ตร.กีวีเร่งสืบหาแก๊งอาชญากร ลักพาตัวหญิงไทย กลิ้งตกจากท้ายรถดับ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586153

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2559 16:23

 

(ภาพนางจินดารัตน์ พุทธศิริพร จากเฟซบุ๊ก Thai NZ Magazine)

ตร.นิวซีแลนด์ เร่งสืบสวนหาแก๊งอาชญากร อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวหญิงไทยวัย 50 ในเมืองโอ๊คแลนด์ ทั้งจับมัดมือมัดเท้า ใช้เนคไทรัดคอ ยัดใส่ท้ายกระโปรงรถ แต่หญิงไทยหาทางหลบหนี ยอมเสี่ยงตายกลิ้งให้ตกจากท้ายรถที่กำลังวิ่งจนบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในที่สุด ขณะที่ชุมชนคนไทยในนิวซีแลนด์ช็อกหลังทราบข่าว

เมื่อ 4 มี.ค. 59 เว็บไซต์นิวซีแลนด์ เฮอรัลด์ รายงานความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญกับ นางจินดารัตน์ พุทธศิริพร หญิงไทยในนิวซีแลนด์ วัย 50 ปี ถูกลักพาตัวในสภาพโดนมัดมือมัดเท้า และเธอได้พยายามหลบหนีจนทิ้งตัวเองให้ตกออกมาจากรถยนต์ ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นนางจินดารัตน์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมิดเดิลมอร์ เมืองโอ๊คแลนด์ เมื่อคืนวันที่ 2 มี.ค. 59 ก่อนจะเสียชีวิตในวันต่อมา ตอนประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 3 มี.ค. 59 (ตามเวลาท้องถิ่น)

นิวซีแลนด์ เฮอรัลด์ รายงานว่า เชื่อว่าขณะนี้ตำรวจสายสืบของนิวซีแลนด์ กำลังดำเนินการสืบสวนตามหาแก๊งอาชญากร รวมทั้งแก๊งชาวเอเชีย ซึ่งนางจินดารัตน์เคยติดต่อกับแก๊งอาชญากรเหล่านี้ในทางลับ ขณะที่ตำรวจสายสืบนิวซีแลนด์ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดกับหญิงไทยเกี่ยวข้องกับเรื่องในครอบครัว ‘พวกเรายังคงเปิดใจที่จะรับฟังเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวหญิงไทยรายนี้ อย่างไรก็ตาม แนวทางของการสอบสวนสืบสวนมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากร’ ตำรวจนิวซีแลนด์ ออกแถลงการณ์

สื่อท้องถิ่นในนิวซีแลนด์ ยังแจ้งว่าตำรวจนิวซีแลนด์กำลังเร่งตามหารถยนต์แบบซีดาน สีเงิน รวมทั้งคนขับรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งใช้ในการก่อเหตุ โดยเดฟ ลินช์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการให้ความมั่นใจกับสาธารณชนว่า ตำรวจกำลังทำทุกอย่างที่สามารถจะทำได้ เพื่อหาบุคคลหรือคนหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุอาชญากรรมครั้งนี้ เพราะเหตุการณ์นี้ดูเหมือนหญิงไทย ซึ่งอยู่ในสภาพถูกมัดมือและเท้า และมีเนคไทรัดคอ ได้ใช้แท่งโลหะหรือชะแลงสั้นๆ เปิดฝากระโปรงท้ายรถเพื่อหลบหนี

ศ.เกร็ก นิวโบลด์ ผู้ชำนาญการอาชญาวิทยาในนิวซีแลนด์ กล่าวว่า หญิงไทยผู้นี้รู้ว่าชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตราย และการกระโดดออกจากรถที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะทำให้เธอรอดชีวิต เพราะเธอรู้ว่าเธอกำลังถูกพาไปที่ใด และอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ โดย ศ.นิวโบลด์ ชี้ว่าการที่หญิงไทยตัดสินใจหนีด้วยการกลิ้งให้ตกจากท้ายรถ เชื่อว่ามีสาเหตุมาจาก 3 เรื่อง คือ 1. ยาเสพติด 2. ความรุนแรงในครอบครัว 3. ถูกลักพาตัวหรือถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่

ส่วนปฏิกิริยาของชุมชนคนไทยในโอ๊คแลนด์ ต่างช็อกและตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนางมณีคา แคมป์เบล ประธานชุมชนคนไทยในนิวซีแลนด์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนในนิวซีแลนด์ช็อก พวกเราไม่เชื่อว่าได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างนี้กับคนไทยในโอ๊คแลนด์ พวกเรารู้สึกเสียใจมากที่ได้ทราบข่าว และเธอได้เสียชีวิตแล้ว

ส่วนเฟซบุ๊ก Thai NZ Magazine ได้แจ้งความคืบหน้าในเรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทางตำรวจนิวซีแลนด์ได้เปิดเผยภาพและชื่อของหญิงไทยที่เสียชีวิตแล้ว ซึ่งตำรวจเชื่อว่า เธอน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมในโอ๊คแลนด์ โดยทางตำรวจกำลังเร่งสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้อยู่ พร้อมกับขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บัวแก้ว เผยหญิงไทยในกีวี ถูกลักพาตัวตกจากท้ายรถ เสียชีวิตแล้ว

ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศพร้อมใช้งานหัวรบนิวเคลียร์ หลัง UN ขยายคว่ำบาตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585935

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2559 10:05

 

(ภาพ : AP)

ผู้นำเกาหลีเหนือประกาศความพร้อมใช้หัวรบนิวเคลียร์ หลังถูกยูเอ็นกดดันหนักด้วยมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ที่มีความรุนแรง เพื่อลงโทษที่เกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

เมื่อ 4 มี.ค.59 สถานีโทรทัศน์เคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานอ้างคำกล่าวของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ที่ระบุว่า หัวรบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมแล้วที่จะใช้งานทุกเมื่อ โดยนายคิม กล่าวกับบรรดาผู้นำของกองทัพเพื่อเน้นย้ำว่า เกาหลีเหนือ ต้องพร้อมอยู่เสมอสำหรับการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว

รายงานข่าวระบุว่า นายคิมได้กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์รุนแรงที่สหรัฐฯ ดำเนินการทางทหารผิดทิศทางและยังสร้างแรงกดดันไปยังประเทศอื่นๆ หนทางเดียวที่เกาหลีเหนือจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิในการมีชีวิตอยู่ คือต้องเสริมสมรรถนะและเพิ่มอำนาจด้านนิวเคลียร์ ตลอดจนต้องตระหนักถึงการถ่วงดุลอำนาจ โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ยังรายงานว่า เมื่อวานนี้(3 มี.ค.59) เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธระยะใกล้ 6 ลูก จากเมืองวอนซานไปตกลงทะเลทางตะวันออก

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

คำกล่าวของนายคิมและการยิงขีปนาวุธพิสัยไกล้หลายลูกลงทะเลของเกาหลีเหนือ มีขึ้นหลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผ่านมติขยายมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ให้มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อลงโทษที่เกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ เมื่อเดือนมกราคม และทดลองยิงจรวดพิสัยไกลส่งดาวเทียม เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ.

อาฟเตอร์ช็อกเขย่าอิเหนา-รับมือฉุกเฉินมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585845

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2559 05:01

 

(ภาพจาก : AP)

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งอินโดนีเซียแถลงข่าวการเกิดแผ่นดินไหวต่อเนื่อง หรืออาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.2-5.7 แมกนิจูด รวม 6 ครั้ง ใกล้กับ เมืองปาดัง บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย เมื่อ 3 มี.ค. หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูดที่บริเวณเดียวกัน เมื่อช่วงค่ำ 2 มี.ค. ทำให้มีประกาศสัญญาณเตือนภัยสึนามิและคำสั่งอพยพประชาชนจากพื้นที่ริมทะเลขึ้นไปยังพื้นที่สูง ก่อนยกเลิกประกาศเตือนภัยสึนามิในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

นายสุโตโป ปูรโว นูโกรโฮ โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่ง อินโดนีเซีย ระบุว่า ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ทั้งยังไม่มีความเสียหาย ร้ายแรงเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว แต่การอพยพประชาชนในเมืองปาดัง เมื่อวันที่ 2 มี.ค.บ่งชี้ว่าการจัดการจราจรระหว่างอพยพหนีภัยฉุกเฉินยังมีปัญหา เพราะเส้นทางสัญจรไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรราว 1 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ทำให้เกิดปัญหารถติดและอุบัติเหตุ ซึ่งจะต้องหาทางแก้ไขต่อไป

วันเดียวกัน นายมุเนะมาสะ ทาคาฮาชิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น จัดนิทรรศการภาพถ่ายที่ห้องแสดงภาพเจแปนโซไซตี้ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เพื่อรำลึกวันครบรอบ 5 ปีเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิถล่มภาคตะวันออกของญี่ปุ่น ซึ่งภาพ 1,000 ใบที่นำมาจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด 750,000 ใบที่ศิลปินเก็บได้จากที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น.

โสมแดง ยัวะโดนยูเอ็นคว่ำบาตรแรง! ยิงขีปนาวุธหลายลูกตกตูมตามในทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585606

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มี.ค. 2559 16:00

 

เกาหลีเหนือ ภายใต้การนำของ คิม จอง อึน ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกตกนอกชายฝั่งคาบสมุทรเกาหลี ตอบโต้ยูเอ็นลงมติคว่ำบาตรครั้งใหม่ หวังตัดเขี้ยวเล็บไม่ให้เกาหลีเหนือมีเงินไปใช้พัฒนาโครงการนิวเคลียร์-ขีปนาวุธ…

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานอ้างการแถลงข่าวจากประธานเสนาธิการร่วมกองทัพเกาหลีใต้ ว่า ทางการเกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ ระยะ 100-150 กม. จำนวน 6 ลูกตกในทะเล นอกชายฝั่งทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อวันที่ 3 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) เพียงหนึ่งวัน หลังจาก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้โหวตลงมติเห็นชอบให้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดต่อเกาหลีเหนือ หลังจากได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ และขีปนาวุธพิสัยไกล เมื่อเดือน ม.ค. และ ก.พ.ที่ผ่านมา

ซีเอ็นเอ็น แจ้งว่า มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือครั้งใหม่นี้ มีจุดประสงค์เพื่อจะตัดปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ช่วยให้เกาหลีเหนือนำไปใช้ในโครงการพัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธนำวิถี โดยซีเอ็นเอ็นรายงานว่า จากการเปิดเผยของ ซาแมนธา พาเวอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรใหม่ของยูเอ็นต่อเกาหลีเหนือ อาทิ การตรวจสอบเรือสินค้าและเครื่องบินทุกลำที่เข้าและออกจากเกาหลีเหนือ หลังจากก่อนหน้านี้ จะตรวจสอบเฉพาะเครื่องบินและเรือสินค้าจากบางประเทศเท่านั้น

ชาวเกาหลีใต้หยุดยืนดูรายงานข่าวเกาหลีเหนือ ภายใต้การนำของ คิม จอง อึน ยิงขีปนาวุธหลายลูกตกในทะเล

นอกจากนั้น มาตรการคว่ำบาตรใหม่ของยูเอ็น ยังรวมทั้งการห้ามรัฐบาลเปียงยางส่งออกทรัพยากรธรรมชาติไปขายให้แก่ต่างชาติ เพื่อนำเงินเข้าประเทศ, ห้ามไม่ให้ชาติต่างๆ ฝึกสอนชาวเกาหลีเหนือ ที่สามารถจะนำไปใช้พัฒนาในโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์, ห้ามไม่ให้ชาติสมาชิกยูเอ็นอนุญาตให้เกาหลีเหนือเช่าเรือเหมาลำ หรือเช่าเครื่องบินแบบเหมาลำ และห้ามไม่ให้ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน รวมทั้งเชื้อเพลิงจรวด และขายอาวุธขนาดเล็กแก่เกาหลีเหนือ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่มขวัญโสมแดง! มะกันส่งบินรบ F-22 สเตลธ์ 4 ลำ โฉบน่านฟ้าเกาหลีใต้

ญี่ปุ่นคว่ำบาตรเกาหลีเหนือรอบใหม่ ตอบโต้ยิงขีปนาวุธส่งดาวเทียม

จีนสกัดมะกัน จะส่งระบบป้องกันขีปนาวุธ THADD มาให้เกาหลีใต้ไว้สู้เกาหลีเหนือ

อาฟเตอร์ช็อก! 5.3 ตามมาอีกระลอก เกาะสุมาตรา ‘เขาหลัก’ กลับสู่ปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585239

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2559 20:20

 

อาฟเตอร์ช็อก! 5.3 ตามมาอีกระลอก เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ห่างภูเก็ต 1,463 กม. ขณะชาวบ้านเขาหลัก จ.พังงากลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทยอยกลับเข้าที่พักหลังไร้สึนามี และทางการยกเลิกเตือนภัย

เมื่อเวลา 19.49 น. วันที่ 2 มีนาคม ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ รายงาน เกิดแผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 7.9 ศูนย์กลางอยู่ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ลึกลงไปใต้ผิวดิน ลึก 10 กม. ห่างจาก ทางตะวันตกเฉียงใต้ เกาะภูเก็ต 1,463 กม.

ขณะที่ ศภช. คาดว่ามีโอกาสเกิดสึนามิ เฝ้าระวัง ซึ่งหากมีข้อมูลเพิ่มเติม จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

ต่อมา นายนัฐวุฒิ แดนดี ผู้อำนวยการส่วนเฝ้าระวังและติดตามแผ่นดินไหวและสึนามิ เปิดเผยผ่าน ไทยรัฐทีวี ว่า จากการตรวจสอบจุดที่เกิดแผ่นดินไหว พบว่า ใกล้เคียงกับการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งก่อน แต่ไม่ใช่จุดเดียวกัน ขยับมาห่างจากจุดเดิมประมาณ 50 กม. และจากการตรวจสอบสถานีวัดระดับทะเล พื้นที่ใกล้เคียงไม่มีเปลี่ยนแปลง ยืนยันว่า จะไม่เกิดคลื่นสึนามิในภูเก็ต หรือจังหวัดชายฝั่งอันดามัน ซึ่งประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่วนคนที่อยู่บนตึกสูง เป็นธรรมดาที่จะรับรู้แรงสั่นไหวได้

ส่วนอาฟเตอร์ช็อกนั้น มีตามมาแน่นอนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งขนาดก็จะลดลงไปเรื่อยๆ

ล่าสุดเมื่อเวลา 20.08 น. จากการสอบถาม นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ทางโทรศัพท์แจ้งว่า ได้รับแจ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว และได้แจ้งไปยังศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 18 ภูเก็ต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ให้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรอการแจ้งเตือนจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จึงขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก

ต่อมา 21.10 น. ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกประกาศ หลังตรวจสอบข้อมูลแล้ว ไม่พบการเกิดคลื่นสึนามิที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย จึงขอประกาศยกเลิกการแจ้งเตือน.

ล่าสุด เมื่อเวลา 22.12 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหว(อาฟเตอร์ช็อก) ตามมาอีกครั้ง วัดความรุนแรงได้ 5.3 ขณะที่บริเวณ เขาหลัก จ.พังงา ชาวบ้านซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการตามแผนด้วยการออกจากที่อยู่อาศัยเพื่อไปยังจุดที่ปลอดภัยตามที่ได้มีการฝึกซ้อมไว้ ได้ทะยอยกลับเข้าสู่ที่พักแล้ว หลังมีการยกเลิกเตอนสึนามิ

ฝ่ายชูประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584284

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2559 05:15

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฮ่องกงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ผู้สมัครชิงเก้าอี้ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ซึ่งหลายคนถูกจับกุมระหว่างประท้วงเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเมื่อหลายเดือน ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนคว้าชัยชนะด้วยคะแนนเหนือผู้สมัครชิงเก้าอี้ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลกรุงปักกิ่ง โดยนายเอ็ดเวิร์ด หลุง ชาวพื้นเมืองฮ่องกง นักการเมืองฝ่ายเรียกร้องเอกราชจากจีนแผ่นดินใหญ่ ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนมากกว่า 434,000 เสียง

ตามด้วยนายโฮลเดน เชา นักการเมืองฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่งคว้าคะแนนเสียงน้อยกว่านายหลุงมากกว่า 10,000 คะแนน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเสี่ยงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดบนเกาะฮ่องกง ซึ่งมีความพยายามเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประท้วงเมื่อช่วงปี 2557 ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปตามเสียงเรียกร้องอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นายหลุง คือหนึ่งในนักการเมืองฮ่องกงที่ถูกทางการจับกุมตั้งข้อหาเกี่ยวข้องเหตุจลาจลเมื่อช่วงคืนวันตรุษจีนเมื่อปีที่แล้ว ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นฮ่องกงคราวนี้ ถือเป็นการวัดเสียงสนับสนุนประชาชนเพื่อนักการเมืองฝ่ายสนับสนุนเรียกร้องประชาธิปไตยหรือเพื่อฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่ง.

สุดช็อก! ชายอินเดีย ‘ฆ่ายกครัว’สยอง 14 ศพ ให้กินยานอนหลับ ก่อนปาดคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583963

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.พ. 2559 11:22

 

สลดมาก…ชายอินเดียก่อเหตุฆ่า ‘ยกครัว’ คนในครอบครัวรวมถึง 14 ศพ รวมทั้งลูกวัย 3เดือน ผสมยานอนหลับลงในอาหารให้กิน ก่อนใช้มีดเล่มใหญ่ปาดคอขณะหลับ มีเพียงน้องสาวคนเดียวที่รอดชีวิต ก่อนชายคนนี้จะปลิดชีพตัวเองตายตามในที่สุด

เมื่อ 29 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดเหตุฆาตกรรมสุดสลด นายฮาสนิน วารีคาร์ ชายชาวอินเดียวัย 35 ปี ในเมืองธานี ใกล้นครมุมไบ ก่อเหตุปลิดชีพสะเทือนขวัญ สังหารสมาชิกในครอบครัวตนเอง ด้วยการให้กินอาหารผสมยานอนหลับ ก่อนใช้มีดปาดคอ รวมแล้วถึง 14 ศพ ก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายตาม

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองธานี เผยกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า น้องสาวของนายวารีคาร์ เป็นเพียงคนในครอบครัวนี้เพียงคนเดียวที่รอดชีวิต โดยเธอได้วิ่งหนีออกมาจากบ้านได้ทัน พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและตกใจสุดขีด ซึ่งเสียงหวีดร้องของเธอได้ทำให้เพื่อนบ้านรีบเข้ามาช่วยเหลือ จึงรู้ว่าเกิดเหตุสยองขึ้นกับครอบครัวนี้

ชาวอินเดียช็อกตกตะลึง

เจ้าหน้าที่ด้านนิติเวชเก็บหลักฐานจากที่เกิดเหตุ

ตำรวจเผยว่า นายวารีคาร์ได้ใช้มีดเล่มใหญ่ ฆ่าปาดคอคนในครอบครัวของเขา รวมทั้งพ่อแม่ของเขา พี่สาว น้องสาว และหลานของเขาเองทั้งหมด 6 คน ด้านสำนักข่าวเพรสส์ทรัสต์ เผยว่า เหยื่ออายุน้อยที่สุดในเหตุการณ์สุดสลดนี้ เป็นเด็กทารกอายุเพียง 3 เดือน ซึ่งเป็นลูกสาวของนายวารีคาร์เอง ส่วนผู้เสียชีวิตอายุมากที่สุด อายุ 55 ปี เป็นพ่อของชายผู้นี้

