คิงฟรุทส์ ชี้ตลาด “กล้วยหอมทอง” โตไม่ยั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนฯ เกษตร

สาวบางแค 22

คิงฟรุทส์ ชี้ตลาด “กล้วยหอมทอง” โตไม่ยั้ง

หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไม นักกีฬาจึงนิยมกินกล้วยหอมสุกระหว่างพักการแข่งขัน คำตอบก็คือ กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง ไม่ว่าจะเป็นสารโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยสูง จึงเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือด บำรุงประสาท ทำให้รับส่งสัญญาณประสาทเร็วขึ้น ตัดสินใจได้อย่างฉับพลันแม่นยำและย่อยง่าย

หากใครต้องการกินกล้วยหอมเพื่อเพิ่มพลังงานยามบ่าย แค่กินกล้วยหอม 2 ลูก ก็จะได้พลังงานเพียงพอต่อการทำงานได้นานถึง 90 นาที เพราะกล้วยหอมสุกผลใหญ่ 1 ลูก มีน้ำตาล 23 กรัม (น้ำตาลซูโคส ฟรุกโทส และกลูโคส) และแป้ง 2 กรัม กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับนักกีฬาที่ต้องใช้พละกำลัง และใช้เวลาแข่งขันนานๆ นักกีฬาหลายคนจึงนิยมหยิบกล้วยหอมมานั่งกินยามนั่งพักเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายอย่างรวดเร็ว

จับกระแสตลาด

กล้วยหอม กับ “คิง ฟรุทส์”

ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการกล้วยหอมทองรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ที่รู้จักกันดีในชื่อ บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด ที่มีเนื้อที่ปลูกกว่า 3,000 ไร่ ผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเยี่ยมเกรดส่งออก ยี่ห้อ “BANANA KING” ป้อนตลาดปีละ 6,000 ตัน ส่งขายตลาดไท ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สายการบิน และวางแผนส่งกล้วยหอมสัญชาติไทยไปแจ้งเกิดในหลายประเทศทั่วโลกในเร็วๆ นี้

คุณเกรียงศักดิ์-คุณเสาวณี วิเลปะนะ สองสามีภรรยาเจ้าของบริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัดยืนยันว่า “กล้วยหอมทอง” เป็นสินค้าที่มีลู่ทางเติบโตสดใส เพราะมียอดขายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อปีที่แล้ว มียอดขายรวม 150 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่า ยอดขายแตะ 200 ล้านบาท เหตุเพราะกล้วยหอมทองเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และราคาไม่แพงตลาดยังต้องการกล้วยหอมทองเป็นจำนวนมาก ยิ่งผลิตได้คุณภาพดี ราคาขายก็พุ่งสูงตามไปด้วย เรียกว่า เป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่จะลงทุนปลูกกล้วยหอมทอง เพื่อทำกำไรได้ในอนาคต

“ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเรียกว่า ขยายพื้นที่ปลูกเท่าไหร่ ก็ยังผลิตไม่พอขาย เพราะตลาดเติบโตขึ้นทุกปี ยิ่งปีนี้เจอปัญหาภัยแล้ง มีผลผลิตเข้าตลาดน้อย ทำให้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมายิ่งช่วงเทศกาลสำคัญเช่น ตรุษจีนสารทจีนเช็งเม้งกินเจ กล้วยหอมทองยิ่งขายดีเป็นพิเศษ” คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

จุดเริ่มต้น

ธุรกิจ “คิงฟรุทส์”

คุณเกรียงศักดิ์ เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า คุณเกรียงศักดิ์และภรรยาเรียนจบสาขาเกษตรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขากลับมาสืบทอดกิจการ “สวนส้มเขียวหวาน” ของครอบครัวที่ตั้งอยู่ในตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ต่อมาปี 2540 เจอปัญหาผลส้มร่วง จากโรคกรีนนิ่ง เขาจึงปรับพื้นที่สวนส้มมาปลูกผักสวนครัว และกล้วยหอมทอง จำนวน 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยหอมให้ผลตอบแทนที่ดี เขาจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองเป็นหลัก โดยเก็บผลผลิตส่งขายพ่อค้าคนกลาง

ต่อมาคุณเกรียงศักดิ์ได้เช่าพื้นที่ที่ตลาดไท เปิดแผงขายผลผลิตในชื่อ “ร้านเกรียงศักดิ์กล้วยหอม”และเพิ่มบทบาทเป็น “พ่อค้าคนกลาง” โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรลูกไร่ในย่านคลองรังสิต ปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา สระบุรี นครนายก ปลูกกล้วยหอมทองส่งขายที่ตลาดไททำให้เขากลายเป็นผู้ค้ากล้วยหอมทองรายใหญ่ของตลาดไทจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน คุณเกรียงศักดิ์มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก ในอัตราไร่ละ 2,000-5,000 บาท ต่อปี และพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของเกษตรกรเครือข่ายอีกประมาณ 1,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร ฯลฯ

แปลงปลูกทุกแห่งได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP มีทีมนักวิชาการของบริษัทเข้าไปควบคุมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกหน่อพันธุ์ดี การให้ปุ๋ย-ให้น้ำการเก็บเกี่ยว การขนส่งสินค้าถึงโรงคัดบรรจุ ที่ได้ระบบมาตรฐาน GMP และ HACCP เพื่อให้ได้กล้วยหอมทองที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยส่งถึงมือผู้บริโภค

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า โดยทั่วไปกล้วยหอมจะปลูกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่นิยมปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมเพราะเสี่ยงทำให้กล้วยมีผลขนาดเล็ก เครือสั้น นอกจากนี้ปัญหาภัยธรรมชาติ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกกล้วยหอมโดยเฉพาะปัญหาเรื่องลมพายุทำให้ต้นกล้วยล้มและใบฉีกขาด ปีนี้เจอปัญหาภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมากบริษัทจึงวางแผนกระจายความเสี่ยงและให้มีผลผลิตจำนวนมากรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก โดยขยายพื้นที่ปลูกให้ครบ 10,000 ไร่ทั่วประเทศ ภายในปี 2562

การปลูกกล้วยหอมทอง

ในเชิงอุตสาหกรรม

บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังแหล่งผลิตได้ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของเราปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผลิตจากวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมาจากแหล่งที่มีการจัดการด้วยกระบวนการปลูกที่ได้มาตรฐานสากล GlobalGAP เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกล้วยหอมทองผลไม้ไทยที่ปลอดภัย กินได้ทุกวัน

สำหรับพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของบริษัทจำนวน 3,000 ไร่ ถูกควบคุมการปลูกอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีปลูกหมุนเวียน ครั้งละ 300 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ต้น ต่อรุ่น เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ กล้วยแต่ละรุ่นจะใช้ระยะเวลาปลูก 9 เดือน ถึง 1 ปี ก็ตัดขายได้ เมื่อความแก่ความอ่อนของกล้วยอยู่ที่ 80% ทำให้กล้วยมีรสชาติหวานสม่ำเสมอ หลังเก็บเกี่ยวจะคัดขนาดของผลกล้วยให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ยกตัวอย่างเช่น กล้วยหอมทองที่ส่งขายการบินไทย สำหรับเสิร์ฟให้ลูกค้าชั้นเฟิร์สคลาสนั้น ต้องคัดกล้วยหอมเกรด A ผิวสวย น้ำหนักลูกละ 180 กรัม ผิวของกล้วยต้องไม่มีรอยช้ำ รสชาติต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนกล้วยหอมทองที่ส่งขายร้านเซเว่นอีเลฟเว่นนั้น จะคัดเลือกกล้วยหอมทองที่มีน้ำหนักเฉลี่ย120 กรัมต่อผล โดยมียอดขายประมาณวันละ 70,000 ชิ้น

กล้วยจะมีขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก นอกจากจะขึ้นอยู่กับการดูแลที่เอาใจใส่อย่างดีแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก หากใครอยากปลูกกล้วยหอมทองให้ได้เกรด A คุณเกรียงศักดิ์แนะว่าธรรมชาติของกล้วยชอบปุ๋ยชอบน้ำต้องรดน้ำทุกวันระวังเรื่องน้ำท่วมขังปลูกดินตื้นจะโตไวแต่ล้มง่ายต้องมีไม้ค้ำเมื่อออกปลีให้ใช้ไม้ค้ำทุกเครือออกปลีได้ 70-90 วันจะให้ลูก ใช้ถุงหรือกระดาษคลุมลูกเพื่อให้ผิวกล้วยสวยเมื่อตัดผลผลิตกล้วยจะมีอายุได้ราว 1 ปีให้โค่นทิ้งนำหน่อใหม่จากต้นเดิมลงปลูกแทนทว่าราวเดือนเมษายน-มิถุนายนเป็นช่วงฤดูฝนมีลมพายุ ช่วงนี้กล้วยหอมมักขาดตลาด

เปิดรับ

“เกษตรกรลูกไร่” ทั่วไทย

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า ทางบริษัทยินดีเปิดรับสมัครเกษตรกรลูกไร่ทั่วประเทศ โดยพิจารณาจากความพร้อมของสถานที่ตั้งเป็นสำคัญ เช่น มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในการเพาะปลูกตลอดทั้งปี หากเป็นเกษตรกรรายย่อย จะส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันปลูกกล้วยไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ เพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายไม่ต่ำกว่า 10-15 ตัน ต่อครั้ง

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า เรานำเสนอสิ่งดีๆให้เป็นทางเลือกของเกษตรกร สมาชิกเครือข่าย “คิง ฟรุทส์” จะมีเจ้าหน้าที่วิชาการของบริษัทให้คำแนะนำวางแผนการปลูก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เช่นหน่อพันธุ์ ถุงห่อเครือกล้วย เป็นการลดต้นทุนการผลิตสามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามเกรดคุณภาพของสินค้ามากกว่าการขายแบบคละเกรด หรือเหมารวมสามารถขายผลผลิตได้ทุกผล ทุกต้นลดปัญหาการขายสินค้า ด้อยคุณภาพเข้าสู่ท้องตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตเข้าตลาดจำนวนมากพร้อมกัน

ปัจจุบัน บริษัทรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเครือข่ายตามคุณภาพสินค้า เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-20 บาท หากใครมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด เลขที่ 55/12 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150 โทร.(02) 159-9770,(02) 159-9772-73 แฟกซ์ (02) 159-9771

ลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี สกลนคร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเงินแสนได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี สกลนคร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเงินแสนได้

วันนี้ได้รับคำแนะนำจากคุณร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดสกลนครว่า มีเกษตรกรที่บ้านคำประมง ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร มีชีวิตแนวคิดที่อยากให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ ยึดอาชีพการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ ที่บรรพบุรุษยึดทำกินเลี้ยงปากท้องคนบนโลกนี้มานานแสนนาน น่าสนใจนำมาบอกเล่าเปิดเผยให้ทราบทั่วไป

จึงขับรถยนต์ออกจากจังหวัดสกลนคร เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านคำประมง ตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี เมื่อพ้นเขตเทศบาลนครสกลนคร ราว 5 กิโลเมตร ก็จะพบเพิงไม้ร้านขายมันสำเภา(มันแกว)มาวางขายเรียงรายตั้งแต่ แยกหน้าราชภัฏสกลนคร เรื่อยมาถึงบ้านพังขว้างใต้หลายกิโลเมตรมองเห็นแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ที่มีผลผลิตออกมาวางขาย หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ถิ่นนี้ “แอ่งสกลนคร”

พอเข้าเขตบ้านพาน ผ่านเทศบาลดงมะไฟ มองเห็นน้ำเจิ่งนองตามสองฟากข้างถนน ชาวนากำลังบังคับควายเหล็กเสียงคำรามดังสนั่นลั่นทุ่ง บางที่มีชาวบ้านดำนาและหว่านข้าว บางแห่งเริ่มเขียวขจีมองแล้วเพลินตาสบายใจ

เลยเทศบาลตำบลดงมะไฟ ราว 2 กิโลเมตรก็เข้าเขตพื้นที่อำเภอพรรณานิคม ถึงสามแยกไฟแดง ชาวบ้านเรียกว่า “สามแยกสูงเนิน” เลี้ยวขวาไปตามถนนสูงเนิน-เซกา ผ่านบ้านพอกใหญ่ ที่มีลำน้ำอูนพาดผ่าน น้ำอูนเริ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากสีของน้ำที่ขุ่นมัวบางแห่งเริ่มใส มองเห็นกระชังปลาเลี้ยงของชาวบ้านในลำน้ำอูนที่คดเคี้ยวยาวสุดตา แม้ยามนี้ข่าวว่า “เขื่อนน้ำอูน” ยังไม่สามารถปล่อยน้ำลงมาให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ก็ตาม

วิ่งมาอีกประมาณ 7 กิโลเมตรก็เข้าเขตตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม ก่อนเข้าหมู่บ้านจะพบป้ายบอกเลี้ยวขวา ไปวัดคำประมง หรืออโรคยาศาลา บ้านคำประมง เลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางของกรมทางหลวงชนบท อีกราว 5 กิโลเมตรก็ถึงบ้านคำประมง หมู่ที่ 4 ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

เมื่อเข้าเขตหมู่บ้านจะพบกับความชุ่มชื่นเขียวชอุ่มของแมกไม้นานาพรรณที่ชาวบ้านปลูกตามรั้วรอบขอบบ้าน ล้วนแต่เป็นไม้ผลที่กินได้ เช่นมะม่วง มะขาม เป็นต้น

ที่นี่ได้พบกับคุณลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี และภรรยาคุณป้าเคี่ยม พิมพานิช อายุ 63 ปี ที่มีความทะมัดทะแมงแข็งแรงทำงานได้สบายๆ หลังจากทักทายแนะนำตัวแล้ว

คุณลุงทองปานเล่าว่า ยึดอาชีพทำนา ทำสวนมาจากบรรพบุรุษ เดิมอยู่บ้านบัวสว่างต่อมาเมื่อมีการมาตั้งหมู่บ้านที่นี่จึงออกมา เพราะว่ามีที่ดินอยู่ที่นี่ คุณลุงทองปาน มีลูก6 คน ชาย 2 หญิง 4 คน แต่งงานมีครอบครัว ก็ยึดอาชีพทำนาทำสวน เลี้ยงสัตว์ ส่วนแม่บ้านยามว่างก็หันมาทอผ้าใช้เอง ไม่ได้ซื้อหาเหมือนปัจจุบัน ผ้าส่วนใหญ่ที่ทอ ผ้าคราม ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ใช้เองในครอบครัว

ฐานะครอบครัวค่อนข้างลำบาก แม้จะมีที่ดินทำนา ทำสวน ทำไร่ก็ตาม เพราะการทำการเกษตรนั้นส่วนใหญ่จะรอน้ำจากฝนที่ตกลงมา ไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบัน ลูกหลายคนถามว่า จะให้เรียนหนังสือแล้วไปรับราชการทำงานหรือไม่จึงบอกไปว่า การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราฉลาด แต่เป็นส่วนประกอบของความสบายระดับหนึ่งเท่านั้น คิดว่าลูกๆทุกคนประกอบอาชีพการเกษตรดีกว่าเพราะคนทุกคนบนโลกนี้จะต้องกินข้าว กินน้ำ แม้จะมีเงินก็ต้องกินขาดไม่ได้จึงช่วยกันทำนา ทำสวน เรื่อยมา

การเปลี่ยนแปลง

เกิดขึ้น เมื่อ ปี 2540

คุณลุงทองปาน บอกว่า มีผู้นำบางคนบอกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี และต้องมีความขยันอดทน ประหยัดจะทำให้เราประสบผลสำเร็จได้เมื่อวันหนึ่งเข้าไปในตัวเมือง ในตลาดพบว่าราคาพริกสูงมากจึงเกิดแนวคิดว่า เมื่อเรามีที่ดินมากจำนวนกว่า 32 ไร่ หากปลูกพริกสักไร่คงทำเงินได้ ลูกๆก็ไม่ต้องไปหาทำงานรับจ้างที่อื่น จึงตัดสินใจปลูกพริก ตอนนั้นราคาพริกสูงมาก ขายปีแรกได้เงิน 70,000 บาท จึงปลูกอีก จนถึงปี 2543 ราคาพริกตก เพราะมีคนปลูกกันมาก และในช่วงที่ปลูกพริก ส่วนหนึ่งก็ปลูกมะม่วงอกร่อง มะม่วงแก้วไว้ด้วย

ต่อมาได้มีหลานชาย ที่ทำงานในห้างแห่งหนึ่งได้ซื้อมะม่วงลูกโตๆมาฝาก กินแล้วอร่อย จึงได้สอบถามว่าเขาปลูกที่ไหน ซึ่งหลานชายบอกว่าจะติดต่อให้เพราะเขาต้องการพื้นที่มาปลูกแถวอีสานเช่นกัน ด้วยความคิดที่ว่า ต้องปลูกหลายชนิด ดังที่เคยฟังวิทยุ เกษตรแบบผสมผสาน เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และไม่ต้องซื้อ ไม่ปลูกพืชอย่างเดียวเพราะทำให้เสี่ยง

จึงตัดสินใจเดินทางไปขอซื้อพันธุ์มะม่วงดังกล่าวที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 300 ต้น ต้นละ30 บาท นำมาปลูก 300 ต้น เรียกว่า มะม่วงพันธุ์ “งามเมืองย่า” ในช่วง 2 ปี มะม่วงให้ผลผลิตออกลูกมาจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรหลายรายสนใจอยากปลูก จึงได้ต่อกิ่งพันธุ์ขาย ในปีแรกสามารถขายทั้งผลและกิ่งพันธุ์ได้เงิน 200,000 บาท

จากนั้นได้หันมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ว่าทำอย่างไร ซึ่งก็ทำให้เข้าใจ จึงชักชวนลูกทั้ง 6 คน ที่แต่งงานแล้วมาปลูกพุทรา มะละกอ สับปะรด อ้อยปั่นน้ำสด อินทผลัม มะขามเปรี้ยวฝักโตแก้วมังกร ผักหวานป่า กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำหว้า พืชผักสวนครัวทุกชนิด สัตว์เลี้ยง กระบือ หมู เป็ด ไก่ กบ ปลา

พร้อมทั้งการขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อเลี้ยงปลา และทำเป็นแหล่งน้ำ จำนวน 2 บ่อ บ่อละ 1 ไร่เศษ เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบันจะมีรายได้จากการขายผลผลิตในสวนเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3,000-3,500 บาท หรือปีที่ผ่านมา ได้ 700,000 บาท(เจ็ดแสนบาท)รวมทั้งขายมะม่วงด้วย โดยมะม่วงจะให้ผลผลิตช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ทุกปี จากนั้นจะเป็นการขายต้นพันธุ์ซึ่งมีการต่อกิ่งพันธุ์ขายตลอดปี

คุณลุงทองปานบอกว่าผลจากการลองผิดลองถูก และได้หันมายึดหลักแนวทางพระราชดำริของในหลวง ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้วันนี้ตนสามารถบอกได้ไม่อายปากว่า แม้อาชีพทำการเกษตรก็สามารถทำให้มีเงินแสนเงินล้านได้ และที่สำคัญมีความสุข อยู่อย่างพอเพียง ในทางของตนคือทำเศรษฐกิจพอเพียง แบบเงินมาหา เพราะทุกอย่างผู้ที่ต้องการจะมาซื้อเอง ไม่ได้เอาไปจำหน่าย

ดังนั้นในพื้นที่ 32 ไร่ ที่มีอยู่จึงพอเพียงกับครอบครัว ลูกๆทั้ง 6 คน ได้ทำกิน เพราะการทำการเกษตรนี้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก

“กินได้ที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่ไม่ต้องซื้อ”

“เมื่อเราพออยู่พอกินในครอบครัวก็นำมาจำหน่าย สร้างรายได้”

หากกลุ่มเกษตรกร หรือหน่วยงานใดสนใจอยากศึกษาดูงานหรือรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร หรือที่ คุณลุงทองปาน พิมพานิช โทร. (080) 196-9410 ทุกวัน ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของทุกคนที่สนใจ

มะนาวลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกที่พุทธมณฑล นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

มะนาวลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกที่พุทธมณฑล นครปฐม

คุณธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์ หรือคุณหรั่ง อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เกษตรกรสู้ชีวิตพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เจ้าของสวนมะนาวลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่กว่า 120 ไร่

คุณหรั่ง เล่าว่า เดิมทำสวนกล้วยไม้ แต่ประสบปัญหามหาอุทกภัยเมื่อ ปี 2554 ทำให้สวนกล้วยไม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด อีกทั้งยังสูญเงินในการทำคันดินกั้นน้ำเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงนั้นเครียดมาก สุขภาพก็ทรุดโทรม แต่ได้กำลังใจที่ดีจากคนในครอบครัว จึงกลับมาทำใหม่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม จึงคิดที่จะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ในที่สุดก็เลือกที่จะปลูกมะนาว เหตุที่เลือกปลูกมะนาวเนื่องจากมะนาวให้ผลตอบแทนที่ดี ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เฉลี่ยทั้งปีลูกละประมาณ 2-3 บาท ในช่วงฤดูแล้ง มีนาคม-เมษายน ของทุกปีก็จะได้ราคาที่สูงประมาณ 10 บาท/ลูก โดยมะนาวที่เลือกนำมาปลูกคือ “มะนาวแป้นแม่ลูกดก”เป็นมะนาวพันธุ์ลูกผสมด้วยวิธีเขี่ยเกสรระหว่าง “มะนาวแม่ไก่ไข่ดก” กับ “มะนาวแป้นเอี่ยมเซ้ง” โดยฝีมืออาจารย์วัง สุขประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ อดีตข้าราชการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร

ซึ่งลักษณะพันธุ์ของมะนาวแม่ไก่ไข่ดกจะมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์คือ มีดอกและติดผลดกมาก แต่ผลจะมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ส่วนมะนาวแป้นเอี่ยมเซ้งจะมีดอกและติดผลไม่ดกนัก แต่ผลมีขนาดใหญ่ เปลือกหนา ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ ที่เป็นปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาว โดยมะนาวแป้นแม่ลูกดกที่ได้จะมีลักษณะเด่นคือ เป็นมะนาวพันธุ์เบา ให้ผลผลิตทะวายทั้งปีต้านทานโรคแคงเกอร์ โตไว ให้ผลผลิตเร็ว มีดอกและติดผลง่ายลูกดก มะนาวลูกใหญ่ เปลือกบาง ลำต้นเป็นพุ่มไม่ใหญ่มาก คั้นน้ำได้น้ำเยอะ น้ำเป็นสีขาวใส แตกต่างจากน้ำมะนาวทั่วไป และมีกลิ่นหอม

คุณหรั่งเล่าต่อว่า ส่วนที่มาของมะนาวลอยฟ้า มาจากการพลิกสวนกล้วยไม้มาปลูกมะนาวในภาชนะต่างๆ เช่น เข่ง ถุง ตะกร้า วงบ่อซีเมนต์ โดยนำไปวางไว้ในโรงเรือนเพาะชำกล้วยไม้เดิม ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะการปลูกแบบลอยฟ้าไม่ได้สัมผัสดินที่พื้นโดยตรง ช่วยป้องกันโรคแมลงต่างๆ ที่มาจากดิน โรงเรือนสามารถควบคุมปริมาณแสงแดดไม่ให้แสงมากเกินไป และภาชนะที่ปลูกยังมีช่องระบายอากาศทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีอีกด้วย ปัจจุบันปลูกมะนาวกว่า 120 ไร่ ต้นมะนาวจำนวนมากกว่า 100,000 ต้น ผลผลิตมะนาวที่ได้จะนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ “เลมอนมี” (Lemon Me) ใช้ผลมะนาวที่เก็บสดๆจากสวน พิเศษด้วยมะนาวพันธุ์เฉพาะ “พันธุ์แป้นแม่ลูกดก” ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ลอยฟ้า ซึ่งน้ำมะนาวมีประโยชน์ มีวิตามินซีสูง อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ดอกเกลือช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ช่วยระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหาร ไขมัน 0% ปราศจากคอเลสเตอรอล ดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญไม่ใส่สารกันบูดซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวพร้อมดื่มเลมอนมีแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์และสินค้าจากมะนาวอีกหลายอย่าง อาทิ มะนาวเคลือบชะเอม มะนาวดองน้ำปลา กุ้งมะนาว และกิ่งพันธุ์มะนาวโดยมีการจัดจำหน่ายหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะหน้าสวนโดยตรง ออกบู๊ธแสดงสินค้าต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล วิลล่ามาร์เก็ต จำหน่ายทางสื่อออนไลน์ Facebook Line Instagram ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในอนาคตวางแผนจะผลิตผลิตภัณฑ์จากมะนาวส่งออกต่างประเทศ ซึ่งมีหลายประเทศเข้ามาติดต่อแล้ว

คุณหรั่งเป็นผู้ที่มีจิตอาสา ไม่หวงวิชาความรู้ โดยเปิดสวนเป็นแหล่งเรียนรู้ และสถานที่ท่องเที่ยว สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกมะนาวพันธุ์แม่ลูกดก และรวบรวมรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกร มีสถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ เกษตรกรมาขอรับความรู้ เชิญเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้หลายแห่ง ล่าสุด (9 มกราคม 59) ได้รับโอกาสอย่างสูงล้น ได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจแก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก

สำหรับการปลูกมะนาวในภาชนะนั้นก็ไม่ยุ่งยาก อยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท/ไร่ โดยค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกมะนาวอยู่ที่ประมาณ 500 บาท นอกจากนั้นก็จะเป็นค่าใช้จ่ายในระยะดูแลก่อนเก็บผลผลิต ประมาณ 3-4 เดือน มีค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงงาน โดยเริ่มจากการเตรียมดินปลูกหรือเครื่องปลูก มีส่วนผสมคือ ดิน กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว แกลบ หน้าดินตากแห้ง และปุ๋ยอินทรีย์ นำอย่างละ 1 ส่วนเท่าๆ กัน ผสมทั้งหมดคลุกเคล้าผสมรวมให้เข้ากันพักดินทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน ก่อนนำมาใช้ให้ลองใช้มือสัมผัสในดิน ถ้าดินยังมีความร้อนอยู่ไม่ควรนำต้นพันธุ์ลงปลูก ถ้าหายร้อนเป็นอันว่าใช้ได้ โดยใช้ต้นพันธุ์ที่ปักชำกิ่งระยะ 3 เดือน นำมาแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นก็นำไปลงดินปลูกที่เตรียมไว้ สำหรับการดูแล ให้รดน้ำทุกๆ เช้า วันละ 1 ครั้ง ถ้าติดสปริงเกลอร์ก็ให้น้ำประมาณ 5 นาที ไม่ต้องให้น้ำเยอะ เพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้กับต้นมะนาว ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใส่ 7 วัน/ครั้ง หากมีแมลงศัตรูพืชให้ฉีดยาฆ่าแมลงประมาณ 4 วัน/1 ครั้ง

หากท่านใดสนใจกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นแม่ลูกดกคุณภาพและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ จากมะนาว สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์ บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทร. (083) 072-8258Line: LemonmefarmFb : Facebook/lemonmefarm

หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ84 พรรษา”พระมารดาแห่งไหมไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน

หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ84 พรรษา”พระมารดาแห่งไหมไทย”

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 กรมหม่อนไหมได้จัดทำโครงการสำคัญหลายโครงการเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงทุ่มเทพระวรกายในการพัฒนางานศิลปาชีพและส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมแก่พสกนิกรไทยมายาวนานกว่า 40 ปี และทรงเป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” ซึ่ง “โครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2559″เป็นหนึ่งโครงการที่กรมหม่อนไหมได้สนองพระราชดำริและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน วิธีการเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของประเทศสืบไป

คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินโครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจำนวน 84หมู่บ้านในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร บึงกาฬ หนองคาย เลย ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ขอนแก่น มุกดาหาร นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ชุมพร อุทัยธานี ราชบุรี และนราธิวาส มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านละไม่น้อยกว่า 10 คน เป้าหมายรวมกว่า 840 คนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ พร้อมสนองพระราชดำริของพระองค์ในการอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนทั้งยังมุ่งพัฒนายกระดับการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านของเกษตรกรรายย่อยให้มีประสิทธิภาพ และเป็นแหล่งผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับนำไปผลิตผ้าไหมไทยภายใต้เครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) ขณะเดียวกันยังมุ่งให้ความรู้และฝึกทักษะอาชีพด้านหม่อนไหมให้แก่นักเรียนในโรงเรียน เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมและให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้มีส่วนร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านหม่อนไหมด้วย

เบื้องต้นได้สำรวจและคัดเลือกหมู่บ้านที่มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการ จากนั้นกรมหม่อนไหมก็บูรณาการร่วมกับเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่วางแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจรโดยเริ่มตั้งแต่การจัดการแปลงหม่อนเพื่อเพิ่มผลผลิตใบ เช่น พัฒนาระบบน้ำในแปลงหม่อน หรือสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี เพื่อใช้บำรุงแปลงหม่อนครอบคลุมทั้ง 84 หมู่บ้าน นอกจากนั้น ยังปรับปรุงพื้นที่และส่งเสริมการปลูกหม่อนพันธุ์ดีในโรงเรียน จำนวน 8 โรงเรียน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน พร้อมผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของเกษตรกรไปสู่เยาวชนในสถานศึกษา ทั้งการผลิตหม่อน การเลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสี ทอผ้า และการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไหมไทยพื้นบ้าน โดยให้คำปรึกษาและวางแผนการผลิตไข่ไหม การเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไม่น้อยกว่า 6 รุ่น/ปีทั้งยังให้ความรู้เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านเพื่อขยายพันธุ์ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นรวมถึงการสาวไหม การสาวไหมเส้นยืนการตีเกลียวเส้นไหมและให้การสนับสนุนวัสดุสำหรับทำห้องเลี้ยงไหมแบบประหยัด วัสดุการเลี้ยงไหมและการผลิตไข่ไหมให้แก่เกษตรกรในโครงการ

นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนายกระดับคุณภาพเส้นไหมไทยสู่มาตรฐาน โดยส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการจัดทำเส้นไหมไทยตามมาตรฐานเส้นไหมไทย (มกษ.8000-2555) มาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และมาตรฐานเส้นไหมอินทรีย์ เป็นต้นและคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านสำหรับเป็นเส้นไหมยืน พัฒนารูปแบบป้ายติดเส้นไหม พัฒนาบรรจุหีบห่อเส้นไหม จัดทำระบบตรวจสอบรับรองคุณภาพเพื่อจัดชั้นคุณภาพเส้นไหม และระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตเส้นไหม

ที่สำคัญยังส่งเสริมการผลิตและการตรวจรับรองผ้าไหมไทยของ 84 หมู่บ้าน ภายใต้เครื่องหมายมาตรฐานตรา “นกยูงพระราชทานสีทอง” ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน มีกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรได้

คุณอภัยกล่าวอีกว่า ทั้ง 84 หมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนรับรองให้เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯโดยกรมหม่อนไหมจะจัดทำฐานข้อมูลแหล่งผลิต สินค้าที่ผลิต และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในรูปแบบข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ด้านหม่อนไหมประจำหมู่บ้าน ซึ่งพิจารณาจากจุดเด่นของแต่ละแห่ง อาทิ อัตลักษณ์ด้านเส้นไหม และลวดลายผ้า เป็นต้น และมีแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหม่อนไหมเชิงอนุรักษ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรด้วย

“อนาคตคาดว่า หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านฯจะช่วยเพิ่มผลผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับใช้ทอผ้าเกิดระบบการผลิตไข่ไหมและเส้นไหมยืนในชุมชนที่มีการผลิตตามหลักวิชาการและมีการควบคุมคุณภาพ และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตไข่ไหม เลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้าน แก่นักเรียน เยาวชน และผู้สนใจทั่วไป มีการขยายผลทายาทด้านหม่อนไหมซึ่งจะช่วยสืบสานและอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไป”อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

พันธุ์หม่อน “ศรีสะเกษ84”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน

พันธุ์หม่อน “ศรีสะเกษ84”

หม่อนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนอกจากเกษตรกรจะต้องบริหารจัดการแปลงหม่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ใบหม่อนที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมแล้ว การเลือกใช้พันธุ์หม่อนพันธุ์ดีก็เป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตได้ ปัจจุบันมีพันธุ์หม่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์สกลนคร พันธุ์บุรีรัมย์60 พันธุ์นครราชสีมา60 พันธุ์ศรีสะเกษ33 พันธุ์น้อย และพันธุ์คุณไพ เป็นต้นล่าสุดศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษ กรมหม่อนไหม ได้ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์หม่อนพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 พันธุ์ คือ พันธุ์ “ศรีสะเกษ84” (ศก 84) และประกาศให้เป็นพันธุ์หม่อนแนะนำของกรมหม่อนไหม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 นี้

คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่าศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษได้ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84นานถึง19 ปี ซึ่งหม่อนพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อพันธุ์ SRCM9105-46เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างหม่อนพันธุ์นครราชสีมา60 เป็นแม่พันธุ์กับหม่อนพันธุ์ S1เป็นพ่อพันธุ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์2534 ได้เมล็ดพันธุ์หม่อนจำนวนหนึ่งนำไปเพาะเมล็ดในถุงชำจนได้ต้นกล้าหม่อนจำนวน 83 ต้น (พันธุ์) เมื่อต้นกล้าอายุได้ ประมาณ 3 เดือน นำลงปลูกในแปลงคัดเลือกพันธุ์และผ่านขั้นตอนการเปรียบเทียบผลผลิตในเบื้องต้น โดยมีหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60 และพันธุ์นครราชสีมา60 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบมาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบผลผลิตใบในท้องถิ่นต่างๆ4 แห่ง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และนครราชสีมา ทั้งยังเปรียบเทียบผลผลิตใบหม่อนในแปลงเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ จังหวัดละ 2 แปลง พร้อมทดสอบความทนทานต่อโรคราสนิมหม่อนในสภาพแปลงปลูกในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมอย่างรุนแรง มีการทดสอบคุณค่าทางอาหารในใบหม่อนโดยการเลี้ยงไหม วิเคราะห์คุณค่าทางอาหารในใบหม่อน และทดสอบการออกรากจากท่อนพันธุ์ด้วย ถือเป็นหม่อนอีกหนึ่งพันธุ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องโรคราสนิมหม่อน และการให้ปริมาณผลผลิตใบต่อไร่สูง

หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตใบสูงถึง 1,740 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ในพื้นที่ของเกษตรกรในเขตเกษตรอาศัยน้ำฝน และสามารถนำไปเลี้ยงไหมได้ดีไม่แตกต่างจากหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 อีกทั้งยังทนทานต่อโรคราสนิมหม่อนดีกว่าพันธุ์บุรีรัมย์60 ถึง 18.88% เป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำพันธุ์ไปปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้

ทั้งนี้ หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ 84 เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมในภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน และภาคใต้ เช่น จังหวัดชุมพร เป็นต้น แต่หม่อนพันธุ์นี้มีข้อจำกัดคือไม่ทนทานต่อโรครากเน่า หากจะขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ ควรใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไป จะมีเปอร์เซ็นต์รอดหลังปักชำสูง

อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวอีกว่า หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84 เป็นพันธุ์หม่อนที่มีคุณภาพใบใกล้เคียงกับหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60 โดยใบหนาปานกลางและอ่อนนุ่ม จากผลวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารในใบหม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84 พบว่า มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 22 คาร์โบไฮเดรต 46.4% ไขมัน 3.5% เส้นใยหยาบ 11.5% และเปอร์เซ็นต์เถ้า 12.8% เมื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน พบว่า ผลผลิตรังไหม ได้น้ำหนักเปลือกรัง 1 รัง อยู่ที่ 14.6 เซนติกรัม ให้เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง 12.5% เปอร์เซ็นต์เลี้ยงรอดวัยอ่อน 89.5% เปอร์เซ็นต์เข้าทำรัง 96.4% และมีเปอร์เซ็นต์ดักแด้สมบูรณ์ 90.1%

ปัจจุบันศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษมีแปลงพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84จำนวน 2 ไร่ และอยู่ระหว่างเร่งขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำพันธุ์ไปใช้ ซึ่งจากการขยายพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84จำนวน 20,000 ถุง ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ได้ประสบปัญหาภัยแล้งและสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้มีแมลงหวี่ขาวมาดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อนพันธุ์หม่อน ทำให้ท่อนพันธุ์แห้งตายและเสียหายทั้งหมดขณะนี้ศูนย์ได้ปรับปรุงเทคนิคการผลิตท่อนพันธุ์ใหม่ โดยใช้วิธีการติดตาบนท่อนพันธุ์ล็อตนี้มี จำนวน 15,000 ถุง ซึ่งคาดว่า ภายใน 2เดือนข้างหน้าจะสามารถแจกจ่ายกิ่งพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่ต้องการนำไปปลูกได้ และปี 2560 คาดว่า จะผลิตกิ่งชำหม่อนพันธุ์นี้ได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ถุง

ขณะเดียวกันยังมีแหล่งขยายพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84 ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ และที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯนครราชสีมา รวมพื้นที่ 2.5 ไร่ คาดว่า จะสามารถผลิตท่อนพันธุ์ป้อนให้กับเกษตรกรได้ปีละไม่น้อยกว่า 100,000 ท่อน

“เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเริ่มนำหม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84ไปปลูกแล้ว อาทิ เกษตรกรในอำเภอพะยุห์ และอำเภอภูสิงห์ ซึ่งเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจที่หม่อนศรีสะเกษ84แตกยอดดีและแตกยอดได้ทั้งปี ทำให้สามารถเก็บผลผลิตใบเลี้ยงไหมได้ตลอดปีด้วย นอกจากนั้น ยังค่อนข้างทนแล้งดีกว่าหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60″อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากสนใจ “พันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 916-659 ในวันและเวลาราชการ

75 ปี อภัยภูเบศร ก้าวกระโดดของการพัฒนาการแพทย์แผนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สกู๊ปพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

75 ปี อภัยภูเบศร ก้าวกระโดดของการพัฒนาการแพทย์แผนไทย

พ.ศ.2484 ในอดีต มีการก่อตั้งโรงพยาบาลปราจีนบุรี เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในปีพ.ศ.2509 เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ข้าราชการสยามคนสุดท้าย ที่ปกครองเมืองพระตะบอง และเป็นเจ้าของอาคารทรงบาโรกที่ก่อสร้างขึ้น เพื่อตั้งใจให้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 5 หากเสด็จประพาสเมืองปราจีน ซึ่งอาคารเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดและยังเป็นอาคารสำหรับแผนกผู้ป่วยในแห่งแรกของโรงพยาบาล นับถึงปัจจุบัน รวมการก่อตั้งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ 75 ปี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ยิ่งเมื่อประเทศไทย ได้นำการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมาใช้ในระบบบริการสุขภาพ มาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 โดยเริ่มจากงานสาธารณสุขมูลฐานก่อน จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 มีโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบบริการการผสมผสานบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสุขภาพ จากนั้นมีการเปิดคลินิกการบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐหลายแห่ง

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็เป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการตามแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและบูรณาการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถึงระดับเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฐานะของแบรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรระดับต้นของประเทศไทย อันเนื่องมาจากการที่โรงพยาบาลเป็นผู้บุกเบิกงานด้านการพัฒนาสมุนไพร

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงเป็น 1 ใน 14 แห่ง ที่ได้รับมอบหมายให้พัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยตัวอย่าง และได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2256

เปิดโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

ในวันที่ครบรอบสถาปนาโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 75 ปี เป็นโอกาสอันดี ในการเปิด “โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร” ในวันเดียวกัน โดยนายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการเปิดให้บริการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร ที่เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบว่า ที่ผ่านมา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมากว่า 30 ปี มีการพัฒนายาสมุนไพร การบริการและส่งเสริมสุขภาพในชุมชน การบริการผู้ป่วยนอก การเผยแพร่ความรู้ กระทั่งปีพ.ศ.2556 ได้มีการเตรียมการในด้านบุคลากร อาคารสถานที่ โรค และอาการที่จะบูรณาการ มาตรฐานการตรวจวินิจฉัย การให้การรักษา การประเมินผล การบริหารความเสี่ยง การส่งต่อระหว่างการแพทย์ทั้ง 2 ระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

“โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีการใช้ทฤษฎีทางการแพทย์แผนไทยในการตรวจ วินิจฉัย รักษา ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพอย่างมีมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการใช้ยาสมุนไพรอย่างเป็นระบบ มีการวิจัยที่มีความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง และมีฐานข้อมูลสามารถสืบค้นและนำไปพัฒนาต่อยอดเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพด้านสาธารณสุข เกิดการเชื่อมโยงการรักษา การส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพและเป็นแหล่งฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านแพทย์แผนไทยให้มีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วย และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน อนุรักษ์ซึ่งภูมิปัญญาและทำให้ประเทศและประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้อย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน มีผู้ป่วยมารับบริการเฉลี่ยวันละ 50-100 คน มีหอผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล จำนวน 18 เตียง การให้บริการ จะเน้นโรคที่เป็นจุดแข็งของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และมีแนวทางการรักษา (CPG)ชัดเจน ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคสะเก็ดเงิน การดูแลมารดาหลังคลอด โรคกระดูกและข้อ โรคตับแข็ง และโรคพาร์กินสัน โดยแพทย์แผนไทยจะตรวจวินิจฉัยระบบธาตุทั้ง 4 และตรีโทษ เส้นสิบ ดูสีผิว ลิ้น และการบำบัดรักษาด้วยการนวด การอบ การประคบ และการกดจุดปรับสมดุลแต่ละที่ รวมถึงการเผายา ย่างยา การใช้ยาสมุนไพรที่ปรุงยาตามทฤษฎีแพทย์แผนไทยและตามคัมภีร์เฉพาะผู้ป่วยแต่ละรายด้วย

สำหรับกระบวนการรักษาของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีขั้นตอนการตรวจโดยแพทย์แผนไทย หัวใจหลักคือ การดูอย่างเป็นองค์รวม และนำทฤษฎีธาตุเข้ามาใช้ โดยจะเริ่มจากการซักประวัติอาการคนไข้โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการทำให้เกิดโรค ประวัติการรักษาที่ผ่านมา ประวัติการแพ้ โรคประจำตัว ตรวจวัดสัญญาณชีพ จากนั้น เข้าสู่กระบวนการตรวจทางศาสตร์แผนไทย โดยดูธาตุเจ้าเรือนว่าผู้ป่วยมีธาตุเจ้าเรือนทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรที่กำเริบ หย่อนหรือพิการ ดูความสมดุลของตรีธาตุ (ปิตตะ วาตะ เสมหะ) โดยเน้นเรื่องความสมดุลเป็นหลัก ตรวจร่างกาย โดยดูรอยโรค อาการ ลักษณะทั่วไป ดูลิ้น เยื่อบุตา สีตา ตรวจเส้นประธาน 10 และเส้นตามร่างกาย ตรวจชีพจรแบบแผนไทย(ดูลักษณะการเต้นของชีพจรซึ่งสามารถบ่งบอกอาการเจ็บป่วยได้) และตรวจกำเดา คือความร้อนในร่างกาย จากนั้น นำมาประกอบกับการรักษา เพื่อปรับเข้าสู่สมดุลก็จะไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย

“โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้บริการรักษาทางด้านแผนไทยมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งโรคที่มีผู้มารับบริการมากสุดคือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม หัวไหล่ติดเข่าเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ และโรคที่แผนปัจจุบันยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เช่น สะเก็ดเงิน โดยพบว่า ผู้ป่วยที่มารับการรักษาได้รับประทานยาต้มสมุนไพรเฉพาะราย พบว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มดีขึ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และบางรายสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกำเริบซ้ำ”

ส่วนหัตถการที่ให้บริการ ได้แก่ การเผายา การกักน้ำมัน การประคบแช่แผลโรคสะเก็ดเงิน และการพอกยา

การจัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศรนี้ นับว่าเป็นอีกทางที่จะช่วยในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านสุขภาพ โดยนำมาใช้ประโยชน์อย่างมีมาตรฐาน มีแบบแผน ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ไม่จำเป็นและเปิดโอกาสการรักษาให้กับผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในบางโรค บางอาการที่แผนปัจจุบันอาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่แพทย์แผนไทย ยาสมุนไพร สามารถตอบโจทย์ได้ เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคสตรี (หนาวใน/วัยทอง/การอยู่ไฟหลังคลอด) ฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น การแพทย์แผนไทยยังช่วยในเรื่องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงซึ่งไม่มีในศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบัน และเชื่อว่าการจัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยหันกลับมาสู่รากเหง้าที่มีคุณค่า ที่ปู่ย่าตายายทิ้งมรดกไว้ให้เราได้ใช้ประโยชน์ โดยผ่านระบบการบริการที่มีมาตรฐาน ในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอภัยภูเบศร

ก้าวสู่ยุคผลิตภัณฑ์สมุนไพร กับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร

การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั้น ต้องให้เกียรติ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ที่เริ่มต้นวิชาชีพเภสัชกรของโรงพยาบาล หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล นอกเหนือไปจากงานประจำแล้ว ภญ.สุภาภรณ์ ยังเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครฝึกอบรมและให้ความรู้ด้านสมุนไพรแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) ส่งเสริมการใช้พืชสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานภายใต้นโยบายแห่งชาติด้านสาธารณสุข

ภญ.สุภาภรณ์ ได้เก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรท้องถิ่นและการใช้ยาสมุนไพรจากหมอยาพื้นบ้าน เป็นจุดเริ่มต้นให้ภญ.สุภาภรณ์ใช้เวลาในช่วงวันหยุดออกไปพูดคุยและเดินป่าสำรวจสมุนไพรร่วมกับหมอยาพื้นบ้านเหล่านั้น เพื่อจดบันทึกข้อมูลและรวบรวมความรู้จากภูมิปัญญา

การสะสมความรู้เหล่านี้ มาถึงจุดเปลี่ยนในปีพ.ศ.2529 เมื่อ พญ.อุไรวรรณ โชติเกียรติ เพื่อนร่วมงาน ได้ขอให้พัฒนายาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเริมในปากสำหรับเด็ก ที่สามารถทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน ภญ.สุภาภรณ์จึงได้คิดค้นพัฒนาผลิตยากลีเซอรีนพญายอ จากความรู้ภูมิปัญญาไทย พญายอ (เสลดพังพอนตัวเมีย) เป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาเริมและงูสวัดมานาน และยังรับประทานเป็นผักได้อีกด้วย งานวิจัยยังแสดงด้วยว่า พญายอ มีคุณสมบัติด้านการอักเสบและไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษ ซึ่งกลีเซอรีนพญายอของภญ.สุภาภรณ์ ถือเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมครั้งแรกที่มีการนำพืชสมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบในตำรับยา และนำกระบวนการผลิตและสารที่ใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบันมาผลิตเป็นยาแผนโบราณ

นับเป็นความโชคดี ที่นายแพทย์เปรม ชินวัทนานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขณะนั้น ริเริ่มก่อตั้งโครงการสาธิตการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างครบวงจร มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธิตและให้การฝึกอบรมแก่ชุมชนในการบูรณาการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การผลิตเป็นผลิตภัณณ์สำเร็จรูป ไปจนถึงการจำหน่าย โดยมีการสาธิตเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร ภายใต้ชื่อ อภัยภูเบศร แก่สาธารณชน

ในที่สุด ความพยายามส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากพืชเกษตรอินทรีย์ในหมู่ชุมชนท้องถิ่นก็เป็นรูปธรรมขึ้น เมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรที่ยอมรับในแนวทางเกษตรอินทรีย์ โดยกลุ่มเกษตรกรบ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เข้าร่วมเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพร ต่อมาได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM และยังคงเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหลักให้แก่โรงพยาบาล แม้ว่าจะมีกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรรายใหม่เพิ่มขึ้นมาในระยะหลัง

สร้างศูนย์กลางสมุนไพรฯ เพื่อความยั่งยืนทางยา

แต่ความจำเป็นที่จะให้สมุนไพรคงอยู่ เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นปัจจัยที่ภญ.สุภาภรณ์ ผู้ริเริ่มคำนึงถึง โดยภญ.สุภาภรณ์เปิดเผยถึงแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพรอย่างถูกทางว่า พืชสมุนไพรมีหลายชนิด และในจำนวนหลายชนิดก็เข้ากับกระบวนการยาตำรับ จำนวน 80-90 เปอร์เซ็นต์ เก็บเกี่ยวจากป่า หากไม่มีระบบการจัดการที่ดี สมุนไพรก็เสี่ยงสูญพันธุ์ การแก้ปัญหาตรงนี้ได้วางแนวคิดไว้แล้ว โดยขอสนับสนุนพื้นที่จากหน่วยงานทหารในการสร้างสวนป่าสมุนไพรลดโลกร้อนโดยความยั่งยืนทางยา ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ปลูกสมุนไพรหายากและเก็บรวบรวมสมุนไพรไว้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ชนิด อาทิ แก่นมหาด กำแพงเจ็ดชั้น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู เป็นต้น แบ่งพื้นที่เป็นส่วนปลูกไว้สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบและศึกษาวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน อีกส่วนเป็นพื้นที่ปลูกสำหรับการวิจัย ดูการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพืชสมุนไพร และมีแปลงสาธิตให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาการปลูก การเก็บเกี่ยวให้ได้คุณภาพที่ดี ถ่ายทอดในมุมของเทคโนโลยี ทั้งยังเป็นเสมือนคลังสินค้าให้กับเกษตรกรในเครือข่าย เมื่อมีความรู้ในการปลูกดูแลเก็บเกี่ยวที่ได้คุณภาพ นำไปปลูก มีการควบคุม จากนั้นอภัยภูเบศรก็เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายวัตถุดิบให้กับเกษตรกร

“ตอนนี้มีการปลูกแต่เป็นลักษณะของการกระจัดกระจาย ดังนั้น สวนป่าสมุนไพรฯ นี้จะเป็นเสมือนศูนย์วิจัยสมุนไพร เป็นสถานที่แรกที่มีการวิจัยและการส่งเสริมในแห่งเดียวกัน และศูนย์กลางแห่งนี้จะช่วยรักษาระบบให้ยั่งยืน”

เมื่อวางเป้าหมายให้กับความยั่งยืนของระบบสมุนไพร การส่งต่อสู่อนาคต ก็ไม่ละทิ้ง

ที่ทราบมาคือในทุกปี อภัยภูเบศร โดยภญ.สุภาภรณ์ เป็นโต้โผในการจัดกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับเยาวชน เช่น การเดินป่า และค่ายหมอยาน้อย เพื่อสนับสนุนความรู้ในการใช้ยาสมุนไพรในทางปฏิบัติ และความรักธรรมชาติให้เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงค่ายรักษ์เขาใหญ่ ซึ่งเป็นค่ายฤดูร้อน เริ่มต้นจากเด็กที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปลูกฝังให้เด็กมีความรักหวงแหนในธรรมชาติ ต่อมาได้ขยายวงเป็นการจัดให้เด็กนับร้อยคนจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม มีจิตอาสา รู้บทบาทของตนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

กลุ่มรักษ์เขาใหญ่-ค่ายหมอยาน้อย

อนาคตของสมุนไพรไทย

นับเป็นโอกาสดีที่ได้พูดคุยกับ คุณเกรียง ฤทธิ์เจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโรงงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในฐานะที่เป็นเยาวชนรุ่นแรกๆ ที่ได้ร่วมกิจกรรมในการออกค่ายหมอยาน้อย ซึ่งมี ภญ.สุภาภรณ์ เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งปัจจุบันคุณเกรียง ยังควบตำแหน่งประธานกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ เพื่อนำทีมในการจัดกิจกรรมค่ายหมอยาน้อย และการขับเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่มรักษ์เขาใหญ่

คุณเกรียง ในวัย 41 ปี ย้อนเล่าถึงอดีตที่เขาเดินตามภญ.สุภาภรณ์ เมื่อครั้งเป็นเยาวชน อายุราว 18-19 ปีก่อน ให้ฟังว่า กิจกรรมเริ่มราวปีพ.ศ.2535 ในแต่ละปีจัดกิจกรรมค่ายประมาณ 3 ครั้ง ระยะแรกเป็นเด็กที่อาศัยอยู่พื้นที่โดยรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และจังหวัดโดยรอบ เช่น นครนายก ปราจีนบุรี นครราชสีมา เพื่อชี้ให้เด็กเชื่อมต่อกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญา ต่อมามีเด็กที่ทราบรายละเอียดของกิจกรรมค่าย ติดต่อเข้ามา จึงขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น

“สมัยผมเด็กๆ ผมเดินตามหลังพี่ต้อม (ภญ.สุภาภรณ์) เดินป่า ชวนกันศึกษาธรรมชาติ นอนในป่า คุยภาพธรรมชาติ เขาใหญ่ สมุนไพร พูดตรงๆ ว่าตอนนั้นคิดว่าพี่ต้อมเพ้อ จะทำให้ต้นไม้ใบหญ้ามาขายเป็นเศรษฐกิจระดับร้อยล้านได้อย่างไร แต่มาถึงวันนี้ สิ่งที่พี่ต้อมคิดมันยิ่งใหญ่ เป็นจริง สร้างคนได้ สร้างเศรษฐกิจได้”

คุณเกรียง บอกด้วยว่า ในปัจจุบันแม้ว่าจะเป็นผู้จัดการส่วนพัฒนาโรงงานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดูแลเรื่องการผลิต แต่การทำกิจกรรมในฐานะประธานกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ก็สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งเมื่อเด็กได้ออกค่ายเรียนรู้ธรรมชาติ ปล่อยให้เด็กลงแปลงแบบง่ายๆ ก็สรุปรวบมาถึงเรื่องขอการนำภูมิปัญญามาผนวกกับวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดสายการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรออกจำหน่ายได้

แม้ว่า ข้อมูลเรื่องต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งหมดกว่า 200 ชนิด ของอภัยภูเบศร ที่ทราบจากคุณเกรียง ทำให้เห็นภาพได้ว่า ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกลุ่มเครื่องสำอางมากกว่ากลุ่มยา อีกทั้งผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในกลุ่มเครื่องสำอางก็จำหน่ายได้ปริมาณมากกว่ากลุ่มยาก็ตาม แต่ตัวเลขการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกลุ่มเครื่องสำอางและกลุ่มยาไม่แตกต่างกัน คุณเกรียง อธิบายว่า การผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกลุ่มยามีต้นทุนที่สูงมาก และผู้บริโภคมีความต้องการไม่มากเท่าที่ควร แต่อภัยภูเบศร จำเป็นต้องผลิตและจำหน่ายในราคาถูก วัตถุประสงค์เดียวคือ ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยาสมุนไพร ยังคงอยู่ในสังคม ให้คนจดจำและรู้จัก

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

จากการผลิตกลีเซอรีนพญายอ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีความเจริญเติบโตไปสู่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวนมาก ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 200 รายการ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ดอื่น ในจำนวนผลิตภัณฑ์กว่า 200 รายการ ผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ดังนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยา ได้แก่ 1.มะขามป้อมแก้ไอ 2.ขมิ้นชัน 3.ฟ้าทลายโจร 4.เพชรสังฆาต และ 5.หญ้าปักกิ่ง ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ได้แก่ 1.เซรั่มบัวไผ่ข้าว 2.แอนตี้ ดาร์ก สปอร์ต (เซรั่ม) 3.ยาสีฟันกระชาย 4.เอ็มบริก้า สกัดจากมะขามป้อม และ 5.โทนเนอร์

มะขามป้อม หรือ มะขามป้อมอินเดีย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthusemblicaเป็นต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Phyllanthaceaeเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และมีคุณค่าทางสมุนไพรด้วย มะขามป้อมเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสระแก้ว มีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกคือ กันโตด (เขมร-กาญจนบุรี) กำทวด (ราชบุรี) มะขามป้อม (ทั่วไป) มั่งลู่, สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุด ในบรรดาผลไม้ทั้งหมด เพราะมะขามป้อมลูกเล็กๆเพียงลูกเดียว ให้วิตามินซีสูงกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ถึง 12 เท่า และมากกว่าน้ำส้มคั้นถึง20 เท่า

การใช้ประโยชน์

ใช้รับประทานเพื่อบรรเทาหวัด แก้ไอ และละลายเสมหะได้ มีแทนนินซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชัน ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ยับยั้งการสร้างเมลานิน และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ได้

ขมิ้นชัน ชื่อวิทยาศาสตร์ :Curcuma loga Linn., Curcuma domesticaValetonชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว ยากยอ สะยอ หมิ้น ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือ เหง้าสดและแห้ง

การใช้ประโยชน์

มีวิตามิน เอ ซี อี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว มีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดให้ลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง และช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรได้ดี รองจากการรับประทานหัวปลี

ฟ้าทลายโจร อยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographispaniculata (Burm.f.) Wall ex Nees.) เป็นพืชล้มลุกฤดูเดียว ในตระกูล Acanthaceaeมีถิ่นกำเนิดในอินเดียและศรีลังกา โดยในตำรายาโบราณของไทย จัดให้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถหามารับประทานแก้โรคได้เอง สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งมาก ใบรียาว ปลายใบแหลม ดอกขนาดเล็กสีขาว มีรอยกระสีม่วงแดง ลักษณะเป็นหลอด ฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ใบมีสารประกอบแลกโตน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ โรคทางเดินหายใจ แก้เจ็บคอ แต่บางคนอาจเกิดอาการแพ้ได้ ซึ่งต้องหยุดยาทันที

การใช้ประโยชน์

ฟ้าทลายโจรมีสรรพคุณหลายประการ เช่น แก้ไข้หวัด แก้ไข้หวัดใหญ่ ระงับอาการอักเสบ ไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนัง ฝี แก้ติดเชื้อ ที่ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ เป็นยาขมเจริญอาหาร มีฤทธิ์ระงับการติดเชื้อหรือระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ ซึ่งควรใช้ให้ถูกต้องด้วยจะได้ผลดีมาก

เพชรสังฆาตชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissusquadrangularis L. จัดอยู่ในวงศ์องุ่น มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า สันชะควด (กรุงเทพฯ) ขั่นข้อ (ราชบุรี) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น

การใช้ประโยชน์

ในอดีตใช้รักษาปัญหาเกี่ยวกับระบบฮอร์โมนในเพศหญิง เช่น วัยทอง ประจำเดือนผิดปกติ ความต้องการทางเพศ และใช้รักษากระดูกหัก โดยมีผลเพิ่มมวลกระดูกและช่วยให้กระดูกสมานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังใช้แก้ปวดและรักษาริดสีดวงทวารหนัก ส่วนฤทธิ์ของเพชรสังฆาต มีการศึกษาวิจัย พบว่าทำให้นอนหลับได้เร็วขึ้นและนานขึ้น นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้เพิ่มขึ้น เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก

หญ้าปักกิ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murdannialoriformis (Hassk.) ถิ่นกำเนิดของหญ้าปักกิ่งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันมีการปลูกหญ้าปักกิ่งทั่วไปในประเทศไทย

การใช้ประโยชน์

ยาจีนใช้หญ้าปักกิ่งบรรเทาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและขับพิษ หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจและกำลังมีการวิจัยออกมาสนับสนุน เช่น จากการศึกษาหญ้าปักกิ่งเพื่อใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง ไม่พบความเป็นพิษ เมื่อทำการวิจัยในหลอดทดลองนั้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็ง พวกมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเต้านม โดยพบว่ามีสารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งปานกลางของเซลล์มะเร็ง ที่สำคัญยังพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานหญ้าปักกิ่งเมื่อได้รับการรักษาแบบแผนปัจจุบันนั้น ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานลดลงจากผลข้างเคียงของการฉายแสงและคีโมเทอราปี ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งและการกลับมาเป็นอีก รวมทั้งใช้ปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

คุณค่าแห่งสมุนไพร สร้างรายได้เกษตรกรบ้านดงบังปราจีนบุรี ด้วยแปลงเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สกู๊ปพิเศษ

ธัญวรัตน์ คงถาวร

คุณค่าแห่งสมุนไพร สร้างรายได้เกษตรกรบ้านดงบังปราจีนบุรี ด้วยแปลงเกษตรอินทรีย์

คุณสมัย คูณสุข อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 6 บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในแปลงอินทรีย์ เพื่ออบแห้งส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบ้านดงบัง ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำนาทำสวนเป็นหลัก ประมาณปี 2537 เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับเริ่มต้นไปได้สวย รายได้มีขึ้นลงบ้างตามธรรมชาติของตลาด ต่อมาปี 2540 ไม้ดอกไม้ประดับราคาตกต่ำอย่างมาก ชาวบ้านจึงมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการปลูกพืชสมุนไพร เริ่มจากปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริมส่งให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

คุณสมัย เริ่มมีความสนใจที่จะปลูกสมุนไพรจึงได้ไปสอบถามทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตยาสมุนไพรควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันอยู่แล้ว มีการตกลงระหว่างกันว่าบ้านดงบังจะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรเพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรมีการคุยกันและตกลงว่าจะซื้อจึงจะเริ่มปลูก

วัตถุดิบที่โรงพยาบาลต้องการในช่วงนั้นคือหญ้าปักกิ่ง เพราะฉะนั้นสมุนไพรตัวแรกที่ปลูกคือหญ้าปักกิ่ง โดยโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้นำพันธุ์มาให้ทดลองปลูก เมื่อปลูกสำเร็จมีความเจริญงอกงาม นำมาสู่การขยาย มีการปลูกสมุนไพรชนิดอื่นเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันปลูกสมุนไพรหลักที่ส่งให้กับทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ทั้งสิ้น 15 ชนิดอาทิ หญ้าปักกิ่ง หญ้าหนวดแมว เพชรสังฆาต เสลดพังพอน ชุมเห็ดเทศ ขมิ้นชัน ใบชะพลู ทองพันชั่ง อัคคีทวาร เป็นต้น พื้นที่ปลูกกว่า 70 ไร่

คุณสมัยเล่าว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่สนใจปลูกมีมากถึง 300 ราย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 12 รายเท่านั้น เนื่องด้วยความซับซ้อนในการดูแลให้ถูกต้อง ซึ่งที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์มากมาย ชาวบ้านบางรายยังคงคุ้นชินกับการใช้สารเคมี ทำให้ไม่สามารถเป็นแปลงปลูกอินทรีย์ ทำต่อไม่ไหว ซึ่งผู้ปลูก 12 รายที่เหลือในปัจจุบันได้รับรองมาตรฐานเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์แล้ว

บ้านดงบังได้รับมาตรฐานรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือมกท. ซึ่งเน้นในเรื่องของความหลากหลายทางระบบนิเวศ ไม่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช้สารเคมี และทำตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลักษณะแปลงปลูกเป็นการปลูกป่า 3 ระดับ ประกอบด้วยไม้สูง ไม้กลาง และไม้ล่าง เป็นการจัดการแปลงปลูกแบบองค์รวม เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งบ้านดงบังแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรพื้นที่แรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์ซึ่งหลังจากได้รับรองมาตรฐานแล้ว เพื่อให้มั่นใจในความสะอาดปลอดภัย จะมีการตรวจแปลงปลูกถึงปีละ3 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจรับของมูลนิธิตรวจปีละ 2 ครั้ง และมกท.ตรวจอีกปีละครั้ง ทุกๆปี

สมุนไพรเด่นที่บ้านดงบังปลูกเป็นหลัก มีจำนวนการสั่งซื้อสูง และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องทุกรอบการสั่งซื้อคือ ฟ้าทลายโจร หญ้าปักกิ่งและเพชรสังฆาต ซึ่งในการผลิตแต่ละครั้งจำนวนจะขึ้นอยู่กับออเดอร์ของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีการวางแผนส่งขายสมุนไพรแต่ละชนิดภายในสมาชิกด้วยกัน โดยการแบ่งกันปลูกและส่งขายตามจำนวนสมาชิก เช่น เมื่อมีการส่งฟ้าทลายโจร 1,200 กิโลกรัม สมาชิกทั้ง 12 รายต้องรับผิดชอบผลิตด้วยกัน คือมีการผลิตเฉลี่ยรายละ 100 กิโลกรัมเพื่อส่งให้กับโรงพยาบาล เป็นวิธีการช่วยเหลือและแบ่งปันรายได้กันอย่างทั่วถึง

ส่วนวิธีการขยายพันธุ์ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ เช่น ฟ้าทลายโจรจะใช้การเพาะเมล็ดแต่ส่วนมากแล้วเป็นการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ มีข้อดีคือเติบโตเร็ว

ก่อนที่จะมีการปลูก ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี ฝ่ายการตลาดของโรงพยาบาลจะประชุมวางแผนว่าในปีต่อไปโรงพยาบาลจะใช้สมุนไพรอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร แล้วผู้ปลูกจะเริ่มการปลูกในช่วงปลายฝนต้นหนาวกระทั่งถึงเดือนธันวาคม ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้การเก็บเกี่ยวก็จะขึ้นอยู่กับอายุของสมุนไพรแต่ละชนิดด้วย เพื่อให้ได้คุณภาพและสารออกฤทธิ์ทางยาที่เป็นมาตรฐาน

