China to stop recognizing special U.K. passports for Hong Kongers as Britain opens door #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

China to stop recognizing special U.K. passports for Hong Kongers as Britain opens door

InternationalJan 29. 2021

By The Washington Post · Lily Kuo, Shibani Mahtani

TAIPEI, Taiwan – China on Friday accused Britain of turning Hong Kong residents into “second-rate” citizens as the country prepares to welcome tens of thousands of people fleeing Beijing’s crackdown in the Asian financial center.

In a gesture set to inflame tensions between China and the U.K., Beijing said that starting on Sunday it would no longer recognize British National (Overseas), or BN(O) passports – a type of British nationality granted to residents of the former colony born before its 1997 handover to Chinese control.

The U.K. on Sunday begins accepting applications for a program that expands the rights of BN(O) holders, allowing them and their families to live and work in Britain and eventually seek citizenship. Some 5.4 million of Hong Kong’s 7.5 million people are eligible, raising the prospect of a mass exodus.

Britain moved to open its doors after China imposed a sweeping national security law on Hong Kong, sharply curtailing political rights, which London said was a clear breach of the handover agreement. Human rights advocates say authorities are using the new powers to target democracy activists and government critics.

On Friday, British Prime Minister Boris Johnson said he was “immensely proud” of his country’s “commitment to the people of Hong Kong.”

“We have stood up for freedom and autonomy – values both the U.K. and Hong Kong hold dear,” he said.

Chinese Foreign Ministry spokesman Zhao Lijian responded by saying China would no longer recognize the BN(O) as a travel document or proof of identification – a step it has been threatening for months. Criticizing the U.K. for “disregarding the fact that Hong Kong has been returned to China for 24 years,” Zhao said Beijing reserved the right to take further action.

“The U.K. is plotting to turn a large number of Hong Kong people into second-rate U.K. citizens,” he said, accusing Johnson’s government of “violently” interfering in China’s affairs.

While the comments were among China’s harshest against Britain, it was unclear how much effect the change would have or whether it could be used to stop Hong Kong residents from fleeing. Residents can leave Hong Kong with a government-issued identity card or Hong Kong passport and later use the BN(O) document to enter the U.K.

Activists helping Hong Kongers settle in Britain saw Beijing’s move as largely symbolic, noting that it would be difficult for Chinese authorities to know who had settled in the U.K. through the BN(O) program.

“Not recognizing the BN(O) as a valid travel document is the mildest action Beijing can take, so it is well expected and even a relief,” said Simon Cheng, who was granted asylum in the U.K. last year and now helps newly arrived Hong Kongers with immigration advice, legal aid and other assistance. Cheng, a former British consulate worker, was snatched and detained in China during a business trip there in 2019, and said he was tortured.

China promised Hong Kong a high degree of autonomy and pledged to preserve the city’s way of life, including a measure of freedom, for 50 years after the handover. But its tightening control of the city, especially after anti-government protests in 2019, has prompted widespread alarm.

Further measures by Beijing could be a concern. Rights groups say Chinese authorities have previously used travel documents as a way to control or pressure citizens it deems troublesome, by confiscating passports or preventing dissidents, as well as Tibetans, Uighurs and other minorities from obtaining passports.

In the months since Beijing imposed the national security law on Hong Kong, residents have sought ways to escape the city.

Britain’s BN(O) offer has been of particular focus. ​Since July 15 last year, some 7, 000 Hong Kong people have resettled in the U.K., which granted them special permission to stay even though the BN(O) program doesn’t take effect until this weekend. Others have also arrived in the U.K. hoping to seek residency through asylum.

In October, the British government estimated that between 123,000 and 153,700 BN(O) passport holders and their dependents could arrive in the first year of the migration offer, and up to 320,000 over five years. Civil society groups say that estimate is conservative, and expect up to 600,000 Hong Kongers to relocate to the U.K.

Activists say Hong Kong authorities could impose further controls, such as pressuring airlines not to recognize the special passports or even restricting dual nationality.

“The worst-case scenario would definitely be the Chinese government urging all Hong Kong [people] to renounce the BN(O) otherwise there will be consequences,” said Nathan Law, an activist who left Hong Kong for Britain. “This is something we ultimately worry about.”

รวบคลินิกลวงโลกหลอกฉีดวัคซีนปลอมกว่า 7 หมื่นโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644007

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 19:00 น.รวบคลินิกลวงโลกหลอกฉีดวัคซีนปลอมกว่า 7 หมื่นโดสคลินิกแห่งหนึ่งในเอกวาดอร์หลอกฉีดวัคซีนปลอมในราคา 450 บาท อ้างจะมีภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 เมื่อฉีดครบ 3 ครั้ง

รัฐบาลท้องถิ่นเอกวาดอร์เผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมคลินิกแห่งหนึ่งในเมืองกีโต เมืองหลวงของเอกวาดอร์ หลังสืบทราบว่าคลินิกแห่งนี้ทำการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ปลอมให้ประชาชนไปแล้วกว่า 70,000 โดส

หัวหน้าเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของเมืองระบุว่าคลินิกดังกล่าวทำการฉีดสารไม่ทราบชื่อโดยคิดค่าบริการคนละ 15 เหรียญสหรัฐ หรือราว 450 บาท โดยหลอกว่าจะมีภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 เมื่อฉีดยาครบ 3 ครั้ง

ด้านเจ้าของคลินิกอ้างว่าไม่ได้ให้วัคซีนต้านโควิด-19 แต่เป็น “วิตามินและเซรั่ม” เพื่อกระตุ้มภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และให้การรักษาพยาบาลอื่นๆ เพื่อรักษาโรค พร้อมเผยว่าได้ให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ไปแล้วราว 20,000 คน

ทั้งนี้ เอกวาดอร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโคโรนาในปีที่แล้ว และขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศกว่า 246,000 คน รักษาหายแล้ว 204,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 14,766 คน

โดยเอกวาดอร์ได้อนุมัติวัคซีนต้านโรคโควิด-19 จากไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) และอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford–AstraZeneca) เรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าจะจัดฉีดวัคซีนให้กับผู้ใหญ่ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายภายในสิ้นปีนี้

Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP

ล้ำไปอีกขั้น! ไต้หวันผลิตชิปรถยนต์แลกวัคซีนจากเยอรมนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644001

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ล้ำไปอีกขั้น! ไต้หวันผลิตชิปรถยนต์แลกวัคซีนจากเยอรมนี เยอรมนีต้องการชิปไปผลิตรถยนต์ ส่วนไต้หวันต้องการวัคซีน ข้อตกลงแลกเปลี่ยนจึงเกิดขึ้น 

หวังเหม่ยฮัว รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันยืนยันว่าได้พบกับ โธมัส พรินซ์ ผู้แทนเยอรมนีประจำไต้หวัน เพื่อหารือเกี่ยวกับการผลิตชิปรถยนต์ของไต้หวันและวัคซีนต้าน Covid-19 ของเยอรมนี  

ก่อนหน้านี้มีรายงานจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวันว่า ไต้หวันขอความช่วยเหลือจากเยอรมนีในการจัดซื้อวัคซีน โดยไต้หวันจะเร่งผลิตชิปสำหรับรถยนต์ให้เยอรมนีตามคำขอของ ปีเตอร์ ไอท์ไมเยอร์ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนี  

ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้ประชาชน แต่ดูเหมือนว่าการจัดหาวัคซีนของไต้หวันจะไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากยังต้องรอวัคซีนล็อตแรกที่คาดว่าจะมาถึงในเดือน มี.ค.

