ชาวนาย้อนยุค แห่งทุ่งบางขวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ชาวนาย้อนยุค แห่งทุ่งบางขวด

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมืองบางกอก เป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีตะกอนดินสะสมกันมายาวนาน จึงเป็นพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนาข้าว แต่เดิมชาวบางกอกแทบทุกคนจึงเป็นชาวนา มีพื้นที่ว่างสำหรับปลูกพืชกินสารพัดชนิด รวมถึงพืชที่มีประโยชน์ใช้สอยและสมุนไพรต่างๆ เราจึงได้ยินคำโบราณที่พูดกันอยู่เสมอๆ ว่า “ทำมา-หากิน” ซึ่งหมายถึง การทำให้ได้เงินมาและหาอาหารจากหัวไร่ปลายนามาทำกินเอง คนรุ่นเก่าของภาคการเกษตรจึงมีเงินซื้อที่ทางไว้ให้ลูกหลานมากมาย

แต่ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาเท่านั้น แล้วเอาเงินที่หามาได้ไปซื้อทุกอย่างที่ต้องกินต้องใช้ เลยต้องเปลี่ยนมาเป็น “ทำมา-หาซื้อ” เกษตรกรก็เลยกลายเป็นกลุ่มคนจนที่มีภาระหนี้สินมากมายของประเทศไป จะว่าไปแล้ว บ้านเมืองของเราก็แปลกดีที่เอาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดมาทำเป็นที่อยู่อาศัย และทำนิคมอุตสาหกรรม แทนที่จะทำการเกษตร จากคำที่ว่า “สวนใน-บางกอก”, “สวนนอก-บางช้าง” ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว เพราะบางกอกปัจจุบัน เราเห็นแต่ตึกรามบ้านช่อง ส่วนบางช้างก็กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมไป

แต่ก็ยังมีคนบางคนในกรุงเทพฯ ที่ไม่หลงแสงสีและยึดติดกับความทันสมัย บนพื้นที่นาของบรรพบุรุษ จำนวนกว่า 40 ไร่ ของแขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม ใกล้ๆ นี้เอง ผมขับรถเข้าซอยผ่านหมู่บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว เข้าไปไม่ไกลนัก เพื่อพบกับ คุณสมโภชน์ ทับเจริญ ซึ่งลาออกจากราชการในตำแหน่งนักวิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อมาดูแลบุพการีที่สูงอายุ และมาเป็นชาวนาย้อนยุคในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ศกนี้ หลายคนบอกว่า ในกรุงเทพฯ ก็ยังพอมีชาวนาปลูกข้าวอยู่ตั้งแยะ ขอโทษครับส่วนใหญ่คนเหล่านั้นเป็นผู้จัดการนา ไม่ใช่ชาวนา เพราะมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำนาได้ เนื่องจากวางแผนแล้วจ้างคนอื่นมาทำให้ทุกอย่าง เก็บเงินอีกทีก็ที่โรงสีตอนขายข้าวนั่นแหละ คุณสมโภชน์ เล่าให้ฟังว่า “พื้นที่ที่ผมอยู่นี้เรียกว่า “บางขวด” มีคลองผ่านก็เรียกว่า คลองบางขวด ไม่ใช่ชื่อ นวลจันทร์ ตามชื่อถนนและเป็นชื่อแขวง ส่วนวัดนวลจันทร์ เป็นวัดที่อยู่ในหมู่บ้านบางขวดนี้เอง ชื่อเรียกนี้ได้มาจากตานวลกับยายจันทร์เป็นคนบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัด สมัยนั้นมีรถเมล์ สาย 26 เพียงสายเดียว จากอนุสาวรีย์ชัยฯ ถึงมีนบุรี ตอนเรียนมัธยมศึกษาต้องขับเรือหางยาวจากคลองบางขวด เพื่อไปเรียนที่บางกะปิ ชาวบ้านในสมัยนั้นไปมาหาสู่กัน มีข้าว มีแกง ก็แบ่งกันกิน มีอะไรเหลือเฟือก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ใช้น้ำร่วมหนอง ใช้เรือร่วมคลองกัน ถึงแม้ว่าจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว คนรุ่นก่อนล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่คนรุ่นลูก รุ่นหลาน ก็ยังมีความผูกพันกันอยู่”

คุณสมโภชน์ เล่าให้ฟังต่อไปเรื่องการทำนาย้อนอดีต “แต่เดิมการปลูกข้าวนาปีต้องอาศัยช่วงแสงในการผลิดอก ออกรวง ปัจจุบันหันมาทำข้าวเพื่อสุขภาพคือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ผสมและคัดเลือกพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุ 120 วัน จึงต้องมีวิธีการเพาะปลูกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผมทำนาไม่มาก เพราะไม่ได้มุ่งเน้นว่าจะขายข้าวเป็นรายได้หลัก แต่มุ่งไปที่ทำไว้กินเอง ผมแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 แปลง แปลงละประมาณ 300 ตารางวา ทำนาไล่กันไปทีละแปลง แต่ละแปลงห่างกันประมาณ 2 เดือน รอบๆ แปลงนาปักเสาปูน ขนาด 4 นิ้ว ยาว 2.5 เมตร ห่างกันต้นละ ประมาณ 3 เมตร เพื่อใช้ยึดลวดสลิงเวลาปิดคลุมมุ้งไนล่อนสีขาว ป้องกันการทำลายจากนก ตั้งแต่วันที่ข้าวออกรวงจนถึงวันเก็บเกี่ยว”

การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และการเพาะกล้า

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวสีนิลกับข้าวมะลิ 105 เมล็ดเล็กเรียว สีม่วงเข้ม เมื่อปลูกซ้ำแล้วซ้ำอีก จะมีการผสมตัวเองทำให้เกิดการกลายกลับไปสู่พันธุ์ตั้งต้นมากขึ้นทุกที จะพบได้เสมอๆ ว่ามักมีข้าวสีขาวปะปนอยู่ในข้าวสีม่วงจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่นำมาทำข้าวปลูก

การทำนาในอดีต ชาวนาจะคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อใช้ทำข้าวปลูกของเขาเอง ใส่ถังที่ทำด้วยไม้ทรงสี่เหลี่ยมเขียนติดข้างถังว่า ถังข้าวปลูก และเมื่อถึงเวลาทำนาจะนำข้าวปลูกจากถังนี้ไปตกกล้า (เพาะกล้า) และเมื่อได้อายุที่เหมาะสมก็ถอนไปปักดำ แม้กระนั้นก็ยังเอาไปปักดำในนา ที่เรียกว่า อันข้าวปลูก หมายถึงบริเวณที่ใช้สำหรับผลิตข้าวปลูกโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้มีเมล็ดข้าวสายพันธุ์อื่นมาปะปน ต่างจากชาวนาปัจจุบันที่ต้องซื้อข้าวปลูกทุกครั้งที่ทำนา เนื่องจากไม่มีการคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง

การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่นั้น เกษตรกรควรผลิตและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ของตนเอง นอกจากนี้ เกษตรกรต้องมีพื้นที่ผลิตข้าวปลูกไว้ใช้เอง ข้าวปลูกเหล่านั้นจะต้องไม่มีข้าวสีขาวปนเด็ดขาด และสีของเมล็ดข้าวต้องเป็นสีม่วงเข้มจริงๆ เวลาเพาะเมล็ดข้าวให้นำข้าวพันธุ์มาแช่น้ำธรรมดาให้ท่วมมากๆ คนข้าวให้กระจาย ทิ้งไว้สัก 10 นาที ช้อนเมล็ดข้าวส่วนที่ลอยออกทิ้งไป จากนั้นหาภาชนะใหม่มาเตรียมน้ำเกลือโดยวัดความเข้มข้นของน้ำเกลือจากการลอยของไข่ไก่ดิบที่โผล่พ้นน้ำเท่าความกว้างของเหรียญบาท จากนั้นนำข้าวพันธุ์ในส่วนที่จมน้ำมาแช่ในน้ำเกลือ คนให้กระจาย ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วแยกส่วนที่ลอยทิ้งไป นำข้าวพันธุ์ในส่วนที่จมในน้ำเกลือมาใส่กระสอบที่ระบายน้ำได้ดี นำลงแช่น้ำธรรมดา 1 คืน

การเตรียมถาดเพาะกล้า ถาดเพาะที่ใช้มีจำนวน 200 หลุม ขึ้นไป นำถาดเพาะมาเรียงต่อกันเป็นแถว จำนวน 2 แถว แล้วเตรียมดินเพาะ ดินเพาะใช้ดินร่อนผ่านตะแกรง โดยร่อนดินให้ละเอียดพอควร แต่อย่าละเอียดเกินไปเพราะจะกลายเป็นฝุ่น ทำให้น้ำซึมได้ยาก เอาดินใส่ในหลุมประมาณครึ่งหลุมก่อน

นำข้าวพันธุ์หลังแช่น้ำไว้ 1 คืน แบ่งใส่ตะกร้าที่มีช่องเล็กๆ ขนาดเมล็ดข้าวเปลือกลอดได้ (ใช้ตะกร้าที่ใส่ขนมจีนขนาด 1 กิโลกรัม) แล้วเคาะส่ายโรยให้เมล็ดข้าวร่วงหล่นลงไปในหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด เมื่อโรยเสร็จแล้วก็ใส่ดินให้เต็มหลุม เคาะและกดดินให้แน่นทุกหลุม ปาดดินหน้าถาดเพาะให้เรียบเสมอปากหลุม

นำถาดที่ใส่เมล็ดข้าวและดินเรียบร้อยแล้ว วางซ้อนกัน 3-4 ถาด ยกไปแช่น้ำในอ่างให้ท่วม สังเกตดูจนไม่มีฟองอากาศผลุดขึ้นมา แสดงว่าน้ำเข้าไปในหลุมเพาะจนดินเปียกชุjมแล้ว การทำเช่นนี้ทุกหลุมจะมีความชื้นที่สม่ำเสมอกัน ต้นกล้าจะได้งอกพร้อมกันอย่างสม่ำเสมอ

วางถาดเพาะในโรงเรือนที่พื้นปูรองด้วยขี้เถ้าแกลบ หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังคาโปร่งแสง แต่ต้องป้องกันหยดน้ำตกใส่หลุมเพาะกล้าเมื่อฝนตก เพราะจะทำให้ดินและเมล็ดข้าวหรือต้นกล้าหลุดกระเด็นออกจากหลุม รดน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าอากาศแห้ง หรือร้อนมากอาจต้องเพิ่มการรดน้ำเป็นวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า และเย็น ใช้เวลาเพาะกล้า 18-21 วัน อย่าให้เกินนี้ เพราะจะทำให้ต้นข้าวฟื้นตัวช้า และมีเวลาในการแตกกอน้อยลง

วิธีการเตรียมดินแปลงปักดำ

แปลงที่ใช้ปักดำจะต้องมีการเตรียมดินอย่างดี เราต้องทำดินให้มีชีวิต ดินที่มีชีวิตจะทำให้พืชที่เติบโตอยู่บนดินมีชีวิตที่สมบูรณ์ แข็งแรง ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรคพืชและแมลงศัตรู นอกจากนี้ ดินนาที่สมบูรณ์ยังทำให้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนา เช่น ปู ปลา กุ้ง หอย กบ เขียด ตลอดจนไส้เดือนดิน อยู่รวมกันอย่างมีความสุข สร้างนิเวศวิทยาที่สมดุลสู่กระบวนการทำเกษตรกรรม ดินที่อุดมไปด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลง หรือการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่เหมาะสม จะเร่งความตายให้แก่ดิน เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ดินป่วยหนักหรือตายไปแล้ว เราจะปลูกพืชอะไรลงไปก็ไม่ได้ผล

ขี้หมูขุนแห้งปริมาณมาก คือประมาณ 400-500 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 300 ตารางวา ถูกใส่ลงไปในดิน ประมาณ 1 เดือน ก่อนการปักดำ ผสมกับตอซังที่เหลืออยู่ในแปลงนาหลังการเก็บเกี่ยว นำน้ำเข้านา สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ใช้รถไถนาขนาดเล็กล้อเหล็กย่ำกดซังข้าวผสมกับขี้หมูให้ลงไปอยู่ใต้ดิน ปล่อยให้เกิดการหมัก ในช่วงนี้ต้องมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก็หมักเรียบร้อย การสังเกตที่สำคัญคือ ดูที่การผลุดของพรายน้ำ ถ้ายังมีการผลุดอยู่แสดงว่าการหมักยังไม่สมบูรณ์ หลังจากนั้นปล่อยน้ำออกให้หน้าดินแห้งเพื่อล่อให้เมล็ดหญ้างอกขึ้นมา ก่อนถึงวันปักดำ ประมาณ 3 วัน ใช้รถทำเทือกนาอีกครั้ง รวมทั้งปรับพื้นที่ให้ราบเรียบเสมอกัน ใช้ไหใบใหญ่ (สมัยก่อนใช้ใส่กระเทียมดอง) ใส่ดินเลนเหลวๆ ให้มีน้ำหนักลากให้เป็นร่องเพื่อเปิดทางระบายน้ำออกจากแปลงนา เมื่อเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ 1 คืน

เทคนิคการปักดำ

การทำนาในอดีต เมื่อกล้าได้อายุที่เหมาะสม พอจะจำได้ว่า มีอายุ 1 เดือนขึ้นไป ชาวนาจะถอนขึ้นจากดิน สลัดดินออกจนเหลือแต่ต้นติดราก มัดรวมกันเป็นกำๆ นำไปปักดำในนา การกำหนดความถี่หรือห่างขึ้นอยู่กับคนดำ หลักการคร่าวๆ คือ ดินเลวดำถี่ ดินดีดำห่าง การทำเช่นนี้ใช้กับข้าวไวแสง หรือข้าวนาปีเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันการทำข้าวไม่ไวแสง ข้าวจะติดดอกออกรวงตามอายุ หรือเรียกว่า ข้าวนาปรัง ส่วนใหญ่ชาวนามักนิยมการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เพาะให้งอกแล้ว ประมาณ 1 วัน ลงในเทือกนาที่เตรียมไว้ การทำนาแบบนี้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ถ้าปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่แบบนี้จะไม่ค่อยได้ผล และมีการกลายพันธุ์มาก

การทำนาที่ทุ่งบางขวด จึงเลือกวิธีการดำนาแบบตีตารางปาเป้า โดยทำที่ตีตารางด้วยเหล็กเส้น เชื่อมติดกันเป็นตาราง ขนาด 30×30 เซนติเมตร ม้วนเป็นวงกลมเชื่อมต่อกับเหล็กแกนกลางที่สามารถหมุนได้ นำเหล็กตีตารางมาเข็น หรือดึงบนผิวดินที่ทำเทือกนาเอาไว้

นำถาดกล้ามาจุ่มน้ำให้เปียกชุ่มก่อนดึงออกจากหลุมเพาะทีละหลุม โยนหรือปาลงไปตรงจุดตัดของตารางที่ทำไว้บนผิวดิน ไม่ต้องสนใจว่าต้นกล้าจะเอียงล้ม หรือตั้งตรงอย่างไร เมื่อปาเป้าหรือดำนาจนเสร็จให้ปล่อยหรือสูบน้ำเข้านาในระดับความสูง ประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อให้ดินยุบตัวกลบโคนต้นข้าว ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วปล่อยน้ำออกให้แห้ง ถ้าปล่อยน้ำทิ้งไว้ต้นข้าวที่ล้มราบกับพื้นจะเน่าตาย ปล่อยให้ต้นข้าวแตกกอและเจริญเติบโตต่อไปอีก 70 วัน ระหว่างนั้นมีการใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ และกำจัดวัชพืชในนาตามความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดข้าวปน และข้าวกลายพันธุ์ ที่จะทยอยออกรวงมาให้เห็นเรื่อยๆ

พอข้าวมีอายุ ประมาณ 85 วัน (หลังจากเพาะเมล็ด) จะต้องกางมุ้งไนล่อนสีขาวเพื่อป้องกันนกมากินข้าว ระยะนี้ต้องดูแลไม่ให้ขาดน้ำเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าวที่ออกรวงจะเป็นข้าวลีบส่วนใหญ่ เมื่อข้าวออกรวงพุ่งแล้วคือออกเกือบทั้งหมดของแปลงปลูกแล้วนับไปอีก 2 สัปดาห์ ก็เอาน้ำออกจากนาให้แห้ง เพื่อสะดวกเวลาเกี่ยวข้าว และนำข้าวที่เกี่ยวแล้วขึ้นจากแปลงนา

