รักษ์เกษตร : โสนแอฟริกัน ทางเลือกปลูกพืชบำรุงดิน ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/310914

รักษ์เกษตร : โสนแอฟริกัน ทางเลือกปลูกพืชบำรุงดิน  ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

รักษ์เกษตร : โสนแอฟริกัน ทางเลือกปลูกพืชบำรุงดิน ‘ประมง’เร่งถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงตลอดสายการผลิต

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะปลูกโสนแอฟริกัน เพื่อทำปุ๋ยพืชสดครับ ขอทราบวิธีการปลูกด้วยครับ

อนุกูล วงษ์รัศมี

อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา

คำตอบ โสนแอฟริกัน เป็นพืชที่ไถกลบแล้วเป็นปุ๋ยพืชสด เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่นาที่ลุ่ม เพราะทนน้ำได้ดี ทนดินเค็ม ช่วยแก้ไขดินเค็มได้ดีมาก รากมีปมเป็นจำนวนมาก จึงสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศได้ดี ส่วนลำต้น มีลักษณะนิ่มเปราะ ทำให้ย่อยสลายได้ง่าย สายพันธุ์โสนแอฟริกัน ที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นสายพันธุ์ที่ไวแสง จะไม่ออกดอกจนกว่าจะถึงวันสั้น หรือวันที่มีแสงน้อยกว่า 12 ชั่วโมง เช่น ปลายเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ จึงควรปลูกโสนแอฟริกันก่อนเดือนมิถุนายน เพื่อให้มีการเจริญทางต้นได้นานพอ ก่อนถึงในช่วงออกดอก จะได้มีน้ำหนักสดสูง และสามารถเก็บดอกโสนนำมาบริโภคได้ และจะสามารถไถกลบหรือเก็บฝักแก่ได้ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม ดังนั้น จึงควรเริ่มปลูกโสนแอฟริกันในช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงก่อนทำนาปลูกข้าว

วิธีการปลูก ทางราชการ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้แนะนำไว้ดังนี้

1.การเตรียมดิน ให้ไถเตรียมดิน ทำให้ดินร่วนซุย เพื่อให้เหมาะกับการงอกของเมล็ด และเป็นการกำจัดวัชพืช

2.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์โสนแอฟริกันมีลักษณะพิเศษ คือมีระยะของการพักตัว จึงต้องมีการเตรียมเมล็ดเป็นพิเศษกว่าพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งเมล็ดโสนแอฟริกัน จะมีการพักตัวและมีอายุการเก็บได้นานถึง 2 ปี จึงต้องทำการคัดเลือกเมล็ดลีบ และเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออกให้หมด เหลือแต่เมล็ดที่สมบูรณ์เท่านั้น จากนั้น จะต้องทำลายระยะพักตัวของเมล็ดก่อนนำไปปลูก โดยเมล็ดใหม่ต้องนำไปแช่ในน้ำเดือด 2 นาที แล้วรีบเอาออกไปแช่น้ำธรรมดา หากเป็นเมล็ดที่เก็บมาแล้ว 1 ปี ให้นำไปแช่น้ำที่ใช้น้ำเดือด 1 ส่วนผสมน้ำธรรมดา 1 ส่วน แช่ไว้นาน 30 นาที แล้วนำไปแช่ในน้ำธรรมดา หากเป็นเมล็ดที่เก็บมานานกว่า 1 ปี ก็สามารถนำไปหว่านได้เลย โดยไม่ต้องนำไปแช่น้ำร้อน หรืออาจจะนำไปแช่น้ำธรรมดาทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้เมล็ดงอกเร็วขึ้นก็ได้ จากนั้น ให้นำไปคลุกเมล็ดด้วยไรโซเบียม โดยรินน้ำออกให้เมล็ดหมาดๆ แล้วคลุกเมล็ด 5 กิโลกรัมต่อไรโซเบียม 1 ถุง แล้วค่อยนำไปปลูก เพื่อให้โสนแอฟริกันเจริญเติบโตดีขึ้น

3.การปลูก ปลูกโดยวิธีหว่าน ให้ใช้เมล็ดโสนแอฟริกัน 5 กิโลกรัม หว่านให้ทั่วในพื้นที่ 1 ไร่ พื้นที่ที่ปลูกควรมีความชื้นเพียงพอให้เมล็ดงอก แต่ไม่ควรมีน้ำขัง เพราะจะทำให้เมล็ดลอยน้ำและเน่า

4.การดูแลรักษา โสนแอฟริกัน ในระยะเป็นต้นกล้าจะไม่ทนน้ำขัง และเจริญเติบโตช้าในช่วงอายุ 1 เดือนแรก หลังจากนั้น เมื่อโตได้ความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร จะเจริญเติบโต รวมทั้ง หากมีน้ำหรือความชื้นมากพอ หรือมีน้ำท่วมขังบ้าง ก็จะสามารถเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อทำการไถกลบโสนแอฟริกันแล้ว จะเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น ช่วยให้ดินร่วนซุย และทำให้การเกาะจับตัวกันได้ดี โครงสร้างของดินดีขึ้น และเกิดฮิวมัสในดิน ทำให้รากพืชดูดธาตุอาหารได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีบ่อยครั้งและต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จะทำให้โครงสร้างดินมีการอัดแน่น การใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ช่วยทำให้คุณสมบัติดังกล่าวดีขึ้น เพียงแต่เพิ่มธาตุอาหารอย่างเร่งด่วนให้แก่พืชเท่านั้น

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/308253

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงสัตว์

รักษ์เกษตร : หญ้าเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ด้วยครับ

สมจิตร สงวนวงษ์

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ การปล่อยสัตว์ลงไปแทะเล็มในแปลงหญ้ามากเกินไป จะทำให้หญ้าเจริญเติบโตช้าลง และไม่ค่อยแตกกอ สัตว์จะเลือกกินแต่หญ้าอ่อน ไม่กินวัชพืช วัชพืชก็จะเจริญเติบโตมากขึ้นแทนหญ้า และหากปล่อยวัวแทะเล็มหญ้ามากเกินไป โดยไม่ดูแลรักษาใส่ปุ๋ย ต้นหญ้าก็จะตายหมดแน่นอน

การหาซื้อเมล็ดพันธุ์ หรือท่อนพันธุ์หญ้า สามารถติดต่อที่ หน่วยงานราชการที่บริการเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ของกรมปศุสัตว์ ในพื้นที่ของท่าน

การตัดเก็บผลผลิต ไม่ควรปล่อยให้ต้นหญ้าแก่เกินไป สัตว์จะชอบกินหญ้าอ่อน มีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ดังนี้