ขณะที่ฝั่งเยอรมนี สหรัฐ และญี่ปุ่นกำลังต้องการชิปรถยนต์จากไต้หวัน เนื่องจากสินค้าขาดตลาดไปทั่วโลก จึงนำมาสู่การเจรจาแลกเปลี่ยนระหว่างไต้หวันและเยอรมนีในครั้งนี้

Photo by Sam Yeh / AFP

การเมืองเมียนมาตึงเครียดจุดกระแสเกิดรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644010

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 17:12 น.การเมืองเมียนมาตึงเครียดจุดกระแสเกิดรัฐประหารกระแสรัฐประหารในเมียนมามาแรงหลังความสัมพันธ์รัฐบาลพลเรือนและกองทัพตึงเครียด

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่แล้วซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดีของอองซานซูจีชนะการเลือกตั้งและได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้น ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลพลเรือนและกองทัพเมียนมาก็เกิดขึ้น

กองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าเกิดการโกงการเลือกตั้ง และประกาศว่าจะเคลื่อนไหวหากข้อร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้งไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดโปร่งใส

อีกทั้งโฆษกของกองทัพยังไม่ยอมยืนยันว่าทหารจะไม่ทำรัฐประหาร ขณะที่ มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพเมียนมายังเสนอให้ล้มรัฐธรรมนูญ จนเกิดความวิตกว่ากองทัพจะทำรัฐประหาร

ล่าสุด อันโตนิโอ กูเตร์เรส แถลงการณ์ว่า กำลังจับตาดูสถานการณ์ในเมียนมาด้วยความกังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายงดเว้นการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการยั่วยุปลุกปั่น นำคนออกมาประท้วง ยึดมั่นต่อบรรทัดฐานประชาธิปไตย และเคารพผลการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน สถานทูตประเทศตะวันตกหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา สหภาพยุโรป และสหรัฐ ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้กองทัพและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดมั่นต่อบรรทัดฐานประชาธิปไตย ขอคัดค้านความพยายามใดๆ ในการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนถ่ายประชาธิปไตยในเมียนมา

อินโดเปลี่ยนรถไฟเป็นรพ.สนาม หลังผู้ป่วยโควิดล้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643991

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.อินโดเปลี่ยนรถไฟเป็นรพ.สนาม หลังผู้ป่วยโควิดล้นยอดผู้ติดโควิด-19 ในอินโดนีเซียทะลุล้าน ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลจนต้องพึ่งรถไฟ

ทางการท้องถิ่นในเมืองมาดิอัน จังหวัดชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ทำการดัดแปลงตู้โดยสารทั้งสิ้น 24 ตู้บนรถไฟขบวนหนึ่งให้เป็นสถานพยาบาลฉุกเฉินและสถานที่กักตัวชั่วคราวสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มล้นโรงพยาบาล

นายกเทศมนตรีเมืองมาดิอันเผยว่าตู้โดยสารเหล่านี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้กว่า 250 คน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถทำได้ในขณะนี้เนื่องจากสถานพยาบาลที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก

โดยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมาอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันเฉียงใต้ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อทะลุ 1 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยในห้องไอซียูทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 70% ซึ่งใกล้ถึงขีดจำกัด และโรงพยาบาลหลายแห่งกำลังประสบปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล

ขณะนี้ อินโดนีเซียมีผู้ป่วยสะสมยืนยันทั่วประเทศ 1.04 ล้านคน เป็นผู้ป่วยรายใหม่ทั้งสิ้น 13,695 คน และมียอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 29,331 คน

Photo by HENDRO / AFP

เปิดโทษคนปกปิดไทม์ไลน์-ไม่กักตัวโควิดในต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643988

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.เปิดโทษคนปกปิดไทม์ไลน์-ไม่กักตัวโควิดในต่างประเทศเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ โทษประเทศไหนแรง-เบากว่าไทย

การปกปิดไทม์ไลน์หรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ Covid-19 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทยในกรณีของดีเจคนดังและบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หลายประเทศทั่วโลกก็ต้องยุ่งยากกับการรับมือกับบุคคลที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมไม่แพ้ไทย และมีบทลงโทษแตกต่างกันไปดังนี้

เริ่มต้นกันที่ประเทศที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดอย่างสิงคโปร์ สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการติดตามเส้นทางของผู้ติดเชื้อมากถึงขั้นที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศว่าจะไม่ลังเลที่จะลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการนี้เลย ซึ่งเคยมีกรณีเกิดขึ้นกับสองสามีภรรยาชาวจีนคู่หนึ่งที่ให้ข้อมูลการเดินทางและสถานที่อยู่เท็จกับเจ้าหน้าที่ และภรรยายังให้ข้อมูลเท็จระหว่างที่กักตัวด้วย