การเกี่ยวข้าว และการนวดข้าว

นา 300 ตารางวานี้ จะใช้คนเกี่ยว 4-5 คน เพียงวันเดียวก็แล้วเสร็จ นำข้าวที่เกี่ยวแล้วมากองไว้บนลานปูนโดยมีฟางปูไว้ข้างล่างและมีมุ้งไนล่อนสีเขียวปูกางไว้ข้างบน ทิ้งกองข้าวที่เกี่ยวไว้ 1 วัน เพื่อให้ความชื้นลดลง และความอบร้อนจะทำให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงง่ายขึ้น จากนั้นจึงเอารถไถเล็กล้อยางย่ำแทนควาย เพื่อให้เมล็ดข้าวร่วงหลุดจากรวง แยกฟางออกจากเมล็ดข้าวด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ดอง หรือ คันฉาย ที่มีลักษณะเป็นเหล็กปลายแหลม ส่วนปลายโค้งงอเล็กน้อย ต่ออยู่กับด้ามไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะที่จะตักฟาง และเขย่าให้เมล็ดข้าวหล่นตกแยกจากฟางที่อยู่ด้านบน และคุ้ยฟางแยกออกไป แต่ก็ยังคงเหลือใบข้าวบางส่วนที่แยกไม่ออก ก็ใช้ตะแกรงไม้ไผ่ที่มีรู ขนาด 2×2 เซนติเมตร ร่อนเอาออก

ข้าวเมล็ดลีบ ใบข้าวขาดที่ลอดรูตะแกรงได้ ละอองฝุ่นต่างๆ จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า สีฝัด มีลักษณะทำเป็นตู้ไม้ ภายในมีใบพัดขนาดใหญ่ 4 ใบ ต่อติดอยู่กับเฟืองทดรอบและมือหมุนที่อยู่ด้านนอก บนหลังตู้มีกระบะใส่เมล็ดข้าวเปลือกหลังจากการนวดที่ยังมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่ ใช้แรงคนหมุนเฟืองทดรอบเพื่อให้ใบพัดหมุนอย่างเร็ว ลมที่เกิดจะพัดออกไปทางด้านหลังของตู้ตัดกับเมล็ดข้าวที่กำลังร่วงหล่นลงมา ลมจะพัดพาสิ่งสกปรก และเมล็ดข้าวลีบ (ข้าวที่มีแต่แกลบมีน้ำหนักเบา) ออกไป ส่วนเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์มีน้ำหนักมากจะไหลสวนทางลมออกมาทางด้านหน้า จึงใช้กระทาซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำจากไม้คล้ายจอบทรงเตี้ยแต่กว้าง ดึงลากเมล็ดข้าวมารวมกันไว้เป็นกองเพื่อรอการตากต่อไป

เมล็ดข้าวขณะนี้มีความชื้นสูง ไม่สามารถเก็บหรือเอาไปสีเป็นข้าวสารได้ จำเป็นต้องตากให้มีความชื้นลดลงน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เสียก่อน ลานตากก็ใช้ลานเดียวกันกับลานนวดข้าวที่มีฟางข้าวปูบนพื้นซีเมนต์ก่อนปูทับด้วยมุ้งไนล่อนสีน้ำเงินที่เย็บติดกันเป็นผืน เกลี่ยเมล็ดข้าวเปลือกบนลานมุ้งไนล่อน หนาสัก 5 เซนติเมตร ตากแดดไว้สัก 3 วัน ระหว่างวันแต่ละวันก็เกลี่ยกลับเมล็ดข้าวเปลือกขึ้นลง เพื่อให้แห้งโดยไว หากฝนตกต้องปิดให้ดี อย่าให้เปียกฝน เมื่อข้าวเปลือกแห้งดีแล้วก็เก็บใส่กระสอบที่มีการระบายอากาศที่ดี รอการสีเป็นข้าวสารต่อไป

สรุปแล้ว การทำนาแบบนี้ยังคงความดั้งเดิมของกระบวนการแบบเก่าอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่มีการเปลี่ยนวิธีการทำบางอย่างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำความรู้สมัยใหม่มาใช้เพื่อให้ได้ผลดี ในด้านการผลิต โภชนาการ สนใจอยากดูวิถีการทำนาของคนกรุงเทพฯ ย้อนยุค ติดต่อที่ เบอร์โทรศัพท์ (081) 831-8660 สำหรับข้าวที่ผลิตได้ไม่ต้องจองครับ เพราะมีการจองข้ามปีตั้งแต่ก่อนปลูกแล้ว

ตรีผลา…ยาสมัยพุทธกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ตรีผลา…ยาสมัยพุทธกาล

สมุนไพรไทยในปัจจุบัน ได้รับการเชื่อถือในสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ ที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แตกต่างกับยาแผนปัจจุบันซึ่งบำบัดโรคหนึ่งแต่ใช้ไปเรื่อยๆ นานๆ ไปก็จะเกิดอาการอีกโรคหนึ่ง เป็นต้น ยาตำรับแผนไทยในปัจจุบันนี้จึงมีวางขายคู่กับยาแผนตะวันตกอย่างทัดเทียม

ก่อนหน้านี้ สมุนไพรไทยถูกใช้ในลักษณะเชิงเดี่ยวซึ่งจะได้สรรพคุณไม่เต็มร้อย แต่ก็เป็นที่นิยมกันมากระดับหนึ่ง ต่อมาหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนไทยได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรไทยเป็นระยะๆ จึงทำให้เรารู้จักยาไทยในอีกรูปแบบหนึ่งคือเป็นตำรับยา ซึ่งจะมีสมุนไพรหลายๆ อย่างประกอบกันเป็นยาขนาน ซึ่งสมุนไพรในตำรับบางชนิดจะไปเสริมฤทธิ์กัน บางชนิดจะไปยับยั้งฤทธิ์ที่เป็นอันตรายต่อคน

ตรีผลา เป็นตำรับยาที่มีมาดั้งเดิมของแพทย์แผนไทย สรรพคุณคือ การใช้ระบายพิษจากระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินโลหิต โดยจะไปทำหน้าที่ขับพิษต่างๆ ที่ตกค้างและกำจัดออกจากร่างกายโดยสิ้นเชิง ทำให้ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะบ่อยครั้ง เพื่อทำความสะอาดระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ให้สะอาด ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ระบาย แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะยานี้จะควบคุมการถ่ายอย่างสมดุล ป้องกันมิให้ร่างกายอ่อนเพลีย และสามารถใช้ได้ดีทุกเพศทุกวัย บางคัมภีร์ของแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณของตรีผลา ว่าเป็นยาสำหรับลดความอ้วน เพราะเป็นยาที่สามารถลดมวลของร่างกายได้ คือทำหน้าที่เป็นยาระบายและลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกายโดยที่ร่างกายไม่สูญเสียน้ำและสารอาหาร จนเกิดอันตราย

และไม่เพียงเท่านั้น ตรีผลา ยังเป็นยาที่ชาวตะวันตกก็รู้จักดี ถึงกับเขียนบรรยายสรรพคุณของตรีผลkไว้ว่า “Even if your mother leaves you, everything will be fine if you have triphala” แปลได้ว่า “ตรีผลาจะดูแลสุขภาพคุณเป็นอย่างดีเหมือนแม่ ถึงแม้คุณไม่มีแม่”

ตรีผลา ในความหมายสมัยใหม่คือ ทรีอินวัน ซึ่งเราชอบนักชอบหนา เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง นึกจะว่าเป็นเรื่องราวของตะวันตก แต่แท้จริง ทรีอินวันของไทยมีมากมาตั้งนานแล้ว คำว่า ตรีผลา คือ ตรี ที่แปลว่า สาม ผลา ก็คือ ผล แปลรวมความคือ ผลไม้ 3 อย่าง ไม่ใช่ว่าจะเป็นผลไม้อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็น 3 อย่างนี้เท่านั้น คือ มะขามป้อม สมอไทย และสมอพิเภก

ผลไม้ทั้ง 3 อย่าง ปกติเราก็ไม่ได้เอามากินเล่นพร่ำเพรื่อเหมือน เงาะ ทุเรียน ลำไย ที่เป็นผลไม้ยอดนิยมหรอก มะขามป้อมพอมีคนรู้จักบ้าง แต่สมอไทย และสมอพิเภก ยิ่งแล้วใหญ่ หาคนรู้จักยาก อย่าว่าแต่จะแค่เคยกิน เอาละ! งั้นเรามาดูสรรพคุณของผลไม้แต่ละตัวกันเลย

สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด

ผลมะขามป้อม มีรสฝาด แต่มีวิตามินซีสูง และมีแทนนินที่ละลายน้ำได้ 2 ชนิด คือ เอมบลิเคนิน เอ & บี (Emblicanin A&B) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีความแรงสูงมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีวิตามินซีกลุ่มใหม่ (Ascorbigen) ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคมะเร็ง สามารถต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดเซลล์และเนื้อร้าย และแก้พิษตะกั่วได้

สมอไทย มีรสฝาด และเป็นผลไม้ที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ภิกษุสงฆ์ฉันได้ ถึงแม้จะเป็นหลังเพล สมอไทย มีแคลอรีสูง เพราะใน 100 กรัม นั้นประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตถึง 88.2 กรัม มีโปรตีน 1,400 มิลลิกรัม ไขมัน 500 มิลลิกรัม และมีเส้นใยอาหารที่ละลายได้ถึง 3,500 มิลลิกรัม และยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ วิตามิน บี 6 วิตามิน บี 12 กรดโฟลิก ไนอะซิน ไบโอติน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ทองแดง และไอโอดีน ที่มีอยู่ในอาหารทะเล สรรพคุณของสมอไทยคือ ลดอาการไอ ลดอาการแพ้ หืดหอบ และไซนัสเรื้อรัง และยังมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

สมอพิเภก ถ้าเป็นผลดิบนั้นมีน้ำมันที่ออกฤทธิ์คล้ายน้ำมันระหุ่งเป็นยาระบาย ส่วนผลสุกมีสารสำคัญที่กระตุ้นการหลั่งน้ำดีช่วยทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น ยาระบาย บำรุงธาตุ แก้เสมหะ แก้โรคตา แก้ไข้ และริดสีดวงทวาร

ไม่น่าเชื่อ พอผลไม้ 3 อย่างรวมกัน จะมีสรรพคุณทวีคูณ ในปัจจุบัน ตรีผลาเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีผลในการล้างพิษและควบคุมน้ำหนักได้ดี พร้อมช่วยระบายไขมันออกมา ทำให้มีการขับถ่ายตามปกติ นอกจากนี้ ตรีผลา ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในตับและในหลอดเลือดแดง ทำให้ตับแข็งแรงและความดันโลหิตเป็นปกติ

ตรีผลา เป็นยาที่มีสรรพคุณสูง แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีเวลาที่จะทำกินเป็นยา ก็จำเป็นที่จะต้องซื้อหากินเป็นเรื่องธรรมดา ผมได้มีโอกาสพบกลุ่มที่ผลิตตรีผลาอบแห้ง ตราวังน้ำผึ้ง ตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ซึ่งทำตรีผลาอบแห้งไว้สำหรับชงดื่มเหมาะสำหรับคนทำงานในออฟฟิศที่ต้องการความสะดวก ไม่ต้องมานั่งทำเอง แค่เอาน้ำร้อนแช่ก็ดื่มได้

คุณฐิติวัลคุ์ จินะวงษ์ ประธานกลุ่ม ได้เล่าให้ฟังว่า “กลุ่มการผลิตนี้ ได้ตั้งขึ้นจากการผลักดันของ นายก อบต. วังจันทร์ คุณอุบล ด้วงเขียว ด้วยเงินงบประมาณโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน เมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยใช้ชื่อเดิมว่า กลุ่มอาชีพสตรีตำบลวังจันทร์ ก่อนนี้กลุ่มได้ผลิตไวน์มะขามป้อม ไวน์ชมพู่ ไวน์ฝรั่ง และน้ำมะขามป้อม ต่อมาก็มีการแปรรูปผลไม้อื่นๆ เช่น การกวนอีกด้วย”

การที่ทางกลุ่มมาทำตรีผลาอบแห้งเพื่อชงดื่ม เนื่องจากเห็นว่าสรรพคุณของตรีผลาเป็นที่ประจักษ์ และเกษตรกรในกลุ่มก็มีการปลูกผลไม้ 3 ชนิดนี้ ตามหัวไร่ปลายนา แต่ผลผลิตไม่สามารถนำมาจำหน่ายให้กินได้ นับวันจะถูกตัดโค่นไปทำฟืนหรือประโยชน์อย่างอื่น ต้นจึงค่อยๆ หมดไป การนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เป็นการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้และเป็นการอนุรักษ์ไม้พื้นเมืองของไทยให้อยู่ยืนนานสืบไป

ขั้นตอนการทำตรีผลาอบแห้ง

ทางกลุ่มจะล้างให้สะอาดและคัดผลที่ใช้ไม่ได้ออก การรับซื้อจะรับซื้อของชาวบ้านโดยทั่วไปในอำเภอ ช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปีจะเป็นหน้าที่รับซื้อผลผลิตของมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก ซึ่งชาวบ้านจะเก็บมาจากหัวไร่ปลายนา ในสวนของตัวเอง และผลไม้ที่อยู่ในป่า ปีหนึ่งๆ ทางกลุ่มจะรับซื้อผลผลิตประมาณ 10-20 ตัน ราคาที่รับซื้อ ประมาณ 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม จึงมีส่วนให้ชาวบ้านอนุรักษ์ป่าไม้ไว้และช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้

หลังจากนำมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มาล้างทำความสะอาดแล้ว ผึ่งไว้สักพักก็จะนำเข้าเครื่องบดทั้งเมล็ด และนำมาเกลี่ยใส่ถาด เข้าเครื่องอบ ที่อุณหภูมิ 60 องศา เพื่อไม่ให้วิตามินซีเสื่อมสลาย ใช้เวลา ประมาณ 2 วัน จนกระทั่งเนื้อแห้งดี จึงเก็บใส่ภาชนะบรรจุไว้ในถุงที่รักษาความชื้นแยกชนิดกัน เมื่อต้องการจำหน่ายจึงนำมาผสมตามอัตราส่วนแล้วบรรจุถุงเล็กอีกรอบ ส่วนที่เป็นแคปซูลจะต้องนำมาปั่นอีกรอบให้ละเอียดแล้วบรรจุถุง โดยมีผลิตภัณฑ์ตรีผลาที่เป็นแคปซูล ตรีผลาชนิดผง และตรีผลาชนิดซอง จำหน่าย

ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้มีการนำเสนอสินค้าโดยการออกบู๊ธตามงานต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ผู้ที่สนใจในสุขภาพมาอุดหนุนกันอย่างดี ถึงแม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มั่นใจในคุณภาพ ที่ผ่านมามีผู้สนใจจะนำไปจำหน่ายที่ประเทศจีนซึ่งอยู่ระหว่างการตกลงทางการค้ากัน ส่วนงานต่อไปทางกลุ่มจะไปออกบู๊ธที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นงานโอท็อปของไทย ในระหว่าง วันที่ 24-27 กันยายน 2558 นี้ สนใจสั่งซื้อติดต่อ คุณสุพัตรา อุ่นใจ (089) 762-1448 กลุ่มตรีผลาอบแห้ง ตราวังน้ำผึ้ง ตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

ถอดเคล็ดลับ เทคนิคผลิตยางก้อนถ้วยดี มีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

รายงานพิเศษ

คนกรีดยาง

ถอดเคล็ดลับ เทคนิคผลิตยางก้อนถ้วยดี มีคุณภาพ

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ ประมาณ 18 ล้านไร่เศษ โดยมีผลผลิตส่งออกในรูปแบบต่างๆ มากเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัน โดยหนึ่งในผลผลิตที่สำคัญคือ ยางก้อนถ้วย

ยางก้อนถ้วย นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยางแท่ง อันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำไปผลิตยางล้อรถ ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยเฉพาะในภาคอีสานจะนิยมผลิตยางก้อนถ้วยจำหน่าย เพราะทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน และส่งขายได้เร็ว

แต่อย่างไรก็ตาม จากที่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของยางก้อนถ้วย โดยการเปิดเผยของ คุณเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางปฏิบัติงานในกิจการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากที่ปัจจุบันผู้ผลิตยางล้อต่างประเทศ ยังมีความสนใจรับซื้อยางแท่งจากไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งวัตถุดิบสำคัญของการทำยางแท่งคือ ยางก้อนถ้วย แต่ช่วงระยะหลังกลับพบปัญหาผลผลิตยางก้อนถ้วยขาดคุณภาพ เนื่องจากระดับซัลเฟตในยางมีปริมาณสูง ส่งผลกระทบต่อการผลิตยางแท่งที่ส่งออกอุตสาหกรรมยางล้อต่างประเทศ

“กยท. ในฐานะผู้ดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง จึงมอบหมายพนักงานทุกพื้นที่รณรงค์ส่งเสริมความรู้แนะนำให้ใช้ “กรดฟอร์มิก” ในกระบวนการผลิตยางก้อนถ้วย เพราะเป็นสารจับตัวที่ได้รับการรับรองด้านวิชาการว่า สามารถรักษาสภาพความยืดหยุ่นของยาง ไม่ทำให้ยางเสียคุณภาพ ไม่มีสารตกค้าง สลายตัวเองได้ และไม่ส่งกลิ่นเหม็นทำลายสิ่งแวดล้อม”

คุณเชาว์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกรดซัลฟิวริก ถ้าใช้ปริมาณสูงจะส่งผลเสียทำให้ผลิตภัณฑ์ยางขาดความยืดหยุ่น เสื่อมคุณภาพ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตถูกกัดกร่อน เป็นมลพิษด้านสุขภาพกับแรงงานในสวนยาง ตลอดจนสิ่งแวดล้อม

“สาเหตุเพราะเกิดน้ำเสียจากกรดประเภทรุนแรง ส่วนสารจับตัวที่นำเกลือแคลเซียมคลอไรด์มาใช้ แม้สารดังกล่าวจะทำให้ยางจับตัวเป็นก้อนเร็ว แต่มีผลเสียทำให้ก้อนยางแข็ง ขาดความยืดหยุ่น มีสีคล้ำ ส่งผลให้คุณภาพยางต่ำลงได้”

คุณเชาว์ ยังกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กยท. ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ได้รณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรมาโดยตลอดในการใช้กรดฟอร์มิกเป็นสารจับตัว เนื่องจากสูตรโครงสร้างทางเคมีของกรดฟอร์มิกคือ HCOOH มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเพียงตัวเดียว จึงเป็นกรดอ่อนที่มีความแรงของกรดไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกรดชนิดอื่น กรดฟอร์มิกเป็นสารอินทรีย์ที่จับตัวเนื้อยางได้อย่างสมบูรณ์ สลายตัวง่าย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบต่อหน้ายางกรีด หากใช้ในอัตราส่วนตามคำแนะนำ

“จากการที่ กยท. โดยสถาบันวิจัยยางได้ศึกษาจากการเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ ทั้งทางเคมีและทางกายภาพ ยังไม่พบว่ามีสารเคมีชนิดใดที่สามารถผลิตยางแผ่นหรือยางก้อนถ้วยแล้วมีคุณภาพที่ดีเท่ากับการใช้กรดฟอร์มิก” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

จากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา จนผู้ซื้อในต่างประเทศระงับการซื้อยางจากประเทศไทย อันจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก

เกษตรไทยไชโย นักคิดไทย สร้างสูตรกรดหยอดยาง รักษ์โลก

กรดหยอดยางฟอร์มิกสูตรพิเศษ เป็นผลงานการคิดค้นของทีมงานฝ่ายวิชาการของ บริษัท เกษตรไทยไชโย จำกัด นับเป็นอีกผลงานการคิดค้นวิจัยที่มาจากมันสมองของคนไทย

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการคิดค้นกรดดังกล่าว เนื่องจากทางบริษัท เกษตรไทยไชโย มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลกระทบจากการใช้น้ำกรดหยอดยางพาราที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คิดค้นสร้างสรรค์กรดหยอดยางฟอร์มิกสูตรพิเศษ ตราแรด ว่ามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวดในการวิเคราะห์-วิจัย

คุณวีรวัฒน์ ยมจินดา ประธานบริษัท เกษตรไทยไชโย กล่าวว่า ทางบริษัทได้ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะลงตัวในการคิดค้น จนสามารถได้กรดหยอดยางที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะใช้ในการผลิตยางก้อนถ้วย หรือขี้ยางที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของชาวสวนยางพาราและตลาดรับซื้อยางอย่างเช่นทุกวันนี้

คุณวีรวัฒน กล่าวว่า ความโดดเด่นข้อแรกของแรด คือ แรดเป็น กรดเย็น ไม่ใช่ กรดร้อน แบบกรด กำมะถัน หรือ ซัลฟิวริก

ซึ่งกรดร้อนนั้นจะมีไอระเหยไปฝังที่หน้ายาง เมื่อใช้หยอดยางผ่านไป 1-2 ปี ความร้อนดังกล่าวก็จะไปอุดท่อน้ำเลี้ยงของยางพารา ทำให้น้ำยางไม่ไหล ได้แค่ซึม หรือที่เราเรียกว่า หน้ายางตายนึ่ง นั่นเอง

แต่ความเป็นกรดเย็นของแรดจะไม่เป็นอันตรายต่อหน้ายางพาราของชาวสวน

อีกทั้งความเป็นกรดเย็นไม่เป็นอันตรายต่อการกัดมือ ต่อระบบการหายใจ ต่อปอดและต่อสายตาหรือใบหน้า และที่สำคัญคือ ไม่เป็นอันตรายต่อดินของท่าน

พูดง่ายๆ คือเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม

ความโดดเด่นข้อที่สอง คือการเพิ่มน้ำหนักให้กับยางพารา ด้วยเหตุผลที่กรดแรดจะ ไม่รีดน้ำขุ่น จากยางออกมา สังเกตได้หลังจากหยอดกรดไปแล้วซัก 15 นาที น้ำที่อยู่ก้นถ้วยจะใสเหมือนน้ำฝน เพราะกรดแรดนี้จะไม่เอาเนื้อยางออกมา ซึ่งทำให้ยางมีน้ำหนักดี และทำให้น้ำยางไหลดีกว่ากรดตัวอื่นๆ

ความโดดเด่นข้อที่สาม คือยางไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่บวม ไม่มีฟองอากาศ นั่นเพราะการรีดน้ำเลี้ยงของกรดแรดปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นน้ำที่ใส ทำให้ยางก้อนถ้วยที่ใช้ กรดแรด ไม่บวม ไร้ฟองอากาศ จึงทำให้ยางไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกรดอื่น ซึ่งสร้างประสิทธิภาพให้เป็นยางก้อนถ้วยที่มีคุณภาพความยืดหยุ่นสูง มีเนื้อยางที่เนียน สียางเหลืองใส ไร้ฟองอากาศ

ความโดดเด่นข้อที่สี่ กรดแรดถูกผลิตขึ้นมาผ่านการทดสอบในห้องแล็บ เพื่อให้เกิดความสะดวกพร้อมใช้ ไม่ต้องผสมน้ำแต่อย่างใด โดย 1 ขวด บรรจุ 1,200 ซีซี สามารถใช้กับยางพาราได้ถึง 5 ไร่ หรือประมาณ 400-450 ต้น ในขณะที่กรดอื่น แม้ว่า 1 ขวด จะผสมน้ำได้ 2-3 ขวด แต่ก็ใช้ได้ 400-450 ต้น เช่นเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปริมาณการใช้กรดแรดน้อยกว่าครึ่งต่อครั้ง

สุดท้ายของความโดดเด่นก่อนที่จะไปสัมภาษณ์ แฟนพันธุ์แท้ที่ใช้กรดแรด กันทั่วสารทิศในขณะนี้ก็คือ น้ำหนักที่ทำเอาชาวสวนยางพาราต่างตกใจกันไปทั่ว เพราะเมื่อก่อนใช้กรดอื่น เคยได้ยาง 100 กิโลกรัม แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้กรดแรด ปรากฏว่าได้น้ำหนักยางเพิ่มขึ้น เป็น 120 กิโลกรัม

ถามว่า 20 กิโลกรัม ที่เพิ่มขึ้น มาจากไหน??

ตอบว่า เพิ่มมาจากการที่น้ำยางไหลดี…ไหลต่อเนื่องไม่หยุด หลังหยอดกรดก็ยังไหลอยู่ และไม่รีดน้ำขุ่นออกจากยางพารา ซึ่งไม่เกิดความสูญเสียคุณภาพของน้ำยางแต่อย่างใด

ทีนี้มาฟังความรู้สึกของผู้ใช้ตัวจริงกันดูนะครับ

คุณรัสมี แก้วดวงดี หรือ “น้องตรี” วัย 26 ปี ชาวสวนยางแห่งอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เธอเล่าว่า “เมื่อก่อนใช้กรดกำมะถัน ผสมน้ำได้ 2-3 ขวด แต่ก็ใช้ได้แค่ 400 ต้น ต่อมาร้านปูเป้การยาง เอากรดฟอร์มิก ตราแรด มาแนะนำ เลยซื้อมาลองใช้ ปรากฏว่า 1 ขวด ใช้ได้ 450 ต้น ซึ่งประหยัดกว่ามากค่ะ”

เธอชูมือให้ดูแล้วบอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “ดูมือหนูซิ ลอกจนจะแย่แล้ว แสบมากเลย เพราะจกยางทุกวัน กลิ่นก็เหม็นมาก ล้างยังไงก็ไม่ออก ตอนนี้ใช้กรดแรด ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน ที่ชอบเพราะไม่แสบมือ กลิ่นยางไม่เหม็นฉุน ราคาก็ไม่แพงค่ะ”

ส่วนผลประโยชน์ในด้านบวกที่ทำให้ “น้องตรี” และเพื่อนๆ กลุ่มสวนยางเดียวกันถึงกับอึ้ง เธอบอกว่า “หนูมียางอยู่ 720 ต้น เมื่อก่อนกรีดได้ยาง 409 กิโลกรัม โดยยังไม่เต็ม 5 กระสอบดี…แต่ตอนนี้หลังจากใช้กรดฟอร์มิก สูตรพิเศษ ตราแรด กรีดยางแค่ 5 มีด ได้ยาง 5 กระสอบเท่ากัน แต่น้ำหนักโผล่พรวดไปเกือบ 500 กิโลกรัม ถ้าไม่เชื่อหนูขอท้าพิสูจน์ สำหรับเรื่องกลิ่นเหม็นเน่า เรื่องนี้ตัดไปได้เลย ขนาดฝนตกเปียกน้ำยังหมดห่วงได้”, “น้องตรี” ชาวสวนยางแห่งอำเภอเฝ้าไร่ เมืองพญานาคหนองคาย ย้ำทิ้งท้าย

คุณสำราญ ปัญญา อายุ 68 ปี อยู่ตำบลหนองเม็ก บ้านหนองลาด อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี มีจำนวนยาง 36 ไร่ ประมาณเกือบ 3,000 ต้น “เมื่อก่อนใช้กำมะถัน ตอนนี้หันมาใช้ฟอร์มิก สูตรพิเศษ ตราแรด เห็นความเปลี่ยนแปลงคือ หน้ายางขาวใส ไม่ค่อยมีกลิ่น แข็งตัวเร็ว ไม่มีฟองอากาศ ไม่เป็นอันตรายต่อจมูก ต่อมือ ผมมั่นใจและจะแนะนำชาวสวนในชุมชนตำบลหนองเม็ก ให้ใช้กันอย่างทั่วถึงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีครับ”

คุณเอกราช ลือชา ผู้อำนวยการโรงเรียนปอวิทยา อำเภอเวียงแก่น เชียงราย ผู้เป็นเจ้าของสวนยางมากกว่า 50 ไร่ เปิดเผยว่า “ใช้ดีครับ” เท่าที่สอบถามลูกน้องที่เป็นคนกรีดยางบอกว่า เมื่อก่อนแสบมือ กัดมือมาก กลิ่นก็เหม็น…แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ เวลาเอาไปขายกองที่ลานประมูลยาง ชาวสวนจะมามุงดูยางผม ต่างก็บอกว่า เนื้อยางสวยเนียนใส น้ำหนักดี ผมก็บอกไปว่า ผมใช้กรดแรดหยอดยาง ตอนนี้ชาวสวนที่เวียงแก่น เชียงของ ใช้ตามผมเกือบหมดแล้ว อีกอย่างหนึ่ง เมื่อก่อนเอายางไปขายเสร็จแล้ว ต้องล้างรถถึง 3-4 ครั้ง กว่ากลิ่นจะหมด ตอนนี้ขายเสร็จแล้วไม่ต้องเปลืองเงินล้างรถเลย (หัวเราะ) ชาวบ้านที่อยู่แถวนี้ เลิกบ่นเรื่องกลิ่นยางเหม็นไปโดยปริยาย ผมชอบมาก”

ลุงบุญชาญ เลิศสงคราม แห่งจังหวัดหนองบัวลำภู ทำอาชีพชาวสวนยางพารามาได้ประมาณ 10 ปี มียางที่เปิดกรีด 30 กว่าไร่…ลุงชาญ กล่าวถึงความรู้สึกในการใช้กรดแรดว่า “ใช้มาได้ 2 เดือนแล้วครับ ที่ชอบมากๆ อย่างแรกคือ ยางแข็งเร็วดี แค่หยอด แล้วคนเพียง 3-4 รอบ ก็แข็งแล้ว ต่อมาเมื่อสังเกตดูหลังจากผ่านไป 10 นาที จะเห็นว่าหน้ายางเนียนสวย ไม่มีฟองอากาศ เหมือนกรดอื่นๆ แสดงว่า การใช้กรดแรดไม่ทำให้เกิดฟองอากาศ และเมื่อผมควักดูจะเห็นว่าน้ำที่อยู่ก้นถ้วยเป็นน้ำที่ใสมากๆ นั่นหมายความว่า น้ำหนักยางจะเพิ่มขึ้น ปกติจะกรีดประมาณ 7 มีด ถึงจะควักขาย ตอนนี้กรีดแค่ 5 มีด ก็เต็มถ้วย ควักขายได้แล้วครับ ผมมีความสุขมากครับ”

คุณบุญฤทธิ์ แซ่อุ๋ย หรือ อู๊ด หนุ่มนักสู้ผู้เป็นทั้งเจ้าของสวนยางและเจ้าของลานรับซื้อยางแห่งเมืองน้ำแร่ จังหวัดระนอง “อู๊ด” เล่าให้ฟังว่า “ได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า มีน้ำกรดหยอดยางแรด ที่ทำให้ยางไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่บวม ไม่เน่า ก็เลยสนใจ เพราะที่ลานยางของผมอยู่ริมถนน ไม่ห่างจากชุมชนที่ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านมากนัก วันไหนที่มีการประมูลยางจะเหม็นมาก ซึ่งก็มีการร้องเรียนจากชาวบ้านอยู่พอสมควร หลังจากได้รับทราบข่าวผมก็ติดต่อไปที่บริษัท เกษตรไทยไชโย เขาก็เลยส่งฝ่ายวิชาการมาพบ พร้อมกับนำสินค้าตัวอย่างมาเทสต์กับยางก้อนถ้วย วันนั้นมีชาวบ้านที่สนใจมาดูการเทสต์กรดแรดกับยางก้อนถ้วยหลายสิบคน”

“ผลการทดลองปรากฏว่า ยางแข็งเร็วดี คิดว่าหนีฝนได้สบายมาก รีดน้ำออกมาดี เมื่อผ่านไป 3-4 วัน เอายางมาดม ปรากฏว่ากลิ่นยางไม่เหม็น สมราคาคุย ยางหนึบและยืดหยุ่นดีมาก ได้ค่า DRC สูง นั่นหมายถึง มีความชื้นน้อย เหมาะที่จะไปทำยางเครป ซึ่งทำให้น้ำหนักยางดีครับ…ตอนนี้ลานยางของผมต้องบอกด้วยความมั่นใจว่า กลิ่นเหม็นน้อยมาก ไม่รบกวนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงอีกแล้วครับ”

อู๊ด…คุณบุญฤทธิ์ หนุ่มเมืองระนองย้ำทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

ต้องย้ำว่า “กรดแรด” ฟอร์มิก สูตรพิเศษเฉพาะของเกษตรไทยไชโย ไม่มีส่วนผสมของ “กำมะถัน หรือ ซัลฟูริก” ที่ทำให้ขี้ยางมีค่าซัลเฟอร์สูง ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาดรับซื้อในต่างประเทศ บริษัท เกษตรไทยไชโย มุ่งมั่นวิเคราะห์ วิจัย เพื่อพลิกชีวิตพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อสร้างคุณภาพที่ดี หลุดพ้นจากอันตรายจากสารเคมีและผลิตยางคุณภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทุกเวลา ที่สายด่วน โทร. (081) 801-4422 หรือ (092) 824-4383

12-15 พฤศจิกายน 2558 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ พบกับพืชพรรณชั้นยอด ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม…ที่นี่ ที่เดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05067011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

สกู๊ปพิเศษ เกษตรมหัศจรรย์วันเส้นทางเศรษฐี 2558

กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน

12-15 พฤศจิกายน 2558 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ พบกับพืชพรรณชั้นยอด ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม…ที่นี่ ที่เดียว

ถึงแม้ฝนปีนี้น้อยกว่าปีก่อนๆ แต่เมื่อถึงช่วงปลายฤดู หลายพื้นที่ได้รับน้ำชุ่มฉ่ำไปตามๆ กัน

งานเกษตรที่ต้องอิงแอบกับธรรมชาติ เป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถของเกษตรกร ที่ต้องแก้ปัญหา ซึ่งแต่ละปีมีความแตกต่างกันไป ฝนมาก ฝนน้อย ฝนมาเร็วมาช้า สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการผลิตของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในส่วนของงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ คือ งาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ถึงแม้เศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม รวมทั้งดินฟ้าอากาศจะไม่ปกตินัก แต่ทางเครือมติชน โดยนิตยสารทางการเกษตรและอาชีพที่ได้รับความนิยมสูง อย่าง เทคโนโลยีชาวบ้าน และเส้นทางเศรษฐี ได้จัดงานขึ้น ที่ เอ็มซีซี ฮอล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ ระหว่าง วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 นี้

ขอพาย้อนไปดูเอกลักษณ์ ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และเส้นทางเศรษฐี ซึ่งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรและอาชีพอิสระ มีตัวนิตยสารเป็นสื่อ โดยปัจจุบันเพิ่มช่องทาง…ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก เข้ามาเพิ่มเติม นอกจากเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแล้ว การสื่อสารกับผู้อ่าน ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีก เช่น สัมมนา ทัวร์เกษตร และงานประจำปี อย่างเกษตรมหัศจรรย์

การจัดงานเกษตรมหัศจรรย์นั้น มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ผลิตซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และผู้อ่านได้มาพบปะ และแลกเปลี่ยนกัน ทางด้านความรู้ รวมทั้งซื้อขายผลิตผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป จากทุกมุมของประเทศไทย

การจัดงานปีนี้ ทางผู้จัดได้เตรียมงานกันนาน เพื่อให้สมกับที่รอคอยกันเป็นปี

ขอแนะนำเนื้อหาในงานพอสังเขป ดังนี้

ผู้ทรงคุณค่า วงการเกษตรไทย

ในฐานะที่ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน อยู่มา 28 ปี จึงรู้และเห็นบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อวงการเกษตร ซึ่งบางครั้งอาจจะถูกหลงลืม ไม่ได้นำออกเชิดชูและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น

ผู้ทรงคุณค่าคนแรก คือ คุณทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ ประธานชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร

คุณทวีศักดิ์ เรียนจบจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นศึกษาพันธุ์ไม้ผลและไม้หายากอย่างจริงจัง เมื่อแน่ใจก็เผยแพร่สู่ผู้สนใจ ผลงานของนักเกษตรคนนี้ มีการตอบรับจากเกษตรกรในวงกว้าง เช่น ตะขบยักษ์ มะเดื่อฝรั่ง มะละกอเรดแคริเบี้ยน มะม่วงจากประเทศไต้หวัน ฟักยักษ์ เป็นต้น

ผู้ทรงคุณค่าคนที่สองคือ คุณสมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรวัย 73 ปี เจ้าของพรชัยฟาร์ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กิจกรรมหลักคือ การเลี้ยงโคเนื้อ พันธุ์โลวไลน์แองกัส อเมริกันบราห์มัน และ ชาร์โรเล่ส์

กว่า 42 ปี กับประสบการณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้ง สุกร โคนม และโคเนื้อ เกษตรกรผู้นี้ได้เป็นเกษตรกรผู้นำในการริเริ่มการพัฒนาในด้านการเลี้ยง โดยเฉพาะสายพันธุ์ ที่จะเน้นการผลิตสัตว์พันธุ์ดี โดยนำเข้าปศุสัตว์เลือด 100 จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ เช่น โคนมพันธุ์โฮลสไตล์ฟรีเชี่ยน เลือด 100, โคเนื้อพันธุ์โลวไลน์แองกัส เลือด 100 จนเป็นที่ยอมรับทั้งในวงการวิชาการและเกษตรกร ในฐานะเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ประสบความสำเร็จในอาชีพปศุสัตว์

ผู้ทรงคุณค่า คนที่สาม คือ คุณเศวตฉัตร สมสวย ปราชญ์ปลานิล ของจังหวัดนครสวรรค์ มีดีกรีการศึกษาทางด้านการผลิตสุกร จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่มาประสบความสำเร็จในการประมงมากกว่าปศุสัตว์ เพราะเริ่มจากการทำงานในตำแหน่งนักวิชาการประมง เก็บสะสมความรู้นำมาประยุกต์ใช้ในระบบการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิลให้มีอัตรารอดสูง เมื่อออกสู่ระบบการเลี้ยงของเกษตรกรแล้ว ส่งผลให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดี จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นปราชญ์ปลานิล ประจำจังหวัดนครสวรรค์

พืชพรรณเศรษฐี

ส่วนนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของงาน

กล้วย…มีมาแสดงมากกว่า 50 สายพันธุ์ จำนวนกว่า 100 เครือ

ปัจจุบัน กล้วยที่ได้รับความนิยม ได้แก่ กล้วยน้ำว้า ซึ่งพบเห็นมากกว่า 10 ลักษณะ ด้วยกัน นอกจาก กล้วยน้ำว้า ยังมีกล้วยอื่นๆ อีก ยกตัวอย่าง

กล้วยหอมกะเหรี่ยง

อยู่ในกลุ่ม กล้วยหอม

ชื่ออื่น กล้วยหอมเพ็ชร หอมแม้ว พบปลูกบริเวณพรมแดนไทย-พม่า เช่น ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี จัดเป็นกล้วยที่ทนความแห้งแล้งได้ดี นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีแยกหน่อ หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ลำต้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 18-25 เซนติเมตร สูง 250-300 เซนติเมตร กาบนอกสีเขียวอมเหลือง ตอนโคนมีประสีน้ำตาลแดง กาบในสีชมพูเจือแดง ลำต้นแข็งแรง

ใบ ทางใบยาว แผ่นใบกว้างสีเขียวเข้ม ก้านใบสีเขียวมีนวล ร่องใบกว้าง มีปีกสีน้ำตาลแดง

ปลี รูปทรงกระบอกยาว ปลายแหลม กาบนอกสีแดงคล้ำเจือม่วง กาบในสีซีด เมื่อบานเปิดม้วนขึ้นหลังจากติดผลหวีสุดท้ายแล้วปลีจะมีรูปร่างป้อมขึ้น

ผล ใน 1 เครือ จะมี 8-11 หวี หวีละ 16-20 ผล ผลมีขนาดกว้าง 3.5-4 เซนติเมตร ยาว 21-25 เซนติเมตร รูปร่างโค้งคล้ายกล้วยหอมทอง แต่ปลายผลทู่และจุกไม่ชัดเจน ผลดิบสีเขียวอ่อน ผลสุกค่อนข้างกลม สีเหลืองเข้ม หากปล่อยงอมจะมีกระสีดำเล็กๆ ที่ผิว เนื้อในสีส้มค่อนข้างฟู รสหวานอมเปรี้ยวถึงหวานหอม อายุตั้งแต่ออกปลีถึงผลแก่จัด 100 วัน

การใช้ประโยชน์ ผลดิบทำแป้งกล้วย กล้วยทอดกรอบ ผลสุกรับประทานสด

กล้วยน้ำว้าดำ

เป็นกล้วยน้ำว้า ที่รสชาติดีมาก

ชื่ออื่น น้ำว้าแดง น้ำว้าไฟ (ไหม้) น้ำว้าทองสำริด (สีทองแดงเกือบดำ) เป็นกล้วยโบราณในสวนย่านตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และหายสูญไปเมื่อน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2483 จนกระทั่ง นายบรรจง คล้ายถม เจ้าของสวนย่านตลิ่งชันได้เสาะหาจนพบและนำกลับมาขยายพันธุ์ใหม่ ในปี พ.ศ. 2539 นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีแยกหน่อและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ลำต้น มีขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลาง 18-22 เซนติเมตร สูง 320-420 เซนติเมตร กาบนอกสีเขียวอมเหลืองเจือน้ำตาล มีประดำบริเวณโคนใบเล็กน้อย หน่ออ่อนสีเขียวนวล

ใบ ทางใบยาว แผ่นใบกว้าง สีเขียวสดค่อนข้างหนา ก้านใบสีเขียวอ่อน ร่องค่อนข้างชิด มีนวลจับเล็กน้อย บางต้นใต้ก้านใบมีสีม่วงเห็นชัดเจน (ต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ)

ปลี รูปไข่ ไหล่ปลีกว้าง ปลายมน กาบนอกสีแดงคล้ำ เมื่อบานเปิดม้วนขึ้นเห็นลูกกล้วยสีเขียวหม่น หลังจากติดผลหวีสุดท้ายแล้วปลีจะมีปลายแหลมขึ้น

ผล ใน 1 เครือ จะมี 7-11 หวี หวีละ 14-16 ผล ขนาดผลกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 12 เซนติเมตร เปลือกบาง เมื่อดิบสีเขียวเข้ม หลังจากติดผล 20-45 วัน จะเกิดจุดสีส้มคล้ายสีสนิมบนผิว และเมื่อกล้วยใกล้จะแก่ผิวทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงเกือบดำคล้ายถูกไฟไหม้ ผลสุกเนื้อสีขาว ค่อนข้างเหนียว รสหวาน ปล่อยให้งอมเนื้อไม่เละ อายุตั้งแต่ออกปลีถึงผลแก่จัด 120-130 วัน

การใช้ประโยชน์ รับประทานผลสด ข้าวต้มผัด กล้วยเชื่อม

กล้วยนมสาว

เพียงแต่ชื่อ ก็เรียกร้องความสนใจได้

ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (AAB group) “Kluai Nom Sao”

แหล่งที่พบ ภาคใต้

ลำต้น สูง 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวเข้ม มีปื้นสีดำ

ใบ ก้านใบค่อนข้างสั้น มีประดำ ร่องก้านใบเปิด

ดอก ปลีเป็นทรงดอกบัว ปลายแหลม สีแดงอมม่วง

ผล เครือหนึ่งมี 5-7 หวี หวีหนึ่งมี 10-12 ผล ผลอ้วนกลมผิวสีสดใส ปลายผลมีจุกใหญ่งอนขึ้น ผลสุกเปลือกหนา

การใช้ประโยชน์ ผลใช้รับประทานสด

มะละกอ พืชพรรณล้ำค่า…เป็นพืชที่คนไทยใช้ประโยชน์มากกว่าแหล่งดั้งเดิมเขาเสียอีก โดยบริโภคมะละกอดิบเป็นส้มตำ และบริโภคสุกเป็นผลไม้

คุณประโยชน์ของมะละกอมากล้ำ ความหลากหลายของสายพันธุ์ ทำให้มะละกอเป็นพืชที่ได้รับความนิยมไม่เปลี่ยนแปลง

มะละกอเรดแคริเบี้ยน โดดเด่นตรงที่มีขนาดผลใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ยประมาณ 2-5 กิโลกรัม เนื้อหนา มีสีแดงส้ม รสชาติหวาน สามารถบริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ลำต้นมีความแข็งแรง ติดผลดก

มะละกอสีทอง ผลเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ผลดิบจนกระทั่งผลสุก เป็นสีส้มหรือสีเหลืองทอง จึงถูกเรียกชื่อว่า “มะละกอสีทอง” ผลดิบเนื้อกรอบฉ่ำน้ำ ทำส้มตำอร่อยมาก ผลสุกเนื้อแน่น ไม่เละ รสหวาน

ผลดิบ ผลิตเป็นยาช่วยย่อย ยาลดอาการบวมอักเสบจากบาดแผลที่ผ่านการผ่าตัด

ผลสุก มีวิตามินเอมาก

ต้น ส่วนโคนตัดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นวดกับเกลือป่น ทำเป็น “ฉายโป๊ย” รับประทานอร่อยมาก

มะละกอเรด เลดี้ สายพันธุ์นี้มีความพิเศษตรงที่ให้ผลผลิตเร็ว ลำต้นสูง 60-80 เซนติเมตร ก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลผลิตมากกว่า 40-50 ผล ต่อต้น ต้านทานไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคใบด่างวงแหวนได้ดี

มะละกอสายพันธุ์นี้ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากประเทศไต้หวัน และมีการเรียกชื่อพันธุ์ตามลักษณะเด่นของมะละกอว่า RED LADY ซึ่งเป็นคำเรียกที่มีภาษาจีนว่า หงเผย หรือ นางสนมแดง ทำให้มะละกอสายพันธุ์นี้มีชื่อเรียกที่หลากหลาย ซึ่งบางแห่งเรียกมะละกอสายพันธุ์นี้ว่า สาวน้อยแก้มแดง

มะพร้าว พืชน่าสน มากคุณค่า

ปัจจุบัน ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 1.28 ล้านไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิต 1.008 ล้านตัน ซึ่งมะพร้าวนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารคาว-หวาน ไทย รวมทั้งเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มีข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่า คนไทย 1 คน จะบริโภคเนื้อมะพร้าว ประมาณปีละ 8,273.2 กรัม หรือประมาณ 18 ผล ต่อคน ต่อปี นอกจากนี้ ปัจจุบัน อุตสาหกรรมมะพร้าวมีความต้องการใช้วัตถุดิบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มะพร้าว จึงนับเป็นพืชที่น่าสนใจและมากด้วยคุณค่า

สำหรับสายพันธุ์มะพร้าวที่น่าสนใจนั้นมีอยู่มากมาย อาทิ

มะพร้าวพันธุ์สวีลูกผสม 1 มีอายุการตกผลเร็ว สามารถเก็บผลผลิตได้ในปีที่ 5 เนื้อมะพร้าวแห้ง มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ให้ปริมาณผลสูงสุดในช่วงอายุ 7-15 ปี จำนวนผลดก แต่ผลมีขนาดค่อนข้างเล็ก เนื้อหนากว่ามะพร้าวพันธุ์ไทยพื้นเมือง

มะพร้าวพันธุ์ชุมพรลูกผสม 60 ตกผลเร็ว เก็บผลได้ในปีที่ 5 หลังจากปลูก และผลมีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ตรงตามความต้องการของชาวสวนมะพร้าว ให้ผลผลิตเนื้อมะพร้าวแห้งต่อไร่สูง ทนทานต่อความแห้งแล้งดีกว่าพันธุ์พ่อเวสต์แอฟริกันต้นสูง ตอบสนองต่อปุ๋ยดีกว่าพันธุ์ไทยพื้นเมืองต้นสูง

มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 ให้ผลขนาดใหญ่ ผลดก และออกผลเร็ว สามารถเริ่มเก็บได้เมื่ออายุ 4 ปีครึ่ง มีคุณภาพ เนื้อมะพร้าวมีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ประมาณ 66% ทนแล้งพอสมควร

มะพร้าวพันธุ์กะโหลก เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์มะพร้าวพื้นเมืองของไทย ที่จัดว่าหายากแล้วในปัจจุบัน ที่สำคัญ มะพร้าวกะโหลก ถือว่าเป็นมะพร้าวพันธุ์ใหญ่ที่สุดที่พบในเมืองไทย แต่เดิมนั้นจะนิยมนำมาใช้ประโยชน์ในการนำกะลาไปทำเป็นบาตรพระ

มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ทุ่งเคล็ด ถือเป็นหนึ่งในมะพร้าวน้ำหอมขึ้นชื่อว่า ทั้งหอม ทั้งเตี้ย จนเอามือปลดได้ มะพร้าวแก่ขูดทำขนมและทำกับข้าวได้ เป็นพันธุ์ออกผลเร็ว ต้นเตี้ยไม่มีสะโพก พันธุ์พวกนี้มักจะติดดอกออกผลในช่วง 3-4 ปี หลังจากปลูก

มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ รบ. 1 รบ. ย่อมาจาก ราชบุรี ตามแหล่งของการพัฒนาต้นพันธุ์ ที่อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี โดย ผศ. ประสงค์ ทองยงค์ เป็นสายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมใหม่ที่ได้มาครั้งแรก ต้นเตี้ยเหมือนมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป โคนต้นหรือสะโพกใหญ่ มีความคงทนแข็งแรง หาอาหารเก่ง เปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่น เปอร์เซ็นต์การโค่นล้มน้อยกว่า

ต้นพันธุ์ เกิดขึ้นจากการซื้อมะพร้าวน้ำหอม จากฟาร์มอ่างทองมาปลูก โดยผสมผสานกับมะพร้าวหมูสีในท้องถิ่น ต่อมาได้มีการเก็บพันธุ์มะพร้าวจากต้นน้ำหอมไปเพาะ เพื่อขยายพันธุ์ต่อ ปรากฏว่า พบลักษณะของมะพร้าวที่เปลี่ยนไป ได้มะพร้าวสายพันธุ์ใหม่ มีลักษณะนิ่ง มีความโดดเด่น จึงขยายปลูกเต็มที่

มะพร้าวกะทิ เป็นที่นิยมบริโภคเป็นของหวาน มีเนื้อหนาฟู อ่อนนุ่ม และหวานมัน อร่อย และมีราคาแพง ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่นิยมบริโภคมะพร้าวกะทิกันมาก จึงรู้จักนำมาแปรรูปเป็นของหวาน และส่วนประกอบของอาหารว่าง เช่น pies และ tarts ทำไอศกรีมที่มีรสชาติดีที่สุดในโลก มะพร้าวกะทิในธรรมชาติโดยปกติเป็นมะพร้าวลูกผสม แต่จะไม่ทราบว่ามะพร้าวต้นนั้นมีกะทิที่แตกต่างกับมะพร้าวพันธุ์อื่นๆ นอกเสียจากว่าจะเก็บผลมาตอนแก่แล้ว จึงทราบว่าบางลูกเป็นกะทิ ปกติถ้าตามทฤษฎีแล้ว จะได้อัตราส่วน 3 ส่วน เป็นมะพร้าวธรรมดา และ 1 ส่วน เป็นมะพร้าวกะทิ

ความหลากหลายทางด้านสายพันธุ์ของสับปะรด…ถือว่าเป็นผลไม้ที่แปลก เพราะปลูกเหมือนพืชไร่ แต่นำมาบริโภคเป็นพืชสวนคือ ผลไม้

สับปะรด ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้

สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 หรือ พันธุ์ฉีกตา เป็นสับปะรดพันธุ์ใหม่ เหมาะสำหรับรับประทานผลสด ถูกพัฒนาพันธุ์โดย ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และสถานีทดลองพืชสวนเพชรบุรี จุดเด่นอยู่ที่ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย เจริญเติบโตดีแม้ในสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง แต่ไม่ชอบพื้นที่ที่มีน้ำขังแฉะ

ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ภูเก็ตและสวี ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธุ์เดียวกัน

รสชาติ อมเปรี้ยว กลิ่นหอมแรง เนื้อกรอบใกล้เคียงพันธุ์สวีและภูเก็ต สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตาออกจากกันโดยง่าย และรับประทานแกนผลได้

สับปะรดพันธุ์อินทรชิต หรือ อินทรชิตแดง ถือเป็นสับปะรดสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เพราะปลูกมานานนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะทั่วไป ขอบใบมีหนามแหลมร่างโค้งงอสีน้ำตาลอมแดง ใบสีเขียวอ่อนไม่เป็นมัน ขอบใบทั้ง 2 ข้าง มีแถบสีแดงอมน้ำตาลตามแนวยาว ใต้ใบจะมีสีเขียวออกขาวและมีวาวออกสีน้ำเงินกลีบดอกสีม่วงเข้ม

ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย รสหวานอ่อน เนื้อเป็นสีทอง ภายในผลมีเส้นใยมากและผลค่อนข้างเล็ก มีตะเกียงติดอยู่ที่ก้านผล เปลือกผลเหนียวแน่นทนทานต่อการขนส่ง เหมาะสำหรับบริโภคสด

ปัจจุบัน พันธุ์อินทรชิต เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากเกษตรกรไม่นิยมปลูก ปัจจุบัน สวนสับปะรดของ คุณสมศรี อ้งเจริญ ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นแหล่งสุดท้ายที่ปลูกในประเทศไทย

สับปะรดพันธุ์ MD2 ลักษณะพิเศษ รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อมีสีเหลืองเข้ม เนื้อตัน แน่น และไม่เป็นโพรง มีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสับปะรดพันธุ์อื่นๆ เมื่อรับประทานแล้วไม่กัดลิ้น ทำให้คนรับประทานได้มากขึ้น เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนจากผิวสีเขียวเป็นสีเหลืองทองทั้งผล ทำให้เป็นที่ดึงดูดลูกค้า ได้รับการพัฒนามาเพื่อให้เดินทางขนส่งทางเรือได้ โดยไม่เป็น “ไส้สีน้ำตาล” เมื่อต้องอยู่ในห้องเย็น ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส นานเกิน 10 วัน

มะนาว ยังคงเป็นพืชที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง คุณประโยชน์ที่ใช้ได้จากมะนาวนั้นหลากหลาย ในงานเกษตรมหัศจรรย์ ได้นำมะนาวที่มากทั้งน้ำและความหอมมาจัดแสดง

มะนาวยักษ์ไร้เมล็ดดอกหอม จุดเด่นอยู่ที่ทนแล้ง ทนโรค ออกดอกออกผลทั้งปี ผลโตเท่าส้มโอ ไร้เมล็ด ระบบรากแข็งแรง หาอาหารเก่งมาก หนามน้อยมาก

ดอกหอมมาก กลิ่นเย็นๆ คล้ายมะลิผสมดอกแก้ว เวลาดอกบานจะหอมสดชื่นมาก

ลักษณะผลกลมเป็นพวง ไม่ต้องดูแลมาก ทำให้สามารถปลูกแปลงแบบอินทรีย์ได้

ลูกชก

ชก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปาล์ม เช่นเดียวกับตาลและมะพร้าว มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ต๋าว หรือ ตาว

ลำต้นตรง ใหญ่กว่าต้นตาล ไม่แตกหน่อ ใบเป็นแฉกคล้ายใบมะพร้าวแต่ใหญ่กว่า ดอกเป็นดอกช่อ แยกตัวผู้ ตัวเมีย ช่อดอกตัวผู้ออกได้หลายครั้ง แต่ช่อดอกตัวเมียออกเพียงครั้งเดียว ออกผลเพียงครั้งเดียวก็ตาย

การใช้ประโยชน์จาก ชก มีมาก น้ำตาลที่ปาดได้จากช่อดอกตัวผู้ ทำเป็นน้ำตาลสด น้ำตาลเมา และน้ำส้มได้ ในอินเดียปาดเอาน้ำหวานต้นชกไปทำน้ำตาล เรียก gur และหมักเป็นน้ำส้มสายชู ทางภาคใต้ของไทย นิยมทำน้ำตาลจากต้นชกเช่นกัน และเรียกว่าน้ำตาลฉก ชาวชวาและบาหลีนิยมใช้ใบมุงหลังคา ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์รับประทานผลชกทั้งผลดิบและนำไปเชื่อม

ยอดอ่อนรับประทานได้ ราก ลำต้น และ ก้านใบ ย่อยเป็นส่วนที่ให้เส้นใยใช้ทำเชือก แปรงทาสี วัสดุเสริมคอนกรีต เยื่อละเอียดบริเวณกาบใบ ใช้ทำคบไฟและหมันเรือ สายเบ็ด สายแร้ว ดักนก หรือสานเสื่อ ใบอ่อน ใช้รับประทานได้ ก้านใบ ย่อยทำไม้กวาดและไม้เสียบสะเต๊ะ ใบใช้มวนบุหรี่ มัดสิ่งของ ก้านช่อดอก ใช้ทำไม้เท้า ผลดิบ ตำให้ละเอียดใช้เบื่อปลา รากแก่ ใช้แก้ปวดฟัน เยื่อละเอียดในกาบใบ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำตาลที่ได้มีสรรพคุณเป็นยาระบาย

มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ญี่ปุ่น

มะระโอกินาวา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประวัติยาวนาน เป็นหนึ่งในอาหารของคนโอกินาวาที่รับประทานแล้วจะอายุยืน (จังหวัดโอกินาวา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก) นิยมนำไปผัดกับเต้าหู้และไข่เป็นอาหาร ในสมัยก่อนถ้ามีฐานะหน่อยก็มักจะผัดกับหมู

มะระโอกินาวา หรือ มะระญี่ปุ่น นั้น มีสารที่เรียกว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นจำนวนมาก และเต้าหู้ทั้งหลายที่ชาวญี่ปุ่นชอบรับประทานนั้นมีสารอาหาร ที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งเชื่อกันว่า ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากที่เป็นโรคร้ายในวัยชราทั้งสิ้น

ผักและน้ำพริกพื้นบ้าน 4 ภาค

งานปีนี้พิเศษจริงๆ ผู้จัดงานได้ยกผักท้องถิ่นแต่ละภาคมาแสดง

ตัวอย่างผักภาคเหนือ ได้แก่ มะนอย คราดหัวแหวน พ่อค้าตีเมีย เชียงดา

ผักภาคอีสาน ได้แก่ อีนูน แขยง อ่อมแซบ ผักติ้ว หูเสือ เม็ก

ภาคกลาง ได้แก่ ขจร มะระขี้นก หน่อกะลา ขมิ้นขาว

ภาคใต้ ได้แก่ ผักหนาม ส้มแขก ส้มมวง หมุย มันปู

ในแต่ละวันมีปรุงน้ำพริกสาธิตแต่ละภาค พร้อมแนะนำรับประทานกับผักในภาคนั้นๆ

ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม

คุณวิมล ตัน บรรณาธิการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี แจ้งว่า ในงานได้นำผลิตภัณฑ์ดีเด่นจากทุกภาคมาแสดง ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับพืชพรรณเศรษฐี เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น กล้วยฉาบ

ผลิตภัณฑ์จากข้าว มี ครีมพอกหน้า ลิปสติก แป้งพัฟ ชา น้ำนมข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น สบู่จากผลไม้

ผลิตภัณฑ์บางชนิด มีเจ้าของกิจการมาออกร้านจำหน่ายในงาน

จำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร

อาหารอร่อย

นับเป็นโอกาสอันดี ที่การจัดงานเกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558 ครั้งนี้ เปิดพื้นที่ให้กับเกษตรกรตัวจริง นำผลผลิตจากสวนสดใหม่ มาจำหน่ายให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าที่มีกิจการเป็นของตนเอง ทั้งมือใหม่และผู้คร่ำหวอดในวงการ SME มาเปิดร้านขายผลิตภัณฑ์ให้เลือกซื้อกันอย่างใกล้ชิด ในราคาย่อมเยาที่หากพลาดแล้วจะเสียดาย

เสวนาบนเวที

แม้จะนำผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ดีเด่นจากทุกภาคมาจัดแสดงใช้ชมแล้ว การเผยแพร่ความรู้ให้เข้าถึงผู้สนใจ ก็ยังคงเป็นอุดมการณ์หลักที่กองบรรณาธิการคงไว้ จึงจัดให้มีส่วนของการเสวนาบนเวทีกลาง เพื่อประโยชน์อย่างทั่วถึง

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “มะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

สกู๊ปพิเศษ เกษตรมหัศจรรย์วันเส้นทางเศรษฐี 2558

ทิดโส โม้ระเบิด

“ตั้ง วงเล่า” ตอน “มะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม”

“แม่ค้าจ๋า หมูโล มะนาวลูก”

“เอาไปทำอะไรจ๊ะ”

“อยากกินลาบหมู”

การจะลาบหมู ตั้ง 1 กิโลกรัม โดยใช้มะนาวเพียง 1 ผล คงเป็นที่น่าหัวเราะของคนทั่วไป อาจถึงกับตั้งคำถาม จะเปรี้ยวหรือ? ขี้เหนียวแท้ ลาบหมูเยอะปานนี้ใช้มะนาวลูกเดียว? ใช้น้ำส้มสายชูหรือเปล่าเนี่ย? สารพัดจะตั้งคำถาม ตามความเข้าใจเดิมๆ ของแต่ละคนนั่นเอง เพราะเขาคงเข้าใจว่ามะนาวลูกเล็กๆ ไม่คิดว่าจะเจอลูกเท่าส้มโอเช่นนี้

ที่สำคัญไม่มีเมล็ดมาให้เห็นกันเลยเชียว

พูดถึงมะนาว ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ราคาในท้องตลาดน่าจับตามองอย่างยิ่ง ช่วงแล้งๆ ไม่ต้องพูดถึง ลูกละเกิน 10 บาท ทั้งนั้น ขนาดช่วงนี้ก็ 3-4 บาท เข้าไปแล้ว หามาปลูกไว้กินเองที่บ้านสักต้นสองต้นก็คงจะดี ปัญหาคือจะปลูกสายพันธุ์อะไรล่ะ เพราะบางคนปลูกมะนาวไทยอยู่ดีๆ แต่พอวันเวลาผ่านไป กลับได้เป็นมะนาว “ดูใบ” เสียนี่ ไม่เค้ยไม่เคยจะได้เห็นผลให้ชื่นใจสักครั้ง อยากให้ลองมาพิจารณามะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม สายพันธุ์นี้ คุณสมบัติดีๆ ที่น่าปลูกคือ ทนแล้ง ทนโรค ออกดอกออกผลทั้งปี ผลโตเท่าส้มโอ ไร้เมล็ด ดอกหอมชื่นใจ ระบบรากแข็งแรง หากินเก่งมาก หนามน้อยมาก เรียกว่าปลูกกันบ้านละต้นสองต้นก็ไม่ต้องซื้อมะนาวกินแล้ว เหลือแจกกันเลยเชียว

สมัยผมเป็นเด็ก มะนาวยักษ์-มะนาวควาย หรือ บักเว่อ ในภาษาอีสาน ถือเป็นเครื่องปรุงรสเปรี้ยวในอาหาร เครื่องดื่ม และยาสมุนไพร เด็ดสดๆ จากต้นมา 1 ผล สามารถประกอบอาหารได้สบายๆ ไม่ว่าจะเป็น ลาบ น้ำตก ต้มยำ ข้อเสียคือ ผลใหญ่ เปลือกหนา เมล็ดเยอะ และน้ำน้อย ต้องคั้นต้องบีบจนเมื่อยมือนั่นแหละจึงจะได้น้ำมะนาวออกมาปรุงอาหาร

แต่กับสายพันธุ์นี้ต่างกันไป เปลือกไม่หนามากนัก ไร้เมล็ดและน้ำเยอะมาก จึงได้เร่งขยายพันธุ์เพื่อปลูกไว้เก็บผลมาคั้นน้ำในช่วงหน้าแล้งที่มะนาวแพงๆ ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมะนาวสายพันธุ์นี้ดอกหอมมาก กลิ่นเย็นๆ คล้ายมะลิผสมดอกแก้ว เวลาดอกบานจะหอมสดชื่นมากๆ ออกดอกออกผลทั้งปี ลักษณะผลกลมเป็นพวง ดกอย่างน่ากลัวว่ากิ่งจะหักกันไปเลยเชียว ด้วยระบบรากที่แข็งแรงและทนโรค ทำให้การปลูกมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอมเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องดูแลกันมากมายนัก ปลูกในแปลงแบบอินทรีย์ได้ เรื่องแมลงที่มารบกวนในช่วงแรกก็คือ หนอนผีเสื้อ แต่ด้วยใบใหญ่เท่าฝ่ามือ หนอนจะกินไปสักใบก็ไม่เป็นไรหรอก รากพุ่งหากินเก่งรอบด้าน ทำให้บางคนนำมาทำเป็นตอส้ม ตอมะนาวนิ้วมือกันมาก เมื่อรากพุ่ง ต้นแข็งแรง ยอดที่นำมาเสียบก็จะโตเร็วและแข็งแรงตามไปด้วยนั่นเอง ด้วยหนามที่มีน้อยทำให้การปลูกและบำรุงรักษาทำได้ง่าย ไม่ต้องกลัวจะโดนหนามตำเหมือนสายพันธุ์อื่นๆ

วิธีการผสมดินปลูกก็สำคัญ พืชตระกูลส้ม ตระกูลมะนาว ต้องการดินปลูกที่มีความโปร่ง ร่วนซุย จะทำให้ระบบรากหาอาหารได้สะดวกมากขึ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตได้ดีมากๆ

ขุดหลุมระยะ 50x50x50 เซนติเมตร ผสมดินเดิม 1 ส่วน แกลบดิบเก่า 2 ส่วน ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน หากมีมะพร้าวสับก็เติมไปอีก 1 ส่วน นำต้นหรือกิ่งที่ชำพร้อมลงปลูก ปักไม้กันลมและมัดให้เรียบร้อย พูนดินที่ผสมให้เรียบร้อยเป็นหลังเต่า รดน้ำเพื่อให้ดินยุบตัวและคงความชื้น จากนั้นก็ดูแลไปตามปกติ ปล่อยไว้ 8-10 เดือน ก็ปล่อยให้ติดดอกออกผลได้แล้ว หากดอกออกก่อนก็เด็ดทิ้ง เพื่อป้องกันต้นโทรม เท่านี้ก็จะมีมะนาวยักษ์ไร้เมล็ดดอกหอมไว้เก็บผลกินได้ตลอดไป

ระยะเวลาตั้งแต่ติดดอกไปจนถึงเก็บผลผลิตคือ 4 เดือน เป็นต้นไป การขยายพันธุ์ โดยการตอนกิ่ง ควั่นและหุ้มไว้ 30-45 วัน จนรากเต็มตุ้ม ก็ตัดมาชำหรือปลูกได้แล้ว หากปักชำก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เช่นกัน แต่จะต้องระวังเชื้อราในช่วงอบ ช่วงอากาศชื้นมากๆ ไม่ควรชำ เพราะมีความเสี่ยงเยอะ ไม่แนะนำให้เสียบยอด เพราะมะนาวสายพันธุ์นี้โตเร็วมาก กลัวว่าตอกับยอดจะโตไม่สัมพันธ์กัน ขอบคุณที่ติดตามกันครับ หากมีคำถามหรือข้อแนะนำใดๆ แจ้งมาได้ครับ โทร. (099) 254-6542 ด้วยความยินดีครับ

กลเม็ดเคล็ดไม่ลับ มะนาวมีวิตามินซีสูงมาก ดังนั้น ในช่วงฝนตกชุกเช่นนี้ เรามาทำเครื่องดื่มป้องกันไข้หวัดกันดีกว่า ส่วนผสมก็ไม่มีอะไรมาก น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือครึ่งช้อนชา น้ำอุ่นครึ่งแก้ว ชงให้เข้ากันแล้วดื่ม หากไอให้จิบเรื่อยๆ รับรองว่าแม้อากาศจะเปลี่ยนเช่นไร แต่เราก็มีภูมิคุ้มกันง่ายๆ จากพืชที่เราปลูกนั่นเอง วันนี้ คุณมีมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม ไว้ติดสวนหรือยัง? ข่าวดี!! ในงานเทคโนโลยีชาวบ้านปีนี้ ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ เราแจกต้นมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม ให้ไปปลูกกันเลย กติกาเดี๋ยวแจ้งให้ทราบต่อไป

พบกับ ทิดโส โม้ระเบิด และตัวอย่างมะนาวยักษ์ไร้เมล็ด ดอกหอม ได้ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ

“มะระหัวใจ” พืชสวนครัวตัวใหม่ ปลูกง่าย อิ่มท้อง อิ่มใจ ได้สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

รายงานพิเศษ งานเกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“มะระหัวใจ” พืชสวนครัวตัวใหม่ ปลูกง่าย อิ่มท้อง อิ่มใจ ได้สุขภาพ

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ด ปัญหาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ถีบตัวสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนไม่พอใช้จ่าย ทางรอดที่ดีที่สุดในยุคนี้ก็คือ ต้องขยัน อดทน ประหยัด งดซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือย หากใครมีพื้นที่ว่างในบ้าน ก็อยากชวนลงมือปลูกพืชสวนครัวเพื่อประหยัดต้นทุนค่าอาหารกันเสียเลย สำหรับคนรักสุขภาพ ขอแนะนำให้ปลูก “มะระหัวใจ” พืชสวนครัวตัวใหม่ที่ปลูกง่าย อิ่มท้อง อิ่มใจ และได้สุขภาพ ปลูกเป็นพืชสวนครัวรั้วกินได้หรือปลูกในกระถางก็ได้

“มะระหัวใจ” นวัตกรรมเพื่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

เมื่อช่วงต้นปีนี้ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) ผู้นำด้านตลาดเมล็ดพันธุ์คุณภาพในอาเซียนที่รู้จักกันดีในชื่อยี่ห้อ “ศรแดง” ได้เปิดตัวมะระลูกผสมชื่อ “มะระหัวใจ (มะระวาเลนไทน์)” เป็นสินค้านวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีขนาดครอบครัวเล็กลง ต้องการพืชผักขนาดเล็กที่ใช้ปรุงอาหารกินได้หมดภายในมื้อเดียว และมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน

“มะระหัวใจ” หนึ่งในนวัตกรรมการปรับปรุงสายพันธุ์พืชผักเขตร้อน ของฟาร์มเลิศพันธุ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาของศรแดง ที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย เพื่อส่งมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่ดีที่สุด ให้แก่เกษตรกรไทย และเกษตรกรในภูมิภาค “คุณละไม ยะปะนัน” นักปรับปรุงพันธุ์มือหนึ่งของศรแดง ใช้ความวิริยะอุตสาหะ ประมาณ 6 ปี ในการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์โดยปลอดจากกระบวนการตัดต่อพันธุกรรม (GMOs)

คุณละไม เล่าว่า มะระหัวใจ พัฒนามาจากมะระจีน โดยเก็บรวบรวมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์โดยการผสมพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ ด้วยการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มาผสมกันเพื่อให้ได้มะระลูกผสม

มีรูปร่างลักษณะคล้ายรูปหัวใจ เนื้อกรอบและมีรสชาติขมน้อยกว่ามะระทั่วไป สรรพคุณทางด้านโภชนาการยังคงครบถ้วนเหมือนเดิม เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย เนื่องจากมะระหัวใจมีรสชาติไม่ขมมาก และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจึงเหมาะสำหรับเด็กเล็กที่เพิ่งหัดกินผัก

ลักษณะเด่นของ “มะระหัวใจ” อยู่ที่รูปทรงผลที่มีลักษณะคล้ายหัวใจ สวย น่ารัก มีขนาดผล ประมาณ 8-10 เซนติเมตร น้ำหนัก 200 กรัม สีเขียวสด รสชาติขมปานกลาง รวมทั้งตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของคนไทยยุคใหม่ที่มีครอบครัวขนาดเล็ก ที่ต้องการบริโภคผักที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับปรุงอาหารต่อมื้อ นอกจากนี้ มะระหัวใจยังมีทรงพอเหมาะกับกระป๋อง เพื่อการแปรรูป ผลผลิตต่อต้นสูง ประมาณ 10 กิโลกรัม ดูแลง่าย ขั้วผลยาว ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมอยู่ที่ 45 วัน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

มะระหัวใจ ปลูก ดูแลง่าย

คุณละไม กล่าวว่า การปลูกมะระหัวใจเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่พักอาศัยอยู่ในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด แค่มีกระถาง 1 ใบ พร้อมวัสดุปลูก เมล็ดพันธุ์มะระวาเลนไทน์ 1 ซอง วิธีการปลูกก็เริ่มจากหยอดเมล็ดในกระถาง (2 เมล็ด ต่อ 1 กระถาง) หลังจากนั้น 14 วัน ต้นกล้าจึงโตเต็มที่ รดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง หลังจากปลูกไปได้ 15-20 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 10 เม็ด ต่อต้น หาไม้ไผ่ขนาดย่อมๆ มาปักเพื่อให้ต้นมะระเลื้อย เมื่อต้นมะระเริ่มออกดอก ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-13 ในอัตรา 10 เม็ด ต่อต้น ทุกๆ 10 วัน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของผลมะระ หลังจากปลูกใช้เวลาดูแล ประมาณ 45-50 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว

สำหรับคนในชุมชนเมืองที่มีที่ว่างข้างบ้านเพียงเล็กน้อย ก็สามารถปลูกมะระหัวใจในลักษณะพืชสวนครัวรั้วกินได้หรือข้างบ้าน โดยวางตาข่ายให้ต้นมะระหัวใจเลื้อย เมื่อต้นมะระผลิดอกออกผล ก็จะได้ทั้งความสวยงามที่กินได้ แถมมีสุขภาพดีอีกต่างหาก การปลูกผักกินเอง นอกจากจะได้ประโยชน์จากการกินผักปลอดสารพิษแล้ว ยังได้ความสุขทางใจอีกด้วยที่จะเห็นผักที่ตัวเองปลูกค่อยๆ เจริญเติบโตงอกงามจนสามารถนำไปบริโภคได้

สำหรับผู้สนใจทำแปลงปลูกมะระหัวใจข้างรั้วหรือข้างบ้าน เริ่มจากเพาะเมล็ด ประมาณ 12 วัน ก็ย้ายต้นกล้ามาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 45 วัน ก็สามารถเก็บผลกินได้ โดยจะให้ผลผลิต ต้นละ 10 กิโลกรัม การปลูก 1 รอบ จะมีระยะเวลาเก็บเกี่ยว ประมาณ 45-60 วัน ขึ้นอยู่กับการดูแล

เนื่องจาก มะระหัวใจ เป็นสายพันธุ์พืชเมืองร้อน เติบโตได้ดี เมื่อปลูกในพื้นที่กลางแจ้ง ได้แสงไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมง แต่ช่วงฤดูหนาว อากาศเย็น มะระหัวใจจะมีการเจริญเติบโตช้าลง ดังนั้น หากใครต้องการปลูกมะระหัวใจให้มีผลผลิตในช่วงฤดูหนาว ควรเลื่อนระยะการปลูกให้เร็วขึ้น โดยเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนตุลาคม ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงฤดูหนาว

“เมื่อผลมะระหัวใจโตได้ขนาดก็ควรรีบเก็บทาน อย่าปล่อยให้ผลสุกคาต้น เพราะจะทำให้ต้นโทรมเร็ว ปกติผลมะระหัวใจจะมีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 6-8 ผล ต่อกิโลกรัม แค่ปลูกมะระหัวใจ 1 ต้น จะสามารถเก็บผลผลิตได้มาก ประมาณ 70-80 ผล หากช่วงไหนมีผลผลิตมาก ก็สามารถแบ่งปันให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างบ้านใกล้เรือนเคียงในสังคมเมืองได้อีกทางหนึ่ง” คุณละไม กล่าว

หวานเป็นลม ขมเป็นยา

เมื่อเทียบกับสายพันธุ์มะระทั่วไป มะระหัวใจมีขนาดเล็กกว่า แต่ยังมีรสขมที่เกิดจากสารโมโมดิซิน (Momodicine) “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ของมะระหัวใจ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เจริญอาหาร และช่วยระบายท้อง มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งทำงานสัมพันธ์กัน ในการบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสมองและกล้ามเนื้อ มีวิตามินซีที่ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคและปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็งอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจเมล็ดพันธุ์มะระหัวใจ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.eastwestseed.com หรือสอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ได้ที่ โทร. (02) 831-7777

หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมะระหัวใจ สามารถไปพูดคุยกับ “คุณละไม ยะปะนัน” นักปรับปรุงพันธุ์มือหนึ่งของศรแดงได้ ในงานเสวนาทางการวิชาการที่อัดแน่นความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ ภายในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ระหว่าง วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10.00-20.00 น. ณ MCC HALL เดอะมอลล์ บางกะปิ

รางวัล ผู้ทรงคุณค่า สมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรเลือดปศุสัตว์ 100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

สกู๊ปพิเศษเกษตรมหัศจรรย์วันเส้นทางเศรษฐี 2558

รางวัล ผู้ทรงคุณค่า สมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรเลือดปศุสัตว์ 100%

“ผมลองผิดลองถูกมาหลายรูปแบบ แต่ไม่เคยท้อ ก็ใจมันชอบเลี้ยงสัตว์ เพราะทำให้รู้เรื่องพืช เรื่องดิน เรื่องอาหารสัตว์ต่างๆ คุณลองคิดดูสิ เลี้ยงสัตว์มันเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง สัตว์มันต้องกินอาหาร เราก็ต้องหาอาหารดีๆ มาให้กิน สัตว์ที่เลี้ยงจะได้เจริญเติบโต น้ำหนักดี ราคาก็ดีใช่ไหม”

คุณสมหมาย สุภาพพรชัย เกษตรกรวัย 73 ปี เจ้าของพรชัยฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 153 หมู่ที่ 2 บ้านดอนโพธิ์ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โทร. (081) 829-8425 บอกกล่าวถึงความรู้สึกต่อการประกอบอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ตลอดระยะเวลา 42 ปี ที่ผ่านมา

คุณสมหมาย หรือที่คนในวงการปศุสัตว์ต่างเรียกขานกันว่า จ่าหมาย เป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยอาชีพหลักในปัจจุบันคือ การเลี้ยงโคเนื้อ

จ่าหมาย ผ่านประสบการณ์เลี้ยงสัตว์มาอย่างมากมาย ไม่ว่าการเลี้ยงสุกร โคนม และโคเนื้อ และที่สำคัญเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่มุ่งมั่นในการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดที่ทำมา

ตลอดระยะเวลาของการเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ จ่าหมาย บอกว่า มีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สามารถก้าวมาได้ถึงวันนี้ เพราะสู้ พยายามฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“โดยมากผมจะเป็นผู้ริเริ่มโดยตรง อย่าง โคเนื้อ ก็เป็นคนรุ่นๆ ที่นำโคเนื้ออเมริกันบราห์มันยุคใหม่เข้ามาเลี้ยง โคนมก็เป็นคนแรกๆ ที่เลี้ยงโคนมเลือดร้อยจนประสบความสำเร็จ ทุกอย่างที่ทำได้ เพราะตั้งใจจริงและทำจริง” จ่าหมาย กล่าว

“ผมนั้นเป็นลูกชาวนา เกิดที่ ตำบลวัดสิงห์ อำเภอโพธาราม ตามพ่อไปเลี้ยงวัวตั้งแต่อายุ 6 ขวบ พอโตขึ้นไปเรียนเป็นนักเรียนนายสิบ แล้วมาประจำการอยู่ที่กรมการสัตว์ เป็นเวลา 14 ปี จึงลาออกมาทำฟาร์ม เลี้ยงมาหมดทุกอย่าง เพราะชอบ”

สำหรับในวันนี้ จ่าหมายได้มุ่งมั่นกับการเลี้ยงโคเนื้อ เพราะพื้นที่ในเขตอำเภอโพธารามมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำและหญ้า

ส่วนพันธุ์โคเนื้อที่โดดเด่นของพรชัยฟาร์มในวันนี้คือ โคพันธุ์โลวไลน์แองกัส ซึ่งเป็นโคเนื้อนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย

“โคเนื้อที่เลี้ยงตอนนี้ ไม่ใช่ว่าผมมีสตางค์แล้ว ซึ่งมาเลี้ยงเพื่อโชว์ว่ามีรสนิยม แต่ผมเลี้ยงเพราะต้องการทำเป็นอาชีพ เลี้ยงโคเพื่อหากำไรมายังชีพ ดังนั้น โคเนื้อพันธุ์ที่ผมเลี้ยงได้ ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ต้องเลี้ยงได้เช่นกัน เลี้ยงแล้วมีกำไรได้ด้วยเหมือนกัน” จ่าหมาย กล่าว

โคเนื้อพันธุ์โลวไลน์แองกัส จ่าหมาย บอกว่า เป็นสายพันธุ์ที่ทางประเทศออสเตรเลียนำมาปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้มีขนาดลำตัวที่เล็กลง โดยแบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก เป็นพันธุ์ที่มีความสูงประมาณ 90-100 เซนติเมตร ขนาดกลาง เป็นพันธุ์ที่มีความสูงประมาณ 100-120 เซนติเมตร และขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 120-150 เซนติเมตร

ในส่วนของพรชัยฟาร์ม ปัจจุบันได้เน้นการนำโคพันธุ์โลวไลน์แองกัสขนาดกลางเข้ามาเลี้ยง ทำให้ในปัจจุบันเป็นฟาร์มที่มีพันธุ์โคเนื้อโลวไลน์แองกัสเลือด 100% มากที่สุดในประเทศไทย

“ผมอยากให้เกษตรกรไทยได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพราะโคพันธุ์นี้มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย เลี้ยงได้จำนวนมาก กินอาหารง่าย เมื่ออายุ 14-15 เดือน สามารถผสมพันธุ์ได้แล้ว ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมือนกับโคพื้นเมืองของบ้านเรา อีกทั้งเนื้อมีคุณภาพและอร่อย เพราะมีไขมันแทรก ตลาดมีความต้องการมาก” จ่าหมาย กล่าว

จ่าหมาย ยืนยันว่าโคเนื้อพันธุ์โลวไลน์แองกัสสามารถเลี้ยงในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี เพราะมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ยืนยันออกมาแล้ว

“การที่ประเทศไทยจะไปได้ไกลแค่ไหนกับการเลี้ยงโคเนื้อ ในมุมมองของผมมองว่า อาเซียนแต่ละประเทศนิยมเลี้ยงโคเนื้อไม่เหมือนกัน ดังนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนสมาคมโคต่างๆ ให้แข็งแรง หน่วยงานของรัฐควรช่วยให้เกษตรกรมีกำลังการผลิตเพื่อส่งโคเนื้อไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมืองไทยนั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นศูนย์กลางการส่งออกโคเนื้อและเนื้อโคนม ส่วนเกษตรกรก็ต้องรู้จักการเลี้ยงโคสายพันธุ์ที่ดี และเลี้ยงให้ถูกหลักเหมาะสมกับความต้องการ อาชีพเกษตรกรรมนั้นสำหรับผมแล้วมองว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวได้ไม่แพ้อาชีพอื่น ขออย่างเดียวให้ทำจริงๆ เท่านั้น” จ่าหมาย กล่าวทิ้งท้าย

เทคนิค การบำบัดของเสียจากชุมชน ด้วยวิธีธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค การบำบัดของเสียจากชุมชน

ด้วยวิธีธรรมชาติ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจจะหาวิธีกำจัดของเสียจากชุมชนที่ผมทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย หรือขยะของแข็ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศษพืชผักต่างๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องลงทุนมาก โดยมีเป้าหมายอยากให้ชุมชนสะอาด น่าอยู่ ผมถือโอกาสขอบคุณในความกรุณาของคุณหมอเกษตร มา ณ โอกาสนี้

ด้วยความเคารพ

ศิริพงษ์ ศรีคำวงศ์

เลขที่ 28/3 หมู่ที่ 15 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว 27160

ตอบ คุณศิริพงษ์ ศรีคำวงศ์

ผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมและศึกษางาน ที่ โครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ได้เห็นต้นแบบวิธีบำบัดของเสียจากชุมชนขนาดเล็กและขนาดกลาง หลายวิธีด้วยกัน แต่คราวนี้ผมขอนำตัวอย่างที่น่าสนใจมาเพียง 2 ตัวอย่าง เท่านั้น คือ

1. วิธีกำจัดขยะของแข็งที่เป็นเศษอาหาร ด้วยบ่อซีเมนต์ ขนาดประมาณ 2×4 เมตร ภายในบ่อรองพื้นด้วยทรายหยาบ เกลี่ยให้เรียบ เติมเศษอาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ ปริมาณ 630-650 กิโลกรัม ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อบ่อ หว่านให้ทั่ว แล้วทับหน้าด้วยดินร่วน อีก 630 กิโลกรัม เกลี่ยให้เรียบ แล้วรดน้ำ ปริมาณ 100 ลิตร และรดเพิ่มเติมอีก 30 ลิตร ทุกๆ 7 วัน ปล่อยให้จุลินทรีย์ในธรรมชาติช่วยย่อยสลายเศษอาหาร ภายใน 60 วัน จะถูกย่อยอย่างสมบูรณ์ เมื่อคลุกเคล้าวัสดุในบ่อให้เข้ากัน ก็สามารถนำไปใช้เพาะปลูกต้นไม้ได้ดี และ

2. ใช้หญ้า-กก กรองและดูดซับของเสียออกจากน้ำสกปรก ทำแปลง ขนาด 5×100 เมตร 4-5 แปลง โดยมีคันดินกั้นทุกๆ แปลง รองพื้นด้วยทรายหยาบ หนา 20 เซนติเมตร และทับด้วยดินร่วนผสมทราย อัตรา 3 : 1 หนา 50 เซนติเมตร ให้พื้นลาดเอียงไปตามความยาวของแปลง 1 เปอร์เซ็นต์ คิดง่ายๆ ด้วยระยะทาง 100 เมตร ให้มีระดับต่างกัน 10 เซนติเมตร ในแปลงย่อยแต่ละแปลงปลูกหญ้า และกก ชนิดต่างๆ ระยะปลูก 25×25 เซนติเมตร ต้องตัดแต่งทรงต้นทุกๆ 3 เดือน และรื้อทั้งแปลงปลูกใหม่ทุกๆ 5 ปี ปล่อยน้ำเสียเข้าแปลงพร้อมกันทุกแปลง อัตรา 150 ลิตร ต่อนาที หรือประมาณ วันละ 63 คิวบิกเมตร รักษาระดับน้ำไว้ที่ 15 เซนติเมตร กระบวนการบำบัดเริ่มขึ้น ที่ทรายจะดูดซับเอาฟอสฟอรัสจำนวนมากเอาไว้ ต้นหญ้า และ กก จะดูดไนโตรเจนที่มีมากจนทำให้เกิดพิษไปใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันแผงต้นหญ้า และ กก จะช่วยชะลอการไหลของน้ำ ทำให้สารแขวนลอยตกตะกอนลงพื้น จุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการออกซิเจนจะย่อยสลายตะกอนที่เป็นอินทรียวัตถุให้แตกตัวเป็นก๊าซระเหยไปในอากาศ ใช้ปั๊มน้ำสูบน้ำหมุนเวียนมาใหม่

ครบ 5 วัน น้ำจะสะอาดขึ้นจนสามารถปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย นี่คือ พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทุกคนครับ ขอจงทรงพระเจริญ

ตอนกิ่งไม้ไม่ออกราก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหาขอเรียนถามว่า ผมเคยตอนกิ่งไม้หลายชนิดออกรากดีมาก เมื่อใช้ฮอร์โมนเร่งราก แต่ตอนนี้ฮอร์โมนที่ผมเคยใช้ไม่มีขายในตลาด ผมจึงตอนกิ่งไม้แล้วไม่ยอมออกราก หรือออกก็น้อยมาก ผมขอเรียนถามว่า ผมควรจะทำอย่างไรดี ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ผู้ถามจากทางบ้าน

เขตดุสิต กรุงเทพฯ

ตอบ ผู้ถามจากทางบ้าน

ก่อนอื่น ผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูง ที่ทำ จ.ม. ที่คุณส่งคำถามมาได้หายไป แต่ผมยังจำเนื้อหาของคำถามได้ดี ผมขอตอบคำถามเลยครับ

การขยายพันธุ์พืช ทำได้ 2 วิธี คือ วิธีใช้เพศ กับ วิธีไม่ใช้เพศ วิธีแรกทำได้โดยการผสมเกสรระหว่างเพศผู้กับเพศเมีย เมื่อผสมเกสรแล้วรังไข่ของเพศเมียจะพัฒนาเป็นผลต่อไป ส่วนสำคัญในผลคือ เมล็ด เป็นส่วนที่สามารถใช้เพาะปลูกสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป ข้อดีของการขยายพันธุ์ด้วยวิธีดังกล่าว ลูกที่ได้จะมีความหลากหลายของพันธุกรรมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ ส่วนการขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ เช่น การตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด ทาบกิ่ง และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ข้อดี ทำได้ง่าย ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ในกรณีของคุณที่ตอนกิ่งไม้แล้วไม่ออกรากถ้าหากไม่ใช้ฮอร์โมนช่วยนั้น ขอให้คุณทดลองใหม่ ด้วยการใช้มีดคมและสะอาด ควั่น ลอกเปลือกไม้แล้วขูดเมือกออก ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามวันไปเลยก็ได้ ระวังอย่าให้แผลช้ำ เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป วัสดุตอนกิ่งแนะนำให้ใช้ขุยมะพร้าว หรือขี้เลื่อยใหม่ สะอาด มีความชื้นพอเหมาะ บรรจุถุงพลาสติกขนาดเล็ก ผูกปากถุงพอแน่น ผ่าถุงแล้วผูกกับกิ่งบริเวณรอยแผลให้แนบสนิทกันดี ภายในเวลา 21-22 วัน คุณจะได้กิ่งตอนที่สมบูรณ์

แต่หากต้องการความมั่นใจ ตามที่เคยใช้ฮอร์โมนช่วย คุณสามารถหาซื้อฮอร์โมนเร่งราก ซึ่งมีหลายยี่ห้อวางจำหน่ายตามร้านค้าวัสดุการเกษตรทั่วไป ซึ่งมีให้เลือกได้หลากหลายยี่ห้อ ขอให้โชคดีครับ

อ.ต.ก. นำผลไม้ไทย บุกฝรั่งเศส

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อ.ต.ก. หรือ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ไปจัดงานประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้ โครงการเมืองเกษตรสีเขียว ทั้งนี้ คุณธัญลักษณ์ เจริญปรุ รักษาราชการแทน ในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า อ.ต.ก. ร่วมกับภาคเอกชน จัดงานแสดงผลไม้ไทยขึ้นที่ Rungis Market ในย่านไชน่าทาวน์ ใจกลางกรุงปารีส การจัดงานครั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยให้ชาวฝรั่งเศสได้รู้จักกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้ทดลองวางจำหน่ายผลไม้ไทยในย่านธุรกิจซื้อ-ขาย ผลไม้ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส เพื่อแสดงให้ผู้ค้าและนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสได้เห็นศักยภาพการตลาดของผลไม้ไทยในโอกาสเดียวกัน

การนำผลไม้ไทยไปแสดงในครั้งนี้ คุณดรรชนี แก้วสุริยะ หัวหน้ากลุ่มการค้าต่างประเทศและพัฒนาธุรกิจ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า ผลไม้ที่นำไปแสดงครั้งนี้ มี แก้วมังกร ลำไย ลองกอง มะม่วงน้ำดอกไม้ ทุเรียนแกะเปลือก มังคุด มะละกอสุก เงาะ สะละ และมะขามหวาน ส่วนผลไม้อบแห้ง มี ทุเรียนอบกรอบ มะม่วง สับปะรด และแคนตาลูป รวมน้ำหนักประมาณ 1 ตัน โดยคาดว่าผลที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ มีชาวฝรั่งเศสทั้งสัญชาติเอเชีย และชาวฝรั่งเศสแท้ ได้ลิ้มรสผลไม้ไทยไม่น้อยกว่า 1,000 ราย มีการเจรจาธุรกิจอย่างน้อย 5 ราย และจะมีนักธุรกิจเดินทางมาศึกษาตลาดผลไม้ไทยจำนวนหลายราย อ.ต.ก. จึงมั่นใจว่า กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จะเป็นแหล่งระบายสินค้าประเภทผลไม้ของไทยที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกร และของประเทศโดยรวม คุณดรรชนี แก้วสุริยะ กล่าวปิดท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

“Akira” เปิดมุมมองธุรกิจ รุกโครงการสร้างอาชีพ สานฝัน คนอยาก “สวย” โดยไม่ต้อง “ศัลยกรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

“Akira” เปิดมุมมองธุรกิจ รุกโครงการสร้างอาชีพ สานฝัน คนอยาก “สวย” โดยไม่ต้อง “ศัลยกรรม”

ใบหน้า คือโอกาสดีๆ ของชีวิตสำหรับคนทุกเพศ-ทุกวัย แน่นอนว่าคงไม่มีใครยอมปล่อยปละละเลยการดูแลใบหน้าให้สวยเสมออย่างแน่นอน เพราะส่วนหนึ่งเราเชื่อเสมอว่า ความสวยจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้อย่างน่าเหลือเชื่อ จนกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ทำให้ได้รับโอกาสดีๆ อย่างมากมายในอนาคตอีกด้วย

หนึ่งในศาสตร์ของการดูแลผิวหน้าที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการความสวย ความงาม คงต้องยกให้ “การนวดยกกระชับผิวหน้า” ที่สามารถรังสรรค์ความงามให้กับทุกคนได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการศัลยกรรม ซึ่งในวันนี้ธุรกิจการนวดหน้าได้กลายมาเป็นหนึ่งในอาชีพทำเงินที่น่าสนใจ และถ้าหากได้เรียนรู้ หลักการ “นวดหน้า” ที่ถูกต้อง สามารถนวดยกกระชับใบหน้าให้สวยงามให้กับลูกค้าได้รับความพึงพอใจแล้ว นี่คือ…หนึ่งในธุรกิจที่หากลงทุน และตั้งใจทำแล้ว รับรองได้ว่า ไม่มี คำว่า…จน!!!

คุณธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย (อาจารย์ธัญญ์) เจ้าของธุรกิจการนวดหน้า อย่าง “Akira” ที่นอกเหนือจากการเปิดให้บริการนวดหน้า V-Shape แบบ Dilivery แล้ว ยังจัดตั้งคอร์สอบรม ระเบิดความรวย…สวยทั่วไทย ด้วยเงินลงทุนหลักพัน ในคอร์สเรียน “นวดหน้า V-Shape ด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด” ซึ่งเธอได้มีโอกาสเรียนรู้สูตรการนวดยกกระชับผิวหน้าจาก อาจารย์สมคิด ลวางกูร ผู้คิดค้นสูตรสวยย้อนวัยคนแรกของโลก ซึ่งที่นั่นเองเธอได้เรียนรู้เทคนิคมากมาย อาทิ ศาสตร์การกดจุดจากญี่ปุ่น, ศาสตร์การรีดน้ำเหลืองจากอินเดีย, ศาสตร์การนวดหน้าของไทย, ศาสตร์การเหลาหน้าของเกาหลี, ศาสตร์การกัวซาของจีน และศาสตร์การนวดอายุรเวชของไทย ซึ่งทุกศาสตร์ล้วนเป็นวิถีธรรมชาติบำบัด ที่เราไม่เคยเรียนรู้มาก่อน พร้อมกันนี้ยังมีการสอนศาสตร์นวดหน้าที่ทันสมัยด้วยวิธีการต่างๆ เรียนแล้วก็ได้มีโอกาสฝึกฝน พัฒนาฝีมืออยู่ที่ Kusodaw The Kingdom Of Rejunavation ของอาจารย์สมคิด จนสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะก้าวออกมาทำธุรกิจนวดหน้า ด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด “Akira” ในปัจจุบัน

อาจารย์ธัญญ์ กล่าวว่า “ปัจจุบัน มีลูกศิษย์มาเรียนกับเรา ทั้งคนไทยที่เรียนแล้วนำไปประกอบอาชีพเปิดร้าน และรับนวดแบบ Delivery หรือนำไปเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับงานประจำ และคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ เมื่อเรียนจบแล้วก็นำไปทำเป็นอาชีพในต่างประเทศ สามารถสร้างรายรับได้ดีทีเดียว ตรงนี้เราการันตรีว่า ทุกคนที่มาเรียนที่นี่ ต้องทำได้ ทำเป็น และทำให้สวย เพื่อนำความรู้และสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ผู้ที่เรียนจบไปแล้วสามารถเข้ามาเรียนเพิ่มเติม ปรึกษาขอคำแนะนำได้ตลอด และด้วยเหตุผลนี้ ผู้ที่อยากมีวิชาชีพติดตัว อยากมีอาชีพดีๆ ที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับตัวเองตลอดชีวิต”

“ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการสอนนวดหน้าผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด แต่สำหรับ “Akira” มีความแตกต่างด้วยสูตรสำเร็จที่เรียนจบแล้วสามารถรับลูกค้าสร้างรายรับหลักหมื่นถึงแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว และที่สำคัญการนวดแบบวิถีธรรมชาติบำบัด โดยใช้ผลิตภัณฑ์ พ.ใจใส Organic ที่ออกแบบ-คิดค้นจากผู้เชี่ยวชาญ มีการพัฒนาสูตรมามากกว่า 10 เดือน เพราะเราเน้นการลงทุนที่ถึงลูกค้าไวที่สุด ช่วยประหยัดต้นทุน เพราะเราเองเคยผิดพลาดในการทำธุรกิจมาก่อน ฉะนั้นการทำธุรกิจในสมัยใหม่ ไม่จำเป็นที่ต้องลงทุนสูง ขอเพียงจริงใจ, ใส่ใจลูกค้า, ขยัน, มีคุณภาพ, และมีมาตรฐาน ทำแล้วต้องเห็นผลจริง สำหรับลูกศิษย์ที่เสียเงินค่าเรียน “นวดหน้า V-Shape ด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด” เพียงครั้งเดียว นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะวิชาความรู้ที่เรียนไปนั้น สามารถใช้เรียกเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่มีวันจบสิ้น เพราะมนุษย์ทั้งโลกต่างก็ต้องการสวย-หล่อ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเองกันทั้งนั้น เราเน้นการสอนแบบตัวต่อตัว เทคนิคเพียบ สอนระบบท่องทำให้ทำจนกว่าจะทำได้จริง ไม่มีค่าแฟรนไชส์ ไม่มีค่าแรกเข้า และไม่มีค่ารายปีอีกด้วย” อาจารย์ธัญญ์ กล่าวเพิ่มเติม

เมื่อโอกาสมาจ่อตรงหน้า…มติชนอคาเดมี จึงไม่รอช้า จับมือ คุณธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย (อาจารย์ธัญญ์) เจ้าของธุรกิจการนวดหน้า อย่าง “Akira” เปิดคอร์สอบรมระเบิดความรวย สวยได้ทั่วไทย หลักสูตรเร่งรัด 1 วัน ในหลักสูตร นวดหน้า V-Shape ด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 นี้ ในราคา 2,140 บาท เท่านั้น!! โดยเนื้อหาในคอร์สเรียนนี้ ผู้เรียนรู้ตั้งแต่โครงสร้างและระบบการทำงานของผิว, ความรู้ความเข้าใจหลักสรีระบนผิวหน้า เข้าถึงต้นเหตุริ้วรอยของความแก่, ลักษณะและประเภทของผิวต่างๆ, เรียนรู้ทฤษฎี ศาสตร์ที่นวด 5 ศาสตร์ ที่ทำให้ผิวหน้า V-Shape เน้นการสอนแบบท่องทำ เพื่อความเข้าใจ และปฏิบัติได้จริง พร้อมเวิร์กช็อปและลงมือปฏิบัติจริงในชั่วโมงเรียนอีกด้วย ซึ่งในคอร์สนี้อาจารย์ธัญญ์ได้รวบรวมหลักสูตรการนวดแบบเร่งรัดมาให้ทั้งหมด ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก เพียงคุณเรียนแล้ว กลับไปฝึกปฏิบัติตามที่สอน ก็สามารถนำไปทำเป็นอาชีพและสร้างรายได้ ได้ไม่ยากเลย

ปิดท้าย สำหรับคนที่สนใจบริการเสิร์ฟความสวยจาก อาจารย์ธัญญ์นั้น “Akira” ยังมีบริการนวด V-Shape ด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด บริการถึงหน้าบ้านสำหรับผู้ที่สนใจ และเปิดสอนนวดหน้าตัวเองให้สวยที่สุดในแบบที่เราเป็น สไตล์ อาจารย์ธัญญ์ ที่การันตีว่า นวดแล้วสวย…ประทับใจ อย่างแน่นอน ติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ ซอยลาดพร้าว 87 หมู่บ้านเกตุนุติเชอมิเน่ ข้างๆ CDC หรือ โทร. (086) 374-2362, Line Id : porjaisai.akira. หรือ http://www.facebook.com/Porjaisai.Akira