1.ระยะเวลาการตัดหญ้าให้วัวกินที่เหมาะสม ถ้าตัดหญ้าที่อายุน้อย ก็จะได้หญ้าที่อ่อนนุ่มสัตว์ชอบกิน และมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ได้ผลผลิตน้อย ถ้าตัดหญ้าในช่วงที่อายุมากเกินไป ต้นหญ้าจะแข็ง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ แต่จะให้ผลผลิตสูง จึงควรตัดในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยแปลงที่ปลูกใหม่ จะปล่อยให้ต้นหญ้าตั้งตัวดีก่อน แล้วตัดหญ้าที่อายุ 90 วัน ครั้งต่อๆ ไป ให้ตัดหญ้าได้ทุกๆ 30-45 วัน โดยการเกี่ยวหญ้าออกจากแปลงต้นหญ้า จะได้รับการกระทบกระเทือนน้อย ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ส่วนข้อเสียคือ สิ้นเปลืองแรงงานในการตัด และดินจะเสื่อมสภาพเร็ว เนื่องจากสูญเสียธาตุอาหารในดินออกไปพร้อมกับต้นหญ้า จะต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินในช่วงนี้ด้วย

2.ระยะเวลาการปล่อยสัตว์ลงกินหญ้าที่เหมาะสม แปลงหญ้าที่ปลูกใหม่ จะต้องปล่อยให้หญ้าตั้งตัวก่อน ประมาณอายุ 90 วัน คอยสังเกตไม่ให้สัตว์กินหญ้าจนสั้นเกินไป ต้องย้ายสัตว์ออกไปกินที่แปลงอื่น ทิ้งระยะให้หญ้าได้ฟื้นตัวดี แล้วจึงนำสัตว์กลับมากินใหม่ ข้อดีคือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้า และจะได้รับปุ๋ยจากมูลสัตว์ที่ถ่ายลงในแปลง ข้อเสียคือ ต้องใช้แรงงานในการเลี้ยงดูสัตว์ และต้นหญ้าถูกเหยียบย่ำเสียหาย จึงให้ผลผลิตลดลง

สภาพพื้นที่ที่เหมาะสม ถ้าเป็นสภาพพื้นที่ดอน ไม่มีระบบน้ำ ปล่อยสัตว์ลงแทะเล็ม แนะนำให้ใช้พันธุ์หญ้ารูซี่ ถั่วฮามาต้า สภาพพื้นที่ดอน มีระบบน้ำ ตัดหญ้าให้สัตว์กิน แนะนำให้ใช้หญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า หญ้ากินนีสีม่วง ถั่วคาวาลเคด สภาพพื้นที่ลุ่ม ไม่มีระบบน้ำ ปล่อยสัตว์แทะเล็มแนะนำให้ใช้หญ้าหญ้าแพงโกล่า ส่วนสภาพพื้นที่ลุ่ม มีระบบน้ำ ตัดให้สัตว์กิน แนะนำให้ปลูกหญ้าแพงโกล่า หญ้าอะตราตัม หญ้าพลิแคทูลั่ม

ช่วงเวลาปลูกหญ้าที่เหมาะสม คือต้นฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน เพราะดินได้รับน้ำฝนใหม่ มีความชื้นพอเหมาะต่อการงอกของเมล็ดหญ้า ถ้าปลูกหลังฝนตก ผิวดินมีความชื้นจะช่วยให้เมล็ดหญ้างอกได้ดี ภายใน 7-10 วัน และเพียงพอต่อการตั้งตัวของต้นหญ้า ถ้าหากดินที่ระดับลึก 20 เซนติเมตร ยังแห้ง ก็ไม่ควรปลูก ให้รอฝนตกลงมาอีกรอบ ดังนั้น จึงไม่ควรปลูกหญ้าปลายฤดูฝน ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงกันยายน เพราะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกมาก ดินจะฉ่ำน้ำมาก มีความชื้นสูง เมล็ดอาจเน่าเสีย และเกิดการพังทลายของดิน ทำให้เมล็ดหญ้าถูกน้ำพัดพาไป

เนื้อที่ที่เหมาะสม ให้พิจารณาจากสภาพพื้นที่ และชนิดพันธุ์หญ้าที่จะปลูก ถ้าเป็นพื้นที่ดอนอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกหญ้ารูซี่ ถั่วฮามาต้า สำหรับปล่อยให้สัตว์แทะเล็ม อย่างน้อย 2 ไร่ ต่อสัตว์ 1 ตัว และต้องสำรองฟาง หรือหญ้าแห้งไว้ให้สัตว์กินในฤดูแล้งด้วย แต่ถ้าเป็นพื้นที่ดินดีมีน้ำตลอดทั้งปี ให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ จะให้ผลผลิตสูง แต่ต้องตัดหญ้าให้สัตว์กิน จะสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ไร่ละ 4 ตัว

การส่งเสริมจากหน่วยราชการ กรมปศุสัตว์ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกใช้หญ้าหลายชนิดที่กรมปศุสัตว์ ได้แนะนำวิธีการเลี้ยงสัตว์ และสภาพของพื้นที่ที่เหมาะสม เกษตรกรสามารถขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ และศึกษาก่อนตัดสินใจปลูกหญ้า

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ มีดีเยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/307050

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ มีดีเยอะ

รักษ์เกษตร : เกษตรอินทรีย์ มีดีเยอะ

วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบข้อดีและข้อด้อยของการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยครับ เพื่อจะได้หาทางแก้ปัญหาได้ตรงจุด ขอบคุณครับ

บุญทวี เรืองประสาท

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และคน เกษตรอินทรีย์พึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ เกษตรอินทรีย์เป็นการผสมผสานองค์ความรู้พื้นบ้าน นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน ตลอดจนสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ข้อดีของการทำเกษตรอินทรีย์

1.ด้านสังคม เป็นระบบที่ทำให้เกษตรกรรู้จักฝึกตนให้เป็นคนขยัน มีมานะอุตสาหะต่อการทำงานหนัก เพราะระบบเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีภาระที่เกษตรกรต้องจัดการ และเอาใจใส่ด้วยตนเองมากขึ้น เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่อาศัย และเกื้อกูลต่อธรรมชาติมากขึ้น หันมาบริโภคอาหารจากธรรมชาติมากขึ้น หันมาใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นมากขึ้น ลดการพึ่งปัจจัยการผลิตภายนอก ทั้งปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช และสารอื่นๆ

2.ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความสมดุลของทรัพยากรในระบบนิเวศโดยรอบ ช่วยสร้างความหลากหลายของชนิดทรัพยากรในพื้นที่โดยรอบแปลงเกษตร ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในดิน น้ำ และพืช

3.ด้านสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงจากพิษของสารเคมีที่อาจปนเปื้อนมากับพืช และสัตว์ ส่งผลดีต่อร่างกายและสุขภาพของเกษตรกรเอง

4.ด้านอาหาร และความมั่นคงทางอาหาร สามารถสร้างอาหารที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน ผลผลิตที่ได้ไม่มีสารตกค้าง ผลผลิตจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่มีโรค ไม่มีแมลง สามารถสร้างความยั่งยืนของการใช้ทรัพยากรที่มีผลต่อการผลิต ช่วยทำให้ทรัพยากรดินมีความสมบูรณ์ ทรัพยากรน้ำไม่เน่าเสียหรือไม่มีสารปนเปื้อน และสิ่งมีชีวิตมีความหลากหลาย และมีปริมาณที่สมดุลกัน เป็นการสร้างความหลากหลายของอาหาร ด้วยการปลูกพืชหลายชนิดตามฤดูกาล และตามปัจจัยที่มีจำกัด เช่น ในนาปลูกข้าว คันนาปลูกกล้วย บ่อน้ำเลี้ยงปลา ทั้งยังสามารถผลิตอาหารได้อย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาลด้วย มีการปลูกพืชหมุนเวียนตามปัจจัยที่มีอยู่ เช่น หน้าฝนปลูกข้าว หน้าหนาวปลูกถั่ว จึงเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

5.ด้านรายได้ ประชาชนทุกวันนี้ หันมาให้ความใส่ใจทางด้านสุขภาพมากขึ้น การทำเกษตรอินทรีย์ จึงช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้มากขึ้น ช่วยให้มีรายได้ที่สูงขึ้นตามมา โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกินที่ต้องปราศจากสารพิษใดๆ ดังนั้น การเลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตร ประชาชนจึงมักเลือกซื้อผลผลิตจากแปลงเกษตรอินทรีย์มากกว่าการเกษตรในรูปแบบอื่นที่มีสารเคมีมาเกี่ยวข้อง

6.การประหยัดต้นทุนการผลิต เนื่องจากรูปแบบเกษตรอินทรีย์ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งปัจจัยการผลิตจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารกำจัดศัตรูพืช แต่จะใช้ทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่นแทน ซึ่งมีราคาถูก หรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด น้ำหมักชีวภาพสำหรับฉีดป้องกันและไล่แมลง เป็นต้น จึงส่งผลให้เกิดการประหยัดต้นทุนการผลิต

7.การพึ่งพาอาศัยกัน เกษตรกรรู้จักพึ่งพาอาศัยกัน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การหาปัจจัยช่วยในการผลิต และการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายได้มากขึ้น ซึ่งอาจผ่านทางการรวมกลุ่มของเกษตรกรหรือการแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิต และผลผลิตระหว่างเกษตรกรเอง

8.การมีส่วนร่วม เกิดการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ชุมชน และสังคม เกิดการมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ทั้งดิน และน้ำ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกระบวนการผลิต และการจัดการผลผลิต

อย่างไรก็ตาม ผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ ก็ยังปริมาณน้อยกว่าระบบเกษตรที่ใช้สารเคมี สิ่งนี้มักเกิดจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ การใส่ปุ๋ยที่เป็นวัสดุอินทรีย์เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อความต้องการธาตุอาหารของพืช เมื่อเทียบกับเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมี ก็ย่อมที่จะทำให้ผลผลิตที่ต่ำกว่า อีกทั้งการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ได้จากธรรมชาติ มักไม่ได้ผลในแมลงศัตรูพืชบางชนิดดังนั้น คุณภาพของลักษณะผลผลิตมักด้อยกว่าเกษตรที่มีการใช้สารเคมี เกิดปัญหาผลผลิตมีรอยกัดกินของแมลง ผลผลิตเน่าเสียง่าย ผลผลิตมีรูปทรงหรือสีสันไม่สดใสมากนัก

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/305603

รักษ์เกษตร : การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่

รักษ์เกษตร : การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่

วันอังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ ด้วยครับ ขอบคุณครับ

อินทร์ชัย ทรงอินทร์ไพศาล

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ การผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ เป็นการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารป้องกันกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ จึงเป็นการผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูง และปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน

ขั้นตอนการผลิตข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ มีดังนี้

1.การเลือกพื้นที่ปลูก เลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน และมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติสูง อยู่ห่างจากถนน เพื่อให้พื้นที่ที่ปลูกปราศจากสารพิษจากควันท่อไอเสีย ปราศจากมลพิษทางอากาศอย่างสิ้นเชิง เป็นพื้นที่ที่มีบ่อเก็บน้ำในแปลง และปลูกพืชกันชนโดยรอบ เพื่อให้เป็นพื้นที่มีความบริสุทธิ์ในการผลิตข้าวอินทรีย์

2.การเลือกพันธุ์ข้าว เลือกพันธุ์ข้าวข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ได้รับการอนุญาตจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำมาปลูกหมุนเวียน โดยไม่ใช้พันธุ์ซ้ำ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่บริสุทธิ์ ปราศจากพันธุ์ปนอย่างแท้จริง

3.การเตรียมดิน ต้องปรับสภาพดินให้เหมาะสม โดยการหมักดินด้วยจุลินทรีย์ที่ผลิตเองตามคำแนะนำของกรมการพัฒนาที่ดิน เพื่อช่วยให้ควบคุมวัชพืช โรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าวบางชนิด หลังจากนั้น ให้ทำไถดะ ไถแปร คราด และทำเทือก

4.วิธีปลูกข้าว ให้ใช้วิธีปักดำ เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตข้าวอินทรีย์ เพราะการเตรียมดิน ทำเทือก การควบคุมระดับน้ำในนา จะช่วยลดปริมาณวัชพืชได้  การปลูกกล้าข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

5.การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับการใช้ปลูกข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่นั้น ที่สำคัญคือ การไม่เผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุอินทรีย์ในแปลงนา เพราะเป็นการทำลายอินทรียวัตถุ และจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ ต้องเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน โดยการปลูกพืชโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วในที่ว่างในบริเวณพื้นที่นา แล้วใช้อินทรียวัตถุที่เกิดจากการเลี้ยงไส้เดือน ทั้งมูลและน้ำเลี้ยง จะช่วยบำรุงดินทั่วแปลงนาอย่างต่อเนื่อง ให้สังเกตได้จากมูลไส้เดือนกระจายตัวอยู่ทั่วไปแสดงว่าแปลงนาจะอุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งแปลงแล้ว