ตามกฎหมายโรคติดต่อของสิงคโปร์ การให้ข้อมูลเท็จและขัดขวางการติดตามเส้นทางการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่จะมีโทษปรับไม่เกินคนละ 10,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 225,233.40 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวโดมินิกันที่ให้ข้อมูลประวัติการเดินทางเท็จ 2 ครั้งต่างวาระกัน หากศาลตัดสินว่าผิดจริงในข้อหาจงใจให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก้เจ้าพนักงานอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อรับโทษครบแล้วต้องถูกเนรเทศและห้ามไม่ให้เดินทางเข้าสิงคโปร์อีก

ด้านไต้หวันซึ่งคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้ดีมากประเทศหนึ่งและลงโทษคนฝ่าฝืนเคร่งครัดมาก อย่างล่าสุดสั่งปรับชายจากเมืองไถจงที่ฝ่าฝืนการกักตัวแอบออกจากที่พักอย่างน้อย 7 ครั้งภายในเวลา 3 วัน เป็นเงิน 1   ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 1.07 ล้านบาท ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุด ขณะที่อัตราโทษปรับต่ำสุดอยู่ที่ 100,000 เหรียญไต้หวัน

ก่อนหน้านี้ไต้หวันสั่งปรับพลเมือง 4 คนที่ฝ่าฝืนมาตรการกักตัวคนละ 1 ล้านเหรียญไต้หวันเช่นเดียวกัน และยังมีกรณีที่แรงงานไทยถูกปรับเช่นกัน

ส่วนในประเทศจีน เมื่อช่วงต้นปีที่แล้วหลายเมือง อาทิ กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ประกาศว่า พลเมืองจีนที่กลับจากต่างประเทศแล้วไม่เปิดเผยอาการหรือประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 จะถูกตัดคะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคม

โทษดังกล่าวอาจฟังดูไม่ค่อยน่ากลัวสำหรับสายตาคนนอก แต่สำหรับชาวจีนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแน่นอน เพราะคนที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมต่ำๆ อาจถูกขึ้นบัญชีดำไม่ให้เข้าสถานที่สาธารณะ จองตั๋วรถไฟ หรือห้ามไม่ให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์

ทว่าล่าสุดทางการจีนเอาจริงสั่งลงโทษหนักกว่าหักคะแนน นั่นคือกรณีของนักชีวสถิติหญิงรายหนึ่งที่เริ่มมีอาการป่วยคล้าย Covid-19 แต่กลับทานยาลดไข้เพื่อให้ผ่านการตรวจอุณหภูมิร่างกายที่สนามบิน ก่อนจะบินกลับจากสหรัฐโดยที่ไม่รอผลตรวจ และสุดท้ายเธอติดเชื้อและทำให้ผู้โดยสารคนอื่นอีก 63 คนต้องถูกกักตัวดูอาการไปด้วย โดยศาลสั่งจำคุกเธอ 1 ปีในข้อหาขัดขวางการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ โดยให้รอลงอาญาไว้ก่อน

ขยับไปที่เกาหลีใต้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDC) ประกาศชัดเจนว่า การให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูลอันเป็นอุปสรรคต่อการควบคุม Covid-19 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 10 ล้านวอน หรือ 267,424 บาท นอกจากนี้การฝ่าฝืนคำสั่งกักตัวก็อาจได้รับโทษเช่นเดียวกันนี้ และทางการยังคาดโทษผู้ที่ทานยาเพื่อให้ผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบินว่าจะเจอโทษหนัก หลังจากวัยรุ่นรายหนึ่งทานยาลดไข้ปริมาณมากเพื่อให้เข้าสนามบินได้

ส่วนที่ญี่ปุ่น กระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะลงโทษบุคคลที่โกหกหรือไม่ตอบคำถามเพื่อตามหาเส้นทางการติดเชื้อ โดยเสนอให้ลงโทษปรับไม่เกิน 500,000 เยน หรือ 143,523 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นเรื่องให้สภาพิจารณา นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังกำหนดโทษสำหรับผู้ที่หนีการกักตัวให้จำคุกพร้อมกับใช้แรงงานไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเยน หรือ 286,953 บาท

