หัวหน้าศาลจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599013

โดย ซี.12 1 เม.ย. 2559 05:01

 

ตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเป็นตำแหน่งที่ประชาชนในแต่ละจังหวัดให้ความเคารพยกย่องและยำเกรงในฐานะที่เป็นคนสำคัญที่สุดในการอำนวยความยุติธรรมในจังหวัดนั้นๆ

ส่วนใหญ่ผู้อยู่ในตำแหน่งนี้เป็นข้าราชการตุลาการชั้น 3 การพิจารณาวางตัวว่าใครจะไปอยู่ที่ไหนเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการตุลาการ หรือ ก.ต. ซึ่งมักจะพิจารณาเอาไว้ล่วงหน้านานๆ

อย่างวันนี้วันที่ 1 เมษายน มีการแต่งตั้งโยกย้าย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด ไปลงในจังหวัดต่างๆเป็นจำนวนมากโดยพิจารณามีมติให้รู้ตัวล่วงหน้ามาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

เลยขอเอามาบอกกล่าวกันในวันนี้วันรับตำแหน่งใหม่ คือ

นายมานะ ไชยันโต ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเลย เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหัวหิน นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัดเพชรบุรี เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุพรรณบุรี น.ส.อุษณีย์ วิลาศชัยยันต์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสระบุรี นายสุนทร ศันติวิชยะ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดราชบุรี เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครปฐม นายนพรัตน์ บุญจร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุรพร ชลสาคร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงเชียงใหม่ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ นายชูชาติ เทพวีระ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเลย เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุดรธานี นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดม เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดขอนแก่น นายปริญญา ปานเพชร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฮอด เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพิษณุโลก นายจรัล เตชะวิจิตรา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงราย

นายจำเริญศักดิ์ สารธิมา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดยโสธร น.ส.สุนทรี อัจฉริยพฤกษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบัวใหญ่ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี นางนิภา ชัยเจริญ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดยะลา เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต นายสมยศ กอไพศาล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนครราชสีมา เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรสาคร น.ส.ศิริพร กาญจนสูตร ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดลำปาง เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนนทบุรี

นายชาญชัย กุประดิษฐ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอนันต์ชัย เรืองกิจ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรสงคราม นางดวงนภา อุทัยพันธ์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสตูล เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี นายประเสริฐ กาญจนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดทุ่งสง เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดตรัง

นายเริงชัย ลิ้มภักดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครนายก นายวัฒนา อรรถารส ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชัยนาท นายปิยะพงษ์ นิ่มละมัย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น.ส.สุวรรณา นิ่มพงษ์ศักดิ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา นายพงษ์เทพ รุ่งโรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุรินทร์ เป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกบินทร์บุรี

ชุดแรกนำเสนอได้เพียงเท่านี้ขอติดค้างไว้วันจันทร์จะนำเสนอต่อไป.

“ซี.12”

ผ่าตัดศึกษา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598414

โดย ซี.12 31 มี.ค. 2559 05:01

 

ดาบที่สองของการผ่าตัดระบบการศึกษาของชาติในภูมิภาคคือคำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่องการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

มีการยกเลิกข้อกำหนดเก่าๆทั้งหมด แล้วกำหนดใหม่ให้มี สำนักงานศึกษาธิการภาค 18 ภาค อยู่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภาคและจังหวัด

โดยให้มี ศึกษาธิการภาค เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ในสำนักงานศึกษาธิการภาค ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยอาจให้มีรองศึกษาธิการภาคไม่เกินหนึ่งคนเพื่อช่วยเหลืองานศึกษาธิการภาค และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งศึกษาธิการภาคและรองศึกษาธิการภาค จากข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการตามที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเสนอ

ในแต่ละจังหวัด ให้มีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปฏิบัติภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด การปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ นโยบาย และยุทธศาสตร์ของส่วนราชการต่างๆที่มอบหมาย

แล้วให้มี ศึกษาธิการจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศึกษาธิการภาค โดยอาจให้มีรองศึกษาธิการจังหวัดไม่เกินหนึ่งคนเพื่อช่วยเหลืองานศึกษาธิการจังหวัด

ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งศึกษาธิการจังหวัดและรองศึกษาธิการจังหวัดจากข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ

ข้อกำหนดที่สำคัญคือให้โอนอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เฉพาะงานที่เกี่ยวกับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของศึกษาธิการจังหวัด

ส่วนกิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของสำนักงานศึกษาธิการภาคเดิมให้โอนมาให้ศึกษาธิการภาคที่ตั้งขึ้นใหม่นี้

ตอนนี้ก็มีข่าวว่าการดำเนินการแต่งตั้งศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้ว โดยให้ข้าราชการระดับ 10

เดิมที่อยู่ในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงบ้าง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงบ้าง รองเลขาธิการของหน่วยงานต่างๆในกระทรวงบ้าง ไปปฏิบัติหน้าที่ ศึกษาธิการภาค ในช่วงแรก

ต่อไปนี้งานบริหารงานบุคคลพูดง่ายๆก็คือการแต่งตั้งโยกย้ายครูได้หลุดออกมาจากเงื้อมมือของเหลือบฝูงเดิมในรูปแบบของ อ.ก.ค.ศ.แล้ว มีคณะกรรมการที่จัดตั้งกันขึ้นมาใหม่ที่จะรับหน้าเสื่อดูแลแทนอยู่แล้ว

เป็นอันว่าบรรดาครูทั้งหลายตั้งความหวังไว้ได้แล้วว่าต่อไปนี้การขอย้ายจะได้รับการพิจารณาด้วยความเป็นธรรมกว่าแต่ก่อน

ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเซ่นคนละโมบที่เรียกร้องเอาผลประโยชน์เป็นเม็ดเงินในอัตรากิโลเมตรละเท่าโน้นเท่านี้บาทตามระยะทางห่างไกลจากโรงเรียนที่สอนอยู่ไปยังโรงเรียนใหม่ที่ขอย้ายไปอยู่

เรื่องนี้ฟังดูเหมือนว่าเป็นตลกร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้วเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทีเดียว พ้นเวรพ้นกรรมเสียทีนะ คุณครู.

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง : ผ่าตัดศึกษา (1)

“ซี.12”

ผ่าตัดศึกษา (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/597766

โดย ซี.12 30 มี.ค. 2559 05:01

 

ปรากฏการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการศึกษาของไทยครั้งสำคัญคือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคและฉบับที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

มาว่ากันถึงฉบับแรกเรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ที่ชี้ถึงสภาพปัญหาในการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคของประเทศว่าเกิดจากปัญหาการสั่งการและการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นเอกภาพเป็นปัญหาสำคัญ จึงมีการตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ขึ้นโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และมีกรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการสภาการศึกษา และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ ทั้งกำหนดทิศทางในการดำเนินงาน วางแผนงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล และจัดสรรงบประมาณ

ที่สำคัญคือรับผิดชอบการแต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ในหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับภูมิภาคหรือจังหวัด ฯลฯ

โดยให้ยุบเลิก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และให้โอนอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาตามกฎหมายไปเป็นอำนาจหน้าที่ของ กศจ. ของจังหวัดนั้นๆ

แล้วกำหนดให้ในแต่ละจังหวัด ให้มีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “กศจ.” ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน ศึกษาธิการภาคในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เป็นรองประธาน ส่วนกรรมการมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธานหอการค้าจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด ผู้แทนภาคประชาชนในท้องถิ่นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค จำนวนสองคน ผู้แทน ข้าราชการครูในท้องถิ่นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค จำนวนสองคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย ด้านบริหารงานบุคคล หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค จำนวนไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ แล้วให้ศึกษาธิการจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับกรุงเทพมหานครให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคทำหน้าที่เป็น กศจ.

นอกจากนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยในการดำเนินงาน

บอกได้คำเดียวว่านี่เป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดและเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงของ คสช.เพราะมะเร็งร้ายในวงการศึกษาก็คือพวก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา นี่แหละที่ครูทุกคนรู้ดี.

“ซี.12”

ย้ายปลัดจังหวัด–นายอำเภอชุดเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/597310

โดย ซี.12 29 มี.ค. 2559 05:01

 

ในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแต่งตั้งปลัดจังหวัดและนายอำเภอออกมาเป็นชุดเล็กไม่กี่จังหวัดโดยมีผลในวันที่ 4 เมษายนนี้

เป็นการหมุนเวียนสับเปลี่ยนตัวบุคคลไปลงในตำแหน่งที่ว่างเป็นการทดแทนกันในบางจังหวัดบางอำเภอ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจที่น่าเอ่ยถึง

โดยเมื่อ นายมานะ จรุงเกียรติขจร ปลัดจังหวัดพังงา โยกย้ายเข้ามาเป็น ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง ก็มีการแต่งตั้ง นายณรงค์พร ณ พัทลุง จากตำแหน่งนายอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปเป็นปลัดจังหวัดพังงาแทน

จังหวัดพังงา ที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คนจากการค้นพบ ทะเลแหวก แห่งใหม่บริเวณท้องที่ อำเภอคุระบุรี ที่เรียกว่า ทะเลแหวกหนวดมังกร ซึ่งเป็นสันทรายที่โผล่ขึ้นมากลางทะเลอันดามันระหว่าง เกาะระ กับ เกาะพระทอง ทอดตัวคดเคี้ยวเป็นทางยาวกว่า 3 กิโลเมตรโดยเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาน้ำลง

