รักษ์เกษตร : พัฒนาชีวิตเกษตรกรด้วยระบบเกษตรผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/295344

รักษ์เกษตร : พัฒนาชีวิตเกษตรกรด้วยระบบเกษตรผสมผสาน

รักษ์เกษตร : พัฒนาชีวิตเกษตรกรด้วยระบบเกษตรผสมผสาน

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผลดีการทำระบบเกษตรผสมผสาน จะช่วยเกษตรกรทางด้านใดบ้างครับ

ทรงวิทย์ อินทร์อักษร

อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

คำตอบ เกษตรกร จะประสบกับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และจากความแปรปรวนของสภาพลม ฟ้า อากาศ ซึ่งในแต่ละปีจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เช่น เกิดภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมฉับพลัน จึงเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรที่มีกิจกรรมการเกษตรเพียงอย่างเดียว ระบบเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลาย มีทั้งปลูกพืชสวน ไม้ผล พืชผัก การเลี้ยงสัตว์ หรือการเลี้ยงปลา จะสามารถทดแทนรายได้จากความเสียหายในการปลูกข้าวหรือพืชไร่ที่เป็นพืชหลัก

พัฒนาชีวิตเกษตรกร ด้วยระบบเกษตรผสมผสาน มีข้อดีดังนี้

1.ช่วยเพิ่มรายได้ และกระจายรายได้ตลอดปี การทำระบบเกษตรผสมผสาน ที่มีกิจกรรมหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียวกัน จะก่อประโยชน์ในด้านทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเป็นรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายได้ประจำฤดูกาล จะมีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผักสวนครัว รายได้ประจำสัปดาห์จากการเพาะเห็ดฟางในช่วงฤดูแล้ง รายได้ประจำเดือนจากไม้ผลอายุสั้น และรายได้ประจำฤดูกาลจากข้าว ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง ถั่วเขียว ที่ปลูกหลังนา

2.ช่วยลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่า กิจกรรมระบบเกษตรผสมผสาน ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลาย เกษตรกรจะปลูกข้าวในช่วงฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งจะหาของป่า และเผาถ่านขาย เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ภายหลังจากการดำเนินการระบบเกษตรผสมผสาน เกษตรกร สามารถมีรายได้จากการขายผลผลิต ข้าว พืชไร่ ไม้ผล พืชผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา จึงสามารถเลิกหาของป่าและเผาถ่านขายอัน เป็นการลดปัญหาการทำลายป่าในระดับหนึ่ง

3.ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน ในระบบเกษตรผสมผสานที่มีหลายกิจกรรม ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถมีอาหารไว้บริโภคในครอบครัวครบทุกหมู่ โดยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตได้จากข้าว ข้าวโพด อาหารประเภทโปรตีน ได้จากไก่ ปลา พืชตระกูลถั่ว อาหารประเภทวิตามิน ได้จากเส้นใยพืชผักผลไม้และเห็ดฟาง ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายค่าอาหาร และมีการปรับปรุงคุณภาพโภชนาการ และสุขภาพของเกษตรกรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

4.ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น การดำเนินกิจกรรมในระบบเกษตรผสมผสาน ช่วยทำให้มีการกระจายการใช้แรงงานทำให้มีงานทำตลอดทั้งปี และมีการกระจายรายได้จากกิจกรรมต่างๆ เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม และภาคการบริการต่างๆ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบการเกษตรที่ให้ผลผลิตกับเกษตรกร ทั้งในด้านการมีอาหารเพียงพอแก่การบริโภค การเพิ่มการมีงานทำ การมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน สามารถใช้ทรัพยากรภายในฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมไม่ให้เสื่อมโทรม ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ ช่วยลดความเสี่ยงเนื่องจากความแปรปรวนของสภาพลมฟ้าอากาศ ราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน และการระบาดของศัตรูพืช ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในฟาร์ม ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และเงินทุน ช่วยทำให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอแก่การบริโภคภายในครัวเรือน และมีรายได้อย่างต่อเนืองตลอดปี มีการใช้แรงงานสม่ำเสมอตลอดปี จึงทำให้ลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคอื่นๆ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปัญหาและข้อจำกัดการทำเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/294137

รักษ์เกษตร : ปัญหาและข้อจำกัดการทำเกษตรอินทรีย์

รักษ์เกษตร : ปัญหาและข้อจำกัดการทำเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ช่วยอธิบายในเรื่องการทำการเกษตรแบบอินทรีย์มีปัญหาอุปสรรคใดบ้างครับ

องอาจ นงคราญ

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ การพัฒนาแบบเกษตรอินทรีย์ของไทย ส่วนใหญ่ยังนับว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น เป็นการผลิตแบบง่ายๆ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนอะไรมากนัก แต่เน้นการทำเกษตร โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำการผลิตสินค้าที่จำเป็นพื้นฐานในการบริโภคเท่านั้น เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ ส่วนการแปรรูปผลิตภัณฑ์มีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีผลผลิตน้อยและไม่สม่ำเสมอ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น พอสรุปได้ดังนี้

ปัญหาด้านผู้บริโภค กลุ่มผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่ซื้อจากแหล่งจำหน่ายต่างๆ จะเป็นผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างสูง และเน้นการบริโภคเพื่อสุขภาพ ในขณะที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อินทรีย์ยังมีจำนวนน้อย ทำให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดราคาขายในตลาดได้ ราคาผลผลิตอินทรีย์จึงมีแนวโน้มสูงกว่าผลผลิตเกษตรทั่วไป

ปัญหาด้านการผลิต ความไม่เพียงพอของแหล่งน้ำที่จะใช้ได้ตลอดทั้งปี ทำให้ต้องมีการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาจากภัยธรรมชาติ การขาดแคลนแหล่งสินเชื่อ การขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง และการขาดความรู้ของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านโรคพืชและแมลง

ปัญหาด้านการตลาด ยังขาดบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดการด้านการตลาดให้มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ปัญหาเรื่องห้องเย็น สำหรับเก็บรักษาและรวบรวมผักเพื่อจำหน่าย ปัญหาด้านการขนส่ง ที่จะต้องขนส่งด้วยรถห้องเย็น เนื่องจากพื้นที่ที่ปลูกผักอินทรีย์ส่วนใหญ่จะอยู่ห่างไกลจากชุมชน

ปัญหาการประชาสัมพันธ์ยังไม่เข้าถึงผู้บริโภค ต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงข้อดีของผักอินทรีย์ ที่แตกต่างจากผักทั่วไปที่ผลิตโดยใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นผักมีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการผลิตแบบใช้สารเคมีเป็นปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบฟาร์ม และผลผลิตที่จะได้ผลเฉลี่ยต่ำกว่าของผักทั่วไป และอีกทั้งยังต้องการการดูแลสูง ทำให้ค่าจ้างแรงงานในการทำการผลิตก็จะสูงไปด้วย

ปัญหาการขาดการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ในขณะนี้หน่วยงานของราชการที่ให้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นวางรากฐานการรับรองมาตรฐาน จึงยังมีข้อจำกัดในการทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ ยังไม่เป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภคอย่างกว้างขวางมากนัก

ปัญหาเกษตรกร ยังไม่มีความรู้เพียงพอในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทางกรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปให้คำแนะนำ และให้คำปรึกษากับเกษตรกร ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น

ปัญหาผลผลิตยังไม่มีความหลากหลาย ยังมีการปลูกพืชอินทรีย์เพียงไม่กี่ชนิด ไม่มีความหลากหลายให้ผู้บริโภคได้เลือกรับประทานมากนัก ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้การส่งเสริมและคำปรึกษา โดยเฉพาะในเรื่องตลาดรองรับสินค้า เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจทั้งในด้านการผลิตและการตลาด

