้นก็สามารถทำการพัฒนาพันธุ์เองได้อีกด้วย

คุณสมพร ทับสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 10 ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความสนใจในการปลูกเลี้ยงโกสน เรียกง่ายๆ ว่า เป็นตัวยงเลยก็ว่าได้ จากจุดเริ่มต้นที่ปลูกเพราะความชอบในครั้งนั้น แต่กลับทำให้เขามีประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงทำไม้ส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัล และยังถือเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้อีกด้วย

จากชาวสวน

เข้าสู่ผู้ปลูกเลี้ยงไม้ประดับ

คุณสมพร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่จะเริ่มมาทำการปลูกเลี้ยงโกสน ตนเองมีอาชีพเป็นชาวสวน ประมาณปี 2538 ได้เห็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่มีใบสีสันสวยงามแปลกตานั้นก็คือ โกสน จึงเกิดความชอบที่อยากจะปลูกเลี้ยงในเวลาต่อมา

“ผมเห็นมันสวยดี สีสันค่อนข้างเยอะ ผมก็ชอบและอยากปลูกขึ้นมาเลย ซึ่งวิธีการปลูกก็ไม่ค่อยได้ศึกษาอะไรมากนัก ไปเจอใครที่เขาปลูกอยู่ก็ไปจำๆ เขามา แล้วเราก็ลองมาปลูกทดลองเอง ซึ่งต้นพันธุ์แรกก็ซื้อเข้ามาบ้าง ต่อมาพอชำนาญมากขึ้นก็จะผสมพันธุ์เอง เพื่อพัฒนาพันธุ์ให้มีไม้ใหม่ๆ เกิดขึ้น” คุณสมพร กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อได้โกสนเข้ามาภายในสวนแล้ว คุณสมพร บอกว่า จะนำพ่อแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีและเด่นมาผสมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ จากนั้นต้นพันธุ์ที่ได้มาทำการเสียบยอดขยายให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อให้คงสภาพของพันธุ์ดังเดิม

โกสน เป็นไม้ที่พัฒนาพันธุ์

ได้อย่างไม่รู้จบ

คุณสมพร เล่าว่า เมื่อได้โกสนที่เกิดจากการผสมพันธุ์จนเป็นเมล็ดแล้ว ก็จะนำเมล็ดเหล่านั้นมาเพาะลงในขุยมะพร้าว รดน้ำตามความเหมาะสม เมื่อผ่านไป 15 วัน เมล็ดที่เพาะจะเริ่มงอก ดูแลให้เจริญเติบโตเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี

จากนั้นเตรียมย้ายปลูกลงในกระถางอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญของการปลูกโกสนให้โตดีคือ วัสดุปลูกและภาชนะที่ใส่ปลูกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องจัดการให้ดี มีความเหมาะสม โดยเฉพาะวัสดุปลูก ควรเป็นดินใบก้ามปูผสมกับมะพร้าวสับ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ส่วนกระถางที่ใช้ใส่ปลูกโกสนควรล้างให้สะอาดทุกครั้งที่ทำการปลูก

รดน้ำโกสนในช่วงเช้าและเย็น คุณสมพร บอกว่า การรดน้ำต้องดูตามความเหมาะสม บางวันที่สวนแห่งนี้รดน้ำ 2 วันครั้งก็มี แล้วแต่สภาพอากาศว่าร้อนมากน้อยเพียงไร

โกสนที่ปลูกทั้งหมดทุกต้นจะอยู่ใต้ตาข่ายพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อโกสนเจริญเติบโตมีทรงพุ่มของต้นที่มากขึ้น จึงย้ายไปปลูกลงในกระถางที่มีขนาดใหญ่กว่ากระถางเดิมต่อไป เพื่อให้ได้รับธาตุอาหารใหม่ได้เต็มที่ ซึ่งที่สวนแห่งนี้จะไม่เน้นใส่ปุ๋ยเคมี แต่จะให้เน้นให้ไม้ได้ธาตุอาหารที่ได้จากธรรมชาติ

“ในช่วงที่เราปลูก โรคแมลงของโกสนนี่เราต้องหมั่นดูแล อย่างช่วงหน้าฝนต้องระวังให้ดีเลยคือ ไรแดง ยิ่งต้นหนาวด้วย เยอะกว่าหน้าฝน เพราะฉะนั้น เราต้องฉีดป้องกันไว้ จะรอให้แมลงพวกนี้มาทำลายไม่ได้ เราทำแบบนี้ก็ต้องป้องกันให้ดี” คุณสมพร กล่าว

การฉีดพ่นป้องกันโรคและแมลง ทำการฉีดพ่นยาทุก 10 วัน หรือดูตามความเหมาะสมของการระบาดว่ามากน้อยเพียงใด

เมื่อต้องการขยายพันธุ์โกสนก็จะนำยอดที่มีลักษณะเด่นสวยไปเสียบลงบนต้นตอที่รูปแบบปกติทั่วไป โดยเลือกยอดที่นำมาเสียบ ไม่อ่อนและแก่จนเกินไป จากนั้นนำมาเฉือนให้เป็นรูปลิ่ม ซึ่งขนาดของยอดกิ่งพันธุ์ดีต้องไม่ใหญ่กว่าต้นตอที่ต้องการจะเสียบ

จากนั้นนำต้นตอตัดยอดออกและใช้มีดปาดลงไปให้มีความลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร นำยอดกิ่งพันธุ์ดีที่เตรียมไว้ลงมาเสียบในต้นตอ นำพลาสติกใสพันบริเวณข้อต่อให้แน่นเพื่อให้รอยแผลเชื่อมต่อกันสนิท นำต้นที่ทำการเสียบกิ่งเสร็จเรียบร้อยใส่ลงในถุงพลาสติกมัดปากถุงให้สนิท ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน จึงย้ายมาดูแลข้างนอกตามปกติ ต้นโกสนก็จะพร้อมจำหน่ายได้

จำหน่ายอยู่ที่บ้าน

แบบเสือนอนกิน

คุณสมพร เล่าว่า เรื่องการตลาดเป็นเรื่องที่ไม่น่าห่วงสำหรับเขามากนัก เพราะตั้งแต่ทำการปลูกเลี้ยงโกสนมาไม่ต้องออกไปตระเวนจำหน่ายที่ไหนให้เหน็ดเหนื่อย แต่จะมีคนมารับซื้อถึงที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือแม้กระทั่งผู้ที่สนใจและชื่นชอบโกสน

“ผมไม่ต้องออกไปขายที่ไหนเลย เขามาถึงที่บ้านเลยเวลาที่มีคนมาซื้อ พอเรารู้ว่าเขาจะมาซื้อ เราก็จะบอกเลยว่าชอบใจต้นไหน เข้าไปเลยในสวนนั่น เข้าไปเลือกหยิบได้เลย ชอบใจอยากได้ต้นไหนก็หยิบ แล้วมาวางไว้ ค่อยคิดเงินกันตีราคากันอีกที” คุณสมพร กล่าวพร้อมทั้งหัวเราะ

โกสนที่สวนแห่งนี้ราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ต้นละ 50 บาท และที่มีทรงพุ่มสวยใหญ่ราคาอยู่ที่หลักพันบาท ซึ่งลักษณะใบและสีสันอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล

“ตั้งแต่ทำมาก็ขายดีมาตลอด เรียกว่าไม่มีหนักใจเลยเรื่องการตลาด นี่ขนาดว่าอยู่ที่บ้านเฉยๆ นะ ไม่ได้ไปโปรโมตที่ไหน มีอยู่ช่วงหนึ่งเดือนหนึ่งนี่ขายได้แสนกว่าบาท บางเดือนก็หลักหมื่นบาท ก็เรียกว่าตลาดโกสนนี่ยังไปได้อยู่ แต่ขอให้เราทำไม้ให้ดีให้มีคุณภาพเท่านั้น มันก็ขายได้แน่อยู่แล้ว บางคนมาคนเดียวซื้อหลายหมื่นก็มี คนที่ชอบจริงๆ นี่ซื้อเยอะมาก” คุณสมพร กล่าว

จากสิ่งที่ชอบทำด้วยใจรัก

นำมาสู่รางวัลของชีวิต

คุณสมพร เล่าว่า จากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา 20 ปี ในการปลูกโกสนนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เพราะพรรณไม้ชนิดนี้สามารถทำเงินให้กับเขาเลี้ยงครอบครัวได้ และยังช่วยให้ได้เรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ส่งไม้เข้าประกวดจนได้รับรางวัลมากมาย

“ไม้ที่เราส่งเข้าประกวด เราต้องดูทรงว่าดีไหม สีดีไหม มีความเป็นระเบียบมากไหม ไม้ประกวดต้องเป็นไม้ใหญ่ ตรงสวย เพราะว่าถ้าเป็นต้นเล็ก เอาไปประกวดนี้ต้นมันจะเอน แบบนั้นใช้ไม่ได้ อย่างผมเอาไม้ไปประกวด 20 ต้น ก็เข้ารอบทั้ง 20 เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ไม่อยากให้ผมเข้าประกวดด้วยแล้ว” คุณสมพร กล่าวพร้อมทั้งยิ้ม

ทั้งนี้ คุณสมพร บอกว่า จากความสำเร็จที่ตนเองมีในอาชีพการปลูกเลี้ยงโกสน ต้องขอบคุณตนเองที่เป็นคนช่างสังเกตการเจริญเติบโตของโกสน เพราะภายในสวนแม้ว่าไม้จะอยู่ในที่เดียวกัน แต่ความสวยกลับมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น บางสายพันธุ์จะสวยและเติบโตดีจะต้องอยู่ในบริเวณนี้ของสวนเท่านั้น ถ้าไปอยู่อีกที่หนึ่งก็จะไม่สวย

“ผมนั่งว่างๆ ผมก็นั่งมองไม้ผมไปเรื่อย จะว่าแปลกไหม มันก็ไม่แปลกเพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ อย่างบางต้นนี่ แค่เปลี่ยนที่ก็สวยกว่าอยู่ที่ตรงนั้น มันน่าจะเป็นที่อากาศ แสง อะไรหลายๆ อย่างที่เป็นองค์ประกอบกัน เพราะฉะนั้น เรานี่แหละที่ต้องรู้จักนิสัยของมัน ว่าชอบแสงมากแสงน้อย ยิ่งอากาศนี่ถือว่าสำคัญมาก” จากนั้นคุณสมพร ได้กล่าวแนะนำทิ้งท้ายในบทสัมภาษณ์ต่อไปว่า

“ตอนนี้ที่นี่ก็ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย คนที่สนใจอยากปลูกก็จะมาหา มาเรียนรู้กับผมที่นี่ประจำ ก็ยินดีครับ เราไม่หวงวิชากันอยู่แล้ว ก็จะมีทั้งนักเรียนมาที่นี่เลย ผมก็ยินดีสอนบอกต่อ ให้ความรู้เขาไปให้มากที่สุด มีทั้งสาธิตวิธีการต่างๆ ให้เขาทำได้เลย ถือเป็นความรู้ติดตัวไป” คุณสมพร กล่าวด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมพร ทับสวัสดิ์ หมายเลขโทรศัพท์ (083) 614-4813

ขอบพระคุณ คุณดนัย ปัญจพิทยากุล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ และ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน สุดยอดตำรวจกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่อุบลราชธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เศรษฐกิจพอเพียง

กิตติภณ เรืองแสน

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน สุดยอดตำรวจกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่อุบลราชธานี

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน รับราชการตำรวจในตำแหน่ง รองสารวัตรสายงานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี (รองสว. (ป.) สภ. เขื่องใน) ปัจจุบัน อายุ 58 ปี อยู่ที่บ้านเลขที่ 203 หมู่ที่ 5 บ้านสว่าง ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียรและความรอบคอบ มีเหตุมีผล รู้จักความพอดี แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็อยู่อย่างพอเพียง ด้วยการทำไร่นาสวนผสม บนที่ดินของตนเอง ทั้งขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำไร่มันสำปะหลัง ปลูกพืชผักสวนครัว ทำนาปลูกข้าว ปลูกไม้ผลนานาชนิด เลี้ยงโค เลี้ยงไก่

จนทำให้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ มีเงินเก็บเงินออมจำนวนไม่น้อย อีกทั้งครอบครัวก็อบอุ่นและอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะดำเนินชีวิตแบบพึ่งตนเองด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ได้เล่าถึงความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเองว่า ชื่อเดิมของตนคือ สมศักดิ์ ชากำนัน เป็นชาวอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยกำเนิด เป็นตำรวจรุ่น 29 โรงเรียนตำรวจภูธร 3 ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บรรจุเป็นตำรวจครั้งแรกในปี พ.ศ. 2521 ที่ สภ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ปี พ.ศ. 2536 ได้ย้ายมาอยู่ที่ สภ.เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงปัจจุบัน

มีภรรยาชื่อ อรทัย ชากำนัน หรือ ติ๊ก อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของ พ.ต.ท. ชนะ ชูมาตย์ อดีต รอง ผกก.หน.สภ.หัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว จบการศึกษาปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยผ่านการทำงานมาหลายที่หลายตำแหน่ง แต่ปัจจุบันได้ลาออกมาดูแลไร่นาสวนผสมควบคู่กับการทำหน้าที่ด้านสังคมในหมู่บ้าน คือเป็นเจ้าหน้าที่ อสม. ประจำหมู่บ้าน ส่วนลูกมี 2 คน คนโตชื่อ น.ส. จุฑาภรณ์ ชากำนัน หรือ น้องฝ้าย ปัจจุบันอายุ 25 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธาชนบท จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่วนคนเล็กชื่อ นายกริช ชากำนัน หรือ น้องนุ่น ปัจจุบัน อายุ 23 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบัญชีและการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ เล่าว่า จากการที่ตนเองเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา อยู่กับการทำไร่ ทำนามาแต่กำเนิด และได้ช่วยพ่อแม่ทำมาหากินมาโดยตลอด จึงพอจะมีความรู้และประสบการณ์ในการทำการเกษตรติดตัวอยู่บ้าง จนกระทั่ง ได้ย้ายมาทำงานที่ สภ.เขื่องใน ซึ่งเป็นบ้านภรรยา ในช่วงปลายปี 2536 ก็ได้รับมรดกเป็นที่ดินทำกินหลายแปลง จากนั้นก็เริ่มทำนามาเรื่อยๆ ต่อมาผมได้เกิดความคิดว่า น่าจะทำการเกษตรแบบผสมผสานหรือไร่นาสวนผสม ตามหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เคยคิดและตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำให้สำเร็จบนที่ดินที่มีอยู่ เพื่อตอบแทนพระคุณแผ่นดิน ตามแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อสร้างอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว พอผมตัดสินใจว่าจะลงมือทำไร่นาสวนผสม ก็วางแผนตามขั้นตอน จากนั้นได้ลงมือทำในปี พ.ศ. 2537 โดยมีภรรยาของผมคอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ ซึ่งไร่นาสวนผสมของตนเองจะอยู่ที่หมู่บ้านคำสมอ หมู่ที่ 7 ตำบลยางขี้นก อำเภอเขื่องใน ที่ดินอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้จำนวน 19 ไร่ โดยแบ่งที่ดินมาทำฟาร์มหรือไร่นาสวนผสมเพียง 3 ไร่เศษ โดยใน 3 ไร่เศษๆ นี้ จะมีรั้วรอบขอบชิดป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้ามาทำลายพืชผักและต้นไม้ ที่เหลืออีก 16 ไร่ ก็แบ่งทำนาปลูกข้าวเจ้า 12 ไร่ ปลูกข้าวเหนียว 4 ไร่ พอลงมือทำ ก็ขึ้นป้ายเป็นฟาร์มไปเลย โดยตั้งชื่อว่า “ฟาร์มเศรษฐกิจพอเพียง ปัญญภัณฑ์ฟาร์ม” และภายในฟาร์มบนเนื้อที่ 3 ไร่ เศษๆ นี้ ได้แบ่งที่ดินออกเป็นส่วนๆ ดังนี้

ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 1 งาน ใช้ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยทำเป็นบ้านเรือนไม้ต่อเสาปูน ยกสูง ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 7 เมตร แบ่งเป็น 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ระเบียงที่นั่งเล่น

ส่วนล่างใช้เป็นที่นั่งเล่น ห้องน้ำ และเป็นที่จอดรถ มุงหลังคาด้วยสังกะสีมีรางน้ำ สำหรับรองน้ำฝนไว้ดื่ม ไว้ใช้ ไม่ต้องซื้อน้ำดื่มน้ำใช้จากที่อื่น เป็นที่อยู่อาศัยใช้หลบแดดฝน และหลับนอนได้อย่างสบาย บรรยากาศดีมากเพราะอยู่ริมทุ่งนา มีวัว ควายประดับฉาก มองแล้วสบายตา และรอบบริเวณบ้านปลูกไม้ดอกไม้ประดับพอให้มีสีสัน ส่วนด้านหน้าบ้าน เหลือที่ไว้เป็นลานจอดรถ ซึ่งกว้างขวางพอประมาณ

ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ปลูกไม้ผลและพืชผักสวนครัว สำหรับส่วนนี้ เป็นส่วนสำคัญและเป็นหลักใหญ่ในการสร้างอาชีพ เพราะต้องวางแผนในการปลูกให้เกิดความเหมาะสม กับที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งานนี้ โดยต้องกำหนดพืชที่ต้องนำมาปลูกว่าจะต้องเป็นชนิดใดบ้าง และเมื่อปลูกแล้วจะได้ผล หรือมีความจำเป็นกับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ เหมาะกับดินที่ปลูกมากน้อยเพียงใด

ก่อนอื่น ต้องเตรียมดินให้เหมาะกับการปลูกพืช โดยไถพรวนดินให้ราบเรียบ สม่ำเสมอ เก็บเผาวัชพืชและเศษไม้ให้หมด พร้อมที่จะนำต้นกล้าไม้ผลมาปลูกได้ และก่อนปลูกก็ต้องพิจารณาหาไม้ผลที่จะนำมาปลูกว่าจะปลูกพืชชนิดใดบ้าง เมื่อได้แล้วก็ลงมือขุดหลุมปลูกโดยกะระยะห่างของต้นให้เหมาะสม ไม่แคบหรือกว้างเกินไป โดยพิจารณาถึงพุ่มไม้ที่โตว่าจะต้องใช้ระยะห่างเท่าใด

เมื่อเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็นำต้นกล้าไม้ลงปลูกได้เลย การปลูกไม่ควรนำต้นกล้าไม้ลงปลูกในตอนเช้า หรือตอนกลางวัน เพราะเมื่อปลูกแล้วต้นกล้าที่ปลูกใหม่จะต้องทนรับแสงแดดจ้าในตอนกลางวัน ซึ่งต้นกล้าไม้ยังไม่พร้อมที่ต่อสู้กับอุปสรรคใดๆ ก่อนที่จะตั้งตัวได้ จึงแนะนำให้นำลงปลูกในตอนเย็น หรือช่วงบ่ายที่หมดแดดแล้ว เพราะช่วงต่อไปจะเป็นกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาพอที่จะให้ต้นกล้าไม้ที่ปลูกใหม่ตั้งตัวได้ และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพดินได้ ก่อนที่จะพบกับแสงแดดร้อนในวันต่อไป

เมื่อปลูกแล้วเสร็จใหม่ๆ ก็ควรรดน้ำทุกวัน วันละครั้ง หรือทุกเช้า-เย็น จะดีมาก รดไปทุกวันจนกว่าต้นกล้าไม้ที่ปลูกตั้งตัวได้ไม่เหี่ยวเฉาให้เห็น จึงรดแบบวันเว้นวัน และควรหมั่นดูแลใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้พืชเจริญงอกงาม ตามวันเวลาที่เหมาะสม

ส่วนไม้ผลที่ผมได้นำมาปลูกมีหลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน จำนวน 5 ต้น ลองกอง จำนวน 5 ต้น มังคุด จำนวน 5 ต้น ลิ้นจี่ จำนวน 2 ต้น ส้มโอ จำนวน 8 ต้น มะไฟ จำนวน 5 ต้น ลำไย จำนวน 10 ต้น มะกอก จำนวน 3 ต้น มะนาว จำนวน 12 ต้น น้อยหน่า จำนวน 6 ต้น มะกรูด จำนวน 22 ต้น ไผ่เลี้ยงหวาน จำนวน 15 ต้น ที่หลักๆ ก็มีเท่านี้ นอกนั้นก็เป็นไม้ผลต้นเตี้ย เช่น ฝรั่ง พุทรา น้อยหน่า ฯลฯ ซึ่งต้นไม้ทุกชนิดสามารถเก็บผลผลิตขาย สร้างรายได้ดีพอสมควร

ส่วนที่ 4 เป็นบ่อเลี้ยงปลา สำหรับส่วนนี้ เนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ ตนเองได้ว่าจ้างรถแบ๊กโฮ มาขุดเป็นบ่อสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 20 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร เป็นบ่อขนาดกลาง และมีน้ำตลอดปี หน้าฝนน้ำขึ้นสูงล้นตลิ่ง หน้าแล้งน้ำขอด แต่ก็ไม่ถึงกับน้ำแห้ง ยังพอมีเหลือพอปลาได้อาศัย ปลาที่เลี้ยงก็มี ปลานิล ปลาไน ปลาดุกอุย ปลาปาก ฯลฯ เมื่อเลี้ยงปลาก็ต้องหมั่นให้อาหารทั้งเช้า-เย็น ทั้งอาหารสำเร็จรูป หรือรำอ่อน หรือบางทีมีเศษผักเหลือจากการประกอบอาหารก็นำมาเป็นอาหารปลาได้ เช่น ผักกาด ผักคะน้า กะหล่ำปลี หรือบางทีเราไปตลาดสดเจอผักที่เขาแกะใบแก่ทิ้งก่อนขาย ก็ขอหรือซื้อเขามา เป็นอาหารว่างของปลาได้เป็นอย่างดี

“ปลาส่วนใหญ่ที่ผมเลี้ยงจะเป็นปลานิลและปลาดุกอุยที่อนุบาลในบ่อปูนก่อนให้โตพอเอาตัวรอดได้ ก็โตประมาณ 1 นิ้ว ขึ้นไป จึงนำลงเลี้ยงในบ่อดิน ปลาดุกอุยเป็นปลาที่โตเร็ว กินอาหารเก่ง เลี้ยงประมาณ 1 เดือน ก็จับขายได้แล้ว 7-8 ตัว/กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในช่วงที่ตลาดกำลังต้องการพอดี เพราะพ่อค้าแม่ค้า นำไปย่างหรือทอดขายตัวละ 10 บาท ก็ได้กำไร (ซื้อกิโลกรัมละ 40 บาท ได้ 8 ตัว นำไปย่างขายตัวละ 10 บาท ได้เงิน 80 บาท ก็ได้กำไร 40 บาท) แต่ถ้าโตกว่านี้ ก็ขายยากหน่อย เพราะตลาดนำไปตั้งราคาขายไม่ได้ ถ้าขายตัวละ 15-20 บาท ก็ไม่มีคนซื้อ เพราะเยอะไป กินไม่หมด” ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ บอก

นอกจากบ่อปลาที่กล่าวแล้ว ผมยังมีบ่อปลาธรรมชาติขนาดเล็กอีก 3 บ่อ ในแปลงนาใกล้ๆ กันนี้ มีปลาธรรมชาติหลากหลายชนิด เช่น ปลาหมอ ปลาสลิด ปลากระดี่ ปลาดุกนา ปลาช่อน ปลาไหล กุ้ง ปู ท่านที่ชอบลงแหหรือทอดแห อยากจะทอดแหที่ฟาร์มก็สามารถทำได้เลย มีแหให้ทอด จับปลาขึ้นมาต้มยำหรือย่างสดๆ ร้อนๆ รับรองเอร็ดอร่อยภายใต้บรรยากาศแบบลูกทุ่งๆ และเป็นกันเอง ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชอบแบบนี้ล่ะครับ

ส่วนที่ 5 เป็นส่วนทำนาข้าว ซึ่ง ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ บอกว่า ในส่วนที่ทำนาข้าวนี้ ปลูกข้าวเหนียว 4 ไร่ และปลูกข้าวเจ้า 12 ไร่ และทุกท่านรู้หรือไม่ว่า กว่าที่จะเป็นเมล็ดข้าวสีขาว นำมานึ่ง มาหุงให้เป็นข้าวสุก รับประทานได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไรมาบ้าง ถ้าเป็นชาวนาหรือคนรุ่นเก่าๆ ก็คงจะรู้ดี แต่คนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่ไม่มีไร่ ไม่มีนาทำ จะไม่รู้เลย

ขั้นตอนความเป็นไปเป็นมาพอคร่าวๆ ให้นึกเห็นภาพลางๆ ดังนี้

1. การเตรียมดิน โดยขั้นแรกต้องไถกลบเพื่อพรวนดินก่อน ปล่อยทิ้งไว้ให้หญ้าตายก่อนไถกลบอีกครั้ง ซึ่งการไถก็ต้องดูว่า ดินมีความชื้นหรือไม่ ถ้าแห้งเกินไปก็ไถไม่เข้า ส่วนมากก่อนเข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูทำนา และก่อนลงมือทำนาจะต้องไถพรวนอีกครั้ง เพื่อเป็นการเตรียมดินครั้งสุดท้าย ในขั้นตอนนี้จะหว่านปุ๋ยชีวภาพบำรุงดินก่อนไถก็ได้ หรือจะฉีดยาฆ่าหญ้า คุมหญ้าก่อนก็ได้

2. การเตรียมต้นกล้า ขั้นตอนนี้ถ้าเป็นทำนาแบบหว่านไม่ต้องเตรียมแปลงหว่านต้นกล้า แต่ต้องเตรียมดินหมดทั้งแปลง แล้วหว่านเมล็ดข้าวให้พอเหมาะ ไม่หนาแน่นเกินไป เพราะต้นข้าวโตขึ้นจะมีระยะพอดี การทำนาหว่านจะทำได้เลยไม่ต้องรอให้มีน้ำก่อน เหมาะกับนาดอน แล้วรอให้ต้นข้าวสูงประมาณ 2-5 นิ้ว ค่อยปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ใสปุ๋ย ถ้าเป็นการทำนาแบบนาดำ ต้องทำแปลงต้นกล้าก่อน และต้องมีน้ำขังแล้วถึงจะทำได้ ต้องเลือกแปลงนาที่น้ำไม่ขังมากเกินไป และไม่แล้งน้ำเกินไป เมื่อหว่านพันธุ์ข้าวแล้วต้องควบคุมน้ำให้มีพอเหมาะ ไม่ท่วมหรือแห้ง และระวังต้นหญ้าหรือวัชพืชจะขึ้นรบกวนด้วย หมั่นใส่ปุ๋ย ประมาณ 20-30 วัน ต้นกล้าจะสูงยาวพอถอนไปปักดำได้

3. การดำนา แปลงนาที่จะปักดำ ต้องมีน้ำขัง หรือเป็นดินโคลนเหลวเหนียวพอที่จะปักต้นกล้าให้ยืนต้นได้ และต้องให้ต้นกล้ามีระยะห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งต้นกล้าที่นำมาปักดำก็ได้จากการเพาะพันธุ์ต้นกล้าจาก ข้อ 2

4. ในระหว่างที่ปักดำนาหรือนาหว่านเสร็จแล้ว ในระหว่างนี้ต้องหมั่นดูแลและควบคุมน้ำให้เหมาะสม เพื่อเลี้ยงต้นข้าวให้โต และเพื่อคลุมดินไม่ให้หญ้าเกิดแซมต้นข้าว และควรใส่ปุ๋ยตามขั้นตอนเพื่อให้ต้นข้าวได้ผลผลิตที่ดี ประมาณ 3 เดือน ข้าวจะเริ่มตั้งท้องและออกรวง

5. การเก็บเกี่ยว หลังจากที่ต้นข้าวออกรวงและเมล็ดข้าวเริ่มสุกโดยสังเกตใบเลี้ยงข้าวออกสีเหลือง เมล็ดข้าวออกสีเหลือง ก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้ โดยไม่ต้องรอให้เมล็ดข้าวแก่มาก

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ตนยังได้ปลูกมันสำปะหลังด้วย โดยปลูกบนที่ดินอีกแปลงซึ่งมีเนื้อที่ 9 ไร่ และอยู่ห่างจากจุดที่ตั้งฟาร์มนี้ประมาณ 1 กิโลเมตร โดยแบ่งทำไร่มันสำปะหลัง 5 ไร่ ที่เหลือก็ปล่อยไว้เป็นที่ว่างสำหรับเลี้ยง โค และกระบือ รวมทั้งเป็ดและไก่ ที่ผมเลี้ยงไว้แต่มีจำนวนไม่มากนัก

สำหรับการทำไร่มันสำปะหลังถือว่าประสบผลสำเร็จ เพราะราคาปัจจุบันก็นับว่าอยู่ในขั้นดีพอสมควร อีกทั้งระยะเวลาในการปลูกและเก็บผลผลิตก็ไม่นาน ปลูกเพียงประมาณ 8-10 เดือน ก็ขุดหัวมันขึ้นมาขายได้ ซึ่งการขายมันสำปะหลังของผมจะมี 2 รูปแบบ คือ 1. ขายหัวเป็นๆ ตัดหัวชั่งกิโลขายได้เลย และแบบที่ 2. สับหัวหรือที่เรียกว่ามันเส้นนั่นเอง สับแล้วนำออกตากแดดให้แห้งก่อนนำไปขาย ราคากิโลกรัมละ 5-6 บาท ก็พออยู่ได้

