คณะกรรมการตั้งปลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593505

โดย ซี.12 21 มี.ค. 2559 05:01

 

ข้อเสนอการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดีซึ่ง นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร รองประธานคณะกรรมาธิการ การบริหารราชการ แผ่นดินคนที่หนึ่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน และการพัฒนาระบบราชการนำเสนอ ในการสัมมนาเมื่อวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2559 1 สัปดาห์ที่ล่วงมาแล้วนั้น

มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือการจัดตั้ง คณะกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติ หรือเรียกโดยย่อว่า ก.บ.ช.ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักบริหารระดับสูง ตำแหน่งปลัดกระทรวงอธิบดี และตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่า โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.สถานะของ ก.บ.ช.ควรเป็นองค์กรที่รับผิดชอบร่วมกันในการประชุมตัดสินใจกำหนดแนวทางปฏิบัติ และเป็นผู้นำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติด้วยตนเอง ดังนั้น จะต้องออกแบบสถานะของ ก.บ.ช.ให้เป็นคณะกรรมการแบบ (commission) ไม่ใช่คณะกรรมการแบบทั่วไป (committee) ก.บ.ช.ควรมีภารกิจในการประเมินผลการปฏิบัติราชการของปลัดกระทรวง อธิบดีและตำแหน่งเทียบเท่าด้วย สถานะของกรรมการจึงควรเป็นกรรมการปฏิบัติงานเต็มเวลา (fulltime commissioner)

2.จำนวนกรรมการ เนื่องจาก ก.บ.ช.มีฐานะเป็นกรรมการปฏิบัติงานเต็มเวลา ดังนั้น ควรมีจำนวนกรรมการรวมทั้งประธานจำนวนไม่มากเกินไป จำนวนที่เหมาะสม อาจจะเป็น 3 คน หรือ 5 คนก็ได้

3.ที่มาของกรรมการ ให้ที่ประชุม ก.พ.เฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประชุมกันเสนอชื่อ ก.บ.ช. จำนวนอย่างน้อย 1 เท่า ของจำนวนกรรมการที่จะพึงมีให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกนำความขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

4.ประธานและรองประธาน ก.บ.ช.ให้ ก.บ.ช.ที่ได้รับแต่งตั้งเลือกกันเองเป็นประธานคนหนึ่ง รองประธานอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็สมเหตุสมผลตามหลักประชาธิปไตย และความเป็นอิสระของคณะกรรมการ

5.วาระการดำรงตำแหน่ง ไม่ควรมีวาระสั้นเกินไป เพราะจะต้องสั่งสมประสบการณ์ แต่ไม่ควรยาวเกินไป เนื่องจาก ก.บ.ช.เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ดังนั้น ควรเป็นคราวละอย่างน้อย 3-4 ปีเท่านั้น และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

6.คุณสมบัติของ ก.บ.ช.มี 3 ประเด็นหลักคือ

หนึ่งคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามอาจใช้ตามคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา กรรมการ ป.ป.ช. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้

สองคุณสมบัติที่เป็นข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ อายุควรกำหนดไว้อย่างน้อย 45 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปี ลักษณะต้องห้ามต้องไม่เป็นข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภา สมาชิกท้องถิ่น สมาชิกพรรคการเมือง หรือตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ไม่เป็นคู่สัญญา ผู้รับสัมปทาน หรือผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับรัฐ และไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ที่ปรึกษา หรือมีผลประโยชน์ทางตรง หรือทางอ้อมกับนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญา ผู้รับสัมปทาน หรือผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามามีส่วนคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งที่สามารถเอื้อประโยชน์ตอบแทนให้ธุรกิจที่ตนเกี่ยวข้อง

สามคุณสมบัติด้านจริยธรรม ได้แก่ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ประพฤติ หรือมีพฤติการณ์ที่ขัดต่อหลักจริยธรรมด้านการบริหารและการครองตน เช่น หลักธรรมาภิบาลหรือบรรษัทภิบาล หลักสิทธิมนุษยชน การคุกคามทางเพศ การดูหมิ่นเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ หลักความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ เป็นต้น

วันต่อไปจะว่ากันถึงอำนาจหน้าที่ของ ก.บ.ช.

“ซี.12”

มุมข้าราชการ 19/03/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592714

โดย ซี.12 19 มี.ค. 2559 05:01

 

การติดต่อราชการที่จำเป็นต้องแสดง บัตรประจำตัวประชาชน นั้นเป็นเรื่องธรรมดาของระเบียบ กฎเกณฑ์ แต่การเรียกเอา สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาทะเบียนบ้าน ไว้ประกอบเป็นหลักฐาน ถ้าใครไม่มีติดไปต้องเที่ยวหาที่ถ่ายเอกสารเสียเงินแพงๆนั้นเป็นการรังแกประชาชนทางอ้อม เคยเขียนเรียกร้องมานานแล้วว่าถ้าทางราชการต้องการ เก็บไว้เป็นหลักฐานก็ให้เจ้าหน้าที่เอาไปถ่ายเองด้วยเครื่องของทางราชการแล้วเอามาให้เจ้าของรับรองสำเนาแบบเดียวกับที่ธนาคารทั้งหลายปฏิบัติอยู่ก็สิ้นเรื่อง มาถึงตอนนี้มีคำยืนยันจาก พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ครม. มีมติล่าสุดในเรื่องการบูรณาการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน กำหนดให้ไม่ต้องถ่ายสำเนาให้เจ้าหน้าที่ในการติดต่อราชการอีกต่อไปในปี 2560 ก็จะรอดูความเป็นไปในเรื่อง ง่ายๆนี้ว่าจะสามารถบังคับใช้ได้จริงจังหรือไม่…..

การแต่งตั้งใน ครม.คราวนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่ มีแต่ให้ กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการไฟฟ้านครหลวง แทน พลเอก พิรุณ แผ้วพลสง ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ และ มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการการไฟฟ้านครหลวง แทน สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากลาออก…..

ของมหาดไทยมีรายการโยกย้ายชุดเล็กๆในระดับ รองผู้ว่าราชการจังหวัด 8-9 คนคือหลังจากที่ จำนัล เหมือนดำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสขยับขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงไปเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต. ก็มีการโยก เถกิงศักดิ์ ยกศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี มาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ส่วน สุวิทย์ คำดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาไปเป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ สมหมาย วิเชียรฉันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ยงยุทธ สิงห์ธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด จันทบุรี นพดล ไพฑูรย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร…..

อีกวงรอบหนึ่ง ธนากร อึ้งจิตรไพศาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก สลับกับ นิพันธ์ บุญหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ และ สมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล สลับกับ ศรีพงศ์ บุตรงามดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา…..

วันเดียวกันมีคำสั่งถัดไปของกระทรวงมหาดไทยให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด 2 รายรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาคือ โสภณ สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และ สุวิทย์ คำดี ที่เพิ่งย้ายมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ในวันเดียวกัน รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง เมื่อส่งผลงานผ่านการประเมินแล้วจะได้ดำรงตำแหน่งเต็มตัวต่อไปซึ่งจะทำให้ตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด ว่างลง 2 อัตราที่ บึงกาฬ และ บุรีรัมย์ ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษก็น่าจะยกโควตาให้ ปลัดจังหวัด และ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เสียตำแหน่งละ 1 เก้าอี้จะดีไหม ส่วนตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีนั้น จารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง เสียบไปเรียบร้อยแล้ว….

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิมพ์หนังสือ เทพรัตน์…ในดวงใจ นานเท่าใดจะขอเทิดทูน ออกมาในรูปเล่มที่สวยงามมากพรั่งพร้อมทั้งรูปภาพและเรื่องราวที่น่าสนใจ มี มนัส กันตวิรุฒ ผู้อำนวยการหอประวัติม.อ.เป็นบรรณาธิการ….

“ซี.12”

วันท้องถิ่นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/592188

โดย ซี.12 18 มี.ค. 2559 05:01

 

ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดทั้ง อบต. อบจ. เทศบาล และท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษอื่นๆเช่น กทม.และเมืองพัทยา

วันที่ 18 มีนาคม ของทุกปี ถือเป็น วันท้องถิ่นไทย โดยมีความเป็นมาที่น่าสนใจคือ

การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นได้เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองนครเขื่อนขันธ์ (เมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ) และได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพตลาดเมืองนครเขื่อนขันธ์สกปรกมาก จึงทรงมีพระราชดำรัสในที่ประชุมเสนาบดีว่า “โสโครกเหมือนกับตลาดท่าจีน” (หรือตลาดท่าฉลอม)

จึงเป็นเหตุให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และ พระยาพิไชยสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาครได้เชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้าชาวจีนในตลาดท่าฉลอม มาประชุมเพื่อร่วมกันพิจารณาหาทางปรับปรุงแก้ไข โดยพ่อค้าและประชาชนยินดีที่จะเสียสละน้ำพักน้ำแรงร่วมกันรักษาความสะอาดและสร้าง “ถนนถวาย” ขึ้น

พร้อมทั้งได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.124 (พ.ศ.2448)

