ต่างกันสุดขั้ว ญี่ปุ่นเดินหน้าจัดอีเวนต์ใหญ่ไม่จำกัดคน แต่จีนสั่งยกเลิกทั้งหมด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668054

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 17:30 น.ต่างกันสุดขั้ว ญี่ปุ่นเดินหน้าจัดอีเวนต์ใหญ่ไม่จำกัดคน แต่จีนสั่งยกเลิกทั้งหมดมาตรการรับมือโควิด-19 ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างจีนและญี่ปุ่น

วันนี้ (12 พ.ย.) สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเผยแผนการที่จะยกเลิกการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมขนาดใหญ่ และอนุญาตให้สถานที่จัดงานรองรับผู้เข้าร่วมได้เต็มอัตรา แม้จะอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินโควิด-19 โดยใช้หลักฐานการฉีดวัคซีนหรือผลตรวจเชื้อเป็นลบเพื่อเข้าร่วมงาน

ภายใต้มาตรการปัจจุบัน การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมขนาดใหญ่ อาทิ มหกรรมกีฬา และคอนเสิร์ต มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมไว้ที่ 5,000 คน หรือ 50% ของความจุสถานที่

แต่ทางการญี่ปุ่นวางแผนที่จะยกเลิกจำกัดจำนวนคน หลังจากที่ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่และผู้ป่วยอาการหนักในญี่ปุ่นลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมามีรายงานผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ 207 คน และผู้เสียชีวิต 4 คน

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังเผยว่าผู้ที่มีหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือผลตรวจเชื้อเป็นลบสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้แม้อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการขอความร่วมมือให้ประชาชนงดออกจากบ้านหากไม่จำเป็น

ทั้งนี้ รัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งเกี่ยวกับการปรับแนวทางปฏิบัติเพื่อควบคุมโรค หลังจากที่ได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าอาจเป็นวันที่ 19 พ.ย. ที่จะถึงนี้

ในขณะเดียวกัน บลูมเบิร์กรายงานว่าจีนกำลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดในรอบ 17 เดือน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าญี่ปุ่น แต่รัฐบาลขอให้งดจัดกิจกรรมทั้งหมด หรือเปลี่ยนไปจัดกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์แทน รวมถึงการประชุมในบริษัทด้วยเพื่อลดปฏิสัมพันธ์ในที่สาธารณะให้ได้มากที่สุด

โดยรัฐบาลจีนมุ่งที่จะกำจัดโควิด-19 ในประเทศ ขณะที่สายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา และกระจายไปทั่ว 21 มณฑล ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อกว่า 1,000 คน ซึ่งนับเป็นการแพร่ระบาดวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น

ขณะที่กรุงปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อ 45 คนสำหรับการแพร่ระบาดระลอกล่าสุด ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว และมีแนวโน้มว่าผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่งผลให้ทางการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวด รวมถึงการล็อกดาวน์และสั่งปิดศูนย์การค้า

Photo by REUTERS/Issei Kato

ไทยติดท็อป 5 ประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668030

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.ไทยติดท็อป 5 ประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลกไทยร่วมติดโผ “ประเทศที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลก” ในสายตาบรรดาชาวเน็ตทั่วโลก

Rough Guides บริษัทหนังสือคู่มือการเดินทางท่องเที่ยวระดับโลกจากสหราชอาณาจักรได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ติดตามบนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก เพื่อค้นหา “ประเทศที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลก” ในความคิดของบรรดาชาวเน็ต โดย 10 ประเทศแรกที่ถูกโหวตมากที่สุดมีไทยร่วมติดโผด้วย

อันดับ 10: ศรีลังกา

ศรีลังกาคว้าอันดับที่ 10 ในการสำรวจความคิดเห็นบรรดาผู้ติดตาม Rough Guides โดยพวกเขาให้เหตุผลว่าประทับใจการต้อนรับของชาวศรีลังกา และยังเป็นประเทศที่มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในส่วนของวิวทิวทัศน์และสถานที่ท่องเที่ยวก็สวยงามเช่นกัน

อันดับ 9: สกอตแลนด์

สกอตแลนด์ได้รับคะแนนโหวตจำนวนมากจากทั้งทวิตเตอร์และเว็บไซต์ Rough Guides ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เคยเยือนสกอตแลนด์ต่างประทับใจความเป็นมิตรของชาวสกอตแลนด์ในชนบท

อันดับ 8: ฟิจิ

หนึ่งในผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่าเขาเคยเดินทางท่องเที่ยวในหลายประเทศ แต่ประทับใจชาวฟิจิมากที่สุด แม้จะอยู่ในประเทศเล็กๆ แต่พวกเขามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่

อันดับ 7: อินโดนีเซีย

ผู้ตอบแบบสำรวจยืนยันว่าอินโดนีเซียเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและให้การต้อนรับเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย

อันดับ 6: เมียนมา

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเมียนมาจะเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง แต่ในแง่ของความเป็นมิตรของชาวเมียนมานั้น ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @Zoetipler ยืนยันว่าพวกเขาใจกว้างและอัธยาศัยดีมาก

อันดับ 5: ไทย

เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุก โดยหนึ่งในผู้ตอบแบบสำรวจ @halcyonnicole กล่าวบนทวิตเตอร์ว่าเขาพบเห็น 2 ข้างทางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เรื่องความเป็นมิตรไม่มีที่ไหนสู้ได้เพราะนี่คือสยามเมืองยิ้ม (Land of Smiles)

อันดับ 4: เนปาล

ชนชาติเนปาลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่โดดเด่นและพูดภาษาต่างๆ ได้มากมาย นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่น่าประทับใจในสายตานักท่องเที่ยวคือความเป็นมิตรของชาวเนปาล