ปัญหาราคาสินค้า ผลผลิตเกษตรอินทรีย์มีราคาอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อเปรียบเทียบแล้วราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์แพงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป ทำให้ตลาดจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง สาเหตุที่สินค้าเกษตรอินทรีย์มีราคาสูงคือ การผลิตยังไม่มาก และแหล่งผลิตอยู่กระจัดกระจาย สินค้าเกษตรอินทรีย์มีโอกาสถูกศัตรูพืชสร้าง และต้องใช้แรงงานในการดูแล และเอาใจใส่มากขึ้น

ปัญหาการเกิดความเสียหาย ผลผลิตเกษตรอินทรีย์เกิดความเสียหายได้ง่าย และน้ำหนักของสินค้าเกษตรอินทรีย์จะเบากว่าสินค้าเกษตรทั่วไป ทำให้เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิต และการขนส่งแล้วจะสูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไป

ปัญหาในการทำเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตจะออกตามฤดูกาล ไม่ออกทั้งปี เพราะเกษตรอินทรีย์เป็นการทำการเกษตรที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติมากกว่าการฝืนธรรมชาติ

ในการพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์นั้น ยังต้องใช้เวลา และขั้นตอนการพัฒนาอีกสักระยะหนึ่ง ยังต้องมีการแก้ปัญหาและอุปสรรคให้หมดไป จึงจะทำให้สามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิต และการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของโลกได้

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปัจจัยในการกลายเป็นทะเลทราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/292802

รักษ์เกษตร : ปัจจัยในการกลายเป็นทะเลทราย

รักษ์เกษตร : ปัจจัยในการกลายเป็นทะเลทราย

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม การกลายเป็นทะเลทรายของประเทศไทย มีระดับความเสี่ยงเป็นอย่างไร และอะไรคือปัจจัยสำคัญ ครับ

นันทวัตร สารภูมิพงษ์

อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

คำตอบ ประเทศไทย อยู่ในขอบข่ายที่จะเกิดสภาพการเป็นทะเลทราย เนื่องจากอัตราส่วนน้ำฝนในรอบปีต่อการระเหยและคายน้ำนั้น มีค่าต่ำกว่า 0.5 ในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือและอีสาน นั่นคือ ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าการสูญเสียของน้ำ เมื่อเป็นดังนี้ไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คงหลีกไม่พ้นสภาพทะเลทรายในอนาคต จึงจำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้ก่อนที่จะสายเกินไป และควรหามาตรการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมาช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกัน

ระดับความเสี่ยงของประเทศไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทย จะไม่ได้อยู่ในขั้นที่แห้งแล้งเป็นทะเลทราย แต่ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยตรง ประกอบกับการเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอย่างเร่งรัด มีการขยายตัวไปทุกๆ ด้าน การเร่งรัดการพัฒนาและขยายเมืองอย่างรวดเร็วแบบที่เป็นอยู่นี้ ย่อมเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดสภาพความแห้งแล้งคืบคลานเข้ามา จึงนับได้ว่า ประเทศไทยเราได้อยู่ในระดับความเสี่ยง

ปัจจัยเร่งให้เกิดสภาพทะเลทรายอย่างรวดเร็ว คือ

1.ความแห้งแล้งซ้ำซาก อาจทำให้ประเทศไทยสู่สภาวะการเป็นทะเลทราย โดยมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มพื้นที่ดินเค็ม จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยงต่อสภาวะการเป็นทะเลทราย ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตพืชลดลง การปัญหาที่ตรงจุดคือ การปลูกพืชที่หลีกเลี่ยงสภาวะการทิ้งช่วงของฝนในเขตเพาะปลูกเกษตรน้ำฝน

2.การทำเกษตรกรรมอย่างเร่งรัด ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน และยังมีการชะล้างพังทลายของดินโดยธรรมชาติ การสูญเสียการอุ้มน้ำของดิน การหักร้างถางพงทำลายพืชคลุมดิน ทำให้ดินแห้งแข็งสูญเสียการดูดซับน้ำ ความแห้งแล้งซ้ำซาก และสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อน น้ำระเหยไปได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการการลักลอบตัดไม้ การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายการเพาะปลูก ไฟป่า การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การทำรีสอร์ทและสวนสัตว์ ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

3.การพัฒนาเมืองและขยายตัวของเมือง ก็เป็นสาเหตุอีกอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งขึ้นได้ ในตัวเมืองซึ่งพื้นผิวดินตามธรรมชาติ ถูกคลุมทับด้วยคอนกรีต น้ำฝนไม่สามารถซึมลงสู่ใต้ดินได้ แต่ไหลบ่าไปตามถนนลงสู่ท่อระบายน้ำ ออกสู่แม่น้ำลำคลอง ดินส่วนที่เหลือขาดสารอินทรีย์ที่จะช่วยในการอุ้มน้ำ เมื่อดินไม่สามารถดูดซับหรือถ่ายเทความชื้นสู่อากาศได้ จึงเกิดความเสื่อมโทรมของดิน

ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ในช่วงที่ต่ำ และมีการระเหยหรือคายน้ำสูงกว่าการได้รับน้ำฝน จัดว่าเป็นความแห้งแล้ง และจะกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน เป็นไปในวงกว้าง หากไม่มีมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง ก็จะเกิดผลเป็นความแห้งแล้งซ้ำซากถาวร พืชคลุมดินเปลี่ยนไปเพราะดินเสื่อมโทรม เมื่อประกอบกับภาวะโลกร้อน และการพัฒนาที่เร่งรัด ก็จะขยายเป็นวงของพื้นที่แห้งแล้ง ทะเลทราย กว้างออกไปเรื่อยๆ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสาน ดีจริงอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291413

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสาน ดีจริงอย่างไร

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสาน ดีจริงอย่างไร

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำระบบเกษตรผสมผสานด้วยครับ และมีผลดีอย่างไรบ้างครับ

นายวัตร อนุพรางกูล

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบเกษตรกรรมที่มีกิจกรรมตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน และกิจกรรมเหล่านี้ จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน จึงเป็นระบบที่นำไปสู่ การเกษตรแบบยั่งยืน ก่อให้เกิดผลดีดังนี้

ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิต ในการดำเนินระบบการเกษตรที่มีเพียงกิจกรรมเดียว ที่มีการผลิตเป็นจำนวนมาก ผลผลิตที่ได้เมื่อออกสู่ตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ ไม้ผล หรือพืชผัก เมื่อมีปริมาณเกินความต้องการของตลาด ย่อมทำให้ราคาของผลผลิตต่ำลง ระบบเกษตรผสมผสาน จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิตในตลาดลงได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถจะเลือกชนิดพืชปลูก และเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี  สามารถพลิกพื้นที่นาให้เป็นร่องสวน ปลูกไม้ผลร่วมกับพืชแซม สามารถลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตข้าวที่ไม่แน่นอน และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

ช่วยลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ในการดำเนินกิจกรรมการปลูกข้าว หรือพืชไร่เพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีความเสี่ยงอย่างมาก เมื่อเกิดการระบาดของศัตรูพืชขึ้น เช่น กรณีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคใบหงิก ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวเสียหายอย่างมาก เกษตรกรต้องประสบปัญหา โดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาเจือจุนครอบครัว การจัดระบบการปลูกพืชและระบบเกษตรผสมผสาน เพื่อลดกิจกรรมการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จะช่วยยับยั้งชีพจักรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้

ช่วยก่อให้เกิดการหมุนเวียน ของกิจกรรมต่างๆ ในไร่นา เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรในระดับไร่นา ไม่ให้เสื่อมสลาย หรือถูกใช้ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระบบเกษตรผสมผสาน จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันสอดคล้องกับราย ตัวอย่างเช่น มูลและอาหารของไก่ ที่ตกลงไปในบ่อปลา จะเป็นอาหารของปลา ทำให้ปลามีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อมีมากเกินไป จะแย่งอากาศในน้ำกับปลา น้ำจะมีสีเขียวเข้ม ทำให้ปลาขาดอากาศ จึงจำเป็นต้องมีการระบายน้ำออกจากบ่อปลา โดยปล่อยลงนาข้าว กลายเป็นปุ๋ยให้กับข้าว ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวลงได้ เศษซาก ถั่วลิสง ถั่วเขียว ที่ปลูกหลังข้าว และถั่วพร้าที่ปลูกแซมระหว่างแถวของไม้ผล จะเป็นปุ๋ยให้กับข้าวและไม้ผล กิจกรรมพืชกับไก่ เศษซากพืชและข้าวเปลือกจะเป็นอาหารของไก่ มูลไก่จะเป็นปุ๋ยของพืช กิจกรรมพืชกับปลา เศษซากพืช จะเป็นอาหารของปลา น้ำจากบ่อปลาใช้ในการปลูกพืชผัก พืชไร่และไม้ผล กิจกรรมสัตว์กับปลา มูลไก่จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืช และเป็นอาหารของปลาในบ่อ เป็นต้น

อีกทั้งยังช่วยกระจายการใช้แรงงาน ทำให้มีงานทำตลอดปี เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกภาคการเกษตร ช่วยแก้ปัญหาคนว่างงาน ระบบเกษตรผสมผสานจะรองรับแรงงานเหล่านี้ได้ เพราะมีกิจกรรมหลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมมีการ ใช้แรงงานแตกต่างกันไปตลอดปี

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : แมลงศัตรูมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289841

x

รักษ์เกษตร : แมลงศัตรูมะพร้าว

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ในช่วงนี้ ต้นมะพร้าวที่สวนถูกทำลายอย่างมาก ขอทราบชนิดของแมลงศัตรูมะพร้าว และวิธีปราบด้วยครับ

สุรินทร์ รัตนศิริ

อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

คำตอบ แมลงศัตรูมะพร้าวที่สำคัญ มีดังนี้

ด้วงแรด เป็นศัตรูที่สำคัญ และร้ายแรงที่สุดสำหรับมะพร้าว ด้วงแรด มี 2 ชนิด คือ ชนิดเล็กและชนิดใหญ่ มีวิธีการป้องกันและกำจัด คือ

1.ให้ทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าว เพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เช่น กองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกจากบริเวณสวน หรือต้องคอยหมั่นกลับกอง เพื่อตรวจดูหนอนที่ด้วงวางไข่ไว้ ถ้าตรวจพบให้จับทำลาย หรือเผากองขยะนั้นเสีย

2.ให้ใช้เชื้อราเขียว ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือใช้ท่อนมะพร้าวที่หนอนด้วงแรดอาศัยอยู่ เชื้อราจะแพร่กระจาย และสามารถทำลายด้วงแรดได้

3.ให้ใช้ลูกเหม็น ใส่บริเวณคอมะพร้าวรอบๆ ยอดอ่อน ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดเข้าทำลายมะพร้าว ส่วนใหญ่ทำในมะพร้าวอายุ 3-5 ปี

ด้วงงวงมะพร้าว  มี 2 ชนิดคือ ชนิดเล็ก และชนิดใหญ่ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็ก พบแพร่ระบาดอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศ ส่วนชนิดใหญ่พบในแหล่งปลูกมะพร้าวทางภาคใต้ วงจรชีวิตจากไข่จนเป็นตัวเต็มวัย ใช้เวลา 2-4 เดือน มีวิธีการป้องกันและกำจัด คือ

1.หมั่นตรวจดูในแปลงมะพร้าว หากเริ่มมีการเข้าทำลายของตัวด้วงงวงมะพร้าวเป็นจุดแรก ให้รีบทำลายให้หมดสิ้นไปจากสวนมะพร้าว ก่อนที่จะมีการแพร่ลูกหลานต่อไป

2.หมั่นตรวจดูรอยที่เกิดบาดแผลกับต้นมะพร้าว อาจเกิดจากการเข้าทำลายของด้วงแรด หรือเกิดจากรอยแผลที่ทำขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จะเป็นจุดสิ่งชักจูงให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาทำลายต้นมะพร้าว จะต้องรีบปกปิดรอยแผลนั้นๆ และทำความสะอาดให้เรียบร้อย

3.เมื่อพบว่ามีการระบาด และต้นมะพร้าวถูกทำลายมาก ควรใช้สารฆ่าแมลงประเภทดูดซึม เช่น คลอร์ไพรีฟอส ฉีดเข้าลำต้นมะพร้าว โดยใช้สว่านเจาะเป็นรูบริเวณโคนต้น ให้ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร แล้วจึงใช้เข็มฉีดยาที่มีสารฆ่าแมลงเข้มข้น ปริมาณ 10-20 ซีซี ฉีดสารฆ่าแมลงเข้าไปในลำต้น หลังจากนั้น ใช้ไม้อุดรูที่เจาะนั้น เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของด้วงงวงมะพร้าว และแมลงชนิดอื่นๆ หลังจากที่ยาหมดฤทธิ์แล้ว ให้ปรับปริมาณการใช้สารฆ่าแมลง จะมากหรือน้อยแตกต่างกันตามขนาดของต้นมะพร้าว แต่ไม่ควรเกิน 30 ซีซี

ด้วงปีกแข็ง เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่งที่เจาะยอดมะพร้าว มีขนาดและสีใกล้เคียงกับแมลงกว่าง แต่จะมีเปลือกลำตัวและปีกหยาบกว่าแมลงกว่าง และไม่มีเขา ลักษณะพิเศษของด้วงชนิดนี้คือ มีส่วนของลำคอและปากแข็งมาก ใช้เจาะไชเข้าไปที่ยอดอ่อนมะพร้าว ดูดน้ำเลี้ยงกินเป็นอาหาร ต้นมะพร้าวที่ถูกด้วงเจาะเข้าใจกลางยอดอ่อนที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ต้นมะพร้าวตายในที่สุด วิธีป้องกันและกำจัด โดยหมั่นทำความสะอาดในแปลงปลูกมะพร้าว และบริเวณใกล้เคียง ด้วยวิธีเผาหรือฝังขยะมูลฝอยทิ้งไป ไม่เป็นแหล่งอาศัยของตัวอ่อน พร้อมกับนำทรายหยาบหยอดที่บริเวณยอดมะพร้าวให้ทั่วคอ เมื่อตัวด้วงมุดเข้าเจาะส่วนยอด เม็ดทรายจะเข้าไปอุดบริเวณซอกคอ เกิดการขัดสีจนตัวด้วงบาดเจ็บทนไม่ไหว และจะบินหนีไปในที่สุด วิธีนี้ คุ้มค่าและปลอดภัยมาก

ในช่วงฤดูกาลที่เปลี่ยนผ่าน ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ให้ชาวสวนมะพร้าวระวัง เพราะในช่วงนี้ จะทำให้เกิดโรคผลร่วงด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ความรู้ความเข้าใจเรื่อง ช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/288627

x

รักษ์เกษตร : ความรู้ความเข้าใจเรื่อง ช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง ขอทราบเรื่องนี้ด้วยครับ

นที แสงครุฑ
อ.เมือง จ.ยโสธร

คำตอบ การปลูกพืชฤดูแล้ง หมายถึง พืชที่ปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว โดยยึดช่วงเวลาทำการเพาะปลูกตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน จนถึงปลายเดือนเมษายนของปีถัดไป พืชใดที่ทำการเพาะปลูกก่อนหรือหลังช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นพืชฤดูแล้งตามแนวทางของนักวิชาการยกเว้น จังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งนับเวลาการปลูกพืชฤดูแล้งตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม จนถึงกลางเดือนมิถุนายนของปีเดียวกัน

การปลูกข้าวนาปรัง หมายถึง ข้าวที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน จนถึงปลายเดือนเมษายนของปีถัดไป ยกเว้นจังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ข้าวนาปรัง จะหมายถึงข้าวที่ทำการเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม ถึงวันที่ 20 มิถุนายนของปีเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว

– การปลูกข้าวนาปรัง ครั้งที่1 เป็นข้าวที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ยกเว้นจังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก

– การปลูกข้าวนาปรัง ครั้งที่ 2 เป็นข้าวที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป ไม่รวมจังหวัดที่อยู่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก

การปลูกพืชไร่ฤดูแล้ง เป็นการปลูกพืชไร่ทั่วไป เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว งา เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ เหล่านี้ ในช่วงเวลาตามการปลูกพืชฤดูแล้ง คือระหว่าง 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายนของปีถัดไปพืชไร่ที่ไม่นับรวมเป็นพืชฤดูแล้ง คือ อ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด

การปลูกพืชผักฤดูแล้ง เป็นการปลูกพืชผักโดยทั่วไปที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกในช่วงเวลาตามคำนิยามพืชฤดูแล้ง

การปลูกพืชในพื้นที่ในเขตชลประทานเป็นการปลูกพืชในพื้นที่เพาะปลูกพืชที่อยู่ในเขตโครงการชลประทานของกรมชลประทาน และทำการเพาะปลูกโดยใช้น้ำจากระบบชลประทาน

การปลูกพืชในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เป็นการปลูกพืชในพื้นที่เพาะปลูกพืชที่อยู่นอกเขตโครงการชลประทานของกรมชลประทาน และทำการเพาะปลูกโดยใช้น้ำจากการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า แหล่งน้ำบาดาล และแหล่งน้ำธรรมชาติหรืออื่นๆ

สรุป คือ ระยะเวลาอ้างอิงในการเก็บรวบรวมข้อมูลช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้งจะนับตั้งแต่ระยะเวลาที่เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายนของปีถัดไปของทุกภาค ทั้งนี้ ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก 6 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จะมีระยะเวลาเริ่มเก็บข้อมูลช่วงเวลาการปลูกพืชฤดูแล้ง ตั้งแต่ 7 มีนาคม ถึง 20 มิถุนายนของปีเดียวกัน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ทะเลทราย สาเหตุ และแนวทางแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/287307

รักษ์เกษตร : ทะเลทราย สาเหตุ และแนวทางแก้ไข

รักษ์เกษตร : ทะเลทราย สาเหตุ และแนวทางแก้ไข

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม การกลายสภาพเป็นทะเลทราย คืออะไรครับ มีสาเหตุจากอะไร และประเทศไทยมีโอกาสเป็นเช่นนั้นได้จริงหรือครับ และมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้างครับ

ภูมิศักดิ์ พุทธวงศา

อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา

 

คำตอบ การกลายสภาพเป็นทะเลทรายหมายถึง สภาวะที่สภาพแวดล้อมของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสูญเสียความชุ่มชื้น เพราะขาดน้ำอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดดินแห้งเสื่อมโทรม ภูมิอากาศ และพืชคลุมดิน เปลี่ยนไปอย่างถาวร มีสาเหตุมาจากการปรวนแปรไปของวงจรหมุนเวียนของน้ำ จากที่เคยมีความชื้นกลายเป็นความแห้งแล้ง

ต้นเหตุของการกลายสภาพเป็นทะเลทราย คือ การชะล้างพังทลายของดินค่อนข้างสูง เมื่อผนวกกับภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดผลกระทบคือ ความแห้งแล้งและน้ำท่วมใหญ่ น้ำไหลบ่าตามที่สูงและที่ลาดเขาก่อให้เกิดความแห้งแล้งเสื่อมโทรมของดิน เพราะการที่น้ำไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้การซึมผ่านของน้ำลงสู่ใต้ดินลดลง มีน้ำกักเก็บอยู่ใต้ดินลดลง และการชะล้างพังทลายของดินไปกับน้ำหลากทำให้สูญเสียหน้าดิน และสูญเสียการอุ้มน้ำในดิน ความชื้นของดินก็ลดต่ำลงด้วย

ฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดความแห้งแล้งถาวร ถึงขั้นที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ในหลายพื้นที่สิ่งที่ทำให้เป็นไปนั้น มีหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลก แต่ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง มาจากพฤติกรรมของคนไทย การตัดไม้ทำลายป่า การพัฒนาที่ทำลายทรัพยากรอย่างสูญสิ้นไป การทำเกษตรกรรมแบบเร่งรัด การแผ้วถางเพาะปลูกบนพื้นที่ลาดชันโดยไม่มีการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้สารเคมีมากเกