ผลคัดเลือก นปร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 18 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/621517

 

โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ ที่ สำนักงาน ก.พ.ร. จัดขึ้นมาเพื่อสร้างข้าราชการพันธุ์ใหม่ ซึ่งดำเนินการมาเป็นรุ่นที่ 10 แล้วนั้น

มีการเปิดรับสมัครตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา โดยกำหนดจำนวนรับไว้ประมาณ 40 ตำแหน่ง มีผู้สมัครและผู้มีสิทธิ์สอบ 486 คน แต่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 37 คน จาก 3 กลุ่มดังรายชื่อต่อไปนี้

กลุ่มบุคคลเพิ่งสำเร็จการศึกษา 1.นางสาวเพียงพัชรี เชื้อเพ็ง 2.นายปกครอง ศรีขาว 3.นายหลักทรัพย์ อภิรักษ์วนาลี 4.นางสาวพิชญา ศรีทองทิม 5.นางสาวธันยพร สงวนสุข 6.นางสาวอนุสรา แท่นพิทักษ์ 7.นายนิรพัชณ์ คัชมาตย์ 8.นายนภัสดล สินเกิดสุข 9.นางสาวเกศกนก ศรีพุทธางกูร 10.นางสาวญาณิศา เลิศอนันต์ตระกูล 11.นางสาวอรญา วิริยะธนาวุฒิวงษ์ 12.นางสาวพิชยาภา ดีทองหลาง 13.นายชยพล อริยคุณากูร 14.นางสาวพิชามญชุ์ พงศ์ทิพย์พนัส 15.นายจิรภัทร ปูชิตากร 16.นางสาวดุจเพชร พุทธบูชา 17.นางสาวทิตา ปทุมเทวาภิบาล 18.นางสาวจุฑามาศ ฉันทบรรเลิศ 19.นางสาวชัชวรรณ เย็นอาคาร 20.นางสาวโสชญา ชนะรัตน์ 21.นายศิริโรจน์ อินทร์ประสิทธิ์ 22.นางสาวเมนา สุวิมลเสถียร 23.นางสาวภาสินี อภิศักดิ์มนตรี

กลุ่มบุคคลจากภาคเอกชน 1.นางสาวณิชา พันธ์แก้ว 2.นายวิรัชชัย พงษ์เกาะ 3.นางสาวณัฐ ศีลวัตวิญญู 4.นายภูมิเทพ บุญนาค 5.นางสาวศิรดา จันศิริ 6.นายสรคม ชาดวิริยะปรีชา 7.นางสาวรัตนสุดา ชลธาตุ 8.นายวัชรพงศ์ สิทธิพงศ์ 9.นายฐานิศร์ เหราบัตย์ 10.นางสาวสุดาวดี ทวีไพศาล 11.นายหฤษฎ ฤทธิภูมิ อุทัยธรรมกิจ กลุ่มข้าราชการ 1.นางสาวพิมพัชรา กุศลวิทิตกุล 2.นายสรนาถ รัตนโรจน์มงคล 3.นางสาวสุธีรัตน์ อินจิโน

เมื่อสำรวจถึงระดับการศึกษาของผู้ผ่านการคัดเลือก เป็นผู้ที่จบระดับปริญญาเอก 4 คน จากในประเทศ 1 คน คือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1 คน จากต่างประเทศ 3 คนคือ จากมหาวิทยาลัย Ehime (ญี่ปุ่น ) จาก Japan Advanced institute of Science and Technology (ญี่ปุ่น ) และจากมหาวิทยาลัย New South Wales (ออสเตรเลีย) นอกจากนั้นอีก 33 คน จบการศึกษาระดับปริญญาโท

ก็อย่างที่บอกไว้เมื่อวานนี้ว่า ข้าราชการพันธุ์ใหม่ กลุ่มนี้จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือน สามัญในตำแหน่ง นักพัฒนาระบบราชการ ระดับปฏิบัติการ อยู่ในสังกัด สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อเข้าอบรมในโครงการเป็นเวลา 22 เดือน

โอกาสอันดีที่สุดคือจะได้ไปเรียนรู้การปฏิบัติราชการกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกระทรวง/อธิบดี เอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ และ ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน ตามกำหนดที่วางไว้ในโครงการ

ส่วนใครจะได้ไปฝึกกับใครในช่วงจังหวะไหนนั้นต้องรอการจัดวางตัวให้สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงตอนนั้นจะนำมาแจ้งให้ทราบกันต่อไป.