อันดับ 3: ลาว

ผู้ติดตามของ Rough Guides โหวตให้ลาวเป็นประเทศที่เป็นมิตรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 หนึ่งในนั้นคือ @achapcalljay ซึ่งกล่าวบนทวิตเตอร์ว่า ความเป็นมิตรดูเหมือนจะเป็นวิถีชีวิตของคนลาวไปแล้ว ในระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่เขาไปเที่ยวที่นั่นเขาไม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอะไรเลย

อันดับ 2: ฟิลิปปินส์

Rough Guides ระบุว่าฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มักถูกมองข้ามจากนักท่องเที่ยว แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่เคยได้เยือนฟิลิปปินส์มาแล้วนั้นต่างประทับใจความเป็นมิตรและความสนุกสนานของชาวฟิลิปปินส์

อันดับ 1: กัมพูชา

ประเทศที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุดจนคว้าอันดับ 1 ประเทศที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลกคือกัมพูชา โดยบรรดานักท่องเที่ยวรวมถึง @AndreaLeber กล่าวว่าชาวกัมพูชาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและนั่นทำให้นักท่องเที่ยวต่างประทับใจ

AFP PHOTO / ROSLAN RAHMAN

ผู้เชี่ยวชาญจีนวิจารณ์กลยุทธ์ปลอดโควิดได้ไม่คุ้มเสีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668011

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ผู้เชี่ยวชาญจีนวิจารณ์กลยุทธ์ปลอดโควิดได้ไม่คุ้มเสียจีนยังคงพยายามกำจัดโควิด-19 ให้หมดไป ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ

Bloomberg รายงานว่ากวน อี้ นักไวรัสวิทยาชื่อดังชาวจีนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลยุทธ์ในการจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของทางการจีนที่ต้องการกำจัดไวรัสให้หมดไป พร้อมเตือนว่าเศรษฐกิจของประเทศเสี่ยงต่อการล่มสลายหากรัฐบาลยังคงกลยุทธ์กำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์

“เราไม่มีโอกาสเลยถ้ายังคงพยายามกำจัดโควิด-19 ไวรัสจะไม่มีทางหายไปเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ นี่คือความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ” กวนกล่าว

ทั้งนี้ จีนใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดหลังจากที่เชื้อแพร่กระจายไปในหลายมณฑล เป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปี 2019 จึงยังคงใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดชายแดน และมาตรการกักตัวที่เข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนนับล้านอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์และกฎการเดินทางภายในประเทศที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเครื่องบินและรถไฟจำนวนมากถูกยกเลิก

ในการให้สัมภาษณ์กับ Phoenix Satellite TV ในฮ่องกง กวนกล่าวว่าในทางกลับกันสิ่งที่ทางการควรให้ความสำคัญคือประสิทธิภาพของวัคซีน และต้องประเมินว่าโครงการฉีดวัคซีนจำนวนมากสามารถป้องกันประชากรได้มากเพียงใด

ขณะที่ทางการจีนระดมตรวจหาเชื้อประชากรจำนวนมาก กวนชี้ว่าควรมีการตรวจแอนติบอดีด้วยเพราะทุกคนควรทราบว่าตนมีภูมิต้านทานมากหรือน้อยเพียงใด

เช่นเดียวกับห่าว โจว นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Commerzbank ซึ่งกล่าวว่าหากจีนยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ปลอดโควิดจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ

โดย CNBC รายงานว่ากลยุทธ์ปลอดโควิด-19 ของจีนมักมีการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดแม้ว่าจะพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่เพียงไม่กี่เคสก็ตาม ขณะที่หลายประเทศในเอเชียค่อยๆ ละทิ้งกลยุทธ์นี้ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนมองว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคด้วยมาตรการที่เข้มงวดเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเปิดพรมแดนและผ่อนปรนมาตรการเพื่ออยู่ร่วมกับโควิด-19

โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวก่อนหน้านี้ว่าจีนจะยังคงมาตรการที่เข้มงวดต่อไปจนถึงอย่างน้อยตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริเวณชายแดน

นอกจากนี้จะเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้ประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ตลอดจนระดมฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 สำหรับผู้ใหญ่ทั่วประเทศ หลังจากที่ประชากรราว 80% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ด้านจงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นที่ปรึกษาการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้รัฐบาลเผยกับสำนักข่าว CGTN ของจีนว่า มั่นใจว่าจีนจะควบคุมการแพร่ระบาดได้ในเวลาไม่กี่เดือน และยังกล่าวถึงมาตรการกำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ว่า แม้ว่ามาตรการจำเป็นในการควบคุมไวรัสจะมีราคาที่ต้องจ่ายสูง แต่การเปิดประเทศและปล่อยให้เชื้อแพร่กระจายออกไปจะมีราคาสูงยิ่งกว่า

ทั้งนี้ หลายประเทศเลิกพยายามกำจัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศให้เป็นศูนย์แล้ว หลังจากที่เกิดการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่มีศักยภาพในการแพร่ระบาดสูงซึ่งยากต่อการควบคุม และหันไปใช้กลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19 แทนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้

Photo by AFP / China OUT

ที่แรกของโลก! อิสราเอลซ้อมรบสงครามโควิดสายพันธุ์ ‘โอเมกา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668000

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.ที่แรกของโลก! อิสราเอลซ้อมรบสงครามโควิดสายพันธุ์ 'โอเมกา'รัฐบาลอิสราเอลซ้อมใหญ่รับมือโควิด-19 กลายพันธุ์ใหม่ในอนาคต

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดี (11 พ.ย.) อิสราเอลเริ่มต้นการฝึกซ้อมระดับชาติเพื่อทดสอบความพร้อมของประเทศในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจระบาดในอนาคต และอาจมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ปัจจุบัน

นาฟตาลี เบนเน็ตต์ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้จัดการฝึกซ้อมโอเมกา (Omega Drill) ที่ศูนย์การจัดการแห่งชาติในกรุงเยรูซาเลม พร้อมด้วยอำนวยการทั่วไปจากกระทรวงของรัฐบาล ตัวแทนหน่วยงานสุขภาพและเหตุฉุกเฉินระดับมืออาชีพ ผู้จัดการโครงการโรคโควิด-19 ระดับชาติ ผู้อำนวยการบริการสาธารณสุข ประธานรัฐสภา คณะกรรมการด้านกฎหมายและความยุติธรรม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และกองทัพอิสราเอลเข้าร่วมด้วยการฝึกซ้อมด้วย

โดยสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเผยว่าการฝึกซ้อมครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายทดสอบขีดความสามารถของหน่วยงานรัฐ ระบบฉุกเฉินระดับชาติ รวมถึงระบบสาธารณสุขในการรับมือการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์โอเมกาในอิสราเอล เพียงแต่เป็นการสมมติขึ้นเพื่อจำลองการแพร่ระบาด และเพื่อฝึกซ้อมและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่อาจเกิดขึ้น

เบนเน็ตต์กล่าวว่ารัฐบาลอิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ โดยภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดคือสิ่งที่เรายังไม่รู้ ดังนั้นอิสราเอลจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับการแพร่ระบาดครั้งต่อไป ซึ่งจะไม่เหมือนกับการแพร่ระบาดครั้งที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อิสราเอลเป็นประเทศแรกที่เริ่มโครงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือบูสเตอร์ โดยขณะนี้มีผู้ได้รับวัคซีนบูสเตอร์แล้วมากกว่า 3.9 ล้านคน ขณะที่ประชากรประมาณ 80% จากทั้งหมด 9 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

โดยขณะนี้อิสราเอลพบผู้ติดเชื้อลดลงเหลือวันละหลักร้อยคน หลังจากที่ผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุหลักหมื่นต่อวันเมื่อช่วงปลายเดือนส.ค. ถึงต้นเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

Photo by MENAHEM KAHANA / AFP

Disney เตรียมโลดแล่นบนโลกเสมือนใบใหม่ Metaverse #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667990

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 11:15 น.Disney เตรียมโลดแล่นบนโลกเสมือนใบใหม่ MetaverseDisney บริษัทล่าสุดที่ประกาศร่วมวง Metaverse โลกเสมือนใบใหม่แห่งอนาคต

Reuters รายงานว่าบ็อบ ชาเพ็ค (Bob Chapek) ซีอีโอบริษัท Walt Disney เปิดเผยต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่าบริษัทเตรียมที่จะโลดแล่นสู่เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Metaverse) ในอนาคตอันใกล้นี้

ชาเพ็คกล่าวว่าเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Disney ที่เคยสร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่โลกใบนี้เมื่อเกือบร้อยปีก่อนด้วย Steamboat Willie การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องแรกของโลกที่มีการซิงโครไนซ์เสียง

นอกจากนี้ ชาพ็คได้ให้สัมภาษณ์ต่อ CNBC โดยระบุว่าในอนาคตแพลตฟอร์มสตรีมมิง Disney+ อาจมีบริการคอนเทนต์ 3 มิติ

ในปีที่แล้วทิลัก แมนดาดี (Tilak Mandadi) อดีตรองประธานบริหารฝ่ายดิจิทัลของ Disney เคยกล่าวถึงการสร้างสวนสนุก Metaverse โดยใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ VR อื่นๆ เพื่อเชื่อมต่อโลกแห่งความเป็นจริงและโลกดิจิทัล

ท่ามกลางการจับตามองว่าต่อจากนี้ไป Disney จะเข้ามาโลดแล่นบนเส้นทาง Metaverse อย่างไร

ทั้งนี้ Metaverse เป็นแนวคิดแห่งอนาคตโดยใช้ VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) เพื่อให้ผู้ใช้ได้พบปะและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันภายในจักรวาลเสมือนจริง แม้ว่าตัวของเราจะอยู่ที่บ้านก็ตาม

เทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้กำลังเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก และนับว่าเป็นจุดหมายปลายทางหลักของหลายบริษัทในปัจจุบัน หลังจากที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของ Facebook ประกาศว่าบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี Metaverse ทั้งยังรีแบรนด์และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta เมื่อเร็วๆ นี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมียักษ์ใหญ่อีกหลายรายที่กำลังเดินทางสู่เส้นทางเทคโนโลยีโลกเหมือนจริงรวมถึง Apple, Google, Amazon, Epic Games, Roblox, Fortnite, Niantic และ Microsoft

ยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่นนี้แล้ว ทำให้แนวคิด Metaverse เป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะมันตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในตอนนี้ที่ต้องกักตัว ทำงานอยู่กับบ้าน หรือถูกจำกัดการเดินทางเพราะโควิด-19

Photo by VALERIE MACON / AFP

อาลัย ดร. หลี่ หยิง-หยวน ผอ. ใหญ่สำนักงานฯ ไทเปประจำประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667978

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 09:30 น.อาลัย ดร. หลี่ หยิง-หยวน ผอ. ใหญ่สำนักงานฯ ไทเปประจำประเทศไทยดร. หลี่ หยิง หยวน ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ดร. เคยให้สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟเรื่องทิศทางไทย ไต้หวัน และโลกกับโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ดร. หลี่ หยิง หยวน (Lee Ying-yuan) ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้เสียชีวิตลงแล้ว

ดร. หลี่ หยิง หยวน เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2496 สำเร็จการศึกษาด้านสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านนโยบายสุขภาพจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนที่จะรับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขในปี 2531 จากมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนาที่แชปเพิลฮิลล์

เริ่มทำงานการเมืองโดยได้รับเลือกเข้าสู่สภานิติบัญญัติหยวนในปี 2538 และลาออกจากตำแหน่งในปี 2543

ในปี 2548 ดร. หลี่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจนถึงปี 2550 นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะผู้บริหารสภาหยวนของพรรคประชาธิปัตย์ก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน และได้รับเลือกเข้าสู่สภานิติบัญญัติหยวนในปี 2555

ดร. หลี่ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA ) ในปี 2559 และลาออกจาก EPA ในปี 2561 และต่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2564 

ดร. หลี่ มีวาระในประเทศไทยเพียง 1 ปี ก็ต้องกลับไปรักษาตัวที่ไต้หวัน จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 อายุ 68 ปี ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน

แม้ว่าจะมีวาระการดำรงตำแนห่งในไทยเพียง 1 ปี แต่ ดร. หลี่ รับหน้าที่ในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งของการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในไทยและไต้หวัน รวมถึงสถานการณ์การเมืองโลกที่เริ่มคุกรุ่นขึ้น โดยเมื่อแรกเข้ารับตำแหน่ง ดร. หลี่ได้ให้โอกาสโพสต์ทูเดย์ทำการสัมภาษณ์ถึงทิศทางความร่วมมือและการเมืองของเอเชียโดยรวม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบกับจีน

รวบอำนาจ รื้อประวัติศาสตร์ เขียนตำนานใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667962

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 21:23 น.รวบอำนาจ รื้อประวัติศาสตร์ เขียนตำนานใหม่“ยุคสมัยแห่งสีจิ้นผิง” ผงาดเทียบชั้นเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง ในการประชุมครั้งสำคัญที่กำหนดอนาคตของจีน

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์คนทั่วไปอาจรู้สึกว่าน่าเบื่อ แต่กับคนจีนแล้วมันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะมันสามารถชี้นำอนาคตได้

โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่อิงกับสิ่งที่เรียกว่า “วัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์” คือการทำความเข้าใจพัฒนาการทางสังคมผ่านประวัติศาสตร์การพัฒนาทางวัตถุหรือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น การผูกขาดทุนการผลิตและแรง เมื่อเข้าใจกลไกทางประวัติศาสตร์ของสิ่งเหล่านี้แล้ว ชนชั้นผู้ถูกเอาเปรียบก็จะสามารถปลดแอกจากการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจได้

ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมใหม่ ผูกขาดอำนาจการเมือง และบงการมติมหาชน โดยที่พรรคคอมมิวนิสต์มี “พันธกิจทางประวัติศาสตร์” เพื่อทำสิ่งนั้น

แต่ในขณะที่พรรคฯ ใช้ประวัติศาสตร์สร้างสังคมใหม่ พรรคก็ต้องปรับปรุงตัวเองด้วยการวิจารณ์สมาชิกในพรรค วิจารณ์ตนเอง เพื่อดูว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพรรคทำผิดหรือพลาดอะไรไปบ้าง อุดมการณ์ยังถูกต้องหรือไม่ หรือออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว นี่เรียกว่า “การปรับให้ถูกต้อง” (เจิ่งเฟิง) 

การเป็นใหญ่เป็นโตของคนในพรรคและทิศทางของประเทศก็ขึ้นกับ “พันธกิจทางประวัติศาสตร์” นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือเล็กๆ เลย ขณะที่คนภายนอกจีนคิดว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย จีน (คอมมิวนิสต์) คิดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องใหญ่แบบนี้

การประชุมครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการกลางของพรรคคคอมมิวนิสต์จีน (ลิ่วจงเฉวียนฮุ่ย) ชุดที่ 19 ประจวบเหมาะกับที่พรรคคอมมิวนิสต์ก่อตั้งครบ 100 ปีพอดีซึ่งจัดเฉลิมฉลองไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ประชุมยังมีมติสำคัญ คือ “มติคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยความสำเร็จสำคัญและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ในการต่อสู้ตลอดช่วง 100 ปี”

มันสำคัญอย่างไร? มันสำคัญตรงที่เป็น “มติ” (เจวี๋ยอี้) ครั้งที่ 3 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่พิจารณาผลงานที่ผ่านมา เพื่อประเมินอนาคตที่จะเดินหน้าต่อไป มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่พรรคเคยทำแบบนี้

สองมติก่อนหน้านี้คือคือ “มติว่าด้วยประเด็นประวัติศาสตร์บางข้อ” และ “มติว่าด้วยประเด็นทางประวัติศาสตร์บางข้อของพรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ (สาธารณรัฐประชาชน)”

สองมตินี้เรียกสั้นๆ ว่า “มติประวัติศาสตร์” (ลี่สื่อ เจวี๋ยอี้)

“มติว่าด้วยประเด็นประวัติศาสตร์บางข้อ” ในปี 1945 เป็นการพิจารณา “ขบวนการปรับปรุงให้ถูกต้องที่เหยียนอัน” ริเริ่มโดยเหมาเจ๋อตงระหว่างปี 1942 – 1945 ในช่วงที่พรรคฯ เริ่มที่จะมีโมเมนตั้มในการชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน หลังจากพรรคไม่มีเอกภาพมายาวนาน เหมาเจ๋อตงก็สามารถรวบอำนาจและผลักดันแนวคิดของเขาจนสำเร็จเบ็ดเสร็จและผลักดัน “สังคมนิยมที่อิงกับเงื่อนไขของจีน” สลัดพ้นอิทธิพลสหภาพโซเวียตสลายกลุ่มก้อนต่างๆ ที่มีแนวคิดต่างกัน

หลังจาก “ขบวนการปรับปรุงให้ถูกต้องที่เหยียนอัน” ทำให้เหมาเจ๋อตงและพลพรรคกุมอำนาจได้ เหมาเจ๋อตงก็ริเริ่มให้มีการพิจารณาประวัติศาสตร์ความสำเร็จและล้มเหลวของพรรค ในทางหนึ่งเป็นการประเมินอดีตเพื่อก้าวสู่อนาคต ในทางหนึ่งคือการ “นิยาม” ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นพวกที่ล้มเหลวและถ่วงการปฏิวัติ มติที่ออกมาเป็นการย้ำอำนาจของเหมาเจ๋อตงและแนวคิดของเหมาเจ๋อตง พร้อมกับกำจัดแนวคิดที่ “เป็นตัวถ่วง” พัฒนาการของพรรค

นี่คือการรวบอำนาจครั้งที่ 1 ก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949

“มติว่าด้วยประเด็นทางประวัติศาสตร์บางข้อของพรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ (สาธารณรัฐประชาชน)” ในปี 1981 ในยุคสมัยของเติ้งเสี่ยวผิง เป็นการประเมินเหตุการณ์ต่างๆ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจีนล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ทั้งเหตุการณ์ซ้ายพิฆาตขวา การก้าวกระโดดใหญ่ และการปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม ล้วนแต่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมและมีผู้คนล้มตายไปมากมาย

มติแรกเป็นการรวบอำนาจเหมาเจ๋อตง แต่มติที่สองนี้เป็นการประเมินเหมาเจ๋อตงเสียใหม่ จากที่เคยดีเด่นดั่งเทวดา ก็มีการประเมินทั้งข้อดีข้อเสียอย่างสมดุล รวมถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของพรรคด้วย ในทางหนึ่งมันเป็นการประเมินความล้มเหลวของพรรคจริงๆ แต่ในทางหนึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับเติ้งเสี่ยวผิงและนโยบายใหม่คือการเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ

เติ้งเสี่ยวผิงเคยถูกเล่นงานมาหลายครั้งในช่วงเหตุการณ์ซ้ายพิฆาตขวา และเหตุการปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรมที่เริ่มเริ่มโดยเหมาเจ๋อตง ข้อหาที่เขาโดนยัดเยียดคือฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านสังคมนิยม ทำให้ชีวิตเขาต้องตกระกำลำบาก แต่ก็ยังสามารถกลับมากุมอำนาจได้อีกครั้ง ทั้งยังปรับแนวทางจากซ้ายสุดขั้วของเหมามาเป็นสังคมนิยมค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นมติที่ผ่านครั้งนี้ก่อนอื่นจึงต้อง “ประเมินข้อเสีย” ของเหมาเจ๋อตงเสียก่อน แล้วจึงผลักดันแนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิงว่ามีความชอบธรรม

นี่คือการรวบอำนาจครั้งที่ 2

โปรดสังเกตว่า “มติประวัติศาสตร์” ทั้งสองครั้งคือการประกาศการวบอำนาจของผู้นำระดับสูงสุด คือทั้งเป็นผู้นำประเทศและผู้นำความคิด

และกระบวนการสำคัญของการผ่านมติประวัติศาสตร์คือการ “ลดคุณค่า” แนวทางเดิม และยกย่องแนวทางใหม่

ตอนนี้ ที่ประชุมพรรคล่าสุดมีการยกผลงานของสีจิ้นผิงขึ้นมาเป็น “มติประวัติศาสตร์” เหมือนกับกับมติสมัยเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ว่า นี่คือการยกสถานะของสีจิ้นผิงเทียบกับผู้นำระดับท็อปในประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเหมาและเติ้ง

การมีมติครั้งที่ 3 ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ว่า สีจิ้นผิงกำลังจะสร้างยุคสมัยของเขา

แน่นอนว่า มันต้องมีการประเมินสิ่งที่ผ่านมา ดังที่สีจิ้นผิงเรียกร้องให้ที่ประชุม “เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เพื่อสร้างอนาคต”

สิ่งที่พึงสังเกตคือ มติประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ก่อนหน้านี้ มีช่วงเวลาการประเมินประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ มติแรกประเมินแค่ระยะเวลาการปรับปรุงเหยียดอันระหว่างปี 1942 – 1945 เท่านั้น ส่วนมติที่สองประเมินเหตุการณ์ระหว่างปี 1949 – 1981

แต่ในยุคของสีจิ้นผิง มติมีชื่อว่า “มติคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยความสำเร็จสำคัญและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ในการต่อสู้ตลอดช่วง 100 ปี”

มันเป็นการประเมินยาวนานถึง 100 ปีเลยทีเดียว

ทำให้คิดได้เป็น 2 อย่างคือ

หนึ่ง สีจิ้นผิงเพียงแค่ต้องการประเมินประวัติศาสตร์ความสำเร็จและล้มเหลวของพรรคเท่านั้น เนื่องในวาระ 100 ปีการสถาปนาพรรคพอดี

สอง เขาต้องการลบล้างบางแนวคิดเดิมของพรรค อย่างน้อยก็นับตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิง แล้วสร้างทฤษฎีใหม่ที่ไม่เหมือนเหมาและเติ้ง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรวบอำนาจแบบยาวๆ

หากเป็นข้อสอง กระบวนการนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่ปลุกปั้นกันมานานหลายปี โดยเฉพาะคราวที่ยก “แนวคิดของสีจิ้นผิง” ขึ้นมาเป็นทางการนำประเทศ และยิ่งผลักดันให้มีการศึกษาแนวคิดของสีจิ้นผิงในสถาบันการศึกษา ยิ่งคล้ายกับคราวที่มีการส่งเสริมให้ประชาชนศึกษาแนวคิดของเหมาและเติ้ง

อย่างไรก็ตาม ข้อสองนี้ไม่อาจเป็นไปได้ เงื่อนไขของสังคมจีนไม่ได้วุ่นวายจนกระทั่งทำให้เกิดมติประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังเหมือนสองครั้งก่อนได้ อีกทั้งแถลงการที่ประชุมก็ระบุว่าไม่มีการล้มล้างแนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิงและเหมาเจ๋อตง แต่ยังยกย่องทั้งสองแนวคิด เพียงแต่เชิดชูแนวทางของสีจิ้นผิงไปพร้อมๆ กัน

ว่ากันตามตรงแล้ว เหมาเจ๋อตงมีแนวคิดที่เฉียบคม เพราะเหมาเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เก่งกาจ เป็นนักปรัชญาที่ลุ่มลึก และเป็นผู้ที่เขียนภาษาเรียบง่ายเข้าถึงมวลชน แนวคิดของเหมาจึงแพร่หลายไปไกลไม่เฉพาะในจีน แต่เป็นดั่งคัมภีร์การปฏิวัติสังคมนิยมในบางประเทศ

กับเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งเป็นนักปฏิบัตินิยม แนวคิดของเขายิ่งเข้าถึงง่าย เป็นโรดแมปในการสร้างจีนยุคเปิดประเทศในสมัยประธานาธิบดีต่างๆ ผู้นำยุคหลังๆ แม้จะมีการผลักดันทฤษฎีของตนเองบ้าง แต่ไม่อาจเทียบได้กับเติ้ง

เหมาและเติ้งเป็นหลักไมล์ของยุคสมัยประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีน แนวคิดของเหมามีขึ้นเพื่อสร้าง “จีนใหม่” (หรือซินหัว คือจีนหลังการปกครองพรรคคอมมิวนิสต์) แนวคิดของเติ้งมีขึ้นเพื่อสร้างจีน “ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ” (ไก่เก๋อ ไคฟ่าง คือจีนหลังเลิกปิดตัวเองและน้อมรับทุนนิยมหรือ “สังคมนิยมที่มีลักษณะแบบจีน)

มาถึงจุดนี้ย่อมต้องเกิดคำถามก็คือ หลักไมล์ในยุคของสีจิ้นผิงคืออะไร? 

คำตอบของคำถามนี้ยังไม่จำเป็น

เพราะความจำเป็นแรกสุดคือการยกย่องแนวทางของสีจิ้นผิง เพื่อให้ทุกคนต้องไปตามเส้นทางนี้โดยดุษฎีจึงต้องบวกแนวคิดของเหมาและเติ้ง รวมถึงแนวคิดของเจียงเจ๋อหมิน (ทฤษฎีสามตัวแทน) ทั้งนี้เพื่อให้ “ขลัง” แล้วค่อยตามด้วยแนวทางของสีจิ้นผิงรวมถึงสิ่งที่เขาชี้แนะและวิเคราะห์ (เช่น สี่ยุทธศาสตร์บูรณาการ) 

ใช้คำว่ามติประวัติศาสตร์เพื่อทำให้เขามีความสำคัญเทียบเท่าอดีตผู้นำระดับปูชนียบุคคลในอดีต ทั้งนี้ก็เพื่อตอกย้ำความชอบธรรมให้สีจิ้นผิง เพราะการเมืองจีนนั้นไม่ได้เป็นเอกภาพอย่างที่คนภายนอกเห็น แต่เป็นการต่อสู้และต่อรองของกลุ่มก้อนทางการเมืองต่างๆ ในพรรค หรือสายอำนาจต่างๆ 

กลุ่มที่ถูกฝ่ายของสีจิ้นผิงจับตาและลงมือกวาดล้างไปแล้ว เช่น กลุ่มของเจียงเจ๋อหมิน แต่ในแถลงการณ์ยังยกย่องทฤษฎีสามตัวแทนของเจียงเจ๋อหมินและเอ่ยถึงการสร้างเอกภาพ นั่นหมายความว่าเป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายต่างๆ ว่า สีจิ้นผิงไม่คิดล้มล้างสายอำนาจต่างๆ ยังซูฮกเจียงเจ๋อหมิน แต่ก็มีคำเตือนซ่อนไว้ด้วยว่าฝ่ายต่างๆ จงอย่าเหิมเกริม

ด้วยเหตุที่มติประวัติศาสตร์ต่างๆ เกิดจากการกำราบฝั่งฝ่ายทางการเมือง คราวนี้ก็มีจุดประสงค์เพื่อสร้าง “ยุคสมัยสีจิ้นผิง” เช่นกัน มันมีจุดมุ่งหมายบั่นทอนกลุ่มอำนาจอื่นๆ ให้ยอมสยบ ในเบื้องต้นมันจึงมีนัยในด้านการรวบอำนาจมากกว่าการสร้างแนวทางพัฒนาประเทศ ณ จุดนี้มันจึงคล้ายกับมติประวัติศาสตร์สองครั้งก่อน ที่มีการกวาดล้างกลุ่มอำนาจเดิมด้วย 

เราจึงต้องจับตาดูว่ามันจะมีเหตุการณ์แบบนั้นอีกหรือไม่ อย่างเบาะๆ เรารู้แล้วว่าจีนกำลังดำเนินการจัดระเบียบหลายๆ ด้าน

และก่อนที่จะมีการประชุมนี้ไม่กี่วัน บุคคลรายล่าสุดที่อาจจะถูกเล่นงานคือจางเกาหลี่ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสายเจียงเจ๋อหมิน ซึ่งถูกแฉว่าลวนลามอดีตนักเทนนิสหญิงชื่อดัง

และเมื่อวิเคราะห์จากแถลงการณ์การประชุมแล้ว เป็นการประเมินความสำเร็จเสียมาก แทบไม่ไม่มีการประเมินแบบวิพากษ์ตนเองในเชิงผิดและพลาดเหมือนมติประวัติศาสตร์ครั้งก่อน เพียงแต่มันบวกเอา “ความสำเร็จ” ของสีจิ้นผิงเข้าไปด้วย นั่นหมายความว่านี่คือการรวบยอดคุณงามความดีของพรรคตลอดร้อยปีเอามาไว้ในยุคสมัยของเขานั้นเอง โดยที่ยังไม่ชั่งน้ำหนักดีชั่วด้วยกระบวนการประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

ดังนั้น กับคำถามที่ว่าหลักไมล์ในยุคของสีจิ้นผิงคืออะไรจึงยังตอบไม่ได้ แต่ที่ตอบได้คือมันจะช่วยให้สีจิ้นผิงมีอำนาจมากขึ้นจนสร้างหลักไมล์สำคัญขึ้นมาได้ในอนาคต

คำตอบของคำถามข้างต้นนั้น จะมีผู้ตอบก็ต่อเมื่อมีการประชุมเพื่อกำหนดมติประวัติศาสตร์ของพรรคครั้งต่อไป เหมือนกับที่ครั้งแรกเหมาเจ๋อตงประเมินสมาชิกยุคแรกของพรรค เหมือนมติที่สองที่เติ้งเสี่ยวผิงประเมินเหมาเจ๋อตง

และครั้งต่อไปบุคคลในอนาคตจะประเมินสีจิ้นผิง ว่ามีคุณหรือโทษอย่างไรกับประวัติศาสตร์จีน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Greg BAKER / AFP

โควิดยังไม่จบ! ยุโรปกลับมาอ่วม ติดเชื้อทำสถิติใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667957

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 19:20 น.โควิดยังไม่จบ! ยุโรปกลับมาอ่วม ติดเชื้อทำสถิติใหม่โควิดยุโรปยังวิกฤต แม้หลายชาติระดมฉีดวัคซีนได้เกินครึ่งประเทศแล้ว

หลังจากที่องค์การอนามัยโลกออกโรงเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ายุโรปมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง และอาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ถึงครึ่งล้านคนภายในเดือนก.พ. ปีหน้าหลังจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในยุโรปพุ่งสูงขึ้น โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งสถานการณ์หลายประเทศในยุโรปขณะนี้กลับมาเข้าขั้นวิกฤตอีกครั้ง

เยอรมนี

เยอรมนีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่ 51,077 คน ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลขผู้ป่วยรายวันที่มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายวันอยู่ที่ 235 คน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการกับการแพร่ระบาดระลอกที่ 4 อย่างเข้มงวดและจริงจังมากกว่านี้ อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 100,000 คน

ด้านกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีกล่าวว่าสถานการณ์ขณะนี้เกิดจากกลุ่มผู้ที่ต่อต้านวัคซีนซึ่งมีจำนวนมากในประเทศ โดยขณะนี้มีชาวเยอรมันที่อายุมากกว่า 12 ปีกว่า 16 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบโดส ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มยกระดับมาตรการคุมเข้ม รวมถึงการใช้บัตรผ่านวัคซีนในสถานที่สาธารณะ

ทั้งนี้ เยอรมนีมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 4.91 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 97,000 คน ขณะที่ประชากรราว 55.9 ล้านคนหรือกว่า 67% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ฝรั่งเศส

โอลิเวียร์ เวรอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝรั่งเศสและประเทศเพื่อนบ้านกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 5

ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประกาศเลื่อนการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 โดยกล่าวว่า “การแพร่ระบาดในฝรั่งเศสยังไม่สิ้นสุด” พร้อมกำชับให้ทุกฝ่ายกลับมาปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ฝรั่งเศสรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,883 คน ซึ่งเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันที่มีผู้ติดเชื้อในประเทศทะลุหลักหมื่นคน ขณะที่ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนต.ค.

ส่งผลให้ขณะนี้ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อสะสม 7.32 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 1.19 แสนคน โดยมีประชากรได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 69%

เนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 12,648 คน นับเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในปีนี้ และผู้เสียชีวิต 25 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสม 2.24 ล้านคน และเสียชีวิต 18,637 คน ขณะที่ประชากรราว 11.8 ล้านคนหรือเกือบ 70% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

โดยคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของเนเธอร์แลนด์ แนะนำให้มีการล็อกดาวน์บางส่วน ซึ่งเป็นครั้งแรกของยุโรปตะวันตก นับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลเป็นอย่างมากในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค ขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณายกระดับมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ ชาวดัตช์ที่ป่วยโควิด-19 ประมาณ 56% ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือฉีดวัคซีนไม่ครบโดส ในขณะที่ผู้ป่วยอาการหนัก 70% ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือฉีดวัคซีนไม่ครบโดส

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกต่อไปเนื่องจากมีวัคซีนที่เพียงพอ แม้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

สหราชอาณาจักร

ผู้ป่วยโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดือนต.ค. ที่ผ่านมา แต่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมาก็ยีงมีรายงานผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ 31,541 คน และผู้เสียชีวิต 170 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรวม 7.98 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 1.24 แสนคน

โดยในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษประกาศคลายล็อกดาวน์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเรียกว่าวันแห่งเสรีภาพ (Freedom day) แม้ว่ายอดผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแตะที่กว่า 40,000 รายต่อวัน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้อาจส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 200,000 รายต่อวัน และมีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแผนเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาด

แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ยืนกรานว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนเพื่อควบคุมโควิด-19 เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นเกินความคาดหมาย และสถานการณ์ขณะนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

โดยขณะนี้มีประชากรราว 38.5 ล้านคนหรือคิดเป็น 68.7% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ประเทศกำลังพึ่งพาการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากร และหลีกเลี่ยงการตึงตัวของระบบสาธารณสุขในช่วงฤดูหนาว

REUTERS/Wolfgang Rattay/File Photo

สภาผู้นำศาสนาอินโดนีเซียห้ามชาวมุสลิมเทรดคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667948

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 18:03 น.สภาผู้นำศาสนาอินโดนีเซียห้ามชาวมุสลิมเทรดคริปโตหัวหน้าสภาศาสนาของอินโดนีเซียประกาศห้ามชาวมุสลิมใช้สกุลเงินดิจิทัล

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อาสโรรุน นีอัม โซเลห์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของสภาอิสลามแห่งชาติอินโดนีเซีย (MUI) เผยว่า หลังจากประชุมหารือกับผู้เชี่ยวชาญแล้ว สภาเห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นฮะรอม หรือสิ่งต้องห้าม เนื่องจากมีความไม่แน่นอน เป็นการพนัน และอันตราย

อย่างไรก็ดี โซเลห์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากสกุลเงินดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลสอดคล้องกับหลักกฎหมายชารีอะห์และสามารถแสดงประโยชน์ที่ชัดเจนก็สามารถซื้อขายได้ต่อไป

MUI มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ในอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและธนาคารกลางต้องปรึกษาสภาในประเด็นเกี่ยวกับการเงินของชาวมุสลิม

แม้ว่าคำสั่งของ MUI ไม่ได้ห้ามซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทุกสกุลในอินโดนีเซีย แต่กฎหมายดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อชาวมุสลิมที่ต้องการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล และส่งผลให้สถาบันการเงินท้องถิ่นต้องทบทวนการออกสินทรัพย์ดิจิทัล

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

Youtube ซ่อนยอด Dislike ป้องกันการโจมตีครีเอเตอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667945

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 17:20 น.Youtube ซ่อนยอด Dislike ป้องกันการโจมตีครีเอเตอร์Youtube ประกาศซ่อนจำนวนการกด Dislike บนวิดีโอ ปกป้องครีเอเตอร์จากการโดนถล่ม Dislike Bomb

Youtube ประกาศว่าจะทยอยซ่อนจำนวนการกด Dislike (ไม่ชอบ) ที่โชว์ด้านล่างวิดีโอนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยลดการโจมตีครีเอเตอร์ด้วยการถล่ม Dislike ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมองไม่เห็นจำนวนการกด Dislike ได้อย่างสาธารณะ แต่ผู้ชมยังสามารถกดปุ่ม Dislike เพื่อแสดงออกว่าไม่ชอบวิดีโอนั้นๆ ได้ โดยครีเอเตอร์สามารถตรวจสอบจำนวน Dislike ได้ที่ YouTube Studio ซึ่งเป็นระบบหลังบ้านของเจ้าของช่อง

โดย Youtube เผยว่าได้ทำการทดลองและวิจัยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าการถล่ม Dislike ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีครีเอเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับช่องเล็กๆ มักจะตกเป็นเป้าหมาย ซึ่ง Youtube ได้ทดสอบระบบซ่อนตัวเลข Dislike มาระยะหนึ่งแล้ว และพบว่าช่วยลดอัตราการถล่ม Dislike ได้จริง

หลังจากที่ได้ศึกษามาเป็นระยะเวลาหลายเดือน Youtube จึงตัดสินใจที่จะซ่อนตัวเลขดังกล่าวอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อป้องกันการโจมตีครีเอเตอร์อย่างไม่เป็นธรรมหรือไร้เหตุผล

แต่ยังคงปุ่ม Dislike ไว้เพราะยังจำเป็นสำหรับวิดีโอที่เป็นคลิกเบต สแปม ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือวิดีโออื่นๆ ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม

Youtube เผยว่าแม้ครีเอเตอร์จะสามารถตรวจสอบจำนวนการกด Dislike ได้ที่หลังบ้าน แต่การซ่อนไม่ให้โชว์ต่อสาธารณะจะช่วยให้ครีเอเตอร์ไม่อับอาย และป้องกันการถล่ม Dislike อย่างไม่เป็นธรรมเพื่อโจมตีครีเอเตอร์ได้

“เรากำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลงในเชิงรุก เนื่องจาก YouTube มีหน้าที่ปกป้องครีเอเตอร์จากการโจมตีโดยไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครีเอเตอร์รายย่อย” โฆษกกล่าว พร้อมชี้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้ถูกชี้นำด้วยโดยการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบใดๆ แต่ทาง Youtube ต้องการทำเพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์เอง

ทั้งนี้ คลิปที่มีจำนวนการกด Dislike สูงที่สุดบน Youtube ขณะนี้คือ “YouTube Rewind 2018” ซึ่งเป็นคลิปของ Youtube เอง ด้วยจำนวนการกด Dislike ถึง 19 ล้านครั้ง แต่ Youtube ปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดแต่อย่างใด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวคล้ายกับกรณีของ Instagram เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ซ่อนจำนวนการกดถูกใจบนโพสต์ของผู้ใช้ทั่วโลก หลังพิจารณาแล้วว่ายอดถูกใจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้ หรืออาจทำให้เจ้าของโพสต์เกิดความไม่สบายใจในการแสดงออกบนแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้รุ่นเยาว์

ที่มา: TechCrunch

ภาพ: REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo