ท้องถิ่นระดับสูง รุ่นที่ 24

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587680

โดย ซี.12 9 มี.ค. 2559 05:01

 

ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นกลุ่มข้าราชการที่ทำงานใกล้ชิดติดตัวกับประชาชนในพื้นที่มากที่สุดเรียกว่าแทบกระดิกตัวไม่ได้

เมื่อมีโอกาสให้ไขว่คว้าหาความก้าวหน้าในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดโดยแนวทางหนึ่งคือการร่วมการฝึกอบรมที่เหมาะสมเป็นการเพิ่มเติมก็ต้องรีบทำ

อย่างรายการที่สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดหลักสูตร นักบริหารท้องถิ่นระดับสูง ขึ้นมาเป็นรุ่นที่ 24 ตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2559 จึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง

แค่ดูตัววิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ความรู้ความเข้าใจและข้อคิดในช่วงต่างๆของการฝึกอบรมซึ่งมีหลากหลายเช่น นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ก็กินขาดหลักสูตรอื่นๆแล้ว

แถมยังมีนักวิชาการอย่าง ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ รศ.ดร.รัตนา จักกะพาก รศ.สุขุม นวลสกุล รศ.วุฒิสาร ตันไชย ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ยิ่งสุดยอด

ส่วนทีมดูแลการอบรมประกอบด้วย นายรุ่งโรจน์ รุ่งรัศมี ผอ.สถาบัน พัฒนาบุคลากรท้องถิ่น เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร นายสมนึก ปิ่นถาวรรักษ์ รอง ผอ.สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น/ผู้อำนวยการส่วนบริหารงานฝึกอบรม นายกิตติพงษ์ ชูประสิทธิ์ รอง ผอ.สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น เป็นผู้อำนวยการโครงการ

ตอนนี้มีการคัดเลือกคณะกรรมการนักศึกษาเพื่อดำเนินกิจกรรมของรุ่นแล้วดังนี้

1.นายภูกิจ หิรัญญสุทธิ์ ปลัด ทต.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี ประธาน 2.นายคมกฤช บุรุษพัฒน์ รองปลัด อบจ.พระนครศรีอยุธยา รองประธาน 3.น.ส.นฤมล เหลือบุญชู ปลัด ทต.พระซอง จ.นครพนม รองประธาน 4.พ.อ.อ.กัญจน์ทนาพัฒน์ คล้ายแสง ปลัด อบต.เขากะลา จ.นครสวรรค์ เลขานุการ 5.น.ส.พรจันทร์ มิตรมุสิก ปลัด อบต.แม่เจดีย์ใหม่ จ.เชียงราย เหรัญญิก 6.นายสมบัติ ศิลา นบห.สธ.ทม.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ 7.นายเศรษฐไชย หทัยวรรธน์ ปลัด ทต. บ้านเกาะ จ.อุตรดิตถ์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ 8.น.ส.เพชรดา เวชศรี ผอ.วช.ทน.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หัวหน้ากลุ่มสังคมและบันเทิง 9.น.ส.รุ่งกานต์ สิริรัตน์เรืองสุข หน.สป.อบจ. ยะลา หัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ 10.ดร.ปารมี เพ่งสวัสดิ์ ปลัด อบต.ลาดบัวขาว จ.ราชบุรี ผู้ช่วยหัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ 11.นายทรงศักดิ์ เรืองศรีมั่น ปลัด อบต.ทางเกวียน จ.ระยอง หัวหน้ากลุ่มกีฬา 12.ว่าที่ ร.ต.วันฉลอง วงศ์เทพ ปลัด ทต. ทุ่งสะโตก จ.เชียงใหม่ ผู้ช่วยหัวหน้ากลุ่ม กีฬา 13.นายสุรินทร์ ทาเกิด ปลัด ทต.บ้านธิ จ.ลำพูน หัวหน้ากลุ่มศึกษาดูงาน 14.นายอินทร์ศร พรหมมินทร์ รองปลัด อบจ.เชียงใหม่ กรรมการตัวแทนภาคเหนือ 15.นายวรวุฒิ สุนทร ปลัด ทต.ทับปุด จ.พังงา กรรมการตัวแทนภาคใต้ 16.นางบุญสร้าง พรมสุวรรณ์ ปลัด ทต.หนองฉาง จ.อุทัยธานี กรรมการตัวแทนภาคกลาง 17.นางสมถวิล จันทร์พราหมณ์ ปลัด อบต.เพ จ.ระยอง กรรมการตัวแทนภาคตะวันออก 18.นายเมืองแมน ศิษย์สุวรรณ ปลัดอบต.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กรรมการตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่น่ายกย่องคือเป็นหลักสูตรสูงสุดของสถาบันฯที่ได้สนองนโยบายรัฐบาลในการปรับหลักสูตรให้มีการศึกษาดูงานเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น โดยได้จัดให้ไปศึกษาดูงานเรื่องเศรษฐกิจชายแดน เพื่อเพิ่มศักยภาพในยุคของการเข้าสู่ AEC

เชื่อมั่นได้ว่ากลับไปแล้วจะทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนในท้องถิ่นต่อไป.

