ลูกสาวหัวเว่ยโร่ฟ้องศาลเจอส่งกระสุนปืนขู่ถึงบ้านพัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642715

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 12:45 น.ลูกสาวหัวเว่ยโร่ฟ้องศาลเจอส่งกระสุนปืนขู่ถึงบ้านพักเมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของหัวเว่ยได้รับจดหมายข่มขู่หลายครั้งขณะถูกกักบริเวณในแวนคูเวอร์

บีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า เมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของหัวเว่ยไดรับจดหมายข่มขู่หลายครั้งรวมถึงกระสุนปืนทางไปรษณีย์ขณะที่กำลังถูกกักบริเวณอยู่ในแวนคูเวอร์หลังได้รับการประกันตัว

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยที่ศาลสูงสุดของบริติชโคลัมเบีย โดย ดั๊ก เมย์นาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยของบริษัท ไลออน เกต ริกส์ เมเนจเมนท์ (Lion Gate Risk Management) ซึ่งเป็นบริษัทที่รักษาความปลอดภัยให้กับเมิ่งให้การว่า

“เมิ่งได้รับจดหมายข่มขู่ 5 หรือ 6 ฉบับที่บ้านพักของเธอในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2020 และบางครั้งก็มีกระสุนอยู่ภายในซองจดหมาย”

อย่างไรก็ตามไม่มีการเปิดเผยตัวตนของผู้ส่งจดหมายและยังไม่ทราบถึงแรงจูงใจที่เป็นไปได้ในการส่งจดหมายข่มขู่เหล่านั้น

เมิ่งและทนายความเรียกร้องให้ศาลผ่อนคลายเงื่อนไขการประกันตัวของเธอรวมทั้งรายละเอียดรักษาความปลอดภัยที่ติดตามเธอตลอด 24 ชั่วโมง

เนื่องจากเธอมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามหลังได้รับการประกันตัว อาทิ ได้รับอนุญาตให้ออกจากที่พักได้ระหว่างเวลา 6.00 น. ถึง 23.00 น. เท่านั้น และสวม GPS ที่ข้อเท้าติดตามเธอตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้อนุญาตให้สมาชิกครอบครัวของเธอเดินทางเข้าแคนาดาแล้ว

ทั้งนี้ เมิ่งถูกควบคุมตัวในเดือนธันวาคม 2018 ที่สนามบินนานาชาติแวนคูเวอร์โดยมีหมายจับจากสหรัฐอเมริกาในข้อหาฉ้อโกงธนาคารด้วยการทำให้ธนาคาร HSBC เข้าใจผิดเกี่ยวกับการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ

คดีดังกล่าวสร้างความแตกแยกระหว่างจีนและแคนาดา โดยทางการจีนเรียกร้องให้แคนาดาปล่อยเธอหลายครั้งและเธอได้รับการประกันตัวไม่นานหลังถูกจับกุมแต่ต้องถูกกักบริเวณในแวนคูเวอร์ตั้งแต่นั้นมา

Photo by Don MacKinnon / AFP

วอชิงตันคุมเข้มตรึงกองกำลัง 2 หมื่นนาย หวั่นม็อบบานปลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642699

วันที่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 10:45 น.วอชิงตันคุมเข้มตรึงกองกำลัง 2 หมื่นนาย หวั่นม็อบบานปลายคาดว่าจะมีกองกำลังติดอาวุธราว 2 หมื่นนายในวอชิงตันดี.ซี. ซึ่งมากกว่าทหารสหรัฐในอิรักและอัฟกานิสถาน

เอเอฟพีรายงานว่า ขณะนี้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยตรึงกองกำลังติดอาวุธจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีทหารจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิราว 20,000 นายในวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อดูแลความปลอดภัยในช่วงพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งมากกว่าจำนวนทหารสหรัฐในอิรักและอัฟกานิสถานเสียอีก

โดยบริเวณอาคารรัฐสภาถูกล้อมรอบด้วยรั้วรักษาความปลอดภัยคล้ายกับที่เคยสกัดกั้นบริเวณทำเนียบขาวในช่วงหลายเดือนก่อนที่มีการประท้วงทั่วประเทศเพื่อต่อต้านกรณีที่ตำรวจสังหารจอร์จ ฟลอยด์ ชายชาวแอฟริกันอเมริกัน

ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดเหตุจลลาจลรุนแรงอีกครั้งเพื่อคัดค้านการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้หลังจากที่เกิดเหตุอลหม่านไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

การระดมกำลังทหารเกิดขึ้นไม่นานก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับรองให้ดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ถูกยื่นถอดถอนถึง 2 ครั้ง

โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 232-197 เพื่อถอดถอนทรัมป์ โดยมี 10 เสียงมาจากสมาชิกพรรครีพับลิกันและ 222 เสียงจากพรรคเดโมแครต

ทั้งนี้ สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ยังคงเดินหน้าดำเนินคดีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุจลาจลาที่รัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

Photo by Brendan Smialowski / AFP

เพื่อนบ้านเร่งตุนวัคซีน ไทยควรรีบตามหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642670

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 21:39 น.เพื่อนบ้านเร่งตุนวัคซีน ไทยควรรีบตามหรือไม่? ในบรรดาประเทศอาเซียน อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรงที่สุด

อินโดนีเซียยังมีประชากรที่หนาแน่น และมีจำนวนประชากรมากที่สุดอันดับ 4 ของโลก อินโดนีเซียจึงถูกบีบให้เร่งกว้านวัคซีนมาฉีดให้ประชาชน วัคซีนที่ได้มาคือ CoronaVac จากบริษัท Sinovac ของจีน

สำนักงานควบคุมอาหารและยาของอินโดนีเซียบอกว่าจากข้อมูลเฉพาะกาลหลังการทดสอบกับมนุษย์พบว่า CoronaVac มีประสิทธิภาพ 65.3% แต่หนึ่งวันหลังจากนั้นบราซิลซึ่งทดสอบใช้ CoronaVac เช่นกันบอกว่าประสิทธิภาพของมันแค่ 50.4% ต่ำกว่าตัวเลขที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ว่ามีประสิทธิภาพถึง 78%

50% อาจจะดูน่ากังขาอย่างมาก แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้วัคซีนมีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 50% จึงจะสามารถอนุมัติใช้วัคซีนได้ หมายความว่ามันก็ใช้ได้ แต่ต้องเผื่อใจไว้ด้วย

พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ฉีดวัคซีนไป 100 คนจะมีแค่ 50 คนที่จะไม่ติดโรค ส่วนที่เหลือก็ต้องลุ้นกันไป

แต่ถึงจะไม่เต็มร้อยและช่วยได้แบบ 50/50 แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สำหรับประเทศที่ระบบสาธารณสุขแบกรับไม่ไหวแล้ว การที่มีคนติดโรคลดลงไปกว่าครึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มองเห็นแง่มุมนี้ หลายคนรู้สึกว่าหากวัคซีนมีประสิทธิภาพไม่เต็มร้อยก็ไม่ควรฉีดมัน ลักษณะแบบนี้จะทำให้การป้องกันการระบาดมีปัญหาขึ้นมา และอาจจะเข้าข่าย “กลุ่มต่อต้านวัคซีน” (anti-vaccination) เอาง่ายๆ

แต่ก็มีผู้เถียงว่าการไม่ไว้ใจวัคซีนโควิด-19 ไม่ได้หมายความว่าเป็นการต่อต้านมัน เพียงแค่รู้สึกว่ามันยังมีข้อมูลไม่ชัดเจน และยังไม่อุ่นใจกับว่าประสิทธิภาพ ประเด็นนี้จึงเป็นหน้าที่ของแต่ละรัฐบาลจะต้องไปให้ความรู้ประชาชนกันเอง ประเทศไหนทำไม่สำเร็จ การหยุดยั้งการระบาดอาจจะยากสักหน่อย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วแพทย์ในอินโดนีเซีย เช่น สมาคมแพทย์แห่งอินโดนีเซีย (IDI) เตือนรัฐบาลว่าอย่ารีบร้อนผลักดันโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 และขอให้อดทนรอผลการทดสอบไปก่อน และชี้ว่ามีประเทศที่รอดูผลการทดสอบที่พิมพ์เผยแพร่แล้วเหมือนกัน

สำนักข่าวรอยเตอร์ยังสัมภาษณ์แพทย์ชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งที่ชื่อยุสเดนี ลานาซักตี (Yusdeny Lanasakti) ที่บอกว่า “ผมไม่ได้ปฏิเสธวัคซีน แต่ผมปฏิเสธวัคซีนของ Sinovac” และแพทย์บางคนบอกกับรอยเตอร์สว่าเขาพร้อมจะฉีดวัคซีน แต่มันยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ เช่น ภูมิคุ้มกันจะยาวนานแค่ไหน และมันจะเสื่อมประสิทธิภาพในลักษณะไหน

ความกังขานี้ทำให้ดิกกี้ บูดิแมน (Dicky Budiman) นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธในออสเตรเลียบอกว่า “ถ้ายังมีความกังขาในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข ก็หมายความว่ามันมีปัญหาที่ระดับรากเหง้า”

นักวิทยาศาสตร์ที่ออสเตรเลียก็มีปัญหากับวัคซีนเช่นกัน รอยเตอร์สรายงานว่านักวิทยาศาสตร์ที่นั่นกังขากับประสิทธิภาพของวัคซีนของ AstraZeneca ในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เพราะมีประสิทธิภาพ 62% เทียบกับของ Pfizer-BioNtech ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 90%

ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าออสเตรเลียจะมีปัญหากับวัคซีนจีนหรือไม่ เพราะแค่วัคซีนของตะวันตกที่เปอร์เซ็นต์น้อยพวกเขาก็ยังไม่ยอมรับ

ข้ามมาที่มาเลเซีย เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนมกราคมสถานการณ์ก็เลวร้ายถึงขีดสุดถึงกับรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ก่อนหน้าที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินมาเลเซียที่ละล้าละลังมาระยะหนึ่งก็รีบไปดีลวัคซีนจากหลายๆ

มาเลเซียใช้สูตรคล้ายๆ ไทย คือรับทั้งวัคซีนตะวันตก คือ Pfizer/BioNTech โดยสั่งเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า และสั่งจาก AstraZeneca ด้วย นอกจากนั้นยังดีลกับ Sinovac และ CanSino Biologics ของจีน แต่ที่ไม่เหมือนไทยคือไปเอาวัคซีนรัสเซียคือ Sputnik V มาด้วย

เป้าหมายของมาเลเซียก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการฉีดวัคซีนให้ประชากร 60% – 70%

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวจากบราซิลว่าวัคซีน CoronaVac มีประสิทธิภาพ 50.4% ทางการมาเลเซียก็ตอบรับในวันเดียวกันว่าจะศึกษาข้อมูลทางคลินิกของวัคซีนตัวนี้ก่อนจะอนุมัติการใช้งาน

แต่ถึงจะมีความจำเป็นเร่งด่วน มาเลเซียก็มีกลุ่มที่ติงเรื่องการใช้วัคซีนคือ Covid Research Centre ในกัวลาลัมเปอร์ที่บอกว่าวัคซีนของ Pfizer ไม่เหมาะกับมาเลซียและ “เป็นประเด็นถกเถียงมากที่สุดในขณะที่อีกสองวัคซีนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน เพียงแต่จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและข้อมูลมากกว่านี้”

กลายเป็นว่ากลุ่มนี้กังขากับวัคซีนตะวันตก แต่อ้างว่าชาวมาเลเซียยอมรับวัคซีนอีก 2 สูตรจากจีน

หากเป็นในเมืองไทยคาดเดาได้เลยว่าคนไทยจะต้องเชื่อใจวัคซีนตะวันตกมากว่าวัคซีนจากประเทศจีน

กลุ่มนี้มีจดหมายเปิดผนึกออกมาก่อนที่จะมีการเปิดเผยผลการทดสอบจากบราซิลว่าหนึ่งในวัคซีนจีนให้ผลแค่ 50.4% แต่ดูเหมือนว่าประเด็นของทางกลุ่มไม่ได้ที่ประสิทธิภาพของวัคซีน แต่อยู่กระบวนการผลิตมากกว่า

ทางกลุ่มชี้ว่า Pfizer/BioNTech ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตวัคซีนคือเทคโนโลยี mRNA ที่ใช้วิธีการฉีด RNA สังเคราะห์เข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวัคซีนของตัวเองขึ้นมา เทคโนโลยีใหม่นี้ทางกลุ่มยังไม่มั่นใจ ขณะที่วัคซีนของจีนใช้เทคโนโลยีแบบเดิมในการผลิตวัคซีนที่เรียกว่าวัคซีนเชื้อตาย (Inactivated vaccine) คือวัคซีนที่ประกอบขึ้นจากตัวไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อก่อโรคอื่นที่ถูกเพาะขึ้นแล้วทำให้ตายหรือไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ และไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้

ที่น่าสนใจก็คือในระหว่างที่บริษัทต่างๆ เร่งผลิตวัคซีนกันเอาเป็นเอาตาย แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Merck กลับเงียบกริบ

ใครที่อยู่ในวงการธุรกิจยาย่อมทราบดีว่า Merck เป็นเจ้าตลาดโดยเฉพาะในเรื่องวัคซีน แต่คราวนี้ Merck กลับไม่มีผลงานอะไรเด่นชัด ปล่อยให้บริษัทอื่นซึ่งบางรายเป็นบริษัทระดับรองๆ ด้วยซ้ำลงมาเล่นในตลาดวัคซีนโควิด-19 คำถามก็คือทำไม?

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 เคน เฟรเซียร์ (Ken Frazier) ซีอีโอของ Merck และผู้ทรงอิทธิพลชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนาวัคซีนได้เตือนถึงอันตรายจากการเร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีนในปัจจุบัน เขาบอกว่า “ก่อนอื่น (การพัฒนาวัคซีน) ต้องใช้เวลามาก…ทำไมน่ะหรือ? (เพราะ) ต้องมีการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด”

ส่วนโรเจอร์ เพิร์ลมัตเตอร์ (Dr. Roger Perlmutter) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Merck บอกว่าเขากังวลกับการลงไปเสี่ยงดวงกับเทคโนโลยีวัคซีนที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Merck ก็พัฒนาวัคซีนแข่งกับรายอื่นๆ ในที่สุด แต่ก็ยังไม่วายที่เคน เฟรเซียร์จะบอกว่ายาและวัคซีนสำหรับโควิด-19 ไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งการการระบาด เราจะยังคงต้องสวมหน้ากากป้องกันกันต่อไปในปีนี้

สำหรับประเทศไทย ช่วงก่อนปลายปีก่อนการระบาดอีกรอบ รัฐบาลได้ประกาศดีลกับบางบริษัทผู้ผลิตวัคซีน และเผยว่าวัคซีนบางตัวจะนำมาใช้ได้ช่วงปลางปี 2021 โดยที่ไม่ได้มีบรรยากาศของความจำเป็นเร่งด่วนนัก เพราะในเวลานั้นไทยค่อนข้างที่จะคุมอยู่ จนกระทั่งสถานการณ์เปลี่ยนไปช่วงปลายปี

หลังจากที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการได้ยินข่าวคราวว่าเพื่อนบ้านได้รับวัคซีนจากจีนและรัสเซีย ทำให้สาธารณชนเริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลถึงเชื่องช้านักในการซื้อวัคซีน”

แรงกดดันนี้ทำให้รัฐบาลต้องรีบขยับด้วยการเร่งไปดีลกับผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพิ่มเติม ในช่วงแรกๆ ไทยเน้นดีลกับบริษัทตะวันตก จนกระทั่งไปดีลกับบริษัทจีนมาด้วย

แต่หลังจากนั้นสาธารณชนก็เริ่มตั้งคำถาม (อีกครั้งว่า) วัคซีนจีนมีประสิทธิภาพจริงหรือ? และบางคนยังตั้งคำถามเรื่องประเด็นการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจเบื้องหลังการดีลกับจีนด้วย

แต่ในเมืองไทยยังถกเถียงกันน้อยเรื่องที่ว่าเราควรรอผลการทดสอบก่อนหรือไม่ ส่วนหนึ่งเพราะความรู้สึกว่าเราไม่สามารถแบกรับการล็อคดาวน์ได้อีกต่อไปแล้ว (แม้ว่ารัฐบาลจะเลี่ยงใช้คำว่าล็อคดาวน์ก็ตาม) เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักหน่วงเกินไป ถึงขนาดบอกกันว่า “ยอมติดโควิดดีกว่าอดตาย” และวัคซีนจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราต้องล็อคดาวน์อีก

ลองดูที่ออสเตรเลีย แม้ว่ารัฐบาลจะถูกดดันอย่างหนักเหมือนที่รัฐบาลไทยกำลังเจอ แต่นายกรัฐมนตรีสก็อต มอร์ริสันบอกว่าจะไม่ยอมเสี่ยงโดยไม่จำเป็นเพราะ “ออสเตรเลียไม่ได้อยู่ภาวะฉุกเฉินเหมือนสหราชอาณาจักร ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องใช้ทางลัด”

บางทีหากรัฐบาลไทยสามารถควบคุมการระบาดครั้งล่าสุดไว้ได้ เราควรจะรอดูผลการใช้ในประเทศอื่นก่อนหรือไม่? แทนที่จะเร่งรีบไล่ตามเพื่อนบ้านให้ทัน ทั้งๆ ที่มันไม่ควรเป็นการแข่งขัน และหากเป็นการแข่งขัน มันก็เป็นการแข่งขันที่สุ่มเสี่ยงอย่างมาก

Photo by Gent SHKULLAKU / AFP

จีนอวดโฉมต้นแบบ ‘รถไฟแมกเลฟ’ ความเร็วสูง 620 กม./ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642665

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 20:30 น.จีนอวดโฉมต้นแบบ 'รถไฟแมกเลฟ' ความเร็วสูง 620 กม./ชม.จีนเปิดตัวหัวรถจักรพลังงานแม่เหล็กความเร็วสูง 620 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ซินหัวรายงานเมื่อวันที่ 13 มกราคม นครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดตัวต้นแบบรถหัวรถจักรที่ใช้เทคโนโลยีแมกเลฟชนิดตัวนำยิ่งยวดของอุณหภูมิสูง (HTS) โดยมหาวิทยาลัยซีหนานเจียวทง หนึ่งในผู้ออกแบบหัวรถจักรรุ่นดังกล่าว ระบุว่ารถไฟพลังงานแม่เหล็กหรือรถไฟแมกเลฟ (maglev) ที่จีนพัฒนาขึ้นเองนี้ มาพร้อมความเร็วออกแบบ 620 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนั้นยังมีการเปิดตัวเส้นทางทสอบรถไฟรุ่นใหม่ความยาว 165 เมตร ซึ่งมีหัวรถจักรของรถไฟแมกเลฟความยาว 21 เมตร วิ่งลอยเหนือรางอย่างช้าๆ ระหว่างพิธีเปิดตัว โดยคณะผู้เชี่ยวชาญยกย่องการพัฒนาเทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูง ซึ่งเกิดจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการจีน

“แม้ตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูงจะฟังดูยอดเยี่ยม แต่ในอดีตทุกคนมองมันเป็นเพียงของเล่นในห้องทดลองและไม่มีใครลองทดสอบในสถานการณ์จริง” เติ้งจื้อกัง รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการขนส่งแมกเลฟความเร็วสูงมากในท่อแรงดันต่ำประจำมหาวิทยาลัยฯ กล่าว

คณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีแมกเลฟรูปแบบอื่น เทคโนโลยีชนิดตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูงจะเหมาะสำหรับการขนส่งความเร็วสูงมากในท่อสุญญากาศ ซึ่งรถไฟสามารถวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุน 60 ล้านหยวน (ประมาณ 278 ล้านบาท) โดยเป็นการพัฒนาร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยซีหนานเจียวทง การรถไฟแห่งประเทศจีน และบริษัท ซีอาร์อาร์ซี คอร์เปอเรชั่น ลิมิเต็ด (CRRC Corporation Limited)

Photo by STR / AFP

ฟินเทคเวียดนามเนื้อหอม ดึงทั่วโลกลงทุนทะลุ 100 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642661

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.ฟินเทคเวียดนามเนื้อหอม ดึงทั่วโลกลงทุนทะลุ 100 ล้านMoMo บริษัทอีวอลเล็ทรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามดึงนักลทุนทะลุ 100 ล้านหรียญสหรัฐ จ่อเสนอขายหุ้น IPO

เมื่อวันที่ 13 มกราคม รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัทอีวอลเล็ทรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม MoMo ได้ระดมทุนอย่างน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐจากนักลงทุนทั่วโลก โดยตั้งเป้าที่จะเป็นแอปพลิเคชันที่ครอบคลุมทุกบริการ (super-app) และเสนอขายหุ้น IPO ภายในปี 2025

เทคโนโลยีด้านการเงินของเวียดนามได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากการค้าขายออนไลน์เป็นที่นิยมมากขึ้น และผู้คนมองหาตัวเลือกในการชำระเงินโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัส

ฝ่าม ทัญ ดุ๊ก (Pham Thanh Duc) ประธานกรรมการบริหารเผยว่า “จำนวนเงินไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากข้อตกลงที่ทำร่วมกับนักลงทุน แต่ครั้งนี้มากขึ้นกว่าการระดมทุนครั้งก่อนที่ทำไว้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ” พร้อมหวังว่าทางบริษัทตั้งเป้าที่จะเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงปี 2021-2025 และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 50 ล้านคนภายใน 2 ปีข้างหน้า

การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ MoMo ในฐานะแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแบบออล-อิน-วัน ที่ให้การบริการหลากหลายครบวงจร ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในประเทศจีนและอินโดนีเซีย

สำหรับบริษัท 6 รายทั่วโลกที่ลงทุนด้วย ได้แก่ Warburg Pincus, Goodwater Capital, Affirma Capital Singapore, Kora Management, Macquarie Capital และ Tybourne Capital Management

ทั้งนี้ แม้ว่าชาวเวียดนามจะชำระเงินสดเป็นหลักแต่จำนวนการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนก็สูงเกือบ 700 ล้านภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 980% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019

ญี่ปุ่นปิดประเทศ 100% ไม่รับชาวต่างชาติทุกกรณี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642666

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 18:40 น.ญี่ปุ่นปิดประเทศ 100% ไม่รับชาวต่างชาติทุกกรณี  ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเคยยกเว้นให้นักธุรกิจและนักเรียนจากอาเซียนและไต้หวันเข้าได้ 

นายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ สุงะ ของญี่ปุ่นประกาศปิดประเทศ ห้ามชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในญี่ปุ่นทุกคนเดินทางเข้าประเทศ ไม่เว้นแม้แต่นักธุรกิจหรือนักเรียนจากไต้หวันและประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศรวมทั้งไทย ที่ได้รับการยกเว้นก่อนหน้านี้   

มาตรการนี้จะบังคับใช้จนถึงวันที่ 7 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงโตเกียวและพื้นที่อื่นๆ ที่พบ Covid-19 ระบาดหนัก  

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันผู้นำญี่ปุ่นยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า จะอนุญาตให้นักธุรกิจและนักเรียนจากไต้หวันและอาเซียนเดินทางเข้าญี่ปุ่นต่อไปตราบใดที่ยังไม่พบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์จากอังกฤษในประเทศต้นทางเหล่านั้น  

ทว่า บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของสุงะพยายามผลักดันให้ยกเลิกข้อยกเว้นพิเศษดังกล่าว โดยระบุว่าคงเป็นการย้อนแย้งหากทางการญี่ปุ่นสั่งให้ประชาชนหยุดอยู่บ้านภายใต้ประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ยังคงเปิดรับชาวต่างชาติเข้าประเทศ 

ไขข้อข้องใจทำไมปีนี้หนาวจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642658

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ไขข้อข้องใจทำไมปีนี้หนาวจัง   ปีนี้ประเทศไทยได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ ขณะที่อีกหลายประเทศในยุโรปและเอเชียเจออุณหภูมิติดลบและหิมะตกหนักผิดปกติ  

ฤดูหนาวปีนี้ หลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่ลดต่ำกว่าปกติและจะคงอยู่นานจนถึงราวปลายเดือน ม.ค. ไม่ว่าจะเป็นสเปนที่เจอพายุหิมะจนอุณหภูมิแถบเทือกเขาลดฮวบติดลบ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งหนาวที่สุดในรอบ 20 ปี ในกรุงมาดริดเจอหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 50 ปี หรือในกรุงปักกิ่งของจีนที่อุณหภูมิติดลบ 19.6 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำสุดในรอบ 55 ปี

เช่นเดียวกับกรุงโซลของเกาหลีใต้ที่หนาวที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986 ส่วนฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นก็มีปริมาณหิมะมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในจังหวัดนีงะตะที่หิมะมากกว่าปกติถึง 10 เท่า ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่อาจจะหนาวที่สุดในรอบหลายปีและยังหนาวนานด้วย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปีนี้จึงหนาวกว่าปีที่ผ่านๆ มา แม้แต่ในกรุงเทพฯ เองยังได้สัมผัสกับอุณหภูมิ 17 องศาเซลเซียสซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

คำตอบก็คือ ความหนาวเย็นนี้มาจากปรากฏการณ์ลานินญา (La Niña)

ลานินญาคือปรากฏการณ์ที่อุณหภุมิผิวน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกไปจนถึงแถบเส้นศูนย์สูตรลดต่ำลง เมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกจากอเมริกาใต้ถูกพัดไปทางฝั่งตะวันตกมุ่งหน้าไปอินโดนีเซีย ดังนั้นน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกจึงเย็นกว่าปกติราว 3-5 องศาเซลเซียส

แม้ว่าลานินญาจะเกิดที่มหาสมุทรแปซิฟิก แต่ส่งผลต่อสภาพอากาศเป็นวงกว้างทั่วโลก เนื่องจากมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ติดกับทั้งทวีปอเมริกาทางฝั่งตะวันออก ส่วนทางฝั่งตะวันตกก็ติดกับทั้งทวีปเอเชียและออสเตรเลีย

ปรากฏการณ์ลานินญาส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกและสภาพอากาศตามปกติในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจนำมาสู่พายุรุนแรงในพื้นที่หนึ่ง แต่กลับทำให้อีกพื้นที่หนึ่งเกิดความแห้งแล้ง และยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่เกิดปรากฏการณ์นี้ด้วย

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) ระบุว่า หากเกิดลานินญาในฤดูหนาวจะทำให้ทางตอนใต้ของสหรัฐมีความแห้งแล้งและอุ่นขึ้น ส่วนแถบศูนย์สูตรแปซิฟิกจะมีสภาพอากาศแห้งและเย็น และปริมาณฝนมากกว่าปกติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากเกิดในฤดูร้อนจะส่งผลให้ฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เย็นขึ้น

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทำนายการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ลานินญา แต่เฉลี่ยแล้วจะเกิด 1 ครั้งในทุกๆ 4 ปี และจะคงอยู่ราว 18 เดือน

ที่ผ่านมาปรากฏการณ์ลานินญาทำให้เกิดความแห้งแล้งในประเทศแถบทวีปแอเมริกาใต้ เช่น เปรู เอกวาดอร์ ส่วนที่ออสเตรเลียเกิดน้ำท่วม ขณะที่ชายฝั่งโซมาเลียอุณหภูมิสูงขึ้น และมรสุมในอินเดีย รวมทั้งทำให้ฝั่งตะวันตกของสหรัฐเจอทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้นและความแห้งแล้งครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว จนเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่

และในปีนี้ลานินญาทำให้หลายประเทศที่กล่าวในตอนต้นเผชิญกับฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก ส่วนประเทศไทยยังได้อานิสงส์จากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่มาปกคลุมด้วย ทำให้คนไทยได้สัมผัสอากาศเย็นกว่าปกติ

CIA เผยข้อมูลลับเกี่ยวกับยูเอฟโอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642639

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 16:30 น.CIA เผยข้อมูลลับเกี่ยวกับยูเอฟโอCIA เปิดเผยเอกสารย้อนหลังกว่า 2 ล้านหน้ารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยูเอฟโอ

เว็บไซต์ Daily Mail รายงานเมื่อวันที่ 13 มกราคม ว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐ หรือ CIA ได้เปิดเผยเอกสารกว่า 700 ไฟล์รวมกว่า 2 ล้านหน้าเกี่ยวกับการพบเห็นยูเอฟโอและการวิจัยย้อนหลังไปจนถึงปี 1970 บนเว็บไซต์ The Black Vault ซึ่งก่อตั้งโดยจอห์น กรีนวัลด์ จูเนียร์

จอห์น กรีนวัลด์ จูเนียร์ ใช้เวลากว่า 20 ปีในการเรียกร้องให้ CIA เปิดเผยบันทึกลับเกี่ยวกับปรากฏการณ์ยูเอฟโอ จนกระทั่งล่าสุดเอกสารเหล่านั้นก็ถูกสแกนและอัพโหลดให้ทั่วโลกสามารถเข้าไปอ่านได้ อย่างไรก็ตามรายงานหลายฉบับถูกขีดทับด้วยปากกาเพื่อปกปิดรายละเอียดต่างๆ

โดยหนึ่งในบรรดาเหตุการณ์ซึ่งมีผู้พบเห็นวัตถุประหลาดคือเหตุการณ์ระเบิดลึกลับในเมืองซาโซโว ของรัสเซีย เมื่อปี 1991 ซึ่งเจ้าหน้าที่ CIA กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ยูเอฟโอจะอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดดังกล่าว

ในรายงานมีการเปิดเผยคำบอกเล่าจากผู้พบเห็นเหตุการณ์ซึ่งกล่าวว่าพบวัตถุทรงกลมลุกเป็นไฟร่วงลงมาจากท้องฟ้าก่อนที่จะลงถึงพื้นและลุกลามไปทั่ว บางคนก็กล่าวว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์ ระเบิด หรืออุกกาบาต

โดยรายงานระบุว่านักวิจัยยังไม่สามารถหาคำตอบถึงสาเหตุของการระเบิดที่แน่ชัดได้ ยูเอฟโอจึงเป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐาน

1/ In this CIA #UFO document, the Assistant Deputy Director for Science & Technology (A/DDS&T) was shown SOMETHING related to a UFO that was hand carried to him. He decided he would personally look into it, and after, he gave advice on moving forward. That advice is classified. pic.twitter.com/PyVEr3zCny— T?h?e? ?B?l?a?c?k? ?V?a?u?l?t? (@blackvaultcom) January 8, 2021

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือรายงานเกี่ยวกับข้อมูลยูเอฟโอที่ดูเหมือนจะถูกส่งตรงถึงมือรองผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ CIA ในเดือนเมษายน 1976 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารองผู้อำนวยการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์วัตถุปริศนาอย่างลับๆ

โดยกรีนวัลด์กล่าวว่าสิ่งที่น่าสนใจคือรายละเอียดส่วนใหญ่ในเอกสารถูกขีดทับรวมถึงชื่อของรองผู้อำนวยการซึ่งน่าจะเป็น คาร์ล ดักเกตต์ ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น

ในเอกสารระบุว่า “เราได้ติดต่อรองผู้อำนวยการเพื่อถามว่าเขารู้จักโปรแกรมเกี่ยวกับยูเอฟโอใดๆ หรือไม่ ซึ่งรองผู้อำนวยการแสดงถึงความสนใจใน … (ข้อมูลถูกขีดทับ) ที่ถูกส่งไปยังสำนักงานของเขา โดยหลังจากตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นเขากล่าวว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวและจะติดต่อกลับมาหาเรา”

Emergency declaration to drag on Malaysia’s economic rebound #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Emergency declaration to drag on Malaysia’s economic rebound

InternationalJan 14. 2021A sign for take-away is displayed outside a restaurant during a nationwide state of emergency in Kuala Lumpur, Malaysia, on Jan, 13, 2021. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Samsul Said.A sign for take-away is displayed outside a restaurant during a nationwide state of emergency in Kuala Lumpur, Malaysia, on Jan, 13, 2021. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Samsul Said.

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Anisah Shukry

The state of emergency declared this week allows Malaysia’s government to enact immediate laws to support the virus-battered economy, but could dent consumer confidence and scare off investors.

Greater powers under Tuesday’s decree could help the government implement concrete solutions to the country’s health crisis and economic downturn, according to analysts at CGS-CIMB. Prime Minister Muhyiddin Yassin said it would allow for ordinances to fight “economic sabotage, monopoly, and excessive price hikes.”

The emergency, which could last until Aug. 1, coincides with a two-week lockdown that led analysts to shave as much as 1.5 percentage points off their forecasts for annual economic growth. Regions placed under stay-at-home orders contribute more than two-thirds of the country’s gross domestic product.

The measures come as record numbers of covid infections stretch Malaysia’s health system to the breaking point. While less severe than the two-month lockdown enacted last March, the restrictions will mean a loss of about 3 billion ringgit ($742 million) per week in private consumption, according to an RHB Bank estimate.

“With its recovery momentum stymied, it will be even harder now for the economy to reach the 6.5-7.5% GDP growth target that the government has in mind,” Wellian Wiranto, an economist at Oversea-Chinese Banking Corp., wrote in a research note.

The emergency decree does bring a measure of political stability to Malaysia for the first time since infighting early last year toppled the coalition and lifted Muhyiddin to power. With parliament potentially suspended until August, the prime minister doesn’t have to worry about fresh elections anytime soon.

“The government may have a ‘no-holds-barred'” approach to the pandemic now, analysts at RHB Bank said. “This may include further support from the fiscal and monetary side, as well as a more unconventional approach including a return of loan moratoriums and tax breaks on big-ticket items.”

Malaysia’s economy took the brunt of the covid blow in the second quarter of 2020, and began bouncing back in the latter half of the year. The government expected the economy to contract 4.5% for the full year.

Now, its ability to galvanize activity is constrained by limited fiscal space and a relatively high debt load, according to OCBC’s Wiranto. “The government may remain reluctant to undertake a ‘bazooka’-type fiscal largesse, given the external constraints imposed by the market,” he said.

Moreover, government intervention unchecked by parliament could jeopardize market stability, analysts at BIMB Securities Research wrote. The move could send negative signals to investors, leading to the outflow or diversion of foreign investment from the country, they said.

That means monetary policy may have to do more of the heavy lifting. OCBC sees a “heightened chance” that Bank Negara Malaysia will cut its overnight policy rate by 25 basis points to a record-low 1.5% at its Jan. 20 meeting.

Analysts at Hong Leong Investment Bank and Citibank were more conservative. While both believe the odds have risen for a rate cut this year, they don’t expect one next week.

The overnight rate “is likely to stay pat until the extent and impact of renewed lockdown is known with greater clarity,” Hong Leong analysts wrote in a research note.

What happens next in the impeachment of Trump? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

What happens next in the impeachment of Trump?

InternationalJan 14. 2021WASHINGTON, DC - JANUARY 13, 2021: A week after the insurrection of the U.S. Capitol, with Speaker of the House House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., presides over President Donald Trump's second impeachment Wednesday Jan. 13, 2021. MUST CREDIT: Washington Post photo by Melina MaraWASHINGTON, DC – JANUARY 13, 2021: A week after the insurrection of the U.S. Capitol, with Speaker of the House House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., presides over President Donald Trump’s second impeachment Wednesday Jan. 13, 2021. MUST CREDIT: Washington Post photo by Melina Mara

By The Washington Post · Amber Phillips

WASHINGTON – President Donald Trump has become the first president in American history to be impeached twice. But being impeached is not the same as being convicted and kicked out of office or barred from holding it again.

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/06d04979-dc19-4658-ae36-2e2b729a1045?ptvads=block&playthrough=false 

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/0eff3a1a-fcc6-4a3b-b3df-6aef0ba375ae?ptvads=block&playthrough=false 

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/7bc93b28-849a-46c6-b4a5-de9c7252f79b?ptvads=block&playthrough=false 

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/b8523375-3387-44de-96e6-9afd27b0538b?ptvads=block&playthrough=false

Here’s what happened and what could be next.

– – –

What are the consequences?

Trump will go down in history as being the first U.S. president to be impeached twice. If the Senate convicts him before he leaves office on Jan. 20, he will be removed, but Senate Majority Leader Mitch McConnell, R-Ky., said Wednesday that the chamber will not take up the matter before Trump leaves office. If it convicted him, the Senate could take another vote to bar him from holding office again.

– – –

Why a second impeachment?

Impeaching Trump in his final days in office was not on Congress’s to-do list. But then the riot at the Capitol happened Jan. 6.

Congress convened under tense circumstances after Trump’s months-long quest to undermine the 2020 presidential election, contest his loss, and interfere in the counting of electoral votes and confirming that Joe Biden will be the next president.

Congress’s role in who is president is largely a formality. But scores of Republican lawmakers, including a majority of GOP House members, planned to use an 1880s law to object to seating electors from swing states Trump lost. That’s despite the fact that all states met the legal requirements for Congress and despite the fact that none of those challenges could get the votes to succeed.

As they got started, Trump was on the Ellipse, addressing supporters whom he had invited to Washington to “be there, will be wild,” and whom he urged that day to “fight like hell” to try to overturn his loss.

As debate about the first GOP challenge got underway, hundreds of those supporters stormed the Capitol, overwhelming Capitol Police and forcing lawmakers and staff members to flee the chambers. Five people’s deaths, including a Capitol Police officer’s, were linked to the riot.

Shaken members of Congress returned hours later and confirmed Biden’s win.

Democrats and some Republicans started calling for Trump’s removal from office immediately. On Tuesday, several top House Republicans said they supported impeaching him.

“The president of the United States summoned this mob, assembled the mob, and lit the flame of this attack,” Rep. Liz Cheney of Wyoming, the No. 3 House Republican, said in a statement, adding, “There has never been a greater betrayal by a president of the United States of his office and his oath to the Constitution.”

– – –

Why not other consequences?

There were a few options besides impeachment to get Trump out before he has to leave by noon Jan. 20. He could resign. Or Vice President Mike Pence and half the Cabinet could vote to remove him based on a section of the 25th Amendment that allows them to declare him unfit to serve. Pence said removing Trump now would not be “in the best interest of our Nation or consistent with our Constitution.”

House Democrats called on Pence to remove the president this way before they moved to impeach Trump, but while there were talks in the Cabinet of doing so, there was no action. Some Cabinet members resigned over Trump’s role in the riot, removing themselves from involvement in taking this unprecedented step.

Some constitutional law experts argue that Congress could use a lesser-known provision in the 14th Amendment to bar Trump from office, by voting that he “engaged in insurrection or rebellion” and thus can’t hold office again. They say that would take only a majority vote, though it could be open to court challenges.

House Democrats, more than 300 historians, constitutional law experts and some Republicans have said Trump poses more danger the longer he stays in office after encouraging the riot.

“We cannot let this go unanswered,” Rep. David Cicilline, D-R.I., wrote in a New York Times opinion article, speaking for many in his party. “With each day, Mr. Trump grows more and more desperate. We should not allow him to menace the security of our country for a second longer.”

– – –

What’s next?

The impeachment article goes to the Senate for a trial on whether to convict or acquit the president. The Senate is in the process of changing hands, from a narrow Republican majority to a narrow Democratic majority.

The timing of the House vote, less than a week before Biden is to be sworn in, means the Senate trial will happen under a Democratic-controlled Senate. Democrats would get to outline how the trial would work.

But it could require the Senate to stop all business for a few days, including confirming Biden’s Cabinet. (Some House Democratic leaders have suggested refraining from sending the impeachment article to the Senate until Biden is more settled with his administration.) Biden asked the Senate whether it could split the day in two, confirming his nominees and holding a trial. It’s unclear whether the Senate can do that.

The consequences for Trump are unclear. A president can probably be convicted after leaving office, but to convict Trump requires support of two-thirds of the Senate, more than the Democratic majority. Democrats would need 17 Senate Republicans to join them, and they do not seem to have that support. Three Republican senators have expressed openness to impeachment or to getting Trump out of office after the Capitol riot – Lisa Murkowski of Alaska, Ben Sasse of Nebraska and Pat Toomey of Pennsylvania.

“I want him out. I want him to resign. He has caused enough damage,” Murkowski said in the days after the invasion.

Sen. Mitt Romney of Utah, the lone Senate Republican to vote to convict Trump during his first impeachment, has expressed hesitation that impeachment is the right way to go, though he also has said he thinks the president should be held accountable in some way.

McConnell has said he’s furious with Trump for what happened and does not plan to speak to him again, reported The Washington Post’s Josh Dawsey and Ashley Parker. The Post has confirmed that he told others that Trump probably committed impeachable offenses.

Barring a president from running for office again would require removal from office, then a majority vote.

– – –

What the new impeachment article says

The article the House voted on 232-197 is short but makes three main points, mainly that Trump committed “high crimes and misdemeanors” because:

1. He falsely claimed he won the election: “Shortly before the Joint Session commenced, President Trump addressed a crowd of his political supporters nearby. There, he reiterated false claims that ‘we won this election, and we won it by a landslide.’ “

2. He encouraged the riot: “He willfully made statements that encouraged – and foreseeably resulted in – imminent lawless action at the Capitol. Incited by President Trump, a mob unlawfully breached the Capitol, injured law enforcement personnel, menaced Members of Congress and the Vice President, interfered with the Joint Session’s solemn constitutional duty to certify the election results, and engaged in violent, deadly, destructive, and seditious acts.”

3. He’d been putting actions to his words to try to overturn his loss: The article mentions a recent call Trump held with Georgia’s secretary of state urging him to “find” just enough votes to overturn Biden’s win there.

– – –

What Republicans are saying

Republican lawmakers are not defending Trump’s actions, but few are publicly acknowledging his role in inciting the violent mob and trying to undermine a presidential election.

Most House Republicans have been lining up behind the argument that impeachment would be too divisive for the country, and they are trying not to acknowledge Trump’s role in the rhetoric that led to the storming of the Capitol. They have offered alternatives such as censure, a much weaker option.

The majority of Senate Republicans are silent about what they think should happen to Trump. Some argue that impeachment is a bad idea.

“I think letting the president stew in his own juices is probably the right way to go here,” Sen. Lindsey Graham, R-S.C., a Trump ally who stopped his support for Trump after the riot, told The Post on Monday after meeting with the president. “Impeachment is going to reignite the problem, and we’ve got nine days to go here. It will do more harm than good, and I’m hoping that people on our side will see it that way.”

Trump, who used his now-defunct Twitter account to defend himself throughout his first impeachment trial, on Tuesday morning called the new impeachment effort “a continuation of the greatest witch hunt in the history of politics.”

– – –

What happened in the last impeachment

After months of debate within the Democratic Party about whether to impeach Trump for his efforts to block a government Russia investigation, in the fall of 2019, Democrats moved forward with impeaching Trump for pressuring the president of Ukraine to investigate Biden. They went slowly, starting with an impeachment investigation in which they called about a dozen witnesses before having some dramatically testify, often in defiance of Trump’s orders not to.

By December 2019, Trump was impeached by the Democratic House in a mostly party-line vote for two articles: abuse of power and obstructing Congress’s inquiry. In January, the Republican-controlled Senate held a relatively quick trial without calling new witnesses and acquitted Trump. Only one Republican senator, Romney, voted to convict Trump on one of the articles.