โยกย้ายมหาดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565876

โดย ซี.12 22 ม.ค. 2559 05:01

 

วันศุกร์ที่แล้วนำเสนอการแต่งตั้งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดที่ผ่านการคัดเลือกขึ้นมาใหม่ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจำนวน 21 รายไปแล้ว

ที่จริงก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวได้มีการย้ายสับเปลี่ยนผู้ที่ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอยู่แล้วอีก 11 ราย แต่ยังไม่ได้แจ้งให้ทราบจึงเอามาบันทึกไว้ในวันนี้ ดังนี้

1.นายอรัญ สรรเสริญ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพะเยา เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดตาก 2.นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุรินทร์ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพิจิตร 3.นายศรันยู เสมา หัวหน้า สำนักงานจังหวัดพัทลุง เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดภูเก็ต 4.นางพาดีเมาะ สะดียามู ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพัทลุง 5.นายศุภชัย ปัญญาศิริ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนราธิวาส เป็น ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ 6.นายปัญจชัย เลื่อมประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดหนองบัวลำภู เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดมหาสารคาม 7.นายปานทอง สระคูพันธ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดร้อยเอ็ด เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดหนองบัวลำภู 8.นายสมพงษ์ มหาลวเลิศ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสระบุรี เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ 9.นางดวงเดือน ลอยผา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น หัวหน้า สำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี 10.นายสุชีพ พันธุ์จันทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดจันทบุรี เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรสงคราม 11.นายทวี จงประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดหนองคาย เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดจันทบุรีของ กรมที่ดิน ก็เป็นเช่นเดียวกัน ก่อนแต่งตั้ง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด อำนวยการระดับสูงที่ผ่านการคัดเลือกก็มีการย้ายคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนแล้ว 5 รายได้แก่

1.นายประมูลสิทธิ์ ศรีสงคราม เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด เป็น เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร 2.นายสุพิน จันทร์ภิรมย์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร เป็น เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด 3.นายสุชัยวิทย์ เนียมโภคะ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองบัวลำภู เป็น เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร 4.นายพีรวัส ตินตะชาติ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน เป็น เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยา 5.นายสุรพล ชัยเพิ่มกุล เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ เป็น เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตราด

อีกกรมคือ กรมการพัฒนาชุมชน ก็มีการย้ายตำแหน่งอำนวยการระดับสูง 7 ราย คือ

1.นายอาจณรงค์ สัตยพานิช ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน เป็น ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน 2.นางสาวเพ็ญแข ศรีสุทธิกุล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เป็น ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน 3.นายสิทธะชัย รังสิกรรพุม พัฒนาการจังหวัดสกลนคร เป็น พัฒนาการจังหวัดสระบุรี 4.นายกสิณ นวลโคกสูง พัฒนาการจังหวัดนครสวรรค์ เป็น พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา 5.นายปรีชา กิตติสัตยกุล พัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็น พัฒนาการจังหวัดร้อยเอ็ด 6.ว่าที่ร้อยโทสุเมธ ทองดี พัฒนาการจังหวัดยะลา เป็น พัฒนาการจังหวัดอุดรธานี 7.นายสวัสดิ์ มีแต้ม พัฒนาการจังหวัดสงขลา เป็น พัฒนาการจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช

โอกาสต่อไปในสัปดาห์หน้าจะได้เสนอเรื่อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด และพัฒนาการจังหวัด อำนวยการระดับสูง ที่ผ่านการคัดเลือกขึ้นมาใหม่.

“ซี.12”

ศาล ปค.–ศาล รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565330

โดย ซี.12 21 ม.ค. 2559 05:01

 

ช่วงนี้มีข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับ 2 ศาลอันเป็นหลักสำคัญของบ้านเมืองนั่นคือศาลปกครอง กับ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นเรื่องราวทั้งภายนอกและภายใน

เรื่องราวภายนอกของ ศาลปกครอง ก็คือการที่ ทาง ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่สำคัญในบ้านเมืองเกิดตั้งข้อกังขาในคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลปกครองในเรื่องเกี่ยวกับการชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของ ป.ป.ช.

ถึงขนาดแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาแถมยังหาทางจะล้มเลิกเพิกถอนเอาเสียด้วยซ้ำ

ส่วน ศาลรัฐธรรมนูญ นั้น เป็นเรื่องราวที่ฝ่ายการเมืองในอดีตพยายามแสดงอาการต่อต้านการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มบทบาทหน้าที่และอำนาจติดดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวินิจฉัยเรื่องราวที่ล่อแหลมเกี่ยวกับความเป็นความตายของประเทศ

ทั้งสองประเด็นนี้หยิบขึ้นมาปรารภด้วยความห่วงใย จะแก้ไขขจัดปัดเป่าความไม่เข้าใจอย่างไรก็น่าจะรีบดำเนินการ

สำหรับเรื่องราวภายในแต่ละองค์กรก็เป็นอะไรที่ต้องเอ่ยถึงเช่นกัน

อย่าง ศาลปกครองสูงสุด ก็เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำสูงสุดไปเมื่อไม่นานนี้ คือกรณี นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ด้วยเหตุที่พิพาทขัดแย้งกันเองภายในองค์กร พร้อมกับมีการเลือก นายปิยะ ปะตังทา รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 1 ขึ้นเป็นประธานศาลปกครองสูงสุดคนใหม่

ก่อนหน้านี้เมื่อตอนปลายปี 2558 ก็มีการกำหนดตำแหน่งใหม่ขึ้นในศาลปกครองสูงสุด คือ ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีในศาลปกครองสูงสุด มีฐานะเทียบเท่ารองประธานศาลปกครองสูงสุด โดยในชั้นแรกมี 3 แผนกและมีผู้ดำรงตำแหน่งดังนี้

1. นายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุด 2. นายวิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองสูงสุด 3. นายนพดล เฮงเจริญ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2558 เป็นต้นไป

สำหรับตำแหน่ง รองประธานศาลปกครองสูงสุด นั้น นายชาญชัย แสวงศักดิ์ รองคนที่ 2 จะได้ขยับไปเป็นรองคนที่ 1 และคนที่จะมาเป็น รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 2 น่าจะเป็น นายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์

ที่เป็นตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดคนแรก

แล้วค่อยหาตัวคนเหมาะสมมาแทนที่ในตำแหน่งตุลาการหัวหน้าแผนกคดีบริหารงานบุคคลฯ

ในส่วนของฝ่ายราชการประจำคือ สำนักงานศาลปกครอง นั้นก็กำลังอยู่ในระหว่างการสรรหาเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองด้วย

นี่คือการเปลี่ยนแปลงในศาลปกครอง ส่วนศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะได้เขียนถึงต่อไป.

“ซี.12”

พึงพิจารณาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564910

โดย ซี.12 20 ม.ค. 2559 05:01

 

ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คนในสังคมจึงได้ยินคำเอ่ยปากขอโทษพี่หมอทั้งหลายอย่างชายชาติทหาร

นั่นคือเรื่องราวต่อเนื่องมาจากการที่รัฐบาลได้จัดแจงให้การบริหารจัดการของ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ดำเนินไปในแนวทางที่ชอบที่ควรด้วยการให้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนในจำนวน 9 คนพ้นจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ด้วยความเคลือบแคลงของสังคมและจากการตรวจสอบพบว่า กรรมการเหล่านี้มีสถานะที่เรียกได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะเป็นทั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ที่มีส่วนร่วมในการอนุมัติจัดสรรงบประมาณ ให้กับองค์กร มูลนิธิ สมาคม สถาบัน และเครือข่าย ฯลฯ ทั้งหลายรับเงินไปทำประโยชน์ต่อสาธารณะทางด้านการเสริมสร้างสุขภาพตามที่กล่าวอ้าง

แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหรือเคยเป็น กรรมการ ผู้ก่อตั้ง หรือเป็นผู้มีอิทธิพลทางจิตใจเป็นที่เคารพนับถือศรัทธาจากองค์กรที่รับเงินดังกล่าวด้วย อันเป็นภาพที่แลดูไม่งดงามนัก

ไม่มีแม้แต่คำน้อยที่จะระบุว่ามีการทุจริตที่ตรงไหน

แต่ถ้าหากจะบอกว่าน่ากังขาในความถูกต้องเหมาะสมหรือความควรไม่ควร นั่นละใช่เลย

ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีการผ่อนปรนว่า กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งทั้ง 7 คนสามารถเข้ารับการสรรหาให้กลับเข้ามาทำหน้าที่ได้อีก

แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้วถึงไม่มีทั้ง 7 ท่านมาทำงาน ให้ องค์กรอย่าง สสส.ก็คงไม่ล่มสลายไปจากโลกนี้หรอก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นพ.วิชัย โชควิวัฒน ที่ใครๆก็ตระหนักดีว่าเป็น ขาใหญ่ ในวงการนี้น่าจะสำรวจตรวจสอบและพิจารณาตัวเองว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรจะถอยห่างมาสักก้าวหนึ่งแล้วใช้ช่วงต่อไปนี้ติดตามการทำงานในองค์กรที่บอกว่ารักและเป็นห่วง