“ซี.12”

 

นปร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 17 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/620930

 

คงจำกันได้ถึงโครงการข้าราชการพันธุ์ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการที่ได้ดำเนินการกันมาแล้วหลายรุ่นและสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพไปเป็นมือทำงานให้ส่วนราชการต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าจะเรียกกันอย่างเป็นทางการก็ต้องเรียกว่า โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ ซึ่งมาถึงตอนนี้กำลังจะเปิดดำเนินการกันเป็นรุ่นที่ 10 แล้วโดยรับสมัครจากผู้ที่จบปริญญาโท อายุไม่เกิน 30 ปี และปริญญาเอก อายุไม่เกิน 35 ปี ทุกสาขาวิชา จากมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่ง ก.พ.รับรอง

เป็นการรับสมัครจากบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคคลเพิ่งสำเร็จการศึกษา กลุ่มบุคคลจากภาคเอกชน และ กลุ่มข้าราชการ

เมื่อผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้รับการบรรจุเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่ง นักพัฒนาระบบราชการ ระดับปฏิบัติการ สำนักงาน ก.พ.ร. และเข้าอบรมในโครงการเป็นเวลา 22 เดือน เพื่อพัฒนาให้เป็นข้าราชการที่เก่งและดี เป็นนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะครบครันทั้งในด้านการเป็นนักคิดที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary Thinker) นักพัฒนาและวางแผน (developer & Planner) และนักปฏิบัติ (Operator) อย่างสมดุล รวมทั้งมีความพร้อมในการริเริ่มและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารภาครัฐต่อไป

ผู้ที่สำเร็จปริญญาโท และปริญญาเอก จะได้รับเงินเดือน 17,500 และ 21,000 บาท ตามลำดับ กรณีผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานที่สามารถนำมาปรับใช้กับงานราชการ จะได้รับ การพิจารณาประสบการณ์การทำงาน เพื่อนำมาประกอบการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับที่สูงกว่าระดับบรรจุ และการให้ได้รับอัตราเงินเดือนสูงกว่าคุณวุฒิ โดยต้องมีหลักฐานอ้างอิง หรือเอกสารรับรองการทำงานเสนอคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาด้วย

กระบวนการสอบคัดเลือกมีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 การทดสอบความรู้พื้นฐานได้แก่ ภาษาไทย เชาวน์ปัญญา และภาษาอังกฤษ (CU-TEP)

ขั้นตอนที่ 2 การทดสอบข้อเขียนและสภาวะจิตใจและอารมณ์

ขั้นตอนที่ 3 การทดสอบประเมินความเหมาะสมทางบุคลิกภาพ พฤติกรรม เชาวน์อารมณ์ ระหว่างการอบรมจะได้รับการเรียนรู้ด้านวิชาการ และไปปฏิบัติราชการกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกระทรวง/อธิบดี เอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ และ ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน

เมื่อสำเร็จจากโครงการจะได้รับการจัดสรรให้ไปปฏิบัติราชการในส่วนราชการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป

นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ หรือ ข้าราชการพันธุ์ใหม่ ที่มีมาแล้ว 9 รุ่นต่างกำลังโลดแล่นโชว์ฝีมือบนเวทีราชการได้เป็นอย่างดี

แล้ววันพรุ่งนี้เราจะมาดูกันว่ามีใครบ้างที่กำลังจะผ่านประตูไปสู่ความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกับรุ่นก่อนๆ.

“ซี.12”

 

จัดระเบียบการอบรม (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 16 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/620607

 

มติ ครม.ล่าสุดเกี่ยวกับการควบคุมจัดระเบียบการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานของรัฐที่เกิดขึ้นมากมายกลายเป็นแฟชั่นจนถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียจนแทบไม่มีชิ้นดีนั้น

มีประเด็น การดูงาน ณ ต่างประเทศ ซึ่งมีการวางแนวทางเอาไว้ว่าหลักสูตรและการอบรมที่กำหนดให้มีการดูงานให้ดำเนินการต่างๆ ดังจะขอยกมาเฉพาะประเด็นสำคัญคือ

1) ควรเน้นการดูงานภายในประเทศตามสถานที่และกิจกรรมเป้าหมายที่เหมาะสม เช่น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการปิดทองหลังพระ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การค้าชายแดน การพัฒนาตามแนวทางประชารัฐ เศรษฐกิจพอเพียง การเรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน

2) หากเป็นการดูงานในประเทศเพื่อนบ้านบริเวณพื้นที่ชายแดน ควรพิจารณาการพักค้างในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบธุรกิจตามแนวชายแดนได้ดำเนินธุรกิจชุมชนและได้ประโยชน์

3) ในกรณีจำเป็นต้องดูงาน ณ ต่างประเทศเพื่อประโยชน์ในเชิงเปรียบเทียบหรือศึกษาจากต้นแบบ ให้คณะกรรมการหลักสูตรพิจารณาการเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนหรือบวกสาม ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นลำดับแรก

4) ในกรณีมีความจำเป็นต้องเดินทางไปดูงานในประเทศอื่นๆ นอกจาก ข้อ 3) หรืออยู่ภายในกรอบวงเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการดูงาน ณ ต่างประเทศตามที่หน่วยงานเจ้าของหลักสูตรได้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ ซึ่งใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูงานตามข้อ 3) ให้แสดงเหตุผล ความจำเป็น แผนการดูงาน ประโยชน์ที่จะได้รับและขออนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานเจ้าของหลักสูตรเป็นรุ่นๆ หรือคราวๆไป

5) การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายของบุคลากรภาครัฐที่เดินทางไปดูงาน ณ ต่างประเทศ ให้คำนึงถึงกฎเกณฑ์ทั่วไปที่หน่วยงานเจ้าของหลักสูตรกำหนดยิ่งกว่าการเบิกจ่ายตามสิทธิของบุคลากรภาครัฐ ซึ่งอาจมากกว่ากฎเกณฑ์ตามหลักสูตร

