ทัวร์กินเที่ยวครบสูตร แบบเกษตรควบคู่ศิลปวัฒนธรรม ที่เมืองโอ่ง…ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ท่องเที่ยวเกษตร

ธัญวรัตน์ คงถาวร

ทัวร์กินเที่ยวครบสูตร แบบเกษตรควบคู่ศิลปวัฒนธรรม ที่เมืองโอ่ง…ราชบุรี

เมื่อชีวิตที่เร่งรีบในเมืองใหญ่ ทำให้ใครหลายต่อหลายคนโหยหาเวลาพักผ่อน การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติดูดดื่มอากาศบริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยในยุคนี้ “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี” คำขวัญประจำจังหวัดที่นับเป็นสถานที่พักผ่อนที่หลายคนนึกถึง “ราชบุรี”

มติชนอคาเดมี และ ททท. เอาใจคนรักการท่องเที่ยวแบบติสต์ๆ ด้วยการจัดทัวร์เชิญสื่อมวลชนท่องเที่ยว กับทัวร์ “กินเที่ยว แบบอาร์ต ที่ราชบุรี” การพักผ่อนแบบครบสูตรด้วยกิจกรรม กินเที่ยวจัดเต็ม พร้อมดื่มด่ำศิลปวัฒนธรรมและอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอสวนผึ้งและโพธาราม เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน ในโครงการอาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย ของ ททท.

วัฒธรรมมอญ ที่ไม่สูญหาย

กิจกรรมแรกหลังจากเดินทางถึงจังหวัดราชบุรี คือการชื่นชมวัฒนธรรมชาวมอญที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง วัดเก่าแก่ในชุมชนบ้านม่วง ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนแห่งนี้เป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ภายในพิพิธภัณฑ์ได้มีการแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมถึงนิทรรศการเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาติมอญ ไฮไลต์อยู่ที่คัมภีร์ใบลานผูกที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ก่อนเดินทางออกจากวัดม่วง ได้มีโอกาสลิ้มรสขนมหวานขึ้นชื่อที่หากินยากของบ้านม่วง นั่นคือ ขนมปลากริมไข่เต่าเผือก รสชาติหวานมัน เอกลักษณ์คือกลิ่นหอมของเผือกที่เข้ากันดีกับน้ำกะทิเข้มข้น

อนุรักษ์ไทย ชมหนังใหญ่วัดขนอน

สถานที่ต่อไปที่ได้เยี่ยมชมคือ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน ที่จัดแสดงนิทรรศการหนังใหญ่ ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่และกรรมวิธีการแกะสลักตัวหนังใหญ่ บนเรือนทรงไทยเดิมร่มรื่นด้วยต้นไม้ หนังใหญ่ได้รับการยกย่องให้เป็นการละเล่นชั้นสูง เนื่องจากตัวหนังมีการแกะสลักลวดลายที่วิจิตรบรรจง อีกทั้งดนตรีประกอบที่บรรเลงโดยวงมโหรีปี่พาทย์ที่มีความไพเราะ นอกจากการชมนิทรรศการแล้ว ยังได้ชมการละเล่นหนังใหญ่ที่น่าตื่นใจอีกด้วย

จากโอ่งมังกร สู่งานศิลปะร่วมสมัย

หลังจากพักกินอาหารกลางวันที่ร้านคาวบอยคาเฟ่ ร้านอาหารที่ตกแต่งร้านสไตล์ Country ก็เดินทางต่อมายัง โรงงานเซรามิก เถ้า ฮง ไถ่ โรงงานผลิตโอ่งมังกรแห่งแรกในจังหวัดราชบุรี ก่อตั้งมาเป็นเวลานานเกือบ 80 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบัน ส่งต่อกิจการเปลี่ยนรุ่นมา 3 รุ่นแล้ว แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนใช้โอ่งเพื่อกักเก็บน้ำน้อยลง คุณวศินบุรี สุพานิชวรรภาชน์ ผู้บริหารคนปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้พัฒนางานเซรามิกให้มีความร่วมสมัย หลุดออกจากกรอบเดิมๆ กลายเป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์และใช้งานได้จริง อีกทั้งยังได้เวิร์กช็อป ระบายสีตุ๊กตาชาววัง ที่ศูนย์บันดาลไทย ศูนย์กลางการให้บริการและคำปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์

ครีเอทอาหารขึ้นชื่อแห่งอำเภอโพธาราม “เต้าหู้ดำ”

ตกเย็น หลังจากเก็บสัมภาระเข้าห้องพัก ณ Aristo chic resort & Farm ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ โอบล้อมด้วยขุนเขาแล้ว กิจกรรมต่อไปคือ การครีเอทเมนูอาหารจากวัตถุดิบหลักขึ้นชื่อของอำเภอโพธาราม “เต้าหู้ดำ” เต้าหู้ดำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วเหลือง ก่อนจะนำไปต้มในน้ำสีดำคล้ายพะโล้ ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลทรายขาว เกลือ อบเชย ซีอิ๊วดำ โป๊ยกั้ก น้ำตาลทรายแดง แล้วนำไปต้มนานเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน จนได้ก้อนเต้าหู้สีน้ำตาลเข้ม รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม ซึ่งการเวิร์กช็อปทำอาหารครั้งนี้ มี คุณนภาวดี พยัคฆโส หรือ เชฟแน๊ตตี้ เป็นผู้สาธิตเมนูผัดกะเพราและสลัดเต้าหู้ดำ ซึ่งลูกทัวร์ที่ทำอาหารรสชาติดีและตกแต่งสวยงาม จะได้รับรางวัลจาก คุณสุจิตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

หลังจากพักผ่อน เช้าวันต่อมายังได้ คุณพรรณษร ปฐมาภินันท์ ผู้บุกเบิกเส้นทางการปั่นจักรยานในอำเภอสวนผึ้ง มาครีเอทเมนูอาหารที่มีเต้าหู้ดำเป็นวัตถุดิบหลักทั้งเมนูคาวและหวาน

แวะชมความน่ารักจากเหล่าสัตว์นำเข้า

อัลปาก้าฮิลล์ แหล่งท่องเที่ยวที่รวบรวมเหล่าสัตว์นำเข้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมและสัมผัสกับบรรดาสัตว์นานาสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ตัวอัลปาก้า แพรี่ด็อก กวางลายจุด หนูแฮมสเตอร์ หนูยักษ์ เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีบริการป้อนอาหารให้ได้ใกล้ชิดกับสัตว์เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง

Coro Field ฟาร์มเกษตร สร้างแรงบันดาลใจ

Coro Field ฟาร์มเชิงเกษตรไลฟ์สไตล์ฟาร์มมิ่ง แห่งแรกในประเทศไทย บนพื้นที่สำหรับแสดงโชว์ 7-8 ไร่ จากการทดลองของคนรุ่นใหม่ที่ชอบการเกษตร เป็นเวลากว่า 3 ปี และเปิดตัวเมื่อ 14 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา คำว่า “Coro” นั้น มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่า เวลา คำว่า “Field” คือ สนามกว้างๆ สีเขียว คุณพันดนัย สถาวรมณี เจ้าของ Coro Field กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการจัดตั้ง Coro Field ว่า “ด้วยปัจจุบันนี้ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งตลอดเวลา โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อยากให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้แล้วรู้สึกว่าเวลาช้าลง แรงบันดาลใจแรกคือ การอยากให้ผู้คนในยุคเร่งรีบนี้อยู่กับตัวเองมากขึ้น

แรงบันดาลใจต่อมาคือ ความรู้สึกที่ว่าการเกษตรของไทยกำลังจะหายไป เนื่องจากคนรุ่นใหม่สนใจน้อยลง โครงการ Coro Field จึงจัดตั้งขึ้น เพื่อต้องการสื่อว่าการเกษตรมีมนต์เสน่ห์ อยากให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานเกษตรกรมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาที่ดินด้วยการเกษตรสมัยใหม่ คาดหวังอยากให้ในอนาคตหากพูดถึงประเทศที่มีนวัตกรรมทางการเกษตรเป็น อันดับ 1 ต้องมาที่เมืองไทย”

สำหรับในโครงการ Coro Field พื้นที่ เฟส 1 เป็นพื้นที่ในการแสดงนวัตกรรม การเพาะปลูก และระบบโรงเรือน แบ่งได้เป็น 5 เซ็กชั่น คือ

1. Coro House ระบบการเพาะปลูกที่นำเทคโนโลยีการปลูกจากอิสราเอลมาใช้ พื้นที่ใน Coro Field ที่มีต้นไม้จะมีระบบการควบคุมอยู่ เรียกว่า ระบบ Coro Brain

2. Coro caf?

3. Coro Market เกิดจากนิสัยชอบกินของเจ้าของฟาร์ม และจากความเชื่อที่ว่า อาหารจะอร่อย วัตถุดิบต้องดีก่อน ซึ่งเมนูอาหารที่จำหน่ายในเซ็กชั่นนี้มาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และเมนูอาหารปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล

4. Coro Garden หรือสนามเด็กเล่นพืช ฟรีโซนสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมพืชผักหรือผลไม้ที่ปลูกในโครงการ 5. Coro Me หรือ โซน DIY กระถางต้นไม้ คอนเซ็ปต์หลักคือ ต้องการให้ลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชม เห็นว่าต้นไม้คือสิ่งมีชีวิต เพื่อเป็นการเคารพ มีกิจกรรมการอุปถัมภ์ต้นไม้ ซึ่งต้องกล่าวคำปฏิญาณเพื่อสัญญาว่าจะดูแลต้นไม้เป็นอย่างดี

สำหรับพืชที่ปลูกใน โครงการ Coro Field นี้ จะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ส่วนใหญ่เป็นพืชสายพันธุ์จากเมืองนอกที่ปลูกได้ยากในเมืองไทย อาทิ เมล่อนญี่ปุ่น มะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์ แตงโมแอฟริกา เป็นต้น

หลังจากเยี่ยมชม Coro Field ฟาร์มสุดชิลล์ สไตล์ญี่ปุ่นแล้ว สองกิจกรรมท้ายสุดของทัวร์ในครั้งนี้คือ การแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อของ ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม นั่นคือ “ไชโป๊” ที่ตลาดเก่า 119 ปี เจ็ดเสมียน และปิดทริปการเดินทางเที่ยวเมืองราชบุรีในครั้งนี้ ด้วยการเดินทางไปยัง ร้านเต้าหู้ดำแม่เล็ก ร้านเต้าหู้ดำเจ้าเก่าเจ้าแรกของอำเภอโพธาราม

จิตรลดา ทรัพย์ศิริ ขายซาลาเปาริมทาง สร้างงาน สร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

กิตติภณ เรืองแสน

จิตรลดา ทรัพย์ศิริ ขายซาลาเปาริมทาง สร้างงาน สร้างรายได้ตลอดปี

ซาลาเปา เป็นอาหารว่างอีกเมนูหนึ่งที่เรามักเห็นจำหน่ายอยู่ในร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจากเป็นอาหารที่หารับประทานง่าย ใช้เป็นอาหารรองท้องสำหรับรอมื้อหลัก หรือรับประทานเป็นอาหารว่างก็เป็นที่นิยม เพราะราคาไม่สูงมากนัก และในปัจจุบันมีคนคิดและปรับปรุงสูตรของการผลิตไส้ซาลาเปาให้มีความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการในรสชาติของผู้บริโภคทุกกลุ่ม มีทั้งไส้หวาน ไส้หมูสับไข่เค็ม ไส้หมูแดง ไส้ครีม และไส้แปลกใหม่อื่นๆ สำหรับไส้ที่ขายดิบขายดี เพราะมีคนติดใจในรสชาติดั้งเดิมของซาลาเปาคือ ไส้หมูสับไข่เค็ม หรือไส้หมูแดง

ที่หมู่บ้านภูเขาแก้ว ถนนสถิตย์นิมานกาล ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี (ริมถนน 4 เลน สายอุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ด่านชายแดนช่องเม็ก) จะมีซาลาเปานึ่งขายกันสดๆ อยู่ริมถนนหลายเจ้า เรียงรายกันไป เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่สัญจรไปมาได้แวะซื้อรับประทานกันทั้งวัน ด้วยเพราะความอร่อยจริงไม่อิงการโฆษณา ซาลาเปาที่นี่จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักทั่วไปในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาจากภาคอื่นๆ ที่เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งไปด่านชายแดนช่องเม็ก ต้องผ่านเส้นทางนี้ ส่วนใหญ่จะจอดรถซื้อซาลาเปาเพื่อลิ้มลองรสชาติบรรเทาอาการหิวและซื้อเป็นของฝากกันทั้งนั้น

คุณจิตรลดา ทรัพย์ศิริ อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 ถนนสถิตย์นิมานกาล ชุมชนภูเขาแก้ว ตำบลพิบูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ผ่านการประกอบอาชีพมามากมายหลายประเภท ทั้งค้าขาย เย็บผ้า ซักรีด ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้หันมาทำซาลาเปา และขนมจีบ ขายสร้างรายได้อย่างงดงามที่หน้าบ้านของตนเองมากว่า 5 ปี โดยตั้งชื่อร้านว่า ร้านคุณย่า จนสามารถพลิกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งคุณจิตรลดา บอกว่า เนื่องจากชุมชนของตนหรือหมู่บ้านภูเขาแก้ว ตั้งอยู่ริมทางหลวง (ถนน 4 เลน) ซึ่งเป็นเส้นทางจากตัวเมืองอุบลราชธานี มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมายหลายจุดของจังหวัดอุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็น ผาแต้ม แก่งสะพือ แม่น้ำสองสี พัทยาน้อย ด่านชายแดนช่องเม็ก รวมทั้งน้ำตกอีกหลายแห่ง จึงทำให้ได้เปรียบในด้านทำเลการค้าอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประเภทอาหารการกินจะขายดีมาก และหนึ่งในจำนวนสินค้าริมทางที่สร้างชื่อสร้างเงินให้กับชาวบ้านที่นี่ก็คือ ซาลาเปา เพราะซาลาเปาที่นี่มีความอร่อย รสชาติเป็นหนึ่งมาตลอดถึงขนาดที่ว่า ถ้าเอ่ยชื่อ ซาลาเปาพิบูล (พิบูลมังสาหาร) นักชิมจะรู้และนึกออกทันที ถึงกับมีคนเอาชื่อไปแอบอ้างวางขายซาลาเปาแล้วติดป้าย ซาลาเปาพิบูล ทั้งๆ ที่มิได้เป็นซาลาเปาพิบูล แต่คนที่เคยลิ้มลองรสชาติของซาลาเปาพิบูลจะรู้ทันทีว่าอันไหนของจริงหรือของปลอม ส่วนร้านของตนก็จะทำซาลาเปาทั้งไส้หวาน ไส้เค็ม ไส้หวานก็มี ไส้เผือก ไส้สังขยา ไส้ครีม ไส้ถั่วดำ ส่วนไส้เค็ม ก็จะมี ไส้หมูสับ ไส้หมูสับหน่อไม้ ไส้หมูแดง และขนมจีบที่สะอาด อร่อย ไว้คอยบริการลูกค้า

คุณจิตรลดา กล่าวต่อว่า การทำซาลาเปาและขนมจีบของพวกตนจะทำกันเองภายในครอบครัว ไม่ได้จ้างแรงงาน ทำให้มีต้นทุนผลผลิตต่ำ แต่กำไรสูง แต่ละวันเราจะนึ่งขายกันสดๆ ที่หน้าบ้านและจะขายหมดทุกวัน ทำให้มีรายได้ดีกว่าที่คิดไว้ ส่วนการทำซาลาเปาจะมีหลายสูตรตามความเหมาะสมและความถนัดของแต่ละคน ซึ่งแต่ละเจ้า มีเทคนิคหรือสูตรแห่งความอร่อยเป็นของตนเอง และความอร่อยจะเริ่มต้นตั้งแต่การทำแป้งซาลาเปา สูตรผสมจะสำคัญมาก ทั้งผสมครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เช่น ส่วนผสมที่ 1 แป้งสาลี (ไม่ขอบอกยี่ห้อ) เหลือง 1 ขีด น้ำ 370 ซีซี ยีสต์ 1 1/2 ช้อนโต๊ะโดยมีวิธีทำดังนี้ ร่อนแป้งด้วยตะแกรงตาถี่ใส่ในภาชนะ นำยีสต์ผสมกับน้ำ คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นนำมาเทใส่แป้ง ค่อยๆ ใช้มือนวดจนเป็นเนื้อเดียวกันประมาณ 30 นาที เมื่อแป้งเนียนได้ที่แล้วจึงใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้งคลุมไว้ เพื่อหมักให้แป้งฟู ประมาณ 2-3 ชั่วโมง และส่วนผสมที่ 2 ประกอบด้วย แป้งสาลี 5 ขีด 2 1/2 ออนซ์ น้ำตาลทราย 300 กรัม ผงฟู 2 ช้อนโต๊ะ และเนยขาว 100 กรัม โดยมีวิธีทำก็คือ เมื่อหมักส่วนที่ 1 ได้ที่แล้ว จึงเทน้ำตาลทรายลงไปในส่วนที่ 1 นวดจนน้ำตาลละลายเข้าไปในเนื้อแป้ง แล้วเทแป้งสาลี ผงฟู นมสดลงไป นวดให้เข้ากัน (ปัจจุบันใช้เครื่องนวดแทนมือ) จึงเติมเนยขาว นวดต่อไปจนเนื้อแป้งฟูนุ่มมือ ถ้าแป้งแห้งเกินไปให้ค่อยๆ พรมน้ำอุ่น แล้วนวดแป้งต่อไป ประมาณ 10-15 นาที แล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้แห้ง 20 นาที ใส่ไส้แล้วนำไปนึ่งในน้ำที่กำลังเดือด เมื่อสุกแล้วยกลงพักให้เย็น

ด้านการทำไส้ซาลาเปาให้มีรสเป็นเลิศ คุณจิตรลดา บอกว่า คนที่ทำซาลาเปาขายมักจะมีสูตรคล้ายๆ กันทั่วประเทศ ส่วนจะให้อร่อยจริงๆ นั้น มันเป็นเคล็ดลับของแต่ละคน นอกจากการทำแป้งซาลาเปาให้นุ่มนิ่มอร่อยแล้ว อันดับต่อมาอยู่ที่ไส้ของซาลาเปา อยู่ที่ว่าใครจะทำให้รสชาติของไส้อร่อยได้กว่ากัน ยกตัวอย่าง ไส้หวาน ทุกคนมีสูตรคล้ายๆ กันคือ ส่วนผสมประกอบด้วย ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือ เผือก 8 ขีด น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม และมีวิธีทำคือ ถ้าเป็นถั่วดำหรือถั่วเขียว แช่น้ำ 1 คืน (เผือกหรือถั่วเหลืองไม่ต้องแช่น้ำ) ต้มให้สุกนำมาโขลกหรือบดให้ละเอียด นำมะพร้าวมาคั้นเอาแต่หัวกะทิ นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เดือด ใส่ถั่วลงไป กวนเรื่อยๆ เติมน้ำตาลทราย กวนจนแห้งเป็นอันเสร็จ และขณะที่ทำใครมีความสามารถพิเศษ เคล็ดลับพิเศษ หรือมีดีตรงไหนก็จะใส่ลงไปแบบไม่ยั้ง และขอบอกว่าซาลาเปาของเราไม่หวงส่วนประกอบ อย่างมะพร้าวหรือกะทิ นี่เต็มที่ไปเลย น้ำตาลต้องให้ถึง รสชาติจะได้ออกมาอย่างละมุนละไม ไม่หนักแน่นหรือเลี่ยนจนเกินไป

คุณจิตรลดา บอกอีกว่า ราคาขายซาลาเปาของตน จะขายในราคา ชิ้นละ 5 บาท ส่วนขนมจีบก็ราคาเดียวกัน ทั้งนี้ จะเริ่มตั้งเตานึ่งขายตั้งแต่เช้าตรู่ยันสี่หรือห้าโมงเย็น ซึ่งก็ขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ส่วนรายได้จากการขายซาลาเปาและขนมจีบของตนเมื่อหักต้นทุนผลผลิตแล้วจะได้กำไรตกวันละ 500-1,000 บาท เดือนหนึ่งๆ ก็ประมาณ 15,000-30,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าช่วงไหนเป็นเทศกาลท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวผ่านเยอะ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ปกติแล้วจะมีนักท่องเที่ยวผ่านเยอะทุกฤดูกาล จะมากหน่อยก็เป็นช่วงฤดูแล้ง นอกจากจะนึ่งซาลาเปาขายหน้าร้านแล้ว ยังมีพ่อค้าคนกลางมาสั่งทำ เพื่อนำไปจำหน่ายยังต่างหมู่บ้าน ต่างอำเภอ อีกด้วย และในแต่ละวันที่ร้านของตนยังมีขนมจีบที่ทำเอง รสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัย ไว้จำหน่ายให้ลูกค้าด้วย

หากท่านใดมีโอกาสผ่านไปเที่ยวที่แก่งสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร หรือด่านชายแดนช่องเม็ก หรือผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี อย่าลืมแวะชิมรสชาติซาลาเปา-ขนมจีบ ร้านคุณย่า หากออกจากตัวเมืองอุบลราชธานี ก่อนถึงตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ร้านคุณย่า จะอยู่ริมถนนทางด้านซ้ายมือ แต่ถ้าหากขากลับเข้าตัวเมืองอุบลราชธานี พอออกจากอำเภอพิบูลมังสาหาร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ร้านจะอยู่ทางขวามือ มองเห็นป้ายบอกชื่อ ร้านคุณย่า อย่างโดดเด่นชัดเจน หรือสนใจสั่งซื้อเป็นจำนวนมากก็โทร. (087) 454-7116 รับรองว่า ร้านคุณย่า ไม่สร้างความผิดหวังในเรื่องของความอิ่มอร่อยอย่างแน่นอน

เห็ดอบกรอบ แบรด์ “หัวเห็ด” เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

สาวบางแค 22

เห็ดอบกรอบ แบรด์ “หัวเห็ด” เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

ชาวจีน จัด “เห็ด” อยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพรประเภทยาเย็น ที่มีสรรพคุณช่วยลดไข้ แก้ช้ำใน ลดความดัน ขับปัสสาวะ บำรุงเซลล์ประสาท ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ฯลฯ ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วโลก นิยมบริโภคเห็ดเพื่อสุขภาพ เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ ที่สำคัญปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เด็กรับประทานได้ ผู้ใหญ่รับประทานดี

“พณัญญา ธิติบดินทร์” และ “เศรษฐกาล เศรษฐภากรณ์” สองสามีภรรยา เจ้าของบริษัท มายาณกานต์ จำกัด เล็งเห็นประโยชน์ของเห็ด จึงนำเห็ดนางฟ้าและเห็ดเข็มทอง มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เห็ดอบกรอบ จำหน่ายในชื่อแบรนด์ “หัวเห็ด” ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เห็ดกรอบ อร่อยเยอะ ประโยชน์แยะ” ปรากฏว่า ขนมรับประทานเล่น (สแน็ก) ชนิดนี้ โดนใจผู้ซื้อที่รักสุขภาพอย่างจัง เพราะรับประทานแล้วมีประโยชน์ ได้สารอาหารทั้งโปรตีนและวิตามิน จึงขายดิบขายดี เป็นที่สนใจของตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ

คุณเศรษฐกาล บอกว่า สาเหตุที่เลือกเห็ดเข็มทองและเห็ดนางฟ้า เพราะเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายและมีจำนวนมาก ที่สำคัญเห็ดทั้ง 2 ชนิด ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดย “เห็ดนางฟ้า” เป็นอาหารโปรตีนที่มีทั้ง วิตามิน ซี ไฟเบอร์ และธาตุเหล็ก ส่วน “เห็ดเข็มทอง” เป็นอาหารโปรตีนที่มี วิตามิน บี 1 บี 2 ไฟเบอร์ และธาตุเหล็ก

ผลิตภัณฑ์หัวเห็ด รับประทานแล้วไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะแปรรูปด้วยวิธีการอบแห้ง ทางบริษัทคัดสรรวัตถุดิบมาจากฟาร์มเห็ดปลอดสาร จำนวน 4 ราย ที่บริษัทเข้าไปควบคุมคุณภาพมาตรฐานได้ตามที่ต้องการ ทั้งนี้ เห็ดสดทุกๆ 1 กิโลกรัม เมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เห็ดอบกรอบ จะเหลือน้ำหนักประมาณ 6 ขีดเท่านั้น

ทางโรงงานมีกำลังการผลิต ประมาณวันละ 8,000-10,000 ซอง สินค้ามีอายุการใช้งานนาน 6 เดือน ขณะนี้จำหน่ายสินค้าใน 2 รูปแบบ คือ เห็ดเข็มทอง รสดั้งเดิม กับเห็ดฝอย (เห็ดนางฟ้า) รสดั้งเดิม น้ำหนักซองละ 30 กรัม ขายปลีกในราคาซองละ 30 บาท คุณเศรษฐกาล กล่าวว่า บริษัทเน้นเจาะตลาดขนมรับประทานเล่นเพื่อสุขภาพ ที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย โดยเริ่มนำสินค้าออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ในห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างเดอะมอลล์ และยูเอฟเอ็ม และกำลังวางแผนส่งออกไปขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น คาดว่า ในปีแรกจะสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ “แว่นแก้ว” สรรค์สร้างงานทอเย็บ จากฝีมือ “กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” บึงกาฬ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ “แว่นแก้ว” สรรค์สร้างงานทอเย็บ จากฝีมือ “กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” บึงกาฬ

การทอผ้า เป็นหัตถกรรมอย่างหนึ่งที่ทำสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน แล้วยังนับเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญ กระทั่งออกมามีลวดลายที่สวยงาม ละเอียด อันเป็นผลมาจากการบ่มเพาะการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนโบราณ

วิวัฒนาการทอผ้าถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละยุคเพื่อให้เกิดความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงทั้งการผลิตและการตลาด

ที่ชุมชนบ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่มีฝีมือการทอผ้าเป็นงานเสริมได้รวมตัวกัน จัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ พร้อมกับสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์จากผ้าทอหลากหลายชนิดในชื่อ “แว่นแก้ว”

คุณดารา แสงกองมี หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ให้รายละเอียดว่า เป็นการทอผ้าจากฝ้าย ซึ่งเดิมชาวบ้านทอใช้กันในครัวเรือนเป็นประจำ เป็นการทอเอง ย้อมเอง มัดเอง ทอกันเกือบทุกบ้าน บางครั้งทอแจกญาติ คนรู้จัก จนหลายคนเห็นว่างานทอมีคุณภาพทั้งเนื้อผ้า ฝีมือ และลวดลายที่สวยงาม เพราะใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม แล้วจากจุดนี้เองจึงเกิดแนวคิดการต่อยอด

ดังนั้น เมื่อปี 2528 จึงได้รวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกลุ่ม แล้วนำงานทอผ้าด้วยมือของแต่ละครอบครัวมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้การทำงานอย่างเป็นระบบทั้งการผลิตและการตลาด นำมาซึ่งรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ด้วยฝีมือการทออันประณีต สวยงาม มีความละเอียด จึงมีผู้สนใจสั่งซื้อกันเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ

“ผ้าขาวม้าผืนที่ผลิตเป็นผ้าพันคอหรือผ้านุ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่ขายดีมาก มียอดการสั่งทออยู่ตลอดเวลา นิยมว่าจ้างผลิตเพื่อนำไปใช้เป็นของฝาก ของชำร่วยในงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นหน้าเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ แล้วยิ่งมียอดเข้ามามากจนทอกันไม่ทัน บางครั้งต้องไปติดต่อกลุ่มอื่นที่มีฝีมือคุณภาพเข้ามาเสริมด้วย”

ภายหลังเมื่อมีการใช้ยุทธวิธีการตลาดนำหน้าธุรกิจ พบว่า ทางกลุ่มควรมีการปรับสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับการตลาดด้วยการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิดการสร้างมูลค่า จากแนวทางเดิมที่เป็นการทอผ้าเป็นผืนขาย ควรมีการผลิตเป็นชิ้นงานในรูปแบบของใช้และเสื้อผ้าแต่งกายเพิ่มเข้ามาอีก

ด้วยเหตุนี้ จึงไปซื้อคอเสื้อที่มีตำหนิจากโรงงานมาแล้วดึงเส้นใยผ้าออกมานำไปกรอ แล้วจึงนำไปทอเป็นลวดลาย โดยเน้นเป็นลายตารางที่อิงกับลายผ้าขาวม้า ทั้งตาห่างและตาถี่ ตัดเย็บออกมาเป็นเสื้อผ้า กางเกง กระโปรง กระเป๋าหลายแบบ ผ้าเช็ดมือ ผ้าพันคอ ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ ที่รองจาน ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อต้องการอนุรักษ์ความสวยงามของความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าขาวม้าไว้ จึงทำให้ในปัจจุบันทางกลุ่มมีผลิตภัณฑ์จากการทอผ้าแยกประเภทเป็นกลุ่ม ได้แก่ ผ้าผืน ของใช้ต่างๆ และเสื้อผ้า

การออกแบบผลิตภัณฑ์ในแต่ละชนิดถูกกำหนดขึ้นภายหลังจากมีการประชุมในกลุ่มเพื่อหารือกันว่าควรจะสร้างผลิตภัณฑ์อะไร แบบไหน เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด ฉะนั้น จึงมีหีบห่อที่สวยงาม ทันสมัย เหมาะกับการให้เป็นของขวัญ ของฝากแบบไม่อาย

ในด้านการตลาดของกลุ่มถือว่ามีจุดแข็งที่เกิดจากจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ผ้าทอเย็บอันมาจากคุณภาพการตัดเย็บ ความหนาและนุ่มของเนื้อผ้า ตลอดจนการออกแบบลวดลายที่สวยงามไม่ซ้ำใคร ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อแม้ราคาจะสูงบ้างก็ตาม อาทิ เสื้อ กระโปรง ชุดละ 399-599 บาท, เสื้อสุภาพบุรุษ ราคาตัวละ 399 บาท, ผ้าขาวม้า ผืนละ 120 บาท, กระเป๋าสะพาย ใบละ 299 บาท, ผ้าพันคอ ผืนละ 80 บาท, ผ้าเช็ดมือ ผืนละ 49 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวมีขึ้น-ลงตามต้นทุน

การที่ทางราชการมีนโยบายส่งเสริมให้อนุรักษ์ผ้าไทย และขอความร่วมมือข้าราชการทุกท่านสวมใส่ผ้าไทยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งทำให้ทางกลุ่มได้รับยอดการผลิตเข้ามาตลอดเวลา จนทำให้มีรายได้ดีกันทั่วหน้า

หรือแม้แต่บ่อยครั้งมักมีหน่วยงานราชการ เอกชน สถาบันการศึกษาที่นิยมมาสั่งตัดเพื่อใช้สำหรับงานพิธี หรือกิจกรรม จึงทำให้เกิดความนิยมแพร่หลายไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่มักพบเห็นความสวยงามของเสื้อผ้าแล้วมีการบอกต่อกันจึงทำให้มีลูกค้าเพิ่ม เนื่องจากเป็นงานทอเย็บที่มีคุณภาพ สวยงาม

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการติดต่อสั่งซื้อจากเครือข่ายทั่วประเทศที่เชื่อมโยงถึงกัน เพื่อนำไปขายตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หรือแม้แต่ยังนำออกไปขายตามงานแสดงต่างๆ ที่ติดต่อมาด้วย

“กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” มีสมาชิกจำนวน 27 คน โดยมีรายชื่อบางส่วนของสมาชิกกลุ่ม อาทิ คุณสมพร แสงกองมี คุณดารา แสงกองมี คุณทัศนีย์ คำพุทธา คุณนภาพร บุญทรัพย์ คุณแม่ฉวีวรรณ ศรีแก่น และ คุณแม่ถาวร มิระสิงห์ สมาชิกมีทุกเพศ ทุกวัย

การพัฒนาฝีมือ ตลอดจนความประณีตในการถักทอตัดเย็บ จึงทำให้กลุ่มได้รับเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ในปี 2544 ทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน นอกจากนั้นแล้ว ยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ

ความนิยมในตัวผลิตภัณฑ์ของกลุ่มกลับสร้างข้อจำกัดที่เป็นปัญหาเพียงการทำไม่ทันตามออเดอร์ เนื่องจากเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ทั้งทักษะ ความชำนาญ ตลอดจนความประณีต จึงไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากลูกค้าที่ต้องการสั่งทำควรจะต้องบอกล่วงหน้าเป็นเวลานานเป็นเดือน

ท้ายนี้สมาชิกทุกคนกล่าวตรงกันว่า รู้สึกมีความภาคภูมิใจที่ได้มาทำอาชีพทอเย็บผ้าให้กับทางกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ เพราะงานทุกชิ้นที่ลูกค้าซื้อไปถูกผลิตขึ้นจากความใส่ใจ ทุ่มเท ทั้งทักษะ ความสามารถ และสติปัญญา แล้วยังมีความสุขเมื่อได้เห็นทุกท่านได้ใช้สินค้าทุกชนิดที่ทางกลุ่มผลิต ฉะนั้น อาจถือได้ว่าชาวบ้านสะง้อได้สร้างภาพลักษณ์ให้แก่ทางจังหวัดเลยเชียว

“ถ้าทุกท่านมีโอกาสเดินทางมายังจังหวัดบึงกาฬ อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยียนพวกเราชาวหมู่บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ ที่นี่ไม่เพียงมีผ้าทอสวยๆ ฝีมือประณีต แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวพร้อมบ้านพักรับรองที่มีบรรยากาศสวยงามด้วย และพวกเราจะรอต้อนรับทุกท่าน” เสียงเชิญชวนจากสมาชิก

สนใจผลิตภัณฑ์ผ้าทอเย็บของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ สอบถามรายละเอียดการสั่งซื้อได้ที่ กลุ่ม “ทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ” ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ (095) 664-7134, (084) 408-2865

“เก็บป่ามาฝากเมือง” เรื่องสมุนไพรไทยในหนังสือดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

“เก็บป่ามาฝากเมือง” เรื่องสมุนไพรไทยในหนังสือดี

ปัจจุบัน มักพูดกันในวงการศึกษาเรื่องอาหารว่า ความรู้เกี่ยวกับการใช้พืชสมุนไพรรักษาโรค ตลอดจนการรู้จักเก็บหาผักล้มลุก ผักยืนต้นมากิน ดูจะลดน้อยลงเรื่อยๆ คือเราไม่ค่อยรู้จักชนิดของพืชผักกันแล้วนั่นเอง ส่งผลให้การสืบทอดตำรับอาหารที่ปรุงจากพืชท้องถิ่นหรือพืชป่าสูญหายไปมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ ฟังเผินๆ ก็ดูเหมือนจะจริงนะครับ แต่ครั้นเราลองไปเดินจับจ่ายซื้อของตามตลาดนัดหมู่บ้านย่านชุมชนชานเมืองใหญ่ๆ ก็กลับพบว่า มีการเพิ่มขึ้นของแผงผักพื้นบ้านอย่างชัดเจนในช่วงราวสองทศวรรษที่ผ่านมา ผักหน้าตาแปลกๆ เดี๋ยวนี้มีให้เห็นทั่วไป โดยเฉพาะตามหมู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ เผลอๆ จะมีมากกว่าตลาดต่างจังหวัดด้วยซ้ำไป

การเพิ่มขึ้นของสินค้าใดๆ ย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับผู้บริโภค กรณีของผักพื้นบ้าน คำอธิบาย ณ เวลานี้ที่เห็นชัดก็คือ มันตอบสนองรสนิยมการกินของแรงงานวัยหนุ่มสาวจากชนบทที่อพยพโยกย้ายเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ดังนั้น คงไม่เกินเลยความจริงไปนัก หากจะบอกว่า “ความรู้” ที่ชาวเมืองวิตกกันว่าจะสูญหายนั้น ได้ถูกชาวชนบทพลัดถิ่นนำเสนอด้วยการยืนยันวิถีการบริโภคซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยบุรพกาลของพวกเขา ให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาทุกเมื่อเชื่อวัน

ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบย่านางคั้นสำเร็จ ยอดผักสะแงะ สะเดาดิน หรือผักขี้ขวง ใบขิงอ่อน ยอดเสม็ดชุน ลูกก่อ สมอไทย มะกอกเลื่อม ฯลฯ หาพบได้ทั่วไปตามแผงผักในตลาดสด ที่คนหนุ่มสาวพูดจาพาทีกันด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่งต่างเดินจับจ่ายซื้อหากันอย่างคึกคักทุกเช้าเย็น

ภาพที่พวกเขายืนเลือกลูกสมอ ลูกมะกอก ไปตำเอาส้ม ทำให้ผมไพล่นึกไปถึงผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่ถ้ำผีแมน แม่ฮ่องสอน เมื่อต้นทศวรรษ 1970 โดย Chester Gorman นักโบราณคดีอเมริกัน ครั้งนั้นเขาขุดพบเมล็ดพืชที่มีทั้งมะกอกเลื่อม ละมุดสีดา ลูกท้อ หมาก มะยาว และลูกก่อ เป็นต้น

เมล็ดพืชพวกนั้นกำหนดอายุได้กว่า 8,000 ปี มาแล้ว

หลายสิ่งหลายอย่างในวัฒนธรรมอาหารไม่เคยเปลี่ยน แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเกือบหมื่นปีแล้วก็ตาม

ผมเชื่อที่ อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์เมืองเพชรบุรี เคยบอกว่า “ความรู้” (กรณีนี้คือ การรู้จักเก็บของกิน) ใดๆ นั้นไม่ได้สูญหายไปไหน แต่อยู่ที่ไหนสักแห่งที่เรายังเข้าไปไม่ถึง แล้ววันหนึ่งเราก็จะค้นพบมันเอง ดังนั้น ผมจึงพยายามสืบเสาะ ไถ่ถาม ค้นหาความรู้เรื่องของกินที่ว่านี้มาตลอด แล้วก็พบว่าจริงด้วย คือมันอยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย ให้เราค่อยๆ พบเจอมันไปเรื่อยๆ

เร็วๆ นี้ ผมก็เจอ “ความรู้” ชุดใหญ่ในหนังสือเก็บป่ามาฝากเมือง ที่รวมพิมพ์ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2555 จากข้อเขียนเป็นตอนๆ โดยเภสัชกร ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร “พี่ต้อม” และคณะ ซึ่งเคยพิมพ์เผยแพร่ในอภัยภูเบศรสาร วารสารของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งพี่ต้อมเองเป็นเภสัชกรคนสำคัญ ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการศึกษาพืชสมุนไพรไทยเพื่อการรักษาโรค ณ โรงพยาบาลแห่งนี้มานานร่วม 30 ปี

“เก็บป่ามาฝากเมือง” อาจนับเป็นรายงานภาคสนามของคณะเภสัชกรกลุ่มเล็กๆ ที่สนใจเรื่องตำนาน นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าท้องถิ่น ควบคู่ไปกับสรรพคุณทางยาของบรรดาพืชผักหายาก ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในสถานที่ที่พี่ต้อมเปรียบไว้ในคำนำหนังสือว่า เป็น “ป่านับสิบป่า ขุนเขานับสิบลูก เส้นทางนับพันนับหมื่นกิโลเมตร” ที่ได้มีโอกาสเดินเท้าตามหมอยาพื้นบ้านไปเก็บเกี่ยวความรู้สดใหม่จากสถานที่จริง ภายใต้ประสบการณ์ของเจ้าถิ่นผู้ชำนาญการที่ได้เคยทดลองใช้ สั่งสมความรู้ในการลองผิดลองถูกมาตลอดหลายชั่วอายุคน

สำหรับผม หนังสือเล่มนี้จึงเป็นทางลัดอันวิเศษ เหมือนได้เหยียบยืนบนบ่ายักษ์ ส่งสายตาเราให้ทอดยาวไกลไปร่วมเห็นอะไรต่อมิอะไรที่คณะเภสัชกรนี้ได้เห็นมาแล้ว เรื่องน่าตื่นเต้นจากปากคำหมอยาอาวุโสหลายท่านนี้ บางครั้งก็ซ้อนทับเวลาและสถานที่กันกับเหตุการณ์ในช่วงสงครามเย็นและพื้นที่ป่า “สีแดง” พลอยทำให้เรื่องเล่านั้นมีสีสันจนอยากจะตามไปคุยต่อเอาเลยทีเดียว

อย่างเรื่องต้น “พันซาด” ไม้ใหญ่ที่ทุกส่วนเป็นพิษเบื่อเมานั้น หมอบุญมี หมอยาสมุนไพรจากอำเภอเลิงนกทา เล่าว่า สมัยยังเป็นทหารป่า ครั้งหนึ่งทหารฝ่ายรัฐบาลแอบฟันกิ่งพันซาดใส่บ่อน้ำที่ทหารป่าต้องมากินในหน้าแล้ง เมื่อหมอบุญมีกับพวกกินเข้าไปก็เมาสะลึมสะลือ หมดเรี่ยวแรง โชคดีที่หมอบุญมีพกมะนาวกับน้ำตาลทรายติดตัวไป จึงอาศัยกินแก้พิษ เอาตัวรอดมาได้

ยังมีเรื่อง “มะกอกเลื่อม” (ที่ Gorman พบเมล็ดจากการขุดค้นที่ถ้ำผี) ว่าใช้กำจัดมดได้ โดยผ่าผล วางไว้ใกล้ๆ น้ำตาล มดจะกินน้ำตาลแล้วมากินมะกอกเลื่อม จากนั้นก็จะตายยกฝูง

หรือ ดอกพุดผา ที่บานตามป่าหินแถบโขงเจียม อุบลราชธานี ซึ่งนอกจากสรรพคุณทางยาสารพัดแล้ว ยังใช้เนื้อไม้ทำทัพพี ซึ่งหากเอาไปคนแกงเห็ดที่เผลอใส่เห็ดพิษลงไป น้ำแกงจะเปลี่ยนสีให้สังเกตเห็นได้ เป็นต้น

นอกจากเรื่องเล่าที่สนุกตื่นเต้นจากประสบการณ์ตรงของบรรดาหมอยา ภาพประกอบสีน้ำ ฝีมือ คุณปัญญา ใช้เทียนทอง ที่ปรากฏในทุกหน้าหนังสือเล่มนี้ ก็งดงามน่าชมเป็นที่ยิ่ง

ท้ายที่สุด เมื่ออ่านเก็บป่ามาฝากเมือง จบ ผมก็สงสัยว่า ในทางกลับกัน แล้ว “เมือง” ล่ะ จะมีอะไรเก็บกลับไปฝากป่า ในประเด็นเดียวกันนี้ได้บ้างไหม เพราะที่จริงเมืองเองก็เคยเป็นป่ามาก่อน ทั้งไม่ต้องพูดถึงว่า บางซอกมุมของเมืองนั้นก็ยังมีพืชผักแปลกๆ ซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย

ณ เวลานี้ ผมคิดออกอยู่แค่ 2 ข้อ ครับ คือด้วยความรู้ที่จะพลิกแพลงสูตรอาหารต่างๆ ได้ดี น่าจะทำให้ “เมือง” และคนเมือง คิดสูตรอะไรใหม่ๆ แนวๆ ชนิดที่สามารถต่อยอดไปจากความรู้เรื่องวัตถุดิบที่หนังสือของพี่ต้อมเล่มนี้ได้สาธยายเอาไว้แล้วบ้าง

และผมคิดว่าที่สำคัญอีกข้อ ที่เมืองได้เปรียบ และมีต้นทุนมาก ก็คือ ความรู้เรื่องเทคโนโลยี ตลอดจนห้องปฏิบัติการด้านชีวเคมีและพันธุศาสตร์ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้าแบบลงรายละเอียด จนอาจทำให้เรา “เห็น” สรรพคุณของพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านในอีกแง่มุมหนึ่ง เช่น อาจจำแนกชนิดของโมเลกุลพืชที่สัมพันธ์กับการดัดแปลงนำมาใช้ประโยชน์ด้านการแปรรูปได้ดีขึ้น เป็นต้น

และถ้าทำได้ถึงขนาดนั้น ก็อาจมีใครสักคนเขียนหนังสือ “เมืองใหญ่คืนให้ป่า” พิมพ์ออกมาให้อ่านกันอีกเล่มหนึ่งก็ได้…ใครจะรู้?

อายุความสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

อายุความสะดุด

ธนาคารส่งใบแจ้งหนี้รายการใช้บัตรเครดิต พร้อมบอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตให้คุณจำนูญ ระบุไปด้วยว่า ให้ชำระเต็มจำนวนภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549

วันที่ 22 มีนาคม 2549 มีเงินเข้าบัญชีผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ ชำระ 2,000 บาท

วันที่ 20 มีนาคม 2551 ธนาคารยื่นฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ศาลบังคับให้คุณจำนูญชำระเงิน 84,104 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862 บาท

คุณจำนูญต่อสู้คดี ว่าธนาคารฟ้องคดีนี้ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 64,062 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 58,862 บาท นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคาร

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!

ธนาคารฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ธนาคารไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ชำระผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติก็ตาม การชำระหนี้นั้นต้องอาศัยข้อมูลส่วนตัวของคุณโผงเป็นสำคัญ ไม่ปรากฏว่านอกจากคุณจำนูญแล้วยังมีบุคคลอื่นร่วมใช้บัตรเครดิตนั้นด้วย หรือชำระหนี้แทนคุณจำนูญ จึงแสดงให้เห็นว่า เป็นการชำระหนี้โดยใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณจำนูญผ่านบัญชีบัตรเครดิตที่ธนาคารออกให้แก่คุณจำนูญเฉพาะตัว ผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ

เห็นได้ว่า เป็นรายการชำระหนี้ที่ทำผ่านบัญชีหมายเลขบัตรเครดิตของคุณจำนูญ และเป็นการชำระหนี้หลังพ้นกำหนดที่ธนาคารกำหนดให้คุณจำนูญชำระหนี้เพียงเดือนเศษ ที่ยังมีเวลาเกือบ 2 ปี คดีจึงจะขาดอายุความ ซึ่งธนาคารได้นำเงินจำนวนนั้นไปหักทอนบัญชีกับหนี้ของคุณจำนูญที่ยังค้างชำระ ซึ่งหากไม่เป็นความจริง ธนาคารคงไม่นำไปหักทอนกับยอดหนี้ของคุณจำนูญเป็นแน่ และไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียกับคุณจำนูญจะยอมชำระหนี้แทน ซึ่งผิดวิสัยสถาบันการเงินซึ่งประกอบธุรกิจธนาคาร ไม่มีเหตุผลที่จะทำหลักฐานเท็จขึ้น

คุณจำนูญไม่นำสืบและไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น

พยานหลักฐานของธนาคารมีน้ำหนักดีกว่า?ของคุณจำนูญ

ฟังได้ว่า คุณจำนูญชำระหนี้ 2,000 บาท แก่ธนาคาร เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549 โดยผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติจริง

ถือได้ว่า คุณจำนูญรับสภาพหนี้ต่อธนาคาร เป็นเหตุให้อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของธนาคารสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 อายุความจึงเริ่มนับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2549 ตามมาตรา 193/12 ซึ่งอายุความของมูลหนี้บัตรเครดิตมีกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7)

ธนาคารฟ้องคดีนี้ วันที่ 20 มีนาคม 2551 ยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

คดีจึงย้อนไปยังศาลอุทธรณ์ใหม่

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7729/2557)

—————————————–

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/15 เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น

มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(7) บุคคลซึ่งมิได้เข้าอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ใน (1) แต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานการต่างๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป

เรื่อง – จิกนม : ไม้ที่ให้คุณ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

แล้วฝนก็ตกกระหน่ำกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนจนการจราจรติดขัด ถนนกลายเป็นคลอง

ปัญหาคือ ท่อระบายน้ำอุดตันเต็มไปด้วยขยะ ถุงพลาสติก

การลอกท่อ ลอกคู คลอง ยามหน้าแล้ง เคยเขียนถึงหลายครั้งว่าน่าจะทำ

แต่ก็ไม่เห็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะลงมือทำ

เมื่อฝนมา ขยะที่ผู้คนขาดจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมทิ้งเรี่ยราดก็จะไหลลงท่อ

จริงจริงแล้ว ทุกคนต้องช่วยกัน

เพราะเมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องโทษใคร

การขาดจิตสำนึกที่ดี เวลาเกิดปัญหาก็มักจะโทษคนอื่น

แต่ไม่เคยคิดที่จะโทษหรือตำหนิตัวเอง

สังคมของบ้านเมืองเราขาดการอบรมที่ดี หรือไม่ยอมที่จะเรียนรู้สิ่งดีดี

ถ้าจะบอกว่า คนบ้านเราเรียกร้องเสรีภาพ เรียกหาประชาธิปไตย

แต่ไม่เคารพกฎกติกา ไม่เคารพกฎหมาย

ชอบตั้งแง่ สร้างเงื่อนไข สังคมมันได้ถึงวุ่นวาย

นี่คือสิ่งที่สังคมเราเป็นอยู่

มาปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มออกซิเจน เพื่อจะได้อากาศที่ดีดีไว้หายใจ

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “จิกนม”

จิกนม เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ความสูงโดยเฉลี่ย 4 ถึง 15 เมตร

ที่ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา แต่ไม่มากนัก

ส่วนลักษณะของใบจิกนม จะเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันไปตามข้อลำต้น

รูปใบยาวรี โคนใบและปลายใบแหลม ขอบใบจักเล็กเล็กทั่วทั้งใบ เนื้อใบจะบางและมีสีเขียว

ต้นจิกนมที่โตจะให้ดอกเป็นช่อตรงส่วนยอด ช่อดอกจะห้อยลง ในช่อหนึ่งจะมีดอกเล็กอีกมาก มีสีชมพู สีแดง หรือสีเขียว และมีกลีบรองดอก

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลรูปมนรี มีสันตามแนว ยาว 4 สัน ในผลจะมีเมล็ดรูปทรงไข่

คนแต่โบราณหรือว่าหมอสมุนไพร ท่านได้ศึกษาจนรู้ว่า จิกนม มีประโยชน์ทางยาอยู่ 2 ส่วน คือ รากและใบ

ราก มีสรรพคุณแก้กลาก เกลื้อน และเจ็บตา

ใบ มีสรรพคุณแก้ปวดท้อง

นี่คือผลที่ได้จากการปลูกต้นจิกนม

นอกจากสรรพคุณทางยาสมุนไพรแล้ว ยังได้ธรรมชาติความร่มรื่น ซึ่งดีต่อสุขภาพใจ

ตอนนี้ก็ขอแสดงความยินดีกับจังหวัดน่าน ที่กำลังจะคืนต้นไม้ให้เขาหัวโล้น

โดยเฉพาะคุณโจอี้บอย ผู้นำกลุ่มปลูกเลย จะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง

เรื่องดีดีแบบนี้ ต้องสนับสนุนกันเต็มที่

ใครจะร่วมเดินทางไปปลูกด้วย ก็ขอเชิญได้

ลองติดต่อดู เพราะไม่รู้ช่วงเวลาเหมือนกัน

กะหล่ำปลี? ผักเพื่อชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

กะหล่ำปลี?ผักเพื่อชีวิต

แม่บ้านสมัยใหม่ทุกท่านที่ไปจ่ายตลาดด้วยตนเอง ทุกท่านคงจะต้องรู้จักกับผักชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กะหล่ำปลี” และก็คิดว่าคงจะมีน้อยคนที่ไม่เคยกิน “กะหล่ำปลี”

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลครูซิเฟอเรีย ซึ่งมาจากคำว่า ครูซิฟิก ซึ่งหมายถึง ไม้กางเขน เพราะมีความเชื่อว่า กะหล่ำปลี เป็นพืชอาหารที่สวรรค์ประทานมาให้แก่มวลมนุษย์ชาติ การที่มีดังนี้เพราะดอกของพืชในตระกูลนี้ จะมี 4 กลีบ วางตัวเป็นรูปไม้กางเขนหรือกากบาท

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับ คะน้า บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว แรดิช และ เทอร์นิพ มีลักษณะเป็นหัวกลมขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีสีเขียว และกะหล่ำปลีสีม่วงอีกสายพันธุ์ที่มีสีสันแปลกตา สวยงาม

Cabbage คือชื่อภาษาอังกฤษของกะหล่ำปลี ซึ่งเดิมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ต่อมาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และถูกนำมาปลูกในไทยอย่างแพร่หลายเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย

สำหรับประเทศไทยนั้น แต่เดิมปลูกได้ดีเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะการจะห่อตัวเป็นปลีได้จำเป็นต้องได้รับอากาศหนาว ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ให้ทนกับอากาศร้อน จึงทำให้สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และทุกฤดูกาล

กะหล่ำปลีเป็นพืชที่มีอายุ 2 ปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชปีเดี่ยว อายุตั้งแต่เริ่มลงปลูกจนถึงกินได้ ประมาณ 3-4 เดือน

กะหล่ำปลีหน้าหนาวจะสร้างปลีได้สวยน่ากินกว่าฤดูอื่น แต่หลายๆ คนก็กลัวยาฆ่าแมลงที่ตกค้างตามใบ จึงนิยมกินกะหล่ำปลีโดยแกะเอาปลีข้างในลึกๆ ซึ่งไม่สัมผัสกับยาฆ่าแมลง

กะหล่ำปลีในประเทศไทย แยกออกได้เป็น 3 ชนิด คือ

– กะหล่ำปลีธรรมดา พันธุ์โคเปนเฮเกน มาร์เก็ต และพันธุ์โกลเด้นท์ เอเคอร์

– กะหล่ำปลีสีม่วง หรือสีแดง ใบเป็นสีแดงทับทิม ขึ้นได้ดีในที่อากาศหนาวเย็น

– กะหล่ำปลีใบย่น ชนิดนี้มีผิวใบหยิกย่น และต้องการอากาศหนาวเป็นพิเศษ

แต่ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อะไร ก็มีผลในการป้องกันโรคได้หลายๆ โรคที่เกิดในร่างกายได้ในสมัยโบราณ โดยมีบันทึกเกี่ยวกับการใช้กะหล่ำปลีเป็นยา จากบันทึกของ คาโต เดอะ เซนเซอร์ (234-149 ปี ก่อนคริสตกาล) บันทึกไว้ว่า “กะหล่ำปลีช่วยสลายหนองจากแผลและมะเร็ง”

มีบันทึกในประวัติศาสตร์โรมันบันทึกไว้ว่า กะหล่ำปลีถูกใช้เป็นยาครอบจักรวาล “ชาวโรมันเคยขับหมอออกจากอาณาจักรระยะหนึ่ง พวกเขาดำรงสภาพไว้ได้ด้วยกะหล่ำปลี สำหรับโรคทุกชนิด…” และนี่ก็อาจจะเป็นความเชื่อโบราณซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการค้นพบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ครั้งแรกเกี่ยวกับกะหล่ำปลี ในปี ค.ศ. 1931 เมื่อนักวิจัยชาวเยอรมันทดลองฉายรังสีแก่หนูให้ถึงแก่ความตาย เขาค้นพบโดยบังเอิญว่า หากหนูทดลองได้รับกะหล่ำปลีเป็นอาหารจะทนต่อรังสีมากกว่าหนูธรรมดา จึงเชื่อว่าหนูที่กินกะหล่ำปลีมีความทนทานต่อรังสีเอกซ์

และยังมีการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ทำให้ทราบว่า กะหล่ำปลี มีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็งได้ การค้นพบดังกล่าว โดย นายแพทย์ลีวัต เทนเบิร์ก ศาสตราจารย์ทางด้านสรีระ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า ในสหรัฐอเมริกา และยังมีแนวคิดที่จะสกัดสารเคมีจากกะหล่ำปลีมาเป็นยาเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะเป็นมะเร็ง เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสาร ก่อมะเร็ง หรือมีลักษณะพันธุกรรมอ่อนต่อการต้านมะเร็ง

มีคนจำนวนไม่น้อยในต่างประเทศที่ติดตามค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของผักชนิดนี้ และได้จัดกะหล่ำปลีไว้ในโปรแกรมอาหารอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงจากมะเร็ง

สำหรับในเมืองไทยเราดูเหมือนจะมีผู้นิยมกินกะหล่ำปลีกันน้อย แม้ว่ากะหล่ำปลีจะกินได้ทั้งสุกและดิบ แต่เมื่อกิจการร้านลาบ และส้มตำ เข้ามาอยู่ในความนิยมของคนไทยมากขึ้น กะหล่ำปลีก็กลายเป็นผักที่นิยมกินคู่กันได้อย่างลงตัว จนทำให้กะหล่ำปลีเป็นสินค้าสำคัญภายในประเทศ และในการส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

กะหล่ำปลีในเมืองไทย มีการปลูกมากในแถบจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน ทั้งชนิดสีขาวและสีม่วง แต่ชนิดสีขาวจะนิยมกินกันมากกว่าชนิดสีม่วง ซึ่งจะนิยมนำมาใช้ในการทำสลัดผสมกับผักอื่นๆ หรือผสมในยำต่างๆ เท่านั้น

กะหล่ำปลี ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดพันธุ์ ปลูกเป็นแปลงยกร่อง ปลูกกันในระยะที่เรียกว่า “ปลายฝนต้นหนาว” เพราะกะหล่ำปลีเป็นพืชที่ต้องการความเย็น ดังนั้น ในเขตบริเวณเขาในจังหวัดเชียงใหม่ทางภาคเหนือ และภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมในการปลูกกะหล่ำปลีเป็นที่สุด จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยในยุคปัจจุบัน

ผักกะหล่ำปลีนี่แหล่ะ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผักเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้แก้ปัญหาการลักลอบปลูกยาเสพติด (ฝิ่น กัญชา) สำหรับชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ผักดีที่ต้องกิน

กะหล่ำปลี ผักพื้นๆ ที่เรารู้จักกัน ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่มีคุณค่าทางโภชนาการอันยอด แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย กะหล่ำปลีเป็นผักที่เมื่อกินสดๆ ก็กรอบ อร่อย และเมื่อนำไปประกอบอาหารก็รสเลิศไม่แพ้กัน ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า? กะหล่ำปลีผักที่เราหากินได้ง่ายสุดๆ แถมราคาก็ไม่แพง

– แต่น้อยคนจะรู้ว่า จริงๆ แล้ว ประโยชน์ของกะหล่ำปลีนั้นมีอะไรบ้าง?

– กินแล้วดีอย่างไร?

– และมีเมนูกะหล่ำปลีอะไรบ้าง?

ลองสักนิด จะติดใจค่ะ

กะหล่ำปลี นอกจากจะนำมากินสดๆ เคียงคู่กับอาหารได้เกือบทุกชนิดแล้ว ก็ยังสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย เช่น กะหล่ำปลีใช้ผัด ต้มกับหมู ไก่ กุ้ง หรือต้มจิ้มน้ำพริก หรือบางท่านก็มีเมนูแปลกๆ ออกไป เช่น กะหล่ำปลียัดไส้หมู ไก่ กุ้งสับที่ต้มทั้งหัว หรือเมนูยอดนิยมของนักกิน อย่าง กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ที่เขาบอกว่าสุดอร่อยสุดๆ

สำหรับการกินเป็นผักสดๆ ก็มักจะผ่าเป็นซีกๆ กินคู่กับลาบ ส้มตำ แต่มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการกินผักดิบในตระกูลกะหล่ำปลีต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ จะมีสารต่อต้านการสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน จากต่อมไทรอยด์ จะทำให้เกิดโรคคอหอยพอก และการเจริญเติบโตผิดปกติเพราะขาดฮอร์โมนตัวที่ว่านั่นเอง แต่หากทำให้สุก สารนี้จะสลายไป

ของดีที่สารอาหารเพียบ

ไฟเบอร์ในกะหล่ำปลีมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผักชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ ไม่ว่าจะเป็นผักสดหรือผักสุก และการกินกะหล่ำปลีจะทำให้กากใยในผักเข้าไปช่วยระบบย่อยอาหาร และทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น เมื่อระบบการขับถ่ายดี ร่างกายก็จะขจัดคอเลสเตอรอลออกมาได้ดีขึ้น

ในกะหล่ำปลี มีกรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยยับยั้งและขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายเป็นไขมัน จึงมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักและคอเลสเตอรอลได้เช่นกัน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ

ว่าการกินกะหล่ำปลี ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เพราะมีการศึกษาพบว่า ในกะหล่ำปลีไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลีสีเขียวหรือสีม่วง จะมีกลูโคซิโนเลท (glucosinolates) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็งที่เกิดจากสารเคมีต่างๆ แต่ก็ควรจะเลือกกินกะหล่ำปลีที่ปลอดสารพิษ เพื่อจะได้ไม่รับสารพิษที่ตกค้างจากการปลูกเข้าสู่ร่างกาย

– ลดความอ้วนได้ ปริมาณแคลอรีที่ไม่สูงมากจนเกินไปของกะหล่ำปลี และไฟเบอร์ที่สูง ทำให้กะหล่ำปลีเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเรากินเข้าไปแล้วไฟเบอร์จะทำให้อยู่ท้องและอิ่มได้นานขึ้นค่ะ

– เป็นอาหารบำรุงสมอง วิตามินเค และสารแอนโทไซยานินในกะหล่ำปลี โดยเฉพาะในกะหล่ำปลีสีม่วง ที่มีสารทั้ง 2 ชนิด มากเป็นพิเศษ สามารถช่วยสร้างเสริมสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ และสภาพจิตใจได้ เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิด จะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของระบบประสาท และบำรุงสมองไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมด้วย

– บำรุงผิวพรรณ ซัลเฟอร์ เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อเล็บ ผม และผิวหนัง โดยสามารถช่วยให้ผิวไม่มันและลดการเกิดสิว ซึ่งในกะหล่ำปลีก็มีสารชนิดนี้อยู่ไม่น้อยเลย จะนำมากินหรือนำมามาส์กหน้าก็ช่วยบำรุงผิวได้ทั้งนั้นเลยค่ะ

– ล้างสารพิษในร่างกาย วิตามินซีในกะหล่ำปลีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยขับสารพิษ และกรดยูริกออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้นี่แหล่ะ! ที่เป็นสาเหตุของโรคไขข้ออักเสบ โรคผิวหนัง โรครูมาตอยด์ และโรคเกาต์

– ลดความดันโลหิต โพแทสเซียมในกะหล่ำปลีมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ช่วยให้หลอดเลือดขยายได้มากขึ้น ซึ่งดีต่อการไหลเวียนเลือด

– ลดอาการปวดหัว อาการปวดหัวสามารถหายได้ด้วยการใช้กะหล่ำปลีมาประคบที่ศีรษะ หรือดื่มน้ำกะหล่ำปลีสด วันละ 25-50 มิลลิลิตร ใครที่มีอาการปวดหัวเรื้อรังบ่อยๆ ลองดูค่ะ

– ลดอาการแฮงก์ของนักดื่ม กะหล่ำปลีสามารถช่วยบรรเทาอาการแฮงก์จากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักได้ เนื่องจากกะหล่ำปลีมีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว น้ำในกะหล่ำปลีจะไปเจือจางแอลกอฮอล์ในร่างกายช่วยให้อาการดีขึ้น (อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เพราะวิธีนี้นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว)

– ป้องกันการอักเสบและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สารกลุ่มเบตาเลน (Betalains) ในกะหล่ำปลีสีม่วง มีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและสร้างเสริมอินซูลินในร่างกาย แถมยังมีสรรพคุณในการช่วยต้านการอักเสบได้ดีเช่นเดียวกับหัวบีทรูทอีกด้วย

ได้เห็นทั้งคุณค่าทางอาหาร พร้อมทั้งสรรพคุณอันมากมายของกะหล่ำปลี “ผักเพื่อชีวิต” กันไปแล้ว ต่อไปนี้หากเราเจอกะหล่ำปลีในจานอาหาร หรือในผักเคียงของอาหารต่างๆ ก็อย่าเขี่ยทิ้งเด็ดขาด!!! เพราะไม่เช่นนั้น ท่านอาจโดนมือดีหยิบชิ้นปลามันไปกินก่อนก็ได้น้า!

ทำ กราโนล่า อาหารคนรักสุขภาพขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ทำ กราโนล่า อาหารคนรักสุขภาพขาย

ปีที่แล้วน้องคนหนึ่งเอาเป็นเมล็ดพืชหลากหลายมาให้ถุงหนึ่ง เคี้ยวมันดี หวานนิดๆ เธอบอกชื่อแต่จำไม่ได้ จำยาก อีกอย่างฉันเป็นคนบ้านนอกไม่ค่อยมีของแปลกๆ กิน

ต่อมาจึงรู้ว่ามันคือ “กราโนล่า” Granola เป็นอาหารเช้าใส่นม หรือใส่โยเกิร์ตกินก็ได้ ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นของที่ฉันไม่คุ้นเคย คุณต้องเข้าใจนะ ในช่วงที่ฉันเป็นเด็ก เด็กๆ ในช่วงนั้นไม่มีอาหารพวกนม โยเกิร์ต หรือขนมขบเคี้ยวให้กิน อาหารเสริมก็ไม่มี จึงไม่คุ้นกับอาหารพวกสมัยใหม่ ถามว่าเด็กยุคนั้นกินอะไร กินกล้วย กินผลไม้ในท้องถิ่นเท่าที่มี ทั้งที่ขึ้นเองและที่ปลูกกัน

วัยเยาว์ตอนกลับจากโรงเรียน เราก็จะเดินกลับและเก็บลูกไม้กินระหว่างทาง มีกินกันทุกวัน เริ่มแรก “พุทราลูกเล็กๆ” ที่ข้างบ้านครูใหญ่ “พร้าวดอนหวาน” ผ่านสวนมะพร้าว เราจะรู้ว่าต้นไหนเป็นมะพร้าวหวาน น้ำจะหวาน หอม ลูกเล็กๆ ที่หล่นลงมาก็ไม่ฝาด กัดกินได้เลย กินส่วนหัวของมัน เรียกว่า “ลูกพร้าวดอน” ขนาดโตกว่าหมากนิดนึง เดินกินไปเรื่อยๆ ยังมีเจออีกเยอะ เช่น ลูกมังเร ดีซำ มะขามอ่อน กระท้อนหล่น กระทกรกลูกเล็กๆ ตามแต่จะเดินไปเจอ แล้วแต่ชอบ แต่ฉันชอบอยู่สองอย่างคือ พุทรา กับ กระทกรก อีกอย่างคือ เม็ดแมงเล็กที่ขึ้นอยู่ตามชายป่าริมทางเดิน เด็กๆ เอามือไปตบเม็ดดำๆ ก็จะหล่นใส่มือเอามากินเล่นกัน ถือว่ามีของกินธรรมชาติอยู่พอประมาณเหมือนกันนะ

แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที สิ่งที่เรากินเข้าไปในวัยเด็กนั้นก็มีประโยชน์ไม่ต่างกันกับเมล็ดพันธุ์พืช หรือธัญพืชในถุงที่เรียกว่า กราโนล่า และประกอบกับหมอสั่งฉันควบคุมน้ำหนัก เพราะความดันและระดับไขมันในเลือดเริ่มสูง ดังนั้น ต้องหาอะไรที่กินเล่นหรือกินระหว่างมื้อที่ไม่ใช่ขนมหวาน หรือข้าวเหนียว ข้าวต้มเหมือนเช่นเคย ต้องหาอะไรกินที่ช่วยให้หิวข้าว หิวขนมน้อยลง และลดอาการหิวบ่อยๆ ให้ได้

วันนั้นจึงคิดถึงกราโนล่าของน้องที่เคยเอามาให้ชิม ตอนหลังรู้ว่าเธอทำขายด้วย จึงสั่งมากินทันที รู้สึกว่าอร่อยกว่าที่เธอเคยส่งมาให้กินครั้งก่อน

เพื่อให้แน่ใจก็เลยคุยกับเธออีกครั้ง ได้ความว่า

“กราโนล่า เป็นอาหารของชาวตะวันตก ประโยชน์ของกราโนล่ามีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากธัญพืช การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลจึงช้า ทำให้ร่างกายได้พลังงานต่อเนื่อง ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ มีไฟเบอร์สูง สามารถกินกับผลไม้ นม โยเกิร์ต ทำให้อยู่ ไม่หิวบ่อยง่าย และลดความอ้วนได้ด้วย” น้องก้อย จิราภรณ์หมอกแสง ผู้ทำ บอกเช่นนั้น

“ส่วนประกอบนะคะ ประกอบด้วย ธัญพืชต่างๆ เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ เม็ดมะม่วง เบอรี่ ลูกเกด ข้าวโอ๊ต และก็งาดำ ได้ความหวานนิดๆ จากน้ำผึ้งค่ะ” เธออธิบายต่อ

“วันนี้อบกราโนล่าทั้งวัน และที่เลือกทำอาหารนี้ เพราะตัวเองเป็นคนชอบดูแลสุขภาพจากอาหารการกินอยู่แล้ว พอดีช่วงนี้มีกระแสกินคลีน ก็พยายามหามากินตามเขา ได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะเราไม่ค่อยมีเวลา ก็เลยลองซื้อกราโนล่ามาทาน เพราะสะดวกและง่ายดี แต่ที่เขาทำขายกันมีราคาแพง ส่วนมากจะเน้นข้าวโอ๊ตเยอะมาก และรสชาติค่อนข้างหวานก็เลยลองทำเองดู โดยพลิกแพลงจากสูตรที่เขาทำๆ กัน เราชอบอะไรก็ใส่เยอะหน่อย ทำแล้วก็แบ่งเพื่อนๆ ชิม ทำไปทำมาเขาขอให้ทำเผื่อบ่อยเข้าก็ทำขายด้วยซะเลย คนสนใจมากขึ้น เพราะกระแสคลีนแรงมาก แล้วเราก็ขายในราคาเพื่อนฝูงไม่แพงเท่าเจ้าดังๆ เขาขายกัน”

คุณก้อย บอกว่า มีคนนิยมกินกันมากขึ้นไหม

“ช่วงนี้ถือว่ามาแรงเลยค่ะ เมื่อก่อนอาจจะนิยมเฉพาะคนที่ออกกำลังกายหรือคนที่ดูแลสุขภาพ แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่วัยรุ่นและเด็กก็ชอบกราโนล่ากันเยอะค่ะ เพราะเป็นการที่จะนำสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าร่างกายได้ง่ายและอร่อย อย่างเพื่อนๆ ของลูกสาวเรียนมัธยมฯ ก็ยังสั่งไปกินกันเยอะมากค่ะ เราก็ดีใจที่เด็กไทยหันมากินของดีมีประโยชน์แทนขนมกรุบกรอบที่ถูกและหาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ”

ฟังดูเหมือนกับว่า น่าจะถือเป็นช่องทางทำกินได้เลย เลยถามดูว่า ถ้ามีคนอื่นจะทำด้วยคุณก้อยจะแนะนำอย่างไร

“ถ้าอยากทำจริงๆ ไม่ยากเลยค่ะ ขอแค่มีเตาอบก็ทำได้แล้ว ส่วนผสมนั้นเราก็ใส่ในสิ่งที่เราชอบลงไป ถ้าชอบหวานก็เติมน้ำผึ้ง อาจจะเติมเกลือได้นิดหน่อย เพียงแต่ว่าเราต้องควบคุมความร้อนให้คงที่โดยเฉพาะเตาอบที่ใช้แก๊ส ค่อยๆ อบทีละอย่าง เพราะธัญพืชแต่ละตัวใช้เวลาในการอบไม่เท่ากัน

บางตัวสุกเร็ว บางตัวสุกช้า ต้องหมั่นคนพลิกไปพลิกมา คือถ้าทำกราโนล่าก็ห้ามออกห่างจากเตาเกิน 5 นาที เพราะมีสิทธิ์ไหม้ได้ค่ะ และการทำกราโนล่าก็เหมือนการทำอาหาร คือไม่มีกำหนดเวลาตายตัว

ไม่สามารถบอกได้ว่า ตัวนั้นตัวนี้ใช้เวลาในการอบเท่าไร อย่างเช่น อัลมอนด์ ความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส ในเวลา 15 นาที ซึ่งบางที 10 นาที ก็ใช้ได้แล้ว ก็ลองผิดลองถูก ลองทิ้งมาเยอะกว่าจะมาลงตัว แต่ก็กำหนดระยะเวลาไม่ได้อยู่ดี

ใครสนใจ อยากซื้อกินหรือทำขายเป็นอาชีพเสริมก็นับว่ามีช่องทางนะคะ แต่สำหรับฉันขอซื้อกราโนล่าแม่ก้อยกินไปก่อน

กราโนล่า มันช่วยได้ให้หายหิวจริงๆ ค่ะ สองวันก่อนไปร่วมงานประชุมสัมมนา ผู้คนมาก อาหารน้อย เรียกว่ากินกันไม่พอ และก็หิว แถวนั้นก็ออกไปซื้ออะไรกินไม่ได้ด้วย โชคดีที่ติดไปครึ่งถุง ได้กินกับเพื่อน เคี้ยวให้ละเอียดตามด้วยน้ำไปแก้วหนึ่ง ก็ช่วยให้หลับสบายได้เหมือนกัน

กราโนล่า ยี่ห้อแม่ก้อย ได้ชื่อมาเพราะลูกๆ และเพื่อนของลูกเรียกแม่ก้อย ก็เลยกลายมาเป็นชื่อยี่ห้อ แม่ก้อย

แม่ก้อยเธอเป็นคนชอบทำอาหาร ยิ่งเป็นอาหารที่ชอบและไม่เคยทำจะเสาะหาวิธีทำจนได้ ปัจจุบัน ทำงานอยู่ร้านอาหารฝรั่งเศสในเมืองเชียงใหม่ ใกล้ๆ แอร์พอร์ต

https://web.facebook.com/jiraporn.morksang?fref=ts สนใจสั่งซื้อ หรือพูดคุยกับเธอเรื่องกราโนล่าได้ค่ะ

ปฏิบัติการโปแลนด์ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ปฏิบัติการโปแลนด์ (1)

โปแลนด์ ในจินตนาการฉันก็แค่ประเทศหนึ่งในยุโรปกลาง ภาพตึกทรงยุโรปคุ้นตาฉายขึ้นในจอประสาทรับรู้ ผู้คนร่างใหญ่ในชุดมิดชิดกันหนาวกับบรรยากาศทึมเทา และตามมาด้วยภาพสงครามยุคนาซี ค่ายกักกันยิวที่แสนจะน่าขนลุก

เมื่อได้ข่าวว่าจะได้ไปแสดงงานศิลปะแสดงสดที่โปแลนด์ ฉันไม่รีรอที่จะตอบรับในทันใด การได้ไปที่ไหนๆ ในโลกอันยังพอจะโสภาอยู่นี่ถือเป็นโชคอันประเสริฐยิ่งนักแล้ว ครั้นจะไปประเทศเขาทั้งทีก็ต้องทำความรู้จักกันหน่อย ไม่ใช่ว่าไปแบบไม่รู้หน

สาธารณรัฐโปแลนด์ (Republic of Poland) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตยุโรปกลาง เขตแดนด้านตะวันตกติดต่อกับประเทศเยอรมนี ทางใต้ติดสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกีย ด้านตะวันออกชิดยูเครนและเบลารุส ส่วนทางเหนือเป็นทะเลบอลติกกับลิทัวเนีย และแคว้นคาลีนินกราดของรัสเซีย ซึ่งโปแลนด์นั้นเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย

โปแลนด์มีอายุยาวนานกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ยุคแรกมีกษัตริย์ปกครอง เรียกว่าราชวงศ์ เปียสต์ (Piast dynasty) ตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ภายใต้ราชวงศ์ยาเกียลลอน (Jagiellonian dynasty) โปแลนด์ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในยุโรป

แต่มีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดาโลก หลังจากนั้นไม่นาน โปแลนด์ก็ถูกแบ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ออสเตรีย และราชอาณาจักรปรัสเซีย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โปแลนด์มีสถานะเป็นราชอาณาจักร และได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2461 หลังสิ้นสุดสงครามโลกภายใต้ยุคสาธารณรัฐที่ 2 (Second Polish Republic) หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โปแลนด์กลายเป็นรัฐบริวารที่เป็นคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตภายใต้สาธารณรัฐประชาชน (People”s Republic of Poland)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ขบวนการโซลิดาริตี (Solidarity movement) หรือกรรมกรเสรีลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐเพื่อประกาศเสรีภาพ กระทั่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของโปแลนด์พ่ายแพ้ในที่สุด หลังจากนั้นจึงมีการก่อตั้งสาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 3 (Third Polish Republic) และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี พ.ศ. 2540 โปแลนด์เป็นประเทศประชาธิปไตยและเข้าร่วมในสหภาพยุโรปตราบปัจจุบัน

ทั้งหมดนั่นคือ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศโปแลนด์พอสังเขปที่ฉันฉกมาจากอินเตอร์เน็ต แต่โปแลนด์ที่เห็นและเป็นอยู่ตรงหน้าเมื่อบินลัดฟ้ามาถึงสนามบินของเมืองวอซอร์ คือประเทศยุโรปที่เคร่งขรึม พวกเราไม่ได้แวะพักที่กรุงวอซอร์ จึงไม่อาจกล่าวถึงสิ่งใดได้มากกว่าภาพที่วิ่งผ่านริมทางตามความเร็วของรถโดยสารจากสนามบินมาถึงสถานีรถไฟ อันเราจะนั่งต่อไปยังเมืองลูบลิน [Lublin] เป้าหมายแรกที่เราจะมีการแสดงศิลปะแสดงสด หรือ Performance art กัน

ลูบลิน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของโปแลนด์ ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำวิสตูลาซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของโปแลนด์ เมืองนี้มีประชากรไม่มากนัก เห็นได้ชัดจากความโหวงเหวงของเมือง เพื่อนศิลปินคนขี้เหงาในคณะของเราถึงแก่พึมพำว่าเมืองนี้ช่างเงียบเหงานัก

นั่งรถไฟออกจากกรุงวอซอร์ ประมาณ 2 ทุ่ม เป็นช่วงเวลากลางคืนที่ท้องฟ้าบ้านเราคงครอบคลุมด้วยความมืด ทว่าที่นี่โปแลนด์ท้องฟ้ายังสว่างโร่ กระทั่งเวลาผ่านไป 3 ทุ่ม ฉันจ้องมองท้องฟ้าที่แล่นผ่านหน้าต่างรถไฟ ยังสว่างอย่างกับเพิ่งจะ 6 โมงเย็น แม้จะเหนื่อยกับการเดินทางบนเครื่องบินนาน 10 กว่าชั่วโมง และยังต้องลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นรถไฟ แต่ความตื่นเต้นแปลกตาก็ทำให้ยังมีแรงสอดส่ายสายตาดูรอบตัว

รถไฟโปแลนด์สมควรแก่การโดยสาร ห้องโดยสารแบ่งเป็นสัดส่วน มีอยู่ 6 ที่นั่ง หันหากัน ด้านบนเป็นที่วางกระเป๋าเนื้อที่มากพอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เลยทีเดียว แต่พวกเราคร้านจะยกกระเป๋าขึ้นวาง จึงต้องนั่งเบียดขาแข็งกับกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง ในรถไฟมีบริการเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ น้ำผลไม้ แซนวิชด์และขนม เขาเข็นรถบริการไปตามทาง แต่พวกเราไม่มีใครใช้บริการ เพราะนึกว่าของขาย

รถไฟมาถึงลูบลิน ประมาณ 5 ทุ่ม ท้องฟ้ามืดเป็นกลางคืนสมบูรณ์ อากาศหนาวและเราต่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยากซุกบนที่นอนเต็มแก่ แต่วาเดอมาร์ศิลปินโปแลนด์ผู้จัดงานที่มารอรับยังสถานีรถไฟและพาพวกเราไปเช็กอินในโรงแรม ไม่ยอมให้เราพักผ่อนง่ายๆ เขารอรับเราไปยังอพาร์ตเม้นต์ที่พักของแกลลอรี่ ซึ่งมีศิลปินโปแลนด์พำนักอยู่ เพื่อดื่มไวน์และกินข้าวกับต้มยำกุ้ง

ต้มยำกุ้ง ที่ใช้เครื่องต้มยำแห้งจากเมืองไทย ส่งกลิ่นหอมคุ้นจมูกแบบต้มยำไปทั่วห้อง เราขำกันเพราะเพิ่งมาจากเมืองไทย ก็ถูกต้อนรับด้วยอาหารไทยเสียแล้ว ต้มยำกุ้งที่แยกกุ้งออกมาต่างหาก แกะเปลือกกุ้งเข้าปากแล้วซดน้ำตาม ได้อารมณ์แปลกไปอีกแบบ

ตึกเก่าทรงยุโรปในแสงสีเหลืองของดวงไฟชวนมองอย่างประหลาด ยิ่งเมื่อเดินลัดเลาะไปตามซอกตึกแสงสลัว ฉันนึกไปถึงหนังนาซีไล่ล่ายิว นึกถึงตัวละครที่กำลังเดินหนีอย่างหวาดกลัว ไม่รู้ว่าทหารของฮิตเลอร์จะโผล่ออกมาตอนไหน

มันเป็นภาพที่สามารถจินตนาการไปได้ไกล ด้วยว่าโปแลนด์เป็นประเทศที่พัวพันกับยิวและนาซีอย่างแยกไม่ขาด เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่มิอาจลืม แม้จะเลือนในความทรงจำไปบ้างก็ตาม

“หนองหานหลวง” แก้มลิงขนาดใหญ่ ในแอ่งสกลนคร วิถีพัฒนาที่ทำให้ภูมิปัญญาล่มสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“หนองหานหลวง” แก้มลิงขนาดใหญ่ ในแอ่งสกลนคร วิถีพัฒนาที่ทำให้ภูมิปัญญาล่มสลาย

“หนองหาน” หรือ “หนองหานหลวง” ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 360,000 ไร่ หรือประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร นับเป็น 1 ใน 3 ของบึงน้ำจืดในประเทศ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนกว๊านพะเยา ในพื้นที่จังหวัดพะเยา เป็นลำดับที่ 3

พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนองหานรับน้ำที่ไหลมาจากภูหลุบช้างเทือก เขาภูพาน อันเป็นสันปันน้ำที่อยู่ในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะของพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหานในทางทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นแนวต่อเขตจากเทือกภูพาน ที่ลาดเอียงลงมาสลับกับเนินลูกคลื่นลอนสูง ลดหลั่นลงไปหาที่ราบลุ่มริมหนองหาน บริเวณนี้มีลักษณะสภาพเป็นป่าโคกและป่าดิบแล้ง สลับกับพื้นที่เกษตรกรรม ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำทางทิศเหนือและตะวันออก มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มรอบหนองหาน สลับด้วยพื้นที่เนินลาดต่ำ และมีร่องน้ำลึกเชื่อมต่อ ระหว่างหนองหานกับลำน้ำก่ำ

อันที่จริงมีลำน้ำไหลลงสู่หนองหานหลายสาย เช่น ทางทิศใต้มี ลำน้ำพุง ห้วยคำรบ ห้วยสะเล ห้วยเฮ ห้วยเดียก ห้วยนาหลุบ เป็นต้น ทางทิศตะวันตกมี ห้วยโมง ห้วยกะป๊อด ห้วยสมอ ทางทิศเหนือมี ห้วยลาก ห้วยม่วง ห้วยขีน ห้วยแนบ ห้วยน้ำลอง ส่วนทางทิศตะวันออกมี ห้วยซ่งน้ำพุ ลำน้ำก่ำเป็นเพียงสายน้ำเดียวที่ไหลออกจากหนองหานลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร

บริเวณกลางหนองหาน มีดอน หรือเกาะกลางน้ำขนาดแตกต่างกันหลายแห่ง เช่น ดอนสวรรค์ใหญ่ ดอนสวรรค์น้อย ดอนหัน ดอนผลาญ ดอนไซพอ ดอนหวาย ดอนขาม ดอนงิ้ว ดอนกระโจ ดอนเล้า เป็นต้น

ชื่อ “หนองหาน” ปรากฏในสมัยขอมเรืองอำนาจ มีตำนานเล่าขานถึงเมืองสกลนคร กล่าวถึง ขุนขอมราชนัดดาพระเจ้ากรุงอินทปัฐนคร พาบริวารมาสร้างเมืองขึ้น ณ ริมหนองหานหลวง ตรงบริเวณ “ท่านางอาบ” แล้วตั้งชื่อว่า “เมืองหนองหานหลวง” ขุนขอมผู้เป็นเจ้าเมือง มีโอรสชื่อ “เจ้าสุระอุทกกุมาร” ขณะประสูติได้เกิดอัศจรรย์ขึ้นสองประการ

ประการแรก เจ้าสุระอุทกกุมารทรงพระขรรค์มาพร้อมด้วย ประการที่สอง มีน้ำพุขึ้นกับที่ใกล้ริมเมือง ต่อมาประชาชนเรียกขานบริเวณที่มีน้ำพุว่า “ทรงน้ำพุ” เจ้าสุระอุทกได้ขึ้นครองราชย์แทนบิดา มีพระนามว่า “พระยาสุระอุทก” มีพระโอรส 2 องค์ องค์ใหญ่มีนามว่า “เจ้าภิงคาระ” ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าเมืองหนองหานหลวง ทรงพระนามว่า “พระยาสุวรรณภิงคาร” ส่วนองค์น้องมีนามว่า “เจ้าคำแดง” ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองหนองหานน้อย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมืองหนองหานหลวงกับเมืองหนองหานน้อย จึงเป็นเมืองพี่ เมืองน้องสืบต่อมา

ส่วนในตำนาน “อุรังคธาตุ” หรือตำนานกำเนิดพระธาตุพนม กล่าวไว้ว่า “เมืองหนองหานหลวง มีพระยาองค์หนึ่งพระนามว่า พระยาสุวรรณภิงคาร พระยาองค์นี้มีกระโจมหัวดำและสังวาลดำ น้ำเต้าใหญ่ เสวยราชสมบัติอยู่ ณ เมืองนี้”

พระยาสุวรรณภิงคารมีชายาชื่อ “พระนางนารายณ์เจงเวง” ต่อมาเมืองหนองหานหลวงเกิดฝนแล้ง การทำมาหากินของราษฎรอัตคัดฝืดเคือง เจ้าเมืองเขมรที่ปกครอง จึงพากันอพยพกลับ ทำให้เมืองหนองหานหลวง กลายเป็นเมืองร้าง จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าแผ่นดินสยาม ได้โปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ อพยพครอบครัวมารักษาพระธาตุเชิงชุม

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรมบ้านเชียง” ไม่ได้มีอยู่ที่บ้านเชียงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วไปในท้องที่ต่างๆ ในบริเวณ “แอ่งสกลนคร” ตามชายขอบเชิงเขาภูพาน และชุมชนโดยรอบหนองหาน สำรวจพบแหล่งโบราณคดีมีมากถึง 83 แห่ง จึงนับได้ว่าดินแดนแห่งนี้ เคยมีการตั้งถิ่นฐานและเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่มาก่อน

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า “แต่ก่อนน้ำในหนองหานกินได้ เอามอง (ข่ายขึง) ไปใส่ ตามเลาะริมฝั่งก็ไม่มีขี้สนม (กอวัชพืช) เอาสวิงไปช้อนกุ้งไม่นาน ก็ได้ปลาได้กุ้งมาเยอะแยะ วันไหนที่แดดจัดถ่อเรือออกไปตามที่ตื้นๆ น้ำหนองหานใส จนมองเห็นรังไข่ปลาดุก ปลาช่อนอยู่ตามรากผักอีรวยได้อย่างชัดเจน” วิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำหนองหาน อาศัยการทำนาปลูกข้าวไว้กิน พื้นที่นาส่วนใหญ่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน มีทั้งนาอยู่บนที่ดอน เรียกว่า “นาโคก”

ส่วนนาอยู่พื้นที่ลุ่มน้ำ เรียกว่า “นาท่ง” สำหรับนาตามริมฝั่งหนองหาน ชาวบ้านเรียกกันว่า “นาตีนบ้าน” ชาวบ้านมักจับจองพื้นที่ทำนาหลายแปลง ทั้งนาโคกและนาท่ง ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของการมีข้าวกิน ยามใดแล้งก็ยังเหลือนาท่ง แต่หากฝนหนักนาท่ง ก็ยังได้กินข้าวจากนาโคก

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ที่ตั้งชุมชนอยู่ริมหนองหาน ต้องสูญเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่จากอดีตอย่างสิ้นเชิง เนื่องมาจากการพัฒนารูปแบบต่างๆ เป็นต้นว่า การสร้างประตูกั้นลำน้ำก่ำ ซึ่งเป็นลำน้ำที่เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำโขง ทำให้การขึ้น-ลงของน้ำในหนองหานเปลี่ยนไปจากเดิม อีกทั้งผักตบชวาและขี้สนมแผ่กระจายเต็มริมฝั่ง เป็นระยะทางมากกว่า 3 กิโลเมตร ชาวบ้านไม่สามารถนำเรือออกไปจับปลาได้ นอกจากนี้ พันธุ์ปลาที่ชาวบ้านได้เคยพบเห็น กลับสูญหายไป ทั้ง ปลาแมว ปลานกเขา ปลาขบ ปลาเสือ ปลาเพี้ย ปลาโจก ปลาหมากผาง ปลาหมู ปลาค้าว ปลาอีกุ่ม เป็นต้น

เห็นได้ชัดเจนว่า การพัฒนาที่หลายฝ่ายเห็นว่า ดี เจริญ นั้น มิได้เป็นไปตามนั้น แต่กลับส่งผลให้วิถีชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นล่มสลายไปทุกขณะ น่าจะได้มีการปรึกษาหารือ ทบทวนแนวคิด ด้านการพัฒนารูปแบบต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบกระเทือนกับหนองหาน ที่เคยมีตำนานอันยิ่งใหญ่ มิฉะนั้นแล้ว นิทานพื้นบ้านเรื่อง “ผาแดงนางไอ่คำ” จะมิคงความขลังศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นในอดีต