ในการนี้ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานเงินภาษีโรงร้านตลาดท่าฉลอมเพื่อใช้ทำนุบำรุงท้องถิ่น และได้ประกาศจัดตั้ง สุขาภิบาลท่าฉลอม เมืองสมุทรสาคร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ปกครองทำนุบำรุงท้องถิ่นกันเอง

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอกำหนดให้วันที่ 18 มีนาคมของทุกปีเป็น วันท้องถิ่นไทย เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกฐานะตำบลท่าฉลอมขึ้นเป็นสุขาภิบาลท่าฉลอม

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชนและเป็นการถือกำเนิดของการปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งแรกในประเทศไทย

การจัดงานวันท้องถิ่นไทย ประจำปี 2559 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงได้ร่วมกับจังหวัดสมุทรสาคร เป็นศูนย์กลางในการจัดงานวันท้องถิ่นไทย ปี 2559 ภายใต้ชื่องาน “งานประเพณี 18 มีนา สุขาภิบาลท่าฉลอม (วันท้องถิ่นไทย) ประจำปี 2559” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม 2559 โดยในวันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2559 จะมีพิธีถวายราช สักการะและกล่าวถวายราชสดุดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดสุทธิวาตวราราม (วัดช่องลม) ถนนถวาย ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

สำหรับการจัดงานในภาพรวมทั่วประเทศ จังหวัดทุกจังหวัดจะจัดพิธีถวายราชสักการะและกล่าวถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีผู้บริหาร สมาชิกสภา ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมพิธี

นอกจากนั้นยังมีการจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น การออกหน่วยเคลื่อนที่ศูนย์บริการสาธารณสุข การจัดแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆเป็นต้น

วันนี้จึงถือได้ว่าเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของชาวท้องถิ่นทุกรูปแบบ.

“ซี.12”

กระเช้าขึ้นภูกระดึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/591669

โดย ซี.12 17 มี.ค. 2559 05:01

 

โครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปบนอุทยานแห่งชาติภูกระดึงจังหวัดเลย ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเมื่อไหร่เป็นต้องมีการสนับสนุนและคัดค้านกันอึงมี่ โดยต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่สมควรด้วยกันทั้งสิ้น

มาถึงตอนนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ซึ่งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) มอบหมายให้ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและสรุปผลการศึกษาว่าควรก่อสร้างซึ่งจะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 633 ล้านบาท และใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี

แต่คณะรัฐมนตรีให้รอรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน และให้พิจารณาเพิ่มเติมด้านเทคนิคความคุ้มค่า และมาตรการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อันจำกัดของภูกระดึงด้วย

ประเด็นกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงจึงได้รับความสนใจจากสังคมอีกครั้ง ทันทีที่คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการศึกษา

วันนี้ขอนำเสนอฝ่ายสนับสนุนก่อนคือ นายไพโรจน์ พรหมสาส์น กรรมการ กพร.อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นนายกสมาคมชาวจังหวัดเลยหลายสมัย ได้ยืนยันว่าชาวจังหวัดเลยทั้งจังหวัดไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนแทบทุกตำบล หมู่บ้าน สนับสนุนการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงอย่างเต็มที่ โดยสรุปแล้วฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงมีเหตุผลหลายประการ เช่น

1.อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ควรที่จะได้รับการพัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาว หรือผู้สูงวัย ได้มีโอกาสขึ้นไปชมความงดงามตามธรรมชาติของภูกระดึงที่มีพื้นที่ราบสูงอันกว้างขวาง

2.ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในหน้าหนาว จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปขึ้นภูกระดึงเป็นจำนวนมาก ต้องกางเต็นท์พักแรมในพื้นที่กว่า 47 ตารางกิโลเมตร มีการทิ้งขยะมากมาย ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งส่งเสียงอึกทึกครึกโครมเป็นการรบกวนต่อวิถีชีวิตของสัตว์ป่านานาพันธุ์ ซึ่งออกหากินในเวลาค่ำคืนมาก หากมีกระเช้าไฟฟ้านักท่องเที่ยวก็สามารถขึ้นไปบนยอดเขาในตอนเช้า และลงมาตอนบ่ายๆได้สะดวกไม่จำเป็นต้องพักแรมแต่อย่างใด ลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้มากมาย นักท่องเที่ยวเจ็บป่วยก็สามารถนำลงมารักษาที่สถานพยาบาลในพื้นที่ราบได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

3.เป็นโอกาสในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดเลยและจังหวัดข้างเคียงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนขึ้นไปท่องเที่ยวบนภูกระดึงอีกเป็นจำนวนมาก