อีกประเด็นคือ มีการกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของหลักสูตรไว้ด้วยว่าการจัดเนื้อหาของแต่ละหลักสูตรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร แต่ควรพิจารณาสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาล เศรษฐกิจพอเพียง ยุทธศาสตร์ชาติแนวทางประชารัฐ การปฏิรูป การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบด้วยตามสมควร และให้กำกับดูแลการทำกิจกรรมของผู้เข้ารับการอบรม มิให้ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น ผิดวินัยข้าราชการ ผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น หรือใช้เวลาราชการไปทำกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม และให้มีการวางแผนการให้บุคลากรของหน่วยงานเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรต่างๆล่วงหน้าให้เหมาะสมกับความจำเป็น งบประมาณและการให้บริการประชาชนโดยมิให้บุคลากรหลายคนจากหน่วยงานเดียวกันเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรต่างๆพร้อมกันจนกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการและการให้บริการประชาชน

นอกจากนั้น หน่วยงานของรัฐควรพิจารณาใช้ประโยชน์จากผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆมาแล้วให้เหมาะสมด้วย

ต้องขอขอบคุณและชื่นชมท่านรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ที่เข้ามาชำระสะสางเรื่องนี้ให้มีมาตรฐานอย่างแท้จริง.

“ซี.12”

 

จัดระเบียบการอบรม (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 14 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/619644

 

มติ ครม.เรื่องการพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานต่างๆที่ว่าเป็นการจัดระเบียบการอบรมนั้น

ผู้ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า โดยที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเข้ารับการฝึกอบรมของบุคลากรภาครัฐหลายเรื่อง สมควรรวบรวมมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวประมวลเข้าด้วยกันและกำหนดแนวทางในเรื่องนี้ขึ้นใหม่ให้ชัดเจน ดังนี้

1.แนวทางนี้ใช้กับการพัฒนาบุคลากรภาครัฐที่จัดในรูปแบบของหลักสูตร หรือการฝึกอบรม

2.แนวทางนี้ใช้กับหลักสูตรฝึกอบรมที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐในสังกัดฝ่ายบริหาร ได้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหาร ซึ่งใช้งบประมาณของรัฐบางส่วนหรือทั้งหมดในการจัดการอบรมในกรณีเป็นหลักสูตรหรือการอบรมที่จัดโดยหน่วยงานอื่นที่ไม่อยู่ในสังกัดของฝ่ายบริหาร เช่น รัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานอัยการสูงสุด องค์กรอิสระอื่นๆ ให้หน่วยงานดังกล่าวพิจารณาดำเนินการตามแนวทางนี้โดยอนุโลม

3.คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และเงื่อนไขเกี่ยวกับผู้เข้ารับการอบรม บุคลากรภาครัฐที่เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรใดแล้ว จะลาไปรับการอบรมตามหลักสูตรอื่นได้ต่อเมื่อ ได้เว้นระยะเวลาอย่างน้อยสองปี เว้นแต่เป็นการอบรมตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ หรือเป็นการอบรมตามเงื่อนไขในการเข้าดำรงตำแหน่ง หรือผู้เข้ารับการอบรมเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดและไม่ต้องลาหรือไม่ใช้เวลาราชการในการอบรม หรือดูงาน

4.การพัฒนาบุคลากรต่างหน่วยงาน มีการกำหนดว่า

(1) หลักสูตรหรือการอบรมที่มุ่งหมายพัฒนาบุคลากรภาครัฐภายในหน่วยงานนั้นเป็นหลัก หากจะรับบุคลากรภาครัฐจากหน่วยงานอื่นและบุคลากรภาคเอกชนเข้าร่วมการอบรม จะต้องมีจำนวนรวมกันไม่เกินร้อยละสิบห้าของจำนวนผู้ศึกษาอบรมทั้งหมด โดยมีความสำคัญแก่จำนวนบุคลากรภาครัฐจากหน่วยงานอื่นมากกว่าจากภาคเอกชน

(2) หลักสูตรและการอบรมที่จัดแก่บุคคลทั่วไปหรือบุคลากรนอกหน่วยงาน เป็นหลัก เช่น หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร หากจะรับบุคลากรภาคเอกชน ต้องมีจำนวนไม่เกินร้อยละสิบห้าของจำนวนผู้เข้ารับการอบรมทั้งหมด

(3) หลักสูตรและการอบรมที่จัดในลักษณะภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือมุ่งหมายจะให้การอบรมแก่ภาคเอกชนเป็นหลัก เพื่อสร้างความร่วมมือ ความรับรู้ความเข้าใจในลักษณะประชารัฐ เช่น หลักสูตรวิทยาลัยตลาดทุน ให้จัดสรรสัดส่วนระหว่างจำนวนบุคลากรภาครัฐกับภาคเอกชนตามความเหมาะสม แต่ต้องประกาศจำนวนของผู้รับการอบรมแต่ละภาคส่วนให้ทราบล่วงหน้า

