สิ่งที่ไทยแพ้เวียดนามคือความเป็น “ชาตินิยม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645650

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 21:32 น.สิ่งที่ไทยแพ้เวียดนามคือความเป็น "ชาตินิยม"คนไทย “บางคน” ชอบเปรียบไทยกับเวียดนามทั้งๆ ยังต่างชาติกัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่เวียดนามเหนือชั้นกว่าไทย

เวียดนามไม่ถือเป็นประเทศระดับเดียวกับไทยในแง่ของรายได้ แต่เวียดนามมักจะถูกขึ้นมาเปรียบกับไทยหลายๆ เรื่องๆ ทั้งโดยคนไทยเองและคนเวียดนาม (สามารถส่องดูได้ตามโซเชียลมีเดียเช่น Facebook หรือ YouTube) ซึ่งเป็นการเปรียบที่ไม่ได้ลึกซึ้งหรือมีชั้นเชิงอะไร

ในแง่ของรายได้และระดับการพัฒนาแล้วไทยอยู่ในระดับที่พยายามจะให้หลุดจากกับดักประเทศปานกลางรายได้สูง หลุดจากนี้ไปได้ไทยจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงหรือประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งไทยมีเพื่อนอีกประเทศที่พยายามมานานแต่ไม่สำเร็จสักที คือมาเลเซีย

ดังนั้นถ้าจะเปรียบมวยแล้ว ควรเปรียบไทยกับมาเลเซียเพราะเป็นรุ่นเดียวกัน การเปรียบกับเวียดนามเป็นการวัดมวยคนละรุ่น ยากที่จะสมเหตุสมผล

แต่มีบางเรื่องที่เวียดนามได้เปรียบกว่าไทย อย่างเช่นมีประชากรคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากซึ่งจะเป็นพลังในการผลิตและใช้จ่าย ส่วนไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยที่มีกำลังการผลิตน้อยและคนใช้จ่ายน้อย หากไม่แก้จุดนี้ไทยจะเจริญแบบฮวบๆ แน่นอน

กับปัญหาจุดนี้ถึงแม้ว่าไทยจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเน้นกำลังซื้อภายในประเทศ แต่ถ้าคนในประเทศส่วนใหญ่เป็นคนชราที่ปลดเกษียณ กำลังซื้อก็จะชราภาพไปด้วย ธนาคารโลกเพิ่งจะเตือนว่า “ประชากรที่สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศไทย หมายความว่าส่วนแบ่งของวัยทำงานในกลุ่มประชากรจะลดลง หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เรื่องนี้จะลดการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของ GDP ต่อหัวลง 0.86% ในปี 2020”

เทียบกับเวียดนาม จากรายงานสำมะโนประชากรปี 2019 พบว่า 55.5% ของประชากรมีอายุต่ำว่า 3 ปี ธนาคารโลกเตือนว่าเวียดนามกำลังเป็นสังคมคนชราอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่โชคยังดีที่ชนชั้นกลางที่ตอนนี้มีแค่ 13% จะกลายเป็น 26% ภายในปี 2026

เวียดนามไม่ได้มีแค่พลังของคนหนุ่มสาว แต่คนหนุ่มสาวยังมีพลังภายในคือความรู้สึกชาตินิยมที่หล่อหลอมตังแต่ชั้นเรียนไปจนถึงค่านิยมในสังคม

จะขอยกนิยามชาตินิยมเวียดนามที่นิยมไว้โดย Binh Le นักธุรกิจหนุ่มชาวเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ที่เขียนบทความแสดงความเห็นใน Nikkei Asia เขาบอกว่าในเวียดนามชาตินิยมเป็นความเชื่ออย่างถึงที่สุดในเอกลักษณ์ประจำชาติที่ถูกหล่อหลอมมาหลายพันปีเพื่อปกป้องมาตุภูมิจากผู้รุกรานที่ไร้ความปรานี “คุณจะไม่ภาคภูมิใจได้อย่างไรในเมื่อบทเรียนประวัติศาสตร์ทั้งหมดของคุณสอนให้คุณรู้ว่าประเทศเล็กๆ ของคุณเอาชนะผู้รุกรานทุกคนได้เสมอซึ่งมักจะมาจากกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกในเวลานั้นรวมถึง จีน, มองโกเลีย, ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา”

เขาบอกว่าเพราะความเชื่อแบบนี้คนเวียดนามจึงคิดว่าอะไรก็ตามที่เป็นการรับใช้ผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ขณะที่ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าคนไทยทุกคนจะรักชาติเหมือนกันทุกคน (ด้วยวิถีที่แตกต่างกันออกไป) แต่เราไม่เหมือนคนเวียดนามที่รักชาติแบบ “เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด” และหลายกรณีคนไทยบางคนตั้งแง่กับประเทศตัวเองเพราะความรู้สึกสิ้นหวังหรือไม่รู้จะระบายความโกรธกับใครก็มาลงกับประเทศชาติของตัวเอง จนกลายเป็นที่มาของคำที่ใช้โจมตีกันว่า “ชังชาติ”

ดูเหมือนว่าคนไทยได้สูญเสียความ “เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด” ต่อประเทศตัวเองไปแล้ว ความเป็นชาตินิยมของเราจึงไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามัคคีที่ขาดแคลนอย่างยิ่งโดยเฉพาะนับตั้งแต่เราเริ่มต้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองยาวนานเกือบจะ 2 ทศวรรษแล้ว

ดังนั้นจึงไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนที่จะทำให้คนไทยสามัคคีกันได้สำเร็จ (และนับวันความแตกแยกยิ่งชัดเจน) บางรัฐบาลพยายามส่งเสริมชาตินิยมไทย แต่ก็ส่งเสริมกันด้วยวิธีการที่ล้าสมัยและทำให้คนที่ชิงชังรัฐบาลนั้นพลอยชิงชังประเทศตัวเองไปด้วย

