รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงวัว ปลูกเองใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/340212

x

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงวัว ปลูกเองใช้เอง

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมเลี้ยงวัวครับ อยากจะปลูกหญ้าเลี้ยงวัวไว้ใช้เอง จะต้องปลูกอย่างไรครับ

เมธี นาทวีรัตน์

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ

การทำแปลงหญ้า สามารถกระทำได้ใน 2 ลักษณะคือ 1) ทำเป็นแปลงหญ้าถาวร เป็นพื้นที่ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ต่อเนื่องกันไป ปลูกหญ้าครั้งเดียวดูแลให้ใช้งานไปได้หลายปี เมื่อแปลงหญ้าอายุ 4-5 ปี โดยดูแลพรวนดินให้โปร่งเท่านั้น 2) ทำเป็นแปลงหญ้าหมุนเวียน ถ้าพื้นที่เป็นพื้นที่ดอน ดินเสื่อมคุณภาพแล้ว สามารถปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์สลับไปปลูกพืชไร่ จะได้ผลผลิตพืชไร่สูงขึ้น โดยปลูกพืชไร่ 2 ปี ก็สลับไปปลูกหญ้าหมุนเวียนกันไป

วิธีปลูกหญ้าพันธุ์ดี ให้พิจารณาเลือกวิธีปลูกที่เหมาะสม ดังนี้

1. ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ เป็นวิธีที่สะดวก และประหยัดที่สุด เกษตรกรนิยมใช้ แต่ใช้ได้กับพืชอาหารสัตว์ที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดพันธุ์เท่านั้น เช่น หญ้ารูซี่ หญ้ากินนีสีม่วง หญ้าอะตราตัม ถั่วฮามาต้า เป็นต้น

2. การเตรียมดิน ต้องไถดะ แล้วเก็บเศษหิน เศษไม้ ออกจากแปลงให้หมดก่อน เสร็จแล้วไถแปร เพื่อปรับพื้นที่ เตรียมดินให้เรียบ พรวนดินให้ละเอียด ผิวดินที่ละเอียดจะเหมาะกับเมล็ดพันธุ์หญ้าที่มีขนาดเล็ก และจะช่วยให้เครื่องจักรที่ลงไปตัดหญ้าทำงานได้สะดวกขึ้น

3. การปลูก มี 3 วิธีคือ

-วิธีโรยเมล็ดเป็นแถว เป็นวิธีที่ดี โดยการวางระยะแถวให้เหมาะกับการใช้เครื่องจักรกลเข้าไปกำจัดวัชพืช โดยเตรียมหาเมล็ดพันธุ์ที่ดีไว้ ใช้ไม้ขีดดินเป็นร่องลึก ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ระยะห่าง 30-50 เซนติเมตร โรยเมล็ดตามร่อง ไม่ต้องกลบเมล็ด

-วิธีหว่านเมล็ด เป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดแรงงาน จะต้องไถเตรียมดินเพื่อกำจัดวัชพืชหลายๆ ครั้งก่อนปลูก ทำการหว่านให้เมล็ดกระจายทั่วถึง เมื่อหญ้าขึ้นดีแล้ว ให้ตัดหญ้า
ครั้งแรกทิ้งไปพร้อมกับวัชพืช ต่อมาหญ้าจะโตเร็วกว่า และขึ้นคลุมวัชพืชได้ในภายหลัง จะต้องหว่านเมล็ดพันธุ์หญ้าหลังฝนตก หรือในวันที่ดินมีความชุ่มชื้น จะช่วยให้ต้นหญ้างอกได้เร็วขึ้น

-ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ โดยใช้ท่อนพันธุ์ปลูก ให้เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 2 เดือน เช่น หญ้าแพงโกล่า หญ้าเนเปียร์หญ้าบาน่า เป็นต้น

4.การดูแลรักษา หญ้าเหล่านี้ จะมีความทนทาน และเจริญเติบโตเร็ว การดูแลรักษาต้นหญ้าจะช่วยให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ควรกำจัดวัชพืชหลังปลูก 2 สัปดาห์ จากนั้นต้นหญ้าจะเจริญเติบโตคลุมพื้นที่ได้ ควรกำจัดวัชพืชในขณะที่ดินแห้ง เพื่อความสะดวกในการทำงาน และให้วัชพืชจะได้ตายหมด หลังจากปล่อยวัวลงแทะเล็มแปลงหญ้าแล้ว วัวจะเลือกกินแต่หญ้าทำให้เหลือแต่ต้นวัชพืช
ไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแปลงหญ้า

5.การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอก ปีละครั้ง อัตรา 2 ตันต่อไร่ หรืออาจใส่น้ำขี้หมูก็ได้ จะช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุลงไปในดิน และทำให้ดินร่วนซุย หญ้าก็จะเจริญเติบโตได้ดี

หญ้า ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้อย และคุณค่าทางอาหารสัตว์ต่ำ พื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในสาธารณะก็น้อยลง ไม่เพียงพอที่จะปล่อยสัตว์ไปเลี้ยงเหมือนแต่ก่อน สัตว์เลี้ยง วัว ควาย แกะ แพะ จำเป็นต้องกินหญ้าเป็นอาหารหลัก หากลงทุนปลูกหญ้าพันธุ์ดีไว้ในพื้นที่ของตนเอง ในบริเวณพื้นที่ของตน ตามหัวไร่ปลายนา ในพื้นที่ว่างเปล่า ก็จะมีหญ้าใช้สอยตลอดปี เป็นแปลงหญ้าคุณภาพดี ให้ผลผลิตสูงเพียงพอสำหรับเลี้ยงวัว

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : อัลฟาฟ่า ผักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/338773

รักษ์เกษตร : อัลฟาฟ่า ผักสุขภาพ

รักษ์เกษตร : อัลฟาฟ่า ผักสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมทราบว่าอัลฟาฟ่ามีประโยชน์มากมาย ผมอยากจะเพาะปลูกต้นอ่อนไว้ทานเอง ขอทราบวิธีการเพาะต้นอ่อนด้วยครับ

อุทัย สมุสิงห์วงษ์ อ.จ.

คำตอบ

อัลฟาฟ่า จัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ใบเลี้ยงคู่ มีฝัก สามารถเจริญเติบโตได้ในแถบทุกอากาศทั่วโลก มีระบบรากที่สามารถชอนไชลงไปได้ลึกกว่า
130 ฟุต จึงมีประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุอาหารได้มากกว่า และบริสุทธิ์กว่า ไม่สะสมสารพิษ มีคุณค่าทางอาหารที่มากมาย เรียกกันว่าเป็น “ราชาแห่งอาหารทั้งมวล” อัลฟาฟ่า เป็นพืชที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้ ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ นอกจากนี้ ในอัลฟาฟ่ายังอุดมไปด้วยวิตามินมากมาย เกลือแร่ ฟอสฟอรัส โปแทสเซียม และแคลเซียม อีกด้วย

วิธีเพาะต้นอ่อนอัลฟาฟ่า

1. เตรียมอุปกรณ์ 1) ขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกใส 2) ผ้าขาวบาง หรือผ้าตาข่ายถี่ๆ 3) เมล็ดพันธุ์ 4) น้ำสะอาด

2. วิธีเพาะ

-ตวงเมล็ดอัลฟาฟ่าเพียง 1 ช้อนโต๊ะ ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป ใส่เมล็ดอัลฟาฟ่าลงในขวด ปิดด้วยผ้าขาวบางคลุมที่ฝาด้านบน แล้วหาหนังยางมัดเอาไว้ ล้างให้สะอาด 3-4 รอบ

-นำเมล็ดอัลฟาฟ่าแช่น้ำเย็นทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง เทน้ำที่แช่ทิ้ง แล้วล้างออกประมาณ 2 ครั้ง เขย่าเบาๆ ให้เมล็ดกระจายไม่ทับกัน

-วางขวดด้านข้างในที่มืด เช่น ในตู้กับข้าว กล่อง หรือในลังที่มืดๆ ตรวจสอบให้แน่ใจเมล็ด จะกระจายไปทั่วขวด

-วันรุ่งขึ้น นำเมล็ดอัลฟาฟ่าล้างน้ำอีก 2 ครั้ง แช่น้ำแล้วเก็บต่อ ห้ามไม่ให้มีน้ำขังอยู่ในขวดเลย ก่อนเก็บต้องคว่ำขวดน้ำ ให้น้ำออกจากขวดให้หมด ทำเช่นนี้ 3-4 วัน หรือจนกว่าเมล็ดงอกความยาวประมาณ 1.5-2 นิ้ว

-ก่อนนำไปรับประทาน นำขวดออกไปให้โดนแสงแดด 15 นาที เพื่อให้ต้นอ่อนอัลฟาฟ่าสังเคราะห์แสง และให้เอนไซม์ที่สำคัญทำงานอย่างเต็มที่ รอให้ต้นอ่อนอัลฟาฟ่าเปลี่ยนเป็นสีเขียว และเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น พร้อมที่จะรับประทาน

อัลฟาฟ่า เป็นอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยขจัดของเสียสารพิษออกจากเลือด และอวัยวะภายในร่างกาย ลดการตกค้างของเสียตามผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส และช่วยการทำของระบบภูมิต้านทาน ทำให้สุขภาพแข็งแรง การรับประทานอัลฟัลฟ่า จึงทำให้ได้รับสารต้นตอที่เป็นประโยชน์ในการสร้าง และชดเชยฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืชธรรมชาติได้ง่ายและปลอดภัย ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น ปรับสมดุลในร่างกาย แก้ปัญหาภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนในสตรีวัยทองลดลง และยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อมอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ผักกวางตุ้ง ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/337385

x

รักษ์เกษตร : ผักกวางตุ้ง ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมลองปลูกผักกวางตุ้งแล้ว พบปัญหามากมาย ขอทราบวิธีปลูกอย่างละเอียดด้วยครับ

ณัฐพงษ์ วงศ์วิจารณ์

อ.สามพราน จ.นครปฐม

คำตอบ

การปลูกผักกวางตุ้ง ไม่ยากอย่างที่คิด สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และปลูกได้ดีในดินทุกชนิดที่มีความชื้นสูง หรือเติบโตได้ดี หากให้น้ำที่เพียงพอ รวมถึงเป็นผักที่ชอบดินร่วนปนทราย และมีหน้าดินลึก 10-20 ซม. สามารถปลูกได้ 3 วิธี คือ 1) ปลูกจากการหว่านเมล็ดโดยตรง 2) การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว และ 3) ปลูกแบบย้ายต้นกล้า มีแนวทางที่ปฏิบัติได้ ดังนี้

1.การปลูกแบบหว่านเมล็ดโดยตรง วิธีนี้ นิยมใช้ในการปลูกแปลงที่ยกร่อง มีร่องน้ำกว้าง และพื้นที่ควรมีการเตรียมอย่างดี และเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีขนาดเล็กมาก ดังนั้น ก่อนหว่าน ควรผสมกับทรายเสียก่อน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วนผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน แล้วหว่านให้กระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอ แล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหนา ประมาณ 1 เซนติเมตร หลังจากนั้น คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากงอกได้ประมาณ 20 วัน ควรทำการถอนแยก และจัดระยะปลูกระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

2.การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว วิธีนี้ หลังจากเตรียมดินแล้ว จึงทำร่องลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ให้เป็นแถว โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 20-25 เซนติเมตร นำเมล็ดพันธุ์ผสมกับทราย แล้วทำการโรย หรือหยอดเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำให้ชุ่มสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 20 วัน หรือต้นกล้ามีใบ 4-5 ใบ จึงทำการถอนแยกในแถว โดยพยายามจัดระยะระหว่างต้นให้ห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

3.การปลูกแบบย้ายต้นกล้า มีวิธีดังนี้

-การเตรียมเพาะกล้า ทำการเตรียมแปลงดินเพาะ โดยการไถพรวนดินให้ดินร่วนซุย หว่านรองพื้นด้วยปุ๋ยคอก ขนาดแปลง 1-1.5 เมตร จากนั้นทำการเพาะกล้าผักกวางตุ้ง โดยทำการหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะที่เตรียมไว้ ก่อนการหว่านจะทำการคลุกเมล็ดกับยาป้องกันเชื้อราก่อน และหลังจากหว่านเมล็ดให้รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และดูแลจนกว่าต้นกล้าจะมีความสูง 5-10 ซม. ก่อนย้ายปลูกลงแปลงใหญ่

-การเตรียมดิน และเตรียมแปลง ผักกวางตุ้งมีระบบรากตื้น ประมาณ 10-20 ซม. ดังนั้น จึงต้องเตรียมดินให้มีความร่วนซุยตลอด 1-30 ซม. ด้วยการไถพรวนดิน 2 รอบ ทำการตากดิน และกำจัดวัชพืชให้หมด ทำการไถรอบที่ 2 หรือไถยกร่องแปลง ให้หว่านรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกให้ทั่ว

-การไถยกร่องแปลง จะทำเฉพาะในแปลงขนาดใหญ่ ด้วยการไถเปิดให้เกิดร่องระหว่างแปลง 0.4-0.5 เมตร แต่บางพื้นที่ เช่น ภาคกลางมักทำการยกร่องแปลงสูง โดยมีร่องน้ำกั้นแปลง สำหรับการปลูกในแปลงใหญ่ จะทำการยกร่องแปลง ขนาดประมาณ 1.5-2.5 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสม

-การปลูกกล้าลงแปลง หลังจากที่ต้นกล้าโตสูง 5-10 ซม. แล้ว จะทำการย้ายลงปลูกในแปลง ทั้งนี้ ก่อนถอนกล้าจะต้องรดน้ำให้ชุ่มก่อน โดยการปลูกในแปลงจะปลูกในระยะ 20X20 ซม.

การให้น้ำ ผักกาดเขียวกวางตุ้ง เป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างเพียงพอ สม่ำเสมอ และให้ต่อเนื่องไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว ดังนั้น หลังการปลูก จะต้องให้น้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอย หรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้

การใส่ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้น หลังการปลูกแล้ว 1-2 อาทิตย์ ให้ใส่ปุ๋ยคอก 3-5 ตัน/ไร่ โดยให้ด้วยวิธีการหว่าน หรือผสมน้ำรดก็ได้ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ควรมีการราดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้าง

การเก็บเกี่ยวผักกวางตุ้ง จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 35-45 วัน หลังการหว่านเมล็ด หรือประมาณ 20-25 วัน หลังการย้ายปลูก ด้วยการใช้มีดตัดโคนต้น โดยไม่ต้องถอนต้น ทำการไถกลบ โคนต้นที่เหลือ จะได้เป็นปุ๋ยพืชสดในการปลูกครั้งต่อไป ส่วนแมลงศัตรูพืชและโรคพืชนั้น ได้แก่ หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก และด้วงหมัด ส่วนโรคพืช ได้แก่ โรคใบด่าง โรคราน้ำค้าง โรคแอนแทรคโนส และโรคใบจุด เป็นต้น

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : อย่างไรคือไควาเระ อีกทางเลือกของอาหารสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/336016

รักษ์เกษตร : อย่างไรคือไควาเระ อีกทางเลือกของอาหารสุขภาพ

รักษ์เกษตร : อย่างไรคือไควาเระ อีกทางเลือกของอาหารสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ไควาเระ เป็นพืชชนิดไหนครับ มีประโยชน์อย่างไร และขอทราบวิธีเพาะปลูกต้นอ่อนด้วยครับ

อานันท์ ทองอุทัย

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

ไควาเระ หรือต้นอ่อนหัวไชเท้า เป็นหนึ่งในต้นอ่อนที่ปลูกง่าย ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น มีรสเผ็ดคล้ายวาซาบิ มีกลิ่นแบบหัวไชเท้า สามารถนำต้นอ่อนมาประกอบอาหารได้มากมาย อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย เช่น มีสารไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ช่วยต้านออกซิเดชั่น ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ ลดการเกิดโรคมะเร็งได้ เพิ่มภูมิต้านทานโรค ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนให้อยู่ในระดัสมดุล มีสารรูติน ที่ช่วยต้านการอักเสบต่างๆ รักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยให้อาการของการแพ้ฝุ่นละออง และหอบหืดดีขึ้น รักษาเส้นเลือดขอด และริดสีดวงทวาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไควาเระ หรือ ต้นอ่อนหัวไช้เท้า ที่เป็นผักสลัดที่ดี และสามารถทำอาหารได้หลากหลาย วิธีการปลูกง่ายๆ มาก ดังนี้

1.เตรียมวัสดุสำหรับปลูก ได้แก่ 1) ถาดกระบะมีรู  หรือตะกร้า หรือกล่องพลาสติกมีรู 2) กะละมัง 3) ผ้าขนหนู สำหรับไว้บ่มเมล็ด 4) ดินร่วน ผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำ 5) เมล็ดพันธุ์ไควาเระ 6) ที่ฉีดน้ำ 7) แผ่นฟีเจอร์บอร์ด สำหรับคลุมหน้าดิน

2.เตรียมเมล็ดพันธุ์ นำเมล็ดไควาเระ ซึ่งหาซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ตามร้านขายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป ทำการล้างเมล็ดให้สะอาดหลายๆ ครั้ง เลือกเมล็ดที่เสียออกไป เทน้ำทิ้งแล้วใส่น้ำใหม่แช่ทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อแช่ครบเวลาแล้ว ให้นำมาห่อด้วยผ้าขนหนู เพื่อบ่มเมล็ดอีก 1 คืน

3.เตรียมดินสำหรับปลูก โดยผสมดินร่วน กับขุยมะพร้าว และแกลบดำ ทำการร่อนให้ละเอียด ใส่ในกระบะเพาะเตรียมไว้

4.วิธีปลูก โรยเมล็ดไควาเระที่บ่มไว้ ลงไปในกระบะ โรยให้ทั่วตามต้องการ ไม่มากน้อยเกินไป อย่าขยี้เมล็ด และอย่าให้เมล็ดทับกัน รดน้ำให้ทั่ว ไม่แฉะเกินไป จากนั้นใช้แผ่นฟีเจอร์บอร์ดมาปิดคลุมไว้

5.เมื่ออายุได้ 1-3 วัน จะเห็นต้นอ่อนๆ งอกขึ้นมา ให้รดน้ำให้ชุ่มชื้น

6.เมื่ออายุได้ 7-8 วัน ให้นำไปผึ่งแดดรำไร เพื่อให้สังเคราะห์แสงสร้างใบเขียว จากนั้นก็ตัด นำมารับประทานได้

กระแสรักสุขภาพยังเป็นที่นิยมกัน ผักแนวปลอดสารพิษ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยที่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย ไม่มีสารเคมี ปลอดภัยแน่นอน เหล่านี้จะสามารถปลูกทานเองได้ และสามารถเป็นช่องทางหารายได้เสริมได้อีก ถ้าหากท่านรู้วิธีการ หาช่องทางจำหน่ายได้ และรู้แหล่งสำหรับหาวัสดุ และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เป็นอีกทางเลือกของการประหยัด

นายรัตวิ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนข้าวสาลี เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/334591

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนข้าวสาลี เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนข้าวสาลี เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมต้องการเพาะต้นกล้าข้าวสาลีไว้คั้นน้ำให้ผู้ใหญ่รับประทานขอทราบวิธีปลูกวิธีทำด้วยครับ

ปิติศักดิ์ กรอบวิเศษ

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ

ต้นอ่อนข้าวสาลี นิยมนำมาคั้นเป็นน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี หรือเรียก น้ำวีทกราส เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สีเขียวเข้ม มีขายทั้งแบบคั้นสด ผงสำเร็จรูปชงน้ำดื่ม และแบบสารสกัดบรรจุแคปซูล หรืออัดเม็ดให้เลือกรับประทาน จากการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารในต้นอ่อนข้าวสาลี พบว่า ประกอบด้วยคลอโรฟิลล์ถึงร้อยละ 70 นอกจากนั้น ยังพบวิตามินเอ ซี และอี แร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม และกรดอะมิโน มากกว่า 17 ชนิด และอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารมีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกับสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ถูกใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง

วิธีการเพาะต้นอ่อนข้าวสาลี ดังนี้

1.เตรียมอุปกรณ์สำหรับการปลูก ได้แก่ 1) เมล็ดข้าวสาลี 2) กะละมัง ขนาด 26 ซม.  ใช้แช่เมล็ดข้าว 3) ตะกร้าพลาสติก ขนาด 24 ซม. 4) ถาดที่มีรูระบายน้ำ หรือตะกร้าพลาสติก ใช้เป็นถาดเพาะ 5) บัวรดน้ำ 6) ดินร่วน ผสมแกลบดำและขุยมะพร้าว

2.สร้างการงอก นำเมล็ดข้าวสาลีแช่น้ำ 1 คืน เทน้ำทิ้ง และล้างเมล็ดข้าวให้สะอาดอีกครั้ง ใช้ผ้าชุบน้ำเปียกๆ คลุมลงบนเมล็ดข้าว นำกะละมังข้าวไปวางไว้ที่ๆ มีแสงน้อย ขั้นตอนนี้ สำคัญมาก เมล็ดข้าวจะงอกดี สม่ำเสมอ และงอกพร้อมกันทุกเมล็ด ต้องรักษาความชื้นของเมล็ดข้าวไว้ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้เมล็ดข้าวแห้ง

3.เตรียมดิน ใช้แกลบดำผสมขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน แกลบดำ2 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน  คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมกับดินร่วน

4.วิธีเพาะ นำวัสดุเพาะลงถาดให้เรียบร้อย ใส่ลงไปเกือบเต็มขอบถาด จากนั้นนำเมล็ดที่บ่มไว้ ไปหว่านบนวัสดุเพาะในถาดเพาะ เกลี่ยให้ทั่ว และกดดินเบาๆ

5.การให้น้ำ ให้รดน้ำแบบพ่นฝอย โดยอาจใช้กระบอกฉีดพ่น รดน้ำทุกวัน พอชื้น อย่าให้แฉะมาก เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราได้ แล้วหาอะไรปิดหน้าเอาไว้ เพื่อความชุ่มชื้น ไม่ควรใช้หนังสือพิมพ์ หรือถุงดำ เพราะจะทำให้มีสารพิษตกค้าง

6.การงอกใบอ่อน เมื่อเห็นใบอ่อนข้าวสาลีงอกออกมา ให้เอาที่ปิดออกได้ แล้วนำไปตากแดดอ่อนๆ เพื่อให้ต้นอ่อนสร้างคลอโรฟิลล์และสังเคราะห์แสง

7.เมื่ออายุ 7-10 วัน เมล็ดข้าวสาลีจะออกใบที่ 2 สามารถตัดใบไปทำน้ำคั้นได้ โดยใช้กรรไกรตัดใบเหนือดินประมาณครึ่งนิ้ว หลังจากนั้น ให้รดน้ำทุกวัน

8.ตัดใบครั้งที่ 2 และครั้งต่อๆ ไป หลังจากนั้น อีกประมาณ 5-7 วัน ก็สามารถตัดใบรุ่นที่ 2 นำไปทำน้ำคั้นได้อีกครั้ง สามารถกระทำได้หลายครั้ง จนกว่าต้นจะโทรม

แนะนำให้ตัดใบหมดทั้งถาด และแบ่งใส่ถุงพลาสติกเป็นถุงๆ ตามปริมาณที่ใช้คั้นแต่ละครั้ง สามารถแช่ตู้เย็นไว้ได้ 4-5 วัน ไม่ควรคั้นน้ำไปแช่ไว้ในตู้เย็นเป็นเวลานานๆ จะเสียคุณค่าทางสารอาหาร น้ำคั้นต้นข้าวสาลี ควรดื่มภายใน 15 นาที หลังจากการคั้นเสร็จ และดื่มน้ำสะอาดตามด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้งทางเลือกสุขภาพและรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/333290

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้งทางเลือกสุขภาพและรายได้

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้งทางเลือกสุขภาพและรายได้

วันอังคาร ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมว่าผักบุ้งต้นใหญ่รสชาติดีก็จริง แต่ต้นอ่อนผักบุ้งรสชาติดีกว่า ผมอยากทราบวิธีปลูกไว้ทานเองครับ ขอทราบวิธีด้วยครับ

ณรงค์ชัย บุญเรืองเวช

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

คำตอบ

ผักบุ้ง หรือเรียกว่า ผักทอดยอด เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่คุ้นเคยกันมานาน ว่ามีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด มีสายพันธุ์แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ ผักบุ้งไทย และผักบุ้งจีน สำหรับผักบุ้งไทย เป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่ขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งจะมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีน เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ลำต้นขาว ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย

การเพาะต้นอ่อนผักบุ้งมีวิธีปลูกไม่ยุ่งยาก เพราะเมล็ดผักบุ้ง จะขึ้นง่าย และใช้เวลาปลูกสั้นประมาณ 8-10 วัน ก็สามารถเก็บมาประกอบอาหารได้ มีวิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้งดังนี้

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ 1) เมล็ดพันธุ์ที่นิยมคือ ผักบุ้งจีนพันธุ์เรียวไผ่และไผ่เงิน 2) ดินละเอียด ที่ผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำ โดยดินจะต้องไม่เค็มและไม่เปรี้ยว ซึ่งอาจจะใส่ดินมูลไส้เดือนก็ยิ่งดี หรือจะไม่ใส่เลยก็ได้ 3) กระบะสำหรับเพาะหรือตะกร้าพร้อมฝาปิด ควรเป็นกระดาษ หรือแผ่นพลาสติกบางๆ เพาะเมื่อต้นงอก จะได้ดันขึ้นมาได้ 4) ฝักบัวรดน้ำ

วิธีการเพาะต้นอ่อนผักบุ้งดังนี้

1.เมื่อหาเมล็ดได้แล้ว ก็ให้ทำการล้างเมล็ด ให้สะอาด 1-2 น้ำ ไม่ต้องขยี้เมล็ด และแช่เมล็ดในน้ำประมาณ 8 ชั่วโมง หรือ 1 คืน

2.เอาเมล็ดขึ้นจากน้ำใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำประมาณ 10-20 นาที แล้วนำเมล็ดไปบ่ม โดยห่อด้วยผ้าขาวบางทิ้งไว้ ประมาณ 20 ชั่วโมง สังเกตว่าจะมีตุ่มเล็กสีขาวๆ งอกออกมา ก็สามารถเอาลงดิน หรือวัสดุปลูกต่อไปได้

3.เตรียมภาชนะปลูก ให้นำดินเพาะที่เตรียมไว้ลงกระบะ สูงประมาณครึ่งกระบะ นำเมล็ดที่บ่มแล้วโรยลงในภาชนะให้สม่ำเสมอ เบาๆ อย่าขยี้เมล็ด เพราะจะทำให้รากขาด และไม่ควรแน่นเกินไป จากนั้นกลบดินบางๆ ฉีดน้ำละอองฝอยให้ทั่ว ไม่ควรแฉะหรือแห้งมากเกินไป แล้วปิดด้วยฝาปิดให้มิดชิด

4.รดน้ำให้ชุ่ม รดน้ำโดยฉีดเป็นละอองฝอย และอย่าให้น้ำแรงจนเกินไป เพราะจะทำให้เมล็ดกระเด็น วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สังเกตดูว่า ถ้าอากาศร้อนจัดในตอนกลางวัน ต้นเริ่มเหี่ยว ให้รถน้ำทันที

5.ในช่วงการปลูกแรกๆ จะต้องดูแลใกล้ชิด โดยจะต้องไม่ให้ดินแฉะหรือแห้งจนเกินไป จากนั้น เมื่ออายุ 3-4 วัน ให้เปิดฝาออก ไม่ต้องปิดฝาแล้ว เมื่ออายุประมาณ 8-10 วัน ให้นำออกรับแสงแดด เพื่อให้สร้างคลอโรฟิลล์สร้างใบเขียว จากนั้นก็สามารถนำไปบริโภค และนำไปจำหน่ายขายได้

ประโยชน์ของผักบุ้งนั้น มากมายนัก ในผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี จะประกอบไปด้วย เส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามิน
บี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีแคลเซียม และเบตาแคโรทีน หากรับประทานสดๆ จะทำให้คุณค่าของวิตามิน และแร่ธาตุเหล่านี้ ไม่เสียไปกับความร้อนอีกด้วย

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/332131

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจอยากจะปลูกต้นอ่อนกระเจี๊ยบส่งขายครับ ขอทราบวิธีปลูกอย่างละเอียด ด้วยครับ ขอบคุณครับ

รัตนชัย รินทวารา

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ

ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพมาแรงมาก การรับประทานผักปลอดสารพิษผักอินทรีย์ และต้นอ่อนผัก ได้รับความนิยมอย่างมาก ต้นอ่อนกระเจี๊ยบ มีรสชาติก็จะอมเปรี้ยวนิดหน่อย เวลาเคี้ยวจะมีความเหนียวของเส้นใยผัก มีสารอาหารมากมาย

กระเจี๊ยบ เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี เจริญเติบโตได้ดีในเขตอากาศกึ่งร้อน คือมีอุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศาเซลเซียส โดยประมาณ เป็นพืชที่สามารถนำมาเป็นสมุนไพรได้ เพราะมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร ตามลำต้นกระเจี๊ยบมีขนหยาบ และมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว คล้ายฝ่ามือเรียงสลับกัน และมีดอกสีเหลือง ที่โคนกลีบด้านในมีสีม่วงออกแดง ออกตามซอกใบ ก้านชูเรณูรวมกันเป็นลักษณะคล้ายหลอด ฝักคล้ายนิ้วมือผู้หญิง ตามฝักมีขนอ่อนๆ ทั่วฝัก มีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม ฝักกระเจี๊ยบมีทรงยาวสีเขียว ฝักอ่อนมีรสชาติหวาน กรอบอร่อย ส่วนฝักแก่จะมีเนื้อเหนียวขั้นตอนการปลูกต้นอ่อนกระเจี๊ยบ มีดังนี้

1.เตรียมเมล็ด สามารถหาซื้อเมล็ดกระเจี๊ยบตามร้านค้าที่ขายเมล็ดพันธุ์ผักทั่วไป ให้ทำการล้างเมล็ดกระเจี๊ยบให้สะอาด หลายๆ ครั้ง ห้ามขยี้เมล็ด จากนั้น แช่เมล็ดกระเจี๊ยบไว้ในน้ำ 6-8 ชม. หรือ 1 คืน เพื่อให้เมล็ดงอกง่ายขึ้น

2.บ่มเมล็ด ทำการบ่มเมล็ดไว้ 24 ชม. โดยเทน้ำทิ้ง ล้างเมล็ดให้สะอาด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ห่อหุ้มไว้ เพื่อให้เมล็ดงอกออกมา เมล็ดจะงอกออกมาเล็กน้อย สังเกตจะเห็นตุ่มขาวๆ ขึ้นที่ปลายเมล็ด

3.เตรียมดิน โดยผสมดินร่วน กับขุยมะพร้าว และแกลบดำ ทำการร่อนให้ละเอียด ใส่ถาดเพาะเตรียมไว้

4.การเพาะ โดยนำเมล็ดที่งอกออกมาจากห่อผ้า ไม่ต้องล้างน้ำ นำมาโรยบนดินที่เตรียมไว้ อย่าให้เมล็ดทับกัน ห้ามขยี้เมล็ด กลบดินบางๆ แล้วปิดด้วยผ้าพลาสติกที่มีน้ำหนักเบา

5.การรดน้ำ ให้รถน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 5-6 วัน ต้นอ่อนจะเริ่มงอก ให้นำถาดเพาะไปวางให้โดนแดดอ่อนรำไร เพื่อให้ใบสังเคราะห์แสงสร้างคลอโรฟิลล์

6.การเก็บผลผลิต เมื่ออายุครบ 7 วัน จะได้ต้นอ่อนกระเจี๊ยบที่สามารถตัดไปรับประทานได้ สำหรับต้นอ่อนกระเจี๊ยบนั้น สามารถตัดได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

รสชาติของต้นอ่อนกระเจี๊ยบ ใบจะมีรสชาติ เปรี้ยว แล้วลำต้นจะมีความหวาน อร่อยไปอีกแบบ สามารถนำมาผัดน้ำมันหอย จะได้รสชาติอร่อยเฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ส่วนประโยชน์ของต้นอ่อนกระเจี๊ยบนั้น จะมีไฟโตนิวเทรียนท์ ซึ่งเป็นสารที่ทำลายสารอนุมูลอิสระ และควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน มีสารรูติน วิตามิน A, B, C, E ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส ที่ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยชะลอความแก่ เนื่องจากในต้นอ่อนกระเจี๊ยบ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และต้นอ่อนเป็นอาหารที่ย่อยง่าย จึงช่วยให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายทำงานได้ดี ทำให้ลดปริมาณของเสียตกค้างในร่างกายช่วยให้ร่างกายเสื่อมช้าไม่แก่เร็วอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรทางเลือก สู่การปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/330753

x

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรทางเลือก สู่การปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ระบบเกษตรทางเลือก มีอะไรบ้าง
แตกต่างกันอย่างไร ช่วยเปรียบเทียบให้เข้าใจด้วยครับ ขอบคุณครับ

อนุรักษ์ เรืองอนุวงษ์

อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การเกษตรทางเลือก เป็นการทำการเกษตรในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เกษตรเคมี แต่เป็นการทำการเกษตรที่เน้นการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และวัสดุปกคลุมดิน การผสมผสานด้วยการปลูกพืชและสัตว์เพื่อพึ่งพาอาศัยกัน งดเว้นหรือลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้น้อยลง จนถึงขั้นไม่ใช้เลย และไม่มีสารพิษ ได้แก่

1.เกษตรธรรมชาติ มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยจัดระบบนิเวศให้เกื้อกูลกัน ผลิตอาหารที่มีรสชาติตามธรรมชาติ และไม่มีสารพิษ ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ เป็นระบบการเกษตรที่รักษาสมดุลธรรมชาติ เน้นการฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศ และการลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก

2.เกษตรอินทรีย์ มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ต่างๆ เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ รวมทั้งไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรม ที่อาจเกิดพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยใช้ระบบการปลูกพืชหมุนเวียน รวมทั้งใช้หลักการควบคุมศัตรูพืชโดยชีวภาพ และเน้นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

3.เกษตรยั่งยืน มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การทำการเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีทั้งการปลูกพืช และการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ที่ผสมกัน และมีความเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างลงตัว เน้นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความยั่งยืน ที่ทำให้เกิดความมั่นคงต่อเกษตรกร และมีผลในระยะยาว

4.เกษตรผสมผสาน มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การจัดการกิจกรรมการผลิตผสมผสานเกื้อกูลกัน เพื่อลดต้นทุนการผลิต และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสูงสุด มีกิจกรรมการผลิตหลายๆ อย่าง เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอนเป็นหลัก

5.เกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง ทฤษฎีในการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลักสำคัญ คือ ความเรียบง่าย ทั้งในแนวคิดและด้านเทคนิควิชาการ จะต้องสมเหตุสมผล ทำให้รวดเร็ว และสามารถแก้ไขปัญหาให้ก่อประโยชน์ได้จริง มุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน การทำกิจกรรมการเกษตรหลายอย่าง เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสร้างสมดุลให้แก่ระบบนิเวศ โดยให้แบ่งพื้นที่การเกษตรออก 4 ส่วน ได้แก่ 1) ให้มีแหล่งน้ำในไร่นา เพื่อใช้ในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง 30% ของพื้นที่ 2) ให้มีพื้นที่ทำนาปลูกข้าวในฤดูฝนไว้บริโภค ให้พอเพียงตลอดปี 30% ของพื้นที่ 3) ให้มีพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล พืชสมุนไพร 30% ของพื้นที่ และ 4) ให้มีพื้นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ 10% ของพื้นที่ โดยทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือ การหมุนเวียนการใช้ประโยชน์ของทรัพยากร ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน ปัจจัยการผลิต หรือเศษเหลือใช้จากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง เป็นการหมุนเวียนของวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ตลอดจนการรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น

6.วนเกษตร มีเป้าหมายในการทำเกษตรที่เน้นในเรื่อง การใช้ที่ดินในการผลิตพืช และสัตว์ให้มากชนิด หรือมีความซับซ้อน และหลากหลายทางชีวภาพ ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด เป็นการทำเกษตรร่วมกันกับการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยมีรากฐานหรือปัจจัยการผลิตที่มาจากท้องถิ่นเอง และมีลักษณะแตกต่างหรือผันแปรไปตามสภาพพื้นที่ ทัศนคติ ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี และความรู้ ความสามารถในการจัดการของแต่ละท้องถิ่น

ระบบเกษตรทางเลือก สามารถเข้าถึงได้ง่าย และราคาไม่แพงนัก มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข และสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน และมีวิธีปฏิบัติที่สามารถปรับใช้ไปตามสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย

นายรัตวิ

รักษ์เกษตร : ผักไชยา ผักอนามัยที่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/329237

รักษ์เกษตร : ผักไชยา ผักอนามัยที่ทรงคุณค่า

รักษ์เกษตร : ผักไชยา ผักอนามัยที่ทรงคุณค่า

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผักไชยาคืออะไรครับ ผมเคยเห็นเค้าขายตามต่างจังหวัด ชาวบ้านเอามารับประทานกัน เป็นผักอันตรายหรือเปล่าครับ ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ

ประเสริฐ อเนกกาลนนท์

อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

ผักไชยา มีหลายชื่อ เช่น คะน้าเม็กซิกัน ผักโขมต้น หรือ ชายา ซึ่งเป็นภาษาสเปน Chaya เป็นไม้พุ่ม อายุหลายสิบปี อยู่ในกลุ่มเดียวกับยางพาราและสบู่ดำเชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในประเทศเม็กซิโก ลำต้นอวบน้ำ มียางสีขาว ทรงพุ่มตั้งตรง โตเร็ว มีขนาดใหญ่ สามารถสูงได้ถึง 6 เมตร ใบกว้าง มีแฉกคล้ายใบมะละกอ และมีอายุนานถึงยี่สิบสามสิบปี

ผักไชยาเป็นผักกินใบ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง สามารถนำไปประกอบอาหาร รสชาติอร่อยเหมือนผักคะน้า ห้ามรับประทานแบบดิบๆ เพราะมีสารจำพวกสารกลูโคไซด์ที่เป็นพิษอ่อนๆ การรับประทานต้องทานสุกเท่านั้น โดยเด็ดยอดไชยา ประมาณ 1 ฟุต เด็ดทั้งใบทั้งก้าน แล้วปอกเอาผิวของยอดออกเหมือนลอกต้นคะน้า ลอกให้เปลือกเขียวหมด จะเหลือเนื้อใสๆ หั่นเฉียงเป็นท่อนๆ ตั้งน้ำจนเดือด พอน้ำเดือดใส่ผักลงไปลวกน้ำร้อนจนสุก เอาผักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำมาประกอบอาหาร ถ้าลองชิมผักเมื่อลวกแล้ว จะมีรสชาติอร่อย หวานเล็กน้อย เหมือนคะน้าทั่วไป

การปลูก และการขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำโดยการตัดกิ่งที่เริ่มเป็นสีเขียวเข้มออกขาวมาปักชำ ตัดความยาวขนาด 1 คืบ นำมาปักชำในกระถาง ขนาดประมาณ 5-6 นิ้ว ใส่ดิน
พร้อมปลูก วางไว้ในที่แดดรำไร ไม่นานก็จะแตกกิ่ง แล้วค่อยนำลงปลูกในดิน สามารถขยายพันธุ์ได้เร็ว และเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว

การดูแลรักษา ผักไชยาจะไม่มีแมลงรบกวน ชอบดินโปร่งที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำท่วมขังนานเกินไป ชอบแดดจัด ให้ใส่ปุ๋ยคอกนานๆ ครั้ง หมั่นตัดไม่ให้กิ่งสูงเกินไป เพื่อให้เป็นทรงพุ่มสวยงามและสะดวกในการเก็บมารับประทาน

สรรพคุณของผักไชยา มีสารอาหารประเภทโปรตีนสูง มีวิตามิน แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็ก เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ผักไชยาดิบมีพิษ เนื่องจากมีสารกลูโคไซด์ ซึ่งจะปลดปล่อยสารพิษจำพวกไซยาไนด์อย่างอ่อนออกมา จึงจำเป็นต้องทำให้สุกก่อนรับประทาน โดยลวกให้สุกประมาณ 2-3 นาที เพื่อลดฤทธิ์ของสารที่เป็นพิษให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ประโยชน์ของผักไชยานั้น ทราบกันว่า จะช่วยในการหมุนเวียนโลหิต ช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการมองเห็น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันอาการไอ เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก ป้องกันโลหิตจาง โดยเพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด เพิ่มประสิทธิภาพความจำ และการทำงานของสมอง ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบ และโรคเบาหวาน

ผักไชยา เป็นพืชที่เหมาะสำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ปลูกได้ดีข้างบ้าน เพราะเจริญเติบโตง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก สามารถปลูกในกระถางได้ ถ้าหมั่นตัดยอดเรื่อยๆ ก็จะแตกยอดให้รับประทานได้ตลอดปี ที่สำคัญก็คือ ไม่มีศัตรูพืชและโรคพืชรบกวนไม่ต้องพึ่งสารเคมี ถือว่าเป็นผักที่ปลอดภัย แต่อย่าลืมลวกน้ำเดือดเสียก่อนที่จะนำมาปรุงอาหาร นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : มันเทศ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/327764

รักษ์เกษตร : มันเทศ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

รักษ์เกษตร : มันเทศ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกมันเทศครับ มีพันธุ์อะไรบ้างที่น่าสนใจ ช่วยแนะนำวิธีปลูกด้วยครับ เป็นวิธีเกษตรอินทรีย์นะครับ

เศวต ทรงสุดา

อ.เมือง จ.นครสวรรค์

คำตอบ

มันเทศ ในปัจจุบันมากความหลากหลายมากขึ้น ตามร้านค้าจะมีมันเทศที่มาจากต่างประเทศมากมาย เช่น มันเทศจากญี่ปุ่น มันเทศจากเกาหลี มันเทศจากไต้หวัน มันเทศจากจากอินโดนีเซีย มีหลายสายพันธุ์ หลายสี เช่น เนื้อสีขาว สีเหลือง สีส้ม สีม่วง มีราคาสูง และรสชาติดีกว่ามันเทศสายพันธุ์ไทยดั้งเดิม ที่นับวันจะหายากมากขึ้น เพราะขาดการดูแล ขาดการอนุรักษ์ และพัฒนาสาพันธุ์ที่ดี รสชาติพันธุ์ดั้งเดิมในไทยและต่างประเทศจะแตกต่างกัน หรือแม้แต่สายพันธุ์เดียวกันปลูกพื้นที่ต่างกัน สภาพดิน อากาศต่างกัน การดูแลรักษาที่ต่างกัน จะทำให้รสชาดและคุณภาพแตกต่างกันได้

สายพันธุ์มันเทศที่นิยม มีดังนี้

1.พันธุ์โอกุด เป็นมันเทศที่มีเถาเลื้อยยาวพอควร ใบเป็นแฉก เนื้อในสีเหลืองอ่อน เป็นพันธุ์ที่นิยมรับประทานกันมาก

2.พันธุ์ไทจุง มีเถาไม่เลื้อยมากนัก ลำต้นลักษณะคล้ายทรงพุ่ม ใบเป็นแฉก หัวรูปร่างคล้ายรูปไข่ เนื้อในมีสีเหลือง เมื่อนำไปต้มหรือนึ่งเนื้อจะไม่เละ

3.พันธุ์ห้วยสีทน 1 เป็นพันธุ์ที่มีเถาเลื้อยยาว ใบกว้างพอประมาณ เนื้อในสีแดง และมีรสหวาน

การเตรียมดินปลูก ให้ไถพรวนดินลึก ประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วทำการตากดินกับแดดแรงๆ 7-10 วัน จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว ประมาณ 1.5-2 ตันต่อไร่ ทำการพรวนดินหรือย่อยดิน และให้ใส่ปูนขาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินด้วย แล้วทำการยกร่อง และปลูกบนสันร่อง

การปลูก ให้จัดระยะปลูกระหว่างต้น 30-50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร โดยขุดหลุมบนสันร่องตามระยะปลูก ใช้ท่อนพันธุ์วางทำมุมกับพื้น ประมาณ 40-60 องศา ลึกลงไปในดินประมาณ 8-10 เซนติเมตร แล้วกลบดินด้วยดินผสมหรือดินละเอียด จากนั้นรดนํ้าให้ชุ่ม

การให้นํ้า ในระยะแรกที่ปลูก ต้องให้นํ้าจนกว่าต้นจะสามารถตั้งตัวได้ หรือเจริญเติบโตดี แล้วสามารถงดการให้นํ้าได้ เพราะมันเทศเป็นพืชทนแล้งได้ดี และควรงดการให้นํ้าก่อนการเก็บเกี่ยว ประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพื่อสะดวกในการขุดหัวมันเทศ

การใส่ปุ๋ย ในครั้งแรก ให้ใส่รองก้นหลุม โดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ในครั้งที่ 2 เมื่อต้นมันอายุได้ประมาณ 15 วัน และครั้งที่ 3 เมื่อมันอายุได้ 30 วัน ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน แล้วทำพรวนดินกลบโคนต้นทุกครั้ง

การเก็บเกี่ยว มันเทศมีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 90-150 วัน แล้วแต่พันธุ์ที่ปลูก โดยสังเกตจากผิวต้นบริเวณโคนต้นมันเทศ จะแตกแยกออกเป็นรอย หรือทดลองขุดดูสัก 2-3 ต้น ใช้มีดตัดหัวมันเทศ ถ้าแก่เต็มที่รอยตัดจะมียางไหลซึมออกมา และแห้งไปอย่างรวดเร็ว การขุดต้องระมัดระวังอย่าให้บอบชํ้า หรือมีรอยแผล จะเสียราคา นำหัวที่ขุดมาไปผึ่งลมให้ดินที่ติดมาแห้ง และหลุดร่วงไป ทำความสะอาด คัดขนาด บรรจุถุงรอการจำหน่ายต่อไป

การดูแลรักษา โรคของมันเทศ ได้แก่ โรคใบจุด โรคหัวเน่า ควรฉีดพ่นน้ำยาฉุนผสมน้ำสะเดา และรอยตัดที่หัว หรือที่เป็นแผล ให้ทาด้วยปูนแดงให้ทั่ว เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามต่อไป ส่วนแมลงนั้น ได้ แก่ ด้วงงวง หนอนชอนใบ ควรฉีด พ่นด้วยน้ำยาฉุนผสมน้ำสะเดาเช่นกัน

นาย รัตวิ