พบ ‘ดวงตาบนดาวอังคาร’ คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685573

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 13:30 น.

พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

องค์การอวกาศยุโรปเผยภาพแอ่งปริศนาขนาดใหญ่บนดาวอังคาร คล้ายดวงตาแห่งซาฮารา

องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) หรือ ESA เผยแพร่ภาพถ่ายใหม่จากอวกาศที่ถ่ายโดยยานอวกาศ Mars Express พบแอ่งขนาดใหญ่บนพื้นผิวดาวอังคารที่มีลักษณะเหมือนลูกตา

พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

ภาพดังกล่าวถูกบันทึกเมื่อวันที่ 25 เม.ย. เผยให้เห็นแอ่งขนาดใหญ่ กว้าง 30 กิโลเมตร บนดาวอังคาร ทอดยาวไปในพื้นที่ที่เรียกว่า Aonia Terra ที่ราบสูงทางตอนใต้ของดาวอังคาร ขณะที่พื้นผิวบริเวณรอบๆ มีลักษณะเป็นร่อง คล้ายกับเส้นเลือดในตา ซึ่งคาดว่าน่าจะมีแหล่งน้ำไหลผ่านเมื่อประมาณ 3,500 – 4,000 ล้านปีก่อน

พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน
พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

ขณะที่ภาพดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งกำลังเปรียบเทียบกับดวงตาแห่งซาฮารา (The eye of the Sahara) ในแอฟริกาตะวันตก

นอกจากนี้ ESA ยังกล่าวว่าภาพของแอ่งขนาดใหญ่แสดงให้เห็นสีต่างๆ บนพื้นผิวของดาวอังคาร แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้ของดาวอังคารประกอบด้วยวัสดุที่หลากหลาย โดยมีสีแดงอุ่นทางตอนใต้ และมีสีน้ำตาลเทาเข้มขึ้นบริเวณที่ใกล้กับแอ่ง

Our #WeekInImages 6-10 June https://t.co/GnnVIKuf7q pic.twitter.com/YYE7EnvOlF— ESA (@esa) June 12, 2022

Photo by ESA

นักเขียนเจ้าของผลงาน ‘วิธีสังหารสามี’ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าสามีตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685570

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 12:30 น.

นักเขียนเจ้าของผลงาน 'วิธีสังหารสามี' ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าสามีตัวเอง

จำคุกตลอดชีวิต นักเขียนชาวอเมริกันฆ่าสามีตัวเอง พบเคยเขียนบทความ “วิธีการสังหารสามี”

BBC รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ผู้พิพากษาในรัฐโอเรกอนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แนนซี แครมป์ตัน โบรฟี (Nancy Crampton Brophy) นักเขียนนวนิยายรักโรแมนติกชาวอเมริกันวัย 71 ปี ฐานก่อเหตุยิงสามีจนเสียชีวิตเมื่อ 4 ปีก่อน

รายงานระบุว่าแนนซีสังหารแดเนียล ซี. โบรฟี สามีวัย 63 ปีของเธอที่คบหากันมานานกว่า 20 ปี เมื่อปี 2018 โดยใช้ปืนที่ซื้อมาจาก eBay เพื่อหวังเอาเงินประกันชีวิต 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 52.4 ล้านบาท มาจ่ายค่าจำนองบ้าน และถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมเมื่อเดือนที่แล้ว

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะแนนซียังเป็นเจ้าของบทความ How to Murder Your Husband ที่เผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งว่าด้วยวิธีฆาตกรรมสามีหลากหลายวิธีตั้งแต่การใช้ปืน มีด ไปจนถึงยาพิษ

“การฆาตกรรมควรปลดปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ แน่นอนว่าฉันไม่อยากใช้เวลาที่เหลือในคุก” แนนซีเขียนในบทความ

ไม่ใช่แค่วิธีการสังหารสามีเท่านั้นแต่บทความของเธอมีการไตร่ตรองถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น วิเคราะห์ผลดีผลเสียของการกระทำนั้นๆ เช่น “การใช้ยาพิษอาจไม่ดีนักเพราะมันจะทิ้งร่องรอยไว้ให้ตำรวจ” “การใช้มีดต้องเข้าประชิดตัวมาก ส่วนปืนก็มีเสียงดัง” “การหย่าร้างมีราคาแพง และอาจจะต้องแบ่งสมบัติกันด้วย”

“ในฐานะนักเขียนนิยายโรแมนติก-ระทึกขวัญ ฉันใช้เวลาไปกับการคิดถึงเรื่องฆาตกรรมอยู่บ่อยครั้ง ฉันคิดว่ามันอาจจะต้องถูกตำรวจจับ และฉันไม่อยากใช้เวลาที่เหลือในคุก พูดตรงๆ นะ ฉันไมชอบชุดนักโทษเลย”

แนนซียังเขียนในบทความว่า “เสียดายที่ตำรวจไม่ได้โง่ พวกเขาต้องสอบสวนคุณ เพราะฉะนั้นใจคุณต้องเด็ดเดี่ยวและฉลาดมากๆ”

ในตอนแรกผู้พิพากษาไม่นำบทความนี้มาประกอบการพิจารณาคดีของเธอ โดยให้เหตุผลว่าเป็นบทความที่เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนโดยเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนาด้านการเขียน แต่ภายหลังถูกแย้งว่าแนนซีมีแรงจูงใจในการสังหารสามีของเธอ เพราะทั้งคู่ประสบปัญหาด้านการเงิน และแนนซีก็ได้รับเงินประกันก้อนโตหลังการเสียชีวิตของสามี

นาธาเนียล สติลวอเตอร์ ลูกติดของแดเนียลกล่าวถึงแนนซีว่า “คุณเลือกที่จะโกหก โกง ขโมย และฆ่าคนที่รักคุณมากที่สุด ผมขอยืมคำจากงานเขียนคุณหน่อยนะ คุณมันเป็นภรรยาที่เลือกมาผิดจริงๆ” นาธาเนียลใช้คำว่า the wrong wife โดยอ้างถึงผลงานเรื่อง The Wrong Husband ของแนนซี

Photo by Handout / Multnomah County Sheriff’s Office / AFP

จีนดึงเทคโนโลยีฟื้นโฉมใบหน้าผู้คนยุคโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685568

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 11:58 น.

จีนดึงเทคโนโลยีฟื้นโฉมใบหน้าผู้คนยุคโบราณ

เมื่อความทันสมัยพบกับความเก่าแก่ของอารยธรรมจีน ผู้เชี่ยวชาญจีนดึงเทคโนโลยีฟื้นโฉมใบหน้าผู้คนยุคโบราณ

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซีเป่ยในมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ประสบความสำเร็จในการฟื้นคืนลักษณะใบหน้าของผู้คนยุคจีนโบราณ โดยใช้เทคโนโลยีการสร้างกะโหลกและใบหน้าขึ้นมาใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้คณะนักวิจัยสามารถสร้างรูปลักษณ์ใบหน้าของหลี่ฉุย ผู้สืบเชื้อสายรุ่นที่ 5 ของหลี่ยวน จักรพรรดิผู้ทรงสถาปนาราชวงศ์ถัง (ปี 618-907) รวมถึงบุคคลอื่นๆ ในยุคราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

หลี่คัง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า “ผลงานของเราขึ้นอยู่กับแบบจำลองทางสถิติและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างรูปลักษณ์ใบหน้าของผู้คนยุคจีนโบราณขึ้นมาใหม่ โดยผลงานของเรามีความแม่นยำกว่ารูปลักษณ์ของผู้คนยุคโบราณที่รังสรรค์โดยประติมากรและศิลปิน เราหวังว่าจะสามารถผสมผสานความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล่าสุด เข้ากับการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้”

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

กลาโหมจีนเตือนสหรัฐ เลี่ยงทำผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์-ประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685559

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 10:57 น.

กลาโหมจีนเตือนสหรัฐ เลี่ยงทำผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์-ประวัติศาสตร์

เว่ยเฟิ่งเหอ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ระบุว่าการยืนกรานว่าจีนเป็นภัยคุกคาม ปฏิปักษ์ หรือแม้แต่ศัตรู จะเป็นความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์และความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์

เว่ยกล่าวสุนทรพจน์ ณ การประชุมด้านความมั่นคงประจำปี แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ครั้งที่ 19 ซึ่งจัดขึ้นที่สิงคโปร์ เมื่อวันอาทิตย์ (12 มิ.ย.)  ระบุว่าจีนคัดค้านการหยิบยกการแข่งขันมากำหนดความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อันมีเสถียรภาพมอบผลประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ ดังนั้น “การปะทะกันจึงไม่เป็นผลดีต่อจีนและสหรัฐฯ หรือนานาประเทศ”

เว่ยระบุว่าจีนเรียกร้องฝ่ายสหรัฐฯ ยุติการใส่ร้ายป้ายสีและสกัดกั้นจีน หยุดแทรกแซงกิจการภายในของจีน และเลิกทำร้ายผลประโยชน์ของจีน ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีจะไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ ยกเว้นฝ่ายสหรัฐฯ จะกระทำเช่นนั้น

ขณะเดียวกันเว่ยเสริมว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตนานัปการอย่างที่ไม่ค่อยพบเห็นในหน้าประวัติศาสตร์ และหนทางมุ่งสู่เบื้องหน้าคือการยึดมั่นและปฏิบัติตามลัทธิพหุภาคี รวมถึงสรรสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.75% หลังข้อมูลเงินเฟ้อส่งสัญญาณอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685555

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 10:31 น.

เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.75% หลังข้อมูลเงินเฟ้อส่งสัญญาณอันตราย

ข้อมูลเงินเฟ้อที่รุนแรงและมุมมองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดการเงินในวันจันทร์ เปิดประตูสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นเกินคาดถึง 0.75 จุด ในวันที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐประชุมกันในสัปดาห์นี้

สำนักข่าวรอยเตอร์ – การขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ควอเตอร์เป็นการเคลื่อนไหวที่เจ้าหน้าเฟดบอกปัดมาตลอดเมื่อมีการประชุมสองวันใกล้เข้ามาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตอนนี้พวกเขาอาจพร้อมที่จะนำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้แสดงความคืบหน้าในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับราคา จากการรายงานก่อนหน้านี้ของ Wall Street Journal มีความเป็นไปได้ที่จะมีความเคลื่อนไหวเซอร์ไพรส์จากเฟด

เจ้าหน้าที่เฟดไม่ได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะตั้งแต่เริ่มช่วง “หมดไฟ” ก่อนการประชุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน และก่อนหน้านั้นกล่าวว่า พวกเขาเอนเอียงไปทางขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยตรงครั้งที่สองในการประชุมนโยบาย 14-15 มิถุนายน

แต่แนวโน้มดังกล่าวมีเงื่อนไขตามที่ประธานเฟดเจอโรม พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า “สภาพเศรษฐกิจและการเงินมีการพัฒนาในวงกว้างตามความคาดหวัง … ความคาดหวังคือเราจะเริ่มเห็นอัตราเงินเฟ้อแบบที่ว่า คือ ราบเรียบ”

แต่มันไม่ได้เป็นไปแบบนั้น

ข้อมูลของกระทรวงแรงงานของเดือนพฤษภาคมที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคเร่งตัวขึ้นเป็น 8.6% แม้แต่มาตรวัดโดยอาศัย “ค่าเฉลี่ยที่ถูกตัดแต่ง” แล้วจากธนาคารกลางแห่งคลีฟแลนด์ที่เฟดใช้เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านราคามีวงกว้างและไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มสินค้าหรือบริการนอกกลุ่มที่ต้องจับตาซึ่งมีการขึ้นราคาสูงเป็นพิเศษ

ในขณะเดียวกัน ในวันศุกร์และวันจันทร์ มาตรวัดต่างๆ ของการคาดการณ์เงินเฟ้อได้เคลื่อนไปในทิศทางที่สวนทางกับเฟดที่กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการสูญเสียการควบคุมจิตวิทยาสาธารณะเกี่ยวกับแรงกดดันด้านราคา

ตลาดตลอดวันจันทร์ปรับราคาใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเทรดเดอร์ในสัญญาผูกติดอยู่กับอัตราเงินกองทุนของรัฐบาลกลาง เดิมพันกันไว้ในช่วงปลายวันจันทร์ว่าอาจจะมีการเพิ่มดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 3 ควอเตอร์ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1994

จะไม่มีการตัดสินใจจนกว่าจะปิดการประชุมในวันพุธ และหลังจากการอภิปรายเต็มรูปแบบเกี่ยวกับความเสี่ยงที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ และความเสี่ยงที่การขึ้นดอกเบี้ยขนาดนั้นอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟดเองภายหลัง หลังจากที่เฟดผูกมัดตัวเองกับการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย 0.50% ที่เฟดถือว่าเพียงพอแล้ว

ในอดีตเฟดเคยผลักดันการปรับราคาตลาดให้เหมาะสมกับความต้องการและใช้การเคลื่อนไหวของตลาดเป็นช่องทางเปิดในการปรับนโยบายของตนเอง

ในกรณีนี้ ข้อมูลที่เปลี่ยนแนวโน้มเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ของเฟดถูกห้ามโดยกฎภายในไม่ให้พูดในที่สาธารณะว่าข้อมูลดังกล่าวส่งผลต่อแนวโน้มของพวกเขาอย่างไร

รายงานของสื่อหลายฉบับตามรายงานเบื้องต้นใน Wall Street Journal ก็ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่เช่นกัน และส่งผลให้ตลาดเริ่มเคลื่อนไหว โดยมีนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงหลายคนของเฟด รวมถึงผู้ที่อยู่ในสถาบันอย่าง JP Morgan และ Goldman Sachs เข้าร่วมด้วย 

Krishna Guha รองประธาน ISI Evercore บอกว่า “จนกว่าเราจะเห็นการชี้แจงอย่างไม่เป็นทางการบางอย่าง เราต้องปฏิบัติต่อรายงาน (อัตราเงินเฟ้อ) ราวกับว่ามันเป็นข้อมูลที่แท้จริง” เขาเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.50% เท่านั้น แต่ “ดูเหมือนว่าเราคิดผิด และ 75 มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ในสัปดาห์นี้”

Photo – Tom Williams/Pool via REUTERS/File Photo

เมื่อมหาอำนาจขัดแย้ง คลังแสงนิวเคลียร์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่สงครามเย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685504

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 17:39 น.

เมื่อมหาอำนาจขัดแย้ง คลังแสงนิวเคลียร์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่สงครามเย็น

คลังแสงอาวุธนิวเคลียร์บนโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น นอกจากนี้ความเสี่ยงของการใช้อาวุธดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษด้วย

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. Reuters อ้างรายงานจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ว่าคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์บนโลกมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น นอกจากนี้ความเสี่ยงของการใช้อาวุธดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษด้วย

SIPRI กล่าวว่าจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกลดลงจาก 13,080 หัวในเดือนม.ค. 2021 มาเป็น 12,705 หัวเมื่อเดือนม.ค. 2022 โดยหัวรบประมาณ 3,732 หัวถูกนำไปใช้กับขีปนาวุธและเครื่องบิน ขณะที่ประมาณ 2,000 หัวอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมสูง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นของรัสเซียและสหรัฐ

แต่หลังจากที่รัสเซียเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา และตะวันตกก็ให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ยูเครน ได้เพิ่มความตึงเครียดให้แก่ 9 ประเทศที่ติดอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส อินเดีย อิสราเอล เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รัสเซีย สหรัฐ และสหราชอาณาจักร

วิลเฟร็ด วาน ผู้อำนวยการโครงการ Weapons of Mass Destruction ของ SIPRI กล่าวว่า ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดกำลังยกระดับคลังอาวุธของตน และหลายประเทศเริ่มยกระดับบทบาทของอาวุธนิวเคลียร์ในยุทธศาสตร์ทางการทหารแล้ว

The 9 nuclear-armed states— , , , , , , , and —together possessed an estimated 12 705 warheads at the start of 2022. This marked a decrease from an estimated 13 080 at the beginning of 2021.Read more in #SIPRIYearbook 2022 ?? https://t.co/9CNPQ5uHnT pic.twitter.com/8TruDnXSLG— SIPRI (@SIPRIorg) June 12, 2022

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเองก็ได้สั่งการให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศมีความตื่นตัวในระดับสูง ไม่นานหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ปูตินยังเตือนถึงผลที่จะเกิดขึ้น “อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์” สำหรับประเทศที่ขวางทางรัสเซีย

ทั้งนี้ รัสเซียเป็นประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหัวรบทั้งหมด 5,977 หัว ซึ่งมากกว่าสหรัฐประมาณ 550 หัว โดยทั้งสองประเทศมีหัวรบนิวเคลียร์คิดเป็นมากกว่า 90% ของทั้งโลก แม้ว่าจีนจะกำลังยกระดับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตน

ด้าน คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ลั่นวาจาว่าเกาหลีเหนือจะเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีที่น่าเกรงขามต่อไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมอันตรายของสงครามนิวเคลียร์

ขณะที่ คิม ยอ-จอง น้องสาวของคิม จอง-อึน กล่าวว่าเกาหลีเหนือพร้อมที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มกองทัพเกาหลีใต้หากถูกโจมตีก่อน “ในกรณีที่เกาหลีใต้เลือกที่จะเผชิญหน้าทางทหารกับเรา กองกำลังนิวเคลียร์ของเราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

สเตฟาน เลิฟเวียน ประธานกรรมการบริหาร SIPRI และอดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดนกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจของโลกได้เสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่มนุษยชาติและโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยอาศัยความร่วมมือในระดับประชาคมโลกเท่านั้น”

Photo by KCNA/via REUTERS

Bitcoin ร่วงหลุด 25,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685518

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 16:50 น.

Bitcoin ร่วงหลุด 25,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

ตลาดคริปโตดิ่งหนัก Bitcoin ร่วงต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

ในวันนี้ (13 มิ.ย.) Bitcoin ร่วงทะลุ 25,000 เหรียญสหรัฐสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน ท่ามกลางการเทขายอย่างต่อเนื่อวจากนักลงทุนที่หลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง ในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.75% หลังอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี

ประกอบกับภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 เดือน และการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีน

ขณะที่ธนาคารโลกเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยหลายประเทศมีแนวโน้มที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลอดจนเตือนถึงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อพุ่ง (Stagflation) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1970

โดยในขณะนี้ราคาของ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกร่วงลงประมาณ 9% อยู่ที่ 24,073 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือน นับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2020

ด้าน Ethereum คริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่เป็นอันดับสองร่วงลงกว่า 12% สู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.พ. 2021 โดยขณะนี้อยู่ที่ 1,251 เหรียญสหรัฐ ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ก็ลดลงเช่นกัน

แอนโทนี เทรนเชฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง Nexo แพลตฟอร์มด้านคริปโตเคอร์เรนซีมองว่าหาก Ethereum ยังร่วงสู่ระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ ก็มีแนวโน้มว่า altcoins อื่นๆ จะแย่ลงไปด้วย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเงินเยนอ่อนค่าไม่หยุด และดิ่งที่สุดในรอบ 24 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685505

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 14:51 น.

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเงินเยนอ่อนค่าไม่หยุด และดิ่งที่สุดในรอบ 24 ปี

ผลที่ตามมาของการลดลงของค่าเงินเยนสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปีคืออะไร อ่านได้จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เงินเยนของญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ร่วงลงสู่ระดับเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุดเมื่อต้นปี 2541 หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วร่วงลงถึงระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี 

การเคลื่อนไหวที่หนักหน่วงของเงินเยนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศเนื่องจากราคานำเข้าสินค้าที่ใช้เงินเยนซื้อมานั้นพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ทุกปี ทำให้เกิดแรงกดดันต่องบดุลครัวเรือน

เมื่อวันศุกร์ ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้งนักว่าพวกเขาอาจเข้าแทรกแซงหากค่าเงินยังอ่อนแออยู่

จนถึงตอนนี้ ผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงยังมีเพียงเล็กน้อยสำหรับตลาดการเงินในวงกว้าง แต่นั่นอาจเปลี่ยนแปลงได้หากการเทขายออกเร็วขึ้น

ด้านล่างนี้คือคำถามสำคัญเกี่ยวกับความหมายของค่าเงินเยนที่มีต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและตลาดต่างประเทศ:

ทำไมเงินเยนถึงอ่อนค่า?

เยน ซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกขณะนี้อยู่ใกล้ 134 ต่อดอลลาร์หลังจากเริ่มปี 2565 ที่ 115 โดยที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 16% จนถึงปีนี้ เงินเยนอยู่ในทิศทางที่ลดลงประจำปีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556

จุดอ่อนส่วนใหญ่เกิดจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศญี่ปุ่นและที่อื่นๆ

ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของโลกซึ่งนำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจังเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (BOJ) กลับเพิ่มนโยบายผ่อนปรนของตน

ช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีกับอัตราผลตอบแทนในสหรัฐฯ อยู่ที่ 279 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง ขณะที่ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเยอรมันอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี

เจ้าหน้าที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือไม่?

พวกเขาพูดอย่างแน่นอนว่าพวกเขาอาจทำเช่นนั้น

เมื่อวันศุกร์ รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางกล่าวว่าพวกเขากังวลกับการร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นคำเตือนที่หนักแน่นที่สุดที่ถือเป็นส่งสัญญาณว่าทางการจะเข้าแทรกแซงได้

หลังจากการส่งซิก เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่าการแทรกแซงที่แท้จริงน่าจะเป็นไปได้

เมื่อพิจารณาจากการพึ่งพาการส่งออกของเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมการขึ้นค่าเงินเยนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้แนวทางปฏิบัติต่อค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ซึ่งยากกว่าเพราะการซื้อเงินเยนทำให้ญี่ปุ่นต้องดึงทุนสำรองต่างประเทศจำนวนจำกัดมาใช้

ครั้งสุดท้ายที่ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงเพื่อสนับสนุนสกุลเงินของตนคือปี 2541 เมื่อวิกฤตการเงินในเอเชียทำให้เกิดเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วจากภูมิภาคนี้ ก่อนหน้านั้น ทางการเข้าแทรกแซงเพื่อตอบโต้เงินเยนที่ร่วงลงในปี 2534-2535

การแทรกแซงของสกุลเงินมีค่าใช้จ่ายสูงและอาจล้มเหลวได้ง่ายเนื่องจากความยากลำบากในการแทรกแซงค่าเงินเยนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลก

สิ่งที่สามารถหยุดการ่อนค่าได้คือ?

แนวโน้มการเติบโตที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเปิดพรมแดนอีกครั้งหลังเกิดโควิด-19 และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจเปลี่ยนจุดยืนของ BOJ

ราคาผู้บริโภคหลักของญี่ปุ่นในเดือนเมษายนสูงกว่าปีก่อนหน้า 2.1% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของ BOJ กำหนดไว้เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี

Francesca Fornasari หัวหน้าฝ่ายโซลูชั่นสกุลเงินของ Insight Investments กล่าวว่า “การอ่อนค่าของเงินเยนอาจหยุดลงได้หาก BOJ เปลี่ยนแนวทางและเปลี่ยนท่าทีเป็นสายเหยี่ยว (กระชับนโยบายการเงิน) 

สัญญาณใดๆ ที่ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยนอกประเทศญี่ปุ่นกำลังพุ่งสูงขึ้นอาจกระตุ้นให้มีการบรรเทาการแข็งค่า ซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่าจะระดับสูงสุดที่ 3.5% ในช่วงกลางปี ??2023 ตามข้อมูลของตลาดฟิวเจอร์ส

เงินเยนที่อ่อนลงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่?

เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีน และกำลังแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปีเมื่อเทียบกับเงินวอนของเกาหลีและดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งน่าจะช่วยบรรเทาการขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นได้

บางคนเช่น John Vail หัวหน้านักยุทธศาสตร์ระดับโลกของ Nikko Asset Management กล่าวว่าความอ่อนแอของค่าเงินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะแหล่งที่ปลอดภัยของการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

การอ่อนค่าของเงินเยนยังช่วยกระตุ้นความน่าดึงดูดใจของตลาดหุ้นในหมู่นักลงทุนต่างชาติที่มองว่าค่าเงินเยนต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา หุ้นญี่ปุ่นมีผลงานเหนือกว่าคู่แข่งในปี 2565 แม้ว่าจะยังคงลดลงเนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกทิ้งสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

มันมีความหมายอย่างไรสำหรับตลาด FX?

เงินเยนเป็นสกุลเงินทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ทำการค้าขาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เช่น เยน เพื่อลงทุนในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ดอลลาร์สหรัฐหรือดอลลาร์แคนาดา

กลยุทธ์การยืมเงินในสกุลเงินเยนและการลงทุนในตะกร้าในระดับที่เท่ากันของดอลลาร์สหรัฐ ออสเตรเลีย และแคนาดาจะให้ผลตอบแทน 13% ในปี 2565 ตามข้อมูลของ Refinitiv

แต่ความเร็วของค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงและคำถามเกี่ยวกับการแทรกแซงของผู้กำหนดนโยบายทำให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเดิมพันระยะสั้นกับค่าเงินเยนที่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ความผันผวนและความอ่อนแอเพิ่มเติมอาจบ่อนทำลายความน่าดึงดูใจของเงินเยนในฐานะสกุลเงินที่ใช้เป็นเงินลงทุนในตลาดอัตราแลกเปบี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Funding Currency)

แล้วนักลงทุนในประเทศล่ะ?

ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นขยับลำบาก

อัตราผลตอบแทนสูงและเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้พันธบัตรต่างประเทศน่าสนใจยิ่งขึ้น แต่นั่นก็หมายความว่าค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกำลังสูงขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นนักลงทุนชาวญี่ปุ่นจึงมักจะสามารถจับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้หากพวกเขาซื้อพันธบัตรต่างประเทศโดยไม่ป้องกันความเสี่ยง

แต่ด้วยค่าเงินเยนที่ตกต่ำเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนที่จะเผชิญกับความเสี่ยงจากค่าเงินดังกล่าว เช่น เงินเยนที่แข็งค่าขึ้น แม้แต่การเลื่อนกลับไปที่ 115-120 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อ 4 เดือนที่แล้วก็ยังจะกลืนกินผลตอบแทนที่ที่สั่งสมไว้หลายปีก่อนหน้านั้น

Source – Explainer: What are the consequences of the yen’s fall to a 20 (24)-year low?

Photo- REUTERS/Issei Kato

ปูตินเชื่อมั่นตะวันตกยังขาดพลังงานจากรัสเซียไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685490

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 13:15 น.

ปูตินเชื่อมั่นตะวันตกยังขาดพลังงานจากรัสเซียไม่ได้

ผู้นำรัสเซียชี้การแบนจากตะวันตกทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลง ราคาสูงขึ้น รัสเซียก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นด้วย

สำนักข่าว Interfax ของรัสเซียรายงานว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวระหว่างการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ The St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ชาติตะวันตกยังไม่สามารถตัดขาดน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบได้ในอนาคตอันใกล้นี้

“ในแง่ของการปฏิเสธแหล่งพลังงานของเรา ไม่น่าจะเป็นไปได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น ดังนั้นจะไม่มีใครเทคอนกรีตทับบ่อน้ำมันของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น” ปูตินกล่าว

“ในกรณีสุดโต่งเช่นนี้ สิ่งนี้นำไปสู่อะไร? อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลง ราคาก็สูงขึ้น กำไรของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้น”

BBC รายงานว่าปัจจุบันสหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซจากรัสเซียประมาณ 40% ของการใช้งานทั้งหมดในภูมิภาค ขณะที่สหภาพยุโรปให้คำมั่นที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซียลง 90% ให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่ยังไม่ได้ให้คำมั่นใดๆ เกี่ยวกับการลดการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย

ด้านสหรัฐสั่งห้ามนำเข้าสินค้าด้านพลังงานของรัสเซียทั้งหมด เพื่อเป็นการตอบโต้ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทว่า การที่ราคาน้ำมันและก๊าซทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น หมายความว่าผลกำไรของรัสเซียอาจเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าอุปทานโดยรวมจะลดลงก็ตาม

คำพูดของปูตินสะท้อนถึงคำพูดของอามอส โฮชสไตน์ ทูตพิเศษด้านความมั่นคงทางพลังงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่กล่าวกับสภาคองเกรส โดยยอมรับว่าในขณะนี้รัสเซียอาจได้กำไรจากการขายน้ำมันดิบและก๊าซมากกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามในยูเครนเสียอีก ขณะที่ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลกระทบมาจากการที่ตะวันตกแบนการนำเข้าจากรัสเซีย

ขณะที่สหรัฐและสหภาพยุโรปเห็นชอบที่จะลดการพึ่งพาพลังงานของรัสเซีย และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรที่ทวีความรุนแรงขึ้นเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน ความเคลื่อนไหวเหล่านั้นกระตุ้นให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่วนรัสเซียขายให้แก่ประเทศอื่นๆ ในราคาถูก รวมถึงผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ในจีนและอินเดีย

Financial Times รายงานว่าการขนส่งน้ำมันดิบได้ไหลเข้าสู่เอเชียมากขึ้นในขณะที่ตะวันตกหลีกเลี่ยงการนำเข้าจากรัสเซียเพื่อเป็นการตอบโต้การรุกรานยูเครน รวมถึงอินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้น หลังจากที่ยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย

Photo by Sputnik/Mikhail Metzel/Kremlin via REUTERS

เส้นทางสู่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ ‘ธงชัย ใจดี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685484

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 12:10 น.

เส้นทางสู่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ 'ธงชัย ใจดี'

สื่อนอกรายงานชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ ‘โปรช้าง’ ที่คว้าแชมป์ PGA Tour Champions

1. การแข่งขัน PGA Tour Champions รายการ American Family Insurance Championship จัดขึ้นที่สนาม University Ridge Golf Course แบบพาร์ 72 ระยะ 7,083 หลา เมืองแมดิสัน รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการชิงเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 83 ล้านบาท

2. วันนี้ (13 มิ.ย.) ธงชัย ใจดี หรือ “โปรช้าง” กลายเป็นนักกอล์ฟไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ PGA Tour Champions ด้วยสกอร์รอบสุดท้าย 4 อันเดอร์พาร์ 68 ได้สกอร์รวม 14 อันเดอร์พาร์ 202 พร้อมคว้าเงินรางวัล 3.6 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 12 ล้านบาท

3. ในการแข่งขันวันสุดท้ายธงชัยเก็บเพิ่มได้ 4 อันเดอร์พาร์ หลังเก็บไป 3 อันเดอร์พาร์ในรอบแรก และ 7 อันเดอร์พาร์ในรอบสอง ทำให้เฉือนชนะทอม เพอร์นิซ จูเนียร์ โปรชาวอเมริกันไป 1 สโตรก

4. โปรช้าง ตำนานนักกอล์ฟไทยจากจังหวัดลพบุรี วัย 52 ปีรายนี้ เผยว่า “นี่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผม…ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้ลงแข่งทัวร์นาเมนต์ที่ยอดเยี่ยม ผมพลาดในหลุมที่ 16 ตีเข้าต้นไม้และทำลูกหายจนได้โบกี้ แต่ผมพยายามทำตามแผนและพัตต์ลงในหลุมที่ 17 จนสามารถเปลี่ยนเกมได้”

“ผมมั่นใจในเกมพัตต์ของผม นี่คือสิ่งที่ช่วยให้ผมคว้าแชมป์ในสัปดาห์นี้”

เส้นทางสู่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ 'ธงชัย ใจดี'

5. ธงชัยเริ่มเล่นกอล์ฟเมื่อปี 2525 ขณะมีอายุได้ 16 ปี และได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมชาติไทยในอีก 5 ปีต่อมา โดยได้ศึกษาวิธีการเล่นกอล์ฟ จาก นายเคร็ก วิทนี่ย์ โค้ชจาก PGA Tour และได้พัฒนาประสบการณ์ในการเล่นกอล์ฟ โดยเข้าแข่งขันร่วมกับนักกอล์ฟระดับโลก

6. ในปี 2547 โปรช้างเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ รายการยูโรเปี้ยน พีจีเอ ทัวร์ คาร์ลสเบอร์ก มาเลเชียน โอเพ่น ณ สนาม เซาท์ จาน่า กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ ซึ่งสามารถป้องกันแชมป์ได้อีกครั้ง ในปี 2548 ต่อมา ในวันที่ 12 ส.ค. ปีเดียวกัน ก็เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงแข่งขันรายการ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ที่สนาม วิสลิง สเตรทส์

7. ในวันที่ 15 ก.ค. 2548 ยังเป็นคนไทยคนแรก ที่ผ่านรอบตัดตัวรายการ บริติช โอเพ่น ที่สนาม เซนต์ แอนดรูว์ส ประเทศสกอตแลนด์ และในวันที่ 17 ธ.ค. เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ในเอเชียนทัวร์อย่างน้อย 1 รายการทุกฤดูกาล

8. สำหรับรายการ PGA Tour Champions ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2480 เดิมมีชื่อว่า Senior PGA Tour โดยเป็นรายการสำหรับนักกอล์ฟอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Champions Tour ในปี 2545 และเปลี่ยนมาเป็น PGA Tour Champions ในปี 2558 จนถึงปัจจุบัน

Photo by Patrick McDermott/Getty Images/AFP