“ซี.12”

เดินหน้าประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587106

โดย ซี.12 8 มี.ค. 2559 05:01

 

วันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประชารัฐกับการขับเคลื่อนของกรมที่ดินตามที่ได้ยินได้ฟังมาด้วยความน่าสนใจ จึงนำมาเสนอเป็นแนวทางตัวอย่างเผื่อว่าจะเป็นการจุดประกายให้หน่วยงานอื่นได้ร่วมคิดร่วมทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน

เพราะในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ข้าราชการเป็นกลไกสำคัญในการนำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมและเกิดผลดีต่อประชาชนโดยในการทำงานนั้นต้องยึดหลักการกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่กำหนดไว้

นอกจากเครื่องมือดังกล่าวแล้ว การที่จะให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ป้องกันการทุจริต มีผลสัมฤทธิ์เกิดประสิทธิผลแก่ประชาชน การเปิดโอกาสรับฟังและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานกับภาครัฐ นับว่าเป็นกลไกที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะจะได้ทราบข้อมูลและความต้องการที่แท้จริง ตลอดจนความร่วมมือของประชาชนที่จะร่วมกำหนดทิศทางและเป้าหมายในการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดนโยบาย ประชารัฐ ให้ทุกส่วนราชการนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินการของภาครัฐ มีความสุจริต โปร่งใส ถูกต้อง มีประสิทธิผล คุณภาพและประสิทธิภาพ รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเพียงพอ โดยให้ประชาชน ชุมชน และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนรวมในการพัฒนาท้องถิ่น สังคม และประเทศอันเป็นการใช้หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารประเทศ

การดำเนินการตามแนวทางประชารัฐจึงเป็นเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิด พิจารณา และปรับปรุงพัฒนาประเทศร่วมกันกับรัฐอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐและประชาชนอย่างถูกต้อง ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับประเทศอย่างแท้จริง

กรมที่ดิน เป็นตัวอย่างของอีกหน่วยหนึ่งที่มีภารกิจสำคัญในการให้บริการประชาชน ซึ่ง นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อธิบดีกรมที่ดินคนปัจจุบันได้มีการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง การเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ได้มีการเพิ่มเติมผู้แทนภาคประชาชน ได้แก่ ประธานหอการค้าจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน และ ผู้แทนคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการกำหนดพื้นที่ที่จะทำการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในแต่ละจังหวัดเพื่อช่วยกันควบคุมกำกับดูแล และระมัดระวังมิให้มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเข้าไปในเขตที่ดินของรัฐ โดยผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจต้องเสนอรายละเอียดข้อมูลการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเป็นแปลงระวางให้คณะกรรมการชุดนี้ได้พิจารณา ไม่ใช่ระบุเป็นพื้นที่กว้างๆ ทั้งตำบลเช่นในอดีต

นอกจากนี้ยังเพิ่มกระบวนการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดกรองบุคคลว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงหรือไม่ โดยให้คณะกรรมการหมู่บ้านช่วยกันตรวจสอบรายชื่อเพื่อป้องกันมิให้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินทับซ้อนกัน

กรมที่ดินจึงมีความภาคภูมิใจว่าการดำเนินการเรื่องนี้เป็นการพลิกโฉมการให้บริการ โดยนำหลักประชารัฐมาขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง.

“ซี.12”

สิทธิที่จะรู้ ใน รธน.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586751

โดย ซี.12 7 มี.ค. 2559 05:01

 

ประเด็นต่างๆที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาทบทวนอยู่นั้น สังคมส่วนใหญ่พุ่งเป้าความสนใจไปที่เรื่องราวทางการเมืองเป็นหลัก

ไม่ว่าจะเป็นที่มาของบรรดา ส.ส. ส.ว.ไปจนถึงคณะรัฐมนตรีและอำนาจขององค์กรอิสระทั้งหลาย

ขณะเดียวกันในแวดวงวิชาการมีผู้เจาะจงติดตามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพื้นฐานต่างๆและนำมาตีแผ่ถึงความเป็นไปได้ในการผลักดันความถูกต้องรองรับในรัฐธรรมนูญใหม่นี้

ดร.นคร เสรีรักษ์ แห่งวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ สิทธิรับรู้ข้อมูลของรัฐได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อการรับรู้ทั่วกันว่า

กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางสำหรับรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมาโดยในประเด็นอื่นๆมีคนพูดถึงกันมากแล้ว ทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน แต่ประเด็น สิทธิรับรู้ข้อมูลของรัฐ ยังไม่มีใครกล่าวถึง

สิทธิที่จะรู้ หรือ สิทธิรับรู้ข้อมูลราชการ ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมาตรา 58 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ในรัฐธรรมนูญ 2550 สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารปรากฏอยู่ในมาตรา 56 ซึ่งระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบเข้าถึงข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

สำหรับในร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างเบื้องต้นซึ่งกำลังอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมอยู่ในขณะนี้นั้น สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารปรากฏอยู่ในมาตราที่ 55 ซึ่งเขียนไว้ว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นความลับของทางราชการ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวโดยสะดวก ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

โดยเนื้อหาสาระกล่าวได้ว่าไม่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามากนัก หลักการรับรองสิทธิพลเมืองในการรับรู้เข้าถึงข้อมูลราชการยังคงอยู่

แต่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวิธีการเขียน เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนเคยระบุว่าสิทธิรับรู้ข้อมูลเป็น สิทธิของพลเมือง โดยเขียนว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล แต่ในฉบับร่างใหม่นี้เปลี่ยนมาเขียนให้เป็น หน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องเปิดเผยและต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล

ตรงนี้ดูเผินๆแล้วไม่น่าจะมีอะไร แต่ถ้าคิดกันลึกๆแล้วก็น่าห่วงตรงการใช้ถ้อยคำนี่แหละ

การที่ไม่รับรองสิทธิของประชาชนหรือบุคคลเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแต่ก่อนทำให้รัฐมีโอกาสที่จะบิดพลิ้วไปได้หลายสถานโดยกำหนดไว้ในกฎหมายลูกหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามจับตาดูต่อไป.

“ซี.12”

มุมข้าราชการ 05/03/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585915

โดย ซี.12 5 มี.ค. 2559 05:01

 

เคยเขียนถึงเรื่องราวความเป็นไปใน สภาวิจัยแห่งชาติ และ สำนัก งานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ซึ่งเป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงแต่มีฐานะเป็นกรมอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ว่างเว้นผู้บริหารตัวจริงมานานตอนนี้ในส่วนบนคือสภาวิจัยแห่งชาติมีองค์ประกอบครบถ้วนแล้ว โดย ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติคนใหม่…..

ส่วนตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติที่ยังว่างอยู่นั้นมีความคืบหน้าในการสรรหาคัดเลือกอีกก้าวหนึ่งโดย หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก คือ นฤมล ปาลวัฒน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นประธานกรรมการคัดเลือกหาตัวเลขาธิการคนใหม่แล้วเข้าใจว่ากลางสัปดาห์ที่จะถึงนี้คงมีการประชุมคณะกรรมการเพื่อดำเนินการโดยรวดเร็วเพราะถึงได้ตัวมาในเดือนนี้เลขาธิการคนนั้นก็จะมีเวลาทำงานได้เพียง 6 เดือนเศษเท่านั้นเอง…..

ส่วนตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญของ กรมการปกครอง ตอนนี้มีผลการคัดเลือกออกมาแล้วทั้ง 5 ตำแหน่งคือ สนั่น สนธิเมือง นายอำเภอบันนังสตา ยะลา เป็น ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ศุภมิตร เลื่อนสุคันธ์ นายอำเภอบางเสาธง สมุทรปราการ เป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง สัญชัย เตชนิมิตวัช นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารการทะเบียน เป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล สำนักบริหารการทะเบียน…..

อีก 2 ราย คือ วีนัส สีสุข นายอำเภอจะแนะ นราธิวาส รักษาการผู้อำนวยการส่วนการทะเบียนราษฎร สำนักบริหาร การทะเบียน เป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารงานทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน และ ร้อยเอกจักเรศ พิทยาคม ผู้อำนวยการส่วนการข่าว สำนักกิจการความมั่นคงภายใน เป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการข่าว สำนักกิจการความมั่นคงภายใน ทั้ง 5 รายนี้ต้องเสนอผลงานทางวิชาการภายใน 60 วันเมื่อผ่านการประเมินแล้วจึงได้ครองตำแหน่งอย่างเป็นทางการตอนนี้ก็เท่ากับรักษาการไปก่อน…..

งานสำคัญกลางสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึงคือวันครบรอบ 15 ปีของการจัดตั้ง ศาลปกครอง ปีนี้มี นพดล เฮงเจริญ ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานจัดงานในวันที่ 9 มีนาคม 2559 ที่ศาลปกครอง ช่วงเช้ามีพิธีสงฆ์ แล้วมีการแถลงผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมาตลอดจนทิศทางการดำเนินงานในปีต่อไปโดย ปิยะ ปะทังตา รองประธานศาลปกครองสูงสุดปฏิบัติหน้าที่ประธานศาลปกครองสูงสุด และทีมผู้บริหาร…..

ภาคบ่ายมีการอภิปรายทางวิชาการ เรื่องบทบาทขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดย ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้กล่าวปาฐกถานำในเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในระบบการเมืองการบริหารสมัยใหม่ ส่วนทีมอภิปรายมี ศ.ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดร.ฤทัย หงส์สิริ อธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่ ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ โดย รศ.ดร.สายทิพย์ สุคติพันธ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้นประจำศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้ดำเนินรายการ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเข้ากับยุคสมัยแห่งการปฏิรูปประเทศ…..

สถาพรบุ๊คส์ เสนอผลงานหนังสือ 2 เล่มที่น่าสนใจ เกิดมาเพื่อชนะ ของ ไต้เฉินจื้อ นักคิดนักพูดชาวไต้หวัน แปลโดย รุ่งอรุณ สินทธียากร และ รวยล้นฝักมหัศจรรย์ หมามุ่ยอินเดีย เรื่องราวของพืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง…..

ซี.12”

แก้ระบบอุปถัมภ์ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585403

โดย ซี.12 4 มี.ค. 2559 05:01

 

จากการติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรมได้พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการที่น่าจะต้องนำมาถกแถลงกัน

โดยในการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการระบุว่าในการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจของ World Economic Forum ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551-2556 พบว่าความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการของประเทศไทย เป็น 1 ใน 5 ของปัจจัยที่เป็นปัญหาในการทำธุรกิจในประเทศไทย ผลการสำรวจที่สำคัญคือ ได้มีการจัดอันดับเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก หรือระบบอุปถัมภ์ของข้าราชการไทยอยู่ที่อันดับ 93 จาก 148 ประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งของความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการไทยที่ไม่ได้รับการยอมรับ และเชื่อถือจากนานาประเทศส่งผลเสียที่ใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของประเทศชาติ

ทั้งนี้ระบบอุปถัมภ์เกิดมาจากสภาพปัญหาของสังคมไทยและคนไทยที่นิยมยกย่องนับถือคนรวย นิยมการเคารพยกย่องและห้อมล้อมผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ นิยมการประจบสอพลอ ชอบยึดถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการ ระบบอุปถัมภ์จึงอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี จนกลายเป็นค่านิยมและวัฒนธรรมที่ไม่ดีของคนไทย

เมื่อเกิดระบบอุปถัมภ์ขึ้นในระบบราชการไทยแล้ว ก็จะทำให้ การบริหารบ้านเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย และหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจเท่านั้น โดยระบบอุปถัมภ์อาจมีชื่อเรียกหลายอย่าง ที่มีความหมายทำนองเดียวกัน เช่น ระบบชุบเลี้ยง ระบบเล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งไม่ว่าจะเรียกอย่างไร แต่เมื่อเกิดขึ้นในระบบราชการแล้วก็จะส่งผลให้การบริหารงานในระบบราชการขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งและโยกย้าย เพื่อต้องการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้เพื่อค้ำจุนพรรคพวกตนเอง ก่อให้เกิดผลเสียต่อประสิทธิภาพของระบบราชการ

เพราะระบบราชการจะไม่สามารถรักษาคนดี คนเก่ง และคนเสียสละเพื่อส่วนรวมไว้ได้เพราะพวกเขาเหล่านั้นย่อมจะท้อแท้ขาดขวัญกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติบ้านเมืองไปในที่สุด

นอกจากนี้ระบบอุปถัมภ์ยังเอื้อประโยชน์ให้นำไปสู่การทุจริต คอร์รัปชันที่เพิ่มมากขึ้นในระบบราชการ การขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้ประชาชนไม่เชื่อถือ และขาดความศรัทธาต่อระบบราชการ ในขณะที่ข้าราชการก็จะขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ที่ดี แต่ปฏิบัติหน้าที่เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณผู้มีอำนาจ อีกทั้งประเทศต่างๆ ก็จะขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย เนื่องจากการบริหารงานราชการที่ขาดประสิทธิภาพไม่เป็นระบบที่ดี และจะส่งผลเสียระยะยาวต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติต่อไปในอนาคต

ปัญหาระบบอุปถัมภ์นี้หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจังและสร้างความตระหนักให้กับราชการและประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ว่า ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงแล้ว ก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังลึกจนแก้ไขไม่ได้ และสร้างความเสียหายต่อประเทศตลอดไป

ทราบว่าขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการกำลังศึกษาหาทางแก้ไขปัญหาทั้งหมดอย่างเข้มข้นด้วยวิธีการอันหลากหลาย เมื่อได้ผลสรุปอย่างไรจะติดตามบอกกล่าวกันต่อไป.

“ซี.12”

แก้ระบบอุปถัมภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584862

โดย ซี.12 3 มี.ค. 2559 05:01

 

สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาอยู่ในปัจจุบันได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาคณะหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีความเกี่ยวพันกับระบบราชการของเราโดยตรง

เรียกว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม

คณะกรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วย 1.พลเรือเอกศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง เป็น ประธานคณะกรรมาธิการ 2.พลเอกมารุต ปัชโชตะสิงห์ เป็น รองประธานคนที่หนึ่ง 3.นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เป็น รองประธานคนที่สอง 4.พลโทอำพน ชูประทุม เป็น รองประธานคนที่สาม 5.พลเรือเอกพิจารณ์ ธีรเนตร เป็น เลขานุการ 6.นาวาเอกพิสุทธิ์ แดงเผือก เป็น รองเลขานุการคนที่หนึ่ง 7.พันเอกสมโชค แดงบรรจง เป็น รองเลขานุการคนที่สอง 8.ศาสตราจารย์นิสดารก์ เวชยานนท์ เป็น โฆษก 9.รองศาสตราจารย์ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน เป็น รองโฆษก 10.นายสีมา สีมานันท์ เป็น ประธานที่ปรึกษา 11.นางจรวยพร ธรณินทร์ เป็น ที่ปรึกษา 12.นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ เป็น ที่ปรึกษา 13.นายวิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์ เป็น ที่ปรึกษา 14.นายมณเฑียร บุญตัน เป็น กรรมาธิการ 15.พลเอกศุภวุฒิ อุตมะ เป็น กรรมาธิการ 16.พลเอกอรุณ สมตน เป็น กรรมาธิการ 17.นายณรงค์ บุญโญ เป็น กรรมาธิการ 18.พลเอกวิสุทธิ์ นาเงิน เป็น กรรมาธิการ 19.นายสรรเสริญ พลเจียก เป็น กรรมาธิการ

คณะกรรมาธิการชุดนี้นอกจากคนที่เป็น สนช.อยู่แล้วยังได้เชื้อเชิญข้าราชการที่มีบทบาทหน้าที่ในการแก้ไขป้องกันปัญหาดังกล่าวมาร่วมคิดร่วมศึกษาด้วยเช่น นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการ ก.พ.ร.ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายวิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์ เลขาธิการ ก.พ. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นต้น

สำหรับตัวประธานคณะกรรมาธิการ คือ พลเรือเอกศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มในการเสนอญัตติต่อสภานิติบัญญัติเพื่อทำการศึกษาเรื่องนี้ภายใน 120 วันนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนายทหารที่มีแนวคิดก้าวหน้า สนใจในปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง

เคยมีผลงาน รายงานวิชาการส่วนบุคคลดีเด่น เรื่อง การแต่งตั้งและย้ายบรรจุกำลังพลในกองทัพด้วยระบบคุณธรรม ที่เสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร มาแล้ว

เหตุผลสำคัญที่มีการเสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้นั้น พลเรือเอกศักดิ์สิทธิ์ ระบุว่า ระบบราชการถือเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

มีกฎเกณฑ์ระเบียบต่างๆออกมาใช้บังคับ เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีคุณธรรม แต่ปรากฏว่าผู้มีอำนาจในระบบราชการที่ผ่านมากลับไม่ได้ยึดถือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบต่างๆอย่างจริงจังเคร่งครัด ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและประเทศชาติโดยรวม อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการของข้าราชการภาคส่วนต่างๆมาโดยตลอด

จึงถึงเวลาที่จะต้องศึกษาหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง.

“ซี.12”

จำนวนราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584359

โดย ซี.12 2 มี.ค. 2559 05:01

 

จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรของไทยเราที่ปรากฏตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรนั้น กฎหมายกำหนดให้ประกาศให้สาธารณชนรับทราบเป็นประจำทุกปีโดยถือเอาจำนวนที่ตรวจสอบได้ในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี

ตัวเลข ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 นั้น ร้อยตำรวจโทอาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะผู้อำนวยการทะเบียนกลาง ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ว่า ตอนนี้ประเทศไทยเรามีจำนวนราษฎรที่มีสัญชาติไทยรวม 64,930,085 คน แบ่งเป็น ชาย 31,865,175 คน หญิง 33,064,910 คน เป็นหญิงมากกว่าชายเกือบ 2 ล้านคน

ประกาศคราวนี้มีพิเศษกว่าปีก่อนๆคือมีการระบุจำนวนราษฎรที่ไม่ได้สัญชาติไทยแต่มีชื่ออยู่ในหลักฐานทางทะเบียนราษฎรด้วยอีก 799,013 คน เป็นชาย 415,711 คน หญิง 383,302 คน เพราะฉะนั้นถ้าจะรวมจำนวนราษฎรที่มีชื่อในทะเบียนทั้งคนสัญชาติไทยและไม่ใช่จะมีถึง 65,729,098 คน

นี่ยังไม่นับรวมคนที่ไม่ปรากฏชื่อในทะเบียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวจากประเทศรอบบ้านอีกไม่รู้กี่ล้านคน

แน่นอนว่าใน กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่มีราษฎรจำนวนมากที่สุดคือ 5,605,672 คน เป็นชาย 2,644,800 คน หญิง 2,960,872 คน แล้วถ้านับต่างด้าวด้วยอีก 90,737 คนก็จะกลายเป็น 5,696,409 คน

จังหวัดอื่นที่มีราษฎรมากเกิน 1 ล้านคนคิดเฉพาะคนสัญชาติไทยตามลำดับมีอยู่ 20 จังหวัดคือ

1.นครราชสีมา 2,625,500 คน 2.อุบลราชธานี 1,849,969 คน 3.ขอนแก่น 1,795,386 คน 4.เชียงใหม่ 1,599,679 คน 5.บุรีรัมย์ 1,583,148 คน 6.อุดรธานี 1,570,407 คน 7.นครศรีธรรมราช 1,550,298 คน 8.ศรีสะเกษ 1,467,779 คน 9.ชลบุรี 1,440,783 คน 10.สงขลา 1,403,012 คน

11.สุรินทร์ 1,394,032 คน 12.ร้อยเอ็ด 1,307,335 คน 13.สมุทรปราการ 1,266,279 คน 14.นนทบุรี 1,186,486 คน 15.เชียงราย 1,160,057 คน 16.สกลนคร 1,141,936 คน 17.ชัยภูมิ 1,137,428 คน 18.ปทุมธานี 1,087,994 คน 19.นครสวรรค์ 1,070,178 คน 20.สุราษฎร์ธานี 1,042,545 คน

ส่วนจังหวัดที่มีราษฎรน้อยที่สุด 10 อันดับ จากน้อยไปหามากคือ

1.ระนอง 174,349 คน 2.สมุทรสงคราม 193,039 คน 3.สิงห์บุรี 211,175 คน 4.ตราด 218,919 คน 5.แม่ฮ่องสอน 230,419 คน 6.นครนายก 257,922 คน 7.พังงา 261,165 คน 8.อ่างทอง 282,841 คน 9.อุทัยธานี 330,443 223 คน 10.สตูล 315,524 คน

สถิติอื่นๆเกี่ยวกับจำนวนราษฎรรายจังหวัดที่น่าสนใจก็คือ ในแต่ละจังหวัดส่วนใหญ่มีราษฎรเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย มีเพียง 14 จังหวัดที่เพศชายมากกว่าเพศหญิง คือ 1.กาญจนบุรี 2.ตาก 3.น่าน 4.บึงกาฬ 5.ประจวบคีรีขันธ์ 6.มุกดาหาร 7.แม่ฮ่องสอน 8.ยโสธร 9.ระนอง 10.ลพบุรี 11.เลย 12.สระแก้ว 13.หนองบัวลำภู 14.อุบลราชธานี

สำหรับเหตุผลที่มีการประกาศจำนวนราษฎรที่ไม่ได้สัญชาติไทยรวมอยู่ด้วยนั้น เห็นจะต้องถามกรมการปกครองซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสำนักทะเบียนกลาง.

“ซี.12”

งานยากที่ท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583882

โดย ซี.12 1 มี.ค. 2559 05:01

 

ในส่วนราชการระดับจังหวัด กรม และกระทรวงนั้น มีการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการนั้นๆมานานแล้ว

การดำเนินงานของคณะกรรมการจริยธรรมดังกล่าวเป็นไปด้วยดีมีผลงานมากบ้างน้อยบ้าง แต่อย่างไรก็ตามจากการประเมินผลการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม พบว่า ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนจริยธรรมขององค์กรดังกล่าวที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการพลเรือน

สำนักงาน ก.พ. โดย ศูนย์ส่งเสริมจริยธรรม และ อ.ก.พ.วิสามัญเกี่ยวกับการส่งเสริมจริยธรรมเพื่อราชการใสสะอาด จึงได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการจริยธรรมและสร้างความเป็นมืออาชีพด้านจริยธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านนี้

การสัมมนาดังกล่าวเจาะไปทีละกลุ่มจังหวัดตามความพร้อมและความเหมาะสมอย่างเช่นตอนนี้กำลังว่ากันที่โรงแรมทวิน โลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช 29 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2559 โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องในภาคใต้ทั้งหมด มาร่วมวงพร้อมกันทั้ง 14 จังหวัด โดยมี นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าบ้านและเจ้าภาพคนสำคัญ

เริ่มไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ มีการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และ ธรรมาภิบาล โดยผู้ทรงคุณวุฒิในจังหวัด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องบทบาทหน้าที่และความสำคัญของคณะกรรมการจริยธรรม

ในวันนี้เป็นการสร้างความเป็นมืออาชีพด้านจริยธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล ทั้งการถอดบทเรียนการวิเคราะห์ความเสี่ยงเสนอแนวทางส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

อีกรายการที่คล้ายคลึงกันเป็นการ สัมมนาเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เพื่อจังหวัดสุโขทัยใสสะอาด ในวันที่ 3 มีนาคม 2559 ที่โรงแรมไพลิน จังหวัดสุโขทัย

รายการนี้ร่วมกันจัดโดย มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ศูนย์ส่งเสริมจริยธรรม และ จังหวัดสุโขทัย มี นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด เป็นหัวแรงสำคัญ ร่วมกับ นายวิชัย ศรีขวัญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกรรมการมูลนิธิ

มีการประกาศวาระเพื่อจังหวัดสุโขทัยใสสะอาด โดย นายปิติ แก้วสลับสี ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย แล้ว นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ปาฐกถาเรื่องเสริมสร้างอย่างไรเพื่อสุโขทัยใสสะอาด และ พระเทพปริยัติวิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ปาฐกถาธรรมเรื่องหลักธรรมของคนดี

จากนั้น เป็นการอภิปรายเรื่อง จริยธรรมนำไทย สร้างรัฐโปร่งใส ป้องภัยทุจริต ตามกำหนดการระบุว่า ผู้อภิปรายประกอบด้วย ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เลขาธิการ ป.ป.ช.ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงเวลาแล้วจะรู้ว่าเป็นตัวจริงหรือผู้แทน

เสร็จแล้ว ภาคบ่ายเป็นการระดมความคิดเห็นเรื่องการสร้างเครือข่ายด้านส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความโปร่งใส โดยทุกคนที่เข้าสัมมนาจากกลุ่มต่างๆในพื้นที่ มีโอกาสแสดงความเห็นกันได้ถ้วนหน้าเพื่อหาผลสรุปร่วมกันและสามารถเอาไปปฏิบัติได้จริงจัง

งานทำนองนี้คงมีต่อไปในอีกหลายจังหวัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความตั้งใจจริงของผู้นำในระดับจังหวัด กรม และ กระทรวง ที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

ถึงแม้จะเห็นผลได้ช้าแต่เป็นงานที่ท้าทายเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง.

“ซี.12”

ผู้ตรวจ ปค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583480

โดย ซี.12 29 ก.พ. 2559 05:01

 

ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมการปกครองเป็นตำแหน่งอำนวยการระดับสูงที่มีลักษณะงานที่ผิดแผกแตกต่างไปจากภารกิจนักปกครองทั่วไป

ตอนนี้มีการแต่งตั้ง นายสมชัย อมรวัฒนสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการปกครองและ นางสาวปาณี นาคะนาท เป็นรองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง พร้อมกันนั้นมีการมอบหมายความรับผิดชอบเขตตรวจราชการต่างๆให้แก่ผู้ตรวจราชการกรมการปกครองแต่ละคนดังนี้

1.นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 1 นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี 2.นายประจวบ อาจารพงษ์ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 2 ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง 3.นายชาธิป รุจนเสรี รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 3 ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก สมุทรปราการ และ เขตตรวจราชการที่ 9 จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ตราด

4.นางสาวปาณี นาคะนาท รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 4 กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และ เขตตรวจราชการที่ 5 ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม 5.นายศักดิ์ฤทธิ์ สลักคำ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 7
ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง 6.นายพิทยา วงศ์ไกรศรีทอง รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 6 ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และ เขตตรวจราชการที่ 8 สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

7.นายวีระชัย นาคมาศ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 10 หนองคาย เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู บึงกาฬ และ เขตตรวจราชการที่ 12 ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ 8.นายรัชฐพนธ์ ณ อุบล รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 11 นครพนม มุกดาหาร สกลนคร และ เขตตรวจราชการที่ 13 อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี 9.นายสมชัย อมรวัฒนสวัสดิ์ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 14 สุรินทร์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ

10.นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 15 เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และ เขตตรวจราชการที่ 16 น่าน พะเยา เชียงราย แพร่ 11.นายวรกิตติ ศรีทิพากร รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 17 ตราด พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ 12.นายวิโรจน์ ศรีสวัสดิ์ รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 18 กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี

ก้าวต่อไปของผู้ตรวจราชการกรมการปกครองเหล่านี้ที่ยังไม่เกษียณก็คือการขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด.

“ซี.12”

มุมข้าราชการ 27/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582661

โดย ซี.12 27 ก.พ. 2559 05:01

 

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนที่เข้า ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมามีไม่มากนักรายการแรกของสำนักนายกรัฐมนตรี นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแต่งตั้ง วรรณสิริ โมรากุล รองปลัดกระทรวงไปเป็นอธิบดีกรมการท่องเที่ยวแล้วให้ ธิดา จงก้องเกียรติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงตำแหน่งที่ว่าง…

ของกระทรวงศึกษาธิการเลื่อน สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นรองเลขาธิการสภาการศึกษา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลื่อน สัญชัย เกตุวรชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง…

บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ที่ตั้งใหม่อันควรเอ่ยถึงคือการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นใน คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพราะเต็มไปด้วย ข้าราชการคนดังอย่างเช่น อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานกรรมการในฐานะผู้มีความรู้ความจัดเจนด้านการคลัง ส่วนกรรมการ อื่นมี อภิชาต ชินวรรโณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้มีความรู้ ความจัดเจนด้านเศรษศาสตร์ ชวน ศิรินันท์พร อดีตอธิบดีกรมการปกครองในฐานะผู้มีความรู้ความจัดเจนด้านกฎหมาย ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะผู้มีความรู้ ความจัดเจนด้านเศรษฐศาสตร์และการคลัง…

ใน บอร์ด กฟผ. นี้ยังมีทหารใหญ่ อีก 2 รายคือ พลเอก วลิต โรจนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก กับ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในฐานะผู้มี ความรู้ความจัดเจนด้านวิทยาศาสตร์ทั้งคู่ ที่เหลือยังมี วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานในฐานะผู้มีความรู้ความจัดเจนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะผู้มีความรู้ ความจัดเจนด้านกฎหมาย จุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลังในฐานะผู้มีความรู้ความจัดเจนด้านการคลังและกฎหมายและเป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง สุดท้ายคือ สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ อดีตผู้ว่าการ กฟผ. ในฐานะผู้มีความรู้ความจัดเจนด้านการบริหารธุรกิจและวิศวกรรมศาสตร์…

ยังมีสิ่งที่น่าสังเกตก็คือการแต่งตั้ง ปฏิคม วงษ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือ กฟภ.พร้อมกับคำถามว่าตั้งจาก รองอธิบดี นี่นะถ้าไม่ได้มีนามสกุล วงษ์สุวรรณ จะผ่านการพิจารณาหรือเปล่า และคราวเดียวกันมีการแต่งตั้ง ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี…

7 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ของ สสส. แทนพวกที่ถูกคำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้ออกจากตำแหน่ง ได้ตัวมาแล้วประกอบด้วย นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและรองประธานบอร์ด สสส. คนที่ 2…

ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ได้แก่ นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสร้างเสริมสุขภาพ สุวรรณี คำมั่น อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการศึกษาด้านการสื่อสารมวลชน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน รศ.นพ. ปัญญา ไข่มุก อาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬา สรรพสิทธิ์ คุมประพันธ์ กรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม สัมพันธ์ ศิลปะนาฏ ผู้จัดการ บริษัท เอชจีเอชที (ประเทศไทย) จำกัด เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร บันทึกไว้ให้ติดตามการทำงานกันต่อไป…
“ซี.12”