4.เรื่องลูกหาบซึ่งขณะนี้มีประมาณ 300 กว่าคนยังสามารถแบกหามสัมภาระของนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินขึ้นลงภูกระดึงตามเส้นทางที่มีอยู่เดิมได้ อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนไปทำงานด้านขนส่งสัมภาระเข้าออก จากกระเช้าไฟฟ้าและแบกหามไปยังที่พักแรมซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปได้ด้วย

5.โครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงนี้จะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 633 ล้านบาท มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติไม่มากมีการปักเสาหลัก 7 ต้น และตัดต้นไม้บริเวณพื้นที่ก่อสร้างเพียงเล็กน้อย ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของป่าไม้แต่อย่างใด

รับฟังทางบวกแล้วหากใครหรือองค์กรใดมีความเห็นคัดค้านที่เป็นเหตุเป็นผลโปรดส่งมาโดยเร็ว จะนำเสนอให้ในลักษณะเดียวกัน.

“ซี.12”

ตัดหาง ปค.–ติดปีก ตร. (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/590991

โดย ซี.12 16 มี.ค. 2559 05:01

 

ความไม่สบายใจของข้าราชการฝ่ายปกครองที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนประเด็นหนึ่งก็คือ

ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญาโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจซึ่งมีเนื้อหาให้ตำรวจมีอำนาจหน้าที่สอบสวนคดีอาญาทั่วไปฝ่ายเดียว ให้ฝ่ายปกครองสอบสวนได้เฉพาะคดีอาญา 16 ประเภท ซึ่งเป็นความผิดเล็กน้อย ส่วนใหญ่สามารถเปรียบเทียบปรับได้

พิจารณาดูแล้วหลักการดังกล่าวไม่น่าจะถูกต้องเพราะ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบสูงสุดในเขตรับผิดชอบ มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความสงบเรียบร้อย และความเป็นธรรมต่อประชาชนในพื้นที่ จึงต้องมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมการสอบสวนคดีอาญาทั่วไปที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมของประชาชน เพื่อสร้างหลัก ประกันความเป็นธรรม ความไว้ใจ เชื่อใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น รัฐบาลจึงสมควรพิจารณาออกกฎกระทรวงกำหนดหลักการสอบสวนคดีอาญาทั่วไปร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจ เพื่อประโยชน์ต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.วิอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548

ส่วนกระบวนการยุติธรรมขั้นตอนหลังจากสอบสวนเสร็จแล้ว ป.วิอาญาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ให้อัยการชี้ขาด (มาตรา 145) เพื่อควบคุมดูแลการสอบสวนฟ้องร้องให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ประชาชน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้อำนาจดังกล่าวดูแลประชาชนที่ยากไร้ด้อยโอกาสให้ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมายให้ได้รับความคุ้มครอง

ต่อมาได้มีประกาศ คสช.ฉบับที่ 115/2557 เพิ่มเติม ป.วิอาญา มาตรา 145/1 ตัดทอนอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจภูธร แย้งความเห็นการสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด โดยไม่มีเหตุผลที่มาที่ไปของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตำรวจภูธร เป็นการตัดระบบการตรวจสอบถ่วงดุลโดยผู้ว่าราชการจังหวัดออก

การตัดอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็นอำนาจของตำรวจภูธร ในเรื่องดังกล่าวขัดกับหลักการถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งให้ตำรวจตรวจสอบองค์กรตัวเอง จับเอง สอบสวนเอง รวมถึงมีอำนาจทำความเห็นแย้งความเห็นพนักงานอัยการเอง ซึ่งมิใช่องค์กรที่สาม จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมอย่างยิ่ง

การให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นคนกลาง มีความเป็นกลาง ตรวจสอบพนักงานอัยการและตำรวจ ถือเป็นองค์กรที่สาม จึงสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล ตลอดจนเป็นไปตามหลักบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้ารับผิดชอบสูงสุดของจังหวัด นายอำเภอเป็นหัวหน้ารับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดินสูงสุดของอำเภอ

ดังนั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และสอดคล้องกับหลักการถ่วงดุลและการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งบริบทของสังคมไทยที่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคม สมควรคืนอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งรับผิดชอบศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแก้ไขปัญหาของประชาชนให้เบ็ดเสร็จอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสดูแลความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่

คำถามทิ้งท้ายในเรื่องนี้คือ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบดังกล่าว ก่อให้เกิดหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนได้หรือไม่ อย่างไร ก่อให้เกิดการถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจสอบสวนของตำรวจและอัยการได้หรือไม่ อย่างไร

ที่สำคัญที่สุดคือแก้ไขแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง.

“ซี.12”

ตัดหาง ปค.–ติดปีก ตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/590437

โดย ซี.12 15 มี.ค. 2559 05:01

 

ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก

มีบทวิเคราะห์วิจารณ์ของผู้ที่เคยอยู่ในตำแหน่งระดับสูงของฝ่ายปกครองเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่น่าสนใจมานำเสนอนั่นคือข้อคิดของ นายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยและเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาแล้วหลายจังหวัดที่ระบุว่า

การสอบสวนคดีอาญาเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมที่สำคัญ เพราะเป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นเพื่อพิสูจน์ว่าใครคือผู้กระทำผิด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดไปฟ้องให้ศาลลงโทษ จึงมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) กำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญา ซึ่งได้เกิดหรืออ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ (มาตรา 18)

เมื่อครั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกรมตำรวจอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รักษาการมาตรการ 5 แห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.วิอาญา พ.ศ.2477 และเป็นเจ้ากระทรวงควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของกรมตำรวจและกรมการปกครอง ได้ออกข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยอาศัยหลักการตามมาตรา 16 แห่ง ป.วิอาญา เพื่อจัดระเบียบการใช้อำนาจสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวน ฝ่ายปกครอง และพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ โดยเหตุผลสำคัญของการออกข้อบังคับฯ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดระเบียบการสอบสวนคดีอาญาของเจ้าพนักงานให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม มีประสิทธิภาพรัดกุมก่อให้เกิดหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นมูลฐาน ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดความสงบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น และเป็นผลโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศชาติเป็นส่วนรวม

ในทางปฏิบัติผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจะไม่เข้าไปแทรกแซงการสอบสวนคดีอาญาทั่วไปของตำรวจ เว้นแต่เป็นนโยบายข้อสั่งการของกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เช่น คดีวิสามัญฆาตกรรม หรือให้นายอำเภอเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีเกี่ยวกับป่าไม้และทรัพยากรของชาติ ส่วนคดีทั่วไปถ้าประชาชนร้องขอความเป็นธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจึงจะเข้าไปตรวจสอบและควบคุมคดี เพื่อเป็นที่พึ่งอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชน ซึ่งฝ่ายปกครองกับตำรวจได้ปฏิบัติราชการร่วมกันตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ดังกล่าวมาโดยตลอด

ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แยกออกจากกระทรวงมหาดไทยไปอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ออกคำสั่งที่ 419/2556 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 และมีหนังสือ ตร.ที่ 0011.25/0014 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 แปลความว่า คำสั่งดังกล่าวยกเลิกอำนาจควบคุมการสอบสวนและการร่วมสอบสวนของฝ่ายปกครองตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยฯตามหลักกฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า

ทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติราชการร่วมกันในพื้นที่เป็นการลดหลักประกันความเป็นธรรมของประชาชนลง เพราะไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอได้อีกต่อไป

นี่คือลำดับเหตุการณ์ของเส้นทางแห่งอำนาจสอบสวน แล้ววันพรุ่งนี้จะเป็นประเด็นที่หนักข้อเพิ่มขึ้น.

“ซี.12”

สัมมนาตั้งปลัด–อธิบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/590114

โดย ซี.12 14 มี.ค. 2559 05:01

 

ตำแหน่งนักบริหารระดับสูงซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการอันได้แก่ ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า เป็นเป้าหมายหนึ่งในการปฏิรูประบบราชการ

เพราะเป็นตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงทั้งด้านงบประมาณแผ่นดินและเป็นข้อต่อเชื่อมระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำในการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ดำรงตำแหน่งจึงจำเป็นต้องเป็นคนเก่งและมีความรู้ ความสามารถ และต้องเป็นคนดีด้วย

คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงได้พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับระบบราชการในประเด็นการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวง และอธิบดี เพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นที่รัฐบาล

จะต้องเร่งทบทวนวิธีการได้มาซึ่งนักบริหารระดับสูงที่เป็นหัวหน้าส่วน ราชการระดับกระทรวง และกรมที่มีคุณลักษณะดังกล่าว

โดยมีข้อเสนอให้จัดตั้ง คณะกรรมการคัดเลือกนักบริหารแห่งชาติ (ก.บ.ช.) เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันทางการเมืองทำหน้าที่เกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลที่สมควรแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่า

เพื่อให้การจัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากที่สุด จึงจัดการสัมมนาเรื่องข้อเสนอการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดีขึ้นในวันนี้-วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2559 ที่อาคารรัฐสภา

มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 400 คนประกอบด้วยคณะกรรมาธิการการ บริหารราชการแผ่นดินที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ เลขานุการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ประจำคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และคณะทำงาน ในคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้แทนคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำสภานิติบัญญัติแห่งชาติทุกคณะ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะอนุกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ปลัดกระทรวง ทุกกระทรวง อธิบดีทุกกรม และหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนสำนักงาน ก.พ.ร. ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและผู้แทน ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้แทน ประธานองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และผู้แทน นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย และผู้แทน รวมทั้งสื่อมวลชน

มีการนำเสนอรายงานเรื่อง “ข้อเสนอการคัดเลือกและแต่งตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดี” โดย นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่หนึ่งและประธานคณะอนุกรรมาธิการการปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน และการพัฒนาระบบราชการ

แล้วเป็นการอภิปรายและวิพากษ์รายงาน โดย นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และ กรรมการ ก.พ. นายนนทิกร กาญจนะ-จิตรา อดีตเลขาธิการ ก.พ. ศ.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายก-รัฐมนตรี และอดีตเลขาธิการ ก.พ.ร. ศ.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากผู้ร่วมสัมมนา มี นายพินิจ พิชัยกัลป์ อนุกรรมาธิการการปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน และการพัฒนาระบบราชการ เป็นวิทยากรผู้ดำเนินรายการ

ใครมีความคิดอ่านอะไรดีๆในการสัมมนาคราวนี้จะได้เก็บเกี่ยวมาเล่าสู่กันฟังต่อไป.

“ซี.12”

มุมข้าราชการ 12/03/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589218

โดย ซี.12 12 มี.ค. 2559 05:01

 

ประเด็นร้อนใน รัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ยังหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ในเมื่อ พี่ใหญ่ คสช. อย่าง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ยืนยันนั่งยันนอนยันทุกอิริยาบถว่าต้องการให้เป็น ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.ลากตั้ง ในช่วง 5 ปีแรกของการใช้รัฐธรรมนูญแต่ยังไม่มีเสียงขานรับจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ผู้เป็นประธาน กรธ. ที่กำหนดวิธีการได้มาของ ส.ว.ด้วยการ เลือกไขว้ ที่จริงเรื่องนี้น่าจะทำประชามติให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าจะเอารัฐธรรมนูญแบบไหน พิมพ์มีชัย หรือ พิมพ์ประวิตร…

ถ้าหากเป็นความต้องการของ คสช.จริงๆชนิดที่ไม่กำหนดอย่างนี้ไม่ได้ก็ยังมีช่องทางที่สามารถทำได้สบายอยู่แล้วถ้าหาก รัฐธรรมนูญ ที่กำลังร่างอยู่นี้เกิดไม่ผ่าน ประชามติ ก็จำเป็นอยู่เองที่ คสช.จะต้องจัดการให้มีรัฐธรรมนูญเพื่อจัดการเลือกตั้งตามโรดแม็ปโดยไม่ต้องไหว้วานใครมาร่างให้ ถึงตอนนั้นจะให้ ส.ว.เป็นแบบไหน จะเลือกตั้งลากตั้งจะให้อยู่ 5 ปี 10 ปี หรือตลอดชีวิตก็เชิญเถอะคนที่พยายามหาเหตุผลมาคัดค้านด้วยความหวังดีคงอ่อนล้าเต็มทีแล้ว…

อย่างน้อยที่สุดประวัติศาสตร์จะได้บันทึกไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของใคร เพราะถ้าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อให้มีใบสั่งใบบอกอย่างไรใครๆก็คงไม่เรียก รัฐธรรมนูญประยุทธ์ หรือ รัฐธรรมนูญประวิตร แต่จะเรียกขานกันตลอดไปว่าเป็น รัฐธรรมนูญมีชัย ไปจนกว่าจะถูกฉีกแล้วร่างกันใหม่….

นับวันแต่จะมีความไม่งดงามในวงการพระวงการสงฆ์เมื่อมีการรวมกลุ่มเรียกร้องจะเอาอย่างใจในเรื่อง ยศช้าง ขุนนางพระ ตามคำโบราณโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องรอบคอบตามกฎหมาย ที่จริง คนเป็น พระ ต้องสงบสำรวมไม่ใช่เที่ยวมาเรียกร้องโน่นเรียกร้องนี่ หรือไม่พอใจอะไรก็ข่มขู่จะล่ารายชื่อมาถอดถอนคนอื่นอย่างที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทำหน้าที่ของตัวเองแท้ๆกำลังโดนกล่าวหาข่มขู่ นี่ถ้าชาวบ้านเกิดหมั่นไส้ขึ้นมาจะเข้าชื่อกันให้ มหาเถรสมาคม หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องถอดถอน หัวโจก ในวงการไม่ว่าจะเป็น เมธง–เมธี หรือ พรหมโน่น–พรหมนี่ ฯลฯ จะว่ายังไง …

รายการแต่งตั้งที่ผ่าน ครม.เมื่อวันอังคาร 8 มีนาคมก็มีหลากหลายอย่างเช่น พันตำรวจเอกสีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่ดำรงตำแหน่งมาครบถ้วน 4 ปี ตามวาระจำเป็นต้องโยกย้ายไปอยู่ตำแหน่งอื่นจึงมีการกำหนดตำแหน่ง ที่ปรึกษาประจำสำนักงาน ปปง.ขึ้นมารองรับ ส่วนเลขาธิการ ปปง. คนใหม่ต้องผ่านกระบวนการสรรหาตามกฎหมาย…

กระทรวงการต่างประเทศมีการตั้งทูตและอธิบดีอย่างละ 1 ตำแหน่งคือ วิชิต ชิตวิมาน รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็น เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง และ เกริกพันธุ์ ฤกษ์จำนง อัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เป็น อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา…

ตำแหน่งประเภทผู้ตรวจราชการมี อิสระ ศิริวรภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้านประสานกิจการภายในประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โอนไปเป็น ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี รองอธิบดี 3 กรมในกระทรวงวัฒนธรรม คือ สุเทพ เกษมพรมณี รองอธิบดีกรมการศาสนา มานัส ทารัตน์ใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ พีรพน พิสณุพงศ์ รองอธิบดีกรมศิลปากร ขึ้นเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมกัน…

ส่วนที่ กรุงเทพมหานคร หรือ กทม.มีการแต่งตั้งวางตัว ผู้อำนวยการสำนัก ใหม่หลายสำนักโดยแทบทั้งหมดเลื่อนขึ้นมาจากรองในสำนักเดิมคือ สุรินทร์ กู้เจริญประสิทธิ์ เป็น ผอ.สำนักการแพทย์ ชวินทร์ ศิรินาค เป็น ผอ.สำนักอนามัย ประสาร พิทักษ์วรรัตน์ เป็น ผอ.สำนักการโยธา สมพงษ์ เวียงแก้ว เป็น ผอ.สำนักการระบายน้ำ สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง เป็น ผอ. สำนักสิ่งแวดล้อม วิภารัตน์ ไชยานุกิจ เป็น ผอ.สำนักพัฒนาสังคม มี 2 รายที่ไปขึ้นต่างสำนักคือ ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ รอง ผอ.สำนักการโยธา เป็น ผอ.สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กับ ชุมพล ชาวเกาะ รอง ผอ.สำนักเทศกิจ เป็น ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมกันนั้นมีการตั้งผู้ตรวจราชการ กทม.อีก 7 ราย…

“ซี.12”

โยกย้ายทูต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588654

โดย ซี.12 11 มี.ค. 2559 05:01

 

รายการโยกย้ายเอกอัครราชทูตสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่างยังมีอีกหลายประเทศเคยเขียนถึงไปบ้างแล้วตอนมีมติ ครม.ออกมาแต่วันนี้จะทำบันทึกเป็นวงรอบในแต่ละชุดเพื่อความชัดเจน

ตอนสิ้นปีงบประมาณ 2558 นั้นมีตำแหน่งสำคัญในกระทรวงการต่างประเทศที่เกษียณอายุด้วยคือ นายนรชิต สิงหเสนี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศก็มีการย้าย นายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต ณ กรุง ปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เข้ามาเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่

จากนั้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ที่เคยเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศมาแล้วย้ายไปเป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส แล้วได้ นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ไปเป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และ นายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล ไปแทนที่ เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ พร้อมกับ นายวราวุธ ชูวิรัช เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้ามาเป็นอธิบดีกรมการกงสุล

วงรอบต่อมา นางบุษยา มาทแล็ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน ย้ายมาเป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ก็มี นางรัตติกุล จันทร์สุริยา อธิบดีกรมยุโรป ไปแทนที่ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด และได้ นายทรงพล สุขจันทร์ กงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เข้ามาเป็นอธิบดีกรมยุโรป

อีกวงรอบหนึ่งเมื่อ นายปัญญารักษ์ พูลทรัพย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ย้ายกลับเข้ามาเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายมานพชัย วงศ์ภักดี อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา ก็ออกไปเป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย แทน

