7 เก้าอี้รองอธิบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684472

 

ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีตำแหน่งรองอธิบดีว่างอยู่ 7 ตำแหน่งใน 6 กรม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีรองว่างถึง 2 ตำแหน่ง

ส่วนกรมอื่นๆได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรธรณี กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีตำแหน่งรองว่างกรมละ 1 ตำแหน่ง

กระบวนการคัดเลือกรองอธิบดีปีนี้เปิดรับสมัครพร้อมกันทุกกรมและให้สิทธิสมัครข้ามกรมได้เต็มที่โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองปลัดกระทรวงเป็นประธานคัดเลือก

ตำแหน่งที่น่าสนใจมากเป็นอันดับหนึ่งคือ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีผู้สมัครลงสนามเข้ามาชิงชัยจำนวน 27 ราย ดังนี้

1.นายพฤกษ์ โสโน ผู้อำนวยการสำนัก สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช 2.นายสมชาย เปรมพาณิชย์กุล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 กรมป่าไม้ 3.นายจงรัก ทรงรัตนพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 กรมป่าไม้ 4.นายสุรัติ กาญจนกุญชร ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและสารสนเทศ กรมป่าไม้ 5.นายสมศักดิ์ เร่งเพียร ผู้ตรวจราชการกรม กรมป่าไม้ 6.นายธรรมนูญ อัครพินท์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 กรมป่าไม้ 7.นายอนันต์ พรหมดนตรี ผู้อำนวยการสำนัก สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิษณุโลก 8.นายมิตรชัย อานันทนสกุล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 7 กรมป่าไม้ 9.นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานปลัดกระทรวง 10.นายเฉลิมชัย ปาปะทา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

11.นายอยู่ เสนาธรรม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 2 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 12.นายไพศาล สถิตวิบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 13.นายไพบูลย์ รัตนะเจริญธรรม ผู้อำนวยการสำนัก สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร 14.นายจิระศักดิ์ ชูความดี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 15. นายวิทยา หงษ์เวียงจันทร์ ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 16.นายวิรุฬห์ ฤกษ์ธนะขจร ผู้อำนวยการสำนัก สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 12 อุบลราชธานี 17.นายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 กรมป่าไม้ 18.นายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 19.นายสุรชัย อจลบุญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 20. นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

21.นางณภัทรา ศิริลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านระบบการตรวจและประเมินผล สำนักตรวจและประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวง 22.นายยรรยง กางการ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 กรมป่าไม้ 23.นายปรมินทร์ วงศ์สุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 24.นางสาวมาลี ศรีรัตนธรรม ผู้อำนวยการสำนัก สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 25.นายธนโรจน์ โพธิสาโร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช 26.นายณรงค์ มหรรณพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 27.นางกรภัทร์ดำรงไทย ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.

กลุ่มนี้กำหนดเข้ากระบวนการคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์ในวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคมนี้.

“ซี.12”

 

ซาตานสีขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 8 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683862

 

มีเรื่องราวเล่ามาเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการทำหน้าที่ของแพทย์ในจังหวัดยโสธรถึงขนาดเป็นเรื่องที่แทบไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง

แต่พยานหลักฐานและปากคำของผู้คนที่ประสบพบเห็นหลายรายยืนยันมั่นคงว่าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้มายาวนาน

ในชั้นนี้เพียงแต่นำเรื่องราวมาเสนอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาหาทางแก้ไขโดยเร็วเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายระบบราชการที่มีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างร้ายแรง

เป็นเรื่องของผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทหรือสมองไปขอรับการรักษาจากโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดนั้นแล้วถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างน่าสงสาร

กล่าวคือเมื่อเริ่มการรักษาก็จะได้รับคำชี้แจงจากแพทย์ว่าโรงพยาบาลไม่มียาที่จะรักษาอาการเหล่านี้โดยตรง ดังนั้นก็จะตรวจรักษาไปตามอาการ ส่วนจะหายหรือไม่ ไม่อาจรับรองได้

อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำพิเศษ จากหมอว่าที่คลินิกของหมอมียาที่สั่งจากต่างประเทศมีคุณภาพที่ดีในการรักษาโรคนี้แต่ว่ามีราคาแพงมาก ถ้าใครสนใจให้ไปซื้อมาให้พยาบาลของโรงพยาบาลนี้ฉีดให้อาการจะดีขึ้นแน่

ย้ำด้วยว่าเรื่องนี้เป็นการแนะนำด้วยความปรารถนาดีไม่ใช่การบังคับ

ผู้ป่วยคนไหนได้ยินดังนี้คงมีน้อยคนที่ไม่ทำตาม และปรากฏว่าเมื่อไปติดต่อขอซื้อยาจากคลินิกของหมอชุดละ 23,000 บาท มาให้พยาบาลฉีดปรากฏว่าอาการดีขึ้นจริงๆ

เรื่องเป็นเช่นนี้มาครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่าจนแทบกล่าวได้ว่ามีการชื่นชม ยาวิเศษ-หมอวิเศษ กันเป็นการใหญ่ใครป่วยด้วยอาการอย่างนี้ถึงไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมารักษาตัว

จนมีอยู่คราวหนึ่งลูกหลานของผู้ป่วยกลับบ้านไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ได้รับรู้เรื่องราวเกิดเอาตัวอย่างของยาไปสอบถามตามร้านขายยาในตัวเมืองยโสธรเองนั่นแหละ

ปรากฏว่าทางร้านขายยาหลายร้านบอกตรงกันว่าตัวยานี้มีขายทั่วไปทั้งชุดไม่เกิน 1,000 บาท ย้ำ….หนึ่งพันบาท เรื่องก็เลยแดงขึ้นมาว่ามีการทำมาหากินกับคนไข้อย่างน่าสมเพช

นี่เป็นความจริงอีกด้านหนึ่งซึ่งนำมาเสนอเพื่อการรับรู้ของสังคม ไม่ได้คิดว่าจะต้องเอาผิดเอาถูกอะไรกับผู้มีพฤติกรรมเช่นนั้น

ต้องการเพียงว่าอย่าให้เหตุการณ์ใช้วาจาโน้มน้าวคนไข้ที่น่าสงสารเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

จึงเพียงแต่ตั้งความหวังไว้กับ นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ว่าให้ช่วยสอบสาวราวเรื่องหากพบข้อเท็จจริงตรงกันก็หาทางตักเตือนทั้งแพทย์และพยาบาลที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ และบอกกล่าวให้ประชาชนในจังหวัดได้รับรู้จะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป

พยานหลักฐานและพยานบุคคลนั้นถ้าต้องการสอบถามมาได้

ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขตลอดจนองค์กรตระกูล ส.ทั้งหลายได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้เข้าหูแล้วจะมีมาตรการหนักเบาอย่างไรในการจัดการก็แล้วแต่ท่าน

ที่นี่ไม่ได้หวังว่าจะพึ่งพาอาศัยได้อยู่แล้ว.

“ซี.12”

 

มุมข้าราชการ 06/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682246

 

พอถึงพรุ่งนี้ก็ถึงวันที่ประชาชนคนไทย ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องตัดสินใจในการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันเป็นกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ผลที่ออกมาไม่ว่าในรูปแบบใดล้วนแต่บ่งชี้ถึงอนาคตของ ประเทศไทย ว่าเราจะเดินไปทางไหนในช่วงของความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร…

มาเข้าเรื่องราวความเป็นไปในราชการอาจจะเขียนถึงช้าไปเล็กน้อยแต่ผลกรรมที่เกิดขึ้นกับ เบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อดีตอธิบดีกรมศุลกากร อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากรกับพวกที่ถูกศาลลงโทษจำคุก 3 ปี ในคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการตอบข้อหารือเรื่องการเสียภาษีของลูกชายและลูกสาว ทักษิณ ชินวัตร ทำให้เสียภาษีน้อยกว่าที่ควรเป็น การได้รับประโยชน์อัน มิควรได้โดยชอบและทำให้รัฐเสียหายนั้น ในสังคมราชการแทบไม่มีใครแสดงความเห็นใจเพราะเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับใช้ทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ…

กรณีที่คล้ายคลึงกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นอีกกับ ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีส่วนทำให้รัฐเสียหายในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะการยอมเป็น ข้ารับใช้ทางการเมือง ในทางที่ผิดนั้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปไม่เคยมีใครรอดสักราย…

การแต่งตั้งระดับรองหัวหน้าหน่วย ที่เพิ่งผ่าน ครม.มาเมื่อวันก่อนมีอยู่ 2-3 แห่งคือ ชูเกียรติ มาลินีรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอกหญิง สุวนีย์ แสวงผล กับ พันตำรวจโทหญิง เอมอร ไชยบัวแดง สองรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (นักบริหารระดับต้น) เลื่อนขึ้นเป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (นักบริหารระดับสูง) ทั้งคู่ เนื่องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ปรับปรุงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจากนักบริหารระดับต้น เป็นนักบริหารระดับสูง…

ถัดมาเป็นตำแหน่ง ที่ปรึกษา ในกระทรวงต่างๆที่ขึ้นมาจากรองอธิบดีหรือเทียบเท่า เช่น สุวิทย์ คำดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็น ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย พัทยา เชิงสะอาด ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมและพัฒนาระบบการค้าในประเทศ กรมการค้าภายใน เป็น ที่ปรึกษาการพาณิชย์ (นักวิชาการพาณิชย์ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ มนัสนันท์ ลิมปวิทยากุล นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านส่งเสริมพัฒนา) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี กรมควบคุมโรค เป็น นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิจัย) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข…

เรื่องของการสูญเสียหลายฝ่ายฝากแสดงความเสียใจกับ อภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่บิดาถึงแก่กรรมมีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปแล้วเมื่อสองวันก่อน ส่วน ทวีวุฒิ สังข์ศิริ นายอำเภอหาดใหญ่ สงขลา ก็สูญเสียมารดาและมีกำหนดพระราชทานเพลิงศพวันที่ 8 สิงหาคมนี้ที่วัดโคกสมานคุณ หาดใหญ่ ในขณะที่ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ก็เสียชีวิตไปอีกรายคือ นพรัตน์ ทองประกอบ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งพระราชทานเพลิงศพไปแล้วเช่นกัน…

หนังสือเชิงวิชาการจากสำนักพิมพ์จุฬาชื่อ อาจารย์มหาวิทยาลัย ของ กิจการ พรหมมา และ ลลิตกร พรหมมา อ่านเอาเรื่องก็ดีอ่านเอาสนุกก็ยังได้ ส่วน ต่วยตูน เดือนสิงหาคม เนื้อหายังเข้มข้นสนุกสนานตามแนวทางมี สัจภูมิ ละออ เขียนถึง ปราสาทหินวัดพู รอย-ขอมในแผ่นดินลาว น่าสนใจทีเดียว…

“ซี.12”

 

ย้ายอธิบดีศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 5 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681228

 

นอกจากการแต่งตั้ง นางเมทินี ชโลธร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและนายอำนาจ พวงชมภู อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 2 เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว

คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ในการประชุมครั้งที่ 16/2559 เมื่อวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2559 ยังได้มีมติเห็นชอบในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการชั้น 4 อีก 37 รายดังนี้

กลุ่มแรกเป็นการย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประกอบด้วย 1.นายสุนทร ทรงฤกษ์ ย้ายมาจากประธานศาลอุทธรณ์ภาค 2 2.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ย้ายมาจากประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 3.นายธราธร ศิลปโอสถ ย้ายมาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา

กลุ่มที่สองย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา คือ 1.นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์ ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี 2.นายแรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา 3.นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 1 4.นายลาชิต ไชยอนงค์ ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ 5.นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง 6.นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง 7.นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์ ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 4 8.นายวุฒินัย วงศ์ฟัก ย้ายมาจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 6 9.นายยงยศ เอี่ยมทอง ย้ายมาจากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ 10.นายเทพ อิงคสิทธิ์ ย้ายมาจากผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา 11.นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ย้ายมาจากรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 12.นายน้ำเพชร ปานะถึก ย้ายมาจากรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 13.นางอารยา วิชิตชลชัย ย้ายมาจากรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 9 14.นายประทีป อ่าววิจิตรกุล ย้ายมาจากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ 15.นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ ย้ายมาจากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 7 16.นายพิสุทธิ์ ศรีขจร ย้ายมาจากรองประธานศาลอุทธรณ์ 17.นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ ย้ายมาจากรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 18.นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ย้ายมาจากรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 19.นายอุดม วัตตธรรม ย้ายมาจากรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 20.น.ส.เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์ ย้ายมาจากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1

กลุ่มที่สามเป็น ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ 1.นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 2 2.นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5

กลุ่มที่น่าสนใจเป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาล ต่างๆประกอบด้วย 1.นายสุภัทร์ สุทธิมนัส อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา 2.นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ 3.นายบุญชู ทัศนประพันธ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี 4.นายจรูญ ชีวิตโสภณ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ 5.นายโอภาส อนันตสมบูรณ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี 6.นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง 7.นายไพจิตร สวัสดิสาร ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

กลุ่มสุดท้ายเป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค ต่างๆคือ 1.นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 1 2.นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 8 เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 2 3.นายอนุวัตร มุทิกากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 4 4.นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 6 5.นายจรัญ เนาว–พนานนท์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 8

ทั้งหมดนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป.

“ซี.12”

 

ศาลใหม่ล่าสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 4 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680307

 

มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลใหม่ล่าสุดขึ้นในศาลยุติธรรมคือ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นศาลพิเศษสำหรับพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริตโดยตรง

ทั้งนี้เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการดำเนินคดีให้เห็นผลเร็วขึ้นกว่าการดำเนินการในศาลอาญาธรรมดา

โดยยกฐานะแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาเพื่อจัดตั้งขึ้นเป็นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางขึ้นในตอนนี้ และจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาคในอนาคตขึ้นโดยกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มีการกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีอำนาจออกไปนั่งพิจารณาที่ศาลชั้นต้นอื่นที่อยู่ในเขตท้องที่ของศาลนั้นได้โดยจะใช้เจ้าหน้าที่ธุรการของศาลนั้นเองหรือของศาลชั้นต้นที่ไปนั่งพิจารณาทำหน้าที่ช่วยเหลือในการพิจารณาพิพากษาคดีก็ได้

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กำหนดเปิดทำการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 ช่วงนี้จึงอยู่ในระหว่างการเตรียมการในทุกๆด้าน รวมทั้งกำหนดตัว อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คนแรกซึ่ง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. เห็นชอบให้ นายอำนาจ พวงชมภู อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 2 เป็น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คนแรก

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ขึ้นเป็นศาลชั้นอุทธรณ์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชำนัญพิเศษ โดยจัดตั้งแผนกดังต่อไปนี้ขึ้นในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

1.แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ 2.แผนกคดีภาษีอากร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภาษีอากร 3.แผนกคดีแรงงาน มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงาน 4.แผนกคดีล้มละลาย มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย 5.แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเยาวชนและครอบครัว

มีประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 1 คน และรองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 5 คน ดูแลรับผิดชอบคดีชำนัญพิเศษแต่ละด้านโดยให้มีอัตรากำลังผู้พิพากษา 19 คณะ ในแต่ละแผนกมีจำนวนคณะ ดังนี้

1.แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ 2 คณะ 2.แผนกคดีภาษีอากร 2 คณะ 3.แผนกคดีแรงงาน 9 คณะ 4.แผนกคดีล้มละลาย 3 คณะ 5.แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว 3 คณะ และให้มีอัตราผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ 19 อัตรา

สำหรับประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคนแรกนั้นทาง ก.ต.ก็แต่งตั้งเรียบร้อยแล้วคือ นางเมทินี ชโลธร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็น ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ.

“ซี.12”

 

13 ท้องถิ่นจังหวัดหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 3 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679278

 

จากการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเปิดรับสมัครคัดเลือกข้าราชการในสังกัดเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งท้องถิ่นจังหวัดนั้น

ปรากฏว่ามีนักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษและตำแหน่งอื่นที่มีสิทธิเทียบเท่ามาสมัครทั้งสิ้น 99 ราย ในขณะที่ตำแหน่งว่างที่จะบรรจุแต่งตั้งได้มีเพียง 13 ตำแหน่ง

ตอนนี้มีผลปรากฏออกมาแล้วตามคำสั่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ 327/2559 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2559 จำนวน 13 ราย ดังนี้

1.นายจรัสพงศ์ คำดอกรับ นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดลพบุรี เป็น ท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ 2.นายชำนาญ ศรีพารา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น (ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สำนักส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการมีส่วนร่วม) เป็น ท้องถิ่นจังหวัดมุกดาหาร 3.นางสาวชุติพร เสชัง นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ เป็น ท้องถิ่นจังหวัดชัยนาท 4.นายโชคชัย ศรีหิรัญรัตน์ นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เป็น ท้องถิ่นจังหวัดพะเยา

5.นายดนัย สุรารักษ์ นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดอุดรธานี เป็น ท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภู 6.นายปิติภณ โพธิ์ใต้ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารการคลังท้องถิ่น (ผู้อำนวยการส่วนการจัดสรรเงินอุดหนุนและพัฒนาระบบงบประมาณ) เป็น ท้องถิ่นจังหวัดสิงห์บุรี 7.นางสาวรัตนาภรณ์ เข็มกลัด นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดลำพูนเป็น ท้องถิ่นจังหวัดลำพูน 8.นายวิชิต ทองปาน นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดอำนาจเจริญ เป็น ท้องถิ่นจังหวัดอำนาจเจริญ

9.นายสานิตย์ หาญรบ นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดชัยภูมิ เป็น ท้องถิ่นจังหวัดระนอง 10.นายสุรพล เจริญภูมิ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น (ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนวิชาการ) เป็น ท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน 11.นายองอาจ นันทกิจ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารการคลังท้องถิ่น (ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการจัดการด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม สำนักส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการมีส่วนร่วม) เป็น ท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี 12.นายอรรณพ คณานุรักษ์ นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปัตตานี เป็น ท้องถิ่นจังหวัดพังงา 13.นางสาวอินทิรา เจียระสุพัฒน์ นักวิชาการคลังชำนาญการพิเศษ กองตรวจสอบระบบการเงินบัญชีท้องถิ่น (ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนแผนยุทธศาสตร์และงบประมาณ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น) เป็น ท้องถิ่นจังหวัดนครนายก

ทั้งหมดนี้มีกำหนดไปรับตำแหน่งใหม่ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2559.

“ซี.12”

 

มาอ่าน รธน.กันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 2 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678333

 

เรื่องราวข่าวคราวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะถึงโค้งสุดท้ายของการลงประชามตินั้นส่วนใหญ่มักจะสร้างความเครียดให้ผู้คน

มีการแบ่งฝ่ายถกเถียงต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายทั้งวิชาเทพและวิชามารจนคนที่อยู่กลางๆไม่อยากเข้าข้างไหนพากันเหนื่อยแทน

แต่ในความเครียดนั้นบางทีมีอะไรที่กระตุกต่อมฮากันได้บ้างเหมือนกัน เช่น ปรากฏว่าที่จังหวัดหนึ่งบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติปึกสีชมพูที่ติดไว้บนกระดานถูกฉีกทำลายเสียหายด้วยฝีมือลิงป่าละแวกนั้น ต่อมาจึงมีการเอาผลหมากรากไม้ไปเลี้ยงลิงบริเวณนั้นข่าวไม่ได้บอกว่าเลี้ยงขอบคุณหรือติดสินบนไม่ให้ทำอีก

อีกจังหวัดหนึ่งคนหาปลาแถวป้ายกระดานที่ติดบัญชีรายชื่อเกิดเปรี้ยวปากอยากสูบยาขึ้นมาแต่ไม่มีติดตัวเหลียวไปเหลียวมาเห็นกระดาษสีชมพูปลิวไสวก็เลยฉีกมามวนเป็นยาสูบซะยังงั้น

ไม่ต้องนับกรณีที่หนูน้อยฉีกเล่นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเป็นเหตุให้ผู้การตำรวจโดนย้ายนี่กลายเป็นตลกร้าย

มาว่ากันถึงตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของรักของหวงของ กกต.ที่ไม่ยอมพิมพ์แจกจ่ายประชาชนทุกครัวเรือนกันบ้าง

ถ้ามีโอกาสหามาอ่านได้ควรพลิกดูเรื่อยๆเป็นอะไรที่สนุกสนานและแปลกๆไม่เบา

เท่าที่รู้แต่ไหนแต่ไรมาถ้าหากผู้สมัคร ส.ส.คนใดตายก่อนวันเลือกตั้งก็จะมีการประกาศให้รู้ว่าเบอร์ของผู้สมัครคนนั้นเป็นโมฆะ ใครลงคะแนนให้ก็จะไม่มีการนับคะแนน

แต่คราวนี้มีกำหนดไว้ในมาตรา 91 (5) ตอนท้ายๆว่า “ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดตายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มีผู้ลงคะแนนให้มาคำนวณตาม (1) และ (2) ด้วย”

นั่นเป็นการเอาคะแนน ส.ส.เขตไปคำนวณหาคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ถึงตายแล้วคะแนนยังมีประโยชน์ไม่เสียเปล่าว่างั้นเถอะ ช่างคิดอะไรรอบคอบถี่ถ้วนจริงนะ

ของแปลกที่เพิ่งเคยมีครั้งนี้เป็นครั้งแรกคือในบทเฉพาะกาล มาตรา 269 ที่ว่าด้วยการคัดเลือกแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ในประเทศนี้มีอยู่ 6 รายที่ได้เป็น ส.ว.โดยอัตโนมัติคือผู้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ขอถามอีกสักครั้งว่าข้าราชการพลเรือนไม่มีความหมายหรืออย่างไร ทำไมไม่ใส่ไปสักหนึ่งตำแหน่ง เช่น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าจะอ้างเรื่องความมั่นคงจะเอา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ได้ ตอนนี้ก็เป็นทหารแปลงร่างมาเป็นพลเรือนอยู่แล้วนี่ ที่บ่นอย่างนี้ก็เพื่อผดุงศักดิ์ศรีให้เห็นความสำคัญของข้าราชการพลเรือนบ้างเท่านั้นเอง

2 ปีมานี้เห็นแต่ใช้เอาดุเอาพอพลาดท่าเข้าก็โดนม.44 เก็บเข้ากรุซะยังงั้น.

“ซี.12”

 

ทำไมถึงอยากอ่าน รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677792

 

เคยได้ยินได้ฟังมาเสมอว่าทุกคนในสังคมไทยต่างอยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายทั้งสิ้นจะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้

ในเมื่อ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เขียนขึ้นมาแล้วจะเอาไปให้ประชาชน ลงประชามติ ว่าจะยอมรับให้ประกาศใช้หรือไม่

แล้วทำไมไม่จัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทุกมาตราเป็นเล่มๆส่งไปให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทุกครัวเรือนเหมือนกับการลงประชามติปี 2550

คำชี้แจงแก้เกี้ยวแก้ตัวของ กกต. อย่าง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นั้นฟังไม่ขึ้น ไม่ว่าจะให้ดาวน์โหลดเอาเองทางอินเตอร์เน็ตหรือดูเอาจากคำอธิบายสาระสำคัญที่พิมพ์เป็นเล่มเล็กๆแจกจ่ายไปแล้ว

มิหนำซ้ำยังเยาะเย้ยว่าคราวที่แล้วที่แจกรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปตามบ้านก็ไม่มีใครอ่าน บางคนเอาไปรองขาตู้ อย่างนี้รับไม่ได้

การอ้างว่าไม่มีเวลา ไม่มีงบประมาณเป็นการอ้างที่ผิด แถมยังสร้างความรู้สึกที่ว่าจงใจที่จะปิดหูปิดตาประชาชนให้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่าง คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เล่มที่ 1 ในหน้า 28 อธิบายถึง ศาล กับ ศาลรัฐธรรมนูญ เอาไว้ว่า

หมวดศาลประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร แล้วอธิบายประกอบเล็กน้อยซึ่งอ่านแล้วจะให้คิดว่าอย่างไรนอกจากรับรู้ว่า ศาลมี 3 ชนิดดังที่เอ่ยมา

เสร็จแล้วมาขึ้นเรื่องใหม่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีองค์ประกอบและหน้าที่อย่างไร แค่นั้นเอง

ใครอ่านแล้วต้องเกิดความกังขาขึ้นมาทันทีว่า แล้วศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลหรือเปล่า

ก็จำเป็นต้องไปเสาะหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มมาค่อยๆพลิกอ่านทีละมาตราที่ว่าด้วยเรื่องดังกล่าว เพราะถ้าจะให้ไปสอบถามครู ก.ครู ข. ครู ค. ก็คงไม่ได้เรื่อง

อ่านแล้วตีความตามเนื้อผ้าตามประสาชาวบ้านที่ไม่มีภูมิรู้ถึงขนาดอ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็นตามคำคุยของอดีตรัฐมนตรีที่เพิ่งได้ดีกรีด็อกเตอร์ทางกฎหมายมาตอนแก่ก็พอจะจับใจความได้ว่า

รัฐธรรมนูญนี้แบ่งเป็นหมวดๆทั้งสิ้น 16 หมวดกับ 1 บทเฉพาะกาล เรื่องของศาลอยู่ที่หมวด 10 แบ่งเป็น 4 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 บททั่วไป ส่วนที่ 2 ศาลยุติธรรม ส่วนที่ 3 ศาลปกครอง ส่วนที่ 4 ศาลทหาร ไม่ยักมีศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ไปบัญญัติเป็นหมวดใหม่ หมวดที่ 11 ศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ดูเหมือนไม่ใช่ศาลแต่กระเดียดไปทางองค์กรอิสระเสียมากกว่า

เพราะในหมวด 12 ที่ว่าด้วย องค์กรอิสระ ได้มีการกำหนดให้ ศาลรัฐธรรมนูญ และ องค์กรอิสระ ร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฯลฯ

ถ้าเป็นศาลทำไมไม่ใช้จริยธรรมของตุลาการโดยตรง ถ้าไม่ใช่ศาลแล้วทำไมให้เอากระบวนการของศาลแทบทุกมาตรามาใช้…โอ๊ยปวดหัวกับความยอกย้อนซ่อนเงิื่อนเหลือกำลัง

เรื่องชวนปวดหัวอย่างนี้มีแต่ “ซือแป๋มีชัย” เท่านั้นที่จะตอบได้.

“ซี.12”

 

มุมข้าราชการ 30/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676003

 

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 เรียบร้อยแล้ว โดยมี มาลี พฤกษ์พงศาวลี เป็นประธาน ส่วนกรรมการผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมหรือส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ 3 ราย ประกอบด้วย รณภูมิ สามัคคีคารมย์ สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง และ อุษา เลิศศรีสันทัด…

ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆอีก 5 รายได้แก่ เสาวลักษณ์ ทองก๊วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิมนุษยชน วิเชียร ชวลิต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ รศ.นงเยาว์ เนาวรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ กมลเศรษฐ์ เก่งการเรือ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตวิทยา และ วณี ธิติประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านแรงงาน ฝากไว้ว่าเมื่อมีการประชุมนัดแรกคณะกรรมการชุดนี้น่าจะหยิบยกเอากรณี การละเมิดทางเพศ ในกรมป่าไม้มาพิจารณาด้วยเพราะเท่าที่เป็นไปส่อให้เห็นถึงการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อ ข้าราชการสาว ผู้เสียหาย…

ล่าสุดการที่ ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรง โดยอ้างระเบียบ ก.พ.นั้น สอบถามผู้รู้แล้วได้ความว่า ความแตกต่างระหว่างคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ไม่ร้ายแรง กับคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ร้ายแรง นั้นคำสั่งแรกหากสอบสวนไปแล้วพบความผิดที่ร้ายแรงก็ไม่อาจลงโทษให้หนักกว่าคำสั่งคือตักเตือน หรือภาคทัณฑ์ได้ แต่คำสั่งหลังหากสอบแล้วพบว่าความผิดไม่ร้ายแรงสามารถลดโทษลงมาตามควรแก่กรณีได้เรื่องเป็นเช่นนี้ส่อเจตนาของผู้ออกคำสั่งหรือไม่ ต้องวางบรรทัดฐานให้ชัดเจนเผื่อว่าภายหลังเกิดกรณีต้องสอบสวนเหตุการณ์ที่ อธิบดีเป็นกิ๊กกับหน้าห้อง จะได้ดำเนินการได้ถูกต้องตามระเบียบ…

เรื่องราวรายนี้รอดูว่า คณะกรรมการจริยธรรมประจำกรมป่าไม้ จะออกมามีบทบาทอะไรบ้างกลับเงียบฉี่ทั้งๆที่ตัวตนอยู่ครบถ้วน ประกอบด้วย บรรณเลิศ รัชตกุล อดีตอธิบดีกรมป่าไม้เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วย มาลี ศรีรัตนธรรม สุรัติ กาญจนกุญชร นันทนา บุณยานันต์ คงศักดิ์ มีแก้ว อุดม หิรัญพฤกษ์ และ ประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ ใครรู้จักมักคุ้นกับใครให้สอบถามกันเอง…

หลังจาก สมชาย พฤฒิกัลป์ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลาออกจากราชการก่อนเกษียณตอนสิ้นปีงบประมาณนี้และมีการแต่งตั้ง สมโภช ราชแพทยาคม ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขึ้นเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแทนไปแล้วนั้น ต่อมา สุพศิน สุเมธิวิทย์ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อีกคนที่จะเกษียณอายุตอนสิ้นปีงบประมาณนี้ก็ลาออกจากราชการตามไปด้วยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2559 ด้วยเหตุผลเพื่อไปประกอบอาชีพอื่น ดังนั้นอีกไม่นานก็คงมีการเลือกสรรคนมาเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีใหม่อีกรายจะเลือกคนภายในที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยเลขาธิการอยู่แล้วหรือจะโอนมาจากหน่วยอื่นก็ลองติดตามดู…

ส่วนการเลื่อนตำแหน่งที่กระทรวงการคลัง ภูมิศักดิ์ อรัญญา-เกษมสุข ผู้อำนวยการกองพัฒนารัฐวิสาหกิจ 1 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ในขณะที่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีการย้ายสลับระดับบริหาร 2 รายคือ สมฤทธิ์ ไชยวงค์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านคดีและพันโท ภาคภูมิ ศิลารัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคดี เป็นรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ…

ศ.ดร.ปรีชา สุวรรณทัต กำลังอยู่ในระหว่างการเจียนตำรา วิชาธรรมศาสตร์ว่าด้วยการคลังภาครัฐ โดยเน้นการวิเคราะห์เปรียบเทียบ วินัยทางการเงินการคลัง ใน รัฐธรรมนูญ และ ร่างรัฐธรรมนูญ หลายฉบับคือ รัฐธรรมนูญ 40 ปี 50 และร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับบวรศักดิ์ กับ ฉบับมีชัย อีกไม่นานคาดว่าหลังการลงประชามติก็จะออกมาวางตลาด…

“ซี.12”

 

เพื่อเยาวชนอุดร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 29 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675077

 

จังหวัดอุดรธานีได้จัดทำโครงการเสริมสร้างเยาวชนรุ่นใหม่จังหวัดอุดรธานีตามแนวทางอุดรโมเดล เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนขึ้น

ข้อมูลที่มีมาจาก นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ระบุว่า

กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการในระยะแรก ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมต้น (ม.1-3) ในโรงเรียนเป้าหมาย 8 แห่ง รวม 62 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนเป้าหมายรวมกันทั้งสิ้น 2,100 คน และจะเริ่มขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2559

ทั้งนี้เพื่อพัฒนาสมรรถนะที่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชนจังหวัดอุดรธานี ให้มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

การส่งเสริมทักษะภาษาดำเนินการร่วมกับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ภายในจังหวัด เช่น

การจัดทำคู่มือเทคนิคการใช้และการสร้างบรรยากาศการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและในโรงเรียน โดยร่วมกับโรงเรียนนานาชาติอุดรธานี และสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

จัดกิจกรรมพบเพื่อนต่างชาติ โดยร่วมมือกับบริษัท Rustic Partway ซึ่งเป็นองค์กรนักศึกษานานาชาติ ที่นำนักศึกษาชาวอเมริกันและชาติต่างๆ รวม 25 ประเทศ มาทัศนศึกษาในจังหวัดอุดรธานี ให้เข้าไปร่วมทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับนักเรียนในโรงเรียนเป้าหมายในช่วงเวลารู้ โดยโรงเรียนหรือจังหวัดไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

แสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้มีจิตอาสาและมีความประพฤติดีให้เข้าไปร่วมกับโรงเรียนจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและมีความคุ้นเคยกับชาวต่างชาติมากขึ้น

นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการวางแผนด้านการศึกษาต่อและประสบการณ์ให้แก่เด็กและเยาวชนเพื่อการพัฒนาอาชีพในอนาคต

บูรณาการภารกิจของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัด หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ฯลฯ เพื่อจัดวิทยากรหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพนั้นๆ ให้เข้าไปแนะแนวเส้นทางอาชีพให้แก่นักเรียน หรือนำนักเรียนออกไปศึกษาการประกอบอาชีพในพื้นที่จริง

ส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิตให้เด็กและเยาวชนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัยเคารพกฎหมาย มีความรับผิดชอบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีสุขลักษณะที่ดี มีจิตสาธารณะและมีภาวะผู้นำ

โดยสรุปแล้วหลักการสำคัญของโครงการ คือ การให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนให้สถานศึกษาเปิดรับความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาจากหน่วยงานภายนอก และในขณะเดียวกันก็มุ่งปรับเปลี่ยนให้หน่วยงานภายนอกเข้าไปสนับสนุนสถานศึกษาในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเพิ่มมากขึ้นด้วย

เป็นการใช้ช่วงเวลารู้ของนักเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของกระทรวงศึกษาธิการ.

“ซี.12”