สำหรับคนที่อยากมีใบหน้าที่สวย หรืออยากมีอาชีพที่ช่วยสร้างงาน-สร้างเงิน แบบยั่งยืนให้กับชีวิต และอยากมาเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ธัญญ์ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

รักหนึ่งไม่มีสอง ของ “เลิฟเบิร์ด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

รักหนึ่งไม่มีสอง ของ “เลิฟเบิร์ด”

ผ่านตลาดอุดมสุข ตลาดเล็กๆ ซ้ายมือของการเดินทางขาล่องลงกรุงเทพมหานคร ตามถนนสาย 304 เขตตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่เป็นเพียงตลาดเล็กๆ แต่ครบถ้วนไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะใกล้เขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเล็กๆ ที่มีการจับจ่ายใช้สอยระดับหนึ่ง และจากถนนสาย 304 เข้าไปในตลาดอุดมสุขเพียง 100 เมตร ก็เป็นที่ตั้งของร้านจำหน่ายสัตว์เลี้ยงที่ตามหา

เราพบเฟซบุ๊กชื่อ “บ้านนกกบินทร์บุรี” บอกตำแหน่งที่ตั้งตามที่สอบถามเส้นทางมา คือภายในตลาดอุดมสุขแห่งนี้ และมี คุณพนม ประภัสสร เป็นเจ้าของร้าน หลังพบหน้าคุณพนมให้การต้อนรับอย่างดี และพร้อมตอบคำถามที่เราเตรียมมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

คุณพนม ให้ข้อมูลว่า ภูมิลำเนาเดิมเป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่ จบการศึกษาเพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก้าวเข้าสู่การทำงานในโรงงานตามวุฒิการศึกษา ไม่นานนักเกิดวิกฤตฟองสบู่ ทำให้สมัครใจลาออกจากงาน เพราะเบื่อระบบงานแบบนายจ้างลูกจ้าง หันหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง ในวินาทีนั้นสิ่งที่คิดได้คือ ค้าขาย จึงมุ่งหน้ามาตลาดอุดมสุขตามคำชักชวนของพี่เขย และเริ่มต้นเปิดร้านขายปลาสวยงาม

“ผมเริ่มจากปลาสวยงาม เพราะปลาสวยงามเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื้อง่ายขายคล่อง ราคาไม่สูง 3 ปีหลังจากเปิดร้านจำหน่ายปลาสวยงาม ก็เริ่มเพาะเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ด”

เริ่มต้นจากการที่คุณพนม พบนกเลิฟเบิร์ดบินหลงมาเกาะอยู่บนต้นไม้หน้าร้าน เขาจึงนำอาหารนกไปให้ โดยไม่จับตัวนก ซึ่งนกเลิฟเบิร์ดตัวนั้นก็เกาะอยู่กับที่ไม่บินไปไหน กระทั่งไม่กี่วันถัดมาเจ้าของนกเลิฟเบิร์ดมาจับนกไป ในครั้งนั้นทำให้คุณพนมรู้สึกประทับใจในนกเลิฟเบิร์ด ทั้งในเรื่องของสีสันที่สดใสสวยงาม และความเชื่องของนก ที่มั่นใจว่าเกิดจากการฝึกของผู้เลี้ยงที่ทำให้นกเลิฟเบิร์ดเชื่องได้

คุณพนม ติดต่อซื้อนกเลิฟเบิร์ดมาไว้เลี้ยงเล่น จำนวน 2 คู่ ระยะเวลาผ่านไป 3 เดือน นกออกไข่และฟักเป็นตัว การฟักลูกนกในครั้งแรกของการเลี้ยงของคุณพนมไปฟักในถ้วยใส่อาหารของนกในกรง เพราะความไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ดเลย ทำให้ไม่ทราบว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรในการเลี้ยงอย่างไรบ้าง หลังลูกนกฟักเป็นตัว มีลูกค้าที่มาซื้อปลาสวยงามขอซื้อ หลังจากที่ลูกนกกินอาหารได้เอง โดยคุณพนมขายลูกนกเลิฟเบิร์ดไปในราคา 700-800 บาท ต่อตัว ซึ่งถือเป็นราคาตลาดที่ไม่สูงนัก

หลังจากที่เห็นแววทางการตลาดในการซื้อขายนกเลิฟเบิร์ด ว่ามีความต้องการสูง และสามารถจำหน่ายได้ดีในพื้นที่ จึงซื้อนกเลิฟเบิร์ดมาเพิ่มอีก 5 คู่ แต่ครั้งนี้ผิดหวัง เพราะจากการไม่เคยศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับนกเลิฟเบิร์ดแม้แต่น้อย ทำให้เสียรู้ นกจำนวน 5 คู่ ที่ซื้อมาเพิ่มนั้น ไม่ให้ไข่เลย แม้จะปล่อยระยะเวลาการเลี้ยงยาวนานเกิน 1 ปี เมื่อศึกษาดูพบว่า นกที่ซื้อมาเพิ่ม 5 คู่ เป็นนกที่อายุมากเกินกว่าจะผสมพันธุ์ และนกอายุน้อยไม่สามารถให้ไข่ได้ จึงเป็นบทเรียนให้คุณพนมตั้งใจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับนกเลิฟเบิร์ดอย่างจริงจัง นับจากนั้นเป็นต้นมา

เมื่อเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้มีพื้นฐานการเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ดที่ดีมากขึ้น คุณพนมจึงเริ่มซื้อนกเลิฟเบิร์ดเพิ่ม ซึ่งจากการศึกษาอย่างถ่องแท้ คุณพนมเลือกซื้อนกเลิฟเบิร์ดชนิดขอบตา เลือกสี และเริ่มซื้อนกเกรดบน ในราคาสูงมากขึ้น

“ความสวยงามของนกเลิฟเบิร์ดอยู่ที่ สีสันสดใสที่ตัวของนก ชื่อเรียกแต่ละพันธุ์ของเลิฟเบิร์ดจะเรียกตามสีสันที่เห็นตามลำตัวของนก เช่น Green black mark ส่วนหัวสีดำเข้ม อกหรือคอสีเหลืองสด ลำตัวสีเขียวสด ซึ่ง Green black mark เป็นสียอดนิยมและถือว่าราคาสูงที่สุดในกลุ่มของนกเลิฟเบิร์ดขอบตา นอกจากนี้ นกเลิฟเบิร์ดยังสามารถเลี้ยงให้เชื่องได้ตามแต่ผู้เลี้ยงต้องการ โดยสามารถปล่อยอิสระให้บินได้ ซึ่งนกจะเริ่มหัดบินเมื่ออายุประมาณ 2 เดือน จะเริ่มหัดบินบริเวณเลี้ยง และจะเริ่มขยายอาณาเขตบินกว้างออกไปตามอายุของนกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการปล่อยให้บินบ้าง วันละ 2-3 ชั่วโมง แล้วเรียกกลับมาเข้ากรง โดยการเป่านกหวีด จะเป็นการเลี้ยงปล่อยให้บินอิสระที่ดี ในระยะอายุของนก 5 เดือนแรก ควรใส่สายจูงไว้หากนกไม่อยู่ในกรง และไม่ควรปล่อยนกให้บินตลอดทั้งวัน เพราะจะทำให้นกเพลิดเพลินจนบินหายไป ไม่กลับมาก็ได้”

จุดเด่นของนกเลิฟเบิร์ดอีกประการคือ การรักเดียวใจเดียวในคู่ของตัวเอง และจะเลือกคู่เอง ซึ่งผู้เลี้ยงนกเลิฟเบิร์ดไม่ควรจับนกเข้าคู่กัน ควรปล่อยให้นกเลือกคู่เอง โดยการปล่อยรวมในกรงใหญ่หลายตัว เมื่อนกอายุได้ประมาณ 7 เดือน จะเริ่มจับคู่ จะพบว่านกเริ่มคลอเคลีย ไซ้ขน ป้อนอาหารให้กันและกัน เมื่อถึงเวลานั้นจะทำให้ทราบเพศนกได้อย่างชัดเจน เมื่อนกจับคู่ได้แล้ว ให้แยกกรงเลี้ยงคู่ออกต่างหาก มีรังนอนที่ทำจากไม้อัดหรือลูกมะพร้าวไว้ให้ หลังจากที่นกแยกคู่ออกมาอยู่กรงต่างหากแล้ว ไม่นานจะพบว่านกตั้งท้อง โดยสังเกตจากอุ้งท้องของนกเพศเมียมีลักษณะตุงหรือย้อยลง หมั่นสังเกตว่านกวางไข่หรือยัง เมื่อวางไข่ให้ทำสัญลักษณ์ที่ไข่นกไว้ บันทึกวันเดือนปีเกิด การออกไข่ของนกจะห่างกัน 2 วัน ต่อฟอง ในแม่นก 1 ตัว จะให้ไข่เฉลี่ย 6 ฟอง

ตามธรรมชาติ หลังออกไข่ 21 วัน ลูกนกจะเจาะไข่ออกมาเอง โดยมีแม่นกคอยคาบอาหารไปป้อน ผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกตเมื่อไข่ครบ 21 วัน แล้วยังไม่ฟักเป็นตัว จำเป็นต้องช่วยลูกนกด้วยการนำไข่มาเจาะให้ลูกนกออกจากไข่ได้ แต่เปอร์เซ็นต์การรอดครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนใหญ่ตายในไข่ เพราะเจาะเปลือกไข่ออกมาไม่ได้ เนื่องจากลูกนกไม่แข็งแรง หรือที่เราเรียกว่า ตายโครม กรณีช่วยเจาะไข่ให้ลูกนกรอด ก็ต้องนำลูกนกไปกกไฟให้ความอบอุ่น ป้อนอาหารเหลวให้จนกว่าลูกนกจะสามารถกินอาหารเองได้

“ผมต้องตั้งนาฬิกาทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อป้อนอาหารเหลวให้กับนกเด็กที่เพิ่งฟักจากไข่ ต้องให้อาหารเหลวถี่มาก แต่ถ้านกเริ่มโต การป้อนอาหารเหลวก็จะห่างออกไปตามอายุของนก จากทุก 2-3 ชั่วโมง เป็น 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น และลดเหลือมื้อเดียวคือ มื้อเช้า จากนั้นหัดให้กินอาหารเอง จนนกเริ่มหัดบิน จึงนำเข้ากรงและให้อาหารตามปกติ”

หากลูกนกฟักตามปกติ แม่นกจะเป็นคนป้อนอาหารให้ลูกนก กระทั่งลูกนกอายุประมาณ 1 เดือน จะเริ่มออกจากรัง เริ่มเกาะเดิน และเริ่มหัดบินเมื่ออายุประมาณ 2 เดือน

การเลี้ยงนก 1 คู่ ควรให้อยู่ในกรง ขนาด เบอร์ 1 หรือขนาดประมาณ 20×25 นิ้ว นกจะมีพื้นที่กว้างมากพอบินเล่นภายในกรง เมื่อนกจับคู่และแยกกรงเรียบร้อยแล้ว ควรให้หญ้าขน เพราะเป็นอาหารที่ช่วยกระตุ้นให้นกไข่ได้ไวขึ้น นกจะดูดน้ำจากหญ้าขน และคาบหญ้าขนที่ดูดน้ำหมดแล้วไปทำรังนอน เตรียมไว้สำหรับออกไข่

คุณพนม บอกว่า นกเลิฟเบิร์ด เป็นสัตว์เลี้ยงง่าย แต่ผู้เลี้ยงก็ควรหมั่นสังเกตนก หากพบว่าเกาะคอนนิ่ง ขนพองฟู ไม่ร่าเริง แสดงว่าป่วย ยิ่งหากนกจามเหมือนคนเป็นหวัด ก็ควรให้ยาตามอาการตั้งแต่พบครั้งแรกโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยมากไปกว่านี้ คุณพนมยกตัวอย่างการให้ยาสำหรับนกป่วย ควรให้ในปริมาณน้อยมาก เพราะนกตัวเล็ก น้ำหนักน้อย เช่น ปริมาณยาแก้ไข้หวัด 10 ซีซี จะใช้ผสมน้ำ 1.5 ลิตร แล้วแบ่งป้อนให้นกกิน นอกจากนี้ ยังให้วิตามินทุกสัปดาห์ ป้องกันโอกาสป่วยที่จะเกิดขึ้นกับนกด้วย

ความสะอาดภายในกรงเลี้ยงและบริเวณกรงเลี้ยง คุณพนมให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ โดยเน้นที่ตั้งกรงควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก เก็บกวาดกรงและถูบริเวณกรงเลี้ยงให้สะอาด รวมถึงการดูดฝุ่นและฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณกรงเลี้ยง วันละ 2-3 ครั้ง เป็นอย่างน้อย ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และทำให้นกสะอาดอีกด้วย

อาหารสำหรับนกเลิฟเบิร์ดที่ดีคือ อาหารในกลุ่มธัญพืชต่างๆ คุณพนมจะซื้อยกกระสอบในหลายชนิดแล้วนำมารวมกัน เช่น เมล็ดทานตะวัน ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์ เมล็ดมิลเล็ต และเสริมด้วยขนมปังโฮลวีทราดด้วยนมสด หรือ นำวิตามินซีมาทาแทนแยม แล้วแบ่งเป็น 4 ส่วน ให้นกคู่ละ 1 ส่วน ของขนมปังที่ตัดแบ่ง คุณพนมเชื่อว่าขนมปังโฮลวีททำมาจากธัญพืช ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับนกเลิฟเบิร์ดเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยข้าวโพดดิบหักฝักให้นกจิกกินเอง และพืชสมุนไพร เช่น ใบตะไคร้ กะเพรา หญ้าขน เป็นต้น

การดูเพศนกเลิฟเบิร์ด เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากไม่มีความชำนาญจริงๆ จะไม่สามารถบอกเพศนกได้ถูกต้อง คุณพนมแนะวิธีดูเพศนกที่แม่นยำและถูกต้องที่สุดคือ การตรวจเลือด โดยทำได้ในนกอายุ 1 ปีขึ้นไป แต่ถ้าต้องการสุ่มดูเพศก็สามารถทำได้ โดยสังเกตที่รูปร่างของนก นกเพศเมียจะตัวใหญ่กว่า นกเพศผู้จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายปลีกล้วยและเล็กกว่าเพศเมีย หรือจับเพศบริเวณตะเกียบตรงก้นของนก เพศเมียตะเกียบห่าง เพศผู้ตะเกียบชิด แต่อย่างไรก็ตาม การดูเพศเช่นนี้โอกาสพลาดสูงมาก ซึ่งการปล่อยให้นกจับคู่กันเอง จะเป็นวิธีที่ไม่ต้องเจาะเลือดตรวจและสามารถทราบเพศที่แน่นอนได้

ปัจจุบัน ผู้เลี้ยงนกเลิฟเบิร์ดยังคงหลงใหลกับการเลี้ยงนก โดยเริ่มจากลูกป้อน (ลูกนก อายุไม่ถึง 2 เดือน) เพราะเชื่อว่า จะทำให้นกเชื่อง การเลี้ยงลูกป้อน ผู้เลี้ยงต้องใส่ใจมาก และต้องป้อนอาหารให้ถูกวิธี คุณพนม บอกว่า หากลูกค้าขอซื้อลูกป้อน คุณพนมจะนำร่องป้อนลูกนกให้ก่อนเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นจะสอนวิธีป้อนให้กับลูกค้าที่จะซื้อลูกนกไป และให้ลูกค้าป้อนให้ดูว่าสามารถทำได้จริง จึงจะปล่อยขายลูกนกให้กับลูกค้า เพราะเกรงว่าหากป้อนไม่ถูกวิธี จะทำให้ลูกนกตายได้

ระยะเวลาเกือบ 2 ปี ของการเพาะเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ด ทำให้คุณพนมมีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ นกเลิฟเบิร์ดขอบตา รวม 10 คู่ และมีนกเลิฟเบิร์ดจำหน่าย ในราคาตั้งแต่ตัวละ 500 บาท (ลูกป้อน) หรือคู่ละ 2,000 บาท ขึ้นไป (กรณีนกจับคู่แล้ว) และตัวละ 800 บาท ขึ้นไป (นกกินอาหารได้เอง)

ท่านใดต้องการ นกเลิฟเบิร์ด สุขภาพดี ติดต่อขอชมหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณพนม ประภัสสร เลขที่ 379/61 ตลาดอุดมสุข ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หรือเปิดดูหน้าตานกเลิฟเบิร์ดได้ที่ เฟซบุ๊ก บ้านนกกบินทร์บุรี โทรศัพท์ (090) 762-4010