นายพิรุณ ลายสมิต เอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ย้ายไปเป็น ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ ไทเป ไต้หวัน แล้วได้ นายสุนทร ชัยยินดีภูมิ อัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ไปเป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์

นายเชิดชู รักตะบุตร เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน เนการาบรูไนดารุสซาลาม เข้ากระทรวงมาเป็น อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ก็มี นายพีรวิช สุวรรณประเทศ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ไปแทนที่ เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน นางนันทนา ศิวะเกื้อ อัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา แคนาดา ก็เข้ามาเป็น เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง แทน ส่วน นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ อัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เลื่อนขึ้นเป็น เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา นางพัชนี กิจถาวร กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐ ประชาชนจีน เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ นายกัลยาณะ วิภัติภูมิประเทศ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลี รัฐลิเบีย

ยังมีอธิบดีอีก 2 กรมคือ นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็น อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ นายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก

การโยกย้ายเหล่านี้ยังคงมีอีก.

“ซี.12”

ทดแทนทูตเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588147

โดย ซี.12 10 มี.ค. 2559 05:01

 

เมื่อตอนสิ้นปีงบประมาณ 2558 ในวันที่ 30 กันยายน 2558 มีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศในตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ถึงเวลาเกษียณอายุราชการไปทั้งสิ้น 12 คน

การแต่งตั้งวางตัวคนทดแทนในตำแหน่งเอกอัครราชทูตดังกล่าวมีกระบวนการขั้นตอนมากพอสมควรตั้งแต่การคัดเลือกตัวบุคคลที่เหมาะสม ส่งชื่อไปขอรับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับจนมีการตอบกลับมาแล้วจากนั้นจึงนำเรื่องเข้า ครม.ให้ความเห็นชอบเพื่อนำความขึ้นกราบ บังคมทูลให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและทรงมีพระราชสาส์นตราตั้ง

มีการดำเนินการในแต่ละประเทศที่มีตำแหน่งว่างมาตามลำดับตั้งแต่ปลายปี 2558 มาต้นปี 2559 จนถึงรายสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2559

ผู้คนในกระทรวงการต่างประเทศก็คงรับรู้รับทราบอยู่แล้วว่าใครเป็นใครไปที่ไหน แต่ที่ทำบันทึกไว้ในวันนี้ก็เพื่อประโยชน์ของราชการกระทรวงอื่นจะได้รับรู้ทั่วกันด้วย

ในโซนยุโรป 4 ประเทศมี นายธนา เวสโกสิทธิ์ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แทน นายสุรพิทย์ กีรติบุตร ที่เกษียณอายุ นายนพปฎล คุณวิบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส แทน นายเฉลิมพล ทันจิตต์ ที่เกษียณอายุ นายไกรรวี ศิริกุล เอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลี รัฐลิเบีย เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน สาธารณรัฐโปรตุเกส แทน นายชาคร สุชีวะ ที่เกษียณอายุ และ นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ ไทเป ไต้หวัน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่าเอกอัครราชทูต เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย แทน น.ต.อิทธิ ดิษฐบรรจง ร.น. ที่เกษียณอายุ

โซนเอเชีย 6 รายคือ นายนภดล เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็น เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แทน นายพิษณุ จันทร์วิทัน ที่เกษียณอายุ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี แทน นายกุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา ที่เกษียณอายุ นายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ อัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ราชอาณาจักรบาห์เรน แทน นายวิชัย วราศิริกุล ที่เกษียณอายุ นายสุชาติ เลียงแสงทอง กงสุลใหญ่ ณ นคร คุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน แทน นายทอมวิชย์ ชาญสรรค์ ที่เกษียณอายุ นางสาวพรรณพิมล สุวรรณพงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ แทน นางสาวมธุรพจนา อิทธะรงค์ ที่เกษียณอายุ นายณัช ภิญโญวัฒนชีพ กงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน แทน นายชาญ จุลมนต์ ที่เกษียณอายุ

2 รายสุดท้ายคือ นายพรชัย ด่านวิวัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ แทน นายวรเดช วีระเวคิน ที่เกษียณอายุ นายสาโรจน์ ธนสันติ อัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เป็น เอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก สาธารณรัฐชิลี แทน นายสุรพล เพชรวรา ที่เกษียณอายุ

ผลจากการโยกย้ายเพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุนี้ ทำให้มีตำแหน่งเอกอัครราชทูตว่างลงอีกหลายตำแหน่งจึงมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนกันอีกมากซึ่งจะค่อยๆลำดับความตามมาในวันพรุ่งนี้.

“ซี.12”