ข้ามไปที่อังกฤษซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังสูง ทั้งยังต้องเผชิญกับเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้ง่าย ที่อังกฤษพบการให้ข้อมูลเท็จเช่นกัน แต่เป็นข้อมูลของคนอื่น เช่น แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าคนที่ตัวเองไม่ชอบหน้าติดเชื้อ เพื่อกลั่นแกล้งให้คนคนนั้นต้องเข้ารับการกักตัว โดยผู้กระทำต้องถูกปรับ 1,000 ปอนด์ หรือ 41,092 บาท สำหรับความผิดครั้งแรก และหากทำผิดข้อหาเดียวกัน 4 ครั้ง โทษปรับจะเพิ่มเป็น 10,000 ปอนด์ หรือ 410,988 บาท และหากผู้ติดเชื้อปกปิดข้อมูลของตนเองก็ต้องระวางโทษเดียวกัน 

ขณะที่ออสเตรเลียยังไม่มีมาตรการลงโทษผู้ที่โกหกหรือปกปิดไทม์ไลน์ แม้ว่าจะเคยเกิดกรณีที่พนักงานร้านพิซซ่าที่ติดเชื้อรายหนึ่งในรัฐเซาท์ออสเตรเลียโกหกเกี่ยวกับการทำงานของตัวเองจนทางการต้องสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ 6 วันมาแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะไม่มีมาตรการลงโทษคนที่ให้ข้อมูลเท็จ ในระดับรัฐมีคำสั่งของหน่วยงานสาธารณสุขให้ปรับคนที่ให้ข้อมูลเท็จหรือสร้างความเข้าใจผิดในการออกเอกสารการเดินทางข้ามรัฐ อาทิ รัฐนิวเซาท์เวลส์ หากให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่อาจถูกปรับ 4,000 เหรียญออสเตรเลีย หรือ 91,864.84 บาท

นอกจากนี้ ยังมีชาวออสเตรเลียอีกหลายคนในรัฐควีนส์แลนด์ที่ต้องขึ้นศาล เนื่องจากเดินทางข้ามพรมแดนโดยไม่เปิดเผยว่าเคยไปอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดหนัก

สำหรับประเทศไทย มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 17 ) ข้อ 4 เรื่องโทษ ระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดซึ่งออกตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548  ย่อมเป็นความผิดซึ่งอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่จงใจปกปิดข้อมูลการเดินทางหรือแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและควบคุมโรคเป็นผลให้เชื้อโรคแพร่ออกไป อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มีโทษคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อเทียบกันแล้วถือว่าโทษปรับของไทยน้อยมาก แต่โทษจำคุกสูงสุดสูงกว่าประเทศอื่น ขณะที่ไต้หวันมีโทษปรับสูงที่สุดในจำนวนประเทศที่เอ่ยถึง

เกาหลีใต้เฮ! ศาลไฟเขียวนำเข้าตุ๊กตายางไม่ผิดศีลธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643965

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 13:00 น.เกาหลีใต้เฮ! ศาลไฟเขียวนำเข้าตุ๊กตายางไม่ผิดศีลธรรมศาลกรุงโซลไฟเขียวนำเข้าตุ๊กตายาง มองรัฐไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว

สำนักข่าวเกาหลีใต้ยอนฮับรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมาศาลกรุงโซลอนุญาตให้นำเข้าตุ๊กตายาง โดยระบุว่าเป็นของใช้ส่วนตัวไม่ได้ทำให้ศีลธรรมของประชาชนเสื่อมเสียแต่อย่างใด

จึงได้มีคำสั่งยกเลิกคำตัดสินของสำนักงานศุลกากรประจำสนามบินนานาชาติคิมโพในกรุงโซลที่ระงับการนำเข้าตุ๊กตายางจากต่างประเทศ

โดยในเดือนมกราคมปีที่แล้ว บริษัทท้องถิ่นแห่งหนึ่งพยายามนำเข้าตุ๊กตายางจากประเทศจีนโดยผ่านสนามบินนานาชาติคิมโพ แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำสนามบินสั่งระงับโดยกล่าวว่าสินค้าดังกล่าวบ่อนทำลายศีลธรรมอันดีของประชาชน

ทั้งนี้ คำตัดสินล่าสุดของศาลระบุว่า “สินค้าดังกล่าวไม่มีการแสดงส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือจุดซ่อนเร้นอย่างโจ่งแจ้งที่สร้างความเสียหายร้ายแรงหรือขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เป็นการทำลายศีลธรรมของประชาชน”

พร้อมระบุว่าเซ็กส์ทอยถูกใช้ในพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งรัฐไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวรวมถึงเคารพในเสรีภาพของประชาชน

อย่างไรก็ตามยังคงมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเข้าตุ๊กตายางโดยมองว่าเป็นการล่วงละเมิดเพศมารดาและกระตุ้นอาชญากรรมทางเพศ

photo by AFP / Behrouz MEHRI

ชาวโปแลนด์ลุกฮือต้านกฎหมายห้ามทำแท้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643959

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 11:30 น.ชาวโปแลนด์ลุกฮือต้านกฎหมายห้ามทำแท้งรัฐบาลโปแลนด์ประกาศใช้กฎหมายห้ามทำแท้งในกรณีที่ตัวอ่อนมีความผิดปกติ ส่งผลให้การประท้วงที่ยืดเยื้อยาวนานถูกยกระดับขึ้นไปอีก

หลังจากที่รัฐบาลโปแลนด์บังคับใช้กฎหมาย “ห้ามทำแท้งในกรณีที่ตัวอ่อนมีความผิดปกติโดยกำเนิด” เมื่อคืนวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ประชาชนรวมถึงกลุ่มนักเคลื่อนไหวสนับสนุนสิทธิสตรีต้องประกาศสงครามและยืนกรานว่าจะยกระดับการประท้วงขึ้นไปอีก โดยการประท้วงในกรณีดังกล่าวยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์นับตั้งแต่ที่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย

ในคืนวันที่ 28 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันในกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์ รวมถึงเมืองอื่นๆ อีกประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศ โดยกลุ่มผู้ประท้วงมองว่าการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะลิดรอนสิทธิมนุษยชน และเป็นการ “ก้าวถอยหลัง”

อีกทั้งยังมองว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ป้องกันการทำแท้ง แต่เป็นการบังคับให้ผู้หญิงต้องให้กำเนิดลูกที่พิการหรือเป็นดาวน์ซินโดรม

ตามรายงานระบุว่าในแต่ละปีมีผู้หญิงทำแท้งถูกกฎหมายไม่ถึง 2,000 คน และประเมินว่าผู้หญิงอีก 200,000 คนเลือกทำแท้งเถื่อนหรือเดินทางไปทำแท้งต่างประเทศ

การเดินขบวนเริ่มตึงเครียดขึ้นในช่วงดึก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้กลุ่มผู้ประท้วงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนก่อนออกจากพื้นที่ และมีรายงานการจับกุมหลายครั้งด้วยกัน

ทั้งนี้ มีการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวครั้งแรกในเดือนตุลาคม ซึ่งส่งผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโปแลนด์นับตั้งแต่การล่มสายของคอมมิวนิสต์ในปี 1989 และรัฐบาลต้องชะลอการดำเนินการตามคำตัดสินเป็นเวลาหลายเดือนหลังเผชิญกับการประท้วง แต่สุดท้ายก็บังคับใช้กฎหมายอย่างกระทันหันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

โดยตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนุญระบุว่า “ชีวิตของมนุษย์มีค่าในทุกช่วงของวิวัฒนาการ และในฐานะที่มีค่านั้นจึงเป็นที่มาของกฎหมายและควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย”

อย่างไรก็ตามการทำแท้งจะได้รับอนุญาตต่อเมื่อในกรณีถูกข่มขืน และกรณีผู้ตั้งครรภ์มีปัญหาด้านสุขภาพซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต 

Photo by Wojtek RADWANSKI / AFP

เฟซบุ๊คเตรียมปรับลดการมองเห็นข่าวการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643957