ตรงกันข้ามกับรัฐบาลเวียดนามที่ใช้ชาตินิยมให้เป็นประโยชน์กับตัวเองอยู่เนืองๆ แม้แต่ในตอนนี้

ในช่วงที่มีการระบาดเวียดนามประโคมแนวคิดชาตินิยมอย่างหนักหน่วงผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย โดยใช้โวหารชาตินิยมที่กระตุ้นให้รักชาติและรักตัวเองในฐานะพลเมือง เช่น การณรงค์ให้เว้นระยะ เวียดนามมีแคมเปญว่า “ถ้าคุณรักประเทศของคุณและรักพี่น้องร่วมชาติของคุณ ก็โปรดอยู่ในที่ของคุณ”

คีย์เวิร์ดอยู่ที่ “รักประเทศ” และ “เพื่อนร่วมชาติ” สองคำนี้กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกผูกพันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับว่ากำลังต่อสู้ในสมรภูมิเดียวกัน

ข้อมูลเหล่านี้นำมาจากบทความของ Lena Le แห่ง Vietnam National University Hanoi ผู้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นชาตินิยม วีรบุรุษนิยม และสื่อในการทำสงครามกับโควิด-19 ของเวียดนาม” ผู้เขียนกล่าวว่า “ความเป็นชาตินิยม วีรบุรุษนิยมและโซเชียลมีเดียของรัฐบาล ช่วยให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมเร่งกระบวนการติดตามการติดต่อและจำกัดการปิดกั้นพื้นที่ที่สงสัยว่าจะมีการระบาด การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันทางสังคมของสาธารณชนทำให้การแพร่กระจายของชุมชนลดลง”

นอกจากนี้เวียดนามใช้สื่อของตัวเองประโคมข่าวความสำเร็จเรื่องการรักษาชาวต่างชาติแบบทุ่มสุดตัว ผลของมันเริ่มชัดขึ้นหากสำรวจในโซเชียลมีเดียจะพบว่าชาวต่างชาติมีความหวังที่สดใสกับเวียดนามจนอยากจะย้ายมาทำงานที่นี่หากหมดวิกฤตโควิด-19 แล้ว

เวียดนามลงทุนนิดหน่อย พอมีความสำเร็จแล้ว โลกได้เห็นเวียดนามที่สามารถควบคุมโควิด-19 สื่อทั่วโลกช่วยประโคมให้ฟรีๆ โดยที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องเสียเงินสักด่อง มันช่วยให้เวียดนามเป็นที่สนใจของนักลงทุนขึ้นมามากมาย แน่นอนว่าเมื่อประเทศแล้วใครๆ ก็อยากจะมาที่นี่ก็เพราะเชื่อว่ามาแล้วจะปลอดภัย

ขณะที่ไทยได้รับคำชมเช่นกันแต่ในวงจำกัด สะท้อนถึงความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์ตัวเองของรัฐบาล ที่ไม่ได้เตรียมการ “สร้างภาพ” เอาไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ

ส่วนพี่น้องคนไทยไม่ชาตินิยมบางคนยังเยาะเย้ยชาตินิยมว่าล้าหลัง ทั้งๆ ที่ชาตินิยมกำลังสร้างเวียดนาม (รวมถึงจีน) ให้แแข็งแกร่งขึ้นมา

ชื่อของแคมเปญควบคุมโควิด-19 ของรัฐบาลไทย เช่น ไทยชนะอีกและอะไรชนะๆ อีกมากมาย สะท้อนถึงแนวคิดชาตินิยมเช่นกัน แต่ “นักวิจารณ์” ในบ้านเราไม่ชอบและบางคนตำหนิว่าการเรียกบุคคลากรแพทย์ว่า “นักรบเสื้อกาวน์/นักรบชุดขาว” เป็นความหามกมุ่นเรื่องสงครามและการเอาชนะเสียอย่างนั้น!

รัฐบาลยังถูกเยาะเย้ยเมื่อรัฐบาลจะจัดงบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อทำหนังรักชาติ สำหรับคนที่นิยมรัฐบาลเมื่อได้ยินแล้วรู้สึกพอใจ แต่คนที่ชังรัฐบาลได้ยินแล้วพลอยไม่อยากจะรักชาติไปด้วย และบอกว่าควรเอาเงินไปใช้อะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

ความคิดส่งเสริมชาตินิยมถือว่า “โอเค” แต่วิธีการของรัฐบาล “ผิด” เพราะไม่ดูตาม้าตาเรือว่าคนไทยจำนวนมากไม่ชอบรัฐบาลด้วยและหงุดหงิดกับการถูกบังคับให้รักประเทศตัวเองจากรัฐบาลที่พวกเขาไม่พอใจ

คนไทยไม่เหมือนเวียดนามที่สั่งหันซ้ายหันขวาได้ คนไทยรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด สมกับคำกล่าวว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”

หากจะทำก็ควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่คนมาเลเซียภูมิอกภูมิใจกับภาพยนต์ที่กระตุ้นความรักชาติโดยไม่ต้องบังคับโดยรัฐบาล เช่น เรื่อง Paskal ว่าด้วยกองทัพเรือมาเลซียเมื่อปี 2018 แต่มาดังอีกครั้งเมื่อฉายทาง Netflix เมื่อ 2 ปีที่แล้วปลุกกระแสความรักชาติของคนมาเลเซียให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

Paskal มีการนำเรือดำน้ำที่มาเลเซียเพิ่งซื้อมาเข้าฉากด้วย ขณะที่ไทยยังเถียงกันไม่ตกว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อเรือดำน้ำดี

ในเวลานี้ ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นแค่สังคมคนชราที่กำลังลดน้อยถอยลงเท่านั้น แต่เรากำลังเป็นสังคมที่คนไม่นิยมชมชอบประเทศตัวเองอย่างหนักหน่วง ทำให้เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เหมือนประเทศกำลังหมดสิ้นพลังของคนหนุ่มสาว ขณะเดียวกันก็ไร้พลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่จะพุ่งไปข้างหน้า เป็นประเทศที่อ่อนแอทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ในเวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น เวียดนามเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติครั้งที่ 13 เพื่อคัดเลือกผู้นำประเทศคนใหม่ ในระหว่างการประชุม “เหงียน ฟู้ จ่อง” ประธานาธิบดีคนที่ 9 ของประเทศเวียดนามและเป็นเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามกล่าวว่า “โลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มทั่วโลกกำลังดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่ก็พบกับการขยายตัวของชาตินิยมสุดขั้วการแข่งขันเชิงกลยุทธ์และสงครามการค้า”

เป็นเรื่องที่ฟังดูแปลกพิลึกที่ผู้นำเวียดนามพูดถึง “การขยายตัวของชาตินิยมสุดขั้ว” ทั้งๆ ที่รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมชาตินิยมมากโดยตลอด

แต่เหงียน ฟู้ จ่องพูดถูก เพราะชาตินิยมที่พอดีสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนประเทศได้ แต่ถ้ามันสุดโต่งเกินไปมันจะทำให้คนในประเทศหลงตัวเองอย่างบ้าคลั่งและเหยียดประเทศอื่น ในทางเศรษฐกิจมันจะทำให้ปิดตัวเองจากโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเวียดนามก็เหมือนกับไทยที่ต้องการเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่การกีดกันทางการค้า

แม้แต่คนธรรมดาสามัญอย่าง Binh Le นักธุรกิจหนุ่มชาวเวียดนามผู้ที่เขียน Nikkei Asia ยังสามารถแยกได้ว่าชาตินิยมของเวียดนามนั้นเป็นชาตินิยมที่เป็นคุณ ไม่เหมือนชาตินิยมตะวันตกที่มองชาติอื่นต่ำกว่าและแสวงหาประโยชน์บทความย่อยยับของคนอื่น

พวกเขารักชาติและทำเพื่อชาติก็เพราะในประวัติศาสตร์นับพันปีคนเวียดนามต้องพบกับการรุกรานจากมหาอำนาจอยู่เสมอ ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังรู้สึกถึงการคุกคามจากจีน ทำให้ยิ่งต้องรักชาติและทำเพื่อชาติ ต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาเทคโนโลยี และทำประเทศให้ดูเสน่ห์น่าลงทุน

แน่นอนว่าการสร้างภาพของรัฐบาลเวียดนามจะหมายถึงการกดขี่สิทธิมนุษยชาติและปิดปากเสียงวิจารณ์รัฐบาลด้วยการโยนเข้าคุก ซึ่งคนไทยหลายคนเวลาชมเวียดนามจะลืมนึกถึงเรื่องนี้

หันมาดูที่เมืองไทยที่เปิดโอกาสให้วิจารณ์กิจการบ้านเมืองอย่างเสรี แต่ไทยไม่เคยมีแรงกดดันจากภายนอก เรามีแต่ความขัดแย้งภายในที่บ่อนทำลายเราเอง ไม่มีชาตินิยม ไม่มีความสมานฉันท์ ถ้าประเทศไทยยังเดินอยู่บนเส้นทางนี้ อนาคตของเราคงมีแต่ความมืดมน

ไม่เพียงเท่านั้นในประเทศไทยดูเหมือนคำว่า “ชาตินิยม” จะเป็นของแสลงของหลายๆ คน เพราะคิดไปว่ามันคือตัวการความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยไม่ทันคิดว่ามันมีชาตินิยมที่ผลักดันประเทศให้ก้าวหน้าโดยไม่ต้องเหยียดประเทศอื่นได้เหมือนกัน

และการเป็นชาตินิยมไม่ได้หมายความว่าเราจะตั้งคำถามกับประเทศชาติตัวเองไม่ได้ มันจะยิ่งดีถ้าเราวิพากษ์ประเทศตัวเองเพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้นมา และทบทวนตัวเองว่าความรัชาติของเราทำให้เราหลงตัวเองและทำร้ายคนอื่นหรือไม่ หรือที่เรียกว่า “พวกคลั่งชาติ”

ถ้าเราไม่นิยมประเทศเอง เราจะไปแข่งกับใครได้? ประสาอะไรกับการชอบเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามโดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วอะไรที่เราขาดแคลน แต่พวกเขามีมันอย่างเต็มเปี่ยม

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มนต์ขลัง ‘สักยันต์ไทย’ ต่างชาติแนะนำต้องทำเมื่อมาเที่ยวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645640

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.มนต์ขลัง 'สักยันต์ไทย' ต่างชาติแนะนำต้องทำเมื่อมาเที่ยวไทยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังนิยมสักยันต์ไทย จนเป็นหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมาเยือนประเทศไทย

นับตั้งแต่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ โชว์รอยสักยันต์ห้าแถวบริเวณไหล่ด้านซ้ายที่สักจากไทยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว การสักยันต์ของไทยก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกมุมโลก จนถึงปัจจุบันนี้กระแส “ยันต์ไทย” ก็ยังไม่เสื่อมคลายในกลุ่มชาวต่างชาติ จนถึงขั้นมีเอเจนซี่พานักท่องเที่ยวต่างชาติไปสักยันต์กับสำนักดังๆ เลยทีเดียว

อย่างเช่น อีวา ซู เบ็ค ยูทูบเบอร์ด้านการเดินทางท่องเที่ยวชาวโปแลนด์ที่มีผู้ติดตามกว่า 897,000 คน ที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องการสักยันต์ของไทย จนเธอตัดสินใจเปิดประสบการณ์การสักยันต์ด้วยตัวเองด้วยความหวังว่าจะช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นและสามารถรับมือกับความกดดันในการเป็นยูทูบเบอร์ของเธอ รวมทั้งช่วยปกป้องตัวเธอด้วย

อีวา ซู เบ็คติดต่อเอเจนซี่ให้พาเธอไปยังสำนักสักยันต์อาจารย์เหน่งย่านอ่อนนุช เธอเผยว่าระหว่างที่สวดมนตร์ก่อนเริ่มสักยันต์เธอรู้สึกเหมือนตัวลอยๆ ขึ้นมาจากพื้น และยังเล่าว่าแต่ละสำนักจะมีกฎที่ควรปฏิบัติและข้อห้ามที่ผู้สักยันต์ต้องทำตามแตกต่างกันไป

ข้อห้ามของสำนักนี้ระบุว่า ห้ามด่าทอหรือพูดจาหยาบคายกับพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณ ห้ามใช้ยาเสพติด ห้ามผิดเมียคนอื่น ต้องเดินกลับมาไหว้ครูประจำปี ห้ามกินสัตว์เลื้อยคลาน สุนัข อาหารในงานศพ หรือของเหลือจากคนอื่น (ยกเว้นจากคนในครอบครัว) ห้ามให้คนอื่นเหยียบศีรษะ เป็นต้น

อีวา ซู เบ็ค เผยว่า เธอเชื่อว่าอำนาจของยันต์จะอยู่กับตัวคนสัก ทั้งในหัวใจ ในจิตวิญญาณ เพราะการสักยันต์ก็เหมือนกับการลงนามในสัญญากับจักรวาล และสำหรับตัวเธอหลังจากสักยันต์แล้วเหมือนเป็นการปฏิญาณตัวว่าจะคิดดี พูดดี ทำดี

ใต้คลิปของเธอมีสมาชิกยูทูบคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Andy Smith คอมเม้นต์ว่า “ผมสักยันต์ที่เชียงใหม่ ผมอธิบายได้แค่ว่าอานุภาพของยันต์เหมือนการโอบกอดที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมรู้สึกกว่ายันต์ช่วยและปกป้องผม”

นอกจาก อีวา ซู เบ็ค แล้ว ล่าสุดเว็บไซต์ท่องเที่ยว Luxury Travel Magazine ยังแนะนำให้การสักยันต์กับอาจารย์เหน่งเป็น 1 ใน 8 กิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อเดินทางมาเยือนประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจการสักยันต์ของไทยอีกหลายคน อาทิ แดนและเคซีย์ ซีมาสโก สองสามีภรรยา เจ้าของบล็อกการท่องเที่ยว A Cruising Couple ที่เขียนอธิบายที่มาที่ไป ขั้นตอนต่างๆ และรีวิวการสักยันต์ไว้อย่างละเอียดยิบ

สำนักสักยันต์อาจารย์เหน่ง หนึ่งในสำนักที่โด่งดังในแวดวงชาวต่างชาติ โดยช่วงสถานการณ์ปกติลูกค้าที่มาสักยันต์กับอาจารย์เป็นชาวต่างชาติถึง 90% ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวอเมริกันและยุโรป หรือคิดคร่าวๆ ก็ตกปีละหลายพันคนเลยทีเดียว ขณะที่อีก 10% เป็นลูกค้าชาวไทยและจีน

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์เหน่งซึ่งอาจารย์เผยว่าลูกค้าชาวต่างชาติส่วนมากมาจากการรีวิวบอกเล่าปากต่อปาก เนื่องจากมีสื่อต่างชาติหลายสำนักรวมถึงบล็อกเกอร์และเซเลบดาราชื่อดังจากต่างประเทศหลายคนมาสักกับอาจารย์และนำไปบอกต่อ อาทิ เจสซี แบรดฟอร์ด, ไรอัน ฟิลลิปเป้, นิตยสารฟอร์บส์, ลอสแอนเจลิสไทมส์, สำนักข่าวอัลจาซีรา และสำนักข่าวเอเอฟพี เป็นต้น

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสักยันต์ต้องมาคู่กับคาถาและความเชื่อ ซึ่งชาวต่างชาติหลายคนอาจไม่เข้าใจจึงต้องมีวิธีพูดและอธิบายถึงความหมายที่มาที่ไป พร้อมเลือกยันต์ให้ตรงกับความชอบและความต้องการของลูกค้า ว่าอยากแก้ปัญหาอะไร อยากส่งเสริมในด้านไหน ซึ่งอาจารย์เหน่งเล่าว่าลูกค้าต่างชาติก็มักโอเคกับลายที่เลือกให้เพราะพวกเขาชื่นชอบยันต์ของไทยทั้งหมดอยู่แล้ว

โดยลายสักยันต์ยอดนิยมคือยันต์เก้ายอด หรือนวหรคุณ ซึ่งแปลว่าพระพุทธคุณทั้ง 9 มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตราย จิตใจเข้มแข็ง และเลข 9 ยังพ้องเสียงกับคำว่าก้าว หรือก้าวหน้าอีกด้วย

อาจารย์เหน่งเผยว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้าชาวต่างชาติที่ได้มาสักยันต์มักชื่นชอบและติดใจจนต้องมาสักเพิ่มเป็นครั้งต่อๆ ไป และชาวต่างชาติบางคนจองคิวข้ามปีเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งของลูกค้าที่ได้สักยันต์ไปแล้วก็เชื่อว่าช่วยให้ชีวิตดีขึ้น มีกำลังใจในการพัฒนาตัวเอง คุ้มครองยามเกิดอุบัติเหตุ หรือช่วยให้เจรจาธุรกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี

แม้ว่าการสักยันต์จะมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติเฉพาะแต่ลูกค้าชาวต่างชาติก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ก็มักจะถามถึงเหตุผลที่มาที่ไปซึ่งก็ต้องมีวิธีการอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ

ด้วยความที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติอาจารย์เหน่งและสำนักสักยันต์ไทยส่วนหนึ่งต้องเตรียมความพร้อมด้วยการมีล่ามแปลภาษา ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมและกระจายรายได้ด้วย

แม้ว่าชาวต่างชาติส่วนหนึ่งอาจมองเป็นเรื่องแฟชั่น แต่ก็มีหลายคนที่หลงใหลและเชื่อว่าเป็นมากกว่าความสวยงามและแฟชั่น พวกเขามองว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มจิตใจ อย่างไรก็ดีการสักยันต์ลงบนร่างกายก็ต้องคำนึงถึงความสวยงามเหมาะสม รับกับส่วนต่างๆ บนร่างกายเช่นกัน ซึ่งอาจารย์ก็จะดีไซน์ให้ด้วย อย่างเช่นการสักบนหัวไหล่ก็จะเป็นลายลักษณะกลม หรือบริเวณคอก็เป็นสามเหลี่ยม เป็นต้น

แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ลูกค้าชาวต่างชาติหายไป 100% พวกเขาไม่สามารถเดินทางมาสักกับอาจารย์เหน่งได้แต่ก็ยังคงส่งข้อความมาหาอยู่เสมอว่าคิดถึงและอยากจะกลับมาสักมากๆ ขณะที่บรรดาล่ามก็ต้องหันไปทำอาชีพอื่นแทน

อาจารย์เหน่งทิ้งท้ายว่ายันต์นั้นมีคุณค่าทางจิตใจ เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ช่วยสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปในทางที่ดี ชาวต่างชาติจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพราะพวกเขาชื่นชอบและเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของไทย เพราะฉะนั้นชาวไทยต้องไม่อาย ไม่มองว่าเป็นเรื่องงมงาย ต้องมั่นใจและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมของเรา ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาเพื่อสร้างรายได้สู่ประเทศไทย

Clubhouse ดังได้ไม่ทันไร ใกล้จะโดนสกัดดาวรุ่งซะแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645646

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.Clubhouse ดังได้ไม่ทันไร ใกล้จะโดนสกัดดาวรุ่งซะแล้วบางประเทศเริ่มมีท่าทีว่าจะแบน Clubhouse แอปพลิเคชันสุดฮิตในขณะนี้

วันนี้ (17 ก.พ.) Dedy Permadi โฆษกกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารของอินโดนีเซียเผยว่าแอปพลิเคชัน Clubhouse ยังไม่ได้ลงทะเบียนกับหน่วยงานในอินโดนีเซีย และอาจถูกแบนหากยังไม่ปฏิบัติตามกฎ

โดยกฎระเบียบของอินโดนีเซียบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีใดๆ ต้องลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic System Operator : PSE) ในการขออนุญาตดำเนินการ

ข้อกำหนดนี้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 5/2020 ซึ่งขอให้ผู้ให้บริการดิจิทัลยื่นเรื่องต่อกระทรวงก่อนที่จะเริ่มดำเนินการในอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ มีหลายแอปพลิเคชันที่ถูกบล็อกโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย อาทิ TikTok, Reddit และ Tumblr โดยให้เหตุผลว่านำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

ขณะที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ออกมาเตือนในวันเดียวกันว่าหากกลุ่มบุคคลใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวในการแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือน สร้างความเสียหาย และละเมิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันทีเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกล่าวถึงว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาบล็อกแอปพลิเคชันดังกล่าวหรือไม่

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Clubhouse ก็ถูกบล็อกในประเทศจีน โดยชาวจีนไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันดังกล่าวได้หลังมีการเปิดห้องสนทนาพูดคุยกันในประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวัน และเรื่องค่ายกักกันในซินเจียง

Photo by Handout / AFP

นักวิทย์รัสเซียเตรียมปลุกชีพไวรัสจากซากสัตว์แช่แข็งอายุ 5 หมื่นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645617

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 17:30 น.นักวิทย์รัสเซียเตรียมปลุกชีพไวรัสจากซากสัตว์แช่แข็งอายุ 5 หมื่นปีทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียสกัดเชื้อไวรัสยุคก่อนประวัติศาสตร์จากซากสัตว์อายุ 50,000 ปีที่แช่แข็งอยู่ใต้ชั้นดินแข็งออกมาศึกษา

ทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซียภายใต้ความร่วมมือของศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพเวคเตอร์ และมหาวิทยาลัย North-Eastern Federal ในเมืองยาคุตสก์ ลงมือสกัดเชื้อไวรัสยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ในซากสัตว์อายุราว 50,000 ปีที่ถูกแช่แข็งอยู่ใต้ชั้นดินเยือกแข็ง หรือ permafrost เพื่อระบุตัวไวรัสดึกดำบรรพ์และศึกษาวิวัฒนาการของไวรัส

เบื้องต้นนักวิทยาศาสตร์ลงมือวิเคราะห์เนื้อเยื่ออ่อนที่สกัดมาจากซากม้าดึกดำบรรพ์ที่คาดว่ามีอายุราว 4,500 ปี ซึ่งถูกพบเมื่อปี 2009 ที่สาธารณรัฐยาคูเตียในภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย

นอกจากนี้ จะศึกษาไวรัสจากซากแมมอธ กวางเอลค์ สุนัข นก กระต่าย และสัตว์ดึกดำบรรพ์อื่นๆ ซึ่งซากที่มีอายุมากที่สุดอายุถึง 50,000 ปี

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญเคยเตือนว่า การขุดย้อนกลับไปยังอดีตอาจมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโบราณจะหลุดออกมาก่อโรค

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพเวคเตอร์เคยถูกใช้เป็นที่วิจัยไวรัสชีวภาพในสมัยสหภาพโซเวียต โดยปัจจุบันศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้าน Covid-19 ที่ชื่อว่า EpiVacCorona ของรัสเซียซึ่งมีแผนจะผลิตสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้

Photo by Handout / North-Eastern Federal University in Yakutsk / AFP

อะไรที่ทำให้ Bitcoin ทะลุ 50,000 และยังพุ่งไม่หยุดแล้วมันยั่งยืนไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645628

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 16:02 น.อะไรที่ทำให้ Bitcoin ทะลุ 50,000 และยังพุ่งไม่หยุดแล้วมันยั่งยืนไหม?แนวโน้มของสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเสถียรหรือไม่ หรือว่าจะร้อนสุดๆ แล้วดับลงมาอย่างรวดเร็ว?

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์มูลค่าของ Bitcoin ทะลุเพดาน 50,000 เหรียญสหรัฐในที่สุดและวันต่อมามันยังพุ่งขึ้นไม่หยุดอีกจนกระทั่งในระหว่างวันมูลค่าของมันยังไหลขึ้นไปอีกถึง 51,259 เหรียญสหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 4.2%

ก่อนหน้านี้ Bitcoin ราคาตกลงมาเล็น้อยก่อนที่ทะยานขึ้นมาทีเดียวจนถึง 51,000 เหรียญฯ อะไรที่เป็นสาเหตุให้มันมาแรงได้ถึงขนาดนี้?

สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนกระแสหลักมากขึ้นโดยเฉพาะหลังจากการซื้อ Bitcoin มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐโดย Tesla Inc. เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์บวกกับการแพลมท่าทีของเอลอน มัสก์เกี่ยวกับควาฒโปรดปรานของเขาต่อ Bitcoin ที่มีอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในบริษัทกระแสหลักที่ตามกระแส Bitcoin คือ MicroStrategy Inc. บริษัทข้อมูลด้านธุรกิจชั้นนำที่กล่าวเมื่อวันอังคารว่าจะขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 600 ล้านเหรียญสหรัญและใช้เงินที่ได้มาไปซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม

แต่ Jeffrey Halley เจฟฟรีย์ ฮัลลีย์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Oanda Asia Pacific Pte ระบุในบทความแสดงความเห็นกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า ท่าทีของบริษัท MicroStrategy ที่มีต่อ Bitcoin เป็นสัญญาณเตือนว่าโลของเงินคริปโตฯ เริ่มที่จะเกินที่จะควบคุมไปเรื่อยๆ

นักลงทุนคนอื่นเห็นต่างออกไป เช่น นิโคลาส เพเลคานอส หัวหน้าฝ่ายการค้าของ NEM กล่าวว่า มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ Bitcoin พุ่งสูงขึ้น แต่สาเหตุที่โดดเด่นที่สุดคือแนวโน้มที่ MicroStrategy เริ่มต้นขึ้นและการที่ Tesla ทำให้มันได้รับความสนใจในหมู่มวลชนนั่นคือการย้ายงบดุลของสถาบันไปยัง Bitcoin เพื่อป้องกันความเสียหายจากอัตราเงินเฟ้อที่

น้ำเสียงที่แสดงความกังวลต่อความร้อนแรงของ Bitcoin ยังมาจาก นิโคลาส ปานิเกอร์ตซอกลู นักนักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan Chase & Co. ที่บอกว่า

ความผันผวนของ Bitcoin จำเป็นต้องผ่อนคลายลงเพื่อป้องกันไม่ให้การเพิ่มขึ้นของโทเค็นมอดลงตาม JPMorgan Chase & Co. ควรที่จะต้องผ่อนปรนความผันผวนของ Bitcoin ก่อนที่มันจะอ่อนแรงลง

เขาบอกว่า หากการแกว่งของมูลค่าของมันไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมองจากราคาปัจจุบันของ Bitcoin แล้วมันดูไม่ยั่งยืน

JPMorgan กล่าวว่ามูลค่าตลาดของ Bitcoin เพิ่มขึ้นประมาณ 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการไหลเข้าของสถาบันเพียงประมาณ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan บอกว่าว่าอุปทานที่จำกัดของ Bitcoin และอุปสงค์ของนักลงทุนรายย่อยอาจทำให้ราคาสูงขึ้น

“การเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากกระแสการเก็งกำไรมากขึ้น” ทีมงานของ JPMorgan กล่าว

Photo by KAREN BLEIER / AFP

จำคุกนักเคลื่อนไหวสิงคโปร์ จัดม็อบเล็กๆ ประท้วงรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645611

วันที่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.จำคุกนักเคลื่อนไหวสิงคโปร์ จัดม็อบเล็กๆ ประท้วงรัฐบาลศาลสิงคโปร์ตัดสินจำคุกโจโลแวน แวม หลังจัดม็อบบนขบวนรถไฟใต้ดิน

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมาศาลสิงคโปร์จำคุกโจโลแวน แวม วัย 40 ปี หลังรับสารภาพว่าจัดประท้วงเล็กๆ บนรถไฟใต้ดินเมื่อเดือนมิถุนายน 2017 เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่กลุ่มคน 22 คนที่ถูกจับกุมในปี 1987 ภายใต้กฎหมายโทษร้ายแรงซึ่งอนุญาตให้กักขังได้โดยไม่ต้องพิจารณาคดี

นอกจากนี้ประท้วงโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วแวมยังถูกตั้งข้อหาทำลายทัพย์สินเนื่องจากการติดประกาศบนหน้าต่างรถไฟ และข้อหาปฏิเสธลงนามในแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

แวมรับสารภาพผิดทั้ง 3 ข้อหา ซึ่งเขาจะถูกปรับเป็นเงิน 8,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 180,000 บาท หรือรับโทษจำคุก 32 วัน โดยแวมเลือกที่จะจ่ายค่าปรับส่วนหนึ่งและรับโทษจำคุก 22 วัน

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาระบุว่าแวมเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำ เนื่องจากในปี 2016 เขาเคยถูกตัดสินโทษจำคุก 10 วันหลังจัดกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งมีโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชื่อดังร่วมสนทนาผ่านทางสไกป์ด้วย

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

U.K. gets approval to infect healthy volunteers in world’s first coronavirus ‘challenge trial’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

U.K. gets approval to infect healthy volunteers in world’s first coronavirus ‘challenge trial’

InternationalFeb 18. 2021

By The Washington Post · Karla Adam

LONDON – Britain will become the first country to deliberately infect healthy volunteers with the coronavirus, now that the country’s ethics body has approved a “human challenge trial.”

The effort, funded by the British government, aims to accelerate scientific understanding of vaccines and treatments.

The first stage will begin within the month and see up to 90 adults, aged 18 to 30, exposed to the coronavirus “in a safe and controlled environment” to gauge the smallest amount of virus needed to cause infection, the government said in a statement Wednesday.

The government has said that in subsequent stages, which will require further approval, it hopes to quickly assess vaccines and conduct head-to-head comparisons.

Infecting healthy people with a potentially deadly virus – even in small doses and controlled settings – is controversial. And some in Britain have questioned whether there’s still a need, given the rapid authorization and rollout of highly effective vaccines. More than 15 million people in the United Kingdom have already received at least one “jab,” as a vaccine shot is called here.

Clive Dix, the head of Britain’s vaccine task force, said, “We have secured a number of safe and effective vaccines for the U.K., but it is essential that we continue to develop new vaccines and treatments for covid-19.

“We expect these studies to offer unique insights into how the virus works and help us understand which promising vaccines offer the best chance of preventing the infection.”

Robert Read, a professor of infectious diseases at the University of Southampton, said the current vaccines, while very good against most of the strains circulating, “may not actually be the last vaccines that we use globally.” The human challenge trials could “give ourselves the potential to test new vaccines very quickly, and that’s really the primary purpose of this effort.”

When the trial gets underway, volunteers will be infected via droplets squirted up the nose and then monitored closely during a hospital stay. In addition to regular blood and heart rate tests, patients will be given scratch-and-sniff cards, to detect loss of smell, and cognitive tests on a tablet, leader researcher Christopher Chiu said.

Peter Openshaw, an immunologist at Imperial College London and a co-investigator on the study, said it was “important to emphasize that the aim of the initial studies are not to produce any great severity of disease.

“Indeed, if we can just demonstrate that the virus grows in the nose, that’s really the endpoint we’re looking for.

“We’re not aiming to make any of the subjects sick, and we’re doing that by very slowly escalating the dose.”

Scientists will use the version of the virus that has been in circulation since March of last year and not any of the more infectious variants.

The volunteers in the first study will receive about 4,500 pounds ($6,243) for their participation over the course of the study, which will involve 17 days of quarantining at the Royal Free Hospital in north London and follow-ups over 12 months.

The study “involves quite an imposition on a young person, 17 days in quarantine when you cannot be visited by any member of your family or friend or relative,” said Terence Stephenson, chairman of the Health Research Authority. “For the first 1,500 pounds for 17 days, we’ve got something like 88 pounds a day, which I don’t think anyone would sense was a ridiculous coercion or inducement.”

Andrew Catchpole, chief scientific officer for hVIVO, a clinical research organization that is recruiting volunteers, said that while “thousands” have offered to participate, the study is still looking for recruits who have not yet been exposed to the virus and who can pass health screening tests.

Jacob Hopkins, 23, is hoping to take part in the trials, and he is waiting to hear back about his background health checks. “I’m not ignorant to the real risks, but I’ve gone through rigorous pre-screening, and the risks are very, very minor for someone who is young, fit and healthy,” he said.

Hopkins said his biggest concern was the potential long-term effects, “but that’s still not enough to make me change my mind. I want to help bring an end to this as soon as possible.”

Myanmar’s Suu Kyi appears before court without warning #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Myanmar’s Suu Kyi appears before court without warning

InternationalFeb 18. 2021

By Syndication Washington Post, Bloomberg

The first court hearing of ousted Myanmar leader Aung San Suu Kyi since the Feb. 1 coup began earlier than scheduled and without her lawyer present, further signaling the military’s intention to end her political career.

Speaking by phone on Wednesday, her lawyer Khin Maung Zaw said that Suu Kyi appeared in front of the court via video link without representation. The hearing had earlier been scheduled for Wednesday. He said the court has yet to recognize him as her attorney and he has been barred from seeing her since she was detained by the military.

Already facing as many as three years in prison for allegedly possessing illegally imported walkie-talkies, the police filed an additional charge against Suu Kyi on Tuesday under the Natural Disaster Management Law, a conviction for which carries the same penalty. Under that charge, she is accused of violating covid-19 restrictions while campaigning in last year’s election, which her National League for Democracy won in a landslide.

Detained former President Win Myint, who also appeared virtually in court on Tuesday, faces the same charge but has thus far refused legal representation, Khin Maung Zaw said.

“We will try our best to win this case as our leaders are the lifeblood of the state,” he said.

The UN Special Rapporteur on the situation of human rights in Myanmar, Tom Andrews, said in a statement that he was “terrified” of the “potential for violence on a greater scale” Wednesday with several planned protests amid reports of troops converging in Yangon.

“I am issuing an urgent call on all governments, individuals and entities that may have influence on Myanmar military authorities to use that influence to convince the junta that rallies planned for Wednesday must be allowed to proceed without detentions or violence,” he said in the statement.

Despite the concern, protesters numbering in the hundreds of thousands took to the streets of Yangon Wednesday as drivers used vehicles to block streets in defiance of the military.

Brigadier-General Zaw Min Tun, the lead spokesman for the military-run State Administration Council, said Tuesday during the first briefing since the coup that Suu Kyi was in “good health,” adding that authorities were also investigating money laundering at a foundation she runs. The next hearing for Suu Kyi and Win Myint is scheduled for March 1.

Myanmar’s junta shut down the internet for a third straight night Tuesday as part of efforts to stem nationwide protests that have ballooned across the country, according to a Twitter post by monitoring service NetBlocks. Military leaders have struggled to gain control of the streets since ousting the government led by Suu Kyi. She has urged the country’s 55 million people to oppose the army’s move, calling it “an attempt to bring the nation back under the military dictatorship.”

Suu Kyi and other political leaders are among more than 400 people detained since the coup, a number that keeps rising by the day. During the Tuesday briefing, the junta again defended its move to oust the civilian government in the face of nationwide protests, dismissing the impact of U.S. sanctions while showing no signs of a compromise with demonstrators.

“To ensure democracy and prosperity, people should cooperate with us without being emotional,” Zaw Min Tun said.

South Africa begins vaccine rollout after J&J shots arrive #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

South Africa begins vaccine rollout after J&J shots arrive

InternationalFeb 18. 2021

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Felix Njini, Mike Cohen

South Africa began administering its first coronavirus vaccines on Wednesday, dispensing Johnson & Johnson shots to health workers and top politicians just hours after they arrived in country from Belgium.

President Cyril Ramaphosa and Health Minister Zweli Mkhize were among those to be inoculated at a hospital in the Cape Town suburb of Khayelitsha. Their inclusion among the first group of people to be vaccinated was aimed at reassuring the public that they are safe, after surveys showed widespread hesitancy about receiving them.

“This is really a milestone for our country,” Ramaphosa said after receiving his shot. “We are going to be rolling out this vaccine throughout our country. I think it is going to be flawless.”

The government had previously faced criticism from scientists and labor unions for being slow off the mark to procure vaccines, after it lagged 79 countries in beginning their rollout. The country has secured enough doses for all those that need them, according to Mkhize.

The process of vaccinating two-thirds of the population of 60 million in order to achieve herd immunity is expected to take 12 to 18 months, said Stavros Nicolaou, head of the health-work unit at lobbying group Business for South Africa.

“Phase one is critically important,” Nicolaou, who also heads strategic trade at Aspen Pharmacare Holdings Ltd., said in an interview with radio 702 on Wednesday. “We need to vaccinate 1.3 million health workers before we get to the third wave.”

South Africa has recorded more than 1.49 million coronavirus cases since March last year, the most on the continent. A total of 48,313 people who were diagnosed with the disease have died, according to the Health Ministry.

South Africa switched to using J&J shots for its initial inoculations, after a small study showed shots developed by AstraZeneca Plc and the University of Oxford had little impact on mild infections caused by a variant of the virus first identified in the country last year. The J&J vaccines are being issued as part of a study, allowing normal regulatory approvals to be bypassed.

From vaccines to masks, Fed’s prescription for the economy ventures far beyond interest rates #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

From vaccines to masks, Fed’s prescription for the economy ventures far beyond interest rates

InternationalFeb 18. 2021Federal Reserve Chair Jerome PowellFederal Reserve Chair Jerome Powell

By The Washington Post · Rachel Siegel

A sprawling stimulus package may be the next shot in the arm for the economy, but the Federal Reserve is making it clear the recovery also hinges on literal shots in Americans’ arms.

Central bankers tend to talk about interest rates and asset purchases when it comes to policy. But in a downturn as unusual as the covid-19 pandemic, the Fed is increasingly leaning on a new vocabulary set – one that may seem drawn from a medical textbook instead of an economics one.

Whether talking about mask-wearing or social distancing, the Fed’s message increasingly is that healing the economy will require ending the public health crisis. And at their January policy meeting, Fed leaders discussed speedy vaccine delivery as a must-do to carry the economy through to the other side, according to meeting notes released Wednesday.

Policymakers pointed to risks tied to new covid-19 strains, possible public resistance to vaccines and issues with production and distribution of the shots. On the flip side, an effective vaccine program, mixed with aid from Congress, could improve the outlook ahead, the notes said.

“There’s nothing more important to the economy right now than people getting vaccinated,” Federal Reserve Chair Jerome Powell said at a news conference following last month’s meeting.

Powell and his colleagues are quick to leave medical advice to the experts. But their overarching point is that the economy and public health are intertwined like never before.

“Using traditional metrics to gauge or understand the path of the economy has not proven very effective,” said Tim Duy, an economist at SGH Macro Advisors and the University of Oregon. “It’s a very large change in how the Fed views its role in supporting the economy in a much more diverse and inclusive fashion.”

Powell and other Fed leaders have long argued that basic health protocols go hand-and-hand with monetary policy or more aid from Congress. But the vaccine push has been viewed by some economists as an endorsement of the stimulus package currently working its way through Congress. President Joe Biden’s $1.9 trillion stimulus proposal includes hundreds of billions of dollars toward the pandemic response, including a national vaccine program, expanded testing and funding to help schools safely reopen. The White House said last week that it will have enough vaccines for 300 million people by end of July.

“The virus is the bottleneck in the economy,” said David Beckworth, a monetary policy expert at the Mercatus Center, a libertarian think tank at George Mason University. The Fed’s focus on vaccines and other health tools is “a consistent but more focused message that ‘we’ve got to get the virus taken care of,'” Beckworth said.

At the Fed, that message mission is core to restoring the 10 million jobs still missing from the labor force and pumping momentum into a recovery that shows signs of leveling off. And Powell and others have signaled that their job doesn’t stop when the workforce is back to its pre-pandemic strength.

In a speech last week, Powell said that steady employment “improves mental health” and “increases life spans” – goals that stretch far beyond the Fed’s more traditional role.

“Our job is not to replace Dr. (Anthony) Fauci,” Powell said last week. “It really is to understand the implications for the economy, and in this particular case, the risks seem to be to the downside, from a slower rollout of the vaccination, or less successful rollout or the new strains. So we monitor all of that.”