(4) “บุคลากรภาครัฐ” หมายความถึง ข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานราชการ และบุคลากรอื่นของหน่วยงานรัฐในกำกับของฝ่ายบริหาร บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และให้หมายความรวมถึง สมาชิกรัฐสภา ผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เว้นแต่หลักสูตรนั้นจะมีวัตถุประสงค์เป็นอย่างอื่น)

(5) การรับบุคลากรภาคเอกชนเข้ารับการอบรมให้พิจารณาจากผู้ที่องค์กรเอกชนตามกฎหมายหรือองค์กรเอกชนซึ่งเป็นที่ยอมรับแพร่หลายได้คัดสรรตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้แล้วเสนอชื่อมาเป็นหลักและควรให้บุคลากรดังกล่าวเสียค่าใช้จ่ายบางส่วนหรือทั้งหมดตามความเหมาะสม

ต่อไปจะว่ากันด้วยการดูงานต่างประเทศซึ่งกำหนดไว้เด็ดนัก.

“ซี.12”

 

จัดระเบียบการอบรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 13 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/619101

 

การจัดการฝึกอบรมในภาครัฐนั้นแต่ก่อนง่อนชะไรมีหลักสูตรสำคัญสุดยอดอยู่เพียงหลักสูตรเดียวคือ หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่จัดให้ข้าราชการทหารทั้ง 3 เหล่าทัพมาเข้าหลักสูตรร่วมกัน

พร้อมกับให้ ข้าราชการตำรวจ และ ข้าราชการพลเรือน ในระดับที่ใกล้เคียงกันมาเข้าศึกษาด้วยเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ปี 2501 ที่เริ่มมี วปอ.รุ่น 1

ส่วนหลักสูตรอื่นๆเป็นหลักสูตรภายในของใครของมัน ทหารก็มีโรงเรียน เสธ. และวิทยาลัยการทัพ ของพลเรือนก็มีหลักสูตร นบส.ของ ก.พ. หรือ นปส.และโรงเรียนนายอำเภอของมหาดไทยเป็นอาทิ โดยส่วนใหญ่เป็นการจัดการ ฝึกอบรมให้คนของตัวเอง มีการเชื้อเชิญคนจากหน่วยงานอื่นมาร่วมบ้างประปราย
กลุ่มนี้เป็นการสร้างคนให้เจริญเติบโตในหน่วยย่อมเป็นเรื่องจำเป็น

เวลาผ่านมาจนถึงปี 2531 ในสมัยการเมืองฟูเฟื่องก็เกิดมีการเปิดทางให้นักธุรกิจจากภาคเอกชนเข้ามาเรียน วปอ.ด้วย โดยเลี่ยงบาลีเป็น หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน เรียกย่อๆว่า ปรอ.
ทีนี้ก็สนุกกันใหญ่เพราะเข้าทางของบรรดาพ่อค้านักธุรกิจที่อยากมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับข้าราชการพลเรือนตำรวจทหารเลยแย่งกันเข้าหลักสูตรเป็นการใหญ่

ต่อมาก็มีหลักสูตร ปปร. ของ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเกิดใหม่แต่มาแรงเพราะมีการเมืองเป็นแกนนำ
ผ่านไปไม่กี่ปีก็เลยกลายเป็นแฟชั่นไม่ว่าสถาบันไหนพอใหญ่โตขึ้นมาก็จะต้องเปิดหลักสูตรระดับสูงกวาดต้อนคนไปเรียน ไม่ว่าจะเป็น บยส. นักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง วตท.-วิทยาลัยตลาดทุน วพน. -วิทยาลัยพลังงาน ตลอดจนหลักสูตรของศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ฯลฯ ล่อกันให้เปรอะไปหมดมีที่ไม่เอ่ยถึงอีกเยอะ

นักธุรกิจบางคนต้องขอโทษที่จะบอกว่า เรียนแม่งทุกหลักสูตร ซึ่งว่ากันจริงๆแล้วพวกเอกชนที่ตั้งใจไปศึกษาหาความรู้อย่างจริงจังไม่ค่อยมีหรอก ถนัดแต่การสังสรรค์ จัดเลี้ยงหาทุน ในขณะที่พวกข้าราชการก็สบายแฮเพราะมีเจ้ามือที่พร้อมจะทุ่มไม่อั้น

เรื่องของเรื่องเลยกลายเป็นแหล่งหาเพื่อนหาสายสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และบางทีก็กลายเป็นแหล่งหาผัวหาเมียซึ่งมีให้เห็นหลายคู่

ในขณะที่ปัญหาเหล่านี้กำลังฟอนเฟะเหลวแหลกสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินมากขึ้นทุกทีก็เหมือนฟ้ามาโปรดเมื่อมีคนตระหนักถึงความเสียหายในเรื่องนี้และยื่นมือเข้ามาจัดระเบียบการอบรมให้เข้ารูปเข้ารอยเสียที

ด้วยการออกเป็นมติ ครม.เรื่อง การพัฒนาบุคลากรภาครัฐโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมของหน่วยงานต่าง ๆ โดยออกมาสดๆร้อนๆเมื่อวันอังคารที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมาสองสามวันนี่แหละ

รายละเอียดของเรื่องราวเป็นอย่างไร พรุ่งนี้จะหยิบมาให้ดูเป็นฉากๆ.

“ซี.12”

 

15 ปลัดลุยใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 12 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/618562

 

การรับราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อันประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา บางอำเภอนั้นจะต้องมีกำลังใจอันเข้มแข็งพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับภัยร้ายหลายรูปแบบที่มีมากกว่าพื้นที่ธรรมดา

เพราะพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ก่อการร้ายที่ระอุคุกรุ่นมายาวนาน

ดังนั้นเวลามีข้าราชการคนใดโยกย้ายจากพื้นที่ปกติเข้าไปอยู่ในพื้นที่พิเศษดังกล่าวที่นี่จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษด้วยการหยิบยกมากล่าวถึงด้วยความชื่นชมและให้กำลังใจในความกล้าหาญ

ช่วงนี้ก็มีคำสั่งของกรมการปกครองโยกย้าย ปลัดอำเภอ ในระดับ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการจากพื้นที่ธรรมดาไปลงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 15 รายที่เอามาบอกกล่าวในวันนี้ในฐานะ 15 ปลัดลุยใต้ อันประกอบด้วย

1. นายสาธิต สุวรรณวณิช ปลัดอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็น ปลัดอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา 2.นายธวัชชัย สุขเอียด ปลัดอำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น ปลัดอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา 3.นายเฉลิมชัย เกื้ออรุณ ปลัดอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เป็น ปลัดอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา 4.นายกิตติศักดิ์ ศรีเพชร ปลัดอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็น ปลัดอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส 5.นายปรีชา พงศ์ประยูร ปลัดอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี เป็น ปลัดอำเภอละงู จังหวัดสตูล

6.ว่าที่ ร.ต. ศรายุทธ เจียรมาศ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เป็น ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา 7.นายอวยชัย จุฬาศิริวงศ์ ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ช่วยราชการ กลุ่มงานความมั่นคงที่ทำการปกครองจังหวัดปัตตานี เป็น ปลัดอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 8.นางสาววิสนีย์ จงไกรจักร ปลัดอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เป็น ปลัดอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา 9.นายอภินันทน์ มลิวัลย์ ปลัดอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เป็น ปลัดอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา 10.จ่าสิบตำรวจ อับดูตอเละ ดอเล๊าะ ปลัดอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็น ปลัดอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา

11.นางสาวพลอยนภัส ชานอก ปลัดอำเภอธารโต จังหวัดยะลา เป็น ปลัดอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 12.นายอนุชา แก้วคงธรรม เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ กลุ่มงานปกครอง ที่ทำการปกครองจังหวัดระนอง เป็นปลัดอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี 13.นายราเชนทร์ ราชพิทักษ์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตรอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็น ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา 14. นายกิตติกร ศรีสวัสดิ์ ปลัดอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็น ปลัดอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 15.นายสุรพงค์ สุวรรณเจริญ ปลัดอำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็น ปลัดอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

ทั้ง 14-15 ปลัดที่ได้รับคำสั่งให้ไปดับไฟใต้นี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามี ปลัดหญิง อยู่ด้วย 2 ราย คือลำดับที่ 8 กับ 11 โดยลำดับที่ 8 ปลัดวิสนีย์ นั้นปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่อยู่แล้วคืออำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ได้ย้ายเข้ามาใกล้เมืองอีกนิดที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ล่อแหลมอยู่ดี

ส่วน ปลัดพลอยนภัส ลำดับที่ 11 นั้น ได้ย้ายจากอำเภอธารโต จังหวัดยะลา เข้ามาอยู่กรุงเก่าที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ขอเป็นกำลังใจให้นักสู้ทุกคนได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อันสำคัญเพื่อการเติบโตในอนาคต.

“ซี.12”

 

ประชารัฐยโสธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 11 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/617979

 

โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐอันเป็นบททดสอบสำคัญของคณะกรรมการหมู่บ้านนั้น

นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรได้ทำบันทึกแสดงความชื่นชมนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ได้เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โดยจัดสรรงบประมาณให้หมู่บ้านแห่งละ 200,000 บาท เพื่อให้พี่น้องประชาชนในแต่ละหมู่บ้านได้ร่วมกันคิด ร่วมกันเสนอ ร่วมกันทำ ร่วมกันตรวจสอบ และร่วมกันรับผิดชอบโครงการที่เป็นเรื่องของคนในหมู่บ้านกันเอง โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) เป็นกลไกขับเคลื่อนในหมู่บ้าน

ที่ผ่านๆมา อาจจะเคยมีการจัดสรรงบประมาณให้หมู่บ้านในรูปแบบต่างๆมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานในหมู่บ้านของตนเองอย่างแท้จริง

แม้คณะกรรมการหมู่บ้านจะเป็นองค์กรที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2486 หรือ 70 กว่าปีมาแล้ว แต่ที่ผ่านมาบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้านกลับมีไม่มากนัก เนื่องจากส่วนราชการต่างๆเมื่อมีกิจกรรมที่จะดำเนินการในพื้นที่หมู่บ้าน แทนที่จะใช้องค์กร คณะกรรมการหมู่บ้าน ที่มีอยู่แล้ว กลับมีการจัดตั้งองค์กรในรูปคณะกรรมการอื่นๆในหมู่บ้านขึ้นมาอีก ทั้งแบบถาวร หรือเฉพาะกิจ ซึ่งบุคคลที่เป็นคณะกรรมการชุดต่างๆก็มักจะเป็นคนคนเดียวกับคณะกรรมการหมู่บ้าน

ความพยายามในการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคณะกรรมการหมู่บ้านมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2551 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างบทบาท ภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้านใหม่ โดยในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2552 มาตรา 28 ตรี วรรคสาม กำหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นองค์กรหลักที่รับผิดชอบในการบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และบริหารจัดการกิจกรรมที่ดำเนินงานในหมู่บ้านร่วมกับองค์กรอื่นทุกภาคส่วน

แต่คณะกรรมการหมู่บ้านก็ยังไม่สามารถจะทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการดำเนินกิจการในหมู่บ้านได้อย่างที่คาดหวัง ด้วยปัญหาเดิมๆคือ ทุกครั้งที่ส่วนราชการมีนโยบาย มีโครงการกิจกรรมอะไรลงไปในหมู่บ้าน ก็มักจะกำหนดให้มีกลไกใหม่ลงไปในหมู่บ้านเสมอ

ผู้ว่าฯบุญธรรม บันทึกไว้ว่าในฐานะที่เคยรับผิดชอบขับเคลื่อนงานคณะกรรมการหมู่บ้านของกรมการปกครอง และได้ยกร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การเป็นกรรมการหมู่บ้าน การปฏิบัติหน้าที่และการประชุมของคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นมา จึงรู้สึกดีใจที่คณะกรรมการหมู่บ้านได้รับโอกาสเลือกให้เป็นกลไกการขับเคลื่อนโครงการ เพราะจะทำให้คณะกรรมการหมู่บ้านได้มีโอกาสแสดงบทบาทในการพัฒนาแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านของตนเองได้อย่างที่คาดหวังไว้อย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งที่อยากจะเห็นต่อไปในอนาคตคือ อยากให้รัฐบาลได้มีการจัดตั้งงบประมาณจัดสรรให้หมู่บ้านโดยให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นกลไกการขับเคลื่อนเช่นเดียวกับโครงการนี้ถูกบรรจุอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีทุกๆปี เพื่อจะทำให้หมู่บ้านได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็ว และจะทำให้คณะกรรมการหมู่บ้านได้มีบทบาทดูแลแก้ไขปัญหาส่วนรวมของคนในหมู่บ้านได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องรอคอยงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการ

เมื่อพิจารณาสัดส่วนงบประมาณที่จัดสรรให้หมู่บ้าน รวมทั้งประเทศประมาณ 15,000 ล้านบาท เทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมดแล้วถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะตกถึงพี่น้องประชาชนในทุกหมู่บ้าน

เห็นความตั้งใจจริงและข้อเสนออันแหลมคมของผู้ว่าฯหนุ่มไฟแรงเช่นนี้แล้วถือเป็นโชคดีของคนยโสธรที่มีแรงหนุนการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง.

“ซี.12”

 

คนเก่งกรมประชา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 10 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/617478

 

งานวันสถาปนากรมประชาสัมพันธ์ ครบรอบ 83 ปีซึ่งหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการและหน่วยงานของกรมประชาสัมพันธ์ที่มีผลงานยอดเยี่ยมนั้น

ในประเภท สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือ สวท.มี 8 สถานีจาก 8 เขตคือ

1.สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดมหาสารคาม สำนักประชาสัมพันธ์เขต 1 โดย นายพุทธาสิทธิ์ จันทร์เต็ม ผอ.สวท.จังหวัดมหาสารคาม และทีมงาน 2.สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดอุบลราชธานี

สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 โดย นางสายเพชร เภสัชชา ผอ.สวท. จังหวัดอุบลราชธานี และทีมงาน 3.สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 โดย นายชีวิน ศรัทา ผอ.สวท. จังหวัดแม่ฮ่องสอน และทีมงาน 4. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสุโขทัย สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4 โดย นางเบญจภัทร หมวกทอง รักษาการ ผอ.สวท. จังหวัดสุโขทัย และทีมงาน

5. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดชุมพร สำนักประชาสัมพันธ์เขต 5 โดย นายชัยณรงค์ กาพย์เกิด ผอ.สวท. จังหวัดชุมพร และทีมงาน 6. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา สำนักประชาสัมพันธ์เขต 6 โดย นายณรงค์ ชื่นนิรันดร์ ผอ.สวท. จังหวัดสงขลา และทีมงาน 7. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ ไทยจังหวัดจันทบุรี สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 โดย นางฐานิยา นิยมญาติ ผอ.สวท. จังหวัดจันทบุรี และทีมงาน 8. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักประชาสัมพันธ์เขต 8 โดย นายเอนก อิสระทะ รักษาการ ผอ.สวท. จังหวัดสุพรรณบุรี และทีมงาน

ส่วน สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด ยอดเยี่ยมได้แก่

1. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ โดย นางสาวจิระดา พูลสวัสดิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬและทีมงาน 2.สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร โดย นายคำยืน วงศ์ชาลี ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร และทีมงาน 3. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปาง โดย นายชเนรินทร์ สมินทรปัญญา ประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปาง และทีมงาน 4.สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกำแพงเพชร โดย นายรวีโรจน์ ส่องศรี ประชาสัมพันธ์จังหวัดกำแพงเพชร และทีมงาน

5.สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชุมพร โดย นางชุติมา มณีโชติ ประชาสัมพันธ์จังหวัดชุมพร และทีมงาน 6.สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตรัง โดย นายธีรพงศ์ เพชรรัตน์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดตรังและทีมงาน 7. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี โดย นายธเนศ เธียรนันทน์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดจันทบุรี และทีมงาน 8. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสิงห์บุรี โดย นายอนันต์ศักดิ์ บุญเครือพันธุ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสิงห์บุรี และทีมงาน

นอกจากนั้นยังมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกรมประชาสัมพันธ์ด้วยได้แก่

1.พระมหาสากล กิตติปัญโญ เจ้าอาวาสวัดบ้านมะขาม, เจ้าคณะตำบลสามแวง จ.บุรีรัมย์ 2.นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง 3.นายธงชัย ณ นคร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 4. ครูสุคนธ์ พรพิรุณ ผู้แต่งเพลงขอให้เหมือนเดิม 5.นางจารุลินทร์ มุสิกพงษ์ ผู้ผลิตและดำเนินรายการเพื่อนฝัน 6.นางวไลลักษณ์ อรุณฉาน (บุญลือ) ผู้ประสานงานและสนับสนุนการแสดงดนตรีในสวน กรมประชาสัมพันธ์ 7.บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) 8.เจษฎา เทคนิค มิวเซี่ยม 9.บริษัท ทิพยประกันภัยชีวิต จำกัด (มหาชน) 10.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) 11.นายสัมฤทธิ์ แสนบุ่งค้อ 12.นายมงคล จุลทรรศน์ 13.นางรัตนา เทิดสุวรรณ ผู้ดำเนินรายการ “รักษ์ภาษาไทย” ออกอากาศ สวท.ตรัง

ทั้งหมดนี้นับเป็นงานอันน่าชื่นชมของกรมประชาสัมพันธ์.

“ซี.12”

 

คนเก่งกรมประชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 9 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/617061

 

เมื่อตอนต้นสัปดาห์ที่แล้วในวันที่ 3-4 พฤษภาคม 2559 มีงานวันสถาปนากรมประชาสัมพันธ์ ครบรอบ 83 ปี

นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงานวันสถาปนากรมประชาสัมพันธ์ครบรอบ 83 ปีได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 2 วัน

ด้วยความที่ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานที่มีเครือข่ายกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วทุกแห่งหนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกล่าวคือ ในส่วนกลางที่เป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ระดับชาติมีทั้ง สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ที่เดี๋ยวนี้เรียกเป็นภาษาฝรั่งมังค่าซะโก้ว่า เอ็นบีที ตลอดจน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หลายคลื่นความถี่ หน่วยงานปฏิบัติการ วิชาการ และสนับสนุนการประชาสัมพันธ์อีกมากมาย

มีส่วนภูมิภาคมีทั้ง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด ที่บริการงานประชาสัมพันธ์ให้จังหวัดและทุกหน่วยงานในภูมิภาค สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประจำจังหวัดต่างๆ ทั้งยังมี สำนักประชาสัมพันธ์เขต และ สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ในเขตต่างๆเช่น หาดใหญ่ ขอนแก่น ลำปาง ฯลฯ

ดังนั้นในวันงานสถาปนากรม 3-4 พฤษภาคม ที่ซอยอารีสัมพันธ์จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งที่เข้ามาจากต่างจังหวัดรวมกับคนในกรมจากทุกหน่วยมารวมตัวในจุดเดียวกันเพื่อร่วมงานเลี้ยงร่วมกิจกรรมทักทายถามหาเรียกพี่เรียกน้องที่ไม่ได้พบกันนานวันเพราะแยกย้ายกันไปรับราชการคนละทิศทางเปรียบเสมือนวันคืนสู่เหย้ากลายๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ช่วงของงานที่เป็นเกียรติยศคือการที่ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ โดยมีผู้รับรางวัลในประเภทต่างๆที่น่าสนใจเช่น

ข้าราชการพลเรือนดีเด่นในส่วนกลาง 2 รายคือ 1.นางดวงมาลย์ ศรีกิจวิไลกุล ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 2.นายไชยวัฒน์ รัตนประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเพื่อการศึกษา

ข้าราชการและลูกจ้างประจำดีเด่นในส่วนภูมิภาค 4 ราย คือ 1.นายวิรัช โต๊ะถม ประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี 2.นายขวัญประชา ระเริง นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ 3.นางชยชนก รักภักดี เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม 4.นางพรรณี กลสามัญ พนักงานพิมพ์ ส 3 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

ข้าราชการและลูกจ้างประจำตัวอย่าง คือ 1.นายเสมียน คำวิเศษ นายช่างไฟฟ้าชำนาญงาน สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย 2.นายเกียรติพงษ์ บูรณะเหตุ พนักงานพัสดุ ระดับ ส 2 สำนักข่าว 3.นางแสงมณีจรรณ์ เพชรสังหาร นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เจ้าหน้าที่ตัวอย่าง 2 รายคือ 1.นางนภสร ไกรศิริวุฒิ พนักงานราชการ ตำแหน่งนักสื่อสารมวลชน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 2.นางสาวปวีณา ฟักทอง พนักงานราชการ ตำแหน่งนักสื่อสารมวลชน สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ในรอบปีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 ราย 1.นายณรงค์ ชื่นนิรันดร์ นักสื่อสารมวลชน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา 2.นางสาวดวงเนตร จิวะรังสิมา นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดปัตตานี 3.นางสาวรุ่งสุรีย์ กิตติกุลสวัสดิ์ นายช่างไฟฟ้าชำนาญงานสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดยะลา 4.นางสาวกฤษฎาพร ฐิธรรมโม พนักงานราชการ ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา

นอกจากนั้นยังมีสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยดีเด่นระดับเขต และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดดีเด่นระดับภาค ที่ได้รับรางวัลด้วยซึ่งจะนำมาบันทึกไว้ในวันพรุ่งนี้.

“ซี.12”

 

แก้ระบบอุปถัมภ์ (6)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 7 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/616185

 

ประเด็นที่ 4 แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม ซึ่งมี พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง เป็นประธาน ได้ศึกษาไว้คือ

ต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินให้สามารถวัดได้ทั้งความเก่งและความดีของข้าราชการแต่ละคนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจกำหนดให้มีกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเป็น 2 กระบวนการ กล่าวคือ กระบวนการคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถและกระบวนการตรวจสอบพฤติกรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อเป็นมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมในการดำรงตำแหน่ง และมีการประเมินผลก่อนเข้าสู่กระบวนการแต่งตั้ง

ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการร้องเรียนให้ทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าถึงกระบวนการได้โดยง่าย สะดวกและรวดเร็ว ตลอดจนต้องกำหนดเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือคุ้มครองพยานในกรณีที่มีการร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเพื่อไม่ให้ได้รับผลร้ายหรือถูกกลั่นแกล้ง

พร้อมทั้งมีกลไกภายในองค์กรเพื่อให้เกิดการตรวจสอบหรือสอดส่องพฤติกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อระบบอุปถัมภ์ เพิ่มบทกำหนดโทษต่อการไม่ปฏิบัติดังกล่าว หากสันนิษฐานได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำอันเป็นการยึดถือผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้

นอกจากนี้ ต้องเพิ่มเติมความผิดฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรมไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเพื่อป้องปรามการกระทำที่อาจเป็นการข่มขู่ กลั่นแกล้ง ขัดขวาง และแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องถูกดำเนินการได้

จัดตั้งองค์กรกลางในลักษณะ เช่น สหภาพข้าราชการฯ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแก่ข้าราชการผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้ระบบอุปถัมภ์ในกระบวนการบริหารงานบุคคล รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้กระบวนการยุติธรรม ตลอดจนให้คำแนะนำ เสนอแนะช่องทางเกี่ยวกับการร้องเรียน ร้องทุกข์ หรือฟ้องร้องคดีให้กับข้าราชการทั่วไป

จัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในวิชาคุณธรรมจริยธรรม โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักคุณธรรมและจริยธรรม หลักธรรมาภิบาล หน้าที่พลเมือง หลักเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้เป็นหนึ่งในวิชาบังคับเรียนของการศึกษาทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา และต้องมีเนื้อหาที่สอดรับเชื่อมโยงกันทั้ง 3 ระดับ จากคุณธรรมขั้นพื้นฐานไปจนถึงคุณธรรมเฉพาะในแต่ละวิชาชีพ เป็นการปลูกฝังคุณธรรมตลอดชีวิต

ให้ความสำคัญกับบทบาทภาคประชาชนและองค์กรภาคีเครือข่ายภาคประชาชน โดยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจหลัก 6 ประการของหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ หลักคุณธรรม หลักนิติธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า

ก่อตั้งสถาบันการศึกษาหรือหลักสูตรเฉพาะสำหรับนักการเมืองและข้าราชการ (Political Academy) เพื่ออบรมและปลูกฝังหลักจริยธรรม หลักคุณธรรม หลักธรรมาภิบาล และหลักการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะให้กับนักการเมืองและข้าราชการ

ทั้งหลายทั้งปวงที่นำเสนอมานี้คือต้นทางของการปฏิรูประบบคุณธรรมในวงราชการโดยการร่วมกันปฏิเสธระบบอุปถัมภ์โดยสิ้นเชิง.

“ซี.12”