วันที่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 10:18 น.เฟซบุ๊คเตรียมปรับลดการมองเห็นข่าวการเมืองเฟซบุ๊คจะไม่แนะนำเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองให้ผู้ใช้บริการอีกต่อไป

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊คเผยระหว่างการประชุมรายงานผลประกอบการรายไตรมาสว่า เฟซบุ๊คจะไม่แนะนำเฟซบุ๊คกรุ๊ปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไป รวมถึงจะลดปริมาณเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองใน News Feed ลงด้วย โดยนโยบายนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของบริษัทในปีนี้

“ผู้ใช้งานเฟซบุ๊คไม่ได้ต้องการให้การเมืองและการปะทะกันมาทำลายประสบการณ์การใช้งานบนแพลตฟอร์ม…เราจะเดินหน้าให้ความสำคัญกับการเป็นพลังในการทำให้ผู้ใช้งานใกล้ชิดกันมากขึ้น” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว

เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วเฟซบุ๊คประกาศว่าได้หยุดการแนะนำเฟซบุ๊คกรุ๊ปที่เกี่ยวข้องกับการเมืองให้ผู้ใช้ในสหรัฐชั่วคราวในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐ แต่ล่าสุดนี้ซักเคอร์เบิรฺกระบุว่าจะนำมาใช้กับทั่งแพลตฟอร์มทั่วโลก

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้เฟซบุ๊คจำกัดการแนะนำเฟซบุ๊คกรุ๊ปของระบบอัลกอริทึม เนื่องจากบางกลุ่มถูกใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ  หรือนัดแนะกันจัดกิจกรรมที่มีความรุนแรง

ขณะที่รายรับของเฟซบุ๊คในไตรมาสที่ 4 ของปี 2020 อยู่ที่ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

Photo by BERTRAND GUAY / AFP

ปิดโรงเรียน: ปัญหาระดับโลกอาจทำเด็กหลุดออกจากระบบถึง 24 ล้านคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643917

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 20:30 น.ปิดโรงเรียน: ปัญหาระดับโลกอาจทำเด็กหลุดออกจากระบบถึง 24 ล้านคนการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบอันเลวร้ายต่อทั่วโลก รวมถึงระบบการศึกษาซึ่งกระทบนักเรียนถึง 90% ทั่วโลก

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกส่งผลให้หลายภาคส่วนต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางหรืองดออกจากบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมไปถึง “โรงเรียน” ก็มีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นแบบ “ออนไลน์”

หลายคนคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วนับตั้งแต่การแพร่ระบาดใหญ่เมื่อต้นปีที่แล้ว และสถานการณ์เหมือนจะเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ แต่สุดท้ายการเรียนออนไลน์ก็กลับมาอีกครั้งท่ามกลางเสียงสะท้อนจากทั้งนักเรียน นักศึกษา และอาจารย์จำนวนมากที่ออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดจากการเรียนออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านประสิทธิภาพในการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ และปัญหาความเหลื่อมล้ำในเด็กที่เข้าไม่ถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนในรูปแบบออนไลน์

รวมทั้งรศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ออกมาประท้วงและชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเรียนอันเนื่องมาจากการปิดโรงเรียน

ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นแต่ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลกโดยเฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหารองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ออกแถลงการณ์ “เด็กๆ ไม่สามารถรับผลกระทบของการปิดโรงเรียนต่อไปได้อีกปี” ซึ่งระบุว่าโรงเรียนไม่ใช่สถานที่หลักของการแพร่เชื้อ และมีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการปิดโรงเรียน

ซึ่งการปิดโรงเรียนในประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนร้อยละ 90 ทั่วโลก โดยเด็กนักเรียนกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถเรียนทางไกลได้ และมีการประมาณการณ์ว่าเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจะเพิ่มขึ้นถึง 24 ล้านคน

หลายประเทศในโลกกำลังประสบปัญหาจากการเรียนออนไลน์เช่นกัน อาทิ สหราชอาณาจักรที่ได้ขยายเวลาในการปิดโรงเรียนไปอีก จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดเป็นเดือนก.พ. แต่ต้องเลื่อนออกไปอีกเป็นเดือนมี.ค. ซึ่งเด็กๆ พลาดการเรียนการสอนในห้องเรียนไปแล้วอย่างน้อย 111 วันจากทั้งหมด 190 วันนับตั้งแต่การล็อกดาวน์ครั้งแรกในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา

การประกาศดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก หลายฝ่ายรวมถึงผู้ปกครองเรียกร้องให้กลับมาเรียนตามปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด หรือย่างน้อยก็เริ่มจากเปิดเรียนให้เด็กประถมก่อน เนื่องจากนักรณรงค์เตือนว่าการอยู่แต่ในบ้านเป็นการทำลายโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กๆ รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตและโรคอ้วน พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันเปิดโรงเรียนประถมโดยเร็วที่สุด

ด้านกรรมาธิการด้านเด็กและเยาวชนแห่งสหราชอาณาจักรยังรายงานว่า 1 ใน 6 ของนักเรียนทั้งหมดกำลังประสบปัญหาสุขภาพจิตอันเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียน

เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เริ่มมีการปิดโรงเรียนมาตั้งแต่เดือนมีนาคม รวมถึงการสอบใบรับรองระดับอุดมศึกษาของมาเลเซีย (STPM) ก็ถูกเลื่อนออกไป ซึ่งสร้างคามกังวลสับสนให้กับเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง

โรงเรียนในมาเลเซียต้องหันมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์เช่นกัน และแม้ว่ากระทรวงศึกษามาเลเซียจะจัดทำบทเรียนและออกอากาศทางช่องโทรทัศน์แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพของบทเรียนดังกล่าวและประสิทธิผลของการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้การเรียนออนไลน์มาเลเซียก็เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกันโดยนักเรียนบางส่วนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น

รวมถึงเพิ่มภาระให้ผู้ปกครองในการดูแลการศึกษาออนไน์ของบุตรหลาน ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความเครียดที่เกิดจากการแพร่ระบาด เด็กๆ เองก็ต้องปรับตัวจากการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการไม่มีกิจกรรมอันเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียน

ยูนิเซฟยังได้สรุปปัญหาที่เกิดจากการปิดโรงเรียนออกมาเป็นหลายประการด้วยกัน ได้แก่ การเรียนหยุดชะงักลง, เด็กในครอบครัวยากไร้จะขาดโภชนาการที่ดี, คามสับสนและความเครียดของคุณครู, ผู้ปกครองไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนออนไลน์ที่บ้าน, ความยากในการปรับปรุงการเรียนในรูปแบบออนไลน์, ช่องว่างในการดูแลเด็ก, ต้นทุนทางเศรษฐกิจสูง, เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบางรายไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากต้องดูแลเด็ก, แรงกดดันต่อโรงเรียนที่ยังคงเปิดอยู่, อัตราการลาออกกลางคันเพิ่มขึ้น, กลุ่มแสวงหาประโยชน์จากเด็กเพิ่มขึ้น อาทิ ใช้แรงงานเด็ก, เกิดการแยกตัวออกจากสังคม และความยากในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ในแถลงการณ์ของยูนิเซฟยังระบุว่า “พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงและระบบสาธารณสุขกำลังแบกรับภาระอย่างหนัก ซึ่งอาจจำเป็นต้องปิดโรงเรียน ก็ควรมีมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อให้เด็กบางกลุ่มสามารถเรียนต่อได้ในห้องเรียน เช่น กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในบ้าน หรือเด็กที่ต้องพึ่งพิงอาหารที่โรงเรียน หรือเด็กที่พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน”

“นอกจากนี้ ควรจัดชั้นเรียนพิเศษเพื่อช่วยให้เด็กที่ไม่สามารถเรียนทางไกล สามารถเรียนตามทันได้ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากเด็กๆ ต้องเผชิญกับการปิดโรงเรียนต่อไปอีก 1 ปี ก็จะส่งผลกระทบต่อไปอีกหลายรุ่นอายุทีเดียว”

Photo by Hector RETAMAL / AFP