วิจัยเผยสตรีมีครรภ์เสี่ยงต่อโควิด-19 มากกว่าคนทั่วไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645833

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 19:30 น.วิจัยเผยสตรีมีครรภ์เสี่ยงต่อโควิด-19 มากกว่าคนทั่วไปงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าอัตราการติดโควิด-19 ในสตรีมีครรภ์สูงกว่าคนกลุ่มอื่นในอายุใกล้เคียงกันถึง 70%

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงบนวารสารวิชาการด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (American Journal of Obstetrics and Gynecology) จากสหรัฐอเมริการะบุว่าอัตราการติดโควิด-19 ในผู้หญิงตั้งครรภ์สูงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีอายุใกล้เคียงกันถึง 70% นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นคนผิวสีสูงกว่าที่คาดไว้ 2 ถึง 4 เท่า

ทีมวิจัยซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยวอชิงตันในซีแอตเทิลได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ป่วยโควิด-19 ที่ตั้งครรภ์จำนวน 240 รายจากสถานพยาบาลทั้งหมด 35 แห่ง

จากการศึกษาพบว่าอัตราการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ในรัฐวิชิงตันอยู่ที่ 13.9 จาก 1,000 แต่หากไม่รวมผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการ 45 คน อัตราการติดเชื้อจะอยู่ที่ 11.3 จาก 1,000 ขณะที่คนกลุ่มอื่นในช่วงอายุ 20 ถึง 39 ปี ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์มีอัตราการติดเชื้อคิดเป็น 7.3 จาก 1,000

นอกจากนี้ความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโรคประจำตัว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน สตรีมีครรภ์อาจได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

นักวิจัยระบุว่าสตรีมีครรภ์ไม่ได้รับการคุ้มครองจากโควิด-19 ในช่วงที่เริ่มเกิดการแพร่ระบาด โดยมีอัตราการติดเชื้อจำนวนมากในชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ทุกเชื้อชาติ

อัตราการติดเชื้อสูงอาจเป็นผลมาจากการที่บทบาทของพวกเขาอยู่ในฐานะผู้ดูแลครอบครัว, อาศัยอยู่ในครัวเรือนขนาดใหญ่, ต้องเดินทางไปยังสถานพยาบาลหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก, ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาทิ สาธารณสุข การศึกษา ภาคบริการ หรือปัจจัยอื่นๆ

ทีมวิจัยระบุว่าต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายทางภูมิศาสตร์ และเชื้อชาติของการติดเชื้อในผู้ป่วยตั้งครรภ์ เพื่อให้สามารถกำหนดเป้าหมายเพื่อดำเนินการด้านสาธารณสุขให้แก่ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อมารดาและทารกในครรภ์

พร้อมแนะนำว่าควรให้ความสำคัญกับสตรีมีครรภ์ในการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ทางการยังไม่แนะนำให้สตรีมีครรภ์เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในสตรีมีครรภ์

อย่างไรก็ตามผู้ผลิตวัคซีนบางรายอย่างไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคประกาศว่าจะเริ่มการทดลองวัคซีนเพื่อประเมินสำหรับการฉีดวัคซีนในสตรีมีครรภ์

Photo by Federico PARRA / AFP

ภูเขาไฟที่ทรงพลังที่สุดของอินโดฯ พ่นลาวาแดงฉาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645827

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 18:00 น.ภูเขาไฟที่ทรงพลังที่สุดของอินโดฯ พ่นลาวาแดงฉานภูเขาไฟเมอราปีของอินโดนีเซียที่ขึ้นชื่อว่ามีพลังมากที่สุดในโลกเริ่มปะทุพ่นลาวา

ภูเขาไฟเมอราปี หนึ่งในภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดในโลกซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองยอร์กยาการ์ตาบนเกาะชวาของอินโดนีเซียปะทุพ่นลาวาสีแดงฉานออกมาเป็นระยะทางกว่า 700 เมตร

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียเผยว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ภูเขาไฟเมอราปีพ่นลาวาออกมาแล้วกว่า 20 ครั้ง ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของแม็กมาตามมานับร้อยครั้ง

อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังคงสถานะการเตือนภัยภูเขาไฟไว้ที่ระดับสูงสุดระดับสองซึ่งประกาศไว้ตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