ฝากถึง นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายณรงค์พร ณ พัทลุง ปลัดจังหวัดพังงาคนใหม่ ไปจนถึง นายปริญญา ภูมิพาณิชย์ นายอำเภอคุระบุรี ว่า ทะเลแหวกหนวดมังกร แห่งนี้จะเป็นจุดขายสำคัญของการท่องเที่ยวจังหวัดพังงาในไม่ช้า

ส่วนที่หาดใหญ่มีการย้าย นายทวีวุฒิ สังข์ศิริ จากตำแหน่งนายอำเภอสะเดามาเป็น นายอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดเดียวกัน นับเป็นการขยับตำแหน่งที่สำคัญเพราะที่หาดใหญ่เรียกได้ว่าเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดของภาคใต้ มีลักษณะงานครอบคลุมไปทุกด้านทั้งด้านสังคมที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้าไปปักหลักทำมาหากิน ด้านความมั่นคงเกี่ยวพันกับสถานการณ์ความไม่สงบโยงไปถึงชายแดนและด้านเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวระดับชาติ คนที่ได้รับการวางตัวเป็นนายอำเภอที่นี่จึงต้องคัดสรรกันเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกันที่อำเภอสะเดาซึ่ง นายอำเภอทวีวุฒิ ได้ทุ่มเทดำเนินการตามนโยบายที่รัฐกำหนดให้สะเดาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ นายบุญพาศ รักนุ้ย ย้ายมาจากนายอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่มาเป็นนายอำเภอสะเดาคนใหม่ก็คงต้องสานต่องานสำคัญนั้นต่อไป

ในระดับปลัดจังหวัดมีการย้ายสับเปลี่ยนอีก 2 รายคือ นายสมเกียรติ ศรีษะเนตร ปลัดจังหวัดปัตตานีที่มีอดีตเป็นนายอำเภอดีเด่นแหวนเพชรของภาคใต้ย้ายไปเป็น ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์สลับกับ นายเลิศบุศย์ กองทอง ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์มาเป็น ปลัดจังหวัดปัตตานี โดยมีกรณีพัวพันเรื่องลูกน้องระดับปลัดอำเภอและ อส.ก่อเรื่องกับชาวบ้าน

อีกรายการหนึ่งหลังจาก นายศุภมิตร เลื่อนสุคันธ์ นายอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ขยับไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความมั่นคงภายในกรมการปกครอง ก็มีการแต่งตั้ง นายฐากูร ชวนะพงศ์ นายอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเป็น นายอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ และย้าย นายบดินทร์ เกษมศานติ์ นายอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร มาทำงานกลางวันเป็น นายอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การย้ายสับเปลี่ยนในตำแหน่งนายอำเภอเหล่านี้คงมีออกมาอีกเป็นระยะตามความเหมาะสมและตำแหน่งที่ว่าง.

“ซี.12”

อำเภอคุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596849

โดย ซี.12 28 มี.ค. 2559 05:01

 

จากการที่กรมการปกครองร่วมกับมูลนิธิพัฒนาข้าราชการได้จัดสัมมนานายอำเภอ 99 คนที่ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดต่างๆทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ “อำเภอคุณธรรม” เมื่อเร็วๆนี้นั้น

นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ ประธานมูลนิธิพัฒนาข้าราชการ แจ้งมาว่าการสัมมนาครั้งนี้ได้เชิญ ศาสตราจารย์ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี บรรยายในหัวข้อ “คุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท”

แล้วในช่วงบ่าย นายขจัดภัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการขับเคลื่อนคุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท ได้ชี้แจงทำความเข้าใจเป้าหมาย และแนวทางดำเนินการตามรอยพระยุคลบาท โดยได้เน้นความสำเร็จของโครงการนี้อยู่ที่ “การทำงานด้วยใจ” ใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ มีความภูมิใจที่ได้มาทำงานเพื่อบ้านเมืองรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณในการดูแลแก้ไขปัญหาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร

จากนั้นได้มีการอภิปรายในหัวข้อ “อำเภอคุณธรรมตามรอยยุคลบาท” ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย ดร.พีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอดิศักดิ์ ตันยากุล อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง โดยมี นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

ผลการสัมมนาครั้งนี้ได้นำไปสู่กรอบความคิด และแนวทางขับเคลื่อนอำเภอคุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท โดยจะเป็นไปตามพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัส ที่พระราชทานไว้ในวโรกาสต่างๆ

ผู้ที่จะขับเคลื่อนอำเภอคุณธรรมตามรอยพระยุคลบาทคือ นายอำเภอ เจ้าหน้าที่ทุกคน ทุกฝ่าย ในที่ว่าการอำเภอ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ในอำเภอ แนวทางดำเนินการประกอบด้วย กิจกรรมในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องและเป็นไปตามแนวพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสอันได้แก่ 1.การครองงาน ครองคน ครองตน บนครรลองของความถูกต้องเป็นธรรมของนายอำเภอ 2. การยึดมั่นในสัตย์สุจริต จิตสำนึกในความถูกต้องเป็นธรรม 3. การเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 4. การรู้รักสามัคคีทำดีเพื่อแผ่นดิน 5. การช่วยเหลือเกื้อกูลอนุเคราะห์สงเคราะห์กัน 6. การส่งเสริมคนดีให้เป็นที่รู้จักของสังคม รายละเอียดกิจกรรมในแต่ละด้านจะได้จัดทำส่งให้กรมการปกครองต่อไป

กิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อชุมชน หากอำเภอใดดำเนินการอยู่บ้างแล้วก็ให้ทำต่อไป และเสริมเพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อำเภอใดที่ยังไม่ได้ดำเนินการก็ให้ริเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมตามแนวที่ให้ไว้ ไม่ว่าใครจะเป็นนายอำเภอก็ต้องทำงานสานต่อกิจกรรมที่ดีมีคุณค่าเหล่านี้ให้ยั่งยืนถาวร เมื่อนายอำเภอที่เข้าร่วมโครงการนี้ย้ายไปอยู่อำเภออื่นก็จะไปสร้างอำเภอคุณธรรมตามรอยยุคลบาทต่อไป

มูลนิธิพัฒนาข้าราชการ จะได้ส่งแนวทางขับเคลื่อนอำเภอคุณธรรมตามรอยยุคลบาทไปให้กรมการปกครอง เพื่อจัดส่งให้อำเภอที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 99 อำเภอ นำไปปฏิบัติต่อไป

จากนั้นคณะกรรมการขับเคลื่อนคุณธรรมตามรอยยุคลบาทจะจัดตั้งกลไกในการติดตามโครงการ คอยให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อให้การขับเคลื่อนคุณธรรมตามรอยยุคลบาทในแต่ละอำเภอขับเคลื่อนผลอย่างเป็นรูปธรรม

เหมือนดังที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม.

“ซี.12”

มุมข้าราชการ 26/03/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596011

โดย ซี.12 26 มี.ค. 2559 05:01

 

ปัญหาการปฏิรูปการศึกษา ที่มีมายาวนานแต่ไม่เคยสำเร็จสมบูรณ์สักทีมีแต่เดินหน้าถอยหลังราวกับรำวงสาละวันมานานปีนั้นบัดนี้มาถึงจุดที่น่าติดตามจับตามองเมื่อผู้กุมอำนาจรัฏฐาธิปัตย์อย่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.ตัดสินใจใช้ยาแรงลงดาบผ่าตัดวงการศึกษาด้วย มาตรา 44 ที่ออกมาเป็น คำสั่งหัวหน้า คสช. 2 ฉบับรวด รื้อฟื้นคืนอำนาจ ศึกษาธิการจังหวัด ให้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงอีกครั้ง รายละเอียดในเรื่องนี้ไว้ต้นสัปดาห์ที่จะถึงจะหยิบมาว่ากันยาวๆ

จำได้ว่าสมัยเรียนหนังสืออยู่ต่างจังหวัดเด็กนักเรียนทุกคนจะต้องรู้จักหน้าค่าตาและจดจำชื่อข้าราชการผู้ใหญ่ในจังหวัด 2 คนคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด กับ ศึกษาธิการจังหวัด หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า ข้าหลวง กับ ศึกษา อย่างเช่นที่ภูเก็ต เด็กนักเรียนร่วมสมัยจะต้องรู้จัก ข้าหลวงอ้วน กับ ศึกษาเชื้อเป็นอย่างดีนั่นคือ นายอ้วน สุระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กับ นายเชื้อ สุขาพันธ์ ศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต แม้เวลาล่วงเลยมากว่า 50 ปีแล้วยังไม่ลืมเลือน

ตอนนี้มาว่ากันถึงการแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งว่างที่เพิ่งผ่าน ครม.ที่ สำนักงาน ก.พ. มีเก้าอี้ รองเลขาธิการ ก.พ.ว่าง 3 ตำแหน่งมา 5 เดือนเศษได้ตัวคนมาลงแล้วโดยขยับมาจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) ทั้ง 3 รายเป็น 2 ชาย 1 หญิง คือ ภาณุ สังขะวร–ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์–ชุติมา หาญเผชิญ ส่วนที่ สำนักงาน ก.พ.ร. ที่มีตำแหน่งรองเลขาธิการว่างเช่นกันยังไม่มีอะไรในกอไผ่

อีกหน่วยงานที่น่าสนใจคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการแต่งตั้ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง 5 ราย โดยมาจากรองอธิบดีกรมต่างๆ คือ พงศ์บุณย์ ปองทอง รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปรมพิมล พิมพ์พันธุ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ สากล ฐินะกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เสริมยศ สมมั่น รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็น 3 ชาย 2 หญิง แต่สิ่งที่ทุกคนในกระทรวงกำลังติดตามด้วยใจจดจ่อคือใครจะได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองอธิบดี ในเก้าอี้ที่ว่างทั้ง 5

กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ใหม่เอี่ยมที่เพิ่งแต่งตั้งคือ วิทยา ผิวผ่อง เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายนี้มีอดีตเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่งโดยครั้งสุดท้ายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้ามาคราวนี้คงได้ใช้ฝีมือช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างจริงจัง

รายการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งของกระทรวงการต่างประเทศอีก 2 ราย วิชิต ชิตวิมาน รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็น เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง และ เกริกพันธุ์ ฤกษ์จำนง อัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส กลับเข้ามาเป็นอธิบดี กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

ที่เดินหน้างานในพื้นที่ไม่ย่อท้อ ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.เปิดประชุมเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ขอให้รอบคอบในการเสนอข่าวเหตุการณ์ในพื้นที่อย่าให้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์และเข้าทางกลุ่มก่อการร้าย ส่วน จำนัล เหมือนดำ รองเลขาธิการ ศอ.บต.เดินทางไปให้แนวทางการปฏิบัติงานแก่นายอำเภอ ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอสุคิริน นราธิวาส เน้นย้ำการวิเคราะห์ข่าวสารและรายงานให้ทันต่อสถานการณ์

ผลงานเด่นของ อภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในช่วงนี้คือการจัดทำหนังสือ SMART FARMER รู้ไว้…ทำได้จริง อันเป็นคัมภีร์ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ รวบรวมผลงานของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพเสริม เพื่อให้ สำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่แก่ผู้สนใจทั่วไปใช้เป็นแนวทางต่อสู้กับวิกฤติภัยแล้งของประเทศ มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทที่ว่าด้วย อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ กับ ปราชญ์ชาวบ้าน 4 ภาค ที่เป็นบุคคลต้นแบบด้านการทำการเกษตร ขอเวลาอ่านเก็บความเพื่อนำเสนอในโอกาสต่อไป

“ซี.12”

แจงข้ามปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/595456

โดย ซี.12 25 มี.ค. 2559 05:01

 

ที่จริงเรื่องการใช้บัตรประชาชนนี้หยิบยกมาเขียนถึงตั้งแต่ปีที่แล้วในประเด็นของการบังคับใช้มติ ครม.ที่ไร้ผลแต่เพิ่งได้รับคำชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันมานี้

โดย นายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง แจ้งมาว่า

ตามที่ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 18-19 ธันวาคม 2558 ได้เสนอบทความในคอลัมน์ ซี. 12 เรื่องไม่ต้องใช้สำเนา ให้ส่วนราชการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ทางราชการ เรียกสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากราษฎร ถ้าต้องการเก็บไว้ประกอบเก็บหลักฐานใดๆก็ให้ทำสำเนาเอาเอง โดยไม่ต้องให้ผู้ติดต่อเสียเงินถ่ายเอกสารมาให้ และกระทรวงมหาดไทยก็ได้แจ้งแนวทางถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ย้ำให้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 แล้วก็ตาม แต่ยังมีการเรียกสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนจากราษฎรประกอบในการยื่นคำขอรับบริการในหลายส่วนราชการนั้น

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยขอเรียนว่า ปัจจุบันสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 โดยไม่เรียกสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากราษฎรแล้ว

นอกจากนั้นส่วนราชการที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์กับสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จำนวน 126 ส่วนราชการอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบงานเพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลประชาชนจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางได้ เพื่อใช้แทนสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ยกตัวอย่างเช่น กรมที่ดิน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง สำนักงานศาลยุติธรรม บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ทั้งนี้คงต้องใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงระบบงาน เพื่อให้สามารถดำเนินการในทุกสาขาทั่วประเทศ

อนึ่ง คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแนวทางการบูรณาการฐานข้อมูลประชาชนและการบริการภาครัฐ ให้ทุกส่วนราชการจัดทำฐานข้อมูลประชาชนตามอำนาจหน้าที่ เช่น วุฒิการศึกษา ใบรับรองแพทย์ ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าประจำการ (สด.43) เป็นต้น และเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลประชาชนกับฐานข้อมูลทะเบียนกลาง เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อมูลประชาชนแทนการขอสำเนาเอกสาร โดยมีแผนการดำเนินงานภายหลังคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ดังนี้

ระยะแรกในปีงบประมาณ 2560 ให้ทุกส่วนราชการที่ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์กับสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง และติดตั้งเครื่องอ่านบัตรประจำตัวประชาชน (Smart Card Reader) จำนวน 200,000 เครื่อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนอื่นๆ ที่กรมการปกครองรับผิดชอบจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางได้

ระยะต่อไป เมื่อฐานข้อมูลของส่วนราชการต่างๆ มีความพร้อมจะไม่เรียกสำเนาเอกสารอื่นๆ ที่ออกโดยส่วนราชการนั้นๆ ในการติดต่อราชการด้วย

ขอขอบคุณกรมการปกครองที่ไม่ลืมเรื่องราวและแจ้งมาตามขอบเขตของอำนาจหน้าที่

แต่ขอเรียนว่าวิธีปฏิบัติตามมติ ครม.ที่ชัดเจนตรงไปตรงมาที่สุดคือการขอให้ราษฎรแสดงบัตรแล้วให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นรับบัตรไปถ่ายสำเนาด้วยเครื่องถ่ายเอกสารของทางราชการเองแล้วคืนบัตรให้เจ้าของ

เท่านี้ก็พอ ไม่ต้องรอการเชื่อมโยงข้อมูลที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด.

“ซี.12”

วิธีการคัดเลือกปลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594905

โดย ซี.12 24 มี.ค. 2559 05:01

 

เมื่อมีคณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดีที่เสนอกันในการสัมมนาสรุปได้ว่า

1.การแต่งตั้งย้าย/โอนก่อนการคัดเลือก ให้กระทำได้เท่าที่จำเป็นและเป็นการชั่วคราว โดยหลักการแล้วการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่า เป็นการให้ความสำคัญแก่ความเหมาะสมของสมรรถนะและคุณสมบัติของบุคคลให้ตรงกับสมรรถนะของตำแหน่งหนึ่งๆ ดังนั้น การแต่งตั้งย้าย/โอนผู้ดำรงตำแหน่งหนึ่งไปดำรงตำแหน่งอื่นจึงเป็นการไม่สมควร

หากมีตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งว่างลงด้วยเหตุใด จึงควรใช้วิธีแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วทำการสรรหาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและสมรรถนะที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ว่าง หรือที่จะย้ายสับเปลี่ยนจะเป็นการเหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ดี หากมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือมีผลกระทบเสียหายอย่างร้ายแรง อย่างประจักษ์และชัดแจ้ง ควรให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งย้าย/โอนเป็นการชั่วคราวในระหว่างรอการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งที่ว่างเท่านั้น

2.การประกาศรับสมัคร ก.บ.ช.ต้องประกาศรับสมัครโดยระบุคุณสมบัติสมรรถนะทั่วไป และสมรรถนะเฉพาะเป็นรายตำแหน่ง กำหนดการทดสอบ การสัมภาษณ์ และการประกาศผลการคัดเลือกที่แน่นอนชัดเจน และดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างเปิดเผยและกว้างขวาง โดยการรับสมัครสอบคัดเลือกมี 2 ลักษณะ คือ การสมัครคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งที่ว่างในประเภทและระดับเดียวกัน และการสมัครคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งที่ว่างในระดับที่สูงกว่า

3.การประเมินโดย อ.ก.บ.ช.กระทรวง/กลุ่มกระทรวง ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.บ.ช.กำหนด

4.การประเมินโดย ก.บ.ช. คือการพิจารณาผลเรียงลำดับคะแนนที่ อ.ก.บ.ช.กระทรวง การส่งผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์ประเมินของ อ.ก.บ.ช.กระทรวง/ กลุ่มกระทรวง ไปทำการทดสอบที่ศูนย์ทดสอบ เพื่อประเมินทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ และบุคลิกภาพ การสัมภาษณ์ผู้สมัครและการจัดทำรายงานการคัดเลือกและข้อเสนอการแต่งตั้งเป็นรายตำแหน่ง

โดยการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกไม่เกิน 3 ชื่อต่อ 1 ตำแหน่ง ซึ่งบัญชีนี้ควรเป็นบัญชีที่เรียงลำดับตัวอักษรชื่อตัวส่งให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

5.การบรรจุแต่งตั้ง ถ้าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับข้อเสนอการแต่งตั้งตำแหน่งใดของ ก.บ.ช. ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการกราบบังคับทูลทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่เห็นชอบข้อเสนอการแต่งตั้งตำแหน่งใด ให้ทำความเห็นอย่างเปิดเผยส่งให้ ก.บ.ช.พิจารณาทบทวน เมื่อ ก.บ.ช.ได้ทบทวนแล้ว ให้จัดทำรายงานคัดเลือกและบัญชีรายชื่อเฉพาะผู้ผ่านการคัดเลือกทุกคน ซึ่งบัญชีนี้ควรเป็นบัญชีที่เรียงลำดับตัวอักษรชื่อตัวส่งไปยังคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง และถือเป็นข้อยุติของกระบวนการคัดเลือก

คณะรัฐมนตรีมีอำนาจเลือกชื่อบุคคลผู้ผ่านการคัดเลือกที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าวคนหนึ่ง เพื่อดำเนินการกราบบังคมทูลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก็ได้

การแต่งตั้งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า มีวาระกำหนดตำแหน่งครั้งละไม่เกิน 4 ปี แต่คณะรัฐมนตรีอาจให้ต่อสัญญาได้อีก ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี

6.มีการจัดทำหนังสือแสดงเจตจำนงในการปฏิบัติราชการของตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี หรือตำแหน่งเทียบเท่าด้วย

ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่ซึ่งถ้าออกมาใช้ได้จริงจังก็จะเป็นหลักประกันให้วงราชการปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองหรือถ้าจะมีก็มีพองามไม่ถึงขนาดซื้อขายตำแหน่งกันอย่างโจ๋งครึ่มแบบที่เคยมีมาในอดีต.

“ซี.12”

หลักเกณฑ์ตั้งปลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594343

โดย ซี.12 23 มี.ค. 2559 05:01

 

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกและแต่งตั้ง ปลัดกระทรวง และอธิบดีนั้นมีเกณฑ์การคัดเลือกและมิติการประเมินระบุว่า

การคัดเลือกนักบริหารระดับสูงเพื่อให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งที่เทียบเท่า นอกจากต้องคำนึงถึงความยุติธรรมและความเหมาะสมแล้ว ต้องพิจารณาคุณลักษณะสำคัญที่ผู้บริหารต้องมีด้วย เช่น สมรรถนะ ความเป็นผู้นำ ทักษะ พื้นฐานที่สำคัญ เจตคติการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ ความรอบรู้ในการติดต่อสื่อสาร การนำการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น จึงต้องมีความชัดเจนเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกและมติการประเมิน ดังนี้

เกณฑ์การคัดเลือก เมื่อมีการจัดกลุ่มตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งเทียบเท่าออกเป็น 1.ปลัดกระทรวง 2.หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐมนตรี 3.หัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 4.อธิบดีหรือตำแหน่งเทียบเท่าซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 148 ตำแหน่งนั้น เพื่อให้สามารถกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกได้อย่างถูกต้อง ควรมีการจำแนกตำแหน่งทั้ง 148 ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.ตำแหน่งที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการกล่อมเกลาเฉพาะด้าน ควรมีเกณฑ์การคัดเลือก คือเกณฑ์อาวุโสในการครองตำแหน่งปัจจุบัน เกณฑ์ความรู้ความสามารถ เกณฑ์สมรรถนะพื้นฐานและสมรรถนะเฉพาะ เกณฑ์สายอาชีพ (career path) เว้นแต่มีความจำเป็นต้องสรรหาจากข้าราชการพลเรือนสามัญนอกส่วนราชการ

2.ตำแหน่งที่มีภารกิจราชการลับซึ่งกระทบต่อความมั่นคง ควรมีเกณฑ์การคัดเลือก คือ 2.1.เกณฑ์อาวุโสในการครองตำแหน่งปัจจุบัน 2.2.เกณฑ์ความรู้ ความสามารถ 2.3.เกณฑ์สมรรถนะพื้นฐานและสมรรถนะเฉพาะ 2.4.เกณฑ์ความไว้วางใจ

3.ตำแหน่งที่มีภารกิจด้านยุทธศาสตร์การพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และอื่นๆควรมีเกณฑ์การคัดเลือกคือ 3.1.เกณฑ์อาวุโสในการครองตำแหน่งปัจจุบัน 3.2.เกณฑ์ความรู้ความสามารถ 3.3.เกณฑ์สมรรถนะพื้นฐานและสมรรถนะเฉพาะ

การกำหนดประเภทตำแหน่งดังกล่าว 148 ตำแหน่งข้างต้น ให้คณะกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติ (ก.บ.ช.) เป็นผู้พิจารณากำหนด

ส่วน มิติการประเมิน ต้องครอบคลุมมิติต่างๆที่เป็นพื้นฐานสำคัญ 5 ด้าน คือ

1.ผลงาน ความสำเร็จหรือความล้มเหลวที่เป็นรูปธรรม อธิบายได้ ซึ่งสะท้อนถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลได้อย่างชัดเจน

2.สมรรถนะ ประกอบด้วยสมรรถนะพื้นฐานของตำแหน่งนักบริหารระดับสูง เช่น ความเป็นผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ และการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ และสมรรถนะเฉพาะของตำแหน่งลักษณะงาน

3.ประวัติการทำงานและประสบการณ์ รวมทั้งความรู้ ความชำนาญต่างๆที่ได้รับการฝึกอบรมเรียนรู้มา ตลอดจนรางวัล บำเหน็จความชอบ และการถูกร้องเรียนกล่าวหา การถูกดำเนินการลงโทษทางวินัยต่างๆ

4.การทดสอบวิสัยทัศน์ เพื่อทราบถึงแนวคิดในการพัฒนาการคาดการณ์โอกาสและภัยคุกคามในอนาคตเกี่ยวกับงานในภารกิจของตำแหน่ง ตลอดจนกำหนดแนวทางการทำงานในอนาคตเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

5.พฤติกรรมทางจริยธรรม ได้แก่ การประเมินเพื่อสะท้อนถึงความเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส ความเสียสละ เพื่อราชการและประชาชน และความซื่อสัตย์ในงานรวมถึงสมรรถนะที่เป็นสากล เช่น มีจิตประชาธิปไตย ไม่เลือกปฏิบัติ เคารพสิทธิมนุษยชน สำนึกธรรมาภิบาล ไม่ล่วงละเมิด หรือคุกคามทางเพศ เป็นต้น

พรุ่งนี้จะตบท้ายด้วยขั้นตอนการคัดเลือกและแต่งตั้ง.

“ซี.12”

อำนาจหน้าที่ ก.บ.ช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593875

โดย ซี.12 22 มี.ค. 2559 05:01

 

คณะกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติ หรือ ก.บ.ช. ควรมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญได้แก่

1.กำหนดประเภทตำแหน่งและเกณฑ์การคัดเลือก

2.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาคัดเลือกนักบริหารระดับสูง ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า

3.สรรหาและคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพื่อดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งเทียบเท่า

4.ตรวจสอบความสมบูรณ์ของหนังสือแสดงเจตจำนงในการปฏิบัติราชการ (Letter of intent) ของปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งเทียบเท่า โดยทุกต้นปีงบประมาณ หรือภายหลังจากที่มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าทุกตำแหน่ง จะต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนงในการปฏิบัติราชการกับรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือปลัดกระทรวง ผู้บังคับบัญชา โดยสำนักงาน ก.พ.จะต้องเข้ามาสนับสนุนและช่วยในการจัดทำหนังสือดังกล่าว ส่วน ก.บ.ช.มีอำนาจตรวจสอบความสมบูรณ์ในแง่ของความชัดเจนของเป้าหมาย ผลผลิต หรือผลิตภาพของงาน ตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน

5.ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี หรือตำแหน่งเทียบเท่า ตามหนังสือแสดงเจตจำนงในการปฏิบัติราชการข้างต้น

6.ทักท้วงการย้าย/โอน กรณีที่ไม่เห็นด้วยกับการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ย้าย/โอนปลัดกระทรวง อธิบดี หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ก.บ.ช.สามารถเสนอความเห็นและเหตุผลเพื่อขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนมติดังกล่าวได้ ข้อทักท้วงเป็นการยุติเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อทักท้วงนั้น

7.เสนอขยายเวลาการดำรงตำแหน่ง เสนอความเห็นการขอขยายเวลาในการดำรงตำแหน่งของหัวหน้าส่วนราชการที่ดำรงตำแหน่งมาครบ 4 ปี ต่อคณะรัฐมนตรี

8.พัฒนานักบริหารระดับสูง เพื่อเตรียมพัฒนานักบริหารที่จะสืบทอดเป็นนักบริหารระดับสูงต่อไป และพัฒนานักบริหารระดับสูงที่อยู่ในตำแหน่งอยู่แล้ว

9.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่างๆตามที่มอบหมาย แต่อย่างน้อยจะต้องมีคณะอนุกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติระดับกระทรวงหรือกลุ่มกระทรวง เรียกโดยย่อว่า อ.ก.บ.ช.กระทรวง หรือ อ.ก.บ.ช.กลุ่มกระทรวง

เรื่องนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ขอละไว้ก่อน ขอยกมาแต่เพียงว่า คณะอนุกรรมการคัดเลือกนักบริหารระดับกระทรวงควรอยู่ในตำแหน่งวาระคราวละ 2 ปี แต่ไม่ควรให้เป็นติดต่อกันเกินกว่า 2 วาระ โดยมีอำนาจหน้าที่สำคัญได้แก่

1.ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและหลักฐานต่างๆ 2.ทำการประเมินผู้สมัคร 3.สัมภาษณ์ผู้สมัคร 4.จัดทำรายงานการคัดเลือกพร้อมบัญชีผู้ผ่านการคัดเลือกและผู้ไม่ผ่านการคัดเลือกเรียงลำดับคะแนนส่งให้ ก.บ.ช.

5.หน้าที่อื่นๆตามที่ ก.บ.ช.มอบหมาย

ส่วนผู้ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการนั้น เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการประสานที่เชื่อมต่อกับ ก.พ. ซึ่งเป็นองค์กรกลางด้านการบริหารงานบุคคล ให้สำนักงาน ก.พ.ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ ก.บ.ช. และ อ.ก.บ.ช.กระทรวง

ต่อไปจะเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวง อธิบดี.

“ซี.12”