รักษ์เกษตร : ทานตะวัน เพื่อตัดดอกและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/326226

x

รักษ์เกษตร : ทานตะวัน เพื่อตัดดอกและท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น

คำถาม ผมขอทราบวิธีปลูกทานตะวัน เป็นทำไม้ตัดดอกขายด้วยครับ และจะต้องใช้พันธุ์อะไร ขอบคุณครับ

ทวีวงษ์ สระสมบูรณ์

อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

คำตอบ

ทานตะวัน เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นตรง สูงประมาณ 3-4 ฟุต แต่ถ้าปลูกในถิ่นที่มีอากาศเย็นอาจสูงได้ถึง 6 ฟุต ใบจะออกสลับกัน ลักษณะของใบกลมรี กว้างประมาณ 4-8 นิ้ว ยาว 1 ฟุต ขอบใบเป็นรอยจักฟันเลื่อย ปลายใบแหลม โคนใบโค้งเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกมีสีเหลืองสด มีขนาดใหญ่ ดอกบานเต็มที่โตประมาณ 5-10 นิ้ว ตรงกลางดอกมีเกสรเป็นวงเกือบเท่าตัวดอก กลีบดอกบานแผ่เป็นวงกลมทำให้เกสรดอกเด่นชัด และดอกจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เสมอ

พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอก เช่น พันธุ์คัลเลอร์แฟชั่น และพันธุ์อิตาเลี่ยนไวท์ ซึ่งเป็นชนิดที่แตกกิ่งก้านสาขา ทานตะวันขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด สามารถปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และชอบแสงแดดจัด

การเลือกสถานที่ปลูก สถานที่ปลูกทานตะวัน ควรเป็นที่โล่งแจ้ง ได้รับแสงไม่ต่ำกว่าวันละ 8-10 ชั่วโมง หากปลูกในที่มีแสงน้อยจะให้ผลผลิตต่ำ ขนาดดอกเล็ก และมักอ่อนแอต่อโรคได้ง่าย

การเตรียมแปลงปลูก

1. การเตรียมดินหรือปรับปรุงดิน เพื่อให้ดินมีคุณภาพ มีธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยขุดดินให้ลึกประมาณ 1 ฟุต แล้วตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นให้ไถดิน 2 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียด รองก้นหลุมด้วยอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้ว เช่น เศษฟาง เปลือกถั่วลิสง ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยพืชสด ที่ให้ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน โปแตสเซียม และฟอสฟอรัส ครบถ้วน เพื่อให้ดินมีความร่วนซุย สามารถเก็บความชื้น และมีการระบายน้ำได้ดี

2. การเพาะเมล็ด ให้นำเมล็ดไปแช่ในน้ำหมักชีวภาพก่อนนำไปปลูก จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็ว และมีความแข็งแรงขึ้น หลังจากกลบดินเรียบร้อยแล้ว ให้หยอดเมล็ดหลุมละ 2 เมล็ด ฝังลึกประมาณ 2 นิ้ว ระยะห่างหลุมละ 25X30 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว 70-75 ซม. เมื่อปลูกแล้ว ควรคลุมแปลงปลูกด้วยวัสดุคลุมแปลง และรดน้ำให้ชุ่ม การคลุมแปลงจะช่วยรักษาความชื้นรักษาอุณหภูมิ และช่วยป้องกันวัชพืช วัสดุที่ใช้คลุมแปลง เช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง เปลือกถั่ว หรือวัสดุอื่นที่มี หลังจากเมล็ดงอกแล้วประมาณ 10 วัน ให้ถอนต้นกล้าออกเหลือเพียงหลุมละ 1 ต้น เพื่อให้สามารถผลิตดอกทานตะวันดอกที่มีคุณภาพ

3.การให้น้ำ ในระยะแรก ควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้เมล็ดงอก และเจริญเติบโตได้สมบูรณ์ หลังจากต้นตั้งตัวได้แล้ว หรือมีความแข็งแรงเพียงพออาจให้น้ำได้ 1-2 วันต่อครั้งก็ได้

4.การให้ปุ๋ย หลังจากปลูกได้ประมาณ 30 วัน ให้ใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง และใบ ถ้าขาดไนโตรเจนจะโตช้า ใบมีสีเหลือง กิ่งก้านยาว เล็ก และอ่อนแอ เมื่อทานตะวันเริ่มเกิดตาดอก ให้ใส่ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูงเพื่อเร่งดอก หลังใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ควรรดน้ำตามทันที หรือฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ทำจากผลไม้ ในช่วงที่กำลังออกดอก จะช่วยให้ได้ผลผลิตดีมาก

5.การตัดดอก ควรตัดในช่วงเช้า เมื่อดอกยังไม่บานเต็มที่ หรือบานประมาณ 70% หรือสังเกตว่าส่วนใจกลางของดอกยังมีสีเขียวอยู่ วิธีตัดดอก ให้ตัดชิดโคนกิ่ง หรือให้มีความยาวของก้านดอกประมาณ 10-12 นิ้ว

ทานตะวัน เป็นพืชไร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการแปรรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเมล็ดทานตะวันมาผลิตเป็นน้ำมันพืช ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ใช้เป็นไม้ดอกในการตกแต่งประดับในงานพิธีต่างๆ ใช้เป็นอาหารเสริม และขนมต่างๆ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูกาลที่มีการปลูกทานตะวันเป็นจำนวนมาก หรือหลายๆ พื้นที่ได้ออกดอกเหลืองสวยงาม ทำให้บริเวณที่ปลูกนั้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรที่สวยสดงดงาม

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เทคนิคในการปลูกผักใบเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324764

รักษ์เกษตร : เทคนิคในการปลูกผักใบเขียว

รักษ์เกษตร : เทคนิคในการปลูกผักใบเขียว

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบเรื่อง เกร็ดความรู้ในการปลูกผักใบเขียว ด้วยนะครับ

ทรงพล สลวยงาม

อ.เมือง จ.ชัยนาท

คำตอบ

ผักใบเขียวทุกชนิด มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีเขียวในผักประกอบไปด้วยคลอโรฟิลล์ เบต้าแคโรทีน และวิตามินต่างๆ มีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ช่วยบำรุงสมองและความจำ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ควบคุมสมดุลของร่างกาย ยังมีสารอาหารที่สำคัญอีกคือ แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างให้กระดูกและฟันให้แข็งแรง มีใยอาหารเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งช่วยทำให้ขับถ่ายได้สะดวก ช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมทั้งลดระดับน้ำตาลในเลือด คุณประโยชน์หลายอย่างที่กล่าวไว้ เราสามารถที่จะปลูกผักกินเองได้ ดังนี้