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ทำให้ ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ มีรายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี จากการขายผลผลิตทุกอย่างที่มีอยู่ในฟาร์มและในไร่ ในนา ดังที่ได้กล่าวข้างต้น บวกกับเงินเดือนประจำ จนสามารถส่งลูกทั้ง 2 คน เรียนจบในระดับปริญญาตรีและมีงานทำกันทุกคน ทั้งนี้ มีภรรยาคอยให้กำลังใจและช่วยเหลือการทำไร่นาสวนผสม อีกทั้งเป็นคนมีความมุ่งมั่น ประหยัด อดออม ดำรงชีพอยู่อย่างพอเพียง ทำให้มีเงินเก็บฝากจำนวนไม่น้อย และยังสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก จำนวน 15 ไร่ ที่หมู่บ้านคูเมือง ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งความเจริญ และเป็นทำเลทอง ราคาที่ดินแถวนี้จะสูงมาก เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งที่ดินผืนนี้ ได้ทำการปลูกข้าวเจ้า 8 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 5 ไร่ ปลูกไม้เศรษฐกิจยูคาลิปตัส 2 ไร่

น่าปลื้มใจกับผู้หมวดปัญญภัณฑ์ จริงๆ ครับ สำหรับท่านที่ต้องการไปศึกษาดูงาน ไปเยี่ยมชมสวน หรือฟาร์มของ ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน ก็ติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ทางโทรศัพท์ที่เบอร์ (090) 834-8454 และเมื่อไปแล้วยังอาจจะได้ลิ้มลองต้มยำปลาหรือปลาดุกย่างรสแซ่บ! ฝีมือของภรรยาผู้หมวดปัญญภัณฑ์ อีกด้วยเด้อ

อินทผลัมกินผล พืชสร้างเงินหลังเกษียณ ที่สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

อินทผลัมกินผล พืชสร้างเงินหลังเกษียณ ที่สกลนคร

คุณจเร ชีวะธรรม วัย 69 ปี หรือ ลุงโจ้ ซึ่งเป็นเจ้าของสวนอินทผลัม “บ้านสวนลุงโจ้” อยู่ที่ เลขที่ 290 หมู่ที่ 6 บ้านนาดอกไม้ ตำบลฮางโฮง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า เดิมก็เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีคู่ชีวิตคือ คุณศรีนิล รับราชการครู ปัจจุบันเกษียณแล้ว และหลังจากเกษียณตั้งใจว่าจะอยู่แบบเงียบๆ กับธรรมชาติ เพราะมีความชื่นชอบกับธรรมชาติเป็นทุน มีทุนส่วนหนึ่ง ได้ซื้อที่ดินไว้ 8 ไร่เศษๆ ปลูกบ้านและหวังจะปลูกต้นไม้ใบหญ้า ตามแนวคิดของคนรักธรรมชาติ

ช่วงที่ทำงานอยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ชอบค้นคว้าหาตำรามาอ่านเกี่ยวกับการเกษตร ทดลองปลูกไปตามแนวคิดที่เข้าใจ และตั้งใจว่า หากจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ จะเริ่มต้นการทำเกษตรแบบใด พร้อมคิดว่าบนเนื้อที่สามารถปลูกอะไรได้บ้าง และก่อนที่จะเกษียณได้ไปพบเห็นการปลูกอินทผลัมกินผลที่จังหวัดเชียงใหม่ ลองศึกษาว่าสภาพดินฟ้าอากาศในพื้นที่ของสกลนคร

ประกอบกับอินทผลัมกินผล เป็นพืชที่ตนเองจับตามองมานานและมีความชอบ เพราะเป็นได้ทั้งไม้ประดับและสามารถกินผลได้ สิ่งที่สำคัญตนเองก็ชอบกินผลไม้ชนิดนี้ด้วย กินได้ทั้งผลสดและสุก หวานฉ่ำชุมคอ เรียกว่าเป็นผลไม้ประจำตัวที่ชื่นชอบที่สุด

บ่อยครั้งที่ญาติหรือเพื่อนมาจากต่างจังหวัด มาเยี่ยม จะซื้ออินทผลัมมาฝาก ก็จะเก็บเมล็ดไว้เพื่อนำมาศึกษาและปลูก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ช่วงทำงานได้มีโอกาสหรือเป็นความโชคดี ที่สายงานของตนที่ทำอยู่ มีโครงการที่ทำและสนับสนุนเกษตรพอเพียง ประกอบกับได้ศึกษาและมีความรู้ในส่วนนี้อยู่พอสมควร จากการได้เข้าฝึกอบรมหลายครั้งหลายโครงการ ส่งเสริมการปลูกพืชให้กับพี่น้องเกษตรกร ปลูกพืชทุกชนิดที่มีและที่กิน จึงทำให้หันกลับมามองที่ตนเองว่า น่าจะทำสวนที่บ้านของตนเองด้วย เพื่อให้เกิดความชำนาญและมีความเข้าใจ ซึ่งในช่วงนั้นก็ยังไม่เจาะจงว่าจะปลูกอะไรเป็นหลัก

จากการติดตามข่าวสารทางการเกษตร ทราบข่าวว่า มีการปลูกอินทผลัมกินผลได้แล้วในประเทศไทย จึงเกิดความสนใจ และสอบถามหาที่ปลูก และสุดท้ายทราบว่า ที่สวนโกหลัก จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้เดินทางขอไปเยี่ยมชม หลายครั้ง พบกับ คุณศักดิ์ ลำจวน เจ้าของสวน และพูดคุย ศึกษาการปลูก

ครั้งแรกก็หวั่นใจว่าอินทผลัมจะปลูกได้หรือไม่ แต่พอมาดูตำราหาหนังสืออ่านพบว่า แม้ในทะเลทรายยังปลูกได้ จึงตัดสินใจใช้เนื้อที่มีอยู่ลองทำดู

ลงมือปลูก ปี 51

อินทผลัม น่าจะปลูกได้ เพราะใกล้เคียงกับทางภาคเหนือ จึงได้ตัดสินใจซื้อต้นกล้าอินทผลัมจากสวนโกหลัก ที่จังหวัดเชียงใหม่มาปลูก เมื่อปี 2551 เป็นพันธุ์ KL1 (แม่โจ้ 36) เป็นชนิดแบบกินผลสด จำนวน 50 ต้น

ในช่วงปีแรก อินทผลัม ปลูกง่ายๆ ไม่ต้องดูแลมาก แต่ต้องคอยตรวจสอบเอาใจใส่ทุกวัน เพราะสิ่งที่จะทำให้ อินทผลัมมีโอกาสเสียหายหรือตายได้คือ ด้วง เพราะหากผิดสังเกตต้องจัดการทันที เมื่อเริ่มปีที่ 2 อินทผลัมจะออกดอกและให้ผลผลิต สามารถตัดขายได้ เพราะกินผลสด

ต่อมาในปีที่สองได้เพิ่มอีกจาก 50 ต้น เป็น 100 ต้น บนเนื้อที่ 8 ไร่

ลุงโจ้ บอกว่า อินทผลัม เป็นพืชตระกูลปาล์ม ปลูกได้ทุกที่ในประเทศไทย ที่สำคัญปลูกและดูแลง่ายกว่าพืชชนิดอื่นๆ

สำหรับแนวการปลูกของตนเอง ใช้ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 8×8 เมตร ความกว้างของหลุม 50×50 เซนติเมตร และที่สำคัญอีกประการคือ อินทผลัม มีความต้องการน้ำพอสมควร และขาดไม่ได้

ในช่วงที่เริ่มปลูกนั้นอินทผลัมยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก เรียกได้ว่าได้รับความนิยมน้อย เพราะจากการสอบถามหลายคนก็บอกว่าหรือคิดว่ายังไงก็ปลูกไม่ได้ดีแน่นอน

ช่วงที่ตนเองคิดปลูกมีแต่คนหัวเราะเยาะเย้ยว่า เสียเวลาเปล่าแน่นอน และยังถามอีกว่า เมื่อไหร่จะได้กิน

“จำได้ว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต้นปาล์มต้นแรกได้ฤกษ์ลงปลูก และ 1 ปีผ่านมา ก็เริ่มให้ผลผลิตออกมาให้เห็นแล้ว ในจำนวนนั้น มีทั้งตัวผู้และตัวเมียปนอยู่ ด้วยความที่มีการดูแลอย่างดี จนเกินไปหรือไม่ ไม่สามารถได้ลิ้มลองผลผลิตชุดแรกแต่อย่างใด” ลุงบอก

สาเหตุมาจากการห่อผลที่มิดชิดเกินไป ทำให้อินทผลัมร่วงก่อนเวลาอันควร

เมื่อเป็นอย่างนั้น ได้โทร.ปรึกษาทางสวนโกหลักที่เชียงใหม่ตลอดเวลา ปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ผลร่วง ทำให้รู้และเข้าใจอินทผลัมมากขึ้น และหลังจากนั้นต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกออกมาเป็นตัวเมียกว่า 30 ต้น ทำให้เรียนรู้และเข้าใจมากยิ่งขึ้นกับกระบวนการว่าจะดูแลอย่างใด ให้อินทผลัมได้ผล 100% และทำให้ได้กินผลสด

ลุงโจ้ บอกว่า อินทผลัม มีระบบรากที่แกร่ง ซึ่งระบบรากเหมือนหญ้าแฝก มีความยาวและชอนไชลงได้ลึก หาอาหารเก่ง หากปลูกบนพื้นที่ดินร่วนปนทราย ทำให้อินทผลัมหาอาหารได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังพบว่า ปลูกได้ในพื้นที่มีดินเค็ม จากประสบการณ์ที่พบเอง เมื่ออินทผลัมมีศัตรูเข้ากัดกิน ทำให้ใบเสียหายทั้งหมด เมื่อเข้าไปฟื้นฟูดีขึ้น กลับมีโรคเข้าโจมตีอีก ทำให้เฉาแห้ง จึงได้ทดลองดึงต้นขึ้นมาทั้งหมด พบว่ารากของอินทผลัมมีความยาวหลายเมตร เจาะลึกลงไป แสดงว่าปลูกได้ง่าย ตายยาก

การเตรียมพื้นที่ปลูก

สำหรับเกษตรกรรายใหม่

ลุงโจ้ แนะนำเกษตรกรที่ต้องการปลูกว่า ความจริงไม่ได้เชี่ยวชาญในการปลูก แต่จากการที่คลุกคลีอยู่กับอินทผลัมนั้น ทำให้มีความเข้าใจและมีประสบการณ์ การเตรียมพื้นที่ปลูกก็เหมือนการเตรียมการปลูกพืชอื่นๆ ทั่วไป แต่จะแตกต่างเฉพาะบางพื้นที่อาจไม่เหมือนกัน เนื่องจากสภาพอากาศ ทำเล ที่ตั้ง และแหล่งน้ำที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาก็มีผลเช่นกัน

แต่สำหรับพื้นที่ในจังหวัดสกลนคร ในสายตาตนเองมองว่าเป็นแหล่งปลูกอินทผลัมชั้นยอดทีเดียว สังเกตจากที่เห็นว่าเมื่อนำอินทผลัมมาปลูกไม่นานก็ให้ผลผลิตไวมาก บางช่วงใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น ก็ออกผลผลิตมาให้ได้ชื่นใจแล้ว

ส่วนการปลูกจะมีการเตรียมร่องปลูกแบบยกโคกสูง (รูปกะละมังคว่ำ) เพราะเป็นการป้องกันน้ำท่วมขังโคน ทำให้รากเน่าได้หากน้ำมากเกินไปและขังนาน

หลังจากทำโคกสูงแล้วขุดพรวนดินผสมปุ๋ยคอก 1 ส่วน ยกให้สูงขึ้นอีกราว 25-30 เซนติเมตร ก้นหลุมรองด้วยฟางข้าวแห้ง ส่วนปุ๋ยใช้ปุ๋ยคอกจากมูลโคเท่านั้น ส่วนความห่างระยะระหว่างต้นอยู่ที่ 8-9 เมตร หรือขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่นั้น

เมื่อเตรียมหลุมและนำต้นอินทผลัมลงปลูกแล้ว วิธีปลูกให้ดึงถุงแกะออกเล็กน้อย ดึงรากที่ขึ้นขดในถุงให้เหยียดตรง และให้ตัดรากออกเล็กน้อย นำลงปลูกในหลุม กลบให้แน่น รดน้ำตามไปพอดินยุบตัวลง ให้เติมดินที่เตรียมคลุกไว้ใส่ให้เต็ม สูงประมาณ 20 เซนติเมตร และทิ้งไว้อีกประมาณ 2 วัน จึงรดน้ำ การรดน้ำในสูตรของตนคือ ควรเว้นระยะ รด 3 วัน แล้วเว้นอีก 3 วัน แต่ต้องดูสภาพอากาศประกอบด้วย หากในช่วงระยะนั้นอากาศร้อน ควรเว้น 2 วัน

ส่วนการใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยคอก 4 เดือนครั้ง และปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะใส่น้อยมาก หากจำเป็นใส่ จะให้สูตร 15-15-15 การใส่เท่ากับความกว้างของทรงพุ่ม แบ่งใส่ 2-4 ครั้ง ต่อปี

เมื่อยามที่อินทผลัมออกผล สิ่งที่แนะนำคือ ต้องการใช้ถุงพลาสติกคลุมช่อผล เพราะเป็นการป้องกันฝน เพราะเมื่อไรก็ตามที่อินทผลัมถูกฝนหรือน้ำ จะทำให้ผลไม่สวยและแตกเสียหายได้ เพราะอินทผลัมเป็นพืชชอบน้ำ แต่ทนแล้งได้ดี

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่อยากปลูกอินทผลัมคือ การต้องมาคอยผสมเกสรระหว่างที่ออกผลผลิต เพราะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย การที่จะทำให้ติดลูกดก บางทีจะรอวิธีธรรมชาติก็ยาก เพราะต้องมีการเลี้ยงผึ้ง นำผึ้งเข้ามายุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องที่ลำบาก หากเกษตรกรที่ชอบและชำนาญก็ทำได้ แต่ผลผลิตจะไม่เท่ากับเราจัดผสมให้ เพราะได้ทดลองมาแล้ว หากเราผสมเองไม่รอธรรมชาติจะทำให้อินทผลัมมีผลผลิต ต้นหนึ่งตั้งแต่ 150 กิโลกรัมขึ้นไป หรือที่ออกเป็นพวงอย่างน้อยอยู่ที่พวงละ 7 กิโลกรัม ส่วนการผสม จะนำมากล่าวจะทำให้ไม่ละเอียดมากนัก แต่ไม่ยุ่งยาก เรียนรู้ได้เร็ว เนื่องจากอินทผลัมที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ์

ลุงโจ้ บอกว่า สายพันธุ์ที่ปลูกคือ KL1 เป็นพันธุ์ที่เกิดในประเทศไทย และพัฒนาสายพันธุ์โดยคนไทย เนื่องจากสายพันธุ์อินทผลัมยังไม่นิ่งมากนัก จึงทำให้ไม่สามารถล่วงรู้ เกสรตัวผู้ได้ ว่าเกิดจากสายพันธุ์ใด ผลผลิตที่เกิดขึ้นใหม่จึงถูกตั้งชื่อใหม่ทุกครั้ง เมื่อมีการผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งเมื่อออกมาจะไม่เหมือนต้นสายพันธุ์ เพราะเป็นรุ่นลูกแล้ว

ในประเทศไทยมีการปลูกมานานนับ 10 ปีแล้ว ผลผลิตก็ไม่น่าจะแพ้ที่ปลูกในต่างประเทศได้ เท่าที่ปลูกมา

ยืนยัน สุดอร่อย

แต่ในเรื่องรสชาติ บอกได้เลยว่า อินทผลัมที่ปลูกในประเทศไทย อร่อยกว่าของต่างประเทศแน่นอน

เนื่องจากอินทผลัมของต่างประเทศรสไม่หวานเท่าเรา ไม่เหมือนอินทผลัมไทยรสหวานมากและฝาดน้อย ถูกใจคนไทยมากกว่า

สำหรับศัตรู ก็เป็นประเภทแมลง เพราะระยะหลังพบว่า เป็นเชื้อรา ทำลายใบ และต้นเหี่ยว ส่วนที่ร้ายกาจหนักเป็นที่ชอบของด้วง ด้วงแรด ด้วงงวงมะพร้าว จะเข้าทำลาย สังเกตดูต้น เพราะด้วงพวกนี้จะเจาะเข้าไปวางไข่แล้วแพร่ขยายทำลายต้นตายได้ง่าย ต้องตรวจทุกวัน ผิดสังเกตมีรอยเจาะ รีบทำลายทันที

สำหรับในเรื่องตลาดจำหน่าย ปัจจุบัน ผลผลิตมีไม่พอขาย มีการเข้าแย่งกันซื้อถึงในสวน แม้ปัจจุบันจะมีการหันมาสนใจปลูกกันมาก ความสำเร็จได้ผลผลิตที่ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้นจะยากยิ่ง เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ความชำนาญ

ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา มีการโหมประชาสัมพันธ์กันมาก และขายพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรไปปลูก ในส่วนของที่นี่ก็มีการจำหน่ายต้นพันธุ์เหมือนกัน โดยทุกวันนี้ผลผลิตที่ออกมา จะอยู่ที่ 2,000-2,500 กิโลกรัม ต่อปี โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 500 บาท เป็นอินทผลัมกินผลสด

สำหรับท่านใดสนใจ อยากศึกษาเรียนรู้หรือปลูก ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณจเร ชีวะธรรม หรือ ลุงโจ้ โทร. (081) 873-3073, (085) 164-9098 ลุงโจ้ยินดีให้คำแนะนำ หรือศึกษาดูงานได้ ขณะนี้ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต จะมีผลผลิตอินทผลัมออกมาให้ได้ชิมกันมาก เป็นอีกผลไม้ชนิดหนึ่งของไทย

แนะเคล็ดลับ การทำสวนทุเรียนนอกฤดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

แนะเคล็ดลับ การทำสวนทุเรียนนอกฤดู

ปีนี้ถือเป็นปีทองของทุเรียนไทย เพราะราคาสูงกว่าทุกปี ราคาขายหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท สร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาสนใจปลูกทุเรียนกันมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น จังหวัดศรีสะเกษ จากเดิมที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 2,000 ไร่ ก็แห่ปลูกทุเรียนกันเพิ่มขึ้นเป็น 40,000 ไร่ ส่วนจังหวัดชุมพร ก็ตัดโค่นต้นยาง 200,000 ไร่ เพื่อนำมาปลูกต้นทุเรียนมากขึ้นเช่นกัน แต่การทำสวนทุเรียนให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของต้นทุเรียนเพื่อผลิตทุเรียนคุณภาพดีป้อนตลาดในอนาคต

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้เคล็ดลับการผลิตทุเรียนนอกฤดู ของ คุณสุเนตร สุทธิสถิตย์ โทร. (089) 936-1214) ตั้งอยู่พื้นที่บ้านจำรุง หมู่ที่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง จังหวัดระยอง เกษตรกรต้นแบบที่มีประสบการณ์ปลูกทุเรียนมากว่า 20 ปี มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 600 ต้น จำนวน 4 แปลง กระจายอยู่ในพื้นที่ตำบลกองดิน ตำบลบ้านนา ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง และตำบลน้ำเป็น อำเภอเขาชะเมา

สำหรับสวนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเนินฆ้อ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกว่า 200 ต้น เป็นต้นทุเรียนอายุ 30 ปี จำนวน 100 ต้น อายุ 11 ปี จำนวน 30 ต้น อายุ 7 ปี จำนวน 50 ต้น อายุ 6 ปี จำนวน 15 ต้น และ อายุ 3 ปี จำนวน 5 ต้น สำนักงานเกษตรอำเภอแถลง ยกย่องให้สวนแห่งนี้เป็นแปลงสาธิตการผลิตทุเรียนนอกฤดูของอำเภอแถลง

คุณสุเนตร เป็นเกษตรกรที่ขยัน ดูแลจัดการสวนทุเรียนแบบประณีต ตั้งแต่เริ่มมีดอก คอยตัดแต่งกิ่ง ควบคุมทรงต้นให้ต้นทุเรียนมีโครงสร้างต้นที่แข็งแรง รับน้ำหนักผลผลิตได้ดี พร้อมกับดูแลป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูสม่ำเสมอ ทำให้ต้นทุเรียนออกดอกเต็มที่และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

“ปีนี้ มีต้นทุเรียนที่มีผลผลิต ไม่เป็นไปตามเป้าหมายแค่ 5 ต้น สำหรับทุเรียนเบอร์สวย จะเก็บผลผลิตที่ความแก่ 75% ส่งขายให้กับบริษัทส่งออกไปขายตลาดจีน ส่วนทุเรียนเบอร์สวย ผลแก่จัดจะเก็บขายให้พ่อค้าขาประจำ ผลผลิตโดยรวมในปีนี้ ต้นทุเรียนให้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 80 ผล น้ำหนัก ผลละ 2-3 กิโลกรัม ราคาขายส่งหน้าสวนประมาณ 80-90 บาท/กิโลกรัม” คุณสุเนตร กล่าว

“อากาศแปรปรวน”

อุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน

คุณสุเนตร บอกว่า ภาวะอากาศแปรปรวน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน เพราะทำให้ปีนี้ ต้นทุเรียนทยอยออกดอกติดผล 5 รุ่น เก็บเกี่ยวรุ่นละ 1 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน-กรกฎาคม ทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาในการดูแลจัดการสวนมากขึ้นกว่าเดิม แต่จุดดีคือ ขายทุเรียนได้ในราคาสูง เพราะผลผลิตไม่กระจุกตัวเหมือนกับปีก่อน

สวนทุเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เจอผลกระทบจากภาวะอากาศแปรปรวน ดอกกำลังบาน เจอฝนช่วงปีใหม่ ดอกร่วงกันหมด ปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แค่ 5-6 ตัน เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยทำได้ถึง 20 ตัน แต่สวนทุเรียนของคุณสุเนตรปีนี้กลับมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 32 ตัน จากเดิมที่เคยทำได้ 30 ตัน เมื่อปีก่อน เพราะคุณสุเนตรดูแลจัดการสวนตามคำแนะนำของ อาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ อดีตนักวิชาการด้านอารักขาพืช กรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอทุเรียน” อาจารย์ดนัยแนะนำให้คุณสุเนตรใช้ “ฟอส ครอป. เค” เป็นปุ๋ยน้ำตัวใหม่ในรูปฟอสฟอรัสแอซิก เป็นทั้งสารอาหารพืช และเป็นวัคซีนป้องกันโรค ช่วยให้ต้นทุเรียนมีขั้วดอกเหนียวไม่ร่วงง่าย สารฟอสไฟด์ ช่วยแก้ไขปัญหาโรครากลำต้นกิ่งผลเน่า จากเชื้อราไฟทอปทอร่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนะเคล็ดลับเพิ่มผลผลิต

ทุเรียน ปี 2559/2560

จากปัญหาภัยธรรมชาติที่ผ่านมา เป็นอุปสรรคต่อการปลูกดูแลต้นทุเรียน ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องดอกและผลที่เสียหายจากลมพายุ ผลผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ต้นโทรม เพราะขาดการดูแลอย่างถูกวิธี ชาวสวนทุเรียนส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ไม่สามารถทำให้ต้นทุเรียนออกดอกได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืช จึงร่วมกับนักวิชาการอิสระคือ อาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ “หมอทุเรียน” จัดสัมมนาให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ในหัวข้อ “ไม้ผลปีการผลิตหน้าจะก้าวไปอย่างไร? เจียไต๋ มีคำตอบ” ที่จังหวัดจันทบุรี โดยชาวสวนทุเรียนที่สนใจเข้าร่วมงาน ประมาณ 300 ท่าน

อาจารย์ดนัย กล่าวว่า ผมศึกษาจากฐานข้อมูลของนักวิชาการและศูนย์อุตุนิยมวิทยา พบว่า ในฤดูการผลิต ปี 2559/2560 ปริมาณน้ำฝนจะอยู่ในเกณฑ์พอดี ไม่มีภัยแล้ง และไม่มีน้ำท่วม ช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีปัญหาฝนทิ้งช่วงระยะหนึ่ง หลังจากนั้น ฝนจะตกเพิ่มขึ้นไปจนถึงเดือนตุลาคม หากย้อนดูข้อมูลปริมาณน้ำฝนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า หากมีฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคม และมีฝนตกหนักในเดือนสิงหาคม-กันยายน ฝนจะไปหมดประมาณช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้น จะเผชิญกับภาวะอากาศหนาวเย็นลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ไม้ผลออกดอกพร้อมๆ กัน

จากการวิเคราะห์แนวโน้มสภาวะอากาศในปีนี้ คาดว่า ช่วงเดือนตุลาคมจะมีปริมาณการแตกใบอ่อนของไม้ผลรุ่นธรรมชาติเป็นจำนวนมากในทุกพืช เป็นเหตุให้ผลผลิตรุ่นแรกมีปริมาณการออกดอกน้อย และเข้าสู่ตลาดน้อย สินค้ามีราคาสูง ช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีลมหนาวเข้ามาส่งเสริมให้ไม้ผลได้รับความเครียด และจะออกดอกพร้อมๆ กัน เป็นจำนวนมากถึงเดือนธันวาคม ทุกๆ พืช ปริมาณดอกเริ่มมากขึ้น ผลผลิตจะล้นตลาด เป็นเหตุให้ราคาอ่อนตัวลงมาก

ส่วนเดือนธันวาคม ลมหนาวยังมีอิทธิพลให้ไม้ผลที่แตกใบอ่อนในเดือนพฤศจิกายนออกดอกรุ่นหลังในเดือนมกราคม แต่จะมีปริมาณไม่มากนัก เพราะพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ออกดอกหมดแล้วในเดือนธันวาคม ถึงจะแตกใบอ่อนมาจากเดือนตุลาคมก็ออกดอกได้ สำหรับเดือนมกราคม 2560 เป็นเดือนที่ดอกของไม้ผลกำลังอยู่ในระยะดอกบานเป็นส่วนใหญ่ คาดว่าจะพบปัญหาด้านแมลงศัตรูพืชรุนแรง โดยเฉพาะเพลี้ยไฟที่เป็นอาการของทุเรียนหนามจีบหรือหัวจีบ และการระบาดของไรแดง รวมถึงเพลี้ยแป้ง เพลี้ยต่างๆ ทำให้หนามล้มได้

เดือนมีนาคม-15 เมษายน เป็นช่วงระยะเวลาที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนนอกฤดู (กลุ่มทำสาร) และมังคุดที่ออกดอกรุ่นแรก ในวันที่ 25 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม ราคาและการตลาดคงดี เพราะมีปริมาณผลผลิตเข้ารุ่นแรกในปริมาณน้อย เดือนเมษายน-พฤษภาคม ตั้งแต่ วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไป จนถึง 20 พฤษภาคม คาดว่าผลผลิตของไม้ผลต่างๆ จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น อันเป็นผลมาจากลมหนาวในเดือนธันวาคม จึงคาดการณ์ว่าราคาผลผลิตจะเริ่มมีความแปรปรวนและผลผลิตล้นตลาด

เดือนมิถุนายน ผลผลิตของไม้ผลโดยรวมเริ่มมีปริมาณที่น้อยลง เป็นเหตุให้ความต้องการของตลาดเริ่มสูงขึ้น ราคาน่าจะขยับสูงขึ้นตาม แต่เกษตรกรจะต้องประสบกับความเสียหายของผลผลิต อันมีเหตุปัจจัยมาจากมีปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพ เช่น ทุเรียนเนื้อแข็งเป็นไต มังคุดอาการยางไหลไส้เหลือง และโรคผลเน่าของไม้ผลต่างๆ

ความเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศในประเทศไทย และในภาคตะวันออก ในปีการผลิต 2558/2559 ที่ผ่านมาเป็นเหตุปัจจัยหลักที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้เป็นอย่างมาก โดยเริ่มตั้งแต่การมีฝนตกต่อเนื่องผิดฤดูกาลคือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ซึ่งเป็นระยะที่ไม้ผลควรจะออกดอก แต่กลับมีการแตกใบอ่อนเป็นจำนวนมาก และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์เกิดสภาวะลมหนาวเย็นและกระแสลมแรงมาก จนทำให้ผลไม้ร่วงหล่นเสียหาย ดอกที่กำลังบานก็ไม่สามารถติดผลได้ ยังประสบกับสภาวะภัยแล้งทุกพื้นที่ จากสภาพความเสียหายดังกล่าว ทำให้ไม้ผลพืชเศรษฐกิจบางส่วนไม่ได้ให้ผลผลิตและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่บางส่วนเสียหายมากจนต้องได้รับการจัดการดูแลอย่างดี

เพื่อเตรียมการเข้าสู่ฤดูการผลิตต่อไป อาจารย์ดนัย มีข้อแนะนำดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การจัดการฟื้นฟูสภาพต้นทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต (เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยประมาณ) หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องประเมินสภาพความสมบูรณ์ของต้นว่าอยู่ในระดับใด เพื่อส่งผลต่อขั้นตอนการจัดการฟื้นฟูสภาพต้น โดยดูจากสภาพใบ

ขั้นตอนที่ 2 การปรับโครงสร้างสวนการตัดแต่งกิ่งและการควบคุมโรครากลำต้นเน่า การตัดแต่งกิ่ง เป็นประเด็นสำคัญในความหมายตรงนี้ จะแตกต่างกันออกไปจากการตัดแต่งเพื่อปรับโครงสร้างสวน เพราะการตัดแต่งตรงนี้เป็นการตัดแต่งเพื่อส่งเสริมหรือสนับสนุนการเจริญเติบโตของต้นทุเรียน เช่น การตัดกิ่งแขนง การตัดแต่งดอก การตัดแต่งผล และการตัดแต่งกิ่งเพื่อส่งเสริมการออกดอก

