เรื่องจริงที่มหาดไทย (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 6 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743887


จากข้อมูลที่เป็นจริงถึงกระบวนการคัดตัวรองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดของกระทรวงมหาดไทยในปีนี้นั้น

สามารถกล่าวได้เลยว่าเรื่องอาวุโสมีความหมายน้อยที่สุดในสายตาของผู้พิจารณา ดังนั้นถ้าหากยอมรับกันอย่างนั้นแล้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งผ่านเข้ารอบการคัดเลือกในรอบแรกจำนวน 4 คน ควรจะได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในคราวนี้ด้วยทั้งหมด

แต่ปรากฏว่าได้เพียงคนเดียวคือ นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ รอง ผวจ.ปัตตานี ที่ได้ขึ้นเป็น ผวจ.ปัตตานี

ส่วน 3 รอง ผวจ.ที่เหลือได้แก่ นายลือชัย เจริญทรัพย์ รองผวจ.ปัตตานี นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ รอง ผวจ.ยะลา และ นายเถกิงศักดิ์ ยกศิริ รอง ผวจ.นราธิวาส ไม่ได้มีค่าในสายตาของกรรมการผู้พิจารณาตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยเลยจึงสอบตกกันหมด

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับกระสุนปืนและกับระเบิดนานาชนิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมามากกว่า 1 ปี บางคนก็ 2 ปี 3 ปี แถมมีเวลาทวีคูณตามกฎหมายแบบเดียวกับที่ตำรวจทหารเอาไปอ้างในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งด้วย

อย่าว่ากระไรเลยแม้แต่การออกไปพบปะราษฎรไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมเยียนไต่ถามทุกข์สุขตลอดจนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นก็ยุ่งยากลำบากด้านภาษามากกว่าไปพบคนสิงห์บุรีหรือคนระนองเสียอีก

เมื่อเทียบกับ รองผู้ว่าฯ ที่เอาเวลาไปเรียน วปอ.เสียหนึ่งปีเต็มเหลือเวลาทำงานให้ประชาชนในจังหวัดเพียง 10 เดือนแล้วห่างชั้นกันหลายร้อยโยชน์พันโยชน์

หรือจะให้เอ่ยชื่อรองอธิบดีและรองผู้ว่าฯที่กรรมการชุดนี้ตัดสินให้สอบตกหน้าตาเฉยอย่างเช่น นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ รอง ผวจ.สิงห์บุรี ที่เป็นรอง ผวจ. 2 จังหวัดรวม 4 ปี

ทั้งคู่ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 เพียงแต่ว่าเป็นวิศวกรจาก รพช.และกรมโยธาธิการและผังเมือง ก็เลยถูกเมินหน้าหนีเสียอย่างนั้นทั้งๆที่ได้ซึมซับการทำงานด้านการแก้ปัญหาช่วยเหลือชาวบ้านทั้งด้านงานช่างและงานปกครองมานานพอสมควร

อีกรายคือ นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.พิษณุโลก ขึ้นมาเมื่อปี 2555 เช่นกัน เป็นรองมาแล้ว 3-4 จังหวัด สมัยหนุ่มๆเคยทำงานในกระทรวงเป็นเลขานุการ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 2 คนที่เป็นที่นับถือกันว่าเป็นคนดีของแผ่นดินคือ นายบรรจง กันตวิรุฒ กับ นายสุดจิต นิมิตกุล

ขานชื่ออีกคนเป็นคนสุดท้าย นายสุทธา สายวณิชย์ รอง ผวจ.พิษณุโลก รายนี้ขึ้นรองเมื่อปี 2553 ที่นครนายก 6 ปีมาแล้ว ต่อมาย้ายไปเป็นรอง ผวจ.แม่ฮ่องสอน พิจิตร ตาก และพิษณุโลกในปัจจุบัน

ที่น่าสังเวชก็คือเมื่อตอน รองสุทธา เป็นรอง ผวจ.แม่ฮ่องสอน นั้น รองผู้ว่าฯ 10 เดือน ที่ได้ขึ้นเป็นผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอนในคราวนี้ยังเป็นเพียงนายอำเภอคนหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นกระทรวงมหาดไทยอย่าเผลอย้ายรองสุทธากลับไปเป็นรอง ผวจ.แม่ฮ่องสอนอีกครั้งล่ะ

นี่แหละความเหลวไหลเละเทะที่ทำให้กระทรวงมหาดไทยเปรอะเปื้อนไปอีกนาน.

“ซี.12”

 

เรื่องจริงที่มหาดไทย (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742857


ข้อมูลแรกนำเสนอไปแล้วว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีอาวุโสน้อยเกินไปได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559 จำนวน 6 คนจาก 22 คน

ทั้ง 6 รายนี้ประกอบด้วย ลำดับที่ 10 นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล รอง ผวจ.ปทุมธานีได้เป็น ผวจ.เพชรบูรณ์ ลำดับที่ 11 นายวัฒนา พุฒิชาติ รอง ผวจ.ศรีสะเกษได้เป็น ผวจ.แพร่ ลำดับที่ 12 นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ รอง ผวจ.สิงห์บุรีได้เป็น ผวจ.แม่ฮ่องสอน ลำดับที่ 15 นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ รอง ผวจ.อุบลราชธานีได้เป็น ผวจ.บึงกาฬ ลำดับที่ 16 นายเสน่ห์ นนทโชติ รอง ผวจ.เลยได้เป็น ผวจ.มหาสารคาม ลำดับที่ 25 นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ รอง ผวจ.ระนอง ได้เป็น ผวจ.ระนอง

ข้อมูลที่สอง มีรอง ผวจ. 2 รายในจำนวนนี้ที่ใช้เวลาในการเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดไปเรียน วปอ.รุ่นที่ 58 เสีย 1 ปีเต็มตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 คือ ลำดับที่ 12 นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ รอง ผวจ.สิงห์บุรี ที่ได้เป็น ผวจ.แม่ฮ่องสอน กับลำดับที่ 25 นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ รอง ผวจ.ระนอง ที่ได้เป็น ผวจ.ระนอง

2 รายนี้มีเวลาในการทำงานในหน้าที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดจริงๆ 10 เดือนรวมวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการอีก 1 ปีหรือ 12 เดือนเป็นการไปเรียน วปอ.

จะบอกว่าการไปเรียน วปอ.เป็นการปฏิบัติราชการเหมือนกันก็ใช่ แต่เป็นราชการเพื่อตัวเองเสีย 90 เปอร์เซ็นต์เหลือให้จังหวัดและประชาชนสัก 10 เปอร์เซ็นต์จะถึงหรือเปล่า

อยากจะถ่ายทอดบรรยากาศในการพิจารณาของสิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้ง ผวจ.คราวนี้ที่ประกอบด้วยอดีตรองปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้แทน อ.ก.พ.กระทรวง และผู้แทน ก.พ.รวม 5 คนนั้น

มีคนเดียวที่มีบทบาทในการพูดจาชี้นำทุกประการคนโน้นมีประวัติไม่ดี คนนี้ไม่เข้าท่า ต้องคนนี้สิใช้ได้ ฯลฯ แต่ไม่มีการแสดงหลักฐานประกอบใดๆทั้งสิ้น

คนอื่นๆที่เหลือคล้ายๆกับว่าได้รับแจกสากคนละอันก่อนเข้าประชุม

แล้วผลการคัดเลือกก็ออกมาตามนั้น แล้วที่น่าสลดใจก็คือคนที่มีอำนาจที่แท้จริงตั้งแต่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่หือไม่อืออะไรทั้งสิ้นใส่พานส่งต่อๆกันเข้า ครม.ไปเลย

ถ้ามีหัวจิตหัวใจสักนิดจะไม่คิดบ้างเลยหรือว่าคนทำงานในหน้าที่เพียง 10 เดือน จะมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจนโดดเด่นกว่าคนอื่นขนาดนี้

อย่าลืมว่ายังมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอีกนับสิบนับร้อยคนในประเทศนี้ที่ทำงานมานาน 3 ปี 4 ปี 5 ปี 6 ปี แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและยังต้องกล้ำกลืนฝืนทนกันต่อไปจนกว่าจะเกษียณอายุหรือสิ้นบุญ

มือน้อยๆคู่นี้ไม่อาจซับน้ำตาให้ท่านได้ ต้องรอความเมตตาจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผู้เป็นความหวังของสังคมไทยเท่านั้น.

“ซี.12”

 

เรื่องจริงที่มหาดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 4 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741646


เรื่องราวและข้อมูลในวันนี้จะเขียนเล่นๆเป็นนิทานเจ้าเมืองอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้วเพราะเป็นเรื่องจริงจังที่รอการตัดสินใจด้วยคุณธรรมของผู้เกี่ยวข้อง

ตั้งใจเลือกวันอังคารที่ 4 ตุลาคม มานำเสนอเรื่องนี้เพราะเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ ตั้งใจให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ทุกคนได้รับทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยนั้นมันกระทบกับระบบคุณธรรมขนาดไหนและเกิดขึ้นโดยการกระทำของใครโดยปราศจากการสอดส่องดูแลของใคร

จึงได้นำโผการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่บกพร่องไม่ได้มีการตรวจสอบทางด้านความถูกต้องเหมาะสมมาให้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงอื่นร่วมกันมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559

จนมีผู้ร้องเรียนขึ้นมาจนเป็นเรื่องเป็นราวและมีการร้องทุกข์ตามกระบวนการและคาดว่าเรื่องนี้จะต้องเข้าสู่ศาลปกครองแน่นอน

คำชี้แจงของผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยนั้นเป็นไปแบบอ้อมแอ้มไม่ตรงประเด็น อ้างว่าเป็นการดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการที่ทางกระทรวงตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงถูกต้องแล้วดีแล้วหรืออะไรทำนองนั้น

วันนี้จึงขอนำข้อมูลบางอย่างมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ขอให้ พลเอกประยุทธ์ และ รัฐมนตรี นอกกระทรวงมหาดไทยติดตามดูดีๆเถิด

โผการแต่งตั้งคราวนั้น กระทรวงมหาดไทยเสนอมาทั้งสิ้น 30 ราย เป็นการย้ายสับเปลี่ยนจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัด 3 ราย เป็นการแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด และรองอธิบดี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 3 ราย

ที่เหลือ 24 รายเป็นการแต่งตั้งหรือเลื่อนรองผู้ว่าราชการจังหวัด 22 ราย รองอธิบดี 1 ราย และ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง 1 ราย ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

รายรองอธิบดีและผู้ช่วยปลัดกระทรวงนั้นยกไว้เถิดเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจเลือกบุคคลในตำแหน่งอื่นขึ้นมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสักรายสองรายก็พอฟังได้ เหลือรอง ผวจ. 22 ราย ที่ต้องพิจารณา

ผลปรากฏว่ามีรอง ผวจ.ที่มีอาวุโสน้อยเกินไปในตำแหน่งนี้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเป็น ผวจ.ถึง 6 ราย มากกว่าหนึ่งในสี่ด้วยซ้ำไป

ทั้ง 6 รายนี้ประกอบด้วย ลำดับที่ 10 นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล รอง ผวจ.ปทุมธานี ได้เป็น ผวจ.เพชรบูรณ์ ลำดับที่ 11 นายวัฒนา พุฒิชาติ รอง ผวจ.ศรีสะเกษ ได้เป็น ผวจ.แพร่ ลำดับที่ 12 นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ รอง ผวจ.สิงห์บุรี ได้เป็น ผวจ.แม่ฮ่องสอน ลำดับที่ 15 นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ รอง ผวจ.อุบลราชธานี ได้เป็น ผวจ.บึงกาฬ ลำดับที่ 16 นายเสน่ห์ นนทโชติ รอง ผวจ.เลย ได้เป็น ผวจ.มหาสารคาม ลำดับ ที่ 25 นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ รอง ผวจ.ระนอง ได้เป็น ผวจ.ระนอง

ทั้งหมดนี้ขึ้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2557 นับเวลาการดำรงตำแหน่งรอง ผวจ.จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 คนละ 1 ปี 10 เดือน พอดี

แล้วทราบไหมว่า 2 รายในจำนวนนี้ยังใช้เวลาในการเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดไปเรียน วปอ.รุ่นที่ 58 เสีย 1 ปีเต็มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

มีเวลาทำงานให้ชาวบ้านและทางราชการในหน้าที่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพียง 10 เดือน…ยืนยัน 10 เดือน รวมทั้งวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ

ถ้าพลเอกประยุทธ์และรัฐมนตรีนอกกระทรวงมหาดไทยอยากทราบว่าใครเป็นใครโปรดติดตามอ่านต่อในวันพรุ่งนี้.

“ซี.12”

 

รางวัล ก.พ.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 3 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740831


เมื่อตอนปลายปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดการมอบรางวัลประจำปีแก่หน่วยราชการที่มีผลงานโดดเด่นในด้านต่างๆ

ทำบันทึกไปแล้วถึงรางวัลประเภทการบริการภาครัฐแห่งชาติ ยังมีอีก 2 ประเภทคือ รางวัล คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ กับ รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

มีตัวอย่างหน่วยงานที่โดดเด่นและได้รับรางวัลในประเภทคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐคือ

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นหน่วยงานที่มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง มีการขับเคลื่อนการนำอย่างเป็นระบบ สามารถผลักดันองค์การไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ในการเป็น “องค์กรที่เป็นเลิศด้านการบริหาร บริการ และวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีมาตรฐานครอบคลุมและเป็นธรรม เพื่อคนไทยมีสุขภาพดี”

กรมสรรพากร ได้มีกระบวนการวางแผนยุทธศาสตร์ที่พิจารณาถึงความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ความสามารถด้านเทคโนโลยี สารสนเทศขององค์การมาใช้ร่วมกัน เพื่อกำหนดกรอบแผนงานและเป้าหมาย โดยมีการถ่ายทอดยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีลำดับจากผู้บริหารสูงสุดถึงบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน

กรมพัฒนาที่ดิน ที่ได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพยากรดินกลางของประเทศที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบ Web Map Service เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งมีการพัฒนาคลังความรู้เพื่อการปฏิบัติงานเป็นชุดองค์ความรู้ต่างๆ และสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลาย

ส่วน รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม มีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมในระดับดีเยี่ยมจำนวน 3 หน่วยงาน ดังนี้

1.ประเภทรางวัลพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมส่งเสริมการเกษตร 2. ประเภทรางวัลขยายผลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

กรมทรัพยากรน้ำ ได้มีโครงการกระบวนการแกนหมุนลุ่มน้ำวัง จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนในชนบท สร้างความรู้ ความเข้าใจ และกลไกการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในลักษณะเครือข่ายและระดมพลังจากทุกภาคส่วน รวมทั้งเสริมสร้างพลังประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ ให้มีขีดความสามารถในการพัฒนาการเก็บกักของแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิม และปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติ

กรมส่งเสริมการเกษตร นำเสนอโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง : กรณีการจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชนในพื้นที่ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นโครงการที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทตัดสินใจในการแก้ปัญหาภัยแล้งของชุมชนเอง

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำเสนอ “โครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนบริเวณแนวกันชนในพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าแก่งกระจาน” มีการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของผืนป่าโดยมุ่งเน้นให้เกิดการคุ้มครองผืนป่าโดยธรรมชาติให้เป็นผืนป่าเดียวกัน

ผลงานเหล่านี้ย่อมเป็นที่ภาคภูมิใจของทุกผู้คนในกรมและเป็นกำลังใจให้คิดพิชิตรางวัลในปีต่อไปอีก.

“ซี.12”

 

มุมข้าราชการ 01/10/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 1 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739101


วันแรก ของปีงบประมาณเป็นวันหยุดราชการเสาร์-อาทิตย์ ก็เลยขอใช้โอกาสนี้ทบทวนถึงผลงานโดดเด่นของส่วนราชการต่างๆที่ได้รับ รางวัล ก.พ.ร. อันเป็นรางวัลที่แจกกันหลากหลายใน 3 ประเภทคือ รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และ รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม…

ในปีนี้มีหน่วยงานหรือผลงานที่ผ่านการพิจารณาได้รับรางวัลดังกล่าวทั้งสิ้น 156 รางวัล โดยแบ่งออกเป็นรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ 119 ผลงาน รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 18 ส่วนราชการและรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม 19 รางวัล…

ถ้าจะนำรางวัลทั้งหมดมานำเสนอว่าหน่วยไหนใครได้รับบ้างคงจะเสนอกันไม่ไหวจึงขอยกตัวอย่างหน่วยงานที่ได้รับรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติที่โดดเด่นจริงๆ เช่น สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี สำนักป้องกันและลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด กรมการแพทย์ ได้รับรางวัลจากผลงานการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดสู่การบำบัดฟื้นฟูชาวเขาที่ติดฝิ่น ซึ่งได้มีการบูรณาการในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จนส่งผลให้การบำบัดผู้เสพติดฝิ่นเป็นไปอย่างมีระบบและเกิดสัมฤทธิผล …

หน่วยงานที่สอง โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมถ์ กรมสุขภาพจิต ได้รับรางวัลจากผลงานการฝึกทักษะทางอาชีพและสังคมเพื่อการมีงานทำของบุคคลออทิสติก ซึ่งมีนวัตกรรมในการบริหารจัดการเพื่อฝึกทักษะการเรียนรู้ให้กับบุคคลออทิสติก…

ติดตามด้วยหน่วยงานที่สาม โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ จากผลงานนาฬิกาอัจฉริยะเตือนภาวะน้ำตาลต่ำในผู้ป่วยเบาหวาน โดยทีมพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ที่ลดอัตราการเสียชีวิตเนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ ที่สำคัญลดค่าใช้จ่ายในการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ถือเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการบริการได้อย่างมีคุณภาพ…

งานด้านอื่นๆยังมี กองพาณิชย์ดิจิตอล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จากผลงานพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้านการค้าออนไลน์อย่างครบวงจร : Smart Online SMEs (S.O.S) ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการ SMEs กว่าร้อยละ 90 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก โดยการสร้างตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Thaitrad.com ขึ้น เมื่อปี 2554 เพื่อเป็นช่องทางการค้าผ่านระบบออนไลน์และสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ SMEs…n นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างผลงานจาก สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท กรมกิจการเด็กและเยาวชน ภายใต้ชื่อโครงการแสงตะวัน ที่เป็นโครงการที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของการทำงานสงเคราะห์เด็กที่ถูกทิ้งที่สาธารณะ ถูกทิ้งที่โรงพยาบาล หรือถูกกระทำรุนแรง ในช่วงปฐมวัย โดยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการดูแลไปพร้อมๆกับใส่ใจอนาคตของเด็ก เพื่อพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการและเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจตามวัย ให้มีโอกาสในการศึกษาและการประกอบอาชีพตามที่ถนัดอันเป็นการตัดวงจรปัญหาสังคมต่อไป…

นั่นเป็นตัวอย่างของรางวัลประเภทแรก สำหรับรางวัลประเภทที่สองคือ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และ รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จะได้นำเสนอต่อไปพร้อมกับการต้อนรับ เลขาธิการ ก.พ.ร. คนใหม่ที่เป็นคนหน้าเดิม ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์…

“ซี.12”

 

วันสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 30 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737932


วันที่ข้าราชการทุกคนจะต้องเดินทางมาถึงเป็นวันสุดท้ายของการทำงานคือวันสิ้นปีงบประมาณหรือวันที่ 30 กันยายนของแต่ละปีสำหรับคนที่อายุครบถ้วน 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งจะต้องเกษียณอายุราชการ

สำรวจตรวจสอบกันอีกครั้งหนึ่งสำหรับผู้ที่ถึงเวลาอำลาชีวิตราชการที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและเป็นหัวหน้าหน่วยงานระดับกระทรวง มีด้วยกันทั้งสิ้น 6 ปลัดกระทรวง และ 6 เลขาธิการ/ผู้อำนวยการ

ทั้งอาจนับรวมถึง 2 อดีตปลัดกระทรวงที่จำพรากจากตำแหน่งเดิมมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยก็ได้

บางคนเคยเข้ากรุในตำแหน่งทำนองนี้แต่ด้วยความรู้ความสามารถที่มีติดตัวประกอบด้วยความอดทนจนสามารถคืนกลับเข้าสู่ตำแหน่งหลักและเกษียณอายุราชการไปด้วยความสง่าผ่าเผยก็มีตัวตนให้เห็นและเอ่ยนามได้ด้วยความนับถือคือ นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ถูกย้ายมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำอยู่ระยะหนึ่งแล้วได้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจนเกษียณในวันนี้

พูดถึงปลัดกระทรวงที่เกษียณแล้วมีคนที่สมควรเอ่ยถึงอยู่ 2 รายทั้งชายหญิงคือ นายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กับ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทั้ง 2 รายเป็นปลัดกระทรวงพร้อมกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2557 เดือนเศษหลังการยึดอำนาจของ คสช.ต่างมีผลงานที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในสายงานของตัวเองมิได้น้อยหน้าไปกว่ากัน

สำหรับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเลขาธิการนอกจาก เลขาธิการชูเกียรติ แล้ว จะพลาดไปไม่ได้สำหรับ นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ผู้มีบทบาทสำคัญในฝ่ายพลเรือนในการเสริมสร้างความสงบสุขในพื้นที่ตรงนั้น

มาถึงตำแหน่งอธิบดีที่เกษียณออกไปมากกว่าสิบรายมีคนที่สมควรเอ่ยถึงเป็นพิเศษ รายแรกก็คือ นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่มาจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทำงานในหน้าที่ติดต่อกัน
2 รัฐบาลด้วยความเป็นข้าราชการมืออาชีพ

อีกรายคือ นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งถึงแม้จะมีเวลาทำงานในกรมนี้เพียงปีเดียวแต่ได้วางมาตรฐานที่สำคัญในการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐและประชาชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ควรขานชื่อในโอกาสเกษียณอายุคือ นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี 4 ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 1 ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี 2 ปี

ส่วนเอกอัครราชทูตที่สร้างเกียรติประวัติในราชการอย่างน่าชื่นชมคือ นายธีรกุล นิยม ผู้เริ่มต้นด้วยการเป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวงแล้วเป็นอธิบดีกรมการกงสุลอยู่ 3 ปี ออกไปเป็นทูตที่กรุงโซลเกาหลีใต้ได้เพียง 6 เดือน ก็ถูกเรียกตัวกลับมาเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ 2 ปี ขอกลับไปเป็นทูตที่นอร์เวย์ 4 ปี และย้ายมาเป็นทูตปักกิ่งใน 2 ปีสุดท้ายของชีวิตราชการ

16.30 น. วันนี้ เมื่อถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตราชการจะเป็นบทเริ่มต้นของการได้สัมผัสรสชาติของการเป็นประชาชนเต็มขั้น.

“ซี.12”

 

การศึกษาในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 29 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737051


การจัดการศึกษาของไทยในอนาคตจะมีแต่เพียงนักคิด อันได้แก่ นักการศึกษา นักวิชาการ นักวางแผน ผู้นำไปปฏิบัติ คือ ครูบาอาจารย์และนักเรียนซึ่งเป็นผลผลิตไม่ได้แล้ว

นี่เป็นประเด็นที่ นายจันโททัย กลีบเมฆ อดีตนักการศึกษาในระดับรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาหยิบยกมานำเสนอเป็นข้อคิดโดยระบุว่า

การจัดการศึกษาในอนาคตจำเป็นจะต้องมีทั้งนักคิด ผู้นำไปปฏิบัติ และผู้ให้การสนับสนุน ประกอบกันไปทั้ง 3 ส่วนอย่างกลมกลืนกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพ

ในปัจจุบันเราคุ้นเคยกับการจัดการเรียนการสอนที่ครูเป็นผู้รับแนวความคิดและนโยบายมาจากระดับสูงเพื่อนำไปปฏิบัติโดยผู้ปกครอง ชุมชนและท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย เช่น กรรมการสถานศึกษา เป็นต้น ดังนั้น ในอนาคตควรมีการเพิ่มบทบาทของผู้ปกครอง ชุมชน และท้องถิ่นให้มากขึ้น จะเปรียบเทียบให้เห็นพอสังเขป ดังนี้

บทบาทของผู้ปกครอง ชุมชน และท้องถิ่นที่มีต่อการศึกษาในอดีตและปัจจุบันนั้น ในความเป็นจริงแต่ละโรงเรียนมีแนวโน้มจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว การติดต่อระหว่างผู้ปกครอง ชุมชน และท้องถิ่น กับโรงเรียนมีน้อย ถึงน้อยมากหรือไม่มีเลย

งานหลักของครู ได้แก่ การป้อนคำสอนจากตำราให้ตรงกับหลักสูตรหรืองานที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้ปกครอง ชุมชน และท้องถิ่นไม่มีส่วนได้สำรวจ รับรู้ หรือแสดงความคิดเห็นและเหตุผลที่ผู้ปกครองชุมชน และท้องถิ่นต้องการให้โรงเรียนได้รับทราบ

การจัดการเรียนการสอนก็จะสำเร็จรูปจากกรม กระทรวงและครู เพื่อนำมาอบรมสั่งสอนให้แก่นักเรียนทั่วประเทศ ในส่วนของหลักสูตรก็จะเป็นแนวปฏิบัติที่สืบทอดกันมา ไม่ค่อยมีการปรับปรุงให้มีคุณภาพดีขึ้น

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการประเมินก็คือ นักเรียนจะได้ประกาศนียบัตรเมื่อศึกษาจบหลักสูตร นักเรียนที่เรียนดีมีผลงานเยี่ยมยอดจะได้อยู่ใกล้ชิดครู และครูจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ ส่วนผู้ปกครองจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับผลการเรียนของนักเรียนเท่านั้น

ที่จริงแล้วบทบาทของผู้ปกครอง ชุมชน และท้องถิ่นที่มีต่อการจัดการศึกษาในอนาคตควรจะเป็นดังนี้คือ

งานหลักของครู ได้แก่ การสร้างสรรค์ความสำเร็จให้เกิดตามสภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชนและท้องถิ่นที่ตั้งของโรงเรียน โดยหลักสูตรจะเป็นเพียงการเน้นการแก้ปัญหาให้แก่นักเรียนเท่านั้น โดยครูผู้ปกครอง ชุมชนและท้องถิ่นต้องช่วยกันประชุม ปรึกษาหารือคิดวางแผนเพื่อกำหนดเป็นหลักสูตรท้องถิ่นของตนเอง และเอาไปใช้อย่างจริงจังทุกชั้นเรียน

หลักสูตรมีความหลากหลายตามความต้องการของผู้ปกครองชุมชน และท้องถิ่น ความสำเร็จในความหลากหลายของหลักสูตรขึ้นอยู่กับผู้เรียนและชุมชน โดยมีครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะเท่านั้น

ผลงานแห่งความสำเร็จ คือ ผลงานที่ดีที่สุดของนักเรียนที่แข่งขันกับตัวเองไม่ใช่แข่งขันกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน

การนำเสนอแนวคิดเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี แต่นักการศึกษาและนักวิชาการทั้งหลายจะมีเวลาและจิตใจที่กว้างขวางในการรับข้อคิดของผู้มีประสบการณ์บ้างหรือไม่ยังไม่แน่ใจนัก.

“ซี.12”

 

กำจัดผักตบชวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 28 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735581


ปัญหาเรื่องผักตบชวาที่กำลังกลายเป็นวาระแห่งชาติเพราะกำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียทีนั้น

นายพูนศักดิ์ วาณิชวิเศษกุล นายอำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นคนทำงานอีกคนหนึ่งซึ่งขอร่วมแสดงความคิดเห็นว่าปัญหานี้จะว่าเป็นเรื่องเล็กก็เล็กเพราะเป็นแค่ผักแค่หญ้า แต่พอจะเป็นเรื่องใหญ่ มันก็ใหญ่จนเกิดความเสียหายตามมามากมาย การสะสมของผักตบชวาจากลำน้ำห้วยหนองคลองบึงออกสู่แม่น้ำสายใหญ่ กลายเป็นปัญหาการจราจรทางน้ำติดขัด บางแห่งทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน บางจุดอุดตันกลายเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วม

ไม่นานมานี้หลายจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีผักตบมารวมตัวกันหลายหมื่นตัน เดือดร้อนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดต้องออกโรงกางเต็นท์บัญชาการระดมสรรพกำลัง เครื่องจักรกลหนักเบา ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ออกมาจัดการนานนับสัปดาห์ และถ้าคำนวณมูลค่างบประมาณที่ใช้รวมกันน่าจะหลายล้านบาท

มีรายงานทางวิชาการระบุว่า ผักตบชวาแค่ 10 ต้น สามารถแพร่พันธุ์ขยายเป็น 1 ล้านต้น ภายในเวลา 1 ปีก็น่าจะจริง เพราะเพียง 10 ปี นับแต่ผักตบต้นแรกถูกนำจากเมืองชวาเข้ามาไทยเมื่อปี 2446 การแพร่พันธุ์ที่รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อของผักตบชวาได้กลายเป็นปัญหาระดับประเทศ ถึงกับต้องออกกฎหมาย พ.ร.บ.กำจัดผักตบชวา พ.ศ.2456 กำหนดให้การกำจัดผักตบชวาเป็นงานสาธารณประโยชน์ เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนต้องลงแรงช่วยกัน แล้วยังมีบทลงโทษผู้ไม่ให้ความร่วมมืออีกด้วย ใครขยายพันธุ์ต่อ นอกจากถูกปรับแล้วยังมีโทษจำคุกอีก ทว่ากฎหมายนี้ถูกยกเลิกในปี พ.ศ.2546 ด้วยเหตุผลไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน

ต้นปีนี้เมื่อมีการหยิบยกปัญหาผักตบชวาขึ้นมาคุยในระดับชาติ กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังจังหวัด อำเภอ ให้บูรณาการทุกหน่วยงานร่วมกันกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำทุกแห่งทั้งประเทศ กระทรวงมหาดไทยได้รายงานยอดที่จัดเก็บได้ ณ สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2559 จัดเก็บได้จำนวนทั้งสิ้น 3,654,173 ตัน

ที่อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด ได้จัดทำ “โครงการประชารัฐร่วมใจ คลองสวยน้ำใส คนไทยมีความสุข ปลุกจิตอาสา ร่วมกันกำจัด ผักตบชวา” ขึ้นระดมพลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพลังอาสาต่างๆ เช่น อส. อส.พช. อสม. อปพร. อาสาเกษตร อาสาปศุสัตว์ ฯลฯ กำลังทหารจาก มทบ.27 ร่วมกันกำจัดผักตบชวาในลำห้วยต่างๆครั้งใหญ่ถึง 8 ครั้ง สามารถจัดเก็บได้รวม 48 ตัน

แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมโรงเรียนบ้านดอนแก้ว ตำบลบึงงาม มีกันแค่ 16 คน ก็ยังได้ช่วยกันเก็บอย่างสนุกสนาน ให้ ผอ.โรงเรียนได้นำไปทำปุ๋ยหมักอีกด้วย

เป็นการปลุกจิตสำนึกในการทำประโยชน์แก่ส่วนรวมได้เป็นอย่างดี และปลายปีนี้ก็จะจัดทำโครงการประชารัฐร่วมใจกันกำจัดผักตบชวาต่อไปอีก

การจัดการผักตบชวานั้น ถ้าได้มีการสำรวจ วางแผน การระดมคน การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ เช่น คราด เชือก ไปจนถึงรถลาก รถตักแบ็กโฮ การใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง เช่น ทำปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนทางการเกษตร ทำเครื่องจักสาน ฯลฯ และทำอย่างต่อเนื่อง

จัดเป็น “สัปดาห์แห่งการรณรงค์กำจัดผักตบชวา” ต้นปี กลางปี และปลายปี เก็บคนละต้น คนละไม้คนละมือ เชื่อว่าจะสามารถตัดตอนการแพร่พันธุ์ให้น้อยลงๆ จนกระทั่งไม่เป็นปัญหาในที่สุด

ถ้าเป็นวาระแห่งชาติในการทำสงครามเอาชนะผักตบชวาก็คงจะเข้าท่า จะได้ประกาศชัยชนะเป็นท้องที่ๆไป ไม่น่าต้องถึงกับใช้ ม.44 ตามที่ท่านนายกฯเคยแซวไว้.

“ซี.12”

 

นายอำเภอเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 27 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734345


นายอำเภออำนวยการระดับสูงที่รับราชการมาจนถึงวันเวลาแห่งการ เกษียณอายุราชการตอนสิ้นปีงบประมาณนี้ยังมีดังต่อไปนี้

51.นายวิบูลย์ ปั้นศิริ นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ 52.นางวิภาดา เหลืองแสงทอง นายอำเภอศรีเทพ เพชรบูรณ์ 53.นายวิรัตน์ อรรถธีระพงษ์ นายอำเภอหนองบุญมาก นครราชสีมา 54.นายวิวัฒน์ สุภาพ นายอำเภอสอยดาว จันทบุรี 55.นายวิสา ยัญญลักษณ์ นายอำเภอวังสะพุง เลย 56.นายวิสิฐ ตั้งปอง นายอำเภอย่านตาขาว ตรัง 57.นายวุฒิดนัย สวัสดินฤนาท นายอำเภอวัฒนานคร สระแก้ว 58.นายศุภศิษฎ์ กล้ากอง นายอำเภอแม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน 59.นายสนั่น วรินทราวาท นายอำเภอเมืองสุรินทร์ 60.นายสมชาย ไข่สุวรรณ์ นายอำเภอบ้านด่านลานหอย สุโขทัย

61.นายสมยศ รอดแช่ม นายอำเภอหล่มสัก เพชรบูรณ์ 62.นายสมยศ รักษกุลวิทยา นายอำเภอพุทไธสง บุรีรัมย์ 63.นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายอำเภอสว่างดินแดน สกลนคร 64.นายสมศักดิ์ สิทธิวรการ นายอำเภอตากใบ นราธิวาส 65.นายสมอาจ ภมรพล นายอำเภอบ้านโคก อุตรดิตถ์ 66.นายสันติ นฤมิตร นายอำเภอแจ้ห่ม ลำปาง 67.นายสัมพันธ์ เนตตกุล นายอำเภอสามโคก ปทุมธานี 68.นายสุธี คำมาเมือง นายอำเภอห้วยราช บุรีรัมย์ 69.นายสุนทร มหาวงศนันท์ นายอำเภอเมืองน่าน 70.นายสุระ สุรวัฒนากุล นายอำเภอพรหมคีรี นครศรีธรรมราช

71.นายสุริยา พานิชพงศ์ นายอำเภอวังสามหมอ อุดรธานี 72.นายเสกสรรค์ ฉัตรตระกูล นายอำเภอคีรีมาศ สุโขทัย 73.นายเสรี คงอยู่ นายอำเภอศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี 74.นายแสงประทีป บุญน้อม นายอำเภอดำเนินสะดวก ราชบุรี 75.นายอุดม จันตาใหม่ นายอำเภอลี้ ลำพูนนอกจากนั้น ยังมีนายอำเภอประเภทอำนวยการระดับต้นที่เกษียณอายุอีก 18 ราย ได้แก่

1. นายถวิล ฉันทาวรานุรักษ์ นายอำเภอวังเจ้า ตาก รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ 2. นายธนพล วัฒนเวช นายอำเภอบึงสามัคคี กำแพงเพชร รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอกงไกรลาศ สุโขทัย 3. นายธีระพงศ์ เศลารักษ์ นายอำเภอสว่างอารมณ์ อุทัยธานี รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอ โพธิ์ประทับช้าง พิจิตร 4.นายเนติธร ผุยหนองโพธิ์ นายอำเภอโคกสูง สระแก้ว รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอพรหมบุรี สิงห์บุรี 5. นายบุรี ธรรมรักษ์ นายอำเภอละอุ่น ระนอง รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอเกาะยาว พังงา

6. นายปัญญา เล็กกระจ่าง นายอำเภอหนองม่วงไข่ แพร่ รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอวังชิ้น แพร่ 7.นายพันธ์ศักดิ์ สมเปาจี นายอำเภอสันติสุข น่าน รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอบ้านโฮ่ง ลำพูน 8.นายพูลเดช อุเทนพันธ์ นายอำเภอกาบัง ยะลา 9. นายภิญโญ หวังสุทธิ์ นายอำเภอวิภาวดี สุราษฎร์ธานี รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอพนม สุราษฎร์ธานี 10. นายภิรมย์กฤษ พรมจันทร์ นายอำเภอเบญจลักษณ์ ศรีสะเกษ รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอยางชุมน้อย ศรีสะเกษ

11. นายรังสรรค์ ขวัญเมืองเดิม นายอำเภอเชียงกลาง น่าน รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอเถิน ลำปาง 12. นายสมบัติ สิทธิสถาพรกุล นายอำเภอเมยวดี ร้อยเอ็ด รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอ อำเภอจตุร–พักตรพิมาน ร้อยเอ็ด 13. นายสานิตย์ จันทรนิยม นายอำเภอเสริมงาม ลำปาง รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอท่าตะโก นครสวรรค์ 14 นายสุพล คำน้อย นายอำเภอทุ่งศรีอุดม อุบลราชธานี รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอสำโรง อุบลราชธานี 15. ว่าที่ร้อยตรี สุร เจริญสิน นายอำเภอนาหม่อม สงขลา รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอ เขาชัยสน พัทลุง

16. นายเสน่ห์ ยอดบุญฤทธิ์ นายอำเภอวังยาง นครพนม รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอเรณูนคร นครพนม 17. นายอุทิศ ศิริโภค นายอำเภอเกาะกูด ตราด รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ บุรีรัมย์ 18. นายเอนกพันธ์ เพชรพลอย นายอำเภอช้างกลาง นครศรีธรรมราช รักษาการในตำแหน่ง นายอำเภอนบพิตำ นครศรีธรรมราช

จึงบันทึกไว้เพื่อเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีของนายอำเภอ.

“ซี.12”

 

นักปกครองเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 26 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733410


มีข้าราชการในสายงานฝ่ายปกครองอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งถึงแม้จะก้าวไปไม่ถึงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็สามารถอยู่ได้จนถึงเวลาเกษียณอายุ

มีทั้งปลัดจังหวัดและนายอำเภอรวมทั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญและผู้อำนวยการสำนักที่สมควรบันทึกยกย่องไว้เป็นเกียรติประวัติดังนี้

ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ มี 1 ราย ได้แก่ 1.นายสุรพล สุวรรณานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย สำนักการสอบสวนและนิติการ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง มี 2 ราย คือ 2.นายวิโรจน์ ศรีสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง 3.นายนิพนธ์ อินทรสกุล ผู้อำนวยการสำนัก สำนักประสานนโยบายสังคมจิตวิทยา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่เป็น ปลัดจังหวัด มี 14 ราย คือ 4.นายโกสินทร์ ศรีเพชรพงษ์ ปลัดจังหวัดพิจิตร 5.นายชัยภัค สุนทรหงส์ ปลัดจังหวัดนครปฐม 6.นายฐานิต พรหมทอง ปลัดจังหวัดระนอง 7.นายถวิล ศิริสวัสดิลก ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี 8.นายธำรง เขมะรัตน์ ปลัดจังหวัดตรัง 9.นายปรีชา โชติทวีวัฒน์ ปลัดจังหวัดน่าน 10.นายพินิจ บุญวรรณ ปลัดจังหวัดยโสธร 11.นายเรวัต อัมพวานนท์ ปลัดจังหวัดสิงห์บุรี 12.นายวิจักขณ์ ชินโคตรพงศ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร 13.นายวีระ เกิดศิริมงคล ปลัดจังหวัดสตูล 14.นายสฤษดิ์ ไสยโสภณ ปลัดจังหวัดหนองบัวลำภู 15.นายสัมฤทธิ์ พุฒศรี ปลัดจังหวัดสกลนคร 16.นายสุรชัย วัฒนาอุดมชัย ปลัดจังหวัดขอนแก่น 17.นายอรรถสิทธิ์ สุขธรรมนิยม ปลัดจังหวัดนครสวรรค์

ส่วนที่เหลือเป็น นายอำเภออำนวยการระดับสูง 58 ราย ประกอบด้วย

18.เรือโทกฤษณ์ จินตะเวช นายอำเภอบางกรวย นนทบุรี 19.นายกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายอำเภอสิงหนคร สงขลา 20.นายคณพล ชัยปรมัตถ์ นายอำเภอแม่ลาว เชียงราย 21.นายฉัทธนาตย์ เทียนขาว นายอำเภอสามเงา ตาก 22.นายเฉลิมวุฒิ รักขติวงศ์ นายอำเภอเด่นชัย แพร่ 23.นายชัยยศ เอื้อปัญญาพร นายอำเภอกระสัง บุรีรัมย์ 24.นายชาคร กัญจนวัตตะ นายอำเภอบางละมุง ชลบุรี 25.นายชาติชาย รัตนภานพ นายอำเภอบ้านกรวด บุรีรัมย์ 26.นายชิษณุพงศ์ บูรณา นายอำเภอแม่ลาน้อย แม่ฮ่องสอน 27.นายณรงค์ สุขจันทร์ นายอำเภอควนเนียง สงขลา 28.นายทวีศักดิ์ อินทร์พรหม นายอำเภอดอนสัก สุราษฎร์ธานี

29.นายธงชัย ตรีทิพยรักษ์ นายอำเภอวังทอง พิษณุโลก 30.นายธวัช พรหมอยู่ นายอำเภอหนองฉาง อุทัยธานี 31.นายธวัชชัย แปรงศรี นายอำเภอหนองวัวซอ อุดรธานี 32.นายธานี มาลีหอม นายอำเภอเมืองลพบุรี 33.นายธานี สินประสงค์ นายอำเภอองครักษ์ นครนายก 34.นายนรินทร์ บำเรอพงศ์ นายอำเภอตระการพืชผล อุบลราชธานี 35.นายนิกร จันทร์อำไพ นายอำเภอเมืองพังงา 36.นายนิธิวัชร์ จันทร์เฉลียว นายอำเภอบางปะหัน พระนครศรีอยุธยา 37.นายประกาศ สุขกุล นายอำเภอปทุมราชวงศา อำนาจเจริญ 38.นายผาชัย โปรียานนท์ นายอำเภอคลองหลวง ปทุมธานี 39.นายพัฒนธรณ์ กีรติรัฐวัฒน์ นายอำเภอท่าบ่อ หนองคาย 40.นายพิพัฒน์ คันธา นายอำเภอมัญจาคีรี ขอนแก่น

41.นายพิพิธ ภาระบุญ นายอำเภอประจันตคาม ปราจีนบุรี 42.นายพิษณุวัตร วรรธนะกุล นายอำเภอบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา 43.นายเพชรัตน์จรูญนารถ นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย กาญจนบุรี 44.นายไพฑูรย์ จิตต์สุทธิผล นายอำเภอศรีเชียงใหม่ หนองคาย 45.นายภูมิชัย ราชพิตร นายอำเภอบ้านผือ อุดรธานี 46.นายมงคล พูลรักษ์ นายอำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี 47.นายราเชน ตันประพัฒน์ นายอำเภอกุสุมาลย์ สกลนคร 48.นายวัชระ ฉัตรเท นายอำเภอเมืองสกลนคร 49.นายวัชรินทร์ รัตนบรรณกิจ นายอำเภอนครชัยศรี นครปฐม 50.นายวัชรินทร์ นิ่มประทุม นายอำเภอเชียงของ เชียงราย

ยังมีรายชื่อนายอำเภออำนวยการระดับสูงอีกจำนวนหนึ่งที่จะนำเสนอต่อในวันพรุ่งนี้.

“ซี.12”