6.การวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของดิน โดยส่งดินให้กรมการพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ดินนาทุกปี แล้วดำเนินการแก้ไขภาวะความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าวอินทรีย์ไรซ์เบอร์รี่ ด้วยอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ และน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง โดยขอคำแนะนำของกรมการพัฒนาที่ดิน

7.การใส่ปุ๋ย ให้ใช้อินทรียวัตถุบางอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี อาจใช้แหนแดงหว่านทั่วแปลง เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินตลอดเวลา และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากกระบวนการผลิตมูลไส้เดือนภายในแปลงนา จะช่วยควบคุมโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว โดยวิธีผสมผสานที่ไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ และให้ผลผลิตสูงในระดับที่น่าพอใจ

8.การบรรจุผลิตภัณฑ์ เพื่อการจำหน่าย อาจบรรจุอยู่ในถุงขนาดเล็ก ตั้งแต่ 1-2 กิโลกรัม โดยบรรจุในสภาพสุญญากาศ ไม่มีการเติมแก๊สหรือสารใดๆ เพราะในสภาพสุญญากาศ จะเป็นการหยุดศัตรูเมล็ดข้าวได้ดีที่สุด

การผลิตข้าวอินทรีย์ที่ดี ต้องเน้นในเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญที่สุด เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302989

รักษ์เกษตร : ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์

รักษ์เกษตร : ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ อย่างละเอียดเป็นขั้นตอนด้วยนะครับ (สุพจน์ อรุณสว่างวงศ์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี)

คำตอบ เมื่อเกษตรกรเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดีและมีคุณภาพได้แล้ว ต่อไปก็จะต้องเตรียมดิน เตรียมเมล็ดพันธุ์ และลงมือปลูก รวมทั้งดูแลรักษา เพื่อให้ได้ผลิตผลอย่างเต็มที่

การเตรียมดิน พืชอาหารสัตว์ เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโตอย่างมาก ในแปลงปลูกหญ้า จึงต้องโค่นตัดต้นไม้ออกให้มากที่สุด แต่ควรเหลือต้นไม้ใหญ่ไว้เป็นร่มเงาแก่สัตว์ด้วย ประมาณ 1 ต้น ต่อพื้นที่ 5 ไร่ เมื่อโค่นแล้ว จะต้องเก็บออกพื้นที่หรือทำลายไม้ให้หมด

-ทำการไถและพรวนย่อยดินให้ละเอียด เพื่อให้เมล็ดหญ้าฝังตัวลงในดินได้สะดวก เมล็ดหญ้าบางพันธุ์ มีขนาดเล็ก ก้อนดินที่โตมากจะทับถมเมล็ดหญ้าลึกเกินไป ทำให้เมล็ดเน่าเสียหายได้ และการไถจะช่วยทำลายวัชพืชอีกด้วย

-การไถพรวนดิน ควรไถในช่วงต้นฤดูฝน เพราะดินไม่ชื้นมากเกินไป ถ้าเป็นช่วงฝนชุก จะทำให้เนื้อดินเสีย เป็นหลุมเป็นบ่อ และจับตัวแข็ง ไม่เหมาะกับการงอกของเมล็ดหญ้า

-พื้นที่ที่เป็นที่ลาดเท ควรไถตามแนวขวางของที่ลาดเท เพื่อป้องกันฝนชะล้างดิน ในกรณีพื้นที่ทุ่งหญ้ามีขนาดเล็ก เกษตรกรต้องใช้โคหรือกระบือไถเตรียมดิน จึงจะเหมาะกว่า

-ในพื้นที่เป็นดินเปรี้ยว เกษตรกร ควรขอคำแนะนำจากนักวิชาการด้านดิน เพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะต่อการทำทุ่งหญ้า โดยเก็บตัวอย่างดิน ส่งไปวิเคราะห์ที่กรมพัฒนาที่ดิน

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้องเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี มีคุณภาพ มีอัตราความงอกสูง และมีสิ่งเจือปนน้อย เมล็ดพันธุ์ที่หมดระยะพักตัวแล้วของหญ้าบางพันธุ์ เช่น กินนี เฮมิล
บัฟเฟิล รูซี จะไม่งอก หรืองอกน้อยมาก เมล็ดที่ยังไม่สุกเต็มที่หลังเก็บเกี่ยว ต้องการรอพักตัวระยะหนึ่ง อาจนานถึง 8 เดือน หรืออาจใช้เมล็ดที่เก็บไว้ข้ามปี แต่ไม่เกินสองปี เมล็ดพืชในวงศ์ถั่วบางพันธุ์งอกช้า อาจทำให้งอกเร็วได้โดยการแช่น้ำร้อน ในกรณีถั่วฮามาตาเร่งได้โดยแช่น้ำร้อน 80 องศาเซสเซียส นาน 8 นาที แล้วนำออกผึ่งแดดให้แห้ง และเก็บไว้ปลูกเมื่อถึงเวลาต้องการ

การปลูกหญ้า ทำได้ 2 วิธี คือ ปลูกด้วยเมล็ด และปลูกด้วยหน่อ หญ้าบางพันธุ์ เช่น แพนโกลา ไม่ติดเมล็ด จำเป็นต้องใช้เถา หรือลำต้นปลูก โดยปลูกเมื่อดินมีความชื้นเพียงพอ มิฉะนั้นหน่อหรือท่อนหญ้าจะเหี่ยวตาย ในกรณีปลูกด้วยเมล็ด ต้องหว่านเมล็ดทันที เมื่อเตรียมดินเสร็จ หว่านเมล็ดรอฝนได้ ถ้าไถพรวนดินทิ้งไว้นานเกินไป วัชพืชจะงอกขึ้นคลุมพื้นที่ ก่อนที่เมล็ดหญ้าจะงอก เมื่อหว่านเมล็ดแล้ว ควรใช้คราดเกลี่ยดินกลบบางๆ จะช่วยให้เมล็ดหญ้าฝังในดิน เหมาะต่อการงอก และป้องกันนกจิกกิน ถ้าเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ต้องปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ด เครื่องจะหยอดเมล็ด และเกลี่ยดินกลบโดยอัตโนมัติ และถ้าปลูกทุ่งหญ้าสำหรับให้สัตว์แทะเล็ม ควรปลูกหญ้าผสมถั่วเสมอ ถั่วจะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนของสัตว์ และยังช่วยทำให้คุณภาพแปลงหญ้าดีขึ้น และช่วยบำรุงดินด้วย

การดูแลแปลงหญ้า

-ในระยะเริ่มปลูก หากเมล็ดงอกน้อย ให้รีบปลูกซ่อมโดยเร็ว จะช่วยให้หญ้าขึ้นเต็มแปลง หมั่นกำจัดวัชพืช วัชพืชบางชนิดโตเร็ว ต้นหญ้าจะโตช้ากว่า ไม่ควรปล่อยโคแทะเล็มขณะต้นหญ้ายังอ่อน แต่ควรปล่อยไว้ 80 วัน หลังจากงอก เพื่อให้ต้นหญ้าแข็งแรง ระบบรากเจริญดี

-การให้ปุ๋ย ให้ใช้ปุ๋ยผสมไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยเลือกสูตรให้เหมาะกับสภาพดิน ดินบางแห่งอาจต้องการธาตุฟอสฟอรัสมาก ดินบางแห่งอาจต้องการโพแทสเซียมมาก แต่หลังจากการตัดหรือปล่อยโคแทะเล็มแล้ว 2 ครั้ง ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย เพื่อบำรุงใบ เมื่อถูกตัดหรือแทะเล็ม ก็จะแตกหน่อใหม่อีก และต้องการปุ๋ยบำรุงอยู่เสมอ

ที่สำคัญ ในการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ ควรซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี สะอาด เมล็ดพันธุ์ใหม่ มีความงอกสูง เมล็ดพันธุ์จะมีขายในเดือนมีนาคม-เมษายน โดยเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในที่แห้ง และไม่ถูกแสงแดดหรือความร้อน ควรซื้อเมล็ดพันธุ์หญ้าและถั่ว ผ่านกลุ่มเกษตรกรที่ท่านเป็นสมาชิกอยู่ หรือซื้อโดยตรงจากหน่วยงานกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือเกษตรกรที่ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อขายโดยตรง

 

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการทำเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301566

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการทำเกษตรอินทรีย์

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการทำเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม เกษตรอินทรีย์ มีลักษณะอย่างไร และแตกต่างจากการทำการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างไรครับ

พิจิตร วิทยานนท์
อ.เมือง จ.พิษณุโลก

คำตอบ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ใดๆ ที่อาจจะเกิดการปนเปื้อนต่อทรัพยากรดิน น้ำ อากาศ และสิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมถึงสุขภาพของมนุษย์ ด้วยการสร้างสมดุลของทรัพยากรให้เป็นไปตามธรรมชาติ และร่วมจัดการให้เกิดความยั่งยืนต่อผลผลิต และทรัพยากรทางธรรมชาติด้วย

เกษตรอินทรีย์ เป็นวิธีที่ใช้ในกระบวนการผลิต มักใช้ร่วมกับรูปแบบการเกษตรอื่นๆ เช่น การเกษตรแบบผสมผสาน และเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นการเกษตรในเชิงแบบแผน หรือการวางโครงสร้าง ส่วนเกษตรพอเพียง ถือเป็นหลักการทำการเกษตรที่มองในองค์รวม ทั้งแบบแผน และกระบวนการผลิต อันได้แก่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดการผลผลิต ทางด้านการบริโภค และการจำหน่าย และการบริหารจัดการตัวของเกษตรกรเอง ทั้งการใช้จ่าย และควบคุมปัจจัยการผลิต เกษตรอินทรีย์ จึงจะเป็นเกษตรในเชิงวิธีการผลิต ซึ่งจะนำไปใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ในด้านการไม่พึ่งสารเคมี แต่ใช้วัสดุอินทรีย์ที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นหลัก

หลักการเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นไปตามแนวทางวิชาการของหน่วยงานที่ดำเนินงานโดยตรง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พอสรุปได้ดังนี้

ด้านสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ เป็นรูปแบบการเกษตรที่ส่งเสริมสุขภาพของทรัพยากรให้มั่นคง นั่นหมายถึง การมีดินที่อุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืช สำหรับใช้เป็นอาหารของสัตว์ และมนุษย์ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ดินที่ปราศจากสารพิษ ก็ย่อมไม่มีสารพิษในพืช ทั้งที่มาจากดิน หรือการฉีดพ่นของมนุษย์ ก็ย่อมไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของสัตว์และมนุษย์ที่รับประทานเข้าไป

ด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ เป็นรูปแบบการเกษตรที่เกื้อหนุนให้ทรัพยากรในระบบนิเวศวิทยา ดำเนินไปตามวัฏจักรที่เป็นไปตามธรรมชาติ และเกิดการต่อเนื่องกันอย่างสมดุล ทรัพยากรแต่ละอย่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งการเพิ่มขึ้นหรือลดน้อยจนทำให้ระบบนิเวศขาดความสมดุล ทั้งทรัพยากรดิน น้ำ จุลินทรีย์ และสัตว์ ดังนั้น การทำการเกษตรใดๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ ทั้งระบบนิเวศในแปลงเกษตร และภายนอกแปลงเกษตรเช่นกัน เห็นได้จาก ดินที่มีคุณภาพต่อการเติบโตของพืช มีน้ำฝน และน้ำชลประทานที่เพียงพอ รวมถึงการเกื้อหนุนจากสัตว์ แมลงที่ช่วยในการเติบโตของพืช และมนุษย์ ที่ช่วยจัดการให้เกิดการเกื้อหนุนต่อระบบนิเวศนั้นด้วย

ด้านการดูแลเอาใจใส่ การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรกร หรือผู้ทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องเป็นผู้จัดการและส่งเสริมให้เกิดความสมดุลขึ้นในระบบ อันประกอบด้วย การเอาใจใส่ในกระบวนการผลิตที่ต้องคอยเกื้อหนุนให้ทรัพยากร ทั้งดิน น้ำ และสัตว์อื่นๆ ให้เกิดระบบความสมดุล และระบบความปลอดภัยในการทำเกษตร ด้วยการไม่ใช้สารเคมีที่มีผลต่อทรัพยากรในระบบ หรือส่งเสริมให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษในผลผลิต ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการแรกที่ทำให้เกษตรกรเกิดจิตสำนึก และเอาใจใส่ต่อคุณภาพของผลิต อันปราศจากการปนเปื้อน หรือตกค้างของสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เกษตรอินทรีย์ ช่วยส่งเสริมในด้านสิทธิของมนุษย์ในการใช้ทรัพยากร และสิทธิของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเองในการบริโภคทรัพยากรนั้นๆ กล่าวคือ สิทธิของชนิดทรัพยากร ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดความสมดุลของชนิดทรัพยากร ไม่มีชนิดใดมากเกินไปหรือน้อยจนเสียสมดุล และการใช้ทรัพยากร ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดการเกษตรที่ไม่ทำให้ทรัพยากรเกิดการเสื่อมโทรม และการใช้ทรัพยากรนั้นๆ อย่างพอเพียง ส่วนการบริโภคทรัพยากรนั้น ทุกคนต้องเคารพในสิทธิของคนอื่นต่อการใช้ทรัพยากรที่เขาครอบครอง หรือร่วมแบ่งปันทรัพยากรอย่างเที่ยงธรรม

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ถั่ว อาหารสัตว์ที่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/300185

x

รักษ์เกษตร : ถั่ว อาหารสัตว์ที่ทรงคุณค่า

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า การปลูกถั่วอาหารสัตว์ประเภทต่างๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ

สาคร บุญถวิล

อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

คำตอบ ปัจจุบันอาหารสัตว์ประเภทถั่วได้รับความนิยมจากเกษตรกรสูงขึ้นๆ หากจะคิดเลี้ยงโคให้ประสบความสำเร็จด้วยดี ก็ควรที่จะต้องเตรียมพืชอาหารสัตว์ที่ดี มีคุณภาพดี ให้พร้อมใช้ไว้ก่อน และให้มีปริมาณเพียงพอที่จะใช้ได้ตลอดไป

ถั่วเวอราโนสไตโล หรือถั่วฮามาต้ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และแถบชายฝั่งของทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง ทนทานต่อความแห้งแล้ง ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติจากเมล็ดที่ตกลงดิน ทนต่อการแทะเล็มของสัตว์ เจริญเติบโตได้ในดินหลายชนิด เป็นพืชตระกูลถั่วที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์แพร่หลายกันทั่วไป ปลูกง่าย เจริญเติบโตดี และต้านทานต่อโรคแมลง ควรปลูกต้นฤดูฝนระหว่างพฤษภาคม-กรกฎาคม การเพาะเมล็ดพันธุ์ ต้องเร่งความงอกด้วยการแช่น้ำร้อน 80 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที ในอัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสอัตรา 6-16 กิโลกรัม และยิปซัม อัตรา 1.6-3.2 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น ทำการปลูกโดยหว่านเมล็ดให้สม่ำเสมอ ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปลูกเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ควรตัดหญ้าเลี้ยงสัตว์สูงจากพื้นดิน 10 เซนติเมตร ครั้งแรก 70-90 วัน หลังปลูก และตัดครั้งต่อไปทุก 45 วัน

ถั่วแกรมสไตโล มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ และอเมริกากลาง อายุหลายปี เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด เช่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทนทานต่อดินที่เป็นกรด โดยเฉพาะในดินที่ขาดฟอสฟอรัส และดินเหนียวที่มีการระบายน้ำเลว มีคุณค่าทางอาหารอยู่ระดับปานกลาง สายพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในประเทศไทยคือ สายพันธุ์แกรม ทนแล้งและสามารถทนต่อสภาพน้ำขังในระยะสั้น แต่ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำของสัตว์ จึงควรปลูกเพื่อตัดให้สัตว์กิน ไม่ควรปล่อยให้ต้นแก่จะเป็นเสี้ยนแข็ง เมื่อต้นโตเต็มจะออกดอก และงอกเป็นต้นใหม่

ถั่วเซนโตรซีมา ลักษณะลำต้น เป็นเถาเลื้อยขนานกับผิวดิน อาจเลื้อยพันหลักที่อยู่ใกล้เคียง มีอายุหลายปี เป็นถั่วพื้นเมืองในเขตร้อนของอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และหมู่เกาะคาริบเบียน นำมาปลูกคลุมดินในสวนยางพาราภาคใต้ของไทย สามารถเจริญเติบโต ปรับตัวได้ดีภายใต้สภาพที่มีร่มเงา และปรับตัวได้ดีในดินค่อนข้างเป็นกรด ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี แต่ก็ทนต่อสภาพน้ำขังได้ ถั่วชนิดนี้ สร้างปมที่รากได้โดยเชื้อไรโซเบียม ซึ่งจะช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ เป็นถั่วอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ทนต่อการแทะเล็มของสัตว์

ถั่วไมยรา ถั่วเดสแมนธัส หรือถั่วเฮดจ์ลูเซอร์น เป็นพืชพื้นเมืองที่ปลูกในเขตร้อน พบในไทยจำนวนมาก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนเหนียว ที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง สามารถปรับตัว และเจริญเติบโตได้ในดินเหนียว นิยมปลูกด้วยเมล็ด เมล็ดถั่วไมยรามีระยะพักตัว ก่อนปลูก จึงต้องนำเมล็ดแช่ในกรดกำมะถันเข้มข้นนาน 8 นาที ใช้เมล็ดอัตราประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อไร่ ควรใช้ระยะปลูก 10 x 50 หรือ 10 x 75 ซม. ควรจะตัดต้นถั่วไมยราสูงจากพื้นดินประมาณ 35 ซม. โดยตัดครั้งแรกเมื่ออายุ 60 วัน และต่อมาตัดทุก 30-45 วัน ได้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2,200-3,150 กิโลกรัมต่อไร่ มีปริมาณโปรตีนประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นพืชอาหารสัตว์ที่ให้ผลผลิต
มีคุณค่าทางอาหารสูง และไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสัตว์

เกษตรกร ที่มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ คงจะไม่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนหญ้า หรือพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีอีกต่อไป ถ้าผู้เลี้ยงจะได้สนใจปลูกถั่วอาหารสัตว์ไว้ใช้เอง ในพื้นที่ในบริเวณบ้านหรือที่พักอาศัยเพียงเล็กน้อย ก็สามารถมีอาหารสัตว์ได้ โดยปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องอาหารและพันธุ์หญ้าที่เหมาะสม จากเจ้าหน้าที่ของสถานีพืชอาหารสัตว์ ของกรมปศุสัตว์ ให้คำปรึกษาแนะนำ และยังจัดเมล็ดพันธุ์หญ้าจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาถูกอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/299059

รักษ์เกษตร : การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง

รักษ์เกษตร : การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำตอบ สถานการณ์ภัยแล้ง มีรุนแรงมากขึ้นทุกปี ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชีย ทำให้ปริมาณน้ำฝนมีน้อย การเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรในเขื่อนมีจำนวนน้อย การเตรียมมือรับกับสถานการณ์ภัยแล้งจึงต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีผลกระทบโดยตรง

วิธีหนึ่งที่จะรับมือกับภัยแล้ง ก็คือ การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและพืชทนแล้ง ที่มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้น  ได้แก่

การปลูกถั่วเขียว ยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยฤดูที่เริ่มปลูก ได้แก่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้น เนื้อดินยังมีความชุ่มชื้นจากน้ำอยู่พอสมควร จึงสามารถปลูกได้ ในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น ประมาณ 60-70 วันเท่านั้น และยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ส่วนในภาคอีสานและภาคเหนือ ควรให้พ้นฤดูหนาวไปก่อน จึงควรลงมือปลูกได้ในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะจะทำให้ถั่วเขียวเจริญเติบโตได้ดี และจะได้ผลผลิตงอกงาม

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมาก อายุเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 110-120 วัน แต่ในระยะแรกที่ปลูกข้าวโพดไม่ควรให้ขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงการผสมเกสร หากขาดน้ำในช่วงนี้ อาจทำให้เมล็ดข้าวโพดเติบโตได้ไม่ดี กลายเป็นเมล็ดลีบแบน ไม่สวยงาม ทำให้ได้ราคาไม่ดี

การปลูกพืชสวนครัว เป็นที่กินก็ได้ขายก็ดี เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น หอม กระเทียม ผักต่างๆ วิธีปลูกคือ ฟางที่เหลือจากการทำนาในฤดูทำนา อย่าเผาทิ้ง สามารถนำมาใช้คลุมต้นหอมกระเทียมได้ จะช่วยลดการระเหยของน้ำ และช่วยไม่ให้พืชที่ปลูกโดนแสงแดดจนมากเกินไป เป็นวิธีการรักษาความชื้นในดินที่ดี

การปลูกมะละกอ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง ใช้ผลบริโภคทั้งผลดิบและผลสุก นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสดแล้ว ยังสามารถนำไปปรุงอาหาร หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

การปลูกงาดำ เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย และสามารถทนแล้งได้ดี มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ แต่ให้ราคาขายที่ค่อนข้างเหมาะกับการทำการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง และมีวิตามินบีมาก

การปลูกข้าวฟ่างหวาน ปลูกเพื่อผลิตเอทานอล เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย พันธุ์ข้าวฟ่างลูกผสมสีแดง ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกตามหลังข้าวโพดในเขตการปลูกข้าวโพดจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และเพชรบูรณ์ ตามระบบการจำหน่ายเมล็ดพันธ์ และการรับซื้อผลผลิตกลับคืน เป็นพืชที่มีความไวต่อช่วงแสง เหมาะสำหรับปลูกในปลายฤดูฝน ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน

ถึงแม้ว่าในช่วงนี้ ปริมาณน้ำค่อนข้างมีจำนวนมาก แต่ในหลายพื้นที่ก็ยังคงขาดน้ำอยู่ ดังนั้น การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและทนแล้ง จึงมีความสำคัญมาก และเป็นแนวทางเลือกที่ดี ที่เกษตรกรควรเตรียมการรับมือกับปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297861

รักษ์เกษตร : การเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์

รักษ์เกษตร : การเลือกพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมมีที่นาหลายไร่ อยากจะเลี้ยงสัตว์และทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ขอทราบวิธีเลือกพันธุ์หญ้าที่เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ด้วยครับ

เจริญศักดิ์ ตราปวิไล

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ หญ้า เป็นอาหารของสัตว์ทุกชนิด ทั้งสัตว์ใหญ่ และสัตว์เล็ก ก็กินหญ้าเป็นอาหาร แม้สัตว์เลี้ยงในบ้าน ก็กินหญ้าเพื่อเป็นยา เพื่อรักษาตัว หญ้าจะช่วยคลุมดิน ทำให้เป็นสนามสวยงามอีกด้วย เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ จึงมักจะพาวัวควายของเขาไปกินหญ้ากลางทุ่ง สัตว์เหล่านั้น จะได้เลือกกินหญ้าได้ตามใจชอบ หญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมีไม่พอ หรือที่มีอยู่ก็ให้คุณค่าอาหารแก่สัตว์เหล่านั้น ได้ไม่มากนัก จึงมีผู้คิดหาวิธีปลูกหญ้า ทำทุ่งเลี้ยงสัตว์ เตรียมหญ้าอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ และมีจำนวนมาก เพียงพอกับฝูงสัตว์ที่เลี้ยงไว้

การเลือกพันธุ์หญ้า ต้องเลือกให้ได้พันธุ์ที่ดีและมีคุณภาพ เกษตรกรต้องศึกษา เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และเรียนรู้เรื่องการเตรียมดิน การปลูก รวมทั้งการดูแล ให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของสัตว์เหล่านั้น ในการเลือกพันธุ์หญ้า มีวิธีดังนี้

1.เลือกพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับชนิดสัตว์เลี้ยง เช่น เลี้ยงโค กระบือ ควรเลือก พันธุ์ที่ทนต่อการเหยียบย่ำ เพราะโคกระบือแทะเล็มและเหยียบย่ำทำลายทุ่งหญ้าอย่างรุนแรง ควรปลูกหญ้าซิกแนล กินนี และฮามาตา จึงจะเหมาะสม ถ้าเลี้ยงแกะ ไม่ควรใช้หญ้ารูซี เพราะมีสารพิษจากเชื้อราบางชนิด ซึ่ง แกะแพ้มาก หรือถ้าเลี้ยงสุกร ก็ไม่ควรใช้ใบกระถินเลี้ยง เพราะจะทำให้การผสมพันธุ์ผลิตลูกไม่ดีเท่าที่ควร

2.เลือกพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ พื้นที่ดอน อาจใช้หญ้า ได้หลายพันธุ์ เช่น กินนี รูซี ซิกแนล ถั่วลาย เหล่านี้สามารถขึ้นได้ดีในที่ดอน ในพื้นที่ลุ่ม ที่มีการระบายน้ำไม่ดี ให้ใช้พันธุ์ปุลิแคตูลัม หรือหญ้าขน พื้นที่เนินสูง ให้ใช้หญ้าซิกแนล เซตาเรีย และกัวเตมาลา และในพื้นที่สวนไม้ผล เป็นที่ที่มีร่มเงา แสงแดดน้อย ให้ใช้หญ้ากรีนแพนิค กินนี ถั่วลาย และหญ้าซิกแนล

3.เลือกพันธุ์ให้เหมาะกับวิธีการเลี้ยงสัตว์ ถ้าเลี้ยงโคกระบือแบบปล่อยทุ่ง ให้สัตว์แทะเล็ม ควรใช้หญ้าที่ทนต่อการเหยียบย่ำแทะเล็ม เช่น ซิกแนล รูซี กินนี และถั่วฮามาตา ถ้าเลี้ยงโดยวิธีตัดหญ้าให้กิน แบบหญ้าสวนครัว ควรเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเป็นกอ ไม่เลื้อย เพื่อสะดวกแก่การตัด หรือเกี่ยวด้วยมือ เช่น หญ้าเนเปียร์ เฮมิล และเซตาเรีย

4.เลือกพันธุ์หญ้าให้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ ต้องรู้จุดประสงค์ของการปลูกหญ้า เพื่อการแทะเล็ม เพื่อทำหญ้าหมัก เพื่อทำหญ้าแห้ง เช่น ถ้าต้องการทำเป็นหญ้าหมัก ควรใช้ต้นข้าวโพด ข้าวฟ่าง หญ้าเนเปียร์ เป็นต้น

5.เลือกพันธุ์หญ้าที่มีคุณค่าอาหารสูง ได้แก่ พันธุ์หญ้าที่กล่าวในข้อ 1 และข้อ 2 เป็นพันธุ์ที่ดี มีคุณภาพ และให้คุณค่าอาหารสูง เพียงแต่เลือกให้เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการปลูกเท่านั้น และควรปลูกพืชตระกูลถั่วปะปนไปด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารประเภทโปรตีน

การปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ให้มีคุณภาพที่เอื้อประโยชน์แก่สัตว์ เป็นเรื่องที่ใช้ความรู้ ทั้งด้านพืช ดิน ปุ๋ย รวมทั้งการเลี้ยง และดูแลสัตว์ด้วย พื้นที่ที่จะใช้ปลูก อาจทำได้ในพื้นที่ทุกขนาด พื้นที่ขนาดเล็ก อาจปลูกหญ้าสำหรับตัดให้สัตว์กิน อาจปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ สำหรับปล่อยสัตว์เข้าไปกินหญ้าทั้งฝูง หรืออาจปลูกผสมผสานแซมในสวนไม้ผล แล้วเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป ทำให้เกิดรายได้เสริมแก่ผู้เลี้ยงสัตว์อีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การทำระบบเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296660

x

รักษ์เกษตร : การทำระบบเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถาม ผมอยากทราบความรู้ความเข้าใจ
ในการทำเกษตรอินทรีย์จะทำให้เกิดระบบที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ณรงค์ชัย บุญสว่าง

อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ปัจจุบัน กระแสความนิยมการบริโภคผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ประชากรในประเทศหันมาบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารที่ผลิตด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์มากขึ้น การทำเกษตรอินทรีย์เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรให้มีอยู่อย่างยั่งยืน และช่วยฟื้นฟูทรัพยากรการเกษตรที่เสื่อมโทรมไปจากการทำการผลิตทางการเกษตรแบบที่ใช้สารเคมี ผลผลิตในการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จะช่วยแก้ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี และที่สำคัญคือ ผลผลิตทางการเกษตรนั้น ปลอดภัยในการบริโภค

ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน และเกษตรกร ได้ร่วมกันการกำหนดแนวทาง สรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

การส่งเสริมสนับสนุนด้านนโยบาย

1.ในด้านการผลิต ควรกำหนดนโยบายที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ ให้แยกออกจากแหล่งที่ทำการเกษตรแบบทั่วไป เพื่อลดการปนเปื้อนจากสารที่เป็นพิษต่างๆ

2.ในด้านการตลาด ควรกำหนดนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการทำการเกษตรอินทรีย์ ในแบบระบบการค้าร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

การส่งเสริมสนับสนุนระดับปฏิบัติการ

1.ขั้นตอนการผลิต จัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำเกษตรอินทรีย์ สร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่อย่างกว้างขวางไปสู่เกษตรกร ให้บริการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำเกษตรอินทรีย์ ให้บริการคำปรึกษา ให้ข้อมูล ให้เงินทุนสนับสนุนแก่เกษตรกรที่เริ่มเข้ามาทำการเกษตรอินทรีย์ และสร้างแรงจูงใจในการทำเกษตรอินทรีย์ผ่านมาตรการทางภาษี และการให้สินเชื่อต่างๆ สนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ และสร้างระบบหลักประกันแก่เกษตรกรผู้ทำการเกษตรอินทรีย์

2.ขั้นเก็บเกี่ยวผลผลิต สร้างเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ดี ที่สามารถรักษามาตรฐานผลผลิตอินทรีย์ได้อย่างมีคุณภาพ ให้ความรู้ ให้บริการที่ปรึกษา และให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาผลผลิต ตามกฎระเบียบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ให้มีระบบประกันคุณภาพสินค้า สร้างแรงจูงใจผ่านมาตรการทางภาษี

3.ขั้นตอนการออกใบรับรองมาตรฐาน ให้มีหน่วยงานที่ได้รับการประกันระบบการรับรองคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สร้างระบบความร่วมมือกับภาคเอกชน ให้การอุดหนุนในด้านค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกร

4.ขั้นตอนการตลาด ส่งเสริมและจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้ข้อมูล สร้างแรงจูงใจ พัฒนาและสร้างช่องทางตลาดทางเลือก ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ และผู้บริโภคให้มีมากขึ้น

การทำเกษตรอินทรีย์ที่ดี จะต้องกระทำเป็นแบบองค์รวม มีความสัมพันธ์กันทั้งระบบ เมื่อระบบมีมาตรฐานถูกต้อง ผลผลิตที่ได้จากการผลิตในพื้นที่ที่มีระบบการผลิตแบบอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน ก็ย่อมเป็นผลิตผลอินทรีย์ที่มีมาตรฐานไปด้วย การที่จะส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศแนวหน้าในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ สู่ตลาด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้วัตถุประสงค์ของการเพิ่มรายได้เกษตรกร จากระดับราคาที่สูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรที่เสื่อมโทรมไปจากการทำเกษตรที่ใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ปัจจุบัน มีการกีดกันทางการค้าในรูปที่มิใช่ภาษี โดยการตั้งข้อกำหนดที่เข้มงวดในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยในการบริโภคจากสิ่งเจือปนต่างๆ และการผลิตที่จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตนั้น

ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาให้ความสนใจอย่างจริงจัง ซึ่งต้องให้การสนับสนุนทั้งระบบ และถือเป็นนโยบายการเกษตรแห่งชาติ ข้อเสนอทั้งหมดนี้ บางส่วนได้มีการดำเนินการไปแล้วบ้าง ซึ่งเกษตรกรเองก็ได้ยึดถือปฏิบัติตามระบบการทำเกษตรอินทรีย์ที่ดี

นาย รัตวิ