โครงการหลวง ร่วมสถาบันวิจัยฯ เสนอผลงานวิจัยเพื่อชุมชนบนที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เก็บมาเล่า

ธงชัย พุ่มพวง

โครงการหลวง ร่วมสถาบันวิจัยฯ เสนอผลงานวิจัยเพื่อชุมชนบนที่สูง

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จัดการประชุมและนำเสนอผลงานวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2559 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่างานวิจัยเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนางานของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อตอบสนองเป้าหมายสำคัญคือ ช่วยชาวไทยภูเขาเพื่อมนุษยธรรม ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้และต้นน้ำลำธาร กำจัดการปลูกฝิ่น และการรักษาดินและการใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง ในปีนี้มูลนิธิโครงการหลวงมีผลงานวิจัย 14 สาขา งานวิจัยหลัก 50 โครงการ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ดำเนินงานวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย 5 แผนงาน 42 โครงการหลัก 95 โครงการย่อย ซึ่งผลงานที่ประสบผลสำเร็จ จะได้นำเสนอความก้าวหน้าเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายพันธมิตรงานวิจัย เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

ผู้เขียนขอนำเสนอผลงานศึกษาวิจัยบางส่วนที่เหมาะสมกับผู้อ่านรูปแบบแนวทางการนำเสนอของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน (เครือมติชน)

แกงแค ชาวปะหล่อง

ภายใต้หัวข้อ “พืชพื้นบ้าน อาหารเป็นยา” เป็นอาหารของชาวไทยภูเขาเผ่าปะหล่อง หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ชนเผ่าดาราอั้ง ซึ่งเป็นชาวไทยภูเขาที่มีประชากรน้อยกว่าชนเผ่าอื่น แกงแคเองนั้นก็เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวเหนือมานานแล้ว แต่แกงแคของชาวปะหล่องนั้นจะแตกต่างกัน เนื่องจากพืชผักนานาชนิดที่หาได้ในป่าชุมชนของหมู่บ้าน จะนำมาทำเป็นแกงแค เรียกได้ทั้งรสชาติเอร็ดอร่อย และเป็นยาป้องกันรักษาโรคไปพร้อมๆ กัน ประกอบด้วยพริกแกง ที่มีพริกแห้ง ตะไคร้ กระเทียม กะปิ ปลาร้า ใช้พืชผักตามฤดูกาล เช่น ดอกต้าง ดอกลิงลาว ยอดตำลึง ยอดฟักแม้ว จะค่าน ชะพลู ชะอม เห็ดลม ถั่วแปบ มะเขือพวง ผักเผ็ด ผักชีฝรั่ง ดอกงิ้ว พริกขี้หนู หน่อไม้ กระดูกหมูหรือเนื้อไก่ น้ำปลา น้ำมันพืช วิธีทำด้วยการนำเครื่องแกงมาโขลกให้ละเอียด นำไปผัดกับน้ำมันให้หอม นำกระดูกหมูหรือเนื้อไก่ลงไปผัดให้สุก เติมน้ำและตั้งหม้อให้เดือด เติมผักต่างๆ ลงไป ใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน เช่น มะเขือพวง ดอกงิ้ว ถั่วฝักยาว ถั่วแปป หน่อไม้ จากนั้นจึงใส่ผักอื่นๆ ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลาตามชอบ ก่อนยกลงจากเตาใส่ยอดชะอมและใบชะพลู คนให้เข้ากัน

สรรพคุณของแกงแค ที่มีส่วนประกอบหลายอย่างในแกงหม้อเดียว พริก ช่วยบำรุงสายตา ขับเสมหะ ช่วยสร้างคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีต่อร่างกาย กระเทียม ช่วยลดคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ดอกลิงลาว มีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง บางพื้นที่นำรากมาต้มเป็นน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อยร่างกาย ถั่วพู อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เป็นผักที่มีโปรตีนสูง เป็นตัวช่วยเสริมภูมิต้านทานในร่างกาย ผักเผ็ด มีฤทธิ์ทำให้ชาสามารถนำมาใช้อาการปวดฟันได้ ต้นสดนำมาตำผสมเหล้าหรือน้ำส้มสายชู แก้ฝีในลำคอ ต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ปวดฟัน จะค่าน ต้นและใบช่วยขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดและบำรุงธาตุ รากแก้ไข้ หอบหืด ชะอม ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเนื่องจากมีวิตามินเอสูง ยอดชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกาย ถั่วแปบ ช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ผักชีฝรั่ง เป็นพืชที่มีอนุมูลอิสระสูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ดอกงิ้ว แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง โดยใช้ดอกตากแห้งมาต้มดื่ม ช่วยยับยั้งและชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง หน่อไม้ เป็นพืชที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยกระตุ้นการบิดตัวของลำไส้

ต้มไก่สมุนไพร เมนูเด็ดเผ่าม้ง

ต้มไก่สมุนไพรของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เป็นที่นิยมชมชอบ รับประทานกันมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีงานเทศกาลสำคัญ ประกอบด้วยพืชท้องถิ่นหลายชนิด มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงกำลัง พืชแต่ละชนิดที่มีชื่อเป็นภาษาถิ่นของชนเผ่าม้ง มีสรรพคุณในการป้องกันรักษาโรค เช่น ฉ่อยู่จั๊วะ ใช้ใบนำมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงร่างกาย โย้วเตรอเลียะ ใช้รากมาต้มไก่ ช่วยบำรุงร่างกายหรือแก้ช้ำใน ใบนำมาทุบประคบแผลเพื่อสมานแผล ซีเตอเนง ใช้ใบหรือรากนำมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง ใบหรือรากนำมาต้มน้ำดื่มบรรเทาอาการปวดท้อง ซะฉี่ม้ง ใช้ใบนำมาต้มไก่ บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงกำลัง ใช้เหง้านำมาต้มน้ำดื่มรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ยีแกร้ง ใช้หัวมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง รับประทานหัวสดแก้ปวดท้อง ดี้เม ใช้ประโยชน์จากใบ แก้ปวดเมื่อย ทำให้ต้มไก่มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ ยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายอย่างที่ใช้ในการต้มไก่และมีสรรพคุณที่แตกต่างกัน เช่น กอเตอออ ปาปัวฃ๊วกอแก้ง ชะชัง จาเลียะ โย่วเครียเลียะ ซะฉี่ฉ่า ฉะฉี่ป้า ซะฉี่มะ ซีต้อ ดี๊ล่อ โย้วซื่อกู่ โหลวดู

การอนุรักษ์และฟื้นฟูเห็ดท้องถิ่น

หลายที่ที่ชื่นชอบการบริโภคเห็ด อาจนำไปทดลองทดสอบได้ด้วยตนเอง ทั้งเพื่อการศึกษา การหารายได้เป็นอาชีพ จากผลการศึกษาวิจัยเพื่อให้เห็ดท้องถิ่นเป็นอาหารของชุมชนบนที่สูงอย่างยั่งยืน ตามธรรมชาติแล้วพื้นที่ใดที่เคยมีเห็ดหลายชนิดเกิดขึ้น ในปีต่อไปก็จะเกิดขึ้นที่เดิมๆ เพราะเห็ดจะมีสปอร์เพื่อการขยายพันธุ์ อย่างเช่น เห็ดตับเต่า หรือบางท้องถิ่นอาจจะเรียกว่า เห็ดห้า นอกจากจะเกิดในที่เดิมแล้ว นับวันจะลดน้อยลง เนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทุกปี อาจจะเกิดเห็ดพิษเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย จากการวิจัยพบว่า เราสามารถขยายพันธุ์เห็ดตับเต่าได้ด้วยตนเอง เพราะชอบขึ้นและเจริญเติบโตได้บริเวณใต้ต้นผักเฮือดตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีการเพาะก็ง่ายๆ โดยนำเห็ดตับเต่าที่แก่แล้วขยี้ในน้ำให้สปอร์กระจายอยู่ในน้ำ จากนั้นนำไปโรยบริเวณที่มีต้นผักเฮือดขึ้นอยู่ หลังจากนั้น จะให้ผลผลิตเมื่อเราหว่านเชื้อหรือสปอร์ของเห็ดตับเต่าไปแล้ว 3 ปี ส่วนการทดสอบเพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดในท้องถิ่นอื่นในสภาพธรรมชาติ เห็ดกลุ่มผู้ย่อยสลาย พบว่าเห็ดลมหรือเห็ดกระด้างที่เพาะในท่อนไม้ จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อเดือนที่ 11 หลังจากใส่เชื้อเห็ด การทดสอบเพาะเห็ดหูหนูรังผึ้งหรือเห็ดเหงือกควาย และเห็ดหูหนูดำ พบว่าเห็ดทั้งสองให้ผลผลิตค่อนข้างดี แต่การคงสภาพเห็ดหูหนูดำจะดีกว่า

เสาวรสหวาน

เสาวรสเป็นไม้ผลที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ผลสีม่วงแดงจนถึงน้ำตาล เหมาะสำหรับใช้บริโภคสด แต่ก่อนที่จะนำไปบริโภคนั้นจะต้องผ่านกระบวนการบ่มให้มีความหวานที่สูงสุด การวิจัยครั้งนี้จะทำหลายวิธี ทั้งที่ไม่บ่ม บ่มในอุณหภูมิห้องปกติ บ่มด้วยสารละลายเอทีฟอน และแคลเซียมคาร์ไบด์ โดยนำผลผลิตเสาวรสที่ปลูกในพื้นที่บ้านปางมะโอ บ้านห้วยเป้า บ้านปางแดงใน แต่ละพื้นที่มีระดับความสูงที่แตกต่างกัน โดยสรุปว่าวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการผลเสาวรสหวาน ที่บ้านปางมะโอและบ้านปางแดงใน คือเก็บรักษาผลเสาวรสหวานที่อุณหภูมิห้องนาน 2-4 วัน ส่วนที่บ้านห้วยเป้าจะต้องบ่มผลเสาวรสหวานด้วยการใช้เอทีฟอน 6 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร บ่มนาน 4 วัน ผลที่ได้คือ ผลเสาวรสที่มีคุณภาพ มีความหวานที่ตลาดต้องการ

อะโวกาโด

อะโวกาโดเป็นไม้ผลทรงพุ่มขนาดกลาง มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูก ได้แก่ พันธุ์แฮส เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จึงได้ทดลองที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ฉีดพ่นสารควบคุมการเจริญเติบโตของอะโวกาโด จากการทดลองพบว่า การพ่นด้วยบราสซิน ทำให้ความกว้างของผล น้ำหนักเมล็ด ความหนาของเนื้อสูงที่สุด หากพ่นด้วยสารจิบเบอเรลลิน ทำให้มีเนื้อสูงสุด นอกจากนี้ การพ่นด้วยแม็กซ์ซิมทำให้น้ำหนักผลมากถึง 152.79 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าวิธีอื่น

ท่านที่สนใจผลงานวิจัยอื่นๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (053) 328-496-8 หรือ http://www.hrdi.or.th

ตายผ่อนส่งกับปรากฏการณ์อาหารเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ตายผ่อนส่งกับปรากฏการณ์อาหารเค็ม

หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจว่าขณะนี้เราใช้ชีวิตอยู่กับปรากฏการณ์อาหารเค็มจัดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว และผลของมันก็คือความเจ็บป่วยด้วยโรคยอดนิยมของคนเมือง

ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ และเบาหวาน!

อาหารรสเค็มที่มีเกลือโซเดียมสูงกำลังทำลายสุขภาพคนไทยให้ตายผ่อนส่งแบบไม่รู้ตัวอยู่ในเวลานี้จริงๆ

เพราะการกินเค็มจัดมีปัญหาต่อระบบเผาผลาญและดูดซึมของร่างกายโดยตรง ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและอื่นๆ อีกมาก แต่ยังเป็นต้นทางของอาการไตวายด้วย

ใครไม่ทำอาหารกินเองอาจไม่ค่อยได้สังเกตว่าของที่เราซื้อหามากิน โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จรูป หรืออาหารแปรรูปที่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งเยอะๆ นั้นมีเกลือโซเดียมอยู่เป็นจำนวนมาก

เกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

โดยปกติอาหารตามธรรมชาติที่เรากินเกือบทุกชนิดจะมีปริมาณเกลือโซเดียมอยู่เพียงพอแล้วโดยที่ไม่จำเป็นต้องเติมเกลืออีกเลย แต่ลิ้นเราคุ้นเคยกับรสเค็มจากการปรุงแต่งรสชาติอาหารด้วยเครื่องปรุงรสสารพัด เราจึงรู้สึกว่าอาหารรสธรรมชาติดั้งเดิมนั้นจืดชืดมาก

จึงต้องเติมเกลือลงไปอีก

ทั้งที่การเติมเกลือควรจะมีเหตุผลเดียวคือ เพื่อปรุงรสตามความจำเป็นของเกลือที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอในแต่ละวัน

ปัญหาสำคัญก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองได้รับเกลือในแต่ละวันมากเกินไป

ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่เวลานี้คือ ปริมาณโซเดียมร้อยละ 75 เราได้มาจากอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่ปรุงสำเร็จแล้ว ทั้งจากอาหารตามร้านข้าวแกง ร้านอาหารตามแผงลอยตลาดนัด และร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ฯลฯ

โดยเฉพาะอาหารหมักดองทุกชนิดจะมีเกลือผสมอยู่เยอะมาก

คนที่ไม่ได้ปรุงอาหารกินเองทุกวัน ลิ้นจะคุ้นกับรสเค็มที่มากับพวกแกงราดข้าว ยิ่งกินบ่อยๆ เป็นประจำก็จะยิ่งติดรสเค็มเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อมากินอาหารที่ปรุงแต่งน้อยก็จะรู้สึกว่าไม่มีรสชาติ จึงต้องเติมน้ำปลาพริกเข้าไปอีกแบบไม่มียั้งมือ

กลายเป็นเรื่องติดนิสัยว่าคนไทยเมื่อกินอาหารมักจะใส่เครื่องปรุงรสไปก่อนโดยไม่ทันชิมรสชาติดูเลย บนโต๊ะกับข้าว ไม่ว่าพ่อครัวแม่ครัวจะฝีมือดีแค่ไหนก็ต้องวางถ้วยพริกน้ำปลาเอาไว้ก่อน

หรือถ้าไม่มีวางไว้ ลูกค้าก็จะเรียกหาพริกน้ำปลากันแบบเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหลือเกิน

ที่น่าตกใจมากก็คือ ร้านก๋วยเตี๋ยวค่ะ

ร้านก๋วยเตี๋ยวจะมีพวงเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด เป็นเครื่องปรุงที่ทำลายสุขภาพอย่างแรง ทั้งน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้ม และพริกป่น

เราจึงเห็นกันชินตาว่า ทันทีที่ชามก๋วยเตี๋ยววางลงตรงหน้า ลูกค้ายังไม่ทันชิมรสอะไรเลยก็ตักน้ำตาลช้อนพูนๆ เทลงไป ตามด้วยน้ำปลาเค็มๆ พริกเผ็ดๆ และน้ำส้ม เป็นก๋วยเตี๋ยวรสเค็ม เปรี้ยว หวาน เผ็ดสุดสะแด่ว

ซึ่งถ้ากินเอารสอร่อยถูกปากอย่างเดียวไม่ต้องคิดอะไรมากก็กินเข้าไปเถอะ แต่เมื่อไรที่เราเอาปริมาณน้ำตาล น้ำปลา มาคำนวณเป็นปริมาณแร่ธาตุ เราจะตกใจว่าแค่กินก๋วยเตี๋ยวชามเดียวก็ได้รับเกลือเกินความต้องการของร่างกายไปเรียบร้อยแล้ว

อีกสองมื้อที่เหลือล่ะ?

นั่นหมายถึงว่าเราได้ส่วนเกินของเกลือโซเดียมเติมเข้าไปในร่างกายอยู่ทุกวันแบบไม่มีการยั้งมือ

แล้วแบบนี้จะรอดจากโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร

หลายวันก่อน ซื้อปลาทูนึ่งมาจากตลาดนัดในหมู่บ้านแถวรังสิต

เป็นปลาทูนึ่งบรรจุเข่งหน้าตาดีมาก อวบอ้วนสมบูรณ์ ดูสดใหม่ น่ากิน แกะก้างออกจะเอาเฉพาะส่วนเนื้อมาใช้

พอลองชิมดูเท่านั้นแหละแทบคายทิ้ง

รสชาติเค็มปี๋น้อยกว่าปลาทูเค็มนิดเดียว

เลยต้องเอาไปต้มในน้ำเดือดจัดเพื่อละลายเกลือออกจากเนื้อปลา แต่ก็ละลายได้ไม่มาก ต้มเสร็จแล้วก็ยังเค็มอยู่ดี

เคยเขียนเล่าให้ฟังมาแล้วว่า “ปลาทูนึ่ง” ที่จริงคือ ปลาทูต้มน้ำเกลือ

ยิ่งต้องการเก็บไว้ขายนานวันหรือส่งไปขายในพื้นที่ห่างไกลเท่าไร คนทำปลาทูยิ่งต้องใส่เกลือลงไปในน้ำต้มเยอะๆ

นี่คือต้นเหตุของความเค็ม ถ้าไม่ต้มเค็มมากปลาทูนึ่งก็จะเสียเร็ว

สรุปแล้วปลาทูนึ่งไม่ใช่ของดีสำหรับสุขภาพเลย ถ้าจะกินปลาทูควรเป็นปลาทูสดที่เอามานึ่งเองต้มเองดีกว่า

โดยเฉพาะคนชอบปลาทูทอดกินกับน้ำพริก นั่นคือสุดยอดของอาหารเค็มจัดและมันย่อง เพราะนอกจากเกลือโซเดียมในปลาและน้ำพริกกะปิแล้วยังได้น้ำมันเพิ่มอีกหลายช้อนจากการทอดปลาทู

ปลาทูที่เอามาต้มล้างน้ำเกลือออกแล้วก็ยังเค็มอยู่เลย เอาไปใช้ทำอาหารที่ต้องการไม่ได้ จำเป็นต้องแปรรูปมาเป็น “แจ่วแห้ง” หน้าตาแบบที่เห็น

ซึ่งก็คือ “ป่นปลา” นั่นแหละ เพียงแต่ไม่มีน้ำแจ่วขลุกขลิกเหมือนกับป่นปลาที่เป็นอาหารยอดนิยมของคนภาคอีสาน เพราะไม่ได้ใส่น้ำต้มปลาร้าเลย เนื่องจากเนื้อปลาทูเค็มมากอยู่แล้ว

ส่วนผสมที่จำเป็นของป่นปลาคือ หัวหอมและกระเทียมเผา พริกขี้หนูคั่ว ตำละเอียด ใส่ไปเยอะหน่อยจะได้ดึงความเค็มออกมาได้บ้าง สุดท้าย ใช้ความเปรี้ยวของมะนาวดับรสเค็มลงไป

อาหารอีสานพื้นบ้านนั้นเครื่องเคราน้อยมาก และไม่นิยมใส่น้ำตาลเลย ความหวานจึงไม่มี รสที่ได้คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด แต่ถ้าใครชอบหวานก็ไม่ห้ามที่จะใส่น้ำตาลสักหน่อย

เราได้รับเกลือโซเดียมจากแหล่งไหนบ้าง?

จากการศึกษาของหลายประเทศพบว่าเราได้รับเกลือจากแหล่งหลักๆ ได้แก่

อาหารสำเร็จรูป

การรับประทานอาหารนอกบ้าน

อาหารจากสองแหล่งนี้มีปริมาณเกลือโซเดียมถึงร้อยละ 70 ของปริมาณเกลือโซเดียมทั้งหมดที่บริโภคอยู่ในแต่ละวัน

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตเร่งด่วนในสังคมทุนทำให้มนุษย์เมืองใช้ชีวิตแบบหนูถีบจักร มนุษย์งานแทบไม่มีเวลาหุงหาอาหารกินเองกันเลย

ชีวิตจำเป็นต้องหันมาหาอาหารสำเร็จรูปและการกินอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น ดังนั้น การจะลดการบริโภคเกลือโซเดียมจะต้องมีการร่วมมือกันหลายฝ่าย

ในทางการแพทย์จะแนะนำมิให้คนทั่วไปกินเกลือโซเดียมเกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม หรือคิดเป็นปริมาณเกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชา แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังทำไม่ได้

สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้ แนะนำไม่ให้กินเกลือเกินวันละ 1,500 มิลลิกรัม หรือราว 2 ใน 3 ของช้อนชา กลุ่มดังกล่าวได้แก่คนที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะมีความดันโลหิตสูง เช่น วัดความดันโลหิตแล้วได้ 140/90 หรือคนอ้วน คนมีประวัติความดันโลหิตสูงในครอบครัว

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจวาย เหล่านี้ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้บริโภคเกลือต่ำ

และวิธีที่จะลดปริมาณการบริโภคเกลือลงได้ ให้เริ่มจากเด็กๆ เลย ต้องลดปริมาณเกลือในอาหารของเด็กให้เหลือน้อยที่สุด สร้างนิสัยให้ลูกเล็กกินจืดเข้าไว้จนคุ้นเคยและติดใจในรสนั้น เขาจะได้ไม่เติมเค็มเข้าไปมากนักในตอนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

ทีนี้ก็มาดูกันว่าอาหารจำพวกไหนบ้างที่มีปริมาณเกลือสูงมากและควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงหน่อย

อย่างแรกเลยคือ อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง อาหารที่เปลี่ยนรูปแบบวัตถุดิบ เช่น ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง หมูหยอง อาหารจานด่วน และอาหารจากร้านอาหารที่เครื่องปรุงเยอะจนรู้สึกได้ว่ามีผงชูรสมากเกินไป เป็นต้น

ส่วนอาหารสำเร็จรูปแบบฝรั่งที่คนไทยนิยมกินกันมากและขอยืนยันว่ามีเกลือโซเดียมในปริมาณมากอย่างแน่นอน ได้แก่

ปลาร้าฝรั่ง หรือ แองโชวี่ (ปลาเค็ม และปลาร้าไทยก็เค็มมากค่ะ)

เบคอน แฮม ไส้กรอกทุกชนิด ซาลามี่ ชีส

เนื้อสัตว์รมควันทุกชนิด โดยเฉพาะปลารมควัน

มะกอกดอง ถั่วอบเกลือ ขนมปังเป็นวงๆ จำพวก เบเกิล และ โดนัท

ซอสถั่วเหลือง ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสพาสต้า

มายองเนส และน้ำสลัดสำเร็จรูป ซุปก้อน น้ำเกรวี่สำเร็จรูป

อาหารที่อาจจะมีปริมาณเกลือสูงขึ้นกับกรรมวิธีการผลิต ได้แก่

ของกินเล่นขบเคี้ยวจำพวกชิป เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ

อาหารสำเร็จรูปที่ทำแห้งแล้วบรรจุซองทุกชนิด เช่น ซุปสำเร็จรูป

พิซซ่า แซนด์วิช ซีเรียล

เห็นรายชื่อเรียงกันมาเป็นแถวแบบนี้แล้วตกใจกันไหม ใครโปรดปรานอะไรเป็นพิเศษขอให้ลดปริมาณลงด่วนเลยนะคะ

ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เกษตรต่างแดน

กาญจนา จินตกานนท์

ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

“มะม่งแก้วขมิ้น” มีถิ่นกำเนิดในกัมพูชาและปลูกกันแพร่หลายทั่วประเทศ เพราะสภาพดิน ภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นเหมาะสม จึงให้ผลดกมาก มีรสชาติหวาน กรอบ อมเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงแก้วของไทย ลักษณะเนื้อมาก ผลใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองสวยงามเหมือนขมิ้น โดยเฉพาะตรงไส้จะเหลืองจัด จึงเป็นที่มาของชื่อ “มะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงไส้ขมิ้น” แต่มีชื่อเป็นทางการว่า พันธุ์ “แก้วละเมียด” ข้อมูล ปี 2557 กัมพูชามีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 65,250 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 6 ไร่ 1 งาน) ปลูกมากใน 8 จังหวัด คือ กัมปงสะปือ มากที่สุด 39,000 เฮกตาร์ (6 ไร่ 1 งาน) หรือ 243,750 ไร่ กัมปงจาม กันดาล ตะแก้ว ตะบองขมุม เสียบเรียบ พระตะบอง บันเตียเมียนเจย

มะม่วงแก้วขมิ้น พืชเศรษฐกิจหลักของกัมพูชามีผลผลิตจำนวนมาก ปลูกได้ทั่วไป มากที่สุดที่จังหวัดกำปงสะปือ ปีละประมาณ 600,000-700,000 ตัน ส่งขายไทย 30% และเวียดนาม 70% ซึ่งส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฤดูกาล 1 ปี ให้ผลผลิต 6 เดือน ต้นฤดูกาลเริ่มเดือนตุลาคม-พฤษภาคม แต่เว้นระยะหมดรุ่นเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เดือนมีนาคม-เมษายนมีผลผลิตออกมาก ราคาจะถูกสุด การนำเข้ามาขายในไทย มีมาประมาณ 8-10 ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักแพร่หลายเมื่อ 5-6 ปี

ด้วยรสชาติที่ถูกปากคนไทย เนื้อหนา สีเหลืองสวย เมื่อมะม่วงไทยขาดตลาด และโรงงานต้องการจำนวนมากเพื่อนำไปแปรรูป แช่แข็ง อบแห้งส่งตลาดต่างประเทศ ประมาณว่ามะม่วงแก้วขมิ้นส่งเข้าไทย วันละ 1,000 ตัน ทีเดียว ที่ผ่านมาการนำเข้าเป็นการอะลุ้มอล่วยระหว่างเมืองชายแดนด้วยกัน จนกระทั่งกรมวิชาการเกษตร ปลดล็อกให้นำเข้าได้เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมคุณภาพให้กัมพูชาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อเสียภาษี อัตรา 0%

รอง ผวจ. ตราด

เยือน กำปงสะปือ

เจรจา ซื้อ-ขาย

เมื่อไม่นานมานี้ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นำขบวนตัวแทนภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย น.อ. ปรีชา รัตนสำเนียง รอง ผบ.ฉก.นย.ตราด คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ คุณอาทิชา วุฒิสาร จากสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดตราด คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล และ คุณสิระ กลั่นผล จากชมรมเครือข่ายบิสคลับ จังหวัดตราด และ คุณภราดร ลิ้มพลอยพิพัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดน จังหวัดตราด และล่ามภาษากัมพูชา คุณวิยะดา ซวง จากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดตราด บุกจังหวัดกำปงสะปือ แหล่งผลิตมะม่วงแก้วขมิ้นแหล่งใหญ่ที่สุดในกัมพูชา

การเดินทางครั้งนี้ ก็เพื่อพบปะตัวแทนกลุ่มสหกรณ์เกษตรกรผู้ปลูกและจัดจำหน่ายมะม่วง และขอความชัดเจนจาก นายเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ เรื่องการออก ใบรับรองสุขอนามัยพืชจากองค์กรอารักขาพืช (National Plant Protection Organizion) หรือ “NPPO” ราชอาณาจักรกัมพูชา และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) และยืนยันความพร้อมการนำเข้ามะม่วงในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐและความเชื่อมั่นระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออก

เส้นทาง หมายเลข 48

เกาะกง เชื่อมต่อ หมายเลข 4

มุ่งสู่ กำปงสะปือ 230 กม.

คณะตั้งต้นกันที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-บ้านจามเยี่ยม จังหวัดเกาะกง ราชอาณาจักรกัมพูชา หลังจากใช้พาสสปอร์ตทำพิธีการผ่านด่านศุลกากรทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาแล้ว คณะได้เช่ารถตู้ของกัมพูชามุ่งสู่กำปงสะปือ คุณวิยะดา ซวง หรือ “ท่านทูตเปา” สมญานามที่ ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราดแต่งตั้งให้ เพราะจังหวัดต้องขอแรงให้ช่วยเป็นล่ามทุกทริป นอกจากเชี่ยวชาญทางภาษากัมพูชาแล้ว ยังคุ้นเคยกับพื้นที่ในกัมพูชาอย่างดี เป็นผู้นำทริปกึ่งทางราชการครั้งนี้เพลิดเพลิน และอิ่มเอมไปกับความรู้ไปพร้อมกันตลอดเส้นทาง

จากเกาะกงตามเส้นทางถนน หมายเลข 48 ถึงแยกสะแรอัมปึล ระยะทาง 152 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าถนน หมายเลข 4 ไปพนมเปญ ระยะทาง 80 กิโลเมตร ถึงจังหวัดกำปงสะปือ สองข้างทางตลอดเส้นทางและลึกเข้าไปด้านในมีไร่มะม่วงยาวเหยียดต่อเนื่องสุดตาเหมือนไม่มีวันหมดสิ้น ยกเว้นเฉพาะที่เป็นชุมชน เราแวะรับประทานอาหารกลางวันก่อนถึงที่หมาย 30-40 กิโลเมตร ลักษณะเป็นร้านข้าวแกง คุณวิยะดา แนะนำให้ลิ้มลอง “สะรอกะหรี” รับประทานกับขนมจีนอาหารพื้นเมืองที่นี่ รสชาติคล้ายแกงเขียวหวาน แต่สีออกแดงๆ ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า “อร่อยดี” ถึงกำปงสะปือ รวมระยะทาง 230 กิโลเมตร ด้วยถนนสะดวกลาดยางตลอด แต่ถนนยังเป็น 2 เลน ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง หากเปรียบเทียบกับด้านจังหวัดจันทบุรีแล้ว ต้องผ่านถึง 5 จังหวัด มีระยะทางถึง 500 กิโลเมตรเศษ

เจรจากลุ่มสหกรณ์ราบรื่น

คณะได้มีโอกาสเข้าพบกับ คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ ที่สำนักงาน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการผลิตมะม่วง หลังจากนั้นจึงได้เข้าพบหน่วยงานที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการส่งออกมะม่วงแก้วขมิ้น ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ นำโดย ประธานเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association)

คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) ประธานพาณิชย์จังหวัด ให้ข้อมูลว่า กำปงสะปือ อยู่ห่างพนมเปญ 48 กิโลเมตร มีประชากรเกือบ 1,000,000 คน ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม พื้นที่ปลูกมะม่วง 50,000 เฮกตาร์ ให้ผลผลิต 25,000 เฮกตาร์ ซึ่ง 3 ปี ที่ผ่านมาราคามะม่วงต่ำมาก เวียดนามกดราคาและไม่มีตลาด ปี 2557 จึงผลักดันให้จัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงเพื่อแก้ปัญหาตลาด โดยการทำสัญญาการลงทุน การซื้อขายกับสมาชิกเกษตรกร จากนั้นผู้ซื้อจะมาติดต่อซื้อขายกับกลุ่มสหกรณ์ โดยตกลงราคาล่วงหน้า ปี 2559 กลุ่มสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นเพียงแห่งเดียวนี้ มีผลผลิตส่งออกถึง 700,000 ตัน โดยไม่รวมที่มีผู้ซื้อรายย่อยอีก โดยส่งไปไทย 50% และเวียดนาม 50% ซึ่งจะส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น

“การทำการค้ากับไทยต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) นั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ กรมอนามัยพืชของกัมพูชาดำเนินการให้ได้ การซื้อขายกับสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างจังหวัดตราดและจังหวัดกำปงสะปือ กำหนดราคาซื้อขายที่หน้าสวนหรือขนส่งมาชายแดนหน้าด่านจังหวัดตราด เพราะทันทีที่เก็บผลผลิตต้องมีตลาดอย่างช้าไม่เกิน 20 วัน” ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ กล่าว

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan) ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association) กล่าวว่า ที่ผ่านมามะม่วงที่ส่งเข้าทางจังหวัดจันทบุรี 70% มาจากกำปงสะปือเป็นมะม่วงเบอร์ 2-4 ตอนนี้พื้นที่การปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้น ปีต่อๆ ไปผลผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นอีก ตลาดที่ชายแดนจันทบุรีไกล 500-600 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่ดีที่มีตลาดใกล้ๆ อย่างจังหวัดตราดมาติดต่อซื้อ การออกเอกสารใบรับรองนำเข้าจากกัมพูชาขอศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ผ่านมาเป็นการค้าอย่างมิตรภาพและทางเวียดนามไม่ได้ใช้เอกสารแต่อย่างใด ในเบื้องต้นสามารถเจรจาตกลงซื้อขายกันก่อนได้ ต้องให้ชัดเจนเรื่องพื้นที่ขนถ่ายสินค้า การอนุญาตให้รถบรรทุกเข้าไปในพื้นที่ของไทย

ตราดขานรับ

ลุ้นผู้ประกอบการนำเข้า

แปรรูปเพิ่มมูลค่า

ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า ประกาศกรมวิชาการเกษตร อนุญาตนำเข้ามะม่วงได้ เป็นโอกาสของจังหวัดตราดที่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกและระยะทางระหว่างชายแดน-กำปงสะปือ เพียง 232 กิโลเมตร อนาคตเร็วๆ นี้ จังหวัดตราด-กำปงสะปือ จะทำการค้ามีข้อตกลงร่วมกัน การประสานกับหน่วยงานกระทรวงพาณิชย์ของราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อออกเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าได้รับการตอบรับที่ดีพร้อมที่จัดทำให้ ส่วนจังหวัดตราดได้แจ้งถึงการเตรียมความพร้อมพื้นที่รองรับการขนถ่ายสินค้าบริเวณชายแดนด้วยเช่นกัน

“การนำหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการบางส่วนพบปะเจรจากับหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงกับกำปงสะปือครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อ-ขาย และการนำเข้า คาดว่าเร็วๆ นี้ ทางด้านผู้ประกอบการในจังหวัดตราดน่าจะเห็นลู่ทางนำเข้าเพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่า หรือเป็นศูนย์กระจายผลผลิต”

ปิดท้ายทริป คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) กำปงสะปือพาคณะไปเที่ยวชมสวนมะม่วงขนาดใหญ่ที่ อำเภอคีรีรม อยู่ห่างจังหวัดกำปงสะปือ 30-40 กิโลเมตร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะม่วงขนาดใหญ่และคุณภาพดี ผลผลิตเต็มต้น จะเริ่มเก็บขายปลายเดือนตุลาคมนี้ คณะเราซื้อกลับมาด้วยราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 20-25 บาท เป็นไซซ์ขนาดใหญ่ 2 ลูกเศษๆ ต่อกิโลกรัม การรุกคืบในเชิงการค้าชายแดนของจังหวัดตราด อนาคตมะม่วงจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้ไทยจำนวนไม่น้อย

ขอบคุณ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ผู้นำขบวน คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ผู้จัดโปรแกรมดีๆ และ คุณวิยะดา ซวง “ท่านทูตเปา” ที่ช่วยสื่อสาร นำทางให้คณะสำรวจ เจรจาครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย…

กลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกมะม่วง กำปงสะปือ

ตลาดหลัก เวียดนาม-ไทย

คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ เล่าว่า สหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง มีสมาชิกจากแหล่งปลูกมะม่วงหลายแห่ง เช่น กำปงสะปือ กำปงชนัง กำปงธม กำปอต เพราะมะม่วงแต่ละแห่งออกไม่พร้อมกัน ปริมาณไม่เท่ากัน สมาชิกขึ้นทะเบียนมีประมาณ 300 ราย ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเฉลี่ยรายละ 300-400 ไร่ โดยใช้ปุ๋ย 2 ชนิด คือ ปุ๋ยขี้ไก่ และปุ๋ยเคมี การซื้อ-ขาย ต้องผ่านกลุ่มสหกรณ์ เกษตรกรเป็นผู้ผลิตอย่างเดียว เวียดนามที่เข้ามาซื้อจะทำข้อตกลงกับกลุ่มสหกรณ์และจ่ายเงินล่วงหน้าส่วนหนึ่งให้ เพราะหน่วยราชการไม่ได้สนับสนุนเงินทุนให้ กลุ่มสหกรณ์จะให้เงินเกษตรกรไปก่อนเพื่อดูแลสวนมะม่วง เสมือนเป็นการผูกมัดเมื่อผลผลิตออก สมาชิกต้องขายให้กับกลุ่มสหกรณ์ และจะขายให้เวียดนามตามที่ทำข้อตกลงไว้

ราคาขายตามขนาดและผิวของมะม่วง ที่คัดแยก 4 เกรด ในช่วงฤดูกาลผลผลิตที่จัดเก็บ เบอร์ 1 วันละ 300 ตัน เบอร์ 2-3 วันละ 200 ตัน และเบอร์ 4 วันละ 100 ตัน เวียดนามจะซื้อเบอร์ 1 ทั้งหมด ส่งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อบริโภคผลสุก ส่วนคนไทยนิยมซื้อ เบอร์ 2-4

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ กล่าวว่า ข้อตกลงการซื้อของเวียดนาม จะกำหนดตั้งแต่ปลูกว่าต้องการให้ใส่ปุ๋ยชนิดไหน ถ้าออร์แกนิกส์ 100% ใส่ปุ๋ยขี้ไก่อย่างเดียว เมื่อถึงช่วงเก็บผล ออเดอร์แต่ละครั้งจะกำหนดเกรดมะม่วงเกรดและจำนวนที่ต้องการ สหกรณ์แจ้งให้เกษตรกรเก็บมาส่งและเป็นผู้คัดแยกตามออเดอร์ ฉะนั้น ถ้าใครจะเข้ามาซื้อต้องทำข้อตกลงติดต่อกันล่วงหน้า จะเข้ามาซื้อทันทีไม่ได้ เพราะได้ทำข้อตกลงกับรายอื่นๆ ไว้แล้ว ส่วนใหญ่จะขายให้เวียดนามประมาณ 70% เพราะเวียดนามจะส่งขายต่อให้จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อีกประมาณ 30% ขายไปไทย

ในอนาคต หากไทยจะซื้อจำนวนมาก ต้องทำข้อตกลงล่วงหน้า ถ้าได้ตลาดไทยเพิ่มขึ้นจะมีตลาดแข่งขันกับเวียดนาม เพราะบางครั้งมะม่วงออกตลาดจำนวนมาก เวียดนามซื้อกดราคาถูกๆ แต่ต้องขายให้ เพราะรับเงินล่วงหน้ามา หากการค้าขายมีรายได้ดีขึ้น กลุ่มสหกรณ์จะช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรด้านเงินทุน ดูแลรักษาโรค จะได้ไม่ต้องถูกกดราคา

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

กศน. แม่ทา ออกบู๊ธผ้าทอกะเหรี่ยง

กศน. จังหวัดลำพูน จัดกิจกรรมวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ เชิงสะพานท่าขาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ในงานนี้ กศน. แม่ทา ได้นำผ้าทอกะเหรี่ยงจากอำเภอแม่ทา และไม้แกะสลัก ของดีของอำเภอแม่ทา มาออกบู๊ธจำหน่าย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ มากมาย จาก กศน. ทั้ง 8 อำเภอ ของจังหวัดลำพูน

สรุปผลและวางแผนจัดการศึกษา

นายคเชนทร์ มะโนใจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสรุปผล และวางแผนการดำเนินงานการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูง โดยมี นางสาวทิพวรรณ เตียงธวัช รองผู้อำนวยการ พร้อมด้วยครู ศศช. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมวังธาร โรงแรมรีเจนท์ลอด์จ จังหวัดลำปาง

ส่งเสริมทักษะอาชีพแม่บ้านทุ่งก่อ

กศน. ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย จัดอบรมส่งเสริมทักษะอาชีพสานเส้นพลาสติกทำกระเป๋า ตะกร้า ให้กับกลุ่มอาชีพแม่บ้านบ้านทุ่งก่อ หมู่ที่ 4 ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกลุ่มแม่บ้านสนใจเข้ารับการอบรมจำนวนมาก

ขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ รับชมการออกอากาศ กระบวนการฝึกอบรมผู้บริหารและครู กศน. เพื่อการขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ของครู กศน. ตำบล ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ กศน. อำเภอทุกแห่ง

กศน. เชียงใหม่ นำร่องโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนแบบเรียลไทม์

นายศุภกร ศรีศักดา ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่มีศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวนมาก ถึง 204 ตำบล สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้วิเคราะห์สภาพปัญหาในการดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่ในอดีตและปัจจุบัน เพื่อร่วมกันหาแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา โดยได้ใช้ศูนย์ดิจิทัลชุมชนเป็นฐาน โดยการนำโปรแกรมประยุกต์ google forms มาบริหารจัดการการดำเนินงานให้ครอบคลุมในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงข้อมูล วัน เวลา และสถานที่จัดกิจกรรม ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดของการดำเนินงาน

นายศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำโปรแกรมประยุกต์ google forms เข้ามาปรับใช้ในการดำเนินงานของศูนย์ดิจิทัลชุมชน ดำเนินการขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ เน้นการพัฒนาครูก่อนเป็นอันดับแรก โดยให้ ครู กศน. ตำบล ได้เข้าร่วมอบรมการใช้โปรแกรมประยุกต์ google forms พร้อมกรอกแผนการจัดกิจกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังให้ผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรส่งเสริมศูนย์เรียนรู้ชุมชนสู่ยุคดิจิทัล หลักสูตรแอพพลิเคชั่นเพื่อชุมชน และหลักสูตรการยกระดับสินค้าชุมชนสู่ตลาดออนไลน์ยุคดิจิทัล กรอกแบบประเมินความพึงพอใจผ่านโทรศัพท์มือถือ ผลปรากฏว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

“เหตุที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในการอบรมครั้งนี้ เนื่องจาก ครู กศน. ตำบล ที่เข้าร่วมอบรมนั้น ต่างมีความสนใจในโปรแกรมดังกล่าวเป็นทุนเดิม จึงทำให้สามารถรายงานผลเป็นแบบข้อมูล และแบบแผนภูมิ อีกทั้งยังสามารถบันทึกในรูปแบบ ไฟล์ EXEL เพื่อนำไปต่อยอดในรูปแบบต่างๆ ได้ และล่าสุดจากแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม ในการจัดโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดีแล้ว ยังถือว่าบรรลุตามเป้าประสงค์ที่ได้วางไว้ เนื่องจากทราบว่าผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่สนใจการขายของออนไลน์ และมีพบว่าหลังจากเสร็จสิ้นการอบรม มีผู้เข้ารับการอบรมบางท่านได้ยอดสั่งซื้อจาก facebook fanpage ที่ได้อบรมครั้งนั้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ชาวพบพระ จังหวัดตาก รับซื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ขุนขายสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวพบพระ จังหวัดตาก รับซื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ขุนขายสร้างรายได้

โคขุน หมายถึงการเลี้ยงวัวเพื่อให้มีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในเวลารวดเร็ว เนื่องจากเลี่ยงปัญหาการลงทุน ฉะนั้น ตัวแปรสำคัญคือคุณภาพอาหาร เพราะถ้าได้อาหารที่มีคุณภาพอย่างดี จะทำให้วัวเจริญเติบโตเร็ว มีน้ำหนัก สามารถขายได้ในราคาสูง

คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ เป็นชาวบ้านที่ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ยึดอาชีพเลี้ยงโคขุนมาได้สักกว่า 2 ปี นอกจากการเลี้ยงโคขุนที่เป็นอาชีพส่วนตัวแล้ว คุณวิชิตยังมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลรวมไทยพัฒนาด้วย

คุณวิชิต ให้รายละเอียดเรื่องงานประจำว่า บทบาทและหน้าที่ในตำแหน่งการงานขณะนี้จะต้องดูแลทุกข์ สุข ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านผ่านประชาคม และชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรวมไทยพัฒนาส่วนมากมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกันคือ การทำไร่ข้าวโพด

ด้วยความพร้อมทั้งเรื่องดิน ฟ้า อากาศ และน้ำของพื้นที่ในหมู่บ้านแห่งนี้ จึงทำให้สามารถปลูกพืชผักชนิดต่างๆ อย่างพริก ผักเมืองหนาว หรือแม้แต่ดอกกุหลาบ ได้อย่างมีคุณภาพ แล้วในบางคราวหากว่างเว้นจากงานประจำ ทางหน่วยงานก็มักจะหาอาชีพเสริมอีกหลายอย่างให้แก่ชาวบ้านทำเพื่อสร้างรายได้หลังเสร็จสิ้นอาชีพหลัก

สำหรับธุรกิจที่คุณวิชิตทำอยู่เป็นอาชีพส่วนตัวคือ การเลี้ยงโคขุน ทำมาได้ประมาณ 2 ปี โคที่นำมาเลี้ยงเพื่อขายเป็นพันธุ์พื้นเมือง ที่ซื้อมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ตอนที่ซื้อมามีรูปร่างโทรม เมื่อซื้อมาแล้วจะนำมาให้อาหารอย่างเต็มที่ โดยมีระยะเวลาเลี้ยงไว้ประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้อ้วนและมีสุขภาพดี จากนั้นจึงขายต่อให้พ่อค้า

คุณวิชิต เผยถึงลักษณะการซื้อ-ขาย ว่าเมื่อคราวที่รับซื้อวัวจะเหมาเป็นฝูง ซึ่งแต่ละฝูงที่ซื้อมีจำนวนไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ระหว่าง 40-90 ตัว ทั้งนี้ เพราะมีพื้นที่เลี้ยงไม่มาก อีกทั้งอายุวัวก็ต่างกัน โดยเฉลี่ยแล้วจะเลือกซื้อวัวที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่เป็นวัวตอนหรือวัวเปลี่ยว เนื่องจากเป็นวัยที่เมื่อนำมาเลี้ยงอย่างดีแล้วจะให้น้ำหนักดีแถมยังมีสุขภาพดีด้วย สำหรับราคารับซื้อนั้นผู้ขายจะตีราคาให้ และราคาขายที่พ่อค้ากำหนดอาจไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านการตลาด

ครั้นเมื่อตกลงราคาเป็นที่น่าพอใจกันแล้ว วัวทุกตัวจะต้องผ่านการตรวจโรคจากปศุสัตว์ที่ด่านชายแดนก่อนที่จะนำวัวข้ามเข้ามาในไทยทุกครั้ง

ทางด้านอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว ได้แก่ หญ้าเนเปียร์ ที่เขาปลูกไว้ในพื้นที่กว่า 10 ไร่ โดยนำหญ้ามาผสมด้วยอาหารสำเร็จรูป รวมถึงข้าวโพดด้วย สัดส่วนในการผสมอาหารคือ หญ้าเนเปียร์ 2 ส่วน อาหารสำเร็จรูป 1 ส่วน ให้อาหารอย่างเต็มที่วันละ 2 ครั้ง แล้วในบางครั้งอาจแถมมื้อเที่ยงด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นอาหารวัว คุณวิชิตบอกว่าใช้น้อยมาก ถือว่าลงทุนต่ำมาก เพราะในเขตพื้นที่ตำบลรวมไทยพัฒนามีวัตถุดิบทุกอย่างที่ใช้เป็นอาหารวัวครบทุกชนิด โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อจึงทำให้ประหยัดต้นทุนได้มาก แล้วยังระบุว่า วัวกินอาหารประมาณ 5-6 กิโลกรัม ต่อวัน ต่อตัว และวัวตัวหนึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อตัวประมาณ 6,000-10,000 บาท

ลูกค้าที่มาซื้อวัวจากคุณวิชิตส่วนมากมักมาจากเวียดนาม จีน มาเลเซีย เพื่อนำไปใช้ทำอาหาร ทั้งนี้ มีการกำหนดราคาขายวัวจะชั่งเป็นกิโล กำหนดราคาไว้กิโลกรัมละ 90-100 บาท เมื่อขายแล้วหักค่าใช้จ่ายจะได้กำไรเฉลี่ยตัวละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

เจ้าของธุรกิจรายนี้เผยถึงปัจจัยที่นำมาเป็นตัวกำหนดราคาว่า สิ่งที่เป็นตัวแปรคือความต้องการของตลาดและจำนวนวัวในตลาด เพราะถ้ามีจำนวนวัวน้อยแล้วความต้องการมากราคาจะสูง แต่ในทางกลับกันถ้าวัวมีมากเกินไป ถึงแม้ความต้องการของตลาดสูง แต่ก็ไม่มีผลทำให้ราคาสูง เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกแห่งในตลาดค้าวัว ดังนั้น ปัญหาที่พบคือความไม่แน่นอนในเรื่องราคา เพราะอย่างบางคราวขุนวัวไว้อย่างดีมีความสมบูรณ์มาก แต่โชคร้ายในช่วงนั้นราคาวัวตกก็จะทำให้ได้ราคาไม่สูง

ปัจจุบันฟาร์มวัวขุนของคุณวิชิตเลี้ยงวัวไว้จำนวน 40 ตัว ในอนาคตเขาตั้งเป้าว่าจะเลี้ยงไว้ถึงจำนวน 100 ตัว พร้อมกับต้องขยายพื้นที่ออกไปด้วย พร้อมระบุว่า การซื้อวัวฝูงใหม่เข้ามาจะต้องถ่ายเทฝูงเดิมที่เลี้ยงไว้ออกไปเสียก่อน ด้วยการพิจารณาวัวที่เลี้ยงไว้พร้อมขายได้ก็จะไปติดต่อพ่อค้าไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติพ่อค้าเหล่านั้นจะนำวัวเข้ามาเขตไทยทุกอาทิตย์ ทั้งฝูงเล็ก-ใหญ่

ฟาร์มคุณวิชิตใช้คนงานประมาณ 3-4 คน มีหน้าที่ในการทำความสะอาดบริเวณที่วัวอยู่ ให้อาหาร ดูแลทั่วไป มีการนำขี้วัวมาตากแห้งแล้วบรรจุในกระสอบขายราคากระสอบละ 30 บาท (ประมาณ 15 กิโลกรัม) มีคนมารับซื้อถึงฟาร์ม

คุณวิชิต บอกว่า มีชาวบ้านทำอาชีพกันอยู่บ้าง แต่เลี้ยงวัวไม่กี่ตัวแล้วมักเลี้ยงไปเรื่อยๆ พอใจขายเมื่อไรก็ขาย ต่างจากของเขาเพราะทำเป็นลักษณะธุรกิจที่ต้องกำหนดเวลาให้แน่นอน มิเช่นนั้นกระทบต่อต้นทุนถ้านานเกินไป

“อาชีพเลี้ยงวัวขาย ไม่ยากอย่างที่คิด ในระยะแรกอาจต้องใช้เงินลงทุนมากสักหน่อย แต่ถ้าชาวบ้านใส่ใจกับการเลี้ยงอย่างเต็มที่ก็จะสามารถทำให้มีรายได้อย่างดี แล้วยังเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในช่วงที่ราคาพืชผลตกต่ำ หรือหากประสบปัญหาภัยแล้ง การหันมาเลี้ยงวัวขายก็อาจเป็นอีกแนวทางที่ช่วยเหลือได้” เจ้าของฟาร์มโคขุน กล่าว

สอบถามรายละเอียดหรือต้องการซื้อโคขุนติดต่อ คุณวิชิต อำพลรุ่งโรจน์ ได้ที่ โทรศัพท์ (092) 736-3214

“โจ๊ะมาโลลือหล่า” ของคนปกากะญอ บ้านสบลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ

“โจ๊ะมาโลลือหล่า” ของคนปกากะญอ บ้านสบลาน

หมู่บ้านสบลาน ตั้งอยู่กลางหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบหลายเทือก เช่น ดอยกะจื่อโจ๊ะ ผาลาย ม่อนดอก สามม่วง ป่าช้าลัวะ ห้วยหมี ห้วยโป่ง สันโป่ง สามธง ผาแดง สันซาง ผาหลวง สันก๋อย ผาผึ้ง ดอยสาม เป็นต้น กำเนิดของลำห้วยน้อยใหญ่หลายสาย แต่ละสายต่างไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำ 3 สาย แม่น้ำลานเงิน แม่ลานคำ และแม่ลานหลวง ทั้ง 3 สาย ไหลหลั่งพรั่งพรูมารวมกันเป็นแม่น้ำขาน แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิง

โดยเฉพาะแม่น้ำลานหลวงและแม่น้ำลานคำ ไหลมาจากพื้นที่ดอยสูง เหนือหมู่บ้านเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์โจ๊ะมาโลลือหล่า” หรือ “โรงเรียนวิถีชีวิตของชุมชน” ถัดจากหมู่บ้านเป็นนาข้าว ไร่หมุนเวียน ป่าใช้สอย ป่าความเชื่อ ป่าอนุรักษ์ ลำดับมาเป็นชั้นๆ

บ้านสบลาน อยู่ห่างจากเทศบาลตำบลสะเมิงใต้ เพียง 14 กิโลเมตร ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประปาภูเขา ใช้น้ำฝนและน้ำบ่อในการบริโภค ถนนส่วนใหญ่เป็นลูกรัง สลับคอนกรีตบางช่วง ชาวบ้านเดินเท้าและรถจักรยานยนต์ หากมีคนเจ็บป่วยชาวบ้านจะรักษาด้วยสมุนไพรและคาถาอาคมทางไสยเวทย์ ยกเว้นอาการไม่ดีขึ้นจึงส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสะเมิง

ย้อนหลังไปราวสัก 200 ปี บริเวณนี้เคยเป็นถิ่นอาศัยของชาวละว้า จากหลักฐานซากวัดเก่าที่มีอยู่ สันนิษฐานกันว่า ผู้คนย้ายหนีเพราะเกิดโรคระบาด ต่อมาราวปี พ.ศ. 2400 ครอบครัวกลุ่มชาติพันธุ์ปกากะญอ จากบ้านห้วยหยวก ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานพร้อมกับตั้งชื่อบ้านว่า “สบลาน” เนื่องมาจากการที่แม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำลานหลวงและแม่น้ำลานคำ ไหลมา “สบ” หรือบรรจบกันบริเวณนี้

บ้านสบลาน เป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งลุ่มน้ำ สามารถนำคุณค่าธรรมชาติ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างสอดคล้อง ทั้งความเชื่อ พิธีกรรม/ประเพณี การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันทั้งชุมชน เพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน ใช้โครงสร้างทางสังคม ความเชื่อที่เคารพธรรมชาติ ผ่านสำนึก เคารพและเกรงกลัวต่ออำนาจธรรมชาติที่เรียกว่า “ผี” มีคำสอนที่เป็นชุดความรู้พื้นถิ่นของชาติพันธุ์ปกากะญอที่สืบสานส่งทอดกันมากกว่า 700 ปี ทั้งในรูป “นิทาน” และ “ทา” หรือ “ลำนำของชนเผ่า” มีการจัดทรัพยากรธรรมชาติโดยการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นการจัดการ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ควบคู่การใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างยั่งยืน

ในพื้นที่ป่าของชุมชนบ้านสบลานจำนวนราว 10,000 ไร่ นั้นพบว่า ประมาณ 50% จัดแบ่งเป็นพื้นที่ความเชื่อของผู้คนปกากะญอออกเป็นหลายป่า ทั้งป่าผีบรรพชน ป่าช้าผู้ใหญ่ ป่าสะดือ ป่าช้าเด็ก รวมไปถึงป่าอนุรักษ์ถาวรที่ห้ามใครรบกวน และป่าอนุรักษ์ที่ให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี

สำหรับการเพาะปลูกในระบบไร่หมุนเวียนของปกากะญอ บ้านสบลานนั้น ใช้พื้นที่เพาะปลูกในช่วงระยะหนึ่ง จากนั้นจะย้ายไปพื้นที่ใหม่ เพื่อปล่อยให้ดินคืนความสมบูรณ์ โดยทิ้งระยะพักฟื้นราว 7 ปี ไร่ที่รอการฟื้นตัวเรียกว่า “ไร่เหล่า” ระหว่างรอจะหมุนเวียนไปใช้พื้นที่แปลงอื่นเพาะปลูก เมื่อครบ 7 ปี จึงหมุนเวียนกลับคืนมาใช้เพาะปลูกอีกครั้ง วิธีนี้ช่วยรักษาความหลากหลายของระบบนิเวศคืนสู่สภาพเดิม ต้นไม้จะเติบโตในช่วงเวลาที่เป็นไร่เหล่า กลายเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่

อย่างไรก็ดี พื้นที่ไร่หมุนเวียนดั้งเดิมนี้จะตกทอดจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน หากต้องการทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ใหม่จะต้องได้รับการยินยอมจากชุมชนและทำตามกฎข้อห้ามในการเลือกพื้นที่ ถือเป็นอุบายอันแยบยล เช่น ห้ามเลือกพื้นที่ที่มีน้ำขัง เพราะเชื่อว่าเป็นการลบหลู่ผีน้ำ ห้ามเลือกพื้นที่กิ่วดอย เพราะเชื่อว่าเป็นทางเดินของผี เป็นที่อัปมงคล หากฝืนทำจะได้ผลผลิตน้อย เป็นต้น

นอกจากทำไร่หมุนเวียนแล้ว ชาวปกากะญอยังให้ความสำคัญกับการทำนา พื้นที่นาในบ้านสบลานจัดโซนอยู่รอบหมู่บ้าน อาศัยเหมืองฝายนำน้ำเข้านา เป็นระบบธรรมชาติที่ใช้วิธีขุดร่องน้ำลัดเลาะตามชายเขา ผันน้ำจากลำห้วยเข้ามายังนาข้าว ในเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีพิธีเลี้ยงผีฝายเพื่อให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์

พะตีต๋าแยะ ผู้นำปกากะญอ บ้านสบลาน เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มองว่าถ้าให้เด็กออกไปเรียนข้างนอกทั้งหมด “ป่าไม่อยู่แน่” จึงสร้างโรงเรียน “โจ๊ะมาโลลือหล่า” หมายถึง โรงเรียนแห่งวิถีชีวิต สอนให้เด็กรักท้องถิ่น เพื่อต้องการให้ผืนป่าคงอยู่

อาจกล่าวได้ว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้วิถีวัฒนธรรมมาเป็นต้นแบบสอดคล้องกับการดำรงชีพ ส่งผลให้ผู้คนกินดีอยู่ดี เด็กๆ ต่างก็เล่าเรียนในโรงเรียนที่สร้างสำนึกรักท้องถิ่น เป็นที่หวังได้ว่าป่าและสายน้ำในพื้นที่บ้านสบลาน คงอยู่รอดปลอดภัยแน่

ปลูกเบญจมาศตัดดอกขาย สร้างรายได้ทุกวัน ที่สระบุรี คู่แข่งน้อย ราคาคงที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

ปลูกเบญจมาศตัดดอกขาย สร้างรายได้ทุกวัน ที่สระบุรี คู่แข่งน้อย ราคาคงที่

เบญจมาศ เป็นไม้ตัดดอกชนิดหนึ่งที่มีการปลูกเลี้ยงกันในหลายพื้นที่ เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส ปลูกเลี้ยงง่าย มีหลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นไม้ที่มีขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 75-80 เซนติเมตร ตามกิ่งก้านและลำต้นมีขนละเอียด ใบเรียวรี ขอบใบหยัก ใบสีเขียวอ่อนๆ ทั่วทั้งใบ ดอกกลม กลีบใบซ้อนมีหลากหลายสี

หากท่านใดอยากชมความสวยงามของดอกเบญจมาศกว่า 100 ไร่ ขอแบ่งปันความสวยงามที่ สวนดอกเบญจมาศบิ๊กเต้ ตั้งอยู่ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แหล่งปลูกดอกเบญจมาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของมวกเหล็ก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

จุดเริ่มต้นของการปลูกดอกเบญจมาศ

คุณภูธนะ พรหมพิทักษ์ หรือ ต๊ะ เกษตรกรหนุ่มไฟแรง วัย 26 ปี จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ผันตัวเองมาเป็นหนุ่มบ้านไร่สานต่อธุรกิจครอบครัว

คุณภูธณะ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวของตนเองประกอบธุรกิจส่วนตัวมาก่อน แต่ด้วยความที่สนใจในอาชีพเกษตรของคุณพ่อและคุณแม่ มีแนวคิดอยากปลูกพืชสักชนิด ทำเป็นธุรกิจนอกเหนือจากที่ทำอยู่ จึงออกตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ มองหาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร และจากการได้ออกพื้นที่ ทำให้ได้เห็นอาชีพการปลูกดอกเบญจมาศตัดดอกของเกษตรกรบนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกทำเป็นธุรกิจ ประกอบกับแนวคิดที่ว่า ปลูกดอกเบญจมาศมีคู่แข่งน้อย ราคาไม่แกว่ง อะไรที่คนทำได้น้อย และทำยาก ย่อมไม่ล้นตลาด

ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพอากาศที่ใกล้เคียง เหมาะสมที่จะปลูก อีกทั้งยังห่างจากกรุงเทพมหานครไม่มาก ใช้เวลาในการขนส่งไปยังพ่อค้าแม่ค้าไม่นานเหมือนกลุ่มผู้ผลิตทางเหนือ ซึ่งสามารถลดการสูญเสียของผลผลิตที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ ทางครอบครัวจึงตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณนี้ทำเป็นฟาร์มเบญจมาศตัดดอก

วิธีการปลูก

คุณภูธณะ และพี่ชายคือ คุณเต้ เริ่มปลูกเบญจมาศตัดดอก ครั้งแรกเพียง 5 ไร่ ก่อนอื่นต้องคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะปลูก ว่าตอบสนองต่ออากาศ ปุ๋ยหรือไม่ พอได้พันธุ์ที่เหมาะสม ต้องดูตลาดอีกว่าตลาดต้องการดอกแบบไหน พอลงตัวทั้งสองอย่างถึงจะลงปลูก ภายในโรงเรือนขนาดความสูงประมาณ 2-3 เมตร ด้านข้างเปิดให้อากาศถ่ายเท ส่วนด้านบนใช้พลาสติกใสทำเป็นหลังคาป้องกันฝนและแดดในช่วงที่ไม่ต้องการแสง เบญจมาศเป็นไม้ล้มลุก ชอบอากาศเย็น ชื้น แต่ดินไม่แฉะ ห้ามให้ดินแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า พอตัดดอกทิ้ง ต้องตีดินลงพันธุ์ใหม่ สวนมีต้นพันธุ์เอง

ต้นพันธุ์จะไม่ปล่อยให้มีดอกแล้วเอายอดมาเพาะพันธุ์อย่างเดียว เจ้าของเด็ดยอดต้นพันธุ์มาชำให้เกิดราก แล้วนำมาปลูกในแปลง

วิธีการเตรียมแปลง

ที่ฟาร์มแห่งนี้อยู่บนภูเขา จะมีปัญหาตรงที่มีแต่ดินลูกรัง ฟาร์มจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีนำเอาขุยมะพร้าว แกลบ ขี้วัว เอามาลงในแปลง แล้วก็ตีดินผสมให้เข้ากัน ให้กระจาย ทำเพียงเท่านี้ก็สามารถปลูกได้แล้ว ความกว้างของแปลงปลูกประมาณ 90 เซนติเมตร ความยาวแล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่

“ที่ฟาร์มของผม จะยกร่องเหมือนกับการปลูกผักทั่วไป 1 แปลง จะปลูกประมาณ 10-12 แถว แต่ละแถวจะปลูกประมาณ 150 ต้น ซึ่งต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกจะได้จากการนำกิ่งพันธุ์มาปักชำจนเกิดรากเดินได้ระยะหนึ่ง จากนั้นจะนำมาปลูกในแปลงที่มีการควบคุมแสง ปุ๋ย น้ำ ตลอดจนโรคแมลงที่เกิดขึ้น ปุ๋ยจะเป็นปุ๋ยละลายเร็ว สูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเร่งโครงสร้างลำต้นให้สมบูรณ์ และเมื่อโครงสร้างได้ตามที่ต้องการ ก็จะเริ่มเร่งดอก โดยใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ช่วยกระตุ้น” คุณภูธนะ บอก

การดูแลรักษา

“ที่โรงเรือนของเราจะมีพลาสติกคลุมไม่ให้ดอกเบญจมาศโดนฝน พอเป็นดอกโดนฝนน้ำจะเข้า จะทำให้ดอกเน่า วิธีคือพยายามอย่ารดที่หน้าดอก ให้รดตรงโคนต้น ถ้าใช้แรงงานคนรดจะดีเพราะเราสามารถคอนโทรลได้ ส่วนเรื่องโรคและแมลงดูตามสถานการณ์ ถ้าเจอโรคแมลงเราก็ฉีดพ่นตามปกติ แต่ยาเราเป็นยาออร์แกนิก แต่ถ้าจะให้ดี ผมแนะนำให้จัดตารางไว้เลยว่าเราจะฉีดยาวันไหน ประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้ง ก็ได้” คุณภูธนะ กล่าว

เทคนิคบังคับดอกออกตลอดทั้งปี

เบญจมาศที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพืชอายุสั้น เมื่อกลางวันสั้นกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะเริ่มสร้างตาดอก แต่ดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงวันสั้นกว่าประมาณ 13 ชั่วโมง ดังนั้น หากปลูกเบญจมาศในช่วงวันสั้น เบญจมาศจะออกดอกเร็วหรือให้ดอกเมื่อต้นยังเล็กอยู่ ส่วนเมื่อกลางวันยาวกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกที่ผิดปกติ ดังนั้น จึงใช้การบังคับช่วงวันให้เบญจมาศสร้างดอกเมื่อต้องการได้ตลอดทั้งปี

การบังคับไม่ให้เบญจมาศออกดอก จะต้องให้แสงไฟช่วงกลางคืน เนื่องจากประเทศไทยมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่วโมง ตลอดทั้งปีจึงจำเป็นต้องให้แสงช่วงกลางคืนแก่เบญจมาศตลอด ซึ่งระยะเวลาการให้แสงจะยึดหลักให้มีช่วงมืดไม่เกิน 4 ชั่วโมง ปริมาณแสงที่ใช้ 8-100 ลักซ์ (LUX) ที่ระดับแปลง โดยติดตั้งระบบหลอดไฟ 2 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกระแสไฟด้วย ดังนั้น จึงควรตรวจวัดความเข้มของแสงด้วยอุปกรณ์วัดแสงเพื่อให้มั่นใจว่าเบญจมาศได้รับแสงอย่างถูกต้อง และไม่ออกดอกก่อนกำหนด

ระยะการเก็บเกี่ยว

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จะทำให้รักษาคุณภาพเบญจมาศได้ดี มีอายุการปักแจกันทนทาน ดังนั้น การตัดดอกเบญจมาศจะตัดดอกเมื่อกลีบดอกบานเต็มที่ หรือประมาณร้อยละ 75 และก่อนที่เกสรตัวผู้หรือกลีบดอกชั้นในจะบาน ควรตัดให้ช่อดอกยาว 70-75 เซนติเมตร และทำให้เหลือตอไว้ 10 เซนติเมตร หากตัดต่ำกว่านี้ก้านจะแข็งเกินไป และดูดน้ำได้น้อย

จุดแข็งและการตลาด ฟาร์มบิ๊กเต้

อย่างแรกคือ การตลาด ทางฟาร์มใช้วิธีสำรวจตลาดด้วยตัวเองว่าตลาดต้องการแบบไหน ต้องการดอกที่ขนฟูๆ มีกลีบเยอะๆ สีขาว เหลือง ชมพู คือสิ่งที่ตลาดต้องการเราก็ทำให้ได้

“การตลาดบางครั้งเราไปขายให้เขาถึงหน้าสวนเขาก็ไม่เอา คือดอกไม้จะมีหน้าหนาวจะปลูกได้เยอะ พอหน้าร้อนจะปลูกไม่ได้ มันต้องมีเทคนิค ทีนี้พอเราทำตอนแรกเราก็ทำได้แค่หน้าหนาวของก็ล้นตลาด ขายให้เขา เขาก็ไม่เอา เขากลัวว่ารับของเรามาแล้ว เจ้าที่เขารับประจำจะรู้แล้วก็ไม่ส่งให้ เราจึงต้องอาศัยความต่อเนื่อง มีของส่งให้ลูกค้าตลอด ราคาก็จะได้เท่าเดิม หน้าร้อน หรือหน้าหนาว ส่งราคาเท่ากันหมด ไม่ใช่พอหน้าร้อนดอกไม้ปลูกยากเราถือโอกาสขึ้นราคา ถ้าทำแบบนี้เราก็ขายได้แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อๆ ไปลูกค้าก็จะไปรับจากเจ้าอื่น และต้องบอกอีกว่าจุดได้เปรียบของฟาร์มเรา คือเราทำได้ทั้งปี เราไม่ได้ปลูกทีเดียวแล้วตัดหมด เราจะทำทีละไร่สองไร่ ค่อยๆ ทยอยปลูก แล้วก็ทำหมุนเวียน ทำให้เราสามารถมีดอกไม้ขายให้ลูกค้าได้ทุกวัน ราคาของเราจะมาตรฐาน ขายเป็นกิโลกรัม ต่อ 1 กำ ขายปลีก 100 บาท ขายส่ง 70 บาท แหล่งส่งที่ตลาดไท ปากคลองตลาด สี่มุมเมือง แล้วก็ตลาดตามร้านดอกไม้ทั่วไป โดยลูกค้าหลักของเราอยู่ทางภาคอีสาน ส่วนรายได้เดือนหนึ่งตัดได้ 15 วัน คือตัดวันเว้นวัน คิดเป็นจำนวนเงินที่ได้ต่อเดือนประมาณ 337,500 บาท ทั้งนี้ ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย” คุณภูธนะ กล่าว

คุณภูธนะ ยังทิ้งท้ายอีกว่า สำหรับท่านที่สนใจอยากปลูกดอกเบญจมาศเพื่อตัดดอกขาย ตลาดยังไปได้อีก เพียงแต่ต้องใส่ใจ ดูแลทุกวัน ไม่ใช่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง สองสามวันดูทีหนึ่งไม่ได้ หากสนใจอยากได้ความรู้ ติดต่อสอบถามได้ที่ สวนบิ๊กเต้ เลขที่ 172 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (080) 455-0659 ยินดีให้คำปรึกษา

อนุรักษ์กล้วยไข่ กำแพงเพชร ขับเคลื่อนผ่าน “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

สกู๊ปพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา/เรื่อง สุจิต เมืองสุข/ภาพ

อนุรักษ์กล้วยไข่ กำแพงเพชร ขับเคลื่อนผ่าน “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร”

กล้วยไข่ เป็นอีกไม้ผลที่ไม่เพียงมียอดจำหน่ายในประเทศสูง ขณะเดียวกัน ในกลุ่มตลาดผลไม้ที่ไทยส่งออกต่างประเทศถือว่ากล้วยไข่มียอดสูงในระดับที่น่าพอใจด้วยเช่นกัน

ปัญหาประการหนึ่งของกล้วยไข่คือคุณภาพ ที่ผ่านมาพบว่าคุณภาพกล้วยไข่ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าคุณภาพกล้วยไข่จะไม่ได้สร้างปัญหาต่อตลาดในประเทศก็ตาม แต่คงเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าชาวสวนปลูกกล้วยไข่ได้คุณภาพส่งขายต่างประเทศเพื่อจะได้ราคาสูง

“กำแพงเพชร” เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องกล้วยไข่มาช้านาน เนื่องจากชาวบ้านปลูกกันมาตั้งแต่ปี 2465 ตลอดเวลานับแต่อดีตคุณภาพกล้วยไข่ของกำแพงเพชรสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด จนพูดกันติดปากว่า “กล้วยไข่กำแพง” แล้วที่สำคัญผลไม้ประจำถิ่นชนิดนี้ยังผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่นคือ งานเทศกาลสารทไทย กล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2424 เป็นต้นมา

เมื่อปี 2556 ทีมงานเทคโนฯ ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อจัดทำสกู๊ปพิเศษกล้วยไข่ ในคราวนั้นได้พูดคุยกับนักวิชาการเกษตรของจังหวัดพบว่า แต่เดิมมีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่นับหลายหมื่นไร่ แต่มาประสบปัญหาภัยธรรมชาติกับโรคพืชจึงทำให้พื้นที่การปลูกลดลงหลักพันไร่ จนทำให้ผลผลิตตกลงอย่างน่าใจหาย

นักวิชาการ ชี้ว่า ปัญหาแรกและเป็นปัญหาหลักสำคัญคือ ลมพายุ ซึ่งภายใน 1 ปี จะเกิดขึ้น 2 ช่วง ที่จะพัดเข้ามาทางจังหวัดกำแพงเพชร ช่วงแรก เป็นลมพายุช่วงฤดูแล้ง จะพัดผ่านมาประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน โดยในช่วงนั้นกล้วยไข่กำลังเจริญเติบโต ความรุนแรงของลมทำให้ต้นกล้วยไข่หักและโค่นล้ม

ช่วงที่สอง เป็นลมพายุช่วงฤดูฝน จะพัดเข้ามาราวเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยในช่วงนั้นกล้วยไข่กำลังตกเครือ ขณะเดียวกัน เป็นช่วงที่ราคากล้วยไข่มีราคาสูง พอมีลมพายุพัดเข้ามา กล้วยไข่ได้รับความเสียหาย ฉะนั้น เหตุการณ์ทั้งสองช่วงจึงทำให้เกษตรกรชาวสวนเกิดความท้อแท้

ปัญหาประการต่อมาคือเรื่องโรคกล้วยไข่ ที่พบมากคือ โรคใบไหม้ เมื่อโรคนี้เกิดมีการระบาดมาก ขณะเดียวกัน เกษตรกรนำพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่ออีก จึงมีการแพร่ระบาดอย่างหนักขึ้น

และปัญหาประการสุดท้ายคือ เรื่องแรงงาน เพราะกล้วยไข่เป็นไม้ผลที่ต้องเอาใจใส่มากในทุกกระบวนการปลูก ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่งหน่อ ทางใบ การดูแลเรื่องน้ำ เรื่องดิน และการบริหารจัดการในสวน ดังนั้น หากเกษตรกรมีจำนวนคนดูแลเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไปแล้วไม่สอดคล้องกับเนื้อที่ปลูก ก็จะส่งผลต่อการปลูกและผลผลิตที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดวิกฤตกล้วยไข่กำแพงเพชร มีบางจังหวัด อย่างจันทบุรี ชุมพร เพชรบุรี สามารถปลูกกล้วยไข่ได้อย่างมีคุณภาพ เป็นแหล่งที่ต้องยอมรับว่าปลูกกล้วยไข่ที่เน้นคุณภาพเพื่อการส่งออก แต่ถึงกระนั้นด้วยความมีเสน่ห์ในรสชาติของกล้วยไข่กำแพงเพชรที่มีความหวาน หอม เนื้อละเอียด เปลือกบาง มีขนาดผลที่พอเหมาะต่อการรับประทาน จึงทำให้กล้วยไข่กำแพงเพชรยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างไม่เสื่อมคลาย

สิงหาคม 2559 ทีมงานลงพื้นที่กำแพงเพชรอีกเพื่อติดตามดูสถานการณ์กล้วยไข่ แล้วพบว่าคนในจังหวัดกำแพงเพชรมีความเคลื่อนไหวรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หาทางแก้ปัญหาเพื่อหวังจะกลับมาทวงแชมป์คุณภาพกล้วยไข่อีกคราว

หนึ่งในกลุ่มที่ขับเคลื่อนการพัฒนาและอนุรักษ์กล้วยไข่ของจังหวัด มีชื่อว่า “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร” โดยมี คุณนพพล เทพประถม อยู่บ้านเลขที่ 108/1 หมู่ที่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร รับหน้าที่เป็นประธาน

คุณนพพล กล่าวถึงภาพรวมกล้วยไข่กำแพงเพชรขณะนี้ว่า มีการรณรงค์ให้ชาวบ้านกลับมาปลูกกล้วยไข่กันใหม่ ทั้งนี้ เพราะตลาดผู้บริโภคหลายแห่งติดใจรสชาติกล้วยไข่กำแพงเพชร แล้วต้องการให้มีปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม จากนั้นทางจังหวัดจึงมีการส่งเสริมจัดทำเป็นโครงการเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นกล้วย GI หรือชูให้เป็นไม้ผลประจำถิ่น แล้วพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกกันเพิ่มขึ้น

ประธานกลุ่มเผยถึงแนวทางการอนุรักษ์กล้วยไข่กำแพงเพชร ได้วางแผนพร้อมลงมือปฏิบัติกันมาเป็นเวลา 15 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นทำกันอยู่ในกลุ่มเล็กจำนวน 20 กว่าราย แล้วค่อยๆ ขับเคลื่อนจนกระทั่งได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2554

“วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร” ถือเป็นกลุ่มแรกที่บุกเบิกการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ของจังหวัด โดยมีการแบ่งซอยออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อให้มีการทำงานแบบครบวงจร

คุณนพพลชี้ถึงสาเหตุที่เป็นตัวแปรสำคัญทำให้ผลผลิตกล้วยไข่กำแพงเพชรขาดความคงที่คือ เกิดจากภัยธรรมชาติ และรองลงมาคือ โรคใบไหม้ ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดที่จะต้องมีลมพายุพัดเข้ามาในช่วงที่กล้วยกำลังมีผลผลิตหรือเป็นกล้วยสาวในทุกปี เป็นช่วงต้นฝน

ส่วนโรคใบไหม้ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ทางเกษตรจังหวัดกำลังแก้ไขปัญหา ซึ่งมีชาวบ้านหลายคนชี้ว่าควรย้ายแปลงปลูกไปที่อื่น ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม แต่ในความเป็นจริงคงทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะแต่ละครัวเรือนมีที่ดินน้อย จำต้องปลูกอยู่ที่เดิม ดังนั้น ชาวบ้านจึงแก้ปัญหาตัวเองด้วยการเลิกปลูกกล้วยไข่แล้วหันไปปลูกพืชไม้ผลอื่นแทน

“อย่างไรก็ตาม เคยอ่านงานวิจัยศึกษาโรคใบไหม้ว่า โรคชนิดนี้จะอยู่กับดินเดิมเป็นเวลานานถึง 3 ปี หากยังคงปลูกพืชชนิดเดิมอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนบ้างโรคนี้ก็จะหายไป แล้วก็สามารถกลับมาปลูกกล้วยไข่ได้อีกต่อไปในพื้นที่เดิม ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือพยายามชักชวนผู้ปลูกรายใหม่ที่สนใจปลูกกล้วยไข่และใช้พื้นที่จำนวนไม่เกิน 1 ไร่

แนวทางการอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรมวางไว้อย่างไร?

ถ้ามองในเรื่องความคุ้มค่าในตัวเงินแล้ว การปลูกกล้วยไข่ถือว่าคุ้มค่า ขณะเดียวกัน ยังเป็นการรักษาชื่อเสียงของจังหวัดไว้ด้วย ดังนั้น ถ้าช่วยกันปลูกเพิ่มขึ้นทีละต้นหรือสองต้นถือว่ามีความหมายในทางที่ดี รวมทั้งยังถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยไม่ต้องไปหวังว่าจะต้องปลูกเพิ่มขึ้นจำนวน 100-200 ไร่ หรือแม้แต่การคิดหวังไปถึงการส่งออกต่างประเทศก็ยังไม่จำเป็นต้องคิด

“ตอนนี้ เพียงแค่หวังไว้อย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้ชาวบ้านกลับมาปลูกกล้วยไข่เพิ่มขึ้น หรือบางคนที่เลิกปลูกก็ให้หันกลับมาปลูกใหม่ แล้วไม่ต้องไปปลูกมาก ขอให้ใช้พื้นที่ปลูกขนาดเล็กแล้วปลูกแบบมีคุณภาพเต็มที่ จากนั้นให้แต่ละแปลงรวบรวมผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาด”

ประธานกลุ่ม บอกว่า ผลจากการที่กลุ่มได้สร้างคุณภาพผลผลิตตามแผนงานที่วางไว้ ทำให้ที่ผ่านมาเริ่มเห็นรูปธรรมที่ชัดเจน จนในขณะนี้หลายหน่วยงานได้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ มีการสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ แต่ต้องเข้าใจว่าเวลานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และอย่าหวังเรื่องผลผลิตที่สูง คงต้องใช้เวลาค่อยๆ เพิ่มจำนวนไปทีละขั้นตอน

การวางแผนช่องทางการตลาด

มีการกำหนดผู้ปลูกออกเป็น 2 กลุ่มที่ชัดเจน กลุ่มแรกอาจเป็นผู้ปลูกที่มีเนื้อที่จำนวนมาก มีการบริหารจัดการที่ดี เน้นการสร้างคุณภาพเต็มที่ ดังนั้น กลุ่มนี้จะมีพ่อค้าจากตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ที่เป็นขาประจำวิ่งเข้าไปรับซื้อที่สวน อีกกลุ่มเป็นผู้ปลูกรายเล็กก็จะมีคนมารับซื้อไปวางขายตามแผงริมทาง หรืออาจนำไปขายบริเวณตลาดมอกล้วยไข่

ในช่วงแรกถ้าจำนวนผลผลิตทั้งหมดยังมีไม่มากพอ คงวางจำหน่ายเฉพาะภายในพื้นที่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี S/P, แม็คโคร ที่แจ้งความต้องการขอรับซื้อผลผลิต แต่คงต้องชะลอไปก่อนเนื่องจากยังไม่สามารถจัดหากล้วยตามฤดูกาลได้ รวมถึงยังต้องมาจัดให้เข้าเป็นระเบียบระบบเสียก่อน ตั้งแต่การปลูก การดูแล การเก็บผลผลิต เนื่องจากผู้รับซื้อรายใหญ่จะมีเงื่อนไขรายละเอียดที่เคร่งครัดมาก

รูปแบบการขาย

คุณนพพล เผยว่า แต่เดิมการขายกล้วยของชาวบ้านใช้วิธีนับตั้ง และผู้รับซื้อแต่ละรายก็ไม่มีมาตรฐานในการกำหนดหวี ในแต่ละเครือบ้างกำหนดเป็น 3 หวี บ้างกำหนดเป็น 4 หวี ส่วนหวีขนาดเล็กหรือไม่สวยก็มักแถมไป ทั้งนี้ มักกำหนดราคารับซื้อหวีละ 20 บาท จึงทำให้ชาวบ้านมีรายได้ 60-80 บาท ต่อเครือ ฉะนั้น จึงมองว่าการกำหนดราคาขายเช่นนี้ไม่เกิดมาตรฐานและไม่ยุติธรรมดีพอ

“แต่การกำหนดวิธีขายแบบใหม่ที่ผ่านการตกลงของกลุ่มมาแล้ว เห็นว่าควรมีการกำหนดราคาขายแบบชั่งเป็นกิโล ทั้งนี้ เนื่องจากไม้ผลพืชทั่วไปล้วนใช้หลักการชั่งเป็นกิโลทั้งนั้น และกล้วยไข่ควรใช้แนวทางเดียวกัน เพราะแนวทางนี้มีมาตรฐานที่กิโลซึ่งมีจำนวน 10 ขีดเท่ากันทุกแห่ง จึงไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และเท่าที่ทราบหลายแห่งได้ใช้วิธีเช่นนี้มานานแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของน้ำหนักกล้วย 1 ตั้ง จะอยู่ประมาณ 9-11 กิโลกรัม เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วจึงกำหนดราคาขายไว้ที่กิโลกรัมละ 18 บาท (25 สิงหาคม 2559) คุณนพพล ชี้ว่า วิธีการนี้เพิ่งนำมาใช้ และยังไม่ทั่วทุกแห่งในจังหวัด แต่จะค่อยๆ ปรับให้เป็นแนวทางเดียวกัน

สำหรับราคาขายในกรุงเทพฯ ประมาณหวีละ 70 บาท (25 สิงหาคม 2559) ราคานี้วางจำหน่ายทั่วไป แต่ในกรณีที่วางตามห้างหรือเป็นกล้วยไข่ออร์แกนิกจะวางขายในราคาหวีละ 100 บาท ส่วนราคาที่ส่งออกจากสวนเพียงหวีละ 20 กว่าบาทเท่านั้น

ความไม่แน่นอนเรื่องจำนวนผลผลิตกับคุณภาพผลผลิตในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกกลุ่มมองเห็นว่ายังไม่ควรตั้งราคาขายให้สูงเกินไป ควรรอให้ทุกอย่างนิ่งเสียก่อน แต่ในอนาคตถ้าทุกอย่างปรับปรุงอย่างได้มาตรฐานในทางที่ดีขึ้นแล้ว เห็นว่าคงต้องขยับราคาเพื่อให้ชาวบ้านมีแรงจูงใจในการปลูกเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปรับคุณภาพการผลิตเข้าสู่ระบบ GAP แล้ว

ประธานกลุ่ม เผยว่า จังหวัดอื่นที่ปลูกกล้วยไข่ อย่างจันทบุรี ชุมพร เพชรบุรี เป็นแหล่งที่ต้องยอมรับว่าปลูกกล้วยไข่ที่เน้นคุณภาพเพื่อการส่งออก ขณะเดียวกัน ทางกำแพงเพชรก็ได้มีการไปศึกษาดูงานเพื่อกลับมาวางรูปแบบให้มีมาตรฐานเช่นนั้น แล้วคิดว่าในอนาคตหากกลุ่มมีการสร้างความเข้มแข็งได้อย่างสมบูรณ์ อาจผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกบ้าง เพราะหลายหน่วยงานในจังหวัดเริ่มเห็นความสำคัญและได้ยื่นมือเข้ามาสนับสนุนแล้ว

จึงทำให้ทางกลุ่มได้เร่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตกระทั่งสามารถสู่ระบบการผลิตแบบ GAP เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ มีสมาชิกกลุ่มที่ผ่านมาตรฐานแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทางกลุ่มมีจำนวนสมาชิกกว่า 50 ราย มีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ เฉลี่ยรายละ 3-5 ไร่ มีรายใหญ่ขนาด 70 ไร่ อยู่จำนวน 2 ราย

ส่วนแนวทางอนุรักษ์กำหนดไว้ว่าจะส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้พันธุ์ดั้งเดิมของท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งอาจกระทบปัญหาว่าขณะนี้เหลือคนที่ปลูกกล้วยไข่อย่างจริงจังน้อยมาก ผลผลิตยังไม่นิ่งทั้งคุณภาพและปริมาณ ดังนั้น หากจะบุกตลาดตอนนี้ยังคงไม่ได้เพราะพ่อค้าเองก็ยังไม่มั่นใจและไม่กล้าเสี่ยง

“ฉะนั้น ทุกอย่างจะเริ่มต้นด้วยการพัฒนาสายพันธุ์ ปรับปรุงวิธีปลูก แก้ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติกับโรคให้ได้ก่อน แล้วจึงเริ่มปรับองค์กรให้เข้าสู่ระบบตามหลักสากล ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์หรืออะไรก็ตาม เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของมวลสมาชิกทุกคน รวมถึงยังวางแผนว่าโอกาสต่อไปจะสร้างพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ผูกพันกับกล้วยไข่มาช้านาน เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นพืชประจำถิ่น”

คุณนพพล ชี้ว่า ความผูกพันของชาวบ้านกำแพงเพชรกับกล้วยไข่ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก ถึงแม้บางปีจะเกิดปัญหาหรืออุปสรรคกับการปลูก ทั้งภัยทางธรรมชาติและโรคพืช จนสร้างความเสียหายที่เกิดจากขาดทุน แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดที่จะปลูกต่อไปด้วยความเชื่อมั่นที่ว่าความเป็นพืชไม้ผลประจำถิ่น ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากในจังหวัดมีการจัดตั้งกลุ่มการผลิตกล้วยไข่คุณภาพแยกกันหลายกลุ่ม แต่ละพื้นที่ต่างมีแนวทางวิธีการต่างกัน แต่ทุกแห่งมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างคุณภาพกล้วยไข่กำแพงเพชรให้ดีที่สุด

“พยายามผลักดันคนรุ่นใหม่ให้เป็น SMART FARMER เพื่อเตรียมวางรากฐานขยายตลาดในอนาคต เพราะคนรุ่นใหม่มีแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ตลอดจนมีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังนั้น ถ้าพวกเขาเดินเข้ามาสู่กระบวนการปลูก ก็จะสร้างความมั่นคงให้แข็งแรงต่อไป” ประธานกลุ่ม กล่าว

ไปดูสวนกล้วยไข่คุณภาพ

จากนั้นทีมงานได้ลงพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของสมาชิกกลุ่ม อย่าง คุณป้าพิมพ์ และ คุณลุงไพริน คำพวงวิจิตร เป็นเจ้าของสวน อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 1 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (063) 750-9275 ปลูกกล้วยไข่มานานกว่า 30 ปี ใช้เนื้อที่ปลูก 12 ไร่ จำนวน 2,000 กว่าต้น เป็นพันธุ์กล้วยไข่ดั้งเดิมของกำแพงเพชร

คุณป้าพิมพ์ บอกว่า การปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรนับเป็นเรื่องยาก ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาดในแปลงปลูก อย่าให้รก ปุ๋ยที่ใช้ในตอนเริ่มปลูกใช้สูตรเสมอ 15-15-15 พอตกเครือจะใช้ปุ๋ยน้ำตาลสูตร 21-0-0 ใส่เพื่อเร่งผล

ส่วนปัญหาที่เกิดเป็นประจำคือ โรคใบไหม้ แล้วยังต้องเผชิญกับภัยจากพายุลมแรงที่พัดจนต้นกล้วยหักโค่นเสียหาย ซึ่งลมพายุดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงที่กำลังมีผลผลิต แล้วสังเกตทุกปีมักเกิดขึ้นหลังจากเข้าหน้าฝน ทั้งนี้ ถ้าตกเครือก็ยังช่วยให้ปลอดภัย แต่ถ้าเกิดในช่วงต้นขนาดเล็กตายอย่างเดียว ฉะนั้น เพียงแก้ไขในเรื่องโรคใบไหม้ได้ ก็จะทำให้กล้วยมีคุณภาพดีกว่าเดิม แล้วมีผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย

ผลที่เกิดขึ้นจากปัญหา คุณลุงไพริน ชี้ว่า จากที่สมัยก่อนเคยเก็บหน่อไว้ถึงตอที่ 2-3 ได้ แต่ภายหลังทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะคอยจะขึ้นเหง้า ดังนั้น ในทุกปีจะต้องมีการขุดออกแล้วปลูกเป็นกล้วยรุ่นใหม่

คุณลุงไพรินเผยตัวเลขผลผลิตที่เกิดจากการปลูกกล้วยไข่ที่กำแพงเพชรในแต่ละปีคงไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ภายหลังที่มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มจึงตกลงมีการซื้อ-ขายผลผลิตกันเป็นกิโลกรัม แต่พื้นที่แถวสามเงาจะมีราคาขายกิโลกรัมละ 25 บาท สูงกว่าที่กำแพงเพชรที่มีราคาขายประมาณกิโลกรัมละ 18 บาท

การสะสมประสบการณ์ที่ยาวนานของคุณป้าพิมพ์และคุณลุงไพริน จนเกิดทักษะความชำนาญการปลูกกล้วยไข่ จึงทำให้สวนของพวกเขาได้ผลผลิตประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ และถือเป็นจำนวนผลผลิตที่สูงได้มาตรฐานอย่างมีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเช่นนี้ทุกปี

ความจริงแล้วกล้วยไข่กำแพงเพชรมีรสชาติอร่อยกว่าที่อื่น มีชาวบ้านหลายรายพยายามนำหน่อกล้วยในพื้นที่ออกไปปลูกยังแหล่งอื่นที่ใกล้เคียงจังหวัดกำแพงเพชร แต่พบว่ารสชาติอร่อยน้อยกว่า แม้จะใช้หน่อเดิม ทั้งนี้ คุณลุงไพริน ชี้ว่า น่าจะเกิดจากคุณภาพดินของจังหวัดกำแพงเพชร โดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งถ้าพ้นออกไปแล้ว รสชาติตลอดจนลักษณะผลมักเปลี่ยน

แวะแหล่งขายกล้วยไข่ริมทาง

ก่อนเดินทางกลับทีมงานแวะเยี่ยมเยียนแผงขายกล้วยไข่ที่ตั้งเรียงรายตลอดสองข้างทางถนนสายกำแพงเพชร-พิจิตร ซึ่งผู้ขายมีทั้งแบบมีสวนกล้วยตัวเองแล้วนำผลผลิตมาวางขาย กับอีกแบบคือไปรับซื้อกล้วยจากสวนโดยตรงเพื่อนำมาวางขาย

คุณวิน บุนนาค เจ้าของแผงขายกล้วยไข่รายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า มีสวนกล้วยไข่ของตัวเองขนาด 3 ไร่ และทำอาชีพนี้มานานกว่า 30 ปี นอกจากนั้น ยังรับซื้อกล้วยไข่จากสวนของชาวบ้านที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง อย่างที่ ลำมะโกรก นครชุม และโพธิ์สวัสดิ์ อีกหลายราย

ตลอดเวลากว่า 30 ปี กับการคลุกคลีกล้วยไข่ คุณวินพบว่าเป็นไม้ผลที่ปลูกและดูแลยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะหลังสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมาก ก็ยิ่งทวีความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ (2559) ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งที่มาเยือนตั้งแต่ต้นปี เลยทำให้ได้ผลผลิตน้อย ราคาจึงสูงกว่าปกติ

อีกทั้งยังพบว่าผลกระทบเช่นนี้จึงส่งผลต่อการขายกล้วยไข่ ซึ่งโดยปกติระยะทาง 10 กิโลเมตร ตั้งแต่ทางแยกจะมีร้านขายกล้วยไข่ตั้งเรียงรายมาตลอด แต่ปีนี้หายไปเกินครึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านกำแพงเพชรบางรายสู้ไม่ถอยแล้วคิดจะปลูกต่อไป

หลายคนที่คุ้นกับลักษณะประจำของกล้วยไข่กำแพงเพชรมักทราบว่ามี รสหวานหอม เนื้อแน่น เปลือกบาง ตลอดจนขนาดผลมีความพอดี ซึ่งจุดเด่นเช่นนี้จึงเป็นเสน่ห์ของกล้วยไข่กำแพงที่ทำให้คนทั้งประเทศติดใจ แล้วมักแวะเวียนมาหาซื้อในช่วงที่มีผลผลิตซึ่งมักตรงกับเทศกาลสาร์ทไทย คุณวิน บอกว่า เคยรับกล้วยไข่จากแหล่งอื่นมาขายร่วมกับกล้วยไข่กำแพงเพชร ปรากฏว่าลูกค้าชิมแล้วชอบกล้วยไข่กำแพงเพชรมากกว่าเพราะมีรสหวาน หอม

ผลที่เกิดจากความแห้งแล้งจึงทำให้ในช่วงผลผลิตมีจำนวนกล้วยไข่ไม่มาก โดยมีการกำหนดราคาขายหน้าร้านอยู่ระหว่าง 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ ส่วนแบบขายยกเครือราคาตั้งแต่ 120-250 บาท คุณวิน ชี้ว่า ปีนี้ราคากล้วยไข่สูงกว่าที่เคยพบมาก่อน และคิดว่าราคานี้คงไม่ลดลงแล้วจนสิ้นฤดู เพราะผลผลิตจะทยอยออกมาตลอด จนทำให้ไม่ล้นตลาดจนต้องลดราคา

ผู้ขายกล้วยไข่รายนี้ชี้ว่า ความจริงแล้วตลาดกล้วยไข่กำแพงเพชรไม่มีปัญหาด้านราคา แต่ด้วยความที่การปลูกและการดูแลเป็นไปด้วยความยาก ประกอบกับเจออุปสรรคมากมายทั้งภัยจากธรรมชาติและโรคพืช จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนหลายรายถอดใจเลิกปลูก แล้วหันไปปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแทน ก็ยิ่งทำให้จำนวนผู้ปลูกกล้วยลดลง ขณะเดียวกัน เมื่อมีกล้วยน้อยจึงทำให้ราคาสูงตามไปด้วย

ร้านขายกล้วยไข่ของคุณวิน ตั้งอยู่ริมถนนสายกำแพงเพชร-พิจิตร บริเวณหลัก กม.10 ร้านนี้ไม่ได้ขายแต่กล้วยไข่ แต่ยังขายหน่อกล้วยราคาหน่อละ 10-15 บาท แล้วยังมีกล้วยหอมทองที่ปลูกไว้นำมาขาย นอกจากนั้น ยังรับไม้ผลชนิดอื่นจากชาวบ้านมาวางขายด้วย

ถึงแม้ว่าผลจากภัยแล้งได้สร้างความเสียหายให้แก่ชาวกำแพงเพชรมากมาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรไปปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพ และการจับมือกันของชาวกำแพงเพชรเพื่อหาทางแก้ไขปัญหากล้วยไข่ในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการหวนกลับมาปลูกกล้วยไข่ ผลไม้ประจำถิ่นที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวกำแพงเพชรมายาวนาน

สอบถามรายละเอียดผลผลิตกล้วยไข่เพิ่มเติมได้ที่ คุณนพพล เทพประถม บ้านเลขที่ 108/1 หมู่ที่ 2 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (087) 592-6709

เยี่ยมสวนฝรั่ง บ้านแพ้ว เปิดเทคนิคการผลิต ขายได้ราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนฯ เกษตร

หนึ่งฤทัย แพรสีทอง

เยี่ยมสวนฝรั่ง บ้านแพ้ว เปิดเทคนิคการผลิต ขายได้ราคา

ในช่วงหลายปีมานี้ ต้องยอมรับว่า ฝรั่ง คือพืชอีกชนิดที่อยู่ในกระแสความสนใจของหลายคน เนื่องจากฝรั่งเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่มีราคาสูงอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงนี้เราจะเห็นแปลงปลูกฝรั่งแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในแหล่งปลูกเดิมอย่าง นครปฐม ราชบุรี และพื้นที่ใหม่ๆ แต่จะว่ากันไปแล้ว ฝรั่งดูจะเป็นพืชที่แอบทำเงินเงียบๆ ให้ชาวสวนมาตลอด เพราะฝรั่งไม่ใช่พืชที่ถูกปลุกกระแสจากสื่อต่างๆ เหมือนกับอีกหลายพืชที่ถูกปลุกกระแสจนโด่งดังหรือน่าสนใจเกินความเป็นจริงเสียอีก จึงทำให้พื้นที่ปลูกฝรั่งไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าที่ควรจะเป็น และหลายคนมองข้ามพืชชนิดนี้ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าคุณได้รู้จักพืชชนิดนี้แล้วเชื่อว่าคุณจะกลับมามองฝรั่งในมุมมองใหม่และทิ้งพืชที่คุณกำลังสนใจหันมาปลูกฝรั่งแทนกันเลยทีเดียว

เยี่ยมสวนฝรั่ง

ของชาวสวนรุ่นใหม่

ดีกรี ปริญญาตรี

แม้จะเติบโตมากับอาชีพทำสวน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกหลานชาวสวนจะไม่อยากเดินตามรอยอาชีพของพ่อแม่ ขณะเดียวกันพ่อแม่เองก็อยากให้ลูกหลานได้ทำงานบริษัทที่สุขสบาย ไม่ต้องมายึดอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องตากแดดแทนการตากแอร์ในออฟฟิศ เช่นเดียวกับ คุณวราภรณ์ ขุนพิทักษ์ ที่มีดีกรีถึงปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่จะเลือกทำงานบริษัทในเมืองหลังจากเรียนจบแทนการมาเป็นชาวสวน แต่หลังจากทำงานได้ไม่กี่ปี เธอก็เลือกที่จะมาทำสวน เจริญรอยตามพ่อ-แม่ เพียงเพราะมองว่างานสวนที่บ้านหนักเกินกว่าที่พ่อ-แม่ จะทำไหว ซึ่งที่บ้านทำสวนกว่า 30 ไร่ โดยพืชหลักที่ปลูกก็คือ มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง ส่วนใหญ่จะเป็นมะม่วง

แต่หลังจากที่คุณวราภรณ์เห็นว่าพืชที่ปลูกทั้งหมด ฝรั่งเป็นพืชที่น่าสนใจที่สุด เพราะมะม่วงที่ทำมานานนั้น พื้นที่ 30 ไร่ มีรายได้เพียงปีละ 2-3 แสนบาทเท่านั้น ทั้งยังเป็นมะม่วงพันธุ์ทั่วไปที่เน้นขายป้อนตลาดขายส่งทั่วไป ขณะที่ฝรั่งสามารถให้ผลผลิตเร็ว เพียง 8 เดือน หลังปลูกฝรั่งก็จะสามารถตัดลูกชุดแรกได้แล้ว อีกทั้งผลตอบแทนก็สูง คุณวราภรณ์จึงตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่สวนมาเป็นฝรั่งเพียงอย่างเดียวและปลูกฝรั่งมาตลอด วันนี้คุณวราภรณ์บอกว่า เธอตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเป็นชาวสวน เพราะรายได้จากการทำสวนเพียงเดือนเดียวมันมากกว่ารายได้ที่เธอทำงานบริษัททั้งปีซะอีก ฝรั่งเพียง 10 ไร่ สามารถทำเงินได้หลักแสนต่อเดือน ปีหนึ่งสามารถทำเงินหลักล้านได้ไม่ยาก จากฝรั่งเพียง 10 ไร่ ซึ่งปัจจุบันคุณวราภรณ์มีพื้นที่ปลูกฝรั่งกว่า 24 ไร่

วางแผนการผลิต

ให้ฝรั่งเก็บผลผลิตช่วงแพง

แปลงฝรั่งของคุณวราภรณ์จะมีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่ง 14 ไร่ อีกแปลง 10 ไร่ คุณวราภรณ์ บอกว่า พืชทุกชนิดจะมีช่วงราคาถูก-แพง ในรอบปี ฝรั่งก็เช่นเดียวกันค่ะ มักจะมีราคาถูกในช่วงร้อนหรือประมาณเดือน เมษายน-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลใหญ่ของผลไม้บ้านเรา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มะม่วง เงาะ ทุเรียน มังคุด บุกตลาดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นผลไม้ชนิดอื่นแทบหมดความสำคัญ และช่วงนั้นจะเป็นช่วงตกต่ำของผลไม้ เพราะเป็นช่วงที่มีผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุด ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับราคาช่วงนี้ก็หลีกเลี่ยงที่จะให้มีผลผลิตเก็บขายได้ช่วงที่ผลไม้ประดังกันออกมา ดังนั้น ช่วงนี้คุณวราภรณ์จะไม่ห่อผลฝรั่งเลย ราคาฝรั่งช่วงนี้จะไม่ไกลไปกว่า 10 บาท ต่อกิโลกรัม หน้าสวน

ส่วนช่วงที่ฝรั่งมักมีราคาแพง จะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีผลไม้ชนิดไหนออกสู่ตลาด อย่างช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ช่วงนั้นราคาฝรั่งจะสูง 30-40 บาท ต่อกิโลกรัม (หน้าสวน) กับอีกช่วงคือมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งมีเทศกาลต่างๆ มาก การวางแผนจะให้ฝรั่งเก็บได้ช่วงไหนก็นับย้อนไป 5 เดือน แล้วโน้มกิ่งให้ฝรั่งแตกยอดใหม่ เพื่อที่จะให้ผลผลิต หรือนับจากห่อผลก็ 3 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยฝรั่งที่จะเก็บผลได้ในช่วงสิงหาคม-กันยายน ก็จะต้องโน้มกิ่ง ต้นเดือนมีนาคมซึ่งก็คือช่วงนี้นั่นเอง คุณวราภรณ์โน้มกิ่งหลังจากเก็บผลผลิตชุดใหญ่ขายไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงตรุษจีนที่ผ่านมานี้เอง

ฝรั่ง 10 ไร่

ทำเงินหลักแสนต่อเดือน

ชาวสวนหลายคนที่ทำสวนฝรั่งอาจไม่ได้เก็บข้อมูลตัวเลขการลงทุนและรายได้ แต่คุณวราภรณ์เก็บข้อมูลไว้หมด ซึ่งทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนของการทำสวนฝรั่งได้เป็นอย่างดี คุณวราภรณ์ บอกว่า ฝรั่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว โดยจะมีผลผลิตชุดใหญ่ๆ อยู่ประมาณ 3 ชุด ต่อปี อย่างชุดตรุษจีนที่ผ่านมาซึ่งเป็นชุดใหญ่ พื้นที่ 10 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้มากถึง 44,000 กิโลกรัม ในช่วงเวลาการเก็บ 5-6 วัน (หมดชุด) ราคาช่วงนั้น 25-35 บาท ต่อกิโลกรัม ชุดเดียวทำเงินไปเหยียบล้านเลยทีเดียว โดยฝรั่ง 10 ไร่ จะลงทุนต่อ 1 ชุด เพียงแสนกว่าบาทเท่านั้น

เทคนิคการดูแล

สวนฝรั่งให้ได้คุณภาพ

คุณวราภรณ์ เล่าถึงการดูแลฝรั่งที่สวนว่า ฝรั่ง 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 150-200 ต้น ขึ้นกับสภาพพื้นที่ปลูก และระยะปลูก ที่จะปลูกแบบยกร่องสวน เนื่องจากเป็นเขตที่ลุ่ม ขนาดร่อง 2 เมตร บนร่องปลูก 2 แถว แบบสลับฟันปลา ระยะปลูก ประมาณ 1.5 เมตร ฝรั่งจะเริ่มเก็บได้เมื่ออายุ 8 เดือน หลังปลูก โดยในรอบ 1 ปี จะทำชุดใหญ่ 3 ชุด โดยชุดที่จะมีราคาแพงที่สุด จะเป็นชุดที่เก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นฝรั่งที่จะต้องโน้มกิ่งในช่วงต้นเดือนมีนาคม การโน้มกิ่งฝรั่งจะทำให้ฝรั่งแตกยอดพร้อมกับออกดอกบนกิ่งที่โน้ม โดยจะโน้มกิ่งให้ราบขนานกับพื้นแล้วผูกมัดกิ่งกับหลักไม้ไผ่ พร้อมกับตัดปลายกิ่งเพื่อหยุดการแตกยอดหรือหยุดการเจริญเติบโตของยอด หรือที่ชาวสวนเรียกการหักยอด หรือขลิบยอด ซึ่งฝรั่งจะติดดกหรือไม่นั้นก็ขึ้นกับความสมบูรณ์ของต้น

คุณวราภรณ์ จะดูแลให้ฝรั่งต้นสมบูรณ์ตลอดทั้งปี โดยหลังจากโน้มกิ่งแล้ว จะใส่ปุ๋ย 25-7-7 พื้นที่ 10 ไร่ ใส่ประมาณ 3 กระสอบ หลังจากนั้น อีก 15 วัน ใส่ 16-16-16 อัตราเดิม เมื่อผลโตขนาดเท่าผลส้มจะเปลี่ยนมาใส่ขี้ค้างคาวอัดเม็ดและปุ๋ยอินทรีย์เคมีอัดเม็ดที่มีธาตุอาหารแคลเซียม แมกนีเซียม เป็นส่วนประกอบ (ไบโอฟีด ของ เคโมคราฟ) ซึ่งจะทำให้ฝรั่งผิวสวย ฝรั่งผิวออกขาว ไม่เขียว และรสชาติหวาน กรอบ เนื้อฟู ทางใบพ่นน้ำส้มควันไม้อย่างต่อเนื่องทุก 7-10 วัน เพื่อช่วยในด้านการเจริญเติบโต ความสมบูรณ์ของต้นและยังช่วยแมลงอีกด้วย แคลเซียม-โบรอน พ่นประจำไม่ให้ขาด จะช่วยทั้งเรื่องเพิ่มความสมบูรณ์ของดอก เพิ่มการติดผลดก ขั้วเหนียว ผลกรอบ รสชาติหวาน และช่วงใกล้เก็บเกี่ยวเสริมน้ำตาลทางด่วนเพื่อเพิ่มรสชาติช่วยอีกแรง

นอกจากนี้ จะมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินเป็นระยะๆ ปีละ 3 ครั้ง การพ่นสารเคมีกำจัดโรค-แมลง จะพ่นหนักหน่อยในช่วงก่อนห่อผล 7 วันหลัง แต่หลังห่อผลแล้วก็จะพ่นห่างหน่อย สารเคมีที่ใช้ก็จะเป็นยาพื้นๆ อย่างคลอร์ไพรีฟอส ไซเปอร์เมทริน เมโทมิล สารกำจัดเชื้อราก็ใช้เพียงแมนโคเซ็บ คาร์เบนดาซิม นอกจากว่าเจอโรค-แมลงที่หนักๆ จึงจะใช้ยาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไรรุนแรง ส่วนการให้น้ำ จะให้ 2 วันครั้ง ช่วงร้อนๆ อย่างนี้จะให้น้ำทุกวัน

เมื่อผลขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท จะห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทอง โดยใช้ถุงพลาสติกที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันแมลงวันทองโดยเฉพาะ หน้าตาเหมือนถุงก๊อบแก๊บทั่วไปแต่จะหนากว่า แล้วห่อทับด้วยกระดาษอีกชั้น เพื่อให้ผิวสวย ฝรั่ง 1 ต้น จะห่อประมาณ 100 ลูก ถ้าเลือกไว้ผลมากเกินไปต่อต้นจะทำให้ผลมีขนาดเล็กได้ จึงควรไว้ผลให้พอเหมาะกับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น

คุณวราภรณ์ บอกว่า ฝรั่ง เป็นพืชที่ต้องใช้แรงงานเยอะอยู่ 3 ช่วง คือ ช่วงโน้มกิ่ง จะหนักหน่อยก็ช่วงห่อ ฝรั่ง 10 ไร่ วันหนึ่งต้องห่อ 7-8 คน และต้องห่อ 2-3 วัน จึงจะเสร็จ ถ้าให้เสร็จวันเดียวต้องจ้างมากถึง 20-25 คน และต้องเป็นแรงงานที่มีความชำนาญด้วย อีกช่วงคือ ช่วงเก็บฝรั่ง

ฝรั่งส่วนใหญ่จะมีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5 ปี ต้นก็จะเริ่มโทรม การให้ผลผลิตก็จะสู้ต้นสาวๆ หรือต้นอายุน้อยๆ ไม่ได้ ประกอบกับหลายสวนมีปัญหาฝรั่งตาย ต้นเหตุจากไส้เดือนฝอย ซึ่งยังไม่มีวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลอย่างชัดเจน นอกจากการปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ ร่วนซุย ไม่มีความเป็นกรดมากเกินไปก็จะช่วยลดความรุนแรงของการระบาดลงไปได้บ้าง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา จึงทำให้ชาวสวนฝรั่งมักจะรื้อแปลงปลูกใหม่ เมื่อฝรั่งอายุ 5-6 ปี จึงทำให้เราเห็นแปลงฝรั่งแปลงใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดในพื้นที่เขตนี้ ตราบใดที่ฝรั่งที่ราคาดีอย่างนี้ โดยราคากิ่งพันธุ์ที่จำหน่ายกันอยู่ที่ 12 บาท ต่อกิ่ง 1 ไร่ ประมาณ 150-200 ต้น ซึ่งลงทุนเพียง 2,000 กว่าบาท ต่อไร่ ถือว่าไม่สูงเลยเมื่อเทียบกับพืชอย่างอื่น

ขณะที่ฝรั่งมีจุดเด่นตรงที่ให้ผลผลิตเร็วเพียง 1 ปี อีกทั้งยังมีต้นทุนในการดูแลไม่สูง แต่ผลตอบแทนสูงมาก ชาวสวนเขตนี้ยังยึดอาชีพปลูกฝรั่งมาตลอดหลายสิบปี ยิ่งช่วง 4-5 ปี มานี้ราคาฝรั่งดีมาก ทำให้คนที่เคยปลูกพืชอื่นหันมาปลูกฝรั่งกันมากขึ้น ขณะที่ในพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกฝรั่ง ก็จะกลัวว่าไม่สามารถทำให้ฝรั่งออกดอกติดผลได้ จึงทำให้พื้นที่ฝรั่งเพิ่มขึ้น เฉพาะในพื้นที่แหล่งผลิตเดิมๆ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวราภรณ์ ขุนพิทักษ์ โทร. (091) 782-1263 และ (087) 998-1131

ทองดี-ขาวน้ำผึ้ง ส้มโอคุณภาพดี ที่นครชัยศรี นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ทองดี-ขาวน้ำผึ้ง ส้มโอคุณภาพดี ที่นครชัยศรี นครปฐม

เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดนครปฐม สิ่งสำคัญทางพุทธศาสนาที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี แล้วมักแวะเวียนไปนมัสการคือ องค์พระปฐมเจดีย์ นอกจากนั้นแล้ว ของหวานอย่าง ข้าวหลาม และผลไม้ประจำถิ่น อย่างส้มโอ ยังนับเป็นของรับประทานที่ขึ้นชื่อในจังหวัดนี้ด้วย

ส้มโอนครปฐม เป็นไม้ผลประจำถิ่นที่ชาวบ้านปลูกกันมากในอำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน และอำเภอพุทธมณฑล แล้วมักเรียกกันโดยรวมว่า ส้มโอนครชัยศรี

ส้มโอนครชัยศรี ที่นิยมปลูกและบริโภค มีอยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่

ส้มโอพันธุ์ทองดี มีรสหวานนำอมเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่ขมและซ่า มีเนื้อสีขาวอมชมพูฉ่ำ เปลือกผิวบาง มีเนื้อสีคล้ายทับทิม จึงทำให้ชาวจีนนิยมนำไปไหว้เจ้า

ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อสีขาวอมเหลืองเล็กน้อยคล้ายสีน้ำผึ้ง เปลือกผิวบาง เนื้อแน่น น้ำหนักดี ไม่ขมและซ่า ผลแก่จัดเนื้อแห้งถูกคอคนไทย และชาวต่างชาติ

ส้มโอพันธุ์ขาวพวง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ถ้าแก่จัดรสหวานมากกว่าเปรี้ยว ด้วยลักษณะลูกหัวจุกยาว (คล้ายลูกน้ำเต้า) จึงเป็นอีกพันธุ์ที่ชาวจีนนิยมนำไปไหว้เจ้า

ส้มโอพันธุ์ขาวแป้น รสชาติหวานอมเปรี้ยว ลักษณะผลคล้ายพันธุ์ทองดี เนื้อสีขาว ไม่ค่อยได้รับความนิยม และ

ส้มโอพันธุ์ขาวหอม มีรสเปรี้ยวนำ ลักษณะผลใหญ่ เปลือกบาง น้ำหนักดี

นำ ทองดี และ ขาวน้ำผึ้ง จด

“ผลไม้บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI

ปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ออกสิทธิบัตรให้ส้มโอนครชัยศรี เป็น “ผลไม้บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มโอพันธุ์ทองดีและขาวน้ำผึ้ง เพื่อประโยชน์สำหรับใช้เป็นการค้า

คุณประวิทย์ บุญมี ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนส้มโอนครชัยศรี กล่าวว่า กลุ่มนี้ตั้งมาประมาณ ปี 2548 ปัจจุบัน มีสมาชิก จำนวน 122 ราย ส่วนความจำเป็นที่ต้องนำส้มโอมณฑลนครชัยศรีไปขึ้นทะเบียน GI เพราะพบว่าในพื้นที่มีร้านค้าหลายแห่งนำส้มโอจากแหล่งอื่นมาวางขายร่วมกับส้มโอนครชัยศรี แล้วอาจเกิดความเข้าใจผิดพลาดของลูกค้าเมื่อซื้อไปบริโภค หากได้ส้มโอที่ขาดคุณภาพไปรับประทาน

สำหรับพันธุ์ส้มโอที่นำไปจดขึ้นทะเบียน GI คือ ขาวน้ำผึ้ง กับ ทองดี เนื่องจากพบว่าลักษณะเด่นของพันธุ์ทั้งสองมีคุณสมบัติที่ดีทางการค้า โดยขาวน้ำผึ้งมีเนื้อที่มีสีคล้ายน้ำผึ้ง รสหวาน กรอบ ติดเปรี้ยวเล็กน้อย ส่วนทองดีจะหวานฉ่ำเนื้อมีสีส้มผสมชมพู ซึ่งนอกจากลูกค้าจะซื้อไปบริโภคแล้ว ยังนิยมซื้อเพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย

ประธานวิสาหกิจฯ เผยว่า เดิมทีเนื้อที่ปลูกส้มโอก่อนน้ำท่วมใหญ่ มีพื้นที่ปลูกรวม ประมาณ 7,000 ไร่ แต่หลังน้ำท่วม เหลืออยู่พันไร่ จากนั้นชาวบ้านได้ร่วมมือกันฟื้นฟูอนุรักษ์การปลูกส้มโอท้องถิ่นขึ้นมา จนทำให้ตอนนี้มีพื้นที่ปลูกส้มโอในพื้นที่เกาะลัดอีแท่น อยู่จำนวน 5,000 ไร่ เพราะพื้นที่ปลูกบริเวณดังกล่าวมีลักษณะดินดำ น้ำฉ่ำ หรือน้ำไหล ทรายมูล มีแม่น้ำล้อมรอบ ทำให้เกิดแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อพืช จึงทำให้ได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ จนทำให้ชื่อเสียงเอกลักษณ์ของส้มโอนครชัยศรีที่มีรสอร่อย และมีเนื้อแน่น

คุณประวิทย์ บอกว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดจีนเข้ามาซื้อส้มโอในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก โดยใช้วิธีเข้าถึงสวน และที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าต่อไปหากจีนเข้ามามีบทบาทต่อวงการผลไม้ไทยชนิดผูกขาดแล้วหยุดซื้อหรือชะลอซื้อก็จะทำให้ชาวสวนได้รับความเดือดร้อนทันที ดังนั้น แนวทางคือ ตอนนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหาทางเปิดตลาดใหม่เพื่อรองรับการขายให้มีการกระจายไปทั่ว เพื่อป้องกันการผูกขาดของจีน

เคยปลูกแต่ส้มปี พอตลาดราคาดี

ปรับเพิ่มเป็นปลูกส้มทะวาย

สมัยก่อนชาวสวนปลูกแต่ส้มปี แต่ในระยะหลังพบว่า ราคาส้มมีทิศทางปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งไปขายต่างประเทศที่ได้ราคาดีมาก อีกทั้งมีเทศกาลสำคัญอย่างสารทจีนหรือตรุษจีน ซึ่งมักหาส้มยาก ทำให้ชาวสวนเริ่มปรับเปลี่ยนมาปลูกส้มทะวายร่วมกับส้มปีในพื้นที่เดียวกัน จึงทำให้สามารถบริหารจัดการให้มีส้มขายได้ตลอดทั้งปีในราคาที่น่าพอใจ

ในปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศที่ส่งขายประจำ ได้แก่ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีจำนวนรวมประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตทั้งหมด แล้วยังมีไม่เพียงพอกับตลาด จนทำให้ต้องไปหาส้มจากจังหวัดอื่นมาด้วย อย่าง ขาวน้ำผึ้ง ราคาส่งออกไปจีน ลูกละ 100-150 บาท ที่เป็นขนาดผลใหญ่ น้ำหนัก 1.5-2 กิโลกรัม ส่วนทองดี ราคาขายส่ง ผลละ 80-120 บาท อย่างไรก็ตาม ส้มที่ขายในพื้นที่คุณภาพ อาจลดลงมาตามราคา แต่เนื้อและรสชาติยังดีเช่นเดิม

“ถ้าต้องการลองลิ้มชิมรสส้มโอนครชัยศรีของแท้ ให้สังเกตจากผลส้มโอที่มีสติ๊กเกอร์ GI ติดไว้ทุกผล แล้วควรหาซื้อตามสถานที่กำหนด อย่าง ที่วัดไร่ขิง พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง หรือที่ร้านส้มโอนครชัยศรีภายในปั๊ม ปตท. (กม. ที่ 26) ถนนบรมราชชนนีขาออกเลยเซ็นทรัลพลาซ่า ศาลายา ประมาณ 2 กิโลเมตร นอกจากนั้น ทางกลุ่มยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเป็นหมู่คณะเข้าเยี่ยมชมสวนส้มโอพร้อมทำกิจกรรมต่างๆ” คุณประวิทย์ กล่าว

สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณประวิทย์ บุญมี บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ที่ 8 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (081) 340-2867

แวะเข้าสวน ดูชาวสวนปลูก

ส้มโอขาวน้ำผึ้งที่มีคุณภาพ

คุณอนันต์ วัฒนา อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 6 ตำบลทรงคะนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งชาวสวนที่ช่วยพ่อ-แม่ ปลูกส้มโอมาตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้น แยกมาปลูกเองเมื่อมีครอบครัว แล้วยังคงยึดอาชีพปลูกส้มโอจนถึงทุกวันนี้

พื้นที่ปลูกส้มโอของคุณอนันต์มี 2 แห่ง คือที่สวนตัวเอง มีพื้นที่ปลูก 15 ไร่ และเช่าที่ดินปลูกอีก 10 ไร่ และส้มโอที่ปลูกเป็นพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง โดยบอกว่า ก่อนปี 2554 ได้ปลูกพันธุ์ทองดีมาก่อน แต่ขณะนั้นประสบปัญหาต้นทุนการปลูกสูง ประกอบกับปริมาณส้มโอในตลาดมีมากจนล้น ทำให้ราคาเหลือเพียงลูกละ 15 บาท เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคามะพร้าวแห้งเสียอีก แต่ถ้าต้องการให้มีราคาสูง จะต้องปลูกแบบเป็นระบบเพื่อส่งออกนอกจึงจะได้ราคาดี ถึงลูกละ 40 บาท ซึ่งมองดูแล้วคงสู้ไม่ไหว

ภายหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ปรากฏว่าสวนส้มหลายแห่งเสียหาย สวนที่เหลือรอดก็ต้องพยุงตัวต่อไป นับจากนั้นจึงทำให้ส้มโอในพื้นที่มีน้อยแล้วหายาก และที่วางขายตามแผงค้ามีราคาสูง ลูกละ 60 บาท ยิ่งถ้าเน้นปลูกขายต่างประเทศยิ่งมีราคาสูงมากถึงลูกละ 80-90 บาท

คุณอนันต์ บอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนมาปลูกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งอย่างเดียว เพราะไม่เพียงเป็นพันธุ์ส้มที่ปลูก/ดูแลง่าย จนมีต้นทุนที่ไม่สูงแล้ว ส้มโอพันธุ์นี้ยังมีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อสวย รสหวานปนเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นที่ต้องการของตลาดฮ่องกงและไต้หวัน จนทำให้มีราคาดี

ผลเสียหายของสวนส้ม หลังปี 2554 ทำให้ขาดแคลนต้นพันธุ์ ดังนั้น กิ่งพันธุ์จึงมีราคาถึง 100 บาท ต่อกิ่ง แล้วหาได้ยาก เลยทำให้จำเป็นต้องปลูกเพียง 300 ต้นก่อน จากนั้นค่อยใช้วิธีขยายพันธุ์ด้วยการตอนจากต้นรุ่นแรกเพิ่มขึ้นมาอีก จำนวน 400 ต้น

ดังนั้น สวนของคุณอนันต์ที่มีเนื้อที่ปลูก จำนวน 15 ไร่ ปลูกส้มแบบร่องน้ำ แบ่งปลูก 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 5 ปี ปลูกจำนวน 6 ไร่ มีส้มโอ จำนวน 300 ต้น ส่วนที่เหลือภายในพื้นที่เดียวกัน จำนวน 400 ต้น เป็นส้มอายุราวปีเศษ

อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

คุณอนันต์ บอกว่า แปลงที่ปลูกมา 5 ปี มีผลผลิตตลอดตั้งแต่ปีที่ 2 ของอายุต้น แล้วได้เก็บผลผลิตไว้บ้างเล็กน้อยต้นละ 2-3 ผล ได้ปีละประมาณ 2,000 กว่าผล เพื่อนำมาขายเป็นค่าปุ๋ย/ยา และคิดว่าในช่วงหน้าแล้งที่จะมาถึงตั้งใจว่าจะทำเป็นการปลูกแบบให้มีระบบที่ต้องมีการสกัดน้ำ ควบคุมการให้ปุ๋ย เพื่อบังคับให้ออกดอกมากกว่าช่วงปกติ แล้วทำให้มีผลผลิตจำนวนมากด้วย

แล้วเพิ่มเติมอีกว่าโดยปกติทางธรรมชาติส้มโอจะให้ผลผลิตได้ปีละ 4 ครั้ง โดยเริ่มมีผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 2 เพียงแต่อาจไม่สมบูรณ์ แล้วชาวสวนมักทิ้งลูกเพื่อปล่อยให้ต้นมีขนาดใหญ่ สมบูรณ์ เพื่อรอการทำชุดใหญ่ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปีที่ 5 หรือบางรายอาจปล่อยไปถึงปีที่ 8 เพื่อให้ต้นสมบูรณ์มากที่สุด แล้วถ้าบริหารจัดการอย่างดีในช่วงนั้นจะได้ผลผลิต ต้นละ 120-200 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 2 กิโลกรัม

เขาบอกต่ออีกว่า ส้มโอนครชัยศรีมีตลอดทั้งปี ทั้งนี้เพราะชาวสวนมีการปลูกแบบทะวาย เนื่องจากมีลำต้นใหญ่แข็งแรง หรือบางสวนที่ปลูกแบบบริหารจัดการน้ำ/ปุ๋ย ไปแล้วยังคงได้ผลผลิตต่อเนื่อง แต่มักไม่เก็บไว้ เพราะต้องการพักต้น เตรียมการปลูกในรุ่นต่อไปเพื่อให้มีคุณภาพดี

ลักษณะการขายส้มโอในพื้นที่นครชัยศรีนิยมขายเป็นผล แตกต่างจากที่อื่น ที่ขายโดยคิดเป็นน้ำหนัก คุณอนันต์บอกว่า ปกติถ้าปลูกอย่างมีคุณภาพมักได้ผลที่มีขนาดน้ำหนัก 1.8-2 กิโลกรัม กำหนดราคาขายจากสวน ผลละ 120 บาท หรือถ้าน้ำหนักสักผลละ 1.5 กิโลกรัม ขายผลละ 60 บาท

การปลูก

เจ้าของสวนรายนี้บอกว่า ควรจะเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ โดยชี้ว่าควรจะเลือกจากสวนที่รู้จัก หรือหากไม่รู้จักต้องสอบถามจากเจ้าของสวนว่า เป็นสวนที่ปลูกเพื่อเก็บลูกหรือสวนที่ตอนกิ่งขายอย่างเดียว ซึ่งถ้าปลูกตอนกิ่งขายอย่าไปซื้อ เพราะไม่เคยไว้ลูก ถ้าซื้อมาปลูกต้องรอถึง 5 ปี กว่าจะรู้ได้ว่าเมื่อมีผลแล้วขั้วหลุดง่าย เพราะคนทำกิ่งขายจะเน้นความสมบูรณ์ของกิ่งเป็นหลัก จึงควรเลือกสวนที่เก็บผลขายแล้วตอนกิ่งขายด้วยจึงจะปลอดภัยกว่า เพราะลงทุนไปถึง 5 ปีแล้ว

คุณอนันต์ ให้รายละเอียดการขยายพันธุ์ด้วยการตอนว่า เมื่อกิ่งมีการแตกใบอ่อน ให้ทิ้งไว้สัก 3 เดือน ให้มีรากเต็มที่ จากนั้นจะตัดกิ่งตอนลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ทันที

สำหรับหลุมปลูก มีขนาดความลึก ประมาณ 10 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 50 เซนติเมตร คุณอนันต์ บอกว่า สวนอื่นอาจต้องมีการใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม แต่สำหรับสวนของเขาไม่ต้องใส่อะไร และเมื่อนำต้นลงหลุมแล้วให้ใช้ไม้รวกปักยึดต้นสัก 3 อันครึ่งท่อนเพื่อป้องกันลมพัดต้นล้มหรือเอียง อันมีผลต่อระบบรากทำให้ต้นเจริญเติบโตช้า

ระหว่างที่ต้นส้มมีขนาดเล็ก แล้วถ้าไม่ใช่หน้าฝนต้องหมั่นรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ควรรดให้ท่วมขัง ให้ทำเช่นนี้ประมาณ 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นต้นจะเริ่มฟื้น จึงค่อยเว้นวันรด

พอแตกใบอ่อนรุ่นแรกให้ฉีดยาป้องกันหนอนชอนใบ เพลี้ย ไร แล้วให้ใส่ฮอร์โมนด้วย สำหรับปุ๋ยที่ใส่ ควรใช้ตัวหน้าสูง เช่น 30-20-0 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตทั้งต้นและใบ ให้ใส่ จำนวน 1 ช้อนแกง โรยบริเวณรอบต้นให้ห่างสักฝ่ามือ แล้วรดน้ำตาม

พอเริ่มเข้าฤดูแล้งให้ใส่ปุ๋ยคอก เพื่อรักษาความชื้นหน้าดินในช่วงขาดน้ำแล้วเป็นการช่วยในเรื่องการแตกใบอ่อนด้วย ปุ๋ยคอกที่ใช้จะเป็นมูลไก่หรือมูลหมูก็ได้ตามความสะดวก แต่สำหรับคุณอนันต์เลือกใช้มูลไก่ โดยซื้อมาเป็นกระสอบ ขนาด 25 กิโลกรัม จากนั้นนำมาพักไว้สัก 5 เดือน จนกว่าจะหมดกลิ่น แล้วแนะว่าห้ามซื้อมาแล้วใส่ต้นทันที เพราะจะทำให้ต้นตายได้

การใส่มูลไก่ ต้นละประมาณ 5 กิโลกรัม ในช่วงที่ต้นส้มโอมีอายุปีกว่า จากนั้นจะเริ่มใส่ปุ๋ยสูตรอีก อาจจะเป็นสูตรเดิม คือ 30-20-0 หรือจะเปลี่ยนเป็น 20-20-0 ก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเร่งระบบรากให้แข็งแรงพร้อมกับสร้างลำต้นให้มีขนาดใหญ่ ใส่ปุ๋ยต้นละสัก 3 ขีด โรยรอบต้นแล้วรดน้ำตาม ควรใส่ทุกเดือน แล้วให้ใส่ไปตลอดจนถึงอายุต้น 5 ปี จากนั้นจึงปรับเป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 เพื่อเป็นการบำรุงผลกับต้น อย่างไรก็ตาม สูตรปุ๋ยอาจมีการสลับได้ตามความเหมาะสม

ระหว่างที่ต้นเจริญเติบโตควรมีการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์ สามารถรับแสงและอากาศได้อย่างเต็มที่ การตัดแต่งกิ่งใบควรสังเกตว่า กิ่ง/ใบ อันไหนที่มีลักษณะไม่งาม ดูโทรม ให้ตัดทิ้ง อาจไล่ตั้งแต่กิ่งใบด้านล่างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ควรตัดแต่งพอสมควร อย่าไปตัดออกมาก เพราะจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต รวมถึงจะตักโคลนในร่องขึ้นมาใส่ที่ต้นปีละครั้ง เพื่อนำสารอาหารขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นให้สมบูรณ์

เจ้าของสวนระบุว่า โรค/แมลง ที่พบและสร้างปัญหามากคือ เพลี้ยไฟ แมงมุมแดง ไรแดง ซึ่งมักมาดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ตั้งแต่ต้นยังเล็กทำให้ใบซีด เหี่ยวแล้วตาย ดังนั้น จึงเริ่มป้องกันตั้งแต่ต้นยังเล็ก ให้ฉีดทุก 7 วัน ในช่วงแรก จากนั้นขยับเป็นเดือนละครั้ง อีกทั้งจะต้องหมั่นทำความสะอาดใต้ต้นด้วย อย่าปล่อยให้มีหญ้าหรือวัชพืชขึ้น ควรถางออกบ่อยๆ

ยืนยัน…ส้มโอนครชัยศรี

ยังเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้ดี

คุณอนันต์ ชี้ว่าส้มโอเป็นไม้ผลที่มีอนาคต เพราะถ้าคุณปลูกอย่างมีคุณภาพและใส่ใจ ก็จะได้ค่าตอบแทนที่เกินคุ้ม อย่างในกรณีปลูกไว้สัก 5 ไร่ ได้ผลผลิตสักหมื่นลูก ก็ได้จับเงินล้านต่อปีทันที เพราะอย่างตอนนี้ปลูกเท่าไรก็ไม่พอ มีลูกค้าต้องการมาก แม้อาจมีราคาถึงผลละ 100-130 บาท จากสวน ยังมีคนมารับซื้อ หรือบางรายเข้ามาติดต่อเองถึงสวน เพื่อส่งไปต่างประเทศ แต่คงต้องปฏิเสธเพราะยังไม่พร้อม

“ฉะนั้น ถ้าคิดจะลงทุนทำสวนส้มโอ ถ้ามีพื้นที่สัก 5 ไร่ จะต้องเตรียมเงินไว้สัก 500,000 บาท หรือเฉลี่ยไร่ละแสนบาท ต่อปี สำหรับเป็นทุนตั้งแต่เริ่มปลูก นับไปจนถึงเวลา 5 ปี”

มีคนพูดแล้วมักเข้าใจว่าส้มโอเป็นไม้ผลที่ใช้สารเคมีมาก คุณอนันต์ บอกว่า ก็จริง แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะถ้าคุณรู้ถึงกระบวนการปลูกอย่างลึกแล้วไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากช่วงเวลาที่ใช้เคมีทุกวันคือเฉพาะช่วงติดดอกเท่านั้น หลังจากนั้นพอมีผลขนาดเท่ามะนาวก็จะเว้นเกือบ 2 สัปดาห์ จนเมื่อผลขนาดกำปั้นจะเว้นไปถึงครึ่งเดือน ต่อจากนั้นแล้วยิ่งทิ้งห่าง จนเมื่อก่อนเก็บผลผลิตจะหยุดฉีดพ่นยานานเป็นสัปดาห์ ซึ่งสารเคมีก็ไม่ได้หลงเหลือแล้ว

คุณอนันต์ เล่าว่าหลายปีที่ผ่านมาชาวสวนส้มโอเลิกปลูกกันเป็นจำนวนมาก อย่างถ้าก่อนน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ก็เหลือที่ปลูกกันสัก 60 เปอร์เซ็นต์ พอหลังน้ำท่วมใหญ่ชาวสวนส้มโอได้รับความเดือดร้อน จึงเลิกทำอย่างสิ้นเชิง จะเหลือไว้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ ที่อดทนทำต่อ แล้วทำให้รายที่เหลือรู้จักกันอย่างดี

“ตอนนี้แม้หลายพื้นที่ทั่วประเทศสามารถปลูกส้มโอได้ แต่ด้วยความได้เปรียบทางธรรมชาติ ซึ่งทำให้ดิน น้ำ อากาศ ในบริเวณพื้นที่นครชัยศรีปลูกส้มโอได้รสชาติอร่อย มีหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีเนื้อแน่น สีสวย อันเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ประจำพันธุ์ จนเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก และนับว่าส้มโอยังคงเป็นไม้ผลที่สร้างเงินให้แก่ชาวสวนทุกคนได้อย่างดี” คุณอนันต์ กล่าว

สนใจสั่งซื้อส้มโอขาวน้ำผึ้ง จากสวน คุณอนันต์ วัฒนา สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (086) 165-6507