เปิดโอกาสให้คนรุ่นน้องรุ่นหลานได้มีจังหวะแสดงฝีมือทำงานบ้าง มีอะไรที่ไม่ชอบไม่ควรก็ออกมาเอ่ยปากทักท้วงติติงได้

หรือถ้าให้ดีให้กลับสภาพผันตัวเองไปบริหารองค์กรที่รับทุนจาก สสส.อย่างเปิดเผย เพื่อดำเนินงานให้ดูเป็นตัวอย่างว่าการเสริมสร้างสุขภาพที่ถูกต้องงดงามไม่มีที่ตินั้นควรจะทำฉันใด

ความคิดเห็นเช่นนี้ฝากไปถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ในการสรรหาคัดเลือกตัวกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ว่างอยู่ 7 ด้านว่าถึงแม้จะมีการเปิดโอกาสให้พิจารณาจากคนเดิมได้ก็ตามแต่ไม่ใช่ว่าต้องเอากลับคืนมาทั้งหมด ให้สักคนสองคนก็พอทำเนา หรือจะไม่เอาเลยก็ยังได้

หรือบางทีคนที่มีความคิดเขาอาจจะไม่อยากกลับไปก็อย่าไปแข็งขืนฝืนใจ

บอกตั้งแต่บรรทัดแรกแล้วว่าแม้แต่ทหารอย่าง บิ๊กตู่ ยังมีความเป็นสุภาพบุรุษเพียงพอ แล้วคุณหมอและไม่หมอทั้งหลายไยจึงไม่ยึดถือวัตรปฏิบัติแบบเดียวกัน

หรือถนัดแต่เพียงการข่มขู่คนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของตัวเอง.

“ซี.12”

ปฏิรูปการตรวจเงินแผ่นดิน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564212

โดย ซี.12 19 ม.ค. 2559 05:01

 

เอ่ยถึงนโยบายตรวจสอบเชิงปฏิรูปของ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)แล้ว

ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงการตรวจสอบเชิงปฏิรูปที่สำคัญ ซึ่ง คตง.ในยุคที่มี ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม เป็นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ความสำคัญคือ

1.การตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นการตรวจสอบสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่ามีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินถูกต้องหรือไม่ เหตุใดผู้บริโภคจึงต้องซื้อสินค้าในราคาสูง ปริมาณสินค้าที่บรรจุไม่ตรงตามที่แจ้งบนกล่องหรือหีบห่อ เป็นสินค้าที่หมดอายุ มีสารพิษหรือสารก่อมะเร็ง เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้บริโภค

2.การตรวจสอบการรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม เป็นการตรวจสอบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่ามีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินถูกต้องหรือไม่ เหตุใดจึงมีการบุกรุกทำลายป่า เหตุใดป่าจึงเหลือน้อยมาก เหตุใดจึงมีมลพิษมาก เหตุใดจึงมีการปล่อยสารพิษควันพิษและน้ำเสียจากโรงงานอาคารต่างๆ เหตุใดแม่น้ำลำคลองจึงเน่าเหม็น

3.การตรวจสอบเกี่ยวกับอาคารสิ่งปลูกสร้าง เป็นการตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต หรืออนุญาตไม่ได้ เหตุใดจึงมีการก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่าที่จะอนุญาต เหตุใดจึงมีการก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณะ แม่น้ำลำคลอง ทางน้ำสาธารณะ เหตุใดจึงมีการก่อสร้างอาคารโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เช่น สร้างอาคารสูงไม่มีทางหนีไฟ สร้างอาคารติดกันจนเป็นอุปสรรคต่อการดับเพลิง

4.การตรวจสอบการดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นการตรวจสอบกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินถูกต้องหรือไม่ เหตุใดจึงมีคนจนถึง 80% เหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงไม่มีงานทำ ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ได้รับการดูแลสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่ดี

5.การตรวจสอบการใช้บังคับกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความเป็นธรรมในสังคม เป็นการตรวจสอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่ามีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินถูกต้องหรือไม่ เหตุใดจึงมีอาชญากรรมเกิดขึ้นมาก เหตุใดการดำเนินคดีจึงล่าช้าและไม่เป็นธรรม และมีการทุจริตประพฤติมิชอบ

การตรวจสอบของ สตง. มิได้ตรวจสอบเพื่อจับผิดเพียงประการเดียว แต่ตรวจสอบเพื่อให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่หน่วยงานรับตรวจทำผิด ไม่ทำ หรือทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ด้วย ซึ่งหากมีการทำตามข้อเสนอแนะของ สตง. ก็จะมีการปฏิรูปบ้านเมืองไปในทางที่ดี

100 ปี บนเส้นทางการตรวจเงินแผ่นดินไทย ประชาชนได้ประโยชน์ คือ เงินแผ่นดินซึ่งเป็นเงินของประชาชนทั้งชาติจะถูกใช้จ่ายอย่างบริสุทธิ์เกิดประโยชน์สูงสุด ปราศจากการทุจริต คอร์รัปชัน การจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นก็จะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเป็นธรรม

ทุกประเด็นที่ประธานชัยสิทธิ์ยกขึ้นมานี้ เป็นโจทย์ที่คาใจผู้คนในบ้านเมืองว่าถึงแม้จะมีผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานต่างๆอย่างเต็มที่แล้วทำไมจึงยังมีปัญหาอยู่อีกมากมาย.

“ซี.12”

ปฏิรูปการตรวจเงินแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563886

โดย ซี.12 18 ม.ค. 2559 05:01

 

องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระและเป็นกลางมีผลงานโดดเด่นคือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)ที่ดูแลสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

คตง.นั้นเป็นคณะกรรมการที่มี ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม เป็นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายปิยะพันธ์ นิมมานเหมินทร์ นางอุไร ร่มโพธิหยก นางจิรพร มีหลีสวัสดิ์ นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร โดยกรรมการอีก 2 คนลาออกไปดำรงตำแหน่งอื่นจึงยังว่างอยู่อีก 2 ตำแหน่ง

คตง.ชุดปัจจุบันมีนโยบายตรวจสอบเชิงปฏิรูป คือ

1.ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินว่าถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ มีการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ หากมีการใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้อง มีการทุจริตคอร์รัปชันก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเฉียบขาด การตรวจสอบในข้อนี้จะทำให้การใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นไปโดยบริสุทธิ์ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้

2.ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินว่ามีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และประหยัดหรือไม่ การตรวจสอบในข้อนี้จะทำให้เงินแผ่นดินถูกใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและประหยัด

3.ตรวจสอบการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นของหน่วยรับตรวจว่าเป็นไปโดยถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดและประหยัดหรือไม่ การตรวจสอบในข้อนี้จะทำให้จัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย และทำให้ตั้งงบประมาณแผ่นดินแบบสมดุลได้

การตรวจสอบทั้งสามประการจะเป็นการปฏิรูปหน่วยรับตรวจทั่วประเทศให้ใช้จ่ายเงินแผ่นดินอย่างบริสุทธิ์และหารายได้แผ่นดินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ทั้งปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากนั้นยังมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมอีกหลายประการ ที่น่าสนใจก็คือเน้นการตรวจแนะนำยิ่งกว่าการตรวจจับผิด เพราะการตรวจแนะนำจะช่วยทำให้การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีน้อยลงและทำให้การใช้เงินและทรัพย์สินของแผ่นดินมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น แต่ถ้าพบการทุจริตคอร์รัปชันก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเฉียบขาด

อีกนโยบายคือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจเงินแผ่นดิน เช่น การจัดให้มีอาสาสมัครตรวจเงินแผ่นดิน (อส.ตง.) เพื่อเป็นหูเป็นตา ช่วยแจ้งเบาะแสและข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบของหน่วยรับตรวจ

รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับองค์กรอิสระอื่น เช่น ป.ป.ช. ปปท. ปปง. เพื่อร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด คุ้มค่า ประหยัด และเป็นธรรม

คตง.ในยุคของประธานชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม นี้ ยึดมั่นเหนียวแน่นในหลักปรัชญาที่ว่า เงินของแผ่นดินนั้นคือเงินของประชาชนทั้งชาติ.

“ซี.12”

มุมข้าราชการ 16/01/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563110

โดย ซี.12 16 ม.ค. 2559 05:01

 

16 มกราคม ของทุกปีเป็น วันครู ปีนี้ก็เช่นกันมีกิจกรรมหลากหลายที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของครูผู้เป็น ปูชนียบุคคล และมีพระคุณอันล้ำลึกต่อผู้เป็นศิษย์ฝากความคิดไปถึง ครูดาว์พงษ์–พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบสูงสุดในวงการการศึกษาของชาติว่าหน้าที่ของครูคือการอยู่กับเด็กทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังนั้น ความก้าวหน้าในการเลื่อนวิทยฐานะและเลื่อนระดับของครูจึงน่าจะอยู่ที่ ชั่วโมงสอน เหมือน ชั่วโมงบิน ของ นักบิน มากกว่าการทิ้งเด็กทิ้งห้องเรียนไปทำผลงานทางวิชาการลมๆแล้งๆ เสร็จแล้วก็โยนทิ้งไปเมื่อผ่านการประเมิน…

คำสั่งแรกของ คสช.–คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อเริ่มปีใหม่ 2559 คือเรื่อง เปลี่ยนแปลงรายชื่อคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นดังนี้ 1. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธาน 2. พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รองประธาน 3. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา 4. นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา 5. นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษา 6. พลอากาศเอกอิทธพร ศุภวงศ์ ที่ปรึกษา 7. พลเอกนพดล อินทปัญญา ที่ปรึกษา 8. พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ที่ปรึกษาและเลขานุการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป…

เข้ามาสู่การแต่งตั้งตำแหน่งแห่งหนในราชการที่ผ่าน ครม. อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานสารสนเทศ เป็นที่ปรึกษาประจำสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พร้อมกันนี้มีการโอน ข้าราชการตำรวจ มาบรรจุเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี 1 รายคือ พลตำรวจตรีประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ ข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล…

อีกรายหนึ่ง ว่าที่ ร้อยตรีอานุภาพ เกษรสุวรรณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โอนมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ตามกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และก่อนหน้านี้มีแต่งตั้ง วรศาสน์ อภัยพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง…

กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง 2 ราย คือ นุชนารถ ประทีปธีรานันต์ นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวินัย กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวง เป็น ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวง และ อำนาจ ชูทอง นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สำนักงานเลขานุการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2559 เป็นต้นไป…

สมาคมความมั่นคงปลอดภัยแห่งประเทศไทย จัดการอบรมหลักสูตร การบริหารความมั่นคง สำหรับข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และ เอกชน ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2559 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ ตอนนี้ยังรับสมัครผู้เข้าร่วมสัมมนาอยู่ติดต่อที่สมาคมหมายเลขโทรศัพท์ 02-243-2750 หรือ 089-799-5624…

กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติจัดการสัมมนาชี้แจงนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติฉบับที่ 5 พ.ศ.2559-2564 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันพุธที่ 20 มกราคม นี้ตลอดทั้งวัน มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติเปิดสัมมนาและกล่าวมอบนโยบายการนำนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติรวมทั้งแนวทางการดำเนินการประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล…

ถัดจากนั้นมีการอภิปรายเรื่องการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ โดย รศ.ไชยา ยิ้มวิไล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ อภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ โดยมี ทวินันท์ คงคราญ เลขานุการสถานีวิทยุโทรทัศน์ กองทัพบก ดำเนินการอภิปราย งานนี้มีการเชื้อเชิญ โฆษกกระทรวง ทั้ง 20 กระทรวงมาแสดงความคิดเห็นร่วมกับผูัแทนหน่วยงานด้วย งานนี้เป็นการรวมพลคนประชาสัมพันธ์ในภาครัฐครั้งใหญ่…

“ซี.12”

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562594

โดย ซี.12 15 ม.ค. 2559 05:01

 

หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี ตอนนี้ได้ผลออกมาแล้วว่า 21 หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนวยการระดับสูงชุดใหม่จำนวน 21 รายนั้นมีใครกันบ้าง

กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 โดยให้เดินทางไปรายงานตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งในวันที่ 18 มกราคม 2559

ส่วนใหญ่เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ ในกลุ่มงานต่างๆในสำนักงานจังหวัดต่างๆ ที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหญ่ในจังหวัด และมีตำแหน่งอื่นๆบ้างดังต่อไปนี้

1.นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดกระบี่ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกระบี่ 2.นางสาวเบญจวรรณ สุดจริง กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดขอนแก่น เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น 3.นางทิชากร ประไพพิทยาคุณ นักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการพิเศษ หน่วยตรวจสอบภายในจังหวัดสมุทรปราการ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพะเยา 4.นางสาวเอกรัตน์ นาคาคง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ส่วนนโยบายและแผนรวม สำนักนโยบายและแผน เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐม 5.นายอัสนีย์ เชาว์วาทิน กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครราชสีมา 6.นายชาญชัย คงทัน กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดอุดรธานี เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ 7.นายภูวนัฐ สมใจ กลุ่มงานอำนวยการสำนักงานจังหวัดปทุมธานี เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปัตตานี 8.นายธนยศ แสนสุขใส กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานจังหวัดชัยภูมิ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุรินทร์ 9.นางสาววัชรี จิตต์วรจินดา กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพชรบุรี 10.นางวันดี สรรค์ศุภศิริกุล กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดลำพูน เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดแพร่

11.นายฉัตรชัย อุสาหะ กลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดสตูล เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนราธิวาส 12.นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ร้อยเอ็ด 13.นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสระบุรี 14.นายสถาพร พงษ์นาค กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดสกลนคร เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสกลนคร 16.นางสุรียพรรณ์ ณ สงขลา กลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดสงขลา เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสตูล 17.นายนิเวศน์ หาญสมุทร์ กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดตราด เป็น หัวหน้าสำนักงานหนองคาย 18.นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่) เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุโขทัย 19.นายฤหัส ไชยศักดิ์ กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานจังหวัดชลบุรี เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี 20.นายสมเกียรติ พูลสุขเสริม กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดนครสวรรค์ เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุตรดิตถ์ 21.นายเติมพันธุ์ คำปุ้ย กลุ่มงานบริหารงานทรัพยากรบุคคล สำนักงานจังหวัดนครนายก เป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุทัยธานี

คำสั่งก่อนหน้านี้มีการย้ายหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนวยการระดับสูง 11 ราย จะเอามาแจ้งให้ทราบภายหลัง.

“ซี.12”

เอกลักษณ์ไทย–เอกลักษณ์ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561967

โดย ซี.12 14 ม.ค. 2559 05:01

 

ในขณะที่ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจกำลังอึงคะนึงในโลกข่าวสารทั้งเรื่องการปฏิรูป การปรองดอง การร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยางพาราตลอดไปจนถึงภัยแล้งที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้น

ปัญหาทางสังคมก็มีความขัดแย้งทางความเห็นกันมากมายหลายเรื่อง ทั้งความเห็นที่แตกต่างในเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช การจัดระเบียบปฏิรูปองค์กรทางด้านสุขภาพอย่าง สสส. เป็นต้น

เรื่องราวทางสังคมอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินนโยบายการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ “เอกลักษณ์ไทย เอกลักษณ์ชาติ” ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยโดยในวันที่ 14 มกราคม 2559 มีการบรรยายเรื่อง “การเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ” โดย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ กรรมการเอกลักษณ์ของชาติ แล้วเป็นการประชุมกลุ่มย่อยในงาน 4 สถาบันหลัก คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วันที่ 15 มกราคม 2559 ตั้งแต่เช้ายันเย็น ในภาคเช้ามีการบรรยายในหัวข้อ “เอกลักษณ์ไทย เอกลักษณ์ชาติ” ในด้านต่างๆ เช่น “การเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติด้านสถาบันศาสนา” โดย พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

“การเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติด้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ

“การเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติด้านสถาบันชาติ” โดย หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พักเที่ยงแล้วจึงถึงพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินนโยบายการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ “เอกลักษณ์ไทย เอกลักษณ์ชาติ” และบรรยายพิเศษ เรื่อง “รัฐบาลกับนโยบายและแนวทางการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ” โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผู้เป็นประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ

ต่อจากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ บรรยายเรื่อง “การเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติด้านสถาบันพระมหากษัตริย์”

ส่วนพิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวในตอนเย็นเป็นหน้าที่ของ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้เป็นรองประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ

พูดถึงเรื่องนี้แล้วให้มีเหตุต้องแสดงความเป็นห่วงเป็นใยในการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติพอสมควร เพราะพบความจริงประการหนึ่งซึ่งบันทึกอยู่ในแผนแม่บทการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.2555-2559 ที่ว่า

รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองยังให้ความสำคัญงานด้านการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติไม่มากเท่าที่ควร และงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็จะมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย ทำให้การดำเนินงานไม่ต่อเนื่อง

นี่เป็นจุดอ่อนที่ต้องหาทางแก้ไขโดยเร็ว.

“ซี.12”

ระบบอุปถัมภ์ในวงราชการไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561411

โดย ซี.12 13 ม.ค. 2559 05:01

 

จดหมายเปิดผนึกของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ที่เขียนถึงประชาชนชาวไทยโดยทั่วไปในโอกาสปีใหม่นั้น ได้รับการเผยแพร่ทั่วไปในวงกว้างพอสมควร

มีประเด็นเกี่ยวกับความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศและปัญหาต่างๆหลายประเด็นด้วยกัน เช่น เรื่องวิกฤตการณ์ในด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย การพาณิชย์นาวีที่รวมถึงข้อเสนอในการขุดคอคอดกระ การปฏิรูประบบราชการตำรวจ

ประเด็นสุดท้ายที่ องคมนตรีธานินทร์ แสดงความคิดเห็นก็คือ ปัญหาระบบอุปถัมภ์ในวงราชการไทย เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับวงราชการของพวกเราโดยตรง จึงนำมาบันทึกไว้ที่ตรงนี้เป็นพิเศษดังต่อไปนี้

“ปัญหาที่สำคัญที่สุดอันก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ของประเทศไทยคือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นในทุกวงราชการ ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบที่มีคน 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือผู้ให้ความอุปถัมภ์ และอีกฝ่ายคือผู้รับความอุปถัมภ์ โดยอาจช่วยเหลือเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ เกิดเป็นหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทน ซึ่งหากพิจารณาแล้ว การช่วยเหลือดูแลกันด้วยอัธยาศัยไมตรีและการตอบแทนบุญคุณด้วยความกตัญญูย่อมถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญ แต่จะต้องตอบแทนโดยใช้ทรัพย์สินของส่วนตัว ไม่ใช่การนำผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติไปตอบแทน เพราะทันทีที่นำของส่วนรวมมาต่อรองกัน ย่อมเกิดเป็นการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นแล้ว และประเทศชาติต้องเสียหายเพราะการตอบแทนหนี้บุญคุณนี้มากเหลือเกิน

นอกจากนั้น เมื่อถือกันว่าเป็นหนี้บุญคุณกันแล้ว แม้ตอบแทนชดใช้เท่าใดก็ไม่หมด เหมือนกับความเป็นเจ้านายลูกน้อง แม้เป็นเพียงวันเดียวก็เป็นตลอดไป จึงเกิดระบบที่เรียกว่าเจ้านายเก่าลูกน้องเก่า ต่างอุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือตอบแทนกัน เมื่อเจ้านายเก่ามีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างใดอันเกี่ยวพันกับประโยชน์ของประเทศชาติ ลูกน้องผู้มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่โดยการช่วยเหลือจากเจ้านายเก่าก็จะต้องให้ความช่วยเหลือด้วยมีบุญคุณค้ำกันอยู่ แม้ว่าจะมีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว ก็ต้องรับเอาปัญหาของเจ้านายเก่ามาเป็นปัญหาของตนด้วย ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และกลับต้องมาทำงานอันนอกเหนือหน้าที่ ทั้งอาจเป็นการนอกกฎหมายด้วย เพราะลูกน้องเก่าเกรงว่าจะทำผิดเรื่องความกตัญญู กลัวถูกตราหน้าว่าเป็นผู้เนรคุณมากกว่าถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ และถ้าพิจารณาขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งแล้ว เจ้านายเก่านั้นก็ย่อมต้องมีเจ้านายเก่าของตนอีกทอดหนึ่งที่จะต้องช่วยเหลือตอบแทน ทำให้เกิดพัวพันไปหมดทั้งระบบราชการ และเมื่อแนวความคิดระบบอุปถัมภ์นี้เป็นที่แพร่หลายอยู่ในทุกวงราชการ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าเหตุใดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยจึงยังมีมากเหลือเกินและไม่อาจแก้ไขให้หมดไปได้

ทางเดียวที่ผมเห็นว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหานี้ได้คือ การฝึกอบรมประชาชนทั้งประเทศเพื่อสร้างจิตสำนึกในการแยกประโยชน์ส่วนตนออกจากประโยชน์ของชาติบ้านเมือง โดยรัฐบาลต้องรับผิดชอบในการวางแนวนโยบาย และเพื่อให้การดำเนินการมีความต่อเนื่อง รัฐบาลจะต้องริเริ่มสร้างเครือข่ายการฝึกอบรมในสถาบันการศึกษา โดยจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวิชาหนึ่งในวิชาบังคับเรียนของการศึกษาทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องรับกันทั้งสามระดับจากคุณธรรมขั้นพื้นฐานไปจนถึงคุณธรรมเฉพาะในแต่ละวิชาชีพ และขยายเครือข่ายการฝึกอบรมออกไปให้สถาบันต่างๆ ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมรณรงค์ในเรื่องนี้ด้วย เพราะการสร้างจิตสำนึกนี้ไม่อาจเกิดขึ้นเองได้ ต้องอาศัยการปลูกฝังอบรมสั่งสอน ซึ่งต้องใช้เวลานานและไม่อาจทำให้สำเร็จได้ในเร็ววัน แต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะไม่มีทางออกอื่นใดที่ดีกว่านี้”

ข้อเสนอเหล่านี้มีคุณค่าที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ก.พ. ก.พ.ร. ป.ป.ช. ป.ป.ท. ส.ต.ง. รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการที่ควรจะพิจารณาขยายผลต่อยอดความคิดนี้ต่อไป.

“ซี.12”

สสส.จะไปทางไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560986

โดย ซี.12 12 ม.ค. 2559 05:01

 

เรื่องราวของ สสส. หรือกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลโดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน จาก 9 คน พ้นจากตำแหน่งไปนั้น

ถ้าจะเอ่ยถึงเพียงวันเดียวก็ดูจะง่ายไปเพราะนี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพของงานอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปราชการแผ่นดิน

ทั้ง 7 คนนั้นได้กระทำอะไรลงไปจึงมีพฤติกรรมที่ส่อว่าขัดขวางแนวทางการปฏิรูปดังกล่าวย่อมเป็นที่รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วไม่ต้องถึงขั้นทุจริตคิดมิชอบก็น่าจะพิจารณาตัวเองได้ แต่เมื่อไม่ยอมพิจารณาทาง คสช.จึงจำเป็นต้องช่วยพิจารณาให้แทนว่าเมื่อมีผลการตรวจสอบทั้งในทางตรงและทางลับแล้วก็ไม่สมควรนั่งทำงานที่ตรงนี้อีกต่อไป

เท่าที่ผ่านมากองทุน สสส. มีการใช้จ่ายผันเงินงบประมาณที่ได้มาจำนวนมหาศาลกันอย่างเพลิดเพลินเจริญใจในหมู่พวกของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบให้องค์กร สมาคม ชมรม มูลนิธิ หรือเครือข่ายไปดำเนินกิจกรรมที่อ้างว่าเพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน แต่ดูๆแล้วไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องสักเท่าไหร่

ไม่ต้องอะไรมากแม้แต่ในวงการสื่อของพวกเรากันเองนี่แหละที่รับทรัพย์ สสส. กันเป็นที่ปรีดิ์เปรมทั้งในรูปของการ จัดฝึกอบรม หรือการลงโฆษณาลมๆแล้งๆอะไรนั่น

การรณรงค์หลายอย่างของ สสส. บางทีดูจะเอิกเกริกจนเลยเถิดอย่างเช่นการทุ่มงบโฆษณาประณามหยามเหยียดคนสูบบุหรี่-กินเหล้าราวกับเป็นฆาตกร แทนที่จะจัดงบให้โรงพยาบาลของรัฐเปิดโครงการช่วยผู้สมัครใจเลิกบุหรี่-อดเหล้าให้เข้ามารับบริการในราคาที่เหมาะสมหรือฟรีไปเลยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

เพราะคนที่จะสูบหรือคนที่จะดื่มให้ด่าว่ายังไงก็ยังทำต่อไปไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก

มีบ้างบางรายที่เสนอว่าเม็ดเงินที่ สสส. ใช้จ่ายไปแบบอีลุ่ยฉุยแฉกจนแทบโยงไม่ถึงว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพที่ตรงไหนนอกจากตีความแบบศรีธนญชัยนั้น

ลองเจียดมาช่วยโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือบัตรทองของชาวบ้านที่ผู้รับผิดชอบโวยวายว่างบไม่พอจนคิดจะเสนอให้เก็บเงินบางส่วนจากคนยากคนจนที่มารับการรักษาโดยกำหนดให้ สสส. จ่ายแทนคนจนบ้างได้ไหม

นี่แหละที่เป็นเรื่องสุขภาพโดยตรงเพราะคนยากไร้นั้นนอกจากขาดความรู้แล้วยังจนยังเจ็บ ถ้าหากมีหลักประกันสุขภาพว่าเจ็บก็มีคนจ่ายชีวิตคงจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ปัญหาเหล่านี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ที่จะเข้ามาใหม่ทั้ง 7 คน และกรรมการเก่าอีก 2 คนน่าจะรับไปพิจารณาบ้างเพราะไหนๆก็พ้นจากการครอบงำของคนที่คิดว่าตัวเองดีกลุ่มเดียวไปแล้ว

สำหรับพวกเครือข่ายที่สูญเสียผลประโยชน์และฮึ่มๆจะออกมาเรียกร้องประท้วงโน่นประท้วงนี่นั้นขอเสียทีเถิด

หยุดคิดกันบ้างไหมว่าเม็ดเงินที่ได้ไปก็มาจากการแบ่งปันของรัฐจัดให้ตามกฎหมายแล้วจะเอากลับมาเป็นใช้จ่ายในการประท้วงให้สูญเสียสุขภาพกายสุขภาพใจนั้นมันผิดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน

ปัญหาความยุ่งยากในบ้านเมืองนั้นมากเกินพอแล้วจะมาซ้ำเติมให้บานปลายไปอีกทำไมก็ไม่รู้นะพวกคุณๆคนดีๆทั้งหลาย.

“ซี.12”