วิธีการดูแล ให้ปุ๋ย

การทำเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยที่ใช้ต้องปลอดสารเคมี ที่นี่ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแทนซึ่งปุ๋ยคอกก็ต้องมีที่มาที่ไป หากจะใช้ขี้ไก่ ห้ามใช้ขี้ไก่กรงตับ เนื่องจากไก่ที่ถูกเลี้ยงลักษณะนี้จะมีความเครียด เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะมีสารเคมีหลั่งออกมาด้วย

ศัตรูพืชของสมุนไพรไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสมุนไพรที่ปลูกส่วนมากมีรสขม ซึ่งศัตรูพืชไม่ชอบอยู่แล้ว อีกทั้งการปลูกแบบหลากหลายทางระบบนิเวศ ธรรมชาติจะจัดการตัวเองอย่างเป็นระบบ มีนก มีตั๊กแตน มีกิ้งก่า มีหนู เป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ การจัดการแปลงปลูกส่วนมากเป็นเรื่องของการกำจัดวัชพืช

ให้น้ำบ่อย

เนื่องจากเป็นแปลงปลูกที่เลียนแบบธรรมชาติ จึงให้น้ำไม่บ่อยนัก คือให้ทุกเช้า วันเว้นวัน ช่วงฤดูฝนไม่ต้องรดน้ำ ให้ธรรมชาติจัดการด้วยตัวเอง โดยรวมแล้วการปลูกสมุนไพรปัญหาในเรื่องของความแคระแกร็นต่างๆจะน้อยหรือแทบไม่มีเลย มีก็ต่อเมื่อพืชบางชนิดไม่เหมาะกับบางฤดูกาล ทำให้การเติบโตมีปัญหาบ้าง

วิธีเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บผลผลิตจะเก็บตามอายุของสมุนไพรแต่ละชนิด เช่น ฟ้าทลายโจรจะมีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 2-3 เดือน ในแต่ละรอบการผลิตจะปลูกสมุนไพรแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เนื่องจากจะขึ้นอยู่กับออเดอร์ของโรงพยาบาล

บ้านดงบังแห่งนี้ถือเป็นส่วนผลิตวัตถุดิบให้กับโรงพยาบาลคือมีพื้นที่ปลูก มีโรงล้างและโรงหั่น ซึ่งแปรรูปออกมาเป็นวัตถุดิบชิ้นแห้ง ส่งให้กับโรงพยาบาล

ขั้นตอนคือเมื่อเก็บสมุนไพรจากแปลงแล้ว จะมาคัดสิ่งปนเปื้อน ส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งจากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำมาหั่น เข้าโรงตาก ตากให้แห้ง 80%แล้วนำเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 60 องศา นาน 2 ชั่วโมงก่อนจะบรรจุถุงเตรียมส่งขาย

สมุนไพรชิ้นแห้งที่ส่งขายราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 150,000 บาท เป็นราคาสมุนไพรออร์แกนิก ซึ่งราคาสมุนไพรจะมีอยู่ 3 ระดับ คือ ราคาทั่วไป ราคาปรับเปลี่ยนและราคาออร์แกนิก เปรียบเทียบราคาคือ เมื่อส่งขายฟ้าทลายโจรทั่วไปราคาจะอยู่ที่ 50 บาท ต่อกิโลกรัม หากอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ราคาจะอยู่ที่ 100 บาท ต่อกิโลกรัม และเมื่อได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์แล้วราคาจะสูงถึง 150 บาท ต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว สำหรับสมุนไพรที่แพงที่สุดของสวนบ้านดงบังคือ หญ้าปักกิ่ง ราคาตันละ 850,000 บาท ในเวลา 1ปี เกษตรกรจะส่งสมุนไพรขายให้โรงพยาบาล รายได้ 30,000-40,000 บาทต่อครอบครัว ก่อนหน้านี้ชาวบ้านปลูกสมุนไพรเป็นรายได้เสริม แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นรายได้หลักของแต่ละครอบครัวไปแล้ว

“สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากปลูกสมุนไพรขาย สิ่งสำคัญอยู่ที่การตลาด เกษตรกรปัจจุบันทำการตลาดไม่เป็น ควรมีการพูดคุยกัน ตกลงกันกับผู้ซื้อ วางระบบให้เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ปลูกต้องมีใจด้วย เพราะการปลูกสมุนไพรมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวที่ต่างกันแต่ละชนิด มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”บ้านดงบังนอกจากจะเป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรแล้ว ปัจจุบันที่นี่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีเกษตรกรเข้ามาดูงาน ทั้งในพื้นที่นอกพื้นที่หรือกลุ่มเกษตรกรในอาเซียนด้วย และมีกล้าพันธุ์สมุนไพรจำหน่าย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมัย คูณสุข ประธานที่ปรึกษากลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง เบอร์โทรศัพท์ (087) 087-5039

ขี้เหล็กบ้าน… พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดชัยภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัยสุกปลั่ง

ขี้เหล็กบ้าน… พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดชัยภูมิ

ชื่อสามัญ :Cassod tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Senna siamea

วงศ์ :Leguminosae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เรือนยอดทึบ ใบสีเขียวเข้มแบบลูกทุ่งๆ โตเร็วแผ่กิ่งก้านสาขาไวมาก

ดอกสีเหลืองเข้มสวยงามออกประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมฝักแบนๆสีน้ำตาลเข้มภายในมีเมล็ดประมาณ 20-30 เมล็ดต่อฝัก

สมัยโบราณ มีการสอนถ่ายทอดภูมิปัญญาต่อๆกันมาว่า เวลาต้องการจะบ่มมะม่วง จะให้สุกเร็วขึ้นก็ใช้ใบขี้เหล็กมาปูรองก้นโอ่งก่อนจะใส่มะม่วงลงไปบ่ม จะได้ผลดี

ตำรายาไทยกล่าวไว้ว่า…

-ดอกและใบ เป็นยาช่วยให้หลับ ระบายอ่อนๆ ขับปัสสาวะ ในยอด ดอกอ่อน และแก่นขี้เหล็กประกอบด้วย สารกลุ่มแอนทราควิโนน (Antraquinone)หลายชนิดมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ผ่อนคลายความเครียด ช่วยให้หลับง่าย

-แก่นแก้กระษัยปวดเมื่อย ขับระดูขาว ถ่ายพยาธิ แก้เหน็บชา รักษาฝีคัณฑสูตร (ก็ ฝีมะม่วงนั่นแหละ)เป็นฝีที่เกิดจากต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ หรือรอบๆทวารหนัก เป็นก้อนคล้ายลูกมะม่วง

อันนี้แถมให้เป็นเกร็ดความรู้จากพุทธประวัติ “คัณฑะ” เป็นชื่อบุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงประทานเมล็ดมะม่วงให้นำไปปลูก มะม่วงจึงมีชื่อเรียกในภาษาบาลีว่า “คัณฑามพฤกษ์” หรืออีกชื่อหนึ่งของมะม่วงคือ “อัมพา” เพราะนางอัมพปาลี ได้ถวายที่ดินสวนมะม่วงสร้างวัด ก็เลยได้รับการขนานนามว่า วัดอัมพวัน แปลว่า วัดที่สร้างจากที่ดินปลูกมะม่วงไงครับ

ไม้จากลำต้นขี้เหล็กยังสามารถนำมาทำเครื่องมือกสิกรรมได้ด้วยเช่น ด้ามจอบ ด้ามขวาน ด้ามเสียม บางโอกาสใช้ในงานก่อสร้างก็ยังพอไหว

ถือว่าเป็นต้นไม้ครอบจักรวาลชนิดหนึ่งได้เลย…

เดี๋ยวนี้มีการทำเป็น ขี้เหล็กแคปซูล ออกมาจำหน่ายกันหลายแบรนด์ ใครท้องผูก นอนไม่หลับ จิตฟุ้งซ่าน ลองซดแกงขี้เหล็กราดข้าวสักจาน หากไฟธาตุไม่แข็งจริงๆ คืนเดียวรู้ผลครับ

ขี้เหล็ก ปลูกโดยการเพาะเมล็ด เก็บฝักแก่มาแกะเอาเมล็ดข้างในไปเพาะในถุง หรือกระบะก็ได้ตามถนัด รดน้ำให้ชุ่ม วางไว้ที่รำไร

รอสัก10-14วัน พองอกสูงได้สักประมาณ 1 คืบกว่าๆ ก็แยกต้นไปปลูกลงดิน

โดยขุดหลุมกว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร โรยปุ๋ยคอกลงไปรองก้นหลุมซะหน่อยหนึ่ง ผสมกับใบไม้ผุ กาบมะพร้าวสับ แกลบดิบหรือแกลบเผาก็ได้ คลุกให้เข้ากันกลบดินให้แน่น หาไม้ไผ่มาปักหลักประคองไว้กันลมโยกสักนิด จากนั้นรดน้ำเช้า-เย็น

แค่นี้เอง ปลูกไว้บ้าง เผื่อนอนไม่หลับ ก็กินแกงขี้เหล็ก แล้วผูกเปลนอนโคนต้นขี้เหล็ก…ร้องเพลง “นกกระจอกมากินดอกขี้เหล็ก แม่ม่ายก็มักจะได้ผัวเด็ก” เดี๋ยวเดียวก็หลับปุ๋ย

เรื่องของน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว กับบะหมี่จับกังเมืองปีนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

เรื่องของน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว กับบะหมี่จับกังเมืองปีนัง

ตลาดกลางคืนของปีนังย่านเลิฟเลนใกล้ถนนจูเลียเป็นสุดยอดความสำราญของการกินอาหารอร่อยยามราตรีที่สุดแสนจะคึกคัก

เพราะย่านนั้นเป็นโซนที่มีกิจกรรมให้คนไปเดินเล่นได้หลากหลาย เต็มไปด้วยตึกเก่าที่อนุรักษ์ให้คงความสวยงามเอาไว้แบบอดีต ทำเป็นโฮสเทลบ้าง เกสต์เฮ้าส์บ้าง หรือไม่ก็เปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก

ทุกถนนถ้าไม่เจอแกลลอรี่ภาพสวยๆ ก็ต้องมีร้านกาแฟ มิวเซียมเล็กๆซึ่งมีตั้งแต่มิวเซียมกล้องถ่ายรูปไปยันพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแล็ต และมิวเซียมใหญ่เกี่ยวกับชีวิตของชาวเปอรานากัน เล่าเรื่องของเมืองนี้ได้อย่างซอกแซกมีชีวิตชีวา

ใครเหนื่อยอยากนั่งชิลตามร้านกาแฟง่ายๆข้างทางหรือจะเข้าร้านหรูก็ไม่ว่าตามแต่ศรัทธาของเงินในกระเป๋า เรื่องการกินก็เช่นกัน ใครไม่ชอบของริมทาง อาจจะห่วงเรื่องความสด ความสะอาดก็เข้าไปนั่งตามร้านอาหารฮิปๆ ได้…มีให้เลือกเพียบ ทุกระดับราคา

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พื้นที่รายรอบย่านใกล้เคียงถนนจูเลียกลายเป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวของจอร์จทาวน์ก็คือรายรอบบริเวณนี้ในระยะเดินได้สบายๆ มีศิลปะบนกำแพงตึกให้เดินเที่ยวชมและถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลินได้ตลอดทั้งวัน ใครจะอยู่ยาวไปจนถึงค่ำคืนดึกดื่นก็ไม่ว่า และก็ยังมีคนเดินเที่ยวคึกคักตอนกลางคืนด้วยนะเพราะไม่ร้อน

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเช่าจักรยานขี่เล่นไปรอบเมืองบ้างก็นั่งรถลาก รถสามล้อเที่ยวเล่นกันไปตามย่านเก่าแก่ของคนจีนฮกเกี้ยนที่ยังมีคนอยู่หนาแน่นเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อน ย่านคนอินเดียที่มีกลิ่นอายอินเดียทุกซอกมุม ไม่ว่าจะเป็นข้าวของและอาหารแขกที่มีกลิ่นเครื่องเทศหอมกำจาย สามารถทอดน่องชมโบสถ์ สุเหร่า วัดฮินดูที่อยู่ผสมปนเปกันอย่างกลมกลืน

ตอนกลางคืนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของปีนังทุกแห่งจะประดับไฟส่องสว่างสวยงามมาก ทั้งย่านชุมชนที่เป็นที่อยู่อาศัย ย่านการค้า ย่านศิลปวัฒนธรรม ทั้งอาคารเก่าแก่ของเอกชนและราชการ ศาสนสถาน ฯลฯ จนมีธรรมเนียมที่ททท.ของเมืองปีนังจัดคนนำเที่ยวเป็นไกด์ผู้เชี่ยวชาญนำบรรยายและเดินเที่ยมชมย่านสำคัญของเมืองในตอนกลางคืนให้ฟรีทุกวันอังคารพฤหัสบดีเสาร์ คราวละชั่วโมงครึ่ง ใครไปได้ถูกช่วงจังหวะเวลาก็จะโชคดีได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ฟรีๆ

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมความคึกคักให้เมืองคือการเปิดแสดงศิลปวัฒนธรรมให้ชมฟรีทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนที่ “คูกงสี” หรือบ้านตระกูลคู ซึ่งเป็นครอบครัวชาวจีนฮกเกี้ยนเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมาหลายชั่วอายุคนเป็นการแสดงเชิดสิงโตที่ป่ายปีนขึ้นไปบนเสาที่สนุกสนานตื่นเต้นมาก มีซุ้มอาหารพื้นเมืองให้เลือกชิมกันอย่างเพลิดเพลิน ถือว่าโชคดีจริงๆที่ไปเที่ยวตรงกับช่วงเวลานั้นพอดีไม่เช่นนั้นจะต้องเสียค่าเข้าชม

แถบเมืองเก่าย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองจอร์จทาวน์จึงเป็นแหล่งเพลิดเพลินสำราญสำหรับผู้ไปเยือนทุกชาติและทุกเพศทุกวัย

สำหรับอาหารการกินริมทางแถวนี้หากจะว่าไปก็คล้ายกับอาหารในย่านเยาวราชตอนกลางคืนของบ้านเรา

มีครบถ้วนตั้งแต่ความจอแจของรถรา ผู้คนจากทั่วสารทิศ รถเข็นแผงลอยขายอาหารร้อนๆที่ปรุงใหม่ๆ เดินไปตรงไหนก็จะเจอเตาไฟถูกจุดลุกโพลงอยู่ตลอดเวลา

มีเสียงกระทะผัดฉ่าๆควันหอมๆของอาหารลอยฟุ้งไปทั่วอบอวลอยู่กับกลิ่นชวนชิมของน้ำซุปในหม้อก๋วยเตี๋ยวที่เดือดปุดๆ

คนขายบะหมี่มือเป็นระวิงกับการลวกเส้น ใส่เครื่อง ตักน้ำซุปใส่ลงไป ไอร้อนลอยยั่วน้ำลาย

การกินอาหารเส้นเป็นเอกลักษณ์ของคนปีนัง นอกจากลักซา ฉ่าก๋วยเตี๋ยวแล้วก็มีบะหมี่เกี๊ยวนี่แหละที่ใครๆเมื่อไปถึงปีนังแล้วก็ต้องชิมให้ได้

สำหรับบะหมี่ข้างถนนไม่ต้องไปค้นหาจากอากู๋ให้วุ่นวายหรอกว่าร้านไหนอร่อยแค่เดินเที่ยวไปเรื่อย จนเจอร้านที่มีคนนั่งแน่นๆ ชนิดที่ล้นโต๊ะ มียืนคอยมีคิวซื้อใส่ห่อกลับไปกินบ้าน นั่นแหละใช่เลย! ถ้าไม่อร่อยไม่มีทางที่จะได้เห็นภาพแบบนั้น

และเราก็ได้ไปเจอบะหมี่เจ้านี้ที่เด็ดดวงมาก

เพื่อนคนที่พาไปเป็นเจ้าถิ่นปีนัง เธอไปเรียนด๊อกเตอร์ที่นั่นหลายปีแล้วจนใกล้จะจบอยู่รอมร่อ บอกว่าบะหมี่ร้านนี้ถ้าเทียบกับบ้านเราก็คือ”บะหมี่จับกัง” นั่นแหละ

คือ ครบสูตรความเป็นจับกังตั้งแต่รสอร่อย ปริมาณเยอะ และราคาถูก กินกันชามเดียวก็อิ่มจนจุก มากัน 2 คนแบ่งกันกินได้สบายๆ แต่ไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน เพราะกินกันคนละชามราคาที่จ่ายรวมกันมันก็พอกับชามเดียวของร้านอื่น

แบบนี้คนก็ล้นหลามสิคะ เพราะพูดกันไปแบบปากต่อปาก ใครกินแล้วติดใจก็กลับมากินใหม่เป็นแบบนี้ทั้งคนปีนังเองและคนต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยว

อย่าถามชื่อร้านนะไม่ได้จำ จำแต่ว่าอยู่แถวเลิฟเลนนั่นแหละถ้าเป็นบะหมี่จับกังไม่มีร้านไหนกินร้านนี้ลงได้

เราไปคอยคิวโต๊ะอยู่พักหนึ่ง รู้สึกเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรีเลย พอใครลุกก็รีบเข้าไปแย่งนั่งปั๊บไม่งั้นพอถึงคิวสั่งแล้วไม่มีเก้าอี้ก็ต้องยืนกินกันตรงนั้นแหละ แต่ถึงจะต้องยืนกินก็ไม่แปลกเพราะเขาทำกันแบบนั้นเสมอตอนที่คนแน่นๆ

มากินบะหมี่ร้านนี้จึงต้องมาแบบกินเร็วไปเร็ว ถ้าใครมัวนั่งเอ้อระเหยจีบกันอยู่ รับรองมีสิทธิ์โดนคนขายและลูกค้าที่รอคิวอยู่ไล่แบบไม่ไว้หน้า

แต่การจะทำบะหมี่เกี๊ยวให้อร่อยไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะ นอกจากวัตถุดิบสำคัญคือเส้นบะหมี่ต้องเหนียวนุ่ม หมูแดงเนื้อฉ่ำ แป้งเกี๊ยวบางไส้แน่นปังแล้ว

หัวใจสำคัญที่สุดคือ “น้ำซุป” ต้องมีรสชาติกลมกล่อม หอมหวาน มีสีทองอำพันซึ่งบะหมี่แต่ละเจ้ากว่าจะปรุงรสน้ำซุปจนได้สูตรเด็ดสะระตี่มาเป็นของครอบครัวนั้นล้วนมีเส้นทางอันยาวไกล

ไปยืนดูคนปรุงบะหมี่ที่ขยับมือไม้ไม่ได้หยุดหย่อน พลอยปลื้มใจแทนชายสองคนนี้ซึ่งคงจะเป็นพ่อลูกกัน อีกคนเป็นผู้หญิงคอยเสิร์ฟและคิดเงินคงเป็นแม่ ขายดิบขายดีกันแบบนี้เหนื่อยแค่ไหนก็สนุกเขาล่ะ

หม้อก๋วยเตี๋ยวร้อนๆมีไอน้ำพวยพุ่งตลอดเวลาจนดูเป็นหมอกควัน ในละอองไอนั้นมีกลิ่นของความอร่อยลอยไปทั่ว

สายตาของลูกค้าแทบทุกคู่ที่รอคอยชามบะหมี่ของตัวเองอยู่ต่างเพ่งไปดูโชว์ปรุงก๋วยเตี๋ยวกันทั้งนั้น

พอชามบะหมี่วางลงตรงหน้าความหอมหวานของน้ำชุปก็ซึมซาบผ่านปลายลิ้น

สูดดมกลิ่นแล้วเคี้ยวกลืน…ในน้ำซุปไม่พลาดแน่ๆ จะต้องมีเครื่องเทศ 5 อย่างที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดในการทำน้ำซุปแสนอร่อยของคนจีน คือ รากผักชี พริกไทย กระเทียม ยี่หร่า(หรือลูกผักชีก็ได้) โป๊ยกั้กหรือจันทน์แปดกลีบ

เนื่องจากไม่มีใครได้คุยกับพ่อค้าบะหมี่เลยสักคนเพราะเขาแทบไม่มีโอกาสหันหลังให้หม้อก๋วยเตี๋ยว เราก็เลยคุยแลกเปลี่ยนกันในหมู่เพื่อนๆที่เป็นลูกหลานคนจีน จนพอจะได้ความรู้ว่าการทำน้ำซุปให้อร่อยนั้นไม่ยาก แต่ก็มีกระบวนการและขั้นตอนของมันอยู่ ที่สำคัญวัตถุดิบที่เลือกใช้ต้องรู้จักว่าใช้อะไร ใส่มากน้อยแค่ไหนให้ลงตัวพอดี

น้ำซุปจะหวานต้องใช้กระดูกสันหลังหมูหรือที่เรียกว่าเอียเล้งมาทำเพราะกระดูกส่วนนี้มีไขกระดูกและเนื้อติดอยู่มากเวลาต้มจะทำให้น้ำซุปมีรสหวานอร่อย บางบ้านจะผสมโครงไก่ลงไปด้วย เมื่อกระดูกสัตว์ 2 ชนิดมาอยู่ในหม้อเดียวกันต่างฝ่ายต่างก็ต้องอวดตัวกันสุดฤทธิ์

เอียเล้งจะช่วยให้น้ำซุปหวานส่วนโครงไก่เพิ่มกลิ่นหอม

องค์ประกอบอื่นของความหวานหอม ได้แก่ น้ำต้มซุปต้องใช้น้ำกรองเท่านั้น หากเปิดน้ำประปาจากก๊อกลงหม้อเลยกลิ่นหอมที่อุตส่าห์ประจงออกแบบไว้จะหายไปเป็นกลิ่นคลอรีนแทน และต้องตั้งน้ำให้ร้อนก่อนหรือเอาน้ำเดือดลวกกระดูกหมูให้ทั่วก่อนจึงค่อยต้มเลือดในกระดูกจะได้ไม่ไหลออกมาแบบนี้น้ำซุปจะใสแต่ถ้าใส่กระดูกลงไปในน้ำเย็นแล้วตั้งหม้อพร้อมกันเลยจนเดือดพล่านน้ำซุปจะขุ่น

สำหรับเครื่องเทศบุให้พอแหลกแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางเข้าด้วยกัน รากผักชีใช้เฉพาะส่วนรากสีขาวเท่านั้นซึ่งจะหอมที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้กลิ่นหอมออกมาได้ดีและน้ำซุปใสโดยไม่ต้องกรองก่อนใช้

อย่าเคี่ยวน้ำซุปด้วยไฟแรงจัดให้ใช้ไฟอ่อนตั้งแต่แรกจนเดือดปุดขึ้นมาเอง อาจใช้เวลานานหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะถ้าน้ำเดือดพล่านจะทำให้เลือดหมูซึมออกมามากและจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้น้ำซุปขุ่นไม่น่ากิน ระหว่างเคี่ยวก็หมั่นช้อนฟองทิ้งเรื่อยๆจะช่วยให้น้ำซุปใสยิ่งขึ้น ฟองที่จับกันอยู่บนผิวน้ำคือเลือดหมูที่ซึมออกมาถ้าหากฟองจับตัวกันเป็นก้อนจนจมลงนอนก้นน้ำซุปจะขุ่น

และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับการเพิ่มความหวานของน้ำซุปคือ ให้ใส่หอมหัวใหญ่กับหัวผักกาดหรือหัวไชเท้าลงไปด้วย เพราะหอมหัวใหญ่และหัวผักกาดมีกรดกลูตามิกทำหน้าที่เหมือนผงชูรสช่วยให้น้ำแกงมีรสอร่อย

เทคนิคในการเพิ่มกรดกลูตามิกเยอะๆ คือ ให้หั่นหัวผักกาดแบบให้เกิดหน้าตัดเยอะๆเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับน้ำซุปทำให้รสหวานซึมออกมาได้ดี

ข้อสังเกตที่หลายคนอาจไม่ได้ใส่ใจก็คือ ผักทั้ง 2 ชนิดนี้เมื่อยังดิบเวลาใส่ลงไปในน้ำซุปผักจะลอยอยู่ด้านบน แต่พอสุกจะลงไปข้างล่าง ถือว่าได้ทำหน้าที่สกัดกรดกลูตามิกออกมาเต็มที่แล้ว(คลายรสชาติจนจืดชืด)

เทคนิคของผู้เชี่ยวชาญการทำน้ำซุปแนะนำว่าให้ตักผักที่สุกแล้วออกจากหม้อต้มจนหมดเพราะหากทิ้งไว้นานผักจะเละทำให้น้ำซุปขุ่น หัวผักกาดนั้นหากจะนำมากินในน้ำซุปใหม่ค่อยเอาลงใส่อีกครั้งในภายหลัง

การเคี่ยวน้ำซุปวิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง เคี่ยวไปเรื่อยๆน้ำซุปจะสีสวยขึ้นเองจนเป็นสีเหลืองอำพันและความร้อนที่ระอุอยู่ในหม้อจะช่วยให้น้ำซุปมีรสชาติดี

คนทำน้ำซุปส่วนใหญ่นิยมต้มน้ำซุปตอนเย็นแล้วปิดฝาวางพักไว้นอกตู้เย็นข้ามคืนก่อนนำมาอุ่นให้ร้อนในตอนเช้าปรุงรสขั้นสุดท้ายก็ใช้ได้เลย

เครื่องปรุงรสน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว นอกจากเกลือป่นแล้วก็นิยมใส่น้ำตาลกรวดน้ำปลาดี ซอสปรุงรสพวกซีอิ๊วขาวเกรดดี ซอสฝาเขียว

บางสูตรใส่กุ้งแห้งและปลาหมึกแห้งลงต้มด้วย บางสูตรมีกระเทียมดองและน้ำกระเทียมดองใส่ลงไปด้วย บางบ้านแทนที่จะห่อเครื่องเทศด้วยผ้าขาวบางก็ห่อด้วยใบเตยแทนเพื่อให้ได้กลิ่นหอมใบเตยปนอยู่ในน้ำซุปด้วย

ชอบกันแบบไหนก็พลิกแพลงกันไปได้โดยไม่มีข้อจำกัด

พอได้น้ำซุปอร่อยเต็มที่เครื่องเคราอื่นก็ไม่สำคัญแล้ว มีเกินบ้าง ขาดบ้างไม่เป็นไรให้อภัยกันได้

คืนนั้น พวกเราฟาดบะหมี่จับกังกันคนละชาม อร่อยสมคำร่ำลือของชาวปีนังเลยแหละ แต่ถ้าจะถามว่าอร่อยกว่าบะหมี่ย่านเยาวราชไหมก็ไม่ได้ถึงระดับนั้นหรอกนะ

แต่สนุกมากเพราะได้รอได้ลุ้นว่าของที่เราสั่งยังจะเหลือมาถึงโต๊ะเราไหม และได้ชมโชว์ปรุงก๋วยเตี๋ยวที่มีชีวิตชีวามาก

ข้าว เป็นพืชเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ข้าว เป็นพืชเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่น

หมอเกษตร ทองกวาว

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านนิตยสารฉบับหนึ่ง พูดถึงเรื่องการทำนาในญี่ปุ่น น่าสนใจมาก ทำให้ผมทราบว่า ญี่ปุ่นเขาผลิตข้าวได้ต่อไร่สูงที่สุดในโลก แต่รายละเอียดไม่ได้กล่าวถึง เป็นข้อมูลเพื่อเชิญชวนไปท่องเที่ยวเท่านั้น ผมจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า เขามีเทคนิคอย่างไรจึงทำได้ถึงขนาดนั้นครับ

ขอแสดงความนับถือ

ประกิจ ทองแพง

เลขที่ 37/8 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

ตอบ คุณประกิจ ทองแพง

ในอดีต คนญี่ปุ่นทางตอนเหนือของประเทศ เคยอดข้าวตายมาแล้ว เนื่องจากอากาศหนาวจัดทำนาไม่ได้ผล ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ญี่ปุ่นภายใต้การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ลงมือปฏิรูปด้านการเกษตรเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะการผลิตข้าวเพื่อให้เพียงพอบริโภคภายในประเทศ ด้วยให้นโยบายว่า “ข้าวเป็นพืชเพื่อความมั่นคงของชาติ” เน้นการปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างจริงจัง พร้อมๆ กับการปฏิรูปที่ดิน มีการจัดรูปที่ดินอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบให้มีขนาดมาตรฐาน ขนาด 10×100 เมตร หรือเท่ากับ 0.1 เฮกแตร์ มีหน่วยเรียกว่า 10aออกเสียงว่า จูอาร์ และจัดสรรที่ให้ครอบครัวละ 1 เฮกแตร์ หรือเท่ากับ 6.25 ไร่ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีอากาศหนาวเย็น ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน ญี่ปุ่นจึงมีอากาศอบอุ่นเพียง 6 เดือน เท่านั้น เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 40 องศาเซลเซียส พอย่างเข้าเดือนเมษายนอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ชาวนาญี่ปุ่นเริ่มเพาะกล้าในถาดพลาสติก ก้นฉลุเป็นตาข่าย ขนาด 30×60 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร ใช้ดินร่วนสะอาดเป็นวัสดุเพาะ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 270 กรัม ต่อถาด รดน้ำด้วยฝักบัวพอชุ่ม แล้วนำเข้าตู้อบ วางซ้อนกันชั้นๆ รูปทรงคล้ายตู้เก็บเสื้อผ้าทำจากพลาสติกที่เคยนิยมกัน รักษาอุณหภูมิในตู้อบ ที่ 32-35 องศาเซลเซียส ด้านล่างสุดมีถาดหล่อน้ำไว้ตลอดเวลา อบไว้เป็นเวลา 25 วัน ต้นกล้าจะมี 3 ใบ แข็งแรงพร้อมนำไปปักดำได้ เมื่อเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว จึงยกต้นกล้าขึ้นจากถาดเหมือนเสื่อสีเขียวผืนเล็กๆ ใส่ลงในเครื่องปักดำชนิดเดินตามจนแล้วเสร็จ วันไหนฝนตก หรืออากาศแปรปรวน เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะนำเครื่องบินขนาดเล็กออกประกาศ พร้อมโปรยแผ่นปลิวให้ชาวนาฉีดสารเคมีควบคุมโรคอย่างถูกต้องตามที่ทางการแนะนำ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ชาวนาญี่ปุ่นจะระบายน้ำออกและสูบน้ำเข้าแปลงนาสลับกัน 4-5 ครั้ง ไปจนถึงก่อนการเก็บเกี่ยวข้าวในนา การระบายน้ำออกแต่ละครั้งเกษตรกรทิ้งระยะไว้จนดินแตกระแหง หรือประมาณ 1 สัปดาห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นพิษกับรากต้นข้าว ก๊าซดังกล่าวเกิดขึ้นจากขบวนการย่อยสลายของเศษฟางข้าวและหญ้าที่ไถกลบลงดินก่อนการปักดำ ในขณะเดียวกัน ชาวนาจะหว่านปุ๋ยให้ตกลงตามรอยแยกของดินเข้าใกล้รากข้าวมากที่สุด แล้วสูบน้ำเข้าแปลงนา ดินจะปิดทับเก็บปุ๋ยไว้ในดิน ละลายออกมาให้รากข้าวนำไปใช้ได้อย่างช้าๆ วิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 7-10 เปอร์เซ็นต์ ย่างเข้าเดือนตุลาคม เป็นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะใช้รถเกี่ยวนวดขนาดเล็ก พร้อมบรรจุกระสอบพลาสติก อาจซื้อเป็นของส่วนตัว หรือเช่าจากสหกรณ์ก็ได้ จากนั้นนำเข้าเครื่องอบไอร้อนไล่ความชื้นก่อนบรรจุกระสอบ ส่งขายให้สหกรณ์ต่อไป โดยสหกรณ์เป็นตัวแทนรัฐบาลรับซื้อในราคาที่แพง และรับซื้อจากเกษตรกรทั้งหมด หรือทุกเมล็ด แต่เมื่อนำไปแปรรูปเป็นข้าวสารแล้วจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาที่ต่ำกว่าที่รัฐบาลรับซื้อ

จะเห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเขาโอบอุ้มชาวนาอย่างจริงจังแล้ว ยังเอาใจประชาชนของตนไปในโอกาสเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นนี่น่ารักจัง

ปลูกเลี้ยง หม้อข้าวหม้อแกงลิง

ทำได้ แต่ต้องรู้ใจ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงมานาน ผมเคยซื้อจากตลาดมาดูแลไว้แล้วครั้งหนึ่ง แต่เลี้ยงไม่รอด เพราะอยู่ๆ ไปมีแต่ฝ่อลง และเหี่ยวแห้ง ไม่สวยงาม ผมจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า ผมควรทำอย่างไรจึงจะได้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสวยงามเหมือนคนอื่นที่เขาปลูกเลี้ยงกันครับ

ขอแสดงความนับถือ

วรพงษ์ ผลอนันตสุข

เลขที่ 72 หมู่ที่ 8 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 11140

ตอบ คุณวรพงษ์ ผลอนันตสุข

ส่วนที่เป็นหม้อข้าวของหม้อข้าวหม้อแกงลิง หลายคนเข้าใจว่าเป็นดอก แต่ความเป็นจริงคือ ใบ ที่พัฒนามาเป็นหม้อข้าว เพื่อใช้เป็นกับดักแมลง จากการสันนิษฐานของนักวิชาการ สรุปว่า ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชที่วิวัฒนาการมาจากแหล่งที่มีดินขาดความอุดมสมบูรณ์ หรืออาจขาด

ธาตุใดธาตุหนึ่ง มันจึงพัฒนาส่วนของปลายใบขึ้นมาเป็นกับดักแมลง แล้วผลิตน้ำย่อยออกมาย่อยตัวแมลงที่จับไว้ได้ เพื่อนำสารอาหารที่ต้องการไปหล่อเลี้ยงตัวมันเองให้สมบูรณ์ สามารถสืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ หม้อข้าวหม้อแกงลิง มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เจริญเติบโตอยู่ในที่ราบ และกลุ่มที่เจริญเติบโตอยู่ในบริเวณที่สูง ทั้งนี้ กลุ่มแรกต้องการอากาศร้อนชื้น ส่วนกลุ่มที่สอง ต้องการอากาศหนาวเย็น ดังนั้น การนำหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาปลูกเลี้ยงใน กทม. และเขตปริมณฑล จำเป็นต้องเลือกกลุ่มแรก สังเกตได้จากมีการปลูกเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป จึงจะได้ผลดี หม้อข้าวหม้อแกงลิงกลุ่มนี้ต้องการแสงแดดเพียง 60-80 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อขนาดและสีสันของหม้อข้าวหม้อแกงลิง จึงควรหลีกเลี่ยงการปลูกเลี้ยงในสภาพใต้ร่มเงา ส่วนความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศอยู่ในระดับ 80 เปอร์เซ็นต์

ถึงแม้ว่ามีความต้องการความชื้นสูง แต่ไม่ควรรดน้ำวันละหลายครั้งจนวัสดุปลูกชื้นแฉะ หากปลูกน้อยต้น ให้นำถาดพลาสติก ขอบสูง 2-3 นิ้ว วางในแนวราบ แล้ววางเรียงแผ่นอิฐมอญให้เต็มถาด เทน้ำลงไปอย่าให้ล้นถาดออกมา แล้วจึงวางกระถางปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงเหนือระดับน้ำขึ้นไปเล็กน้อย

การให้น้ำ หากเคยให้ตอนเช้าก็ควรปฏิบัติเหมือนเดิมไปตลอด ระวังอย่าให้วัสดุปลูกแห้ง เพราะจมีผลทำให้หม้อข้าวหม้อแกงลิงแห้งฝ่อตามไปด้วย วัสดุปลูกที่นิยมใช้กัน มีส่วนผสมของแกลบดิบ กาบมะพร้าวสับเล็ก หินภูเขาไฟ และขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:3:3:5 คลุกเคล้าให้เข้ากัน สำหรับปุ๋ยแล้ว หม้อข้าวหม้อแกงลิงต้องการน้อย ให้ใส่ปุ๋ยละลายช้า อัตรา 5-8 เม็ด ต่อกระถาง นับว่าเพียงพอ หมั่นดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสวยงามสมความตั้งใจ

ขนุนไทย ยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสงสัยว่าปีนี้หาซื้อขนุนยากกว่าทุกปี มีเพื่อนๆ บอกว่า ขนุนไทยส่งออกไปจีนเป็นส่วนใหญ่ และผมสนใจอยากทราบว่า ขนุนที่ส่งไปจีน คนจีนต้องการผลขนาดไหน หรือสเป๊กเป็นอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

สมภพ อิสระภักดีผล

เลขที่ 18/2 หมู่ที่ 15 ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี 15150

ตอบ คุณสมภพ อิสระภักดีผล

ปีที่ผ่านมาคาบเกี่ยวถึงต้นปีนี้ ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตขนุนลดลง ประกอบกับมีการรับซื้อเพื่อส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทั้งจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ สำหรับผู้ส่งออกรายใหญ่ไปจีนอย่างสม่ำเสมอ และจำนวนมาก อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี แปลงที่ใหญ่ที่สุดมีเนื้อที่กว่า 700 ไร่ สเป๊กที่ส่งออกไปจีน ต้องมีขนาดผลน้ำหนักไม่เกิน 9 กิโลกรัม สวนขนุนที่กล่าวมา ยังสามารถบังคับให้ขนุนออกนอกฤดู ด้วยการใช้ปุ๋ยเคมีฉีดพ่นทางใบ ทำให้สามารถยืดเวลาการผลิตได้ 8 เดือน ในรอบปี แต่ถ้าหากผลิตอย่างทั่วไป จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียง 4 เดือน ในรอบปีเท่านั้น เทคนิคการผลิตขนุนให้ได้น้ำหนักต่อผลไม่เกิน 9 กิโลกรัม นั้น ต้องมีการตัดแต่งทรงต้นให้โปร่ง เมื่ออายุ 2-4 ปี ระยะติดผลก็ต้องตัดแต่งผลเช่นเดียวกัน ให้เหลือไว้ต้นละไม่เกิน 10 ผล ต้องมีการค้ำยันป้องกันกิ่งและต้นหักโค่น

ดังนั้น จะเห็นว่าการส่งผลไม้แต่ละชนิดไปในแต่ละประเทศ จำเป็นต้องทราบรสนิยมการบริโภคของแต่ละประเทศด้วย จึงจะประสบความสำเร็จได้ด้วยดี

ชาวนาญี่ปุ่นจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันอยู่เสมอ โดยมีสหกรณ์เป็นพี่เลี้ยง

การเพาะกล้า ชาวนาบางรายหลังจากเมล็ดงอกแล้ว นำถาดเพาะกล้าเข้าอบในอุโมงค์พลาสติก

สภาพแปลงนา ขณะที่ชาวนากำลังปักดำข้าว

การปลูกข้าวเป็นแถว ทำให้การกำจัดวัชพืชได้ง่ายและสะดวก ด้วยวิธีผสมผสานระหว่างใช้สารเคมีกับซี่ล้อหมุนด้วยแรงมนุษย์