จากการศึกษาของอาจารย์ดนัย พบว่า ทุกขั้นตอนมีหลักการสำคัญที่สามารถยึดเป็นหลักในการนำไปสู่การปฏิบัติได้ดังนี้ เริ่มจากการตัดกิ่งแขนง แขนงคือ กิ่งที่มีขนาดเล็ก จะเกิดขึ้นภายในกิ่งใหญ่ โดยจะเกิดด้านข้างของกิ่งหรือด้านล่างกิ่งใหญ่ แขนงมีประโยชน์มากโดยสามารถที่จะสังเคราะห์แสงสำหรับต้นที่ไม่มีใบนอกทรงพุ่มหรืออาการเจ็บป่วยจากอาการยอดแห้งใบ แคระแกร็น และที่สำคัญยังเป็นตัวดึงพลังงานที่ใบด้านนอก ส่วนยอดผลิตแล้วให้ไหลลงมาสะสมตามกิ่งแขนง เพื่อสร้างตาดอกอีกด้วย จึงพบว่ามีการออกดอกได้ดีและทั่วต้น

อาจารย์ดนัย แนะนำหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ไม่ตัดแต่งต่อเมื่อหากพบว่าทุเรียนต้นนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีใบด้านนอก และขาดความสมบูรณ์ หรือมีการระบาดของโรครากลำต้นเน่า โรคใบแก้วหรือใบด่างเหลือง

2. เมื่อพบว่าเป็นระยะที่ทุเรียนเริ่มมีการออกดอกในระยะไข่ปลาหรือตาปู และจะตัดแขนงได้เมื่อดอกมีปริมาณมากพอ อยู่ในระยะเหยียดตีนหนูขึ้นไป

อาจารย์ดนัย แนะนำให้ตัดแต่งกิ่งแขนงต่อ ใน 5 กรณี คือ

1. เมื่อต้องการให้ทุเรียนแตกใบอ่อน หรือเมื่อใบอ่อนเริ่มแตกและต้องการให้การแตกใบอ่อนดีขึ้น

2. เมื่อต้องการให้ทุเรียนออกดอกในรุ่นธรรมชาติ โดยต้องมีส่วนประกอบอื่นๆ คือ ต้นสมบูรณ์ ใบแก่ อากาศเริ่มมีความหนาวเย็น หรือมีสภาวะฝนทิ้งช่วง

3. เมื่อต้องการที่จะเตรียมต้นเพื่อผลิตทุเรียนนอกฤดู

4. เมื่อมีการตัดแต่งดอกทุเรียน ให้ดอกมีความสมบูรณ์ ไม่เป็นที่หลบอาศัยของศัตรูพืช

5. เมื่อพบว่าหลังจากการออกดอกแล้วหรือติดผลแล้วมีการแตกแขนงภายในตามตำแหน่งตาดอกหรือผลอ่อนที่หลุดร่วง โดยมักจะเป็นแขนงที่ท้องกิ่งด้านล่าง

อาจารย์ดนัย แนะนำการปรับโครงสร้างของสวนเพื่อผลในการป้องกันโรค โดยปรับปรุงระบบหัวจ่ายน้ำ ไม่ให้น้ำเหวี่ยงโดนบริเวณลำต้นตรงจุดนี้ ต้องให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม เกษตรกรต้องให้ทำทุเรียนแห้งนานถึง 6 เดือน ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรคลำต้นเน่า จะลดลงอย่างมาก ยกเว้น ต้นที่มีอาการรากเน่าอยู่แล้ว หากเปิดหัวเหวี่ยงเข้าต้นได้เพียงเล็กน้อยกันอาการเปลือกแตกต้นโทรม และถ้าเป็นไปได้ให้ปรับระบบเป็นให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ รวมถึงสารเคมีหรือยาฆ่าเชื้อได้จะเป็นผลดีอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 3 การจัดการใบเพื่อเตรียมความพร้อมของต้นต่อแผนการผลิต การผลิตทุเรียน โดยทั่วไปจะมีแนวทาง 3 ประการ คือ การผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติและรุ่นหลัง หรือรุ่นล่า คือออกดอกเก็บเกี่ยวช้ากว่าแปลงอื่นๆ ซึ่งตามลักษณะของพื้นที่และในสภาพต้นทุเรียนในแปลงเดียวกัน ก็อาจจะมีความพร้อมที่แตกต่างกันได้ เกษตรกรต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้สภาพใบโดยรวมมีความสมบูรณ์และมีปริมาณใบที่ใกล้เคียงกัน ตรงจุดนี้คือความหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมของต้น

ขั้นตอนที่ 4 การเตรียมความพร้อมของต้นและใบในใบชุดสุดท้ายก่อนการออกดอก อาจารย์ดนัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ความหมายของใบที่ 2 หรือ 3 ทำความเข้าใจได้ยาก โดยแต่ละคนจะเรียกไม่เหมือนกัน แต่หากได้ดำเนินการมาจาก ขั้นตอนที่ 3 แล้วเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจะทราบดีว่า “ใบสุดท้าย” คือใบรุ่นใดซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในการผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติหรือรุ่นล่าหรือรุ่นหลัง จะแตกต่างกันที่ วัน เดือน ปี แต่การจัดการเหมือนกันคือ “การสะสมความสมบูรณ์ของต้นให้พร้อมต่อการออกดอก”

อาจารย์ดนัย ให้ข้อสังเกตว่า ใบอ่อนทุเรียนชุดสุดท้ายนี้จะแตกต่างกัน เช่น

ทุเรียนที่ผลิตนอกฤดู (ทำสาร) จะแตกใบอ่อนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

ทุเรียนที่ผลิตหัวธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือนกันยายน

ทุเรียนที่ผลิตธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนนอกฤดู หรือการดูแลไม้ผลอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก อาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ ได้ที่เบอร์โทร. (092) 656-9529 เวลา 8.00-13.00 น. ได้ทุกวัน

งานปรับปรุงพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ “ไก่เหลืองหางขาว” ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

สกู๊ปพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

งานปรับปรุงพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ “ไก่เหลืองหางขาว” ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี

โครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไก่พื้นเมือง ที่มีกรมปศุสัตว์เป็นแม่งาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่เกษตรกรเลี้ยงในแต่ละท้องถิ่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ และสืบค้น รวบรวมภูมิปัญญา เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้ในการเลี้ยง การผลิตให้ถูกหลัก วิชาการ และควบคุมโรคระบาด

ทั้งนี้ มีการประเมินเบื้องต้นว่าไก่พื้นเมืองจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ประดู่หางดำ ไก่ชี ไก่แดง และไก่เหลืองหางขาว มีศักยภาพในการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมกับมอบหมายภารกิจให้ศูนย์วิจัยเชียงใหม่ ดูแลรับผิดชอบไก่ประดู่หางดำ, ศูนย์วิจัยท่าพระขอนแก่น ดูแลรับผิดชอบไก่ชี, ศูนย์วิจัยสุราษฎร์ธานี ดูแลรับผิดชอบไก่แดง และศูนย์วิจัยกบินทร์บุรี ดูแลรับผิดชอบไก่เหลืองหางขาว

คุณธีระชัย ช่อไม้ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี กล่าวว่า โครงการงานปรับปรุงพันธุ์ไก่เหลืองขาวได้ทำกันมาตลอดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี โดยในช่วง 5 ปีแรก เป็นความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

จากแผนงานจะเริ่มต้นด้วยการออกสำรวจพื้นที่ทุกแห่งเพื่อค้นหาพันธุกรรม ทั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่ต้องการแค่จะค้นพบสายพันธุ์ไก่เหลืองหางขาวที่แท้จริง แต่ควรมีการเก็บพันธุกรรมที่ดีไว้เป็นข้อมูลในคราวเดียวกันด้วย

จากนั้นจึงไปหาซื้อพันธุ์ไก่มาจากทุกแหล่งในประเทศ แล้วนำมาเลี้ยงแยกกลุ่ม มีการทำรหัส เลข และสี เพื่อระบุที่มาและประวัติไก่ทุกตัว ทั้งยังมีการบันทึกข้อมูลลำดับขั้นตอนการเจริญเติบโตตั้งแต่ในช่วงเป็นไข่จนกระทั่งโตเต็มวัยว่าเป็นไก่ตัวไหนเพื่อจะได้สืบค้นได้ถูก

สำหรับฝูงไก่ที่กำหนดไว้ในโครงการมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 400 ตัว ซึ่งประกอบด้วย แม่พันธุ์จำนวน 350 ตัว พ่อพันธุ์จำนวน 70-80 ตัว จากนั้นจึงให้มีการผสมพันธุ์ จนเมื่อได้ลูกไก่ออกมา พบว่ามีหลากหลายสีมาก จึงต้องจัดการคัดแยกลูกไก่ที่ดูแล้วมีลักษณะใกล้เคียงออกมาไว้ต่างหาก และต้องทำตามขั้นตอนเช่นนี้ทุกปี โดยจะต้องคัดเลือกให้ตรงตามคุณลักษณะเด่นของสายพันธุ์พื้นเมืองเหลืองหางขาว ไม่ว่าจะเป็นที่ปาก แข้ง รวมถึงสร้อยต้องมีสีเหลืองและหางมีสีขาว

ดังนั้น จึงต้องเลี้ยงด้วยกรงตับ แล้วเมื่อได้ไข่จะทำเครื่องหมายไว้ทุกใบ เพื่อต้องการจับคู่แม่-ลูกให้ถูกต้อง จะต้องมีการคัดแยกในทุกระยะ ทุกขั้นตอนของการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นระยะฟัก ระยะอนุบาล ระยะเล็ก ระยะรุ่น และระยะพ่อ-แม่พันธุ์ ทั้งนี้ เพื่อดูพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตลอดเวลา จึงต้องหมั่นสังเกตแล้วคัดแยกไก่ที่มีลักษณะถูกต้องไว้

นอกจากการคัดเลือกตัวไก่แล้ว ขณะเดียวกัน ต้องมีการเก็บข้อมูลเรื่องไข่ของไก่พื้นเมืองด้วย เพื่อนำมาศึกษาว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร มีความเหมือนหรือแตกต่างจากไก่ไข่ทั่วไปอย่างไร แล้วผลจากการเก็บข้อมูลไข่พบว่าไก่เหลืองหางขาวมีสีเปลือกตั้งแต่เป็นสีครีม สีขาว และน้ำตาลอ่อน ซึ่งแตกต่างจากไข่ไก่ที่วางขายเนื่องจากมีสีน้ำตาลเข้ม ดังนั้น ถ้าไปเดินตามตลาดที่มีชาวบ้านนำไข่มาวางขายแล้วพบว่าไข่ไก่สีอ่อนขาวนวล แสดงว่าเป็นไข่ของไก่พื้นเมือง

ผอ. ศูนย์วิจัย เผยว่า ควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุ์ไก่พื้นเมืองทั้งที่อยู่ในถิ่นและนอกถิ่น (อนุรักษ์ในถิ่นหมายถึง การนำไปให้ชาวบ้านเลี้ยงแบบธรรมชาติ เพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ ส่วนการอนุรักษ์นอกถิ่นหมายถึง ความรับผิดชอบของศูนย์วิจัยที่ต้องดูแลและอนุรักษ์ไก่ไว้)

สำหรับชาวบ้านนำไก่เหลืองหางขาวไปใช้ประโยชน์คือ กลุ่มที่ต้องการเลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร หรือขายเป็นไก่บ้าน อีกกลุ่มเลี้ยงเพื่อใช้เป็นไก่สวยงาม มีการแยกเพศแล้วส่งประกวด โดยกลุ่มนี้ต้องการให้ไก่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ กลุ่มต่อมาเลี้ยงเพื่อการแข่งขัน อาจไม่เน้นสีสันเท่าไร แต่ขอให้มีคุณสมบัติเด่นในการตี โดยกลุ่มนี้นิยมไก่ที่มีขนาดไม่เกิน 3 กิโลกรัม

“นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความต้องการจากสถาบันการศึกษาเพื่อนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยเรียนรู้ ถึงแม้ความต้องการไก่ของกลุ่มนี้จะมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการนำไปใช้ต่อยอดเพาะ-ขยายเป็นไก่ลูกผสมพื้นเมืองเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว เห็นว่าจะสร้างคุณประโยชน์มากมาย”

ภายหลังจากการอนุรักษ์นอกถิ่นเสร็จแล้วจะต้องนำไก่พื้นเมืองกลับไปให้ชาวบ้านเลี้ยงแบบอนุรักษ์ในถิ่น เพราะโดยแท้จริงแล้วไก่จะต้องกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ จะต้องหากินเอง ผสมพันธุ์กันแล้วฟักไข่เอง จึงจะเป็นไก่พื้นเมืองที่แท้จริง

สำหรับการผลิตพ่อ-แม่พันธุ์เพื่อจำหน่าย คุณธีระชัย บอกว่า ที่ศูนย์มีการเพาะ-เลี้ยงลูกไก่ตลอดเวลา ในแต่ละสัปดาห์จะขายลูกไก่ออกไปประมาณ 300-400 ตัว อายุไก่ที่ขายเป็นลูกไก่ที่มีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ ราคาขายตัวละ 15 บาท เป็นการขายเหมารวมเพศ

“ที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการมากเพราะยอดการสั่งจองมีเข้ามามากถึง 5,000-6,000 ตัว จนต้องมีการระงับการจองในบางคราวเพื่อให้สามารถเพาะลูกไก่ได้ทันเวลา โดยลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน และในบรรดาความต้องการเลี้ยงมีกลุ่มที่เป็นชาวบ้านนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นไก่พื้นเมืองจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่น”

ผอ. ศูนย์วิจัย แนะนำวิธีเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบถูกต้องและประหยัดว่า ควรมีการกำหนดพื้นที่เลี้ยงให้สอดคล้องกับโรงเรือน ทั้งนี้ มีการสำรวจออกแบบสถานที่สำหรับเลี้ยงไก่พื้นเมืองว่าควรมีพื้นที่ด้านนอกประมาณ 6 คูณ 6 เมตร เฉพาะโรงเรือนมีขนาด 2.50 คูณ 2.50 เมตร สามารถเลี้ยงไก่ได้จำนวน 15-20 ตัว โดยมีราคาคอกไก่และโรงเรือนประมาณ 8,500-9,000 บาท อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความประหยัดควรใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ในท้องถิ่น

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทางศูนย์วิจัยกบินทร์บุรีทำอยู่คือ การเลี้ยงไข่ไก่แบบอิสระ เนื่องจากเป็นการช่วยในเรื่องการลดต้นทุน เพราะที่ผ่านมาการเลี้ยงในกรง หรือในคอก พบว่ามีต้นทุนสูง แต่ในรูปแบบการเลี้ยงอิสระนี้จะปล่อยให้ไก่ออกหาอาหารตามธรรมชาติในบริเวณพื้นที่จำกัด ซึ่งไก่สามารถหาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืช/แมลง ครั้นเมื่อถึงเวลาให้อาหารตามปกติพบว่าไก่กินอาหารที่เตรียมไว้ให้น้อยลงจากเดิมที่เคยกินปริมาณ 120 กรัม ต่อตัว ต่อวัน จะเหลือเพียง 70-75 กรัม ต่อตัว ต่อวัน

โดยวิธีการตามแนวทางนี้คือ เมื่อถึงเวลาการให้อาหารในช่วงเช้าจะยกถังอาหารให้สูงขึ้น แล้วปล่อยไก่ออกมาจากโรงเรือนเพื่อให้ออกไปหากินอาหารตามธรรมชาติ และควรเป็นพื้นที่มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่-เล็ก แต่ไม่ควรปล่อยโล่ง จนกระทั่งตอนบ่ายให้นำถังอาหารลงพื้นตามปกติแล้วจึงต้อนไก่เข้าโรงเรือน เพื่อให้ไก่กินอาหารที่เตรียมไว้ ซึ่งจะพบว่าอาหารที่เคยให้ตามปกติจะเหลือจากเดิมเพิ่มมากขึ้น

ไก่ที่เลี้ยงเป็นพันธุ์โรสไอแลนด์เรด ไก่พันธุ์นี้จะเริ่มไข่เมื่ออายุ 22 สัปดาห์ โดยจะสามารถให้ไข่ได้ประมาณ 1 ปี คุณธีระชัย เผยว่า คุณภาพไข่ที่ได้อยู่ในเกณฑ์ตามปกติ และน้ำหนักไก่โดยเฉลี่ยประมาณ 1.8-2 กิโลกรัม แต่ให้สังเกตว่าลักษณะโดยรวม ไก่จะมีความสมบูรณ์ มีสีขนเรียบมัน เนื่องจากไก่มีความสุข

แล้วยังชี้ว่า ความสามารถในการให้ไข่คงจะเทียบกับธุรกิจเอกชนไม่ได้ แต่อาจจะมีศักยภาพในการให้ไข่ได้ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากลับไปมองในเรื่องต้นทุนแล้วกลับช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าซึ่งถือเป็นเรื่องดี ดังนั้น แนวทางนี้จึงเหมาะกับชาวบ้าน

“ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะเป็นการยืนยันให้กับสังคมได้รับรู้อย่างแท้จริงว่า ไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาวของแท้นั้นมีตัวตนจริง สามารถทำให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและเห็นของจริงด้วย นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เป็นช่องทางประกอบอาชีพของเกษตรกรรายย่อยได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับสินค้าที่เป็นผลผลิตจากธุรกิจรายใหญ่ แล้วช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงไก่พื้นเมือง” ผอ. ศูนย์วิจัย กล่าว

ท่านที่สนใจต้องการพันธุ์ไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาวต้องโทรศัพท์มาสั่งจอง ระบุจำนวนที่ต้องการได้ที่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี โทรศัพท์ (037) 625-208 ในเวลาราชการ

ชื่อท้องถิ่น ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี

ถิ่นกำเนิด และแหล่งที่เลี้ยง ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี (Lueng Hang Kao Kabinburi) – เป็นไก่พันธุพื้นเมืองไทย กรมปศุสัตว์ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ กบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ทำการคัดเลือกพันธุ์และให้ชื่อว่า “ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี” แหล่งที่เลี้ยงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย

ลักษณะประจำพันธุ์

– เพศผู้ มีสร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีกสีเหลืองหรือเหลืองส้ม, ขนลำตัวสีดำแซมกระขาว, ขนหางสีดำแซมขาว, ใบหน้าสีแดง, หงอนถั่ว, แข้งและปากสีเหลือง

– เพศเมีย มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำ มีกระขาวเล็กน้อย

– พ่อพันธุ์ รูปร่างสูงโปร่ง ขายาว มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำแซมกระขาวเล็กน้อย ขนหางดำแซมขาว ส่วนสร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีก มีสีเหลืองหรือเหลืองส้ม

– แม่พันธุ์ มีปากเหลือง แข้งเหลือง ขนลำตัวดำ มีกระขาวเล็กน้อย

ลักษณะสำคัญทางเศรษฐกิจ เมื่อเลี้ยงในฟาร์ม การเจริญเติบโตที่อายุ 12 สัปดาห์ มีน้ำหนักเพศผู้ 1,279?171 กรัม เพศเมีย 1047?130 กรัม อัตราการตาย 1.5% อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 189?12 วัน และผลผลิตไข่ 113?30 ฟอง ต่อแม่ ต่อปี

– เมื่อเลี้ยงในหมู่บ้าน อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 226?29 วัน และผลผลิตไข่ 36.28 ฟอง ต่อแม่ ต่อปี และให้ลูกไก่ 23?17 ตัว ต่อแม่ ต่อปี (เมื่อแม่ไก่ฟักไข่เองและเลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ)

การนำไปใช้ประโยชน์

– เพื่อการบริโภคทั้งบริโภคเนื้อและไข่

– สามารถเพิ่มรายได้ของครอบครัว

– เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

รายงานพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและการจำหน่าย

จากข้อเขียนของนักวิชาการท่านหนึ่ง เมื่อปลายปี 2553 ถึงการมีพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2533 ว่า เป็นพระราชบัญญัติฉบับประวัติศาสตร์ที่ให้อำนาจการต่อรองและตัดสินชะตากรรมของเกษตรกรมาจากระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

และสรุปโครงสร้างของสภาเกษตรกรแห่งชาติไว้ว่า มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 100 คน จากผู้แทน 3 ประเภท คือ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ผู้แทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช สัตว์ ประมง และเกษตรกรรมอื่นๆ ตามที่สมาชิกใน กลุ่มที่ 1 เลือก จำนวน 16 คน โดยต้องครอบคลุมทุกสาขา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านพืช สัตว์ ประมง อย่างน้อยด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ กลุ่มที่ 1 และ 2 เลือกเข้ามา ในขณะที่สภาเกษตรกรจังหวัด มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 21 คน จากผู้แทน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้แทนเกษตรกรระดับอำเภอ ตามจำนวนอำเภอในจังหวัดนั้น แต่ต้องไม่น้อยกว่า 16 คน และกลุ่มที่ 2 ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพืช สัตว์ ประมง อย่างน้อยด้านละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 5 คน

กล่าวโดยสรุปข้อเขียนนี้คือ ที่มาของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การผลิต การแปรรูป การตลาด และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ระบบเกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมแปรรูปแบบอื่นๆ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร การพัฒนาเกษตรกรรม รวมทั้งการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแผนแม่บทต่อคณะรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืชและสัตว์ท้องถิ่น ผลผลิตทางเกษตรกรรม และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูป แนวทางการประกันความเสี่ยงราคาและผลผลิตทางการเกษตร การกำหนดสวัสดิการให้แก่เกษตรกร เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานกับภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาเกษตรกรรม

แต่บทบาทสำคัญที่สุด ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือ การจัดทำแผนแม่บท ซึ่งต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งเชื่อมโยงกับแผนแม่บทระดับจังหวัด สาระสำคัญของแผนแม่บท ประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริม และสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร องค์กรเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และยุวเกษตร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมพัฒนา คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และการแก้ไขปัญหาดินและที่ดิน ด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเกษตรกรให้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนเองอย่างทั่วถึง

ปัจจุบัน มี คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ทำหน้าที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ระยะเวลานับตั้งแต่มีสภาเกษตรกรแห่งชาติถึงปัจจุบัน หากไม่ได้อยู่ในแวดวงเกษตรกรรมอย่างแท้จริง อาจจะไม่เห็นบทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติชัดเจนนัก จึงหยิบยกมาเขียน เพื่อให้เข้าใจถึงแนวทางการทำงาน ผลงาน และสิ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ดำเนินไป

หากจะให้พิจารณา คงดูจากการแถลงผลงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปี 2558 ที่ผ่านมา เพื่อตอบโจทย์การทำงานให้ได้ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาตินำเกษตรกรไทยไปทางใด ซึ่งรายละเอียดในการแถลงผลงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ล่าสุด แสดงให้เห็นว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนไปแล้วหลายบริบท

บทบาทของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

กับกระบวนการทางกฎหมาย

ในการพูดคุยกับประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณประพัฒน์ ได้ยกตัวอย่างบทบาทสำคัญของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. … ซึ่งมีกระบวนการทำงานคือ การตั้งคณะอนุกรรมการศึกษายกร่างกฎหมายในการบริหารจัดการด้านยางพารา เสนอให้มีผู้แทนเกษตรกร เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติ เพื่อมีสิทธิเสนอขอเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม อย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเกษตรกร

“ครั้งนี้ได้ คุณอำนวย ปะติเส สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลผู้ผลักดันแนวคิดตามร่างพระราชบัญญัติที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ และข้อเสนอที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอไปนั้น ได้นำไปบัญญัติในพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา”

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า หลังพระราชบัญญัติประกาศใช้ มีการติดตามการบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีของการเสนอให้การยางแห่งประเทศไทย จัดทำข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและพื้นที่ปลูกที่ไม่มีข้อมูลในระบบของราชการ เพื่อให้มีข้อมูลที่แท้จริงในการกำหนดนโยบายด้านยางพารา รวมทั้งเพื่อช่วยเหลืออย่างครอบคลุม ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้นำเข้าคณะกรรมการพิจารณาและกำหนดแนวทางดำเนินการแล้ว และผลดีที่ตามมาจากการเสนอประเด็นของสภาเกษตรกรแห่งชาติคือ ทำให้เจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ทำสวนยางและคนกรีดยาง ได้รับผลจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ครอบคลุมเกษตรกรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประการสำคัญคือ การมีตัวแทนเกษตรกร 5 คน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีน้ำหนักในการตัดสินใจใดๆ ของการยางแห่งประเทศไทยเพื่อเกษตรกร

สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงมีส่วนในการผลักดัน พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 อย่างแท้จริง

คุณประพัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมถึงการทำงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่า แม้ว่าระยะเวลาการก่อตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติไม่นาน แต่บทบาทสำคัญที่สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องขับเคลื่อนมีมาก ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการทำงานพัฒนาภาคการเกษตรประเทศไทย ยิ่งเมื่อ ปี 2557 มีการจัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานสภาเกษตรกรระดับอำเภอ และปี 2558 มีการจัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานสภาเกษตรกรระดับตำบล ทำให้การสื่อสารนโยบายรัฐบาลถึงเกษตรกรและการรับฟังปัญหาและความต้องการจากเกษตรกรเสนอถึงรัฐบาล มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“ที่ผมเห็นชัดคือ การที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันแสดงความคิดเห็นผ่านสภาเกษตรกรระดับตำบล สภาเกษตรกรระดับอำเภอ มองเห็นถึงความเข้มแข็งที่มีอยู่แล้วในตัวของเกษตรกร โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่เป็นเวทีให้กับเกษตรกรทุกสาขาอาชีพได้แสดงความคิดเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานความเข้าใจระหว่างเกษตรกรและภาครัฐได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นกลไกในการรวบรวมข้อมูลด้านการเกษตรและสะท้อนปัญหาความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร”

หลังการผลักดันเนื้อหาในพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ไปแล้ว สภาเกษตรกรแห่งชาติ ยังเห็นว่า ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่มีความสำคัญระดับประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ตัวแทนองค์กรเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มของประเทศ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน โดยนำเสนอในที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการลักษณะเช่นนี้ เป็นการเสนอกฎหมายจากล่างสู่บน หรือจากเกษตรกรสู่รัฐบาล ซึ่งเกษตรกรจะได้ประโยชน์ตรงกับความต้องการที่แท้จริง ทั้งนี้ จะนำมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. … นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล ในการพิจารณาผลักดันให้เป็นกฎหมายต่อไป

“ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราพยายามผลักดัน ส่งเสริมและพัฒนา เช่น การผลักดันให้มีร่างพระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการเกษตรกร พ.ศ. … ขึ้น เพื่อให้มีตัวแทนของเกษตรกรในคณะกรรมการต่างๆ เพื่อมีส่วนร่วมในการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร เช่น การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกร การจัดสวัสดิการเกษตรกรตามระเบียบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด โดยกำหนดจัดสวัสดิการด้านการดูแลสุขอนามัย การดำรงชีพ การประกันรายได้ การจัดบำเหน็จบำนาญ เป็นต้น”

การผลักดันข้อกฎหมายต่างๆ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่ต่อไป แต่อีกด้านของการทำงานที่มองเห็นความพยายามและมุ่งมั่นของเกษตรกร คือ การตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์วิถีเกษตรกร ให้มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิถีเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ สืบสาน ประเพณีวัฒนธรรมทางการเกษตร โดยคณะกรรมการมีมติให้คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ สาขาเกษตรอินทรีย์ และสาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขยายผลการทำการเกษตร ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่เกษตรกรไทย โดยใช้รูปแบบเกษตรกรสู่เกษตรกรด้วยวิธีการคัดเลือกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแล้ว เผยแพร่ผลงานและความสำเร็จสู่สาธารณชน เป็นแนวทางในการขยายผล

เกษตรกรต้นแบบ รางวัลพระราชทาน

ต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรม

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ รางวัลพระราชทาน ว่า มีหลักเกณฑ์การประเมิน คัดเลือก และตัดสิน 4 ด้าน ประกอบด้วย

ด้านที่ 1 คุณภาพเกษตรกร

ด้านที่ 2 ความเป็นวิชาการการเกษตรและกิจกรรมเกษตรกรรม

ด้านที่ 3 การบริหารจัดการ

ด้านที่ 4 ความสำเร็จหรือความดีเด่น

โดยผลการประเมิน ได้แก่ นายสมัย แก้วภูศรี จากจังหวัดลำพูน เกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน สาขาเกษตรอินทรีย์ และ นางจันท์นิภา หวานสนิท จากจังหวัดกระบี่ เกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

การคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบรางวัลพระราชทาน ก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในข้อเสนอของเกษตรกร กับการพัฒนาเกษตรกรรม และการพัฒนาเกษตรกรรมที่สภาเกษตรกรแห่งชาติตั้งเป้าไว้นั้นยังมีข้อเสนออีกหลายแนวทางในการแก้ปัญหาเกษตรกรรม ได้แก่

1. ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ กล่าวโดยสรุป คือขอให้รัฐบาลออกมาตรการให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรตามมาตรฐานทะลายปาล์ม โดยมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบที่สกัดได้ไม่ต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ โดยราคาน้ำมันดิบให้เป็นไปตามกลไกตลาด แล้วให้นำมาคำนวณเป็นฐานราคาที่รับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกร จะได้ราคารับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรไม่เดือดร้อนและได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังขอให้รัฐบาลดำเนินการจัดตั้งคลังน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่เหลือจากการใช้ภายในประเทศ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มงวดในการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ตามแนวเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

2. ข้อเสนออาชีพเสริมในสวนยาง หลังจากที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เสนอแนวคิดจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแนวทางแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำจากเกษตรกร และผู้แทนองค์กรเกษตรกร เมื่อ วันที่ 3 ตุลาคม 2557 ด้านการสร้างอาชีพเสริมในสวนยางพารา ซึ่งทำให้รัฐบาลได้กำหนดมาตรการพัฒนายางพาราทั้งระบบ มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม โดยใช้สินเชื่อจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 10,000 ล้านบาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เป้าหมายเกษตรกร 100,000 ครัวเรือน ระยะเวลาการชำระเงินกู้ ไม่เกิน 5 ปี

3. ข้อเสนอให้มีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร เรื่องนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติมีนโยบายในการปฏิรูปภาคการเกษตรให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นเกษตรผสมผสาน โดยประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เสนอแนวคิด 1 ตำบล 1 SME ต่อรองนายกรัฐมนตรี (ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตรตามแนวทางของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ต่อมารัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบาย 1 ตำบล 1 SME เกษตร ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อ 72,000 ล้านบาท สำหรับเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พัฒนากระบวนการผลิต การรวบรวมการแปรรูป การตลาด การบริการ ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ

การทำงานในระดับจังหวัด สภาเกษตรกรจังหวัด มีบทบาทไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณประพัฒน์ ยกตัวอย่างการทำงานในระดับจังหวัดให้เห็น อาทิ การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ของสภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 229,906 ไร่ ผลผลิตรวม 815,885 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 3,200 กิโลกรัม ต่อไร่ จะพัฒนาตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พัฒนาตามแนวทางเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตของตนเอง พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เกิดความร่วมมือ ช่วยเหลือแบ่งปันโดยมวลชน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง สภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โรงงานมันเส้นสะอาด ขนาดเล็ก 200 ตัน ต่อวัน โรงงานเอทานอลชุมชน กำลังการผลิต 5,000 ลิตร ต่อวัน โรงงานพลังงานชีวมวล ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งไฟฟ้าชีวมวล

หรือการทำงานของสภาเกษตรกรจังหวัดยโสธร ที่มีการพัฒนาในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตร โดยการร่วมมือระหว่างสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม จังหวัดยโสธร ในการนำเอาระบบ QR CODE หรือ QUICK RESPONSE CODE ระบบสืบย้อนกลับจากมือผู้บริโภคถึงแหล่งผลิต โดยได้ดำเนินการจัดอบรมและลงมือจัดทำระบบ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแหล่งกระจายสินค้าเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบสินค้าไปยังผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคข้าว เมื่อสแกนตัวคิวอาร์โค้ดบรรจุภัณฑ์ก็จะเห็นข้อมูลของชุมชนผ่านเว็บไซต์ ทำให้รู้ว่า ข้าวนี้มาจากนาแปลงไหน ผู้ผลิตเป็นใคร เป็นการสร้างตัวตนให้ชาวน้ำอ้อม อีกทั้งยังเป็นช่องทางการตลาดในการส่งเสริมการขาย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ติดคิวอาร์โค้ด มีทั้งหมด 6 ชนิด วางจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา เบลเยี่ยม สเปน สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ใน ปี 2559 มีแผนสร้างความร่วมมือจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 5 จังหวัด คือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ จะจัดตั้งเป็นบริษัทการส่งออกข้าวของชาวนา บริหารจัดการโดยชาวนาไทย ภายใต้ชื่อ บริษัท อีสานไทยออร์แกนิค จำกัด

ถอดบทเรียน เกษตรกรมืออาชีพ

แก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ด้วยวิธีธรรมชาติ

คุณเดชา บรรลือเดช เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว หนึ่งในสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิก เพราะมั่นใจในแนวทางการพัฒนาเกษตรกรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ คุณเดชา บอกว่า การทำงานในหน้าที่สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้วิธีหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเกษตรกรมองว่า หากมีเกษตรกรที่มีโอกาสเข้าไปเป็นตัวแทน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของเกษตรกรอย่างแท้จริง จะทำให้เกษตรกรได้รับการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น

“อย่างผมมองว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นองค์กรของเกษตรกร เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนให้กับภาคเกษตร ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของเกษตรกรจะต้องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่ระดับขึ้นไป กว่าจะได้รับการพิจารณาแก้ไข ต้องใช้เวลา ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า เมื่อเรามีสภาเกษตรกรแห่งชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ ปัญหาตรงไปถึงหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง การแก้ปัญหาก็จะรวดเร็วและตรงประเด็นที่เกษตรกรต้องการ”

คุณเดชา เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายหนึ่ง ที่ประสบปัญหาเดียวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายอื่น คือโรคกุ้งตายด่วน (EMS) ซึ่งคุณเดชาเองก็ประสบปัญหานี้มาหลายต่อหลายครั้ง และปัญหาโรคกุ้งตายด่วนก็เป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับการส่งออก ทำให้ผลผลิตกุ้งของประเทศลดลงกว่าครึ่ง เกษตรกรจำนวนมากเลิกเลี้ยงกุ้งพร้อมกับขายทรัพย์สินชำระหนี้ที่เกิดขึ้น

แต่สำหรับ คุณเดชา สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด เป็นเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ ต่อสู้กับปัญหา จนสามารถแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนได้ด้วยตนเอง

กลวิธีการเลี้ยงกุ้ง เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนของคุณเดชา ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรด้วยกัน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแถบภาคตะวันตกไล่ลงไปถึงภาคใต้หลายจังหวัด เข้ามาศึกษาดูงานจากฟาร์มของคุณเดชา ซึ่งคุณเดชาพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เขาทดลองจนประสบความสำเร็จนี้ให้กับผู้สนใจทุกคน โดยไม่คิดค่าตอบแทน

จำนวนบ่อกุ้งที่คุณเดชาดูแลเอง มีจำนวน 4 บ่อ เมื่อรวมกับจำนวนบ่อของสมาชิกในสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งฯ ด้วยกันมีมากถึง 30 บ่อ ซึ่งทั้งหมดได้รับการถ่ายทอด เพื่อให้ความรู้ที่เริ่มจากบ่อกุ้งของคุณเดชา กระจายออกไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วยกัน ซึ่งปัจจุบัน สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ประกาศให้บ่อเลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ (Semi-Biomimicry System) ของคุณเดชา เป็นบ่อสาธิตการเลี้ยงกุ้งของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

“การเลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ ที่ผมคิดขึ้นเป็นแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ซึ่งวิธีนี้เป็นการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ระบบชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ในการควบคุมระบบตลอดระยะเวลาการเลี้ยง จึงทำให้ดินและน้ำมีคุณภาพดี การเลี้ยงใช้วิธีปล่อยปริมาณลูกกุ้งไม่หนาแน่น มีการดูแลสภาพน้ำที่ดี ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงกุ้งคือ การให้อาหารในปริมาณพอเหมาะ ไม่มากเกินไปในระยะแรกที่ปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ กุ้งจะกินอาหารจากธรรมชาติ ได้แก่ แพลงตอนและสาหร่ายไส้ไก่ เพื่อการเจริญเติบโตและมีภูมิต้านทานจากธรรมชาติ ส่วนในกระบวนการควบคุมระบบน้ำ นอกจากเติมออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องตีน้ำที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ยังใช้จุลินทรีย์บำบัดมาทำหน้าที่ย่อยสลายของเสีย”

คุณเดชา กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์เหล่านี้ ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง โดยจุลินทรีย์ดังกล่าวเป็นกลุ่มเดียวกับที่ใช้บำบัดน้ำเสียทั่วไป เมื่อควบคุมระบบน้ำให้มีคุณภาพที่คงที่ได้แล้ว จะสามารถหมุนเวียนน้ำจากบ่อที่จับกุ้งขายกลับมาใช้ใหม่ โดยนำน้ำไปพักที่บ่อพักน้ำแล้วบำบัด เพื่อนำมาใช้เลี้ยงกุ้งชุดต่อไป เป็นการเลี้ยงแบบไม่มีการถ่ายน้ำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการไม่ให้เกิดโรคตายด่วน (EMS) ทำให้กุ้งมีอัตรารอด ถึงร้อยละ 80-85

เมื่อประสบผลสำเร็จ คุณเดชา ก็ถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด และได้พยายามสร้างรายได้จากกุ้งหวนคืนมาให้ประเทศด้วยการเผยแพร่ความสำเร็จนี้ แต่มาติดขัดตรงที่ทางราชการยังไม่ให้การรับรองว่าเป็นบ่อที่สามารถแก้ปัญหาโรคตายด่วนของกุ้งได้ เนื่องจากต้องมีผลการเลี้ยงหลายรอบการผลิต จนกว่าจะยอมรับได้

จากสถานการณ์นี้ ได้มีการพิจารณาในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2558 ที่ประชุมเห็นว่าผลการเลี้ยงกุ้งของ คุณเดชา บันลือเดช เป็นที่ประจักษ์ และควรเผยแพร่อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสกลับมาเลี้ยงกุ้งสร้างรายได้ให้กับประเทศ จึงประกาศให้เป็นบ่อสาธิต เลี้ยงกุ้งระบบปิดอิงธรรมชาติ (Semi-Biomimicry System)” ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

และต่อไปจะร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้ง “คลัสเตอร์กุ้ง” เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในการยกระดับการเลี้ยงกุ้งของประเทศให้มีมาตรฐาน เกิดกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมทั้งระบบอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อประสบผลสำเร็จ คุณเดชา และสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อขยายผลสู่เกษตรกรต่อไป

บ่มเพาะฐานเกษตรกรรม ผ่านยุวเกษตรกร

นำร่อง 13 โรงเรียน จังหวัดกาญจนบุรี

อีกภาคของการเจริญเติบโตของประเทศ เยาวชน ยังคงเป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้ เพราะอนาคตของเยาวชนคือ ปัจจุบันที่ยังมาไม่ถึง หากได้รับการบ่มเพาะปลูกฝังอย่างดีมาก่อน แน่นอนว่าเยาวชนจะเจริญเติบโตมาเป็นเยาวชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็ไม่ได้มองข้ามความสำคัญของ “เยาวชน” ไป เพราะจากการเก็บข้อมูล พบว่า จำนวนเกษตรกรลดลงจาก 20 ล้านคน เมื่อ 20 ปีก่อน เหลือเพียง 17 ล้านคน ในปี 2554 โดยเกษตรกรที่มีอยู่ จะมีอายุเฉลี่ยใกล้ 60 ปี ซึ่งแนวโน้มการลดลงของเกษตรกรรายย่อยจะส่งผลต่อความเป็นประเทศเกษตรกรรมของไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงมุ่งส่งเสริมให้บุตรหลานของเกษตรกรได้เรียนรู้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างสอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล โดยนำร่องที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้นักเรียนทั้งจังหวัดได้เรียนรู้ได้ปฏิบัติการเกษตร และเริ่มดำเนินการในปี 2559

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ คุณวรายุทธ์ ธนโชคสว่าง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มยุวเกษตรกร โดยการประสานงานกับโรงเรียนเพื่อร่วมมือสร้างความน่าสนใจในการจัดการเรียนรู้การเกษตร มีการส่งเสริมให้รวมกลุ่มเป็นยุวเกษตรกรของแต่ละโรงเรียน แล้วส่งตัวแทนมาอบรมความรู้ด้านการเกษตร ฝึกทักษะด้านการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และแปรรูปอาหาร ที่ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี และศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จังหวัดนครปฐม

คุณวรายุทธ์ กล่าวว่า ความรู้ที่นำตัวแทนเยาวชนแต่ละโรงเรียนของจังหวัดกาญจนบุรีไปอบรม ประกอบด้วย การเลี้ยงจิ้งหรีด การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ การปลูกพืชสมุนไพร การปลูกกล้วย การปลูกผักปลอดสารพิษ การเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ดฟาง การเลี้ยงไก่อินทรีย์ การปลูกผักผสมผสาน ผักสลัด การทำน้ำยาอเนกประสงค์ น้ำหมัก ปุ๋ยปมัก การทำน้ำฟักข้าว โรตี เป็นต้น

สำหรับโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มยุวเกษตรกร มีทั้งสิ้น 13 โรง ประกอบด้วยโรงเรียนบ้านท่าดินแดง โรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม โรงเรียนวังศาลา โรงเรียนบ้านเขาตก โรงเรียนบ้านหินดาด โรงเรียนวัดแสนตอ โรงเรียนวัดเขามุสิ โรงเรียนอนุบาลศรีสวัสดิ์ โรงเรียนบ้านสระลุมพุก โรงเรียนบ้านท่าทุ่งนา โรงเรียนบ้านหนองตายอด โรงเรียนบ้านหนองกร่าง และโรงเรียนอนุบาลด่านมะขามเตี้ย ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรีทั้ง 13 แห่ง ได้เริ่มเรียนรู้การเกษตรในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยคุณวรายุทธ์ได้ประสานขอความอนุเคราะห์จากเกษตรกรต้นแบบ ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานราชการ เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ และการจัดการเรียนรู้ด้านการเกษตรให้กับนักเรียน ซึ่งโครงการนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ หากมีการประเมินผลโครงการแล้ว จะมีการขยายผลสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ตามเป้าหมายที่สภาเกษตรกรแห่งชาติตั้งไว้

ในท้ายที่สุดของการสนทนาถึงเป้าหมาย แนวทางการทำงาน วัตถุประสงค์ และการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และองค์กรการเกษตร กับ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ข้อมูลสรุปที่เป็นตัวจุดประกายแนวคิดให้กับเกษตรกรในการพึ่งพาตนเอง โดยประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระบุว่า หน้าที่ของประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือการสร้างระเบียบ ข้อบังคับ วัฒนธรรมองค์กร ให้ดี ให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง แม้ว่าการทำหน้าที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติจะเป็นการทำหน้าที่โดยใครก็ตาม ก็จะต้องเดินไปยังวัตถุประสงค์ของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่วางไว้

“ความฝันสูงสุดและเป้าหมายของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ตั้งไว้คือ การที่เกษตรกรมีแผนตำบลในเรื่องเกษตรของตนเองทุกตำบลในประเทศ เพราะเกษตรกรในประเทศที่อ่อนแอมีมาก ส่วนที่เข้มแข็งมีน้อย ยิ่งเมื่อปัจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วม หรือภัยแล้ง เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบให้เกิดหนี้สิน ความอ่อนแอก็จะตามมา ดังนั้น สิ่งที่สภาเกษตรกรแห่งชาติทำได้ ก็คือ การวางรากฐานในเชิงนโยบายต่างๆ ไว้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ให้ดำเนินไปตามแนวนโยบายที่ได้ตกลงร่วมกัน ผลประโยชน์ในท้ายที่สุดก็ตกอยู่กับเกษตรกร เพียงเท่านี้ก็ถือว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายแล้ว”

ราเม็ง กะละมัง ที่ปีนัง Chew Jetty

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ราเม็ง กะละมัง ที่ปีนัง Chew Jetty

“ราเม็ง” บะหมี่ในน้ำซุปร้อนๆ ซดอร่อยซู้ดซ้าด ถูกปากถูกคอของผู้คนมากมายนั้นถือว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นระดับ “B-class”

ไปเที่ยวปีนังกินอาหารพื้นเมืองมาหลายจานแล้ว ถึงคราวต้องแนะนำของอร่อยสัญชาติญี่ปุ่นในเมืองนี้ให้รู้จักกันบ้าง

ในเมื่อคนปีนังนิยมกินอาหารจำพวกเส้นกันมาก ดังนั้น อาหารญี่ปุ่นสุดยอดนิยมของชาวเมืองย่อมหนีไม่พ้น “ราเม็ง” ซึ่งเป็นบะหมี่น้ำญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องน้ำซุปเป็นพิเศษ

ร้านราเม็งที่โด่งดังของเมืองอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงริมทะเล “ชิวเจ็ตตี้” (Chew Jetty) เป็นร้านเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วสารทิศต่างมาเข้าคิวรอกินกันแน่นขนัด ด้วยความที่ร้านนี้นำเสนอความแปลกใหม่ด้วยราเม็งแบบกะละมังชามใหญ่ยักษ์ระดับน้องๆ กะละมังซักผ้าที่ยังไม่เคยเห็นมีร้านไหนในเมืองไทยเทียบได้เลย

หมู่บ้านชิวเจ็ตตี้สร้างคร่อมอยู่บนผืนน้ำคล้ายกับหมู่บ้านประมงในศรีราชา เราต้องเดินผ่านสะพานไม้แคบๆ ที่ทอดยาวลงไปในทะเลโดยมีบ้านเรือนและร้านรวงขนาบข้างลึกเข้าไปจนสุดทางที่ศาลเจ้าของชุมชน

ตอนที่เดินเข้าไปใกล้ร้านราเม็ง คุณเอ๋ยกลิ่นน้ำซุปหอมหวานลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ พอเข้าไปยืนอยู่หน้าร้านรับรองว่าแทบจะไม่มีใครอดใจเอาไว้ได้

อยากกินของแปลกของอร่อยก็ต้องเสียเวลายืนคอยนิดหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าไปถึงร้านในช่วงเวลาไหน ถ้าเป็นตอนเที่ยงล่ะก็คุณเอ๋ย รอเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว

แต่ฉากตรงหน้าก็ช่วยให้เพลินจนลืมเบื่อเพราะได้ยืนดูคนปรุงบะหมี่ทำงานมือเป็นระวิงไม่ได้หยุดพักเลย หมุนซ้ายหมุนขวาหยิบชามกระเบื้องยักษ์ออกมาวาง ลวกบะหมี่ลงไป ตามด้วยเครื่องเคราแต่งหน้าบะหมี่แล้วแต่ว่าลูกค้าจะสั่งอะไรแล้วราดน้ำซุป ยกไปเสิร์ฟร้อนๆ ควันฉุย…รู้สึกได้เลยถึงสวรรค์ความอร่อยลอยอยู่ตรงหน้า

และที่น่าทึ่งก็คือ ปริมาณบะหมี่มหาศาลในแต่ละชามนั้นมันบะละฮึ่มเสียจนไม่น่าเชื่อว่าแต่ละคนจะกินเข้าไปได้หมด…แต่…หมดค่ะ

ร้านนี้ใช้การตลาดเรื่อง “ชามยักษ์” เป็นจุดดึงดูดลูกค้าก็จริง แต่ปริมาณบะหมี่ในชามนั้นไม่ได้เท่ากันทุกชามหรอกนะ ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้ามากันกี่คนสั่งกันแบบไหน เช่น มา 4 คน ถ้าชอบราเม็งชนิดเดียวกันก็สั่งชามใหญ่สำหรับ 4 คนชามเดียวไปเลยได้แล้วลุยกินด้วยกันจากชามเดียว แต่ถ้าชอบรสชาติของน้ำซุปต่างกันก็แยกสั่งเป็น 4 ชาม น้ำซุป 4 แบบได้เลย เพราะทางร้านมีขนาดให้เลือกสำหรับกินคนเดียว (แต่เสิร์ฟชามยักษ์เท่ากันหมด)

กำไรของการสั่งชามใหญ่ชามเดียวสำหรับหลายคนคือ ปริมาณอันจุใจ กินได้พุงกางในราคาที่จ่ายน้อยกว่าการสั่งทีละชาม โดยสนนราคาเริ่มต้นเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ 20 ริงกิต สำหรับกินคนเดียว ไปจนถึง 80 ริงกิต ซึ่งเป็นขนาดใหญ่สุดสำหรับกิน 5 คน (อัตราแลกเปลี่ยนเงินริงกิต 20 ริงกิต เท่ากับ 172 บาท)

เทคนิคของร้านคือ จะลดราคาลงเรื่อยตามขนาดที่สั่ง เริ่มจากขนาด มี 5 ราคา คือ 20/39/56/70/และ 80 ริงกิต (588 บาท) ซึ่งเป็นขนาดใหญ่สุด และถือว่าไม่แพงเลยเมื่อหารเฉลี่ยกันออกมา เพราะราคาจำหน่ายราเม็งโดยทั่วไปในบ้านเรานั้นเฉลี่ยที่ชามละ 200 บาท เป็นอย่างต่ำอยู่แล้ว

อันว่าบะหมี่ราเม็ง (Ramen) ของญี่ปุ่นนั้นหลายคนอาจมองว่ามันก็หน้าตาแสนจะธรรมดาไม่ได้ต่างจากบะหมี่รถเข็นจับกังสักเท่าไรเลย ทำไมถึงได้มีราคาสูงกว่ากันนักหนา มันมีที่มาที่ไปค่ะ

ที่ญี่ปุ่นนั้นราเม็งมีขายกันทั่วบ้านทั่วเมืองทุกตรอกซอกซอย เป็นอาหารช่วยให้อุ่นท้องยอดนิยมที่กินกันได้ตั้งแต่ตื่นนอนยันดึกดื่น ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยคงสังเกตเห็นว่าร้านราเม็งจะเป็นร้านอาหารที่เปิดขายจนดึกดื่นถึงตีสองตีสามก็มี เพราะนักกินดื่มมักจะแวะรองท้องด้วยราเม็งสักชามก่อนกลับไปนอนที่บ้าน

ราเม็งในญี่ปุ่นขายกันตั้งแต่ชามละ 800 ไปจนถึงหลายพันเยน ขึ้นอยู่กับว่าทำจากวัตถุดิบอะไรและน้ำซุปชนิดไหน

น้ำซุปราเม็ง แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ น้ำซุปจากเนื้อสัตว์และน้ำซุปจากปลา ซึ่งแต่ละอย่างก็มีแยกประเภทย่อยอีกเยอะแยะ ยกตัวอย่างเช่น น้ำซุปกระดูกหมูชนิดหนึ่งเรียกว่า “ทงคัตสึ” น้ำซุปไก่ “โทริงะระ” น้ำซุปจากปลาโอตากแห้ง “คัทสึโอะ บูชิ” และน้ำซุปปลาซาร์ดีนตากแห้ง “นิโบชิ”

ราเม็งแต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดของน้ำซุปตัวเองและเคล็ดลับความอร่อยสุดยอดก็อยู่ที่น้ำซุปนี่แหละ ไม่ใช่ที่เส้นบะหมี่หรือองค์ประกอบอื่นเลย

เจ้าของร้านจะเติมส่วนผสมต่างๆ อาทิ หัวหอม และเห็ดชิตาเกะ ลงในน้ำซุปเพื่อสร้างรสชาติต้นตำรับของตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่จดจำของลูกค้า

ซุปที่มาจากน้ำซุปทงคัตสึจะขุ่นและมีรสชาติเข้มข้นที่สุด ส่วนน้ำซุปที่ทำจากปลาจะมีรสชาติที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะของปลาแต่ละประเภท

โดยทั่วไปรสชาติของน้ำซุปจะมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ โชยุ เกลือ และมิโสะ ส่วนเครื่องโรยหน้ายอดนิยม ได้แก่ “ชาชู” (เนื้อสไลซ์) “เนงิ” (ต้นหอมญี่ปุ่น) และ “เม็นมะ” (เครื่องปรุงที่ทำจากหน่อไม้ดอง)

ของยอดนิยมอีกอย่าง คือ “นิทะมะโกะ” หรือไข่ต้มในโชยุ (เรียกอีกอย่างว่า “อะจิทะมะ” ซึ่งหมายถึง ไข่ปรุงรส) นอกจากนี้ ยังมีเครื่องโรยหน้าอื่นๆ อีกหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับน้ำซุป เช่น “โมยะชิ” (ถั่วงอก) เนย ผัก “โนริ” (สาหร่ายแห้ง) กิมจิ และ “คะมะโบะโกะ” (ลูกชิ้นปลาแผ่น) แบบหนึ่งที่มีลายก้นหอย ซึ่งเรียกว่า “นะรุโตะ มะกิ” บางร้านจะเสิร์ฟ “เซมบุ โนเสะ” ที่มีเครื่องโรยหน้าทุกอย่างตามสั่ง

ดูจากรายละเอียดที่แตกต่างกันของน้ำซุปและเครื่องเคราที่เอามารวมกันปรุงเป็นบะหมี่ขึ้นมาก็คงจะเห็นว่าเหตุใดราเม็งจึงแพงกว่าบะหมี่เกี๊ยวแบบจีนที่ใช้เส้นหมี่เหลืองเหมือนกันแต่เป็นเส้นคนละประเภทกัน ส่วนน้ำซุปบะหมี่แบบจีนนั้นเป็นน้ำซุปรสชาติเดียว ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนนัก

ส่วนผสมวัตถุดิบและความพิถีพิถันในการปรุงคือหัวใจสำคัญของการทำบะหมี่ญี่ปุ่นให้อร่อยเลิศและมีเอกลักษณ์ ร้านราเม็งอร่อยในไทยหลายร้านถึงขนาดลงทุนนำเข้าน้ำซุปแช่แข็งจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเลยทีเดียว เพราะไม่สามารถหาวัตถุดิบมาปรุงรสชาติได้เหมือน โดยเฉพาะบรรดาร้านแฟรนไชส์ทั้งหลาย ส่วนร้านที่ลงทุนปรุงน้ำซุปเองนั้นต้องใช้เวลาเคี่ยวไม่ต่ำกว่า 8-9 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยในแต่ละครั้ง พอทำแล้วเก็บได้ไม่เกิน 2 วัน ก็จะเสียรสชาติ

ทั้งหมดนั่นคือต้นทุนที่สูงลิ่วของน้ำซุป ดังนั้น เราจึงต้องจ่ายค่าราเม็งกันในราคาสูงถึง 200 บาท ขณะที่บะหมี่เกี๊ยวรสเด็ดที่ไม่ได้อร่อยน้อยหน้าไปกว่ากัน หากินได้ในราคา 40-50 บาท ก็ถือว่าแพงเต็มที่แล้ว

ส่วนเส้นราเม็งนั้นบางร้านยังเพิ่มมูลค่าขึ้นมาอีกด้วยการนวดเส้นสดๆ กันเดี๋ยวนั้นเพื่อให้ได้รสชาติความสดใหม่อย่างเต็มปากเต็มคำ

เส้นราเม็งที่ดีจะมีความเหนียวนุ่มหนุบหนับมากกว่าบะหมี่ไข่ เพราะราเม็งใช้แป้งสาลีที่มีโปรตีนสูงเป็นวัตถุดิบ ส่วนบะหมี่ไข่ใช้แป้งสาลีโปรตีนปานกลางถึงต่ำทำให้เส้นมีความนิ่มกว่า และเส้นราเม็งยังมีให้เลือกหลายแบบทั้งชนิดเล็ก กลาง หนา แล้วแต่ว่าร้านไหนจะมีสูตรน้ำซุปชนิดใดเข้ากันได้ดีกับเส้นประเภทไหน

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ราเม็งย่อมรู้ว่า ถ้าหากร้านราเม็งนั้นเป็นของคนญี่ปุ่นแท้ๆ ไม่ว่าจะไปเปิดขายที่มุมไหนของโลก พวกเขาก็จะสั่งวัตถุดิบไม่น้อยกว่า 80% ของที่ใช้ทั้งหมดมาจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อรักษารสชาติดั้งเดิมเอาไว้ รวมทั้งเส้นราเม็งด้วย นั่นจึงทำให้บะหมี่ราเม็งมีราคาแพงกว่าบะหมี่พื้นเมืองทุกชนิด ไม่ว่าจะไปเปิดขายแบบภัตตาคารใหญ่หรือร้านในซอกมุมตึกเล็กๆ ก็ตาม

สำหรับเรื่องเส้นบะหมี่ญี่ปุ่นนั้นมี 3 ชนิดหลักๆ ด้วยกัน คือ โซบะ โซเม็ง และ อุด้ง

โซบะ หรือ บะหมี่เย็น เป็นอาหารเส้นยอดนิยมในหน้าร้อน ทำมาจากแป้งบักวีตสีน้ำตาล โดยทั่วไปโซบะจะเสิร์ฟพร้อมวาซาบิ หอมหัวใหญ่ฝาน และน้ำจิ้มทำจากเหล้ามิรินกับเกล็ดปลาแห้ง

โซเม็ง เป็นบะหมี่เส้นนุ่มสีขาวนวลขนาดเล็ก บางกว่าโซบะ นิยมกินในหน้าร้อนเช่นกัน ทำจากข้าวสาลี สามารถดัดแปลงทำอาหารได้หลายอย่าง นิยมเสิร์ฟแบบ 5 รส โดยโรยไข่เจียวซอย ไก่ฉีก และผักต่างๆ หรือเสิร์ฟแบบเย็น ใส่แต่ซอสถั่วเหลืองผสมน้ำมันงา เป็นอาหารเบาๆ ที่ช่วยทำให้สดชื่นในหน้าร้อน

อุด้ง เป็นบะหมี่ยอดนิยมในหน้าหนาว เพราะเส้นอุด้งทำจากข้าวสาลีมีขนาดใหญ่และเหนียวนุ่ม ให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดีในหน้าหนาว นิยมเสิร์ฟพร้อมน้ำซุปซอสถั่วเหลืองร้อนๆ หอมหัวใหญ่ฝาน ผักหลายชนิด และไข่

เอาเรื่องนี้มาเล่าให้รู้จักกันเป็นพื้น จะได้ไม่วุ่นวายเวลาไปกินบะหมี่ตามร้านญี่ปุ่น