ประชาชนจำนวนมากไปร่วมในพิธีฝังศพด้วยความสะเทือนใจ

ข่าวแจ้งว่า นายวารีคาร์ ได้ลงมือฆ่าปาดคอคนในครอบครัว ช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ. หลังจากคนเหล่านี้นอนอยู่บนเตียง ขณะที่เบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้นายวารีคาร์ก่อเหตุสุดสะเทือนใจฆ่าคนในครอบครัวถึง 14 ศพ ในขณะที่น้องสาวของเขา ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต กำลังอยู่ในภาวะช็อกตกใจอย่างหนักจนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล.

แรงงานทาสยุคใหม่ แม่บ้านในต่างแดนถูกนายจ้างกดขี่หนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583054

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.พ. 2559 04:00

 

(ภาพ: AFP)

องค์กรส่งเสริมสวัสดิการสังคมระหว่างประเทศ “ฟาร์ไซท์” เผยผลสำรวจความเห็นผู้ประกอบอาชีพแม่บ้านในต่างแดน รวม 4,100 คน จากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเขตบริหารพิเศษเกาะฮ่องกง เมื่อ 25 ก.พ. พบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามถูกกดขี่จากนายหน้าและนายจ้าง โดยส่วนใหญ่ถูกหักค่านายหน้าคนละประมาณ 1,600-1,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 56,000-63,000 บาท)

ขณะที่เมื่อได้ทำงานจริงแม่บ้านก็มักจะถูกนายจ้างยึดหนังสือเดินทาง, กักขังหน่วงเหนี่ยว, ล่วงละเมิดทางเพศ, ทำร้ายร่างกาย รวมถึงด่าทออย่างรุนแรง และแรงงานจำนวนมากถูกกดดันจากครอบครัวให้เดินทางไปทำงานต่างแดนเพื่อส่งเงินกลับมาบ้าน ทั้งที่ทราบดีว่าการค้าแรงงานในต่างแดนเสี่ยงต่อการถูกละเมิดและกดขี่ นอกจากนี้องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุด้วยว่า ประชากรโลกราว 21 ล้านคนตกเป็นเหยื่อการบังคับใช้แรงงานทาสยุคใหม่ และเหยื่อประมาณ 11.7 ล้านราย เป็นประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก.

ญี่ปุ่นกลุ้มหนัก! ประชากรลดลงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คนหายเกือบล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583060

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2559 02:55

 

(ภาพ: AP)

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยผลการสำรวจสำมะโนประชากรซึ่งจัดทำทุกๆ 5 ปี โดยพบว่าจำนวนประชากรในประเทศลดลงตามความคาดหมายของนักวิชาการ โดยประชากรลดลงเกือบ 1 ล้านคน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกิจการภายในประเทศและการคมนาคม เปิดเผยผลการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดของประเทศซึ่งนับจนถึงเดือน ต.ค. 2015 พบว่า ญี่ปุ่นมีจำนวนประชากรลดลงเมื่อเทียบกับตัวเลขจากการสำรวจครั้งก่อนเมื่อปี 2010 ราว 947,000 หรือ 0.7% ไปอยู่ที่ประมาณ 127.1 ล้านคน

ผลการสำรวจยังพบว่า มีเพียง 8 จังหวัดรวมทั้งกรุงโตเกียวเท่านั้นที่มีประชากรเพิ่มขึ้น ขณะที่อีก 39 จังหวัดที่เหลือล้วนมีประชากรลดลง ขณะที่จังหวัดฟูกูชิมา มีจำนวนประชากรลดลงมากที่สุดที่ 115,000 คน เนื่องจากเผชิญเหตุคลื่นยักษ์สึนามิซึ่งทำให้เกิดวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ไดอิจิ เมื่อปี 2011

ทั้งนี้ ผลการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดของญี่ปุ่นถือเป็นครั้งแรกที่จำนวนประชากรของประเทศลดลง นับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 1920 อย่างไรก็ตาม นักวิชาการได้คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เนื่องจากการสำรวจเมื่อปี 2010 แสดงให้เห็นว่า จำนวนประชากรของญี่ปุ่นหยุดเติบโตอย่างสิ้นเชิง

ปัจจัยที่ทำให้จำนวนประชากรของญี่ปุ่นลดลงส่วนหนึ่งคือการมีจำนวนคนตายมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ ทำให้นักวิชาการคาดการณ์ว่า จะเกิดการลดลงอย่างมากของประชากรวัยทำงาน รวมทั้งการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้สูงอายุในช่วงไม่กี่สิบปีข้างหน้า

ขณะที่ตามการคาดคะเนของรัฐบาลญี่ปุ่น ภายในปี 2060 จำนวนประชากร 40% ของประเทศจะเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ขณะที่ประชากรทั่วไปจะเหลือเพียง 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ตอนนี้

นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ระบุให้การเพิ่มอัตราการเกิดเป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1 โดยกำหนดให้เพิ่มอัตราการเกิดเฉลี่ยจากเด็ก 1.4 คนต่อผู้หญิง 1 คน เป็นเด็ก 1.8 คนต่อผู้หญิง 1 คน แม้ว่าตามปกติแล้ว ประเทศที่เศรษฐกิจก้าวหน้าจะต้องมีอัตราการเกิดอย่างน้อย 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน เพื่อสร้างเสถียรภาพของจำนวนประชากร

บินเล็กเนปาลตกลำที่ 2 ในรอบ 3 วัน ดับ 2 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583017

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 23:40

 

เครื่องบินโดยสารของ กัสตามันดัป แอร์ไลน์ ตกในเขตกาลิกต (ภาพ: REUTERS)

เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กตกในประเทศเนปาลเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน เมื่อวันศุกร์ โดยเหตุการณ์ล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 9 คน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กของสายการบิน ‘กัสตามันดัป แอร์ไลน์’ (Kasthamandap) ตกในพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเนปาลเมื่อวันศุกร์ที่ 26 ก.พ. ทำให้นักบิน 2 คนเสียชีวิต และผู้โดยสารอีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นโศกนาฏกรรมทางการบินครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วันของเนปาล

ตามการเปิดเผยของ นาย โบลา กุระกาอิน ผู้อำนวยการของสำนักงานบริหารสนามบินตริภูวัน เครื่องบินโดยสารเครื่องยนต์เดียวลำนี้เดินทางออกจากเมือง เนปาลกันจ์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ พร้อมลูกเรือและผู้โดยสารรวม 11 คน มุ่งหน้าไปยังเขตชุมลา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนเกิดเหตุสลดดังกล่าว

ส่วนหัวของเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก (ภาพ: REUTERS)

พยานผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกกับสำนักข่าว กาฐมาณฑุ โพสต์ ของเนปาล ว่า พวกเขาเห็นเครื่องบินลำนี้ลดระดับการบินลงอย่างรวดเร็วก่อนจะตกในลักษณะจมูกเครื่องบินพุ่งลงพื้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เครื่องบินลำนี้ตกในทุ่งบนภูเขาในเขต กาลิกต ซึ่งอยู่ติดกับเขตชุมลา โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เครื่องตก

ทั้งนี้ เหตุเครื่องบินตกครั้งล่าสุดในเนปาลนี้ เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากเครื่องบินโดยสาร 2 เครื่องยนต์ของสายการบิน ทารา แอร์ ตกในพื้นที่ภูเขาหลังจากออกเดินทางได้เพียง 19 นาที ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 23 คนเสียชีวิตทั้งหมด ขณะที่สาเหตุเชื่อว่าเป็นเพราะสภาพอากาศเลวร้าย