เบื้องต้นทางการสั่งให้ชาวบ้านใกล้เคียงหลีกเลี่ยงเข้าใกล้ภูเขาไฟในรัศมี 5 กิโลเมตร รวมทั้งเตือนให้ระวังลาวาและเถ้าถ่านจากภูเขาไฟ

เมื่อเดือนที่แล้ว ภูเขาไฟเมอราปีได้พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านออกมาแล้วครั้งหนึ่ง

การปะทุครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของภูเขาไฟเมอราปีเกิดขึ้นในปี 2010 คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 300 คน ขณะที่อีกกว่า 280,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ซึ่งเป็นการปะทุที่ทรงพลังที่สุดในรอบ 80 ปีนับตั้งแต่ปี 1930

Photo by AGUNG SUPRIYANTO / AFP

คนดังเมียนมาซ่อนตัวหลังกองทัพออกหมายจับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645820

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.คนดังเมียนมาซ่อนตัวหลังกองทัพออกหมายจับคนดังเมียนมาทยอยถูกหมายจับหลังออกมาเคียงข้างประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตย

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า Paing Phyo Thu หนึ่งในนักแสดงหญิงชื่อดังเมียนมาที่มีค่าตัวสูงสุดในประเทศ และ Na Gyi ผู้กำกับซึ่งเป็นสามีของเธอ ต้องซ่อนตัว หลังจากกองทัพเมียนมาออกหมายจับพร้อมๆ กับคนดังคนอื่นๆ ในข้อหาใช้ชื่อเสียงของตัวเองต่อต้านการทำรัฐประหาร

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า ทางการต้องการตัว Na Gyi รวมทั้งผู้กำกับชื่อดังอีก 2 คน และนักแสดงชายและนักร้อง 2 คน เนื่องจากคนดังเหล่านี้ใช้ชื่อเสียงของตัวเองและปลุกระดมให้ข้าราชการเข้าร่วมการทำอารยะขัดขืน (CDM) และเข้าร่วมการประท้วง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่า ทางการออกหมายจับคนดังเหล่านี้ตามกฎหมายอาญามาตรา 505a ที่เพิ่งแก้ไขเมื่อสัปดาห์นี้โดย นายพลมินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหาร ซึ่งระบุให้การทำให้ข้าราชการและทหารเป็นปรปักษ์ ไม่เชื่อฟัง หรือไม่ซื่อสัตย์กับรัฐบาลหรือกองทัพเป็นความผิด

Paing Phyo Thu เผยว่า เธอจะทราบดีว่าการออกมาพูดแบบที่เธอกำลังทำอยู่เป็นเรื่องอันตรายมาก แต่เธอจะไม่หยุดแม้จะมีหมายจับและต้องหลบซ่อนก็ตาม

“เราสามารถแสดงความคิดเห็น เราไม่สนใจ เพราะนับตั้งแต่วันแรกของการรัฐประหาร พวกเราพูดถึงเรื่องพวกนี้มาตลอดในช่องทางโซเชียลมีเดียของพวกเรา เพราะเราต้องการให้คนฟังรู้ว่าพวกเราอยู่ข้างพวกเขา…จะไม่มีการถอยหลัง เราตัดสินใจแล้วว่าเราจะเดินหน้าต่อ เราจะสู้จนถึงที่สุด”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดการประท้วง Paing Phyo Thu ได้สนับสนุนทางการเงินให้แก่พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่หยุดงานมาร่วมประท้วง

หัวเว่ยใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการทำฟาร์มหมู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645814

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.หัวเว่ยใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการทำฟาร์มหมูหัวเว่ยกำลังเปิดตัวโครงการ AI สำหรับใช้ในฟาร์มหมูหลังยอดขายสมาร์ทโฟนลดลง

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์และบีบีซีรายงานว่าบริษัทหัวเว่ยเทคโนโลยี ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมและผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของจีนกำลังเปิดตัวโครงการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับใช้ในฟาร์มหมูเพื่อมองหารายได้แหล่งอื่นๆ หลังยอดขายสมาร์ทโฟนลดลงภายใต้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐ

โดยจีนมีอุตสาหกรรมฟาร์มหมูที่ใหญ่ที่สุดในโลก และหมูในประเทศจีนคิดเป็นถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนหมูทั้งโลก หัวเว่ยจึงหันมาผลิตเทคโนโลยีเพื่อช่วยปรับปรุงฟาร์มหมูมให้ทันสมัย เช่น การนำ AI มาใช้ในการตรวจหาโรค ติดตามและจดจำใบหน้าหมู รวมถึงการตรวจสอบน้ำหนัก อาหาร และการออกกำลังกาย

นอกจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้เลี้ยงหมูแล้ว หัวเว่ยยังทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินอีกด้วย

โดยเหริน เจิ้งเฟย ประธานกรรมการบริหารของหัวเว่ยได้ประกาศเปิดตัวห้องปฏิบัติการนวัตกรรมการขุดอัจฉริยะในไท่หยวนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมถ่านหิน

ทั้งนี้ ยอดขายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยลดลง 42% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 ท่ามกลางปัญหาไมโครชิปที่มีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนี้ยังถูกปิดกั้นการพัฒนา 5G ในหลายประเทศรวมถึงสหราชอาณาจักรท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าหัวเว่ยจะลดการผลิตสมาร์ทโฟนลงถึง 60% ในปีนี้ หัวเว่ยจึงต้องมองหาแหล่งรายได้อื่นโดยหันไปสู่บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง ยานพาหนะอัจฉริยะ และเทคโนโลยีสวมใส่ ตลอดจนมีแผยที่จะสร้างรถยนต์อัจฉริยะด้วย

เหริน เจิ้งเฟย กล่าวว่าหัวเว่ยยังสามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการจำหน่ายสมาร์ทโฟน

ขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น เจดีดอทคอม เน็ตอีส และอาลีบาบาก็กำลังพยายามที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่อุตสาหกรรมฟาร์มหมูเช่นเดียวกัน

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

วินาทีประวัติศาสตร์! ยานนาซาลงจอดดาวอังคารสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645808

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.วินาทีประวัติศาสตร์! ยานนาซาลงจอดดาวอังคารสำเร็จยานสำรวจดาวอังคารขององค์การนาซาลงจอดได้สำเร็จ พร้อมเดินหน้าภารกิจสำรวจร่องรอยสิ่งมีชีวิตเมื่อ 3,000 ล้านปีก่อน

ในที่สุดยานสำรวจดาวอังคารเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (NASA) ก็ลงจอดที่พื้นผิวของดาวอังคารได้สำเร็จราบรื่นเมื่อเวลา 15.55 น.ของวันที่ 18 ก.พ.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 03.55 น.ของวันที่ 19 ตามเวลาประเทศไทย ท่ามกลางการลุ้นของนักวิทยาศาสตร์นาซา

การลงจอดครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายและยากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการสำรวจอวกาศ เนื่องจากยานต้องส่งหุ่นยนต์ลงจอดภายในแอ่งหลุมอุกกาบาตเยเซโร (Jezero Crater) ที่มีความกว้าง 45 กิโลเมตรอยู่ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร และเป็นพื้นที่ที่เคยมีทะเลสาบอยู่

ภายหลังลงจอดสำเร็จยานได้ส่งภาพขาวดำพื้นผิวของดาวภาพแรกกลับมายังโลก โดยหนึ่งในภาพนั้นเป็นภาพเงาของแขนกลของยานที่ตกลงบนพื้นผิวดาวอังคาร

ภารกิจของนายเพอร์เซเวียแรนซ์คือ การค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอย่างจุลินทรีย์ที่เคยมีชีวิตอยู่บนดาวอังคารเมื่อราว 3,000 ล้านปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่ดาวอังคารมีสภาพอุ่นกว่า ชื้นมากกว่า และเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตมากกว่านี้ รวมทั้งการเก็บตัวอย่างดินและหินของดาวกลับมายังโลก

สตีฟ ยูร์จิค รักษาการผู้อำนวยการนาซาเผยถึงภารกิจนี้ว่า “เป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งมาก” ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ทวีตว่า “วันนี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และความเป็นคนช่างประดิษฐ์ของคนอเมริกัน ไม่มีอะไรอยู่เหนือขอบเขตของความเป็นไปได้”

ทั้งนี้ ยานเพอร์เซเวียแรนซ์ใช้เวลาเดินทางจากพื้นโลกเกือบ 7 เดือน ด้วยระยะทาง 472 ล้านกิโลเมตร ส่วนตัวยานมีขนาดใหญ่ประมาณรถเอสยูวี น้ำหนักราว 1 ตัน และซับซ้อนกว่ายานอื่นๆ ที่เคยลงจอดบนดาวอังคารก่อนหน้านี้ และยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยปฏิบัติภารกิจ อาทิ แขนกลยาว 2 เมตร กล้อง 19 ตัว ไมโครโฟน 2 ตัว

ภารกิจนี้ใช้เวลาราว 2 ปี และมีมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

Hello, world. My first look at my forever home. #CountdownToMars pic.twitter.com/dkM9jE9I6X— NASA’s Perseverance Mars Rover (@NASAPersevere) February 18, 2021

Photo by Handout / NASA / AFP

จี้จุดผู้นำ ชาวเมียนมาหันพึ่งไสยศาสตร์ต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645800

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.จี้จุดผู้นำ ชาวเมียนมาหันพึ่งไสยศาสตร์ต้านเผด็จการชาวเมียนมาส่วนหนึ่งหันมาพึ่งไสยศาสตร์ กรีดเลือดขับไล่รัฐบาลทหาร

ชาวเมียนมายังคงเดินหน้าประท้วงต่อต้านรัฐประหารอย่างต่อเนื่องผ่านการแสดงอารยะขัดขืนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วง รวมกันต่อต้านรัฐบาลตามพื้นที่ต่างๆ หรือการนัดหยุดงาน และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความเชื่อของชาวเมียนมาคือไสยศาสตร์

โดยในคืนวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมาชาวเมียนมากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันที่ป่าช้าแห่งหนึ่งเพื่อทำพิธีกรีดเลือดสาปแช่งรัฐบาลทหาร โดยมีการแสดงรูปภาพของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารบนโลงศพท่ามกลางประชาชนร่วมกันจุดเทียนและกรีดเลือด โดยมีหมอผีเป็นผู้นำพิธีกล่าวบทสวดสาปแช่ง

ขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลให้พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่ายโกรธแค้นอย่างมากเนื่องจากเขาเป็นคนที่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มผู้มีญาณทิพย์หรือกลุ่มคนทรงเจ้าก็ได้มีการรวมตัวกันชุมนุมประท้วงการรัฐประหารโดยระบุว่าเทพ “นะ” ซึ่งเป็นเทพที่ได้รับการยกย่องในเมียนมาไม่ต้องการการปกครองของทหาร

ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงในอาณาจักรพุกามหลายร้อยคนก็ได้มารวมตัวกันเดินขบวนและทำพิธีสาปแช่งคณะรัฐประหาร พร้อมร่วมกันเหยียบย่ำหุ่นในชุดเครื่องแบบทหาร

เอาจริง! ประชาชนพม่ากรีดเลือดต้านรัฐประหาร #ไม่สู้ก็อยู่อย่างไทย #SaveMyammar pic.twitter.com/fUvYolUqsa— ||| Fight for Democracy • Anti-Royalist (@pruetthigon) February 10, 2021

Today in Bagan aka the ancient city of Myanmar, thousands of people walked from Tabate Hmout Pagoda to Htee Lo Min Lo temple, where they’ll continue the CURSING RITUAL CEREMONY for the dictator, Min Aung Hlaing and his fellow juntas. #WhatIsHappeningInMyanmar #Feb18Coup pic.twitter.com/lbjVlSVDDn— Austin (@AusssHtin) February 18, 2021

เอเชียตกเป็นเหยื่อเหยียดเชื้อชาติอีกราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645786

วันที่ 19 ก.พ. 2564 เวลา 11:10 น.เอเชียตกเป็นเหยื่อเหยียดเชื้อชาติอีกรายกระแสชังชาวเอเชียในสหรัฐยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยในนิวยอร์กมีเหยื่อเอเชียเพิ่มถึง 867% ในปีที่แล้ว

เมื่อคืนวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมากระแสต่อต้านการใช้ความรุนแรงกับชาวเอเชียกลับมาอีกครั้งเมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอหญิงชาวเอเชียคนหนึ่งซึ่งบางแหล่งข่าวระบุว่าเป็นชาวจีน วัย 52 ปี ถูกทำร้ายร่างกายในเมืองฟลัชชิงซึ่งเป็นที่ตั้งของไชน่าทาวน์ ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โดยพยานเผยว่าคนร้ายขว้างกล่องช้อนใส่เธอและตะโกนด่าทอก่อนที่จะผลักเธอลมลงจนได้รับบาดเจ็บที่หน้าผากและต้องเย็บถึง 10 เข็ม

ภายหลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมแพททริค มาเตโอ วัย 47 ปี ผู้ก่อเหตุพร้อมตั้งข้อหาข่มขู่คุกคามและทำร้ายร่างกาย

แม้ว่าไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามาเตโอมีแรงจูงใจทางเชื้อชาติแต่ ขณะที่ลูกสาวของเหยื่ออ้างว่ามาเตโอใช้คำพูดเหยียดเชื้อชาติและนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะนี้บนโลกออนไลน์ก็ได้มีชาวเอเชียจำนวนมากออกมาเล่าประสบการณ์ที่ตกเป็นเหยื่อจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติ และมีชาวเอเชียจำนวนไม่น้อยที่ถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ จนกระทั่งแฮชแท็ก #StopAsianHateCrimes ขึ้นเป็นแฮชแท็กยอดนิยมบนโลกออนไลน์

ทั้งนี้ ในปี 2020 นิวยอร์กมีเหยื่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวเอเชียเพิ่มขึ้นถึง 867% เมื่อเทียบกับปีก่อน

Patrick Mateo, 47, was arrested in Queens, NY for assaulting a 53 y.o. Asian woman waiting in line outside a bakery. She required 10 stitches. In 2020, NYC alone had an 867% increase in Asian hate crime victims compared to the year before. @oliviamunn https://t.co/l2hUzcIPHE pic.twitter.com/zEDyYEK3On— Cleavon MD (@Cleavon_MD) February 18, 2021

EXCLUSIVE: This is the gash on the forehead of the 52-year-old Asian woman violently shoved yesterday in Flushing, Queens. She blacked out. Her son tells me she’s out & about today running errands. She refuses to live in fear. Tonight at 11p #StopAsianHateCrimes #ProtectOurElders pic.twitter.com/8kr6T7091w— CeFaan Kim (@CeFaanKim) February 17, 2021

My friend’s mom is a 5’3” 50+ Chinese woman and she was attacked by this guy in Flushing, NY yesterday on Main St and Roosevelt between 2-4pm. She left the hospital with 10 stitches in her head. We’re gonna find this guy. Queens, Internet, please… do your shit. @NYPD109Pct pic.twitter.com/hrB3kchxGH— O M (@oliviamunn) February 17, 2021

เมื่อเผด็จการอาเซียนตามรอยจีนตั้งไฟร์วอลล์สกัดเสรีอินเทอร์เน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645747

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 21:45 น.เมื่อเผด็จการอาเซียนตามรอยจีนตั้งไฟร์วอลล์สกัดเสรีอินเทอร์เน็ตประเทศอาเซียนกำลังเดินตามรอยรัฐบาลจีนด้วยการตั้งไฟร์วอลล์สกัดและเฝ้าดูการใช้อินเทอร์เน็ตของคนในประเทศ

หลังจากทำรัฐประหารกองทัพเมียนมาก็ออกคำสั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ บล็อกโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม รวมถึงออกร่างกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการบล็อกเครือข่าย VPN หรือ เครือข่ายส่วนตัวเสมือนที่ช่วยให้ชาวเมียนมาเชื่อม ต่อกับอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ถูกบล็อก ทั้งยังสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเก็บข้อมูลของผู้ใช้ไว้ 3 ปีและหากรัฐบาลสั่งให้ส่งมอบก็ต้องทำ โดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ

แต่ไม่ว่าเหตุผลของกองทัพจะเป็นอย่างไร แมตต์ วอร์เรน จากมหาวิทยาลัย RMIT ของออสเตรเลียมองว่า กองทัพเมียนมาอาจจะยืมโมเดลการสร้างไฟร์วอลล์เพื่อควบคุมตรวจสอบข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาจากรัฐบาลจีน เพราะโมเดลของจีนเป็นตัวอย่างการควบคุมพลเมืองในโลกออนไลน์ของรัฐบาลแดนมังกร

การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของจีน หรือ Great Firewall เกิดมาจากแนวคิดว่าอินเทอร์เน็ตคือ อำนาจอธิปไตยทางอินเทอร์เน็ต เป็นแนวคิดที่ว่าอินเทอร์เน็ตในประเทศเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของจีน และควรอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนเอง

Great Firewall ของจีนเป็นการตรวจสอบและสกัดกั้นข้อมูลบนโลกออนไลน์ของจีน โดยเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องการสื่อลามกอนาจาร ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบในประเทศ หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งบล็อกโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์จากต่างประเทศ อาทิ กูเกิล เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ แต่บางครั้งชาวจีนมุดหนีกำแพงนี้ด้วยการใช้บริการ VPN

ไม่เฉพาะจีนเท่านั้น ช่วงไม่กี่ปีมานี้หลายประเทศในอาเซียนเริ่มเข้ามาควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศมากขึ้น ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น ปกป้องคนในประเทศจากการโจมตีทางไซเบอร์จากต่างประเทศ กระตุ้นการสร้างนวัตกรรมในประเทศ หรือเพื่อให้รัฐบาลสอดแนมและเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตได้สะดวกขึ้น ซึ่งความสนใจส่วนใหญ่อยู่ที่เหตุผลข้อหลังสุด เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง

นอกจากเมียนมาแล้ว ในเวลาไล่เลี่ยกันกัมพูชาก็ออกกฎหมายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์แห่งชาติ (NIG) เพื่อควบคุมโลกออนไลน์ และยังกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตส่งรายงานการใช้อินเทอร์เน็ตให้ทางการทราบเป็นระยะๆ ด้วย

กฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิดความวิตกว่า รัฐบาลกัมพูชาซึ่งปราบปรามผู้เห็นผ่านทางออนไลน์มากขึ้น จะใช้กฎหมายนี้ในการสอดแนมและปิดกั้นพลเมืองจากการเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้รวมศูนย์อินเทอร์เน็ตทั้งหมดในประเทศให้ควบคุมได้ในจุดเดียว (single internet gateway) ในแบบเดียวกับ Great Firewall ของรัฐบาลจีน ไปจนถึงให้เปิดช่องให้รัฐบาลบล็อกคอมเม้นต์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นเครื่องมือให้ ฮุน เซ็น ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ดี พาย สีพัน โฆษกรัฐบาลโต้ว่า กฎหมายนี้จำเป็น เพราะอินเทอร์เน็ตในกัมพูชาไม่เป็นระเบียบ และยังยืนยันว่ากฎหมายของกัมพูชาก้าวก่ายน้อยกว่ากฎในสหรัฐหรืออังกฤษ

ขณะที่เวียดนาม ที่ฝั่งหนึ่งเปิดให้ใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างเสรี แต่อีกฝั่งหนึ่งก็ไล่ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามที่เคลื่อนไหวในโลกออนไลน์อย่างเอาเป็นเอาตาย บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2019

เนื้อหาก็คล้ายกับของเมียนมาคือ ให้อำนาจรัฐบาลในการจับตาดูข้อมูลและการสื่อสารบนโลกออนไลน์ในประเทศ รวมถึงการบล็อกหรือลบเนื้อหาต่างๆ และกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้บริการในเวียดนามเกิน 10,000 คนต้องตั้งสำนักงานตัวแทนในท้องถิ่นและเก็บข้อมูลผู้ใช้ไว้ในเวียดนาม

ในขณะนั้นมีการแสดงความกังวลว่า กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์จะกลายเป็นเครื่องมือปิดปากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับบรรดานักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และคนที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในโลกออนไลน์

แม้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Great Firewall ของจีน แต่กำแพงของเวียดนามไม่สูงเท่าของจีน เนื่องจากทางการเวียดนามไม่ได้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของต่างชาติ

นักวิเคราะห์บางคนเปรียบเทียบกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ของเวียดนามกับ Great Firewall ของจีนที่องค์กรด้านประชาธิปไตย Freedom House จัดอันดับให้เป็นประเทศที่ละเมิดเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกหลายปีซ้อน โดยพบว่าแม้กำแพงของเวียดนามจะไม่สูงเท่าของจีน เพราะไม่ได้ปิดกั้นเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียจากต่างประเทศ แต่ดูเหมือนว่าการควบคุมอินเทอร์เน็ตของเวียดนามเจริญรอยตามจีน

ขณะที่การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของไทยเริ่มจากการบล็อกเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ลามกอนาจาร และเว็บไซต์การพนัน จนกระทั่งปัจจุบันที่บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้นโดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง

เมื่อต้นปีที่แล้วบริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี Comparitech ของอังกฤษ สำรวจการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศต่างๆ 174 ประเทศทั่วโลกเพื่อจัดอันดับว่าประเทศใดเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตเข้มงวดมากที่สุดในโลกประจำปี 2020 โดยยิ่งได้คะแนนสูงการเซ็นเซอร์ยิ่งเข้มงวด

ปรากฏว่าไทยได้ 6 จาก 10 คะแนน เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม

โดยรายงานระบุว่า ไทยจำกัดและแบนการเข้าถึงทอร์เรนต์ จำกัดและเซ็นเซอร์สื่อที่เกี่ยวข้องหรือนำเสนอประเด็นทางการเมืองอย่างหนัก โดยไม่ได้แบนการเข้าถึงสื่อลามก รวมถึงการใช้สื่อโซเชียลและ VPN ทั้งหมด

Protester, 20, first fatality in Myanmar junta’s crackdown #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30402835

Protester, 20, first fatality in Myanmar junta’s crackdown

InternationalFeb 19. 2021Photo credit:  Civil Disobedience Movement on TwitterPhoto credit: Civil Disobedience Movement on Twitter

By The Nation

A Myanmar hospital has confirmed that a 20-year-old woman shot in the head at an anti-coup protest last week has died, marking the first fatality in the crackdown following the February 1 putsch.

Naypyidaw General hospital said on Friday that Mya Thwe Thwe Khine had succumbed to injuries sustained at a massive rally on February 9. Police used water cannon, rubber bullets and live ammunition to disperse protesters at the rally in the capital Nay Pyi Taw. Video clips circulating online show Mya wearing a helmet as water cannon is fired at her. She then falls to the ground after a bullet penetrated her helmet.

Doctors confirmed that she was shot with a live round despite police claims that only rubber bullets were used on the protesters. Mya was declared brain dead but kept alive on a ventilator for several days. Thursday marked her 20th birthday.

Her sister last week expressed sorrow for the youngest member of the family but vowed that her sacrifice would not be in vain. She called on the whole nation to continue their fight against the military dictatorship that deposed the elected government of Aung San Suu Kyi. Mya has become a symbol of resistance for the protesters, who have unveiled giant banners featuring her image at demonstrations.

Biden immigration agenda takes shape as lawmakers unveil bill #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Biden immigration agenda takes shape as lawmakers unveil bill

InternationalFeb 19. 2021Applicants for U.S. citizenship listen to a presentation during a naturalization ceremony at the Paramount Theatre in Oakland, Calif., on Feb. 13, 2019. MUST CREDIT: Bloomberg photo by David Paul MorrisApplicants for U.S. citizenship listen to a presentation during a naturalization ceremony at the Paramount Theatre in Oakland, Calif., on Feb. 13, 2019. MUST CREDIT: Bloomberg photo by David Paul Morris

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Jordan Fabian, Steven T. Dennis

President Joe Biden’s proposed immigration overhaul was introduced in Congress on Thursday, kicking off what will likely be one of his most difficult legislative challenges.

The legislation, known as the U.S. Citizenship Act of 2021, hews closely to the outline that Biden sent to Congress on his first day in office. The proposal includes an eight-year path to citizenship for most of the roughly 11 million immigrants living illegally in the U.S., bolsters the nation’s refugee and asylum systems and calls for additional technology to be used to help secure the southern border.

The citizenship path is not conditional on the implementation of border security measures, which had been a trade-off included in past immigration bills designed to earn Republican support.

Linda Sánchez, D-Calif., sponsored the bill in the House. Robert Menendez, D-N.J., is its chief sponsor in the Senate.

Previous attempts to reform the nation’s immigration system have failed over the past two decades, and Biden’s bill could face an even more daunting path because GOP lawmakers’ opposition to legalizing undocumented immigrants, which they decry as amnesty, hardened during the Trump era.

The White House previously signaled it is open to breaking the package into pieces and presenting them separately to win over at least some Republicans. Biden said in a CNN town hall event on Tuesday that smaller measures could help fix the system “in the meantime.”

Yet his team plans to defer to leaders in the House and Senate on the best path forward, including whether to try to use a procedural maneuver known as budget reconciliation to pass it with only Democratic votes while building support for broader legislation. The Democrats are employing the reconciliation process to pass Biden’s $1.9 trillion coronavirus relief plan.

Menendez said Thursday during a virtual news conference that it’s time to go big on an immigration overhaul after calling former President Donald Trump’s immigration policies “a cornerstone of Trump’s hateful horror show.”

“It’s time to bring all 11 million undocumented out of the shadows,” he said, calling them essential workers who should not be left behind by piecemeal efforts. “We are not going to make concessions out of the gate. We are not going to start with 2 million.”

Menendez said lawmakers won’t know if they can get 60 votes in the Senate until they try, which would be necessary to vote on the bill without using the reconciliation process.

“We will never win an argument we don’t have the courage to make,” he said.

New U.S. citizens wave American flags during a naturalization ceremony at the Evo A. DeConcini U.S. Courthouse in Tucson, Ariz., on Sept. 16, 2016. MUST CREDIT: Bloomberg photo by David Paul Morris

New U.S. citizens wave American flags during a naturalization ceremony at the Evo A. DeConcini U.S. Courthouse in Tucson, Ariz., on Sept. 16, 2016. MUST CREDIT: Bloomberg photo by David Paul Morris

Menendez said some Republicans want portions of the package – like provisions for farmworkers or tech workers – but he made clear he wants a broad path to citizenship in return. It’s possible portions of the package could eventually move separately, including in a second budget reconciliation bill Democrats are planning on later this year, which would not need Republican votes, the senator said.

Menendez said there is a strong argument to be made that some provisions should be eligible because immigration has substantial budget impacts. Senate rules restrict what kinds of provisions can be included in a bill moving through reconciliation.

“We are not foreclosing any pathway,” Menendez said.

Several other bills could serve as vehicles to move parts of the Biden plan.

A bipartisan group of lawmakers has reintroduced the Dream Act, which would offer deportation protections and a citizenship path to immigrants, known as Dreamers, who were brought illegally to the U.S. as children. Democrats have also supported legislation that would offer immediate relief to farmworkers.

Biden’s proposal makes Dreamers, farmworkers and migrants with temporary protected status eligible to apply for permanent legal residence right away, which would allow them to apply for citizenship within three years. That faster path to citizenship is meant to signal that those groups are important, but it doesn’t mean the White House has decided to pursue piecemeal bills to protect them, an administration official said on Wednesday.

Only immigrants who were in the country on or before Jan. 1, 2021 would be eligible for the legalization process.

Rep. Joaquin Castro, D-Texas, is also introducing a bill that would offer permanent legal status to about 5 million undocumented immigrants who have worked in front-line jobs during the coronavirus pandemic, as well as so-called Dreamers and those with temporary protected status.

The Menendez-Sánchez legislation would also expand legal immigration for those seeking employment- and family-based visas by clearing backlogs of those waiting for green cards, lifting per-country visa caps, and exempting spouses and minor children from annual green card quotas.

It also contains provisions designed to please labor unions, which have in the past complained that certain visa programs allow companies to employ lower-paid migrant workers instead of American citizens. The bill would tie green card levels to macroeconomic conditions and establish a commission on workplace conditions composed of union officials, civil rights advocates and others, administration officials said.

Biden has already signed a number of executive actions intended to roll back Trump’s hard-line immigration policies, including reversing a travel ban on some predominantly Muslim nations, allowing certain asylum seekers to begin entering the U.S. while their cases are being processed and beginning the process of winding down Trump’s “public charge” rule, which sought to deny green cards to immigrants who used Medicaid, food stamps, housing vouchers or other forms of government assistance.

The president also ordered construction halted on Trump’s wall at the Mexican border. His proclamation rescinded the national emergency that Trump declared to secure funding for the project.

The administration is facing pressure from business groups to end Trump’s bans on most work visas, which the former president put in place shortly after the pandemic hit the U.S. The White House has put the visa bans under review but has yet to revoke them.