วิธีการปลูกผักใบเขียว

1.ผักประเภทที่ต้องเพาะกล้าก่อน แล้วจึงย้ายปลูก เป็นพืชผักที่เมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็ก ต้องการการดูแลรักษาระยะต้นกล้ามากกว่าพืชผักชนิดอื่น เช่น กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี มะเขือเทศ เป็นต้น แปลงเพาะกล้า ควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร สูง 10 เซนติเมตร อาจปลูกโดยการหว่านเมล็ดผักให้สม่ำเสมอ อย่าให้แน่นเกินไป หรือโรยเมล็ดตามร่องเล็กๆ บนแปลงเพาะ แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร หลังจากนั้น ให้เกลี่ยดินกลบบางๆ และใช้ฟางข้าวคลุมดิน แล้วรดน้ำ ควรให้น้ำกล้าผักวันละ 2 ครั้ง เมื่อกล้าผักอายุได้ 1-2 สัปดาห์ ให้ถอนต้นกล้าอ่อนแอ หรือที่เป็นโรค และต้นที่อยู่ชิดกันทิ้งไป กล้าที่เหมาะสมจะย้ายปลูก ควรมีใบจริง 3-5 ใบ

2.ผักประเภทที่หว่านเมล็ดลงในแปลงได้เลย ผักประเภทนี้ มีอายุสั้น โตเร็ว มีระยะปลูกถี่ เมล็ดหาง่าย และราคาถูก เช่น ผักชี ผักกาดเขียว กวางตุ้ง คะน้า สามารถปลูกได้ 2 วิธีคือ

-โดยหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลง คลุมด้วยฟางบางๆ และรดน้ำเป็นฝอยละเอียดให้ทั่วแปลง เมื่อต้นกล้างอก และมีใบจริงประมาณ 1-2 ใบ ให้เริ่มถอนแยก โดยเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงไว้ และจัดระยะปลูกให้พอเหมาะ

-โดยการโรยเป็นแถว วิธีนี้ จะประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มากกว่าวิธีหว่าน โดยโรยเมล็ดให้เป็นแถวในร่อง เมื่อต้นกล้างอก ให้ถอนต้นที่อ่อนแอ และเบียดชิดกันทิ้งไป

3.ผักประเภทที่ใช้ปลูกเป็นหลุม ผักประเภทนี้ เป็นพวกที่มีเมล็ด เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา แตงกวา ฟักทอง มะระ ผักกาดหัว เป็นต้น โดยหยอดเมล็ดตามหลุมปลูกที่เตรียมไว้ หลุมละ 2-3 เมล็ด ลึกประมาณ 2.5 เซนติเมตร กลบด้วยดินบางๆ เมื่อต้นกล้ามีใบจริงประมาณ 2 ใบ ให้ถอนต้นที่อ่อนแอทิ้ง เหลือไว้หลุมละ 1 ต้น

การดูแลรักษา

1.หลังจากปลูกผักแล้ว ให้ใช้ฟางข้าว อัตรา 1 ตันต่อไร่ คลุมดินระหว่างแถวของผักที่ปลูก เพื่อรักษาความชื้น ควบคุมวัชพืช และเมื่อฟางข้าวสลายตัว จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินอีกด้วย

2.การให้ปุ๋ย ใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่น อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:1,000 ทางใบ และลำต้น หรือรดลงดิน ควรทำในตอนเช้า หรือหลังจากฝนตก และให้อย่างสม่ำเสมอทุก 7 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เพิ่มการขยายตัวของใบ การยืดตัวของลำต้น และส่งเสริมการออกดอก และติดผลได้ดีขึ้น

เมื่อผักเริ่มติดดอกออกผล ให้ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพรอบๆ ต้น แล้วพรวนดิน รดน้ำ และกำจัดวัชพืช อย่างสม่ำเสมอ การให้น้ำ ควรรดน้ำในช่วงเวลาเช้าและเย็น ไม่ควรรดตอนแดดจัด อย่าปล่อยให้น้ำขังแปลงเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผักเน่า ข้อสำคัญสำหรับน้ำหมักชีวภาพที่จะนำไปใช้ ต้องทำการเจือจางตามชนิดของพืช ก่อนใช้นะครับ

 

นายรัตวิ

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323301

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการหาช่องทางการหาตลาดขายผักผลไม้ครับ

วุฒิชัย วงษ์สาคร

อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

ช่องทางการขายผักผลไม้ มีหลายช่องทาง ผู้ขายต้องศึกษาและเลือกดูช่องทางที่เหมาะกับตัวเองก่อนที่จะเริ่มปลูกผักผลไม้ การตลาดสำคัญมาก เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ขายสามารถประสบความสำเร็จในการปลูกผักผลไม้ ช่องทางแต่ละช่องทาง จะมีข้อดีและเสียแตกต่างกันไป แล้วแต่ที่ใครจะเลือกเข้าช่องทางไหนตามขนาดไร่นาที่ตนทำ กำลังผลิต และการบริหารจัดการที่ดี

1.ตลาดขายส่ง เป็นตลาดที่เน้นขายส่งปริมาณมากเป็นหลัก เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดมหานาค ตลาดเสรี ตลาดราชบุรี ตลาดขายส่งเหล่านี้ ราคาจะต่ำมาก ต้องมีการต่อสู้เรื่องราคาค่อนข้างสูง ลูกค้าจะเลือกซื้อกับเจ้าที่ขายถูกสุดเท่านั้น

2.โรงงาน เป็นโรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานส่งออกอาหารต่างๆ ที่ส่งให้กับพวกร้านอาหารใหญ่ๆ สำหรับช่องทางนี้ เหมาะสำหรับฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ และมีระบบการจัดการการปลูกที่ดี เพราะโรงงานจะเน้นคุณภาพเป็นหลัก ผักทุกต้นต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตกลงไว้ในสัญญา ราคาที่ได้จะเป็นราคากลางๆ แต่มีความแน่นอนในการใช้ผัก ข้อที่ยากสำหรับการเข้าตลาดนี้คือ ผู้ผลิตต้องมีมาตรฐานในการผลิตเสียก่อนด้วย

3.ห้างสรรพสินค้า ช่องทางนี้ จุดสำคัญคือ ต้องเน้นคุณภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์ และสินค้าต้องมีมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐเป็นอย่างต่ำ ราคาขึ้นอยู่กับระดับของห้างแต่ละที่ แต่ค่าใช้จ่ายทางห้างค่อนข้างสูง เช่น ค่าเปิดรายการ ค่าเปิดร้าน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องกำไรขั้นต้น และผลกำไร-ขาดทุน ที่จะต้องหักให้ห้างในแต่ละเดือน ประมาณ 15-25% ของโครงสร้างราคา

4.ตลาดสายการบิน เป็นตลาดที่ให้ราคาที่ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญากันประมูลกันเป็นปีๆ เช่น การบินไทย ครัวสายการบินต่างๆ ตลาดนี้ เน้นคุณภาพสินค้าเช่นกัน มีการทำสัญญา หากขาดส่งจะต้องเสียค่าปรับ ราคาและปริมาณ จะเป็นราคาที่ตกลงกันตลอดทั้งปี

5.บริษัทรับจัดเลี้ยง เป็นพวกบริษัทรับจัดเลี้ยงต่างๆ รับจัดบุฟเฟ่ต์ โต๊ะจีน กลุ่มนี้ จะมีความต้องการผักในปริมาณไม่มากแต่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่นัก

6.ร้านอาหารทั่วไป ส่วนใหญ่ร้านพวกนี้ จะสั่งในปริมาณไม่มากแต่บ่อย เพราะร้านส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บสินค้า ส่วนใหญ่ร้านจะมีผู้รับจัดหาสินค้าหลายกลุ่ม ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องต่อรองราคา ถ้าร้านไหนมีสาขามาก การทำตลาดนี้ จะเน้นเรื่องการบริหารการจัดส่งสินค้าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะค่าส่งค่อนข้างแพง และร้านค้าแต่ละร้านมักอยู่กระจายกัน

7.การขายตรง เป็นการตลาดที่ถึงมือผู้บริโภค เป็นช่องทางที่ได้ราคาค่อนข้างดี จะไม่มีปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลาง ช่องทางนี้ จะเน้นไปในการสร้างตราสินค้า และการตลาด ผู้ขายต้องหาตลาดเอง โดยการหาตลาดตามสำนักงานหรือที่ทำงานของตน ตลาดนัด และตลาดใกล้ๆ บ้าน

การตลาด เป็นกระบวนการของการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ หรือบริการไปยังลูกค้า ผู้ขายจะต้องมีศิลปะในการขายสินค้าของตน การค้าขาย นอกจากต้องอาศัยความรู้ความสามารถแล้ว ทักษะในการค้าขายก็เป็นสิ่งสำคัญ หากผู้ขายไม่ได้ฝึกฝนกันจนเกิดความชำนาญแล้ว เขาจะกลายเป็นคนที่ทำงานเก่งไปไม่ได้เลย ในการทำงานการตลาด คนที่ทำงานในด้านนี้ ต้องหมั่นฝึกฝน และเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับตัวเองอยู่เสมอ เพื่อจะได้ตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที การทำงานด้านการตลาด คนที่อยู่ในแวดวงนี้ ต้องมีหูตาที่กว้างไกล และสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแผนการตลาดให้มีความทันสมัย และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันให้มากที่สุดด้วยครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321808

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมพบปัญหาการเก็บเมล็ดพันธุ์พืช
แล้วขึ้นรา เสียหายหมด เพาะไม่ขึ้น
ขอทราบความรู้ควรปฏิบัติในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

สถาพร องอาจสิทธิกูล

อ.เมือง จ.ชุมพร

คำตอบ

เมล็ดพันธุ์ จะมีอัตราการงอกและอายุการเก็บแตกต่างกันไป จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีผลต่ออายุการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นวิธีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์จึงสำคัญมาก ที่จะทำให้มีอายุการเก็บของเมล็ดได้นาน และสามารถคงความงอกและความแข็งแรงไว้ได้นานด้วย

ปัจจัยที่ทำให้เมล็ดพันธุ์มีอายุการเก็บรักษาได้นาน ได้แก่

1.ชนิดของพืช โดยธรรมชาติแล้ว เมล็ดพันธุ์พืชบางชนิดเก็บได้นาน แต่บางชนิดเก็บไม่นาน หรืออายุการเก็บรักษาสั้น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว เก็บรักษาได้ง่ายกว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วต่างๆ เป็นต้น

2.พันธุ์ ในพืชชนิดเดียวกันนั้น เมล็ดพันธุ์พืชบางพันธุ์ เก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์อื่น เช่น เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองพันธุ์ สจ.4 เก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 60 เป็นต้น

3.ระดับความเสื่อม เมล็ดพันธุ์สามารถเสื่อมคุณภาพได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ เช่น เก็บเกี่ยวล่าช้า ได้รับความกระทบกระเทือนจากการเก็บเกี่ยวหรือนวด ถูกฝนหรือเปียกน้ำค้าง จะเก็บรักษาได้น้อยกว่า เมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกันที่ยังสมบูรณ์แข็งแรงกว่า

4.ความชื้นของเมล็ด เมล็ดพันธุ์ที่มีความชื้นต่ำ จะเก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกัน และคุณภาพระดับเดียวกันที่มีความชื้นสูงกว่า

5.ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศในโรงเก็บ หรือมวลไอน้ำในอากาศรอบๆ เมล็ดพันธุ์ ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ จะสามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้นานกว่าสภาพที่มีความชื้นสัมพันธ์สูง

6.อุณหภูมิของอากาศในโรงเก็บ หรือบรรยากาศรอบๆ เมล็ดพันธุ์ เช่น ถ้าเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ก็จะเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้นานกว่าที่ที่มีอุณหภูมิสูง

การเก็บและการดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์พืช มีหลายวิธี เกษตรกรอาจจะนำไปดัดแปลงพัฒนาเพื่อให้เข้ากับความต้องการใช้งานจริงของตน ดังนี้

1.แบบเปิด เป็นวิธีที่ไม่สามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิของบริเวณที่เก็บเมล็ดพันธุ์ได้ ความมีชีวิตของเมล็ด จึงผันแปรไปตามสภาพอากาศ ถ้าอยู่ในสภาพความชื้นสูง จะทำให้ความชื้นในเมล็ดสูงด้วย

2.แบบควบคุมความชื้นในเมล็ด โดยเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น ซองพลาสติก กระป๋อง

3.แบบปรับสภาพให้เย็นและแห้ง วิธีนี้เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชหลายชนิด เช่น ผัก ไม้ดอก ธัญพืช ควรรักษาระดับความชื้นในเมล็ด 3-8% และเก็บในอุณหภูมิ 1-5 องศาเซลเซียส

4.แบบเย็นและชื้น เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชที่มีอายุสั้นหลายชนิดที่ไม่ชอบสภาพแห้ง

5.แบบอุ่นและชื้น เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชเมืองร้อนหลายชนิด เช่น ลำไย เงาะ มังคุด มะม่วง ทุเรียน โกโก้ เพราะเป็นเมล็ดพืชที่มีอายุสั้น

การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่ดี เพื่อให้คงความงอกและความแข็งแรงได้ ควรปฏิบัติดังนี้ คือ ให้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชไว้ในเขตที่มีอากาศแห้ง ให้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชไว้ในโรงเก็บที่ควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำอยู่เสมอ เก็บรักษาไว้ในโรงเก็บที่ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช โดยการบรรจุในภาชนะที่ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการรั่วไหลของอากาศได้ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชในภาชนะปิดสนิท จะทำให้เก็บรักษาได้นาน เพราะความชื้นของเมล็ดพันธุ์จะไม่สูงขึ้น หรือไม่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของอากาศ แต่จะยังคงมีความชื้นต่ำตลอดไป ซึ่งทำให้เมล็ดพันธุ์ตายช้า และไม่ควรเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในตู้เย็น เนื่องจากในตู้เย็นมีความชื้นสัมพัทธ์สูง เมล็ดพันธุ์ก็จะดูดความชื้น และมีความชื้นสูงตามไปด้วย เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวออกจากตู้เย็น จะเกิดการเสื่อมอย่างรวดเร็ว นะครับ

 

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนทานตะวัน ทางเลือกทางเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320353

x

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนทานตะวัน ทางเลือกทางเสริม

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน อย่างละเอียด ด้วยครับ

สนทยา สุนทรีวัฒน์

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ

ต้นอ่อน และไมโครกรีน เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ มีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายผักที่เน้นเกษตรอินทรีย์ซึ่งผักเหล่านี้ เป็นแหล่งของสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากขณะกำลังจะงอกเมล็ดพืชที่ประกอบไปด้วย แป้ง จะต้องถูกเอนไซม์ภายในตัวของมันเองสลายแป้งเป็นพลังงานให้ต้นอ่อนใช้ในการงอก จึงทำให้ในต้นอ่อนและไมโครกรีนมีเอนไซม์สูงกว่าในผักทั่วไป อีกทั้งยังมีวิตามินเอ บี ซี อี เกลือแร่ รวมถึงแร่ธาตุที่สำคัญ มีกรด
อะมิโน โปรตีน ไฟโตเคมีคัล และใยอาหารจึงจะช่วยชะลอความชรา และป้องกันร่างกายของเราจากโรคเสื่อมทั้งหลาย

การเพาะต้นอ่อนทานตะวันมีวิธีดังนี้

1.เตรียมอุปกรณ์ ภาชนะปากกว้าง หรือกะละมัง ตะแกรงถี่ๆ เมล็ดพันธุ์ทานตะวัน ถาดหรือกระบะสำหรับปลูกดินสำหรับปลูก ที่ปิดคลุมกระบะ และขวดสเปรย์ฉีดน้ำ

2.เตรียมเมล็ดทานตะวัน ให้เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีอัตราความงอกสูง สะอาด ปราศจากโรค เป็นชนิดที่ไว้สำหรับเพาะ ไม่ผ่านการอบ หรือรมยาทาสี

3.แช่เมล็ดในน้ำสะอาด ทำการคัดเลือกเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ล้างเมล็ดให้สะอาด หลายๆ ครั้ง แล้วแช่น้ำทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 8-12 ชั่วโมง และถ่ายน้ำออก อาจมีฟองอากาศ ล้างให้สะอาด ไม่ต้องขัดเมล็ด เพราะจะทำให้ส่วนที่งอกแล้วเสียหาย

4.บ่มเมล็ด นำเมล็ดใส่ในผ้าสะอาด ควรเป็นผ้าฝ้ายที่เปียกพอชื้น ห่อรัดไว้ 8-12 ชั่วโมง สังเกตดูจะเห็นรากขาวๆ โผล่มาบ้างแล้ว

5.เตรียมกระบะสำหรับปลูก เป็นภาชนะอะไรก็ได้ หรือกล่องโฟม แต่ต้องมีรูระบายน้ำด้านล่าง หลายๆ รู

6.เตรียมดินปลูก ดินต้องร่วนซุ่ยผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำเผาลงไปด้วย กรองด้วยตะแกรง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่ให้มีเศษผงปะปน

7.วิธีปลูก โดยนำดินใส่กระบะ ความสูงของดินไม่ต้องมาก ประมาณ1 นิ้ว นำเมล็ดพันธุ์ที่บ่มไว้ มาโรยเบาๆ อย่าขยี้เมล็ด เพราะจะทำให้รากเสียหาย โรยให้ทั่ว อย่าให้เมล็ดทับกัน จากนั้น โรยดินกลบบางๆ ไม่ต้องหนานัก รดน้ำให้ชุ่ม ระวังอย่าให้ดินแฉะมากไป แล้วหาที่ปิดคลุมไว้ เพื่อรักษาความชื้นในกระบะ ฝาที่ใช้เปิดไว้ควรมีการระบายอากาศที่ดี ระหว่างนั้น ให้ดูแลฉีดน้ำพรมให้ทั่ววันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น และให้ปิดทุกครั้ง

8.การดูแลต้นอ่อน เมื่ออายุ 3-4 วัน ให้เปิดฝาออก เพื่อให้ต้นอ่อนได้รับแสงแดด จะเห็นเป็นต้นที่มีใบสีเขียวอ่อน เมื่อใบเริ่มมีสีแตกต่างจากต้น และเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุ 7-11 วัน

9.การเก็บผลผลิต ให้รวบต้นอ่อนทีละกลุ่มๆ แล้วตัดรากทิ้งเอาเฉพาะส่วนที่กินได้ โดยใช้กรรไกรขนาดใหญ่ หรือมีดคมๆ ตามแต่สะดวก และไม่ทำให้ต้นช้ำ

การปลูกต้นอ่อนทานตะวัน นับว่าเป็นการใช้เวลาว่างจากงานประจำให้เป็นประโยชน์ที่ดี และเมื่อได้ผลผลิตเหลือกินเหลือแจกแล้ว อาจจะใส่ถุงจำหน่าย และนำไปจำหน่ายที่ที่ทำงาน วางขายตามตลาดนัด เปิดท้ายขายของ ตลาดสดทั่วไป หรือส่งซูเปอร์มาร์เก็ต ก็เป็นอาชีพที่เสริมรายได้ได้ดีเลยทีเดียว

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การเตรียมดินสำหรับปลูกผักอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/318781

รักษ์เกษตร : การเตรียมดินสำหรับปลูกผักอินทรีย์

รักษ์เกษตร : การเตรียมดินสำหรับปลูกผักอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมปลูกผักมาหลายปีแล้วครับ อยากจะลดการใช้สารเคมีลงบ้าง ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับระบบเกษตรอินทรีย์ด้วยครับ

สถิตย์ อาริยะเรืองรอง

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

 

คำตอบ

ในการปลูกผักนั้น สภาพแวดล้อมและลักษณะดินที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด พื้นที่ปลูกผักควรเป็นที่ราบ มีความสม่ำเสมอ ไม่ควรเป็นที่ต่ำ เพราะอาจมีน้ำท่วมขังได้ง่าย แต่ควรมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดปี หรือตลอดฤดูกาล ดินที่เหมาะสม ควรเป็นดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ประมาณ 6.0-6.5 ดินล่างไม่ควรเป็นชั้นของดินดาน เพราะจะทำให้น้ำซึมผ่านไม่สะดวก พืชอาจเหี่ยวเฉาได้ในกรณีที่มีฝนตกหนัก หรือให้น้ำมากเกินไป

การเลือกพันธุ์ผัก ควรเลือกพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อศัตรูพืชสูง ปราศจากเชื้อโรค ผลผลิตสูง และมีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ รวมทั้งเลือกพันธุ์ที่เจริญเติบโตดีเหมาะสมกับฤดูปลูก และสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก ควรแช่เมล็ดพันธุ์ผักในน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที จะช่วยกำจัดเชื้อโรคพืชและเป็นการกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์งอกได้สม่ำเสมอ ช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์อีกด้วย

การเตรียมดิน ดังนี้

1. ให้ทำการปรับระดับพื้นที่ให้ราบเรียบ ไม่เป็นแอ่งขังน้ำ ไถเตรียมดิน ด้วยการไถดะ 1 ครั้ง ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน เพื่อกำจัดแมลง โรค และวัชพืช แล้วทำการไถพรวน 1 ครั้ง จะทำให้ดินมีเนื้อละเอียด ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืชผัก ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาวัชพืช และเคยมีศัตรูพืชระบาดอย่างรุนแรงมาก่อน ควรจะตากดินทิ้งไว้อีก 7 วัน แล้วไถพรวนอีกครั้งหนึ่ง

2. หลังจากนั้น ให้ทำการยกร่องกว้างประมาณ 1.5 เมตร สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย จะช่วยในเรื่องการระบายน้ำได้ ระยะระหว่างร่อง 30-50 เซนติเมตร ให้หว่านปุ๋ยหมักอัตรา 4 ตันต่อไร่ หรือปุ๋ยคอก 2 ตันต่อไร่ ให้ทั่วพื้นที่ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน

3. ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพ ที่ผลิตจากสารเร่ง พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ได้รณรงค์แจกจ่ายให้ผู้สนใจนำไปใช้ โดยใช้ในอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:500 เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร และสารเร่งการเจริญเติบโตแก่พืชและจุลินทรีย์ดิน

4. หว่านเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.3 ของกรมพัฒนาที่ดิน ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรครากเน่าและโคนเน่าในช่วงแรกที่ปลูก แล้วจึงปลูกพืชผัก

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้สับกลบเศษพืชผักลงดิน และปล่อยให้ย่อยสลาย 7 วัน แล้วจึงเตรียมดินดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อปลูกพืชผักครั้งต่อไป การจัดการดิน เพื่อปลูกพืชผักโดยระบบเกษตรอินทรีย์ จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือสามารถเพิ่มผลผลิตได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการเดิมของเกษตรกรนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : พันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดี มีอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317303

x

รักษ์เกษตร : พันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดี มีอะไรบ้าง

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม พันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดี มีอะไรบ้างครับ มีคุณลักษณะอย่างไร ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ

นิติธรรม ชีวินสุนทร

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

พันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดี ที่อยากแนะนำ มีดังนี้

การปลูกหญ้าเนเปียร์ หรือหญ้าบาน่า มีหลายสายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเขตร้อน มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เป็นหญ้าอายุหลายปี เจริญเติบโตได้ในดินหลายชนิด ตั้งแต่ดินร่วนปนทราย ถึงดินเหนียวที่มีการระบายน้ำค่อนข้างดี ตอบสนองต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำได้ดี ทนแล้งได้พอสมควร ติดเมล็ดน้อย และมีความงอกต่ำ จึงต้องปลูกขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ 2-3 ท่อน ต่อหลุม ระยะระหว่างหลุม 75×75 เซนติเมตร ปักท่อนพันธุ์ลงดินให้เอียง 45 องศา ให้ข้อจมลงดิน 1 ข้อ แล้วเหยียบดินให้แน่น ต้นพันธุ์หญ้าเนเปียร์ 1 ไร่ สามารถปลูกขยายพันธุ์ในพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 40 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อปี เป็นหญ้าที่ไม่ชอบน้ำขัง ต้องปลูกบริเวณที่ดอน หรือทำร่องระบายน้ำไว้ด้วย ตัดลำต้นหญ้าเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดมาด้วย 2 ข้อ ต่อท่อน นำมาใส่ถุงปุ๋ยเก็บในที่ร่ม รดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ค้างคืน รุ่งเช้านำไปปลูกในแปลง

การปลูกหญ้าแพงโกล่า เป็นหญ้าที่มีลำต้นเล็ก และทนน้ำท่วมขังได้ดี ให้เลือกปลูกได้ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ถ้าเป็นที่ลุ่ม ให้เตรียมดินแบบนาหว่านน้ำตม หว่านท่อนพันธุ์แล้ว ใช้ผ้าพลาสติกทาบให้ท่อนพันธุ์จมลงไปในน้ำ แช่น้ำทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วปล่อยน้ำทิ้ง รากต้นหญ้าจะยึดดิน และแตกยอดอ่อนต่อไป ถ้าหากปลูกที่ดอน ให้ไถดะ เตรียมดินให้ละเอียด เลือกวันที่ดินมีความชื้นพอเหมาะ หรือหลังจากฝนตก ให้หว่านท่อนพันธุ์ให้ทั่วแปลง แล้วพรวนดินกลบ

การปลูกหญ้ารูซี่ มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา เป็นหญ้าอายุหลายปี ต้นกึ่งเลื้อยกึ่งตั้ง ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด ปลูกด้วยเมล็ด โตเร็ว เหมาะสำหรับปล่อยวัวลงแทะเล็ม ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2-2.5 ตันต่อไร่ต่อปี แตกกอดี ใบอ่อนนุ่มสัตว์ชอบกิน ลักษณะลำต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย มีรากตามข้อ ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดและลำต้น เนื่องจากติดเมล็ดได้ดี มีความงอกสูงนิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด จัดเป็นพืชวันสั้น เจริญเติบโตได้ดีในดินหลายชนิด ทั้งดินอุดมสมบูรณ์ในที่ดอน น้ำไม่ขัง และในดินที่มีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ ชอบอากาศในเขตร้อนที่มีปริมาณน้ำฝนมาก หญ้ารูซี่ตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดี ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่

การปลูกหญ้ากินนี มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปแอฟริกา เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ลักษณะลำต้นตั้งเป็นกอสูง ประมาณ 1.5 – 2.5 เมตร มีช่อดอกเป็นแบบ panicle ติดดอกและเมล็ดได้ดี แต่เมล็ดมีความงอกต่ำมาก ระบบรากเป็นรากฝอย แข็งแรงทนต่อสภาพแห้งแล้ง เจริญเติบโตได้ดีในที่มีปริมาณน้ำฝนตลอดปี ดินควรจะมีการระบายน้ำดี และมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ไม่ควรปล่อยให้สัตว์แทะเล็มหญ้าจนมากเกินไป สามารถปลูกร่วมกับถั่วเซนโตรซีมาและซีราโตรได้ สามารถปรับตัวได้ในสภาพร่มเงา จึงปลูกในสวนไม้ยืนต้นหรือสวนป่าได้ สามารถปลูกในสวนมะพร้าวได้ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

การปลูกหญ้ากินนีสีม่วง เป็นหญ้าที่นำเข้ามาจากประเทศไอเวอรี่โคสต์ ทวีปแอฟริกา มีอายุหลายปี ต้นตั้งตรง แตกกอได้ดี ใบใหญ่ อ่อนนุ่ม เหมาะสำหรับตัดให้สัตว์กิน ทนร่มเงาได้ดี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และแยกกอ ไม่ทนต่อน้ำท่วมขัง มีขนาดของใบและลำต้นใหญ่กว่า และสูงกว่าหญ้ากินนีธรรมดา ใบจะมีลักษณะอ่อนนุ่มกว่า สัตว์ชอบกิน จึงเป็นหญ้าที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาก ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง และตอบสนองต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำได้ดี ทนต่อสภาพที่มีร่มเงาได้ดี ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ด ใช้เมล็ดอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปลูกเป็นหลุม ระยะระหว่างหลุม 50 x 50 เซนติเมตร ส่วนการปลูกด้วยหน่อพันธุ์ ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้หน่อพันธุ์ประมาณ 300-400 กิโลกรัม ปลูกหลุมละ 3 ต้น ใช้ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยไนโตรเจน หลังเก็บเกี่ยวทุกครั้ง ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ควรตัดหญ้าเลี้ยงสัตว์ครั้งแรกหลังปลูก 70 วัน และหลังจากนั้น ควรตัดทุก 30-45 วัน ได้ผลผลิต 1.5-4 ตันต่อไร่

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ลดต้นทุนการผลิต ด้วยปุ๋ยพืชสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315902

รักษ์เกษตร : ลดต้นทุนการผลิต ด้วยปุ๋ยพืชสด

รักษ์เกษตร : ลดต้นทุนการผลิต ด้วยปุ๋ยพืชสด

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม 

ขอทราบข้อมูลความรู้เรื่อง ปุ๋ยพืชสด มีอะไรบ้าง และมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

ทองสนาน อินทร์เจริญ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

คำตอบ

ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จากการไถกลบเศษพืชทั้งหมด อันได้แก่ ต้น ใบ กิ่ง ก้าน และราก ที่ยังสดอยู่ผสมลงไปในดิน เมื่อซากพืชที่เน่าเปื่อยผุพังแล้ว จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้แก่ดิน เป็นประโยชน์ ต่อพืชที่จะปลูกตามมา ปุ๋ยพืชสดจะช่วยบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย มีการระบายอากาศได้ดี ช่วยให้ดินมีการอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ลดอัตราการสูญเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง ทั้งยังช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดีด้วย

พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดนั้น มีหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว ตระกูลหญ้า และพืชน้ำ เช่น จอก แหนแดง ผักตบชวา พืชตระกูลถั่วมีคุณสมบัติพิเศษกว่าพืชชนิดอื่นๆ คือ มีปมที่เรียกว่า ปมรากถั่ว ในปมเหล่านี้ จะมีเชื้อจุลินทรีย์พวกไรโซเบียมเป็นจำนวนมาก สามารถตรึงเอาธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้

ชนิดของพืชตระกูลถั่ว มี 4 ชนิด คือ

1.พืชตระกูลถั่วที่ไถกลบแล้วเปลี่ยนเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว สามารถขึ้นได้ดีในดินที่มีสภาพพื้นที่แตกต่างกัน ได้แก่ ปอเทือง โสนอินเดีย โสนไต้หวัน โสนคางคก เป็นต้น

2.พืชตระกูลถั่วที่ปลูกคลุมดิน สามารถคลุมดินได้ดีในสวนผลไม้ เพื่อปราบวัชพืช พืชบางชนิด ต้นเป็นเถา และใบร่วงหล่นเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้แก่ ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า ไมยราพไร้หนาม คาโลโปโกเนียม ถั่วอัญชัน ถั่วกระด้าง ถั่วพร้า เป็นต้น

3.พืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เมล็ดและฝักเป็นอาหารสำหรับมนุษย์และสัตว์ สามารถปลูกใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ หลังจากที่เก็บฝักและเมล็ดแล้ว ไถกลบลำต้นหรือส่วนที่เหลือลงในดิน ไม่นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดโดยตรง แต่ถ้าจะใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วพู ถั่วแขก เป็นต้น

4. พืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆ เป็นพืชที่ปลูกในที่รกร้างว่างเปล่า ช่วยป้องกันวัชพืชและศัตรูพืชอื่นๆ รวมทั้งเป็นแนวกั้นลมได้ ได้แก่ กระถินยักษ์ คราม ถั่วมะแฮะ ขี้เหล็กผี เป็นต้น

การปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ผลดีนั้น ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น ได้แก่

1.ลักษณะของดินที่จะปลูก พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ ขึ้นได้ดีในดินที่ไม่เหมือนกัน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสมกับพืชที่จะปลูกเสียก่อน เช่น

-ถ้าดินเป็นกรด ควรใส่สารปรับปรุงดินประเภทหินฝุ่น ปูนมาร์ล ปูนขาว หินเกร็ด เปลือกหอย ลงไปก่อน

-ถ้าเป็นดินทราย ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรตัวเลขต่ำ สูตร 3-6-9 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนจะปลูกถั่ว เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชตระกูลถั่ว และให้น้ำหนักพืชสดสูง

2.ปัจจัยในเรื่องเวลาและฤดูกาลที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือ ปลูกตอนต้นฤดูฝนแต่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการปลูกพืชเศรษฐกิจด้วย เพราะพื้นที่อาศัยน้ำฝนช่วงฝนตก และปริมาณน้ำฝน มีความสำคัญต่อพืชเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่ก็ให้ปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวพืชหลักก็ได้ เพราะขณะนั้น ยังมีความชื้นในดินอยู่

3.อายุของพืช ในช่วงเวลาการไถกลบ ให้คำนึงถึงปริมาณน้ำหนักพืช และจำนวนแร่ธาตุที่เพิ่มลงในดิน โดยต้องพิจารณาถึงอายุของพืชเป็นหลัก ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบก็คือ ขณะที่ต้นพืชเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะที่ออกดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ พืชตระกูลถั่วจะเจริญงอกงามสูงสุด และเป็นระยะที่องค์ประกอบของพืชอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การสลายตัว เมื่อไถกลบลงดิน จะให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนแก่ดินสูงที่สุด

เกษตรกรทั่วไป ควรจะให้ความสนใจเรื่องการใช้ปุ๋ยพืชสด เพื่อการบำรุงดิน โดยเฉพาะปุ๋ยพืชสดจากพืชตระกูลถั่ว และนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตน เพราะนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตที่นับวันจะสูงขึ้น ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชที่ปลูกให้สูงขึ้นอีกด้วย

 

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : 9 ขั้นตอน ปลูกข้าวด้วยตอซัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314496

รักษ์เกษตร : 9 ขั้นตอน ปลูกข้าวด้วยตอซัง

รักษ์เกษตร : 9 ขั้นตอน ปลูกข้าวด้วยตอซัง

วันอังคาร ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม การปลูกข้าวด้วยตอซังเป็นแบบไหนครับ ผมขอทราบวิธีปลูกข้าวด้วยตอซังด้วยครับ

สะอาด มนตราตรึง

คำตอบ การปลูกข้าวด้วยตอซัง เป็นการทำนาข้าวด้วยตอซังข้าวเดิมแทนการหว่านด้วยเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยย่ำตอข้าวเดิมให้ล้มหลังการเกี่ยวข้าว ตามฤดูกาลเสร็จเรียบร้อย ภายในเวลา 10-15 วัน ต้นข้าวรุ่นที่ 2 จะแตกหน่อขึ้นมาจากกอข้าวเดิม ต้นข้าวที่งอกขึ้นมาใหม่ จะเติบโตและให้ผลผลิตเช่นเดียวกับข้าวนาหว่านน้ำตมในครั้งแรก หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว

วิธีการปลูกข้าวด้วยตอซัง ตามคำแนะนำของนักวิชาการเกษตร ได้ดังนี้

1.พื้นที่แปลงนา ต้องเรียบสม่ำเสมอกัน พื้นที่ที่เป็นท้องกระทะ แบบตรงกลางลึก ด้านข้างเป็นที่ดอน ไม่ควรทำการปลูกข้าวล้มตอซัง เพราะจะทำให้มีน้ำขัง และทำให้ตอซังเน่า ส่วนต้นข้าวที่ปลูกครั้งแรกด้วยเมล็ดนั้น ต้องแข็งแรง ปราศจากโรคแมลง

2.การเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง โดยระบายน้ำออกจากแปลงนา ให้ดินมีความชื้นที่เหมาะสม ประมาณ 50% ทดสอบได้ด้วยการหยิบดินในแปลงนามาปั้นเป็นลูกกระสุนได้ แสดงว่ามีความชื้นที่เหมาะสมแล้ว

3.ทำการเกลี่ยฟางข้าวให้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้องไถพรวนดิน และหว่านกล้าเหมือนการทำนาหว่านน้ำตม แล้วทำการย่ำให้ตอข้าวให้ทั่วถึงเสมอกัน หลังจากนั้น 10-15 วัน ให้สูบน้ำเข้านา อย่าให้ดินแห้งเกิน 10 วัน และคอยดูแลน้ำไม่ให้ขาด หลังย่ำตอข้าวแล้ว อย่าให้น้ำขังจนกว่าข้าวจะงอก มิเช่นนั้นข้าวเปลือกที่ตกอยู่บนพื้นดินในนา จะงอกขึ้นมาแทรกกับต้นข้าวที่งอกจากตอ ทำให้มีข้าวสองรุ่นอยู่ในแปลงเดียวกัน ถ้าเกิดมีข้าวสองรุ่นที่อายุไม่เท่ากัน จะทำให้ข้าวแก่ไม่เท่ากัน และเก็บเกี่ยวลำบาก

4.การปลูกข้าวตอซัง จะเริ่มตั้งแต่หลังการเก็บเกี่ยว ให้ทำการกระจายฟางคลุมตอซังทั่วแปลงนา โดยใช้ลูกยางย่ำตอซัง ประมาณ 4 เที่ยว ย่ำให้ราบเรียบติดกับพื้นดินฟางที่คลุม อย่าให้ตอซังกระดกขึ้น จากนั้นประมาณ 3-4 วัน ข้าวจะเริ่มแทงหน่อเล็กจากข้อที่ 2-3 หรือปลายตอซังออกมา

5.หลังย่ำตอซังแล้ว ต้องตรวจสอบว่า ฟางที่คลุมควรให้มีความหนาพอเหมาะ อย่าคลุมบางหรือหนาเกินไป แต่ถ้าพบว่าจุดใดหนามากเกินไปให้เอาออก

6.จากนั้น ปล่อยทิ้งไว้รอจนกว่าหน่อข้าวงอกขึ้นมา จะมีใบ 2-3 ใบ เมื่ออายุข้าวประมาณ 10 วัน นับจากวันย่ำตอซัง

7.ให้สังเกตว่า การเจริญเติบโตจะแตกต่างกันกับข้าวหว่านน้ำตม โดยต้นจะใหญ่กว่า รากจะหนาแน่นกว่า หาอาหารได้ดีกว่า ข้าวล้มตอซังที่สมบูรณ์ จะแตกหน่อ 3-4 หน่อ ต่อ 1 ตอซัง

8.สูบน้ำเข้าแปลงนา และใส่น้ำหมักชีวภาพ ในอัตรา 200 ลิตร ต่อพื้นที่ 15 ไร่ ระวังอย่าให้น้ำมาก จะทำให้ฟางที่คลุมลอย

9.การใส่ปุ๋ย ให้ใส่หลังระบายน้ำเข้า 1 วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเร่งการเจริญเติบโต และเร่งขบวนการย่อยสลายของตอซังและฟาง จากนั้นรักษาระดับน้ำในนาไม่ให้รั่ว เพื่อไม่ให้ปุ๋ยที่ใส่สูญหายไป คอยดูแลการเจริญเติบโตของต้นข้าว จนถึงวันเก็บเกี่ยว

การปลูกข้าวแบบล้มตอซัง จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มาก ได้ผลผลิตไม่ต่างจากการปลูกในครั้งแรก เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบล้มตอซังนั้น มาจากเทคโนโลยีชาวบ้านที่เกิดจาก ภูมิปัญญาท้องถิ่น เกษตรกรเป็นผู้ค้นพบโดยบังเอิญมานานแล้ว และเป็นวิธีการปลูกแบบเก่า ทั้งยังเกิดผลดีต่อดินโดยตรงคือ ฟางข้าวที่นวดแล้ว จะเน่าเปื่อยผุพัง เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ทำให้ดินร่วนซุยดีขึ้น และช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้อย่างมาก ทำให้ได้ต้นข้าวที่แข็งแรง และทนทานต่อการรบกวนของศัตรูพืชมากกว่าข้าวหว่านนาน้ำตมด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้ง ทางเลือกของการอุปโภคและบริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313077

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้ง ทางเลือกของการอุปโภคและบริโภค

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้ง ทางเลือกของการอุปโภคและบริโภค

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจอยากปลูกพืชต้นอ่อน ขอคำแนะนำด้วยครับ ว่าจะปลูกอะไรดี และมีวิธีการปลูกอย่างไรบ้าง

ตระกูล วงศ์สืบ

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ กระแสการรับประทานต้นอ่อนของพืชชนิดต่างๆ กำลังมาแรงมาก ต้นอ่อนผักบุ้ง เป็นผักในกระแสของคนรักสุขภาพที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง การรับประทานต้นอ่อนของพืชนั้น จะได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์มากมาย มีรสชาติดี มีความกรอบ และหวาน อีกทั้งยังไม่ใช้สารเคมีในการปลูก ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ต้นอ่อนผักบุ้ง เป็นพืชที่ปลูกง่ายไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาในการปลูกไม่นาน สามารถนำมาบริโภคได้ไม่ต่างจากการบริโภคผักบุ้งโตเต็มวัย

วิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง

1.อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง กระบะเพาะ หรือตะกร้าสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 4-5 นิ้ว เพื่อง่ายต่อการขนย้าย ฝักบัวรดน้ำ ดินละเอียดที่ผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำ ดินที่ใช้ต้องเป็นดินที่ไม่เค็มและไม่เปรี้ยว ปุ๋ยที่ใช้ต้องใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อเป็นอาหารของพืช ถ้าไม่ใส่เลยจะไม่ดี เพราะดินที่ใช้เป็นดินผสมขุยมะพร้าว ที่ไม่ค่อยมีธาตุอาหารพืช

2. วิธีการปลูก เริ่มจากล้างเมล็ดผักบุ้งในน้ำสะอาดก่อน แล้วนำเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำ ประมาณ 1 คืน หรือ 8-12 ชั่วโมง หลังจากนั้น นำมาใส่ตะแกรงให้แห้งมาดๆ โดยใช้เวลา 10-20 นาที แล้วทำการบ่มเมล็ด โดยนำไปห่อหรือคลุมด้วยผ้าขาวบาง เพื่อรักษาความชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 20 ชั่วโมง จะมีตุ่มเล็กๆ งอกออกมา ให้นำดินมาใส่กระบะเพาะ ความหนาของดินไม่เกิน 1 นิ้ว แล้วนำเมล็ดพันธุ์มาโรยในกระบะ เกลี่ยให้สม่ำเสมอเต็มพื้นที่ โรยให้พอเหมาะ อย่าให้แน่นหรือบางจนเกินไป จากนั้น โรยดินบางๆ กลบให้ทั่วถึง เพื่อช่วยกักเก็บความชื้น

3.วิธีวางกระบะเพาะ ต้องวางให้อยู่ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก และต้องไม่วางตากแดด เนื่องจากเวลาวางตากแดด จะทำให้อัตราการงอกน้อยลง

4.การให้น้ำ ให้ทำการรดน้ำให้ชุ่ม โดยฉีดเป็นละอองฝอย และอย่าให้น้ำแรงจนเกินไป เพราะจะทำให้เมล็ดกระเด็น ซึ่งในช่วงการปลูกแรกๆ จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะต้องไม่ให้ดินแฉะ หรือแห้งจนเกินไป อายุประมาณ 7-12 วัน ก็สามารถนำไปขาย หรือนำไปบริโภคได้

5.ระยะการเจริญเติบโต หลังจากนำเมล็ดลงตะกร้า ประมาณอายุได้ 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกออกมาเป็นราก ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว

-เมื่ออายุ 4-5 วัน ต้นอ่อนจะเริ่มโตขึ้น ความยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เริ่มมีใบเขียว แต่ต้นอ่อนจะมีเปลือกเกาะอยู่ตามยอดต้นอ่อน จะไม่ยอมหลุดออกจากลำต้น ให้ดึงเปลือกออกให้หมด -เมื่ออายุได้ 7 วัน ต้นอ่อนผักบุ้งจะเริ่มโตขึ้น และสามารถตัดต้นอ่อนได้เมื่ออายุได้ 8 วัน ไม่เกิน 10 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นอ่อนผักบุ้งกำลังออกพองามและน่ากิน

การปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง ใช้ต้นทุนน้อย แต่ขายได้กำไรมาก ต้นอ่อนผักบุ้งมีรสชาติดีจึงทำให้ขายได้ราคาดี สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง มากกว่าผักชนิดอื่นๆ จึงทำให้การปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง เป็นอาชีพอีกทางเลือกหนึ่ง ที่น่าสนใจอย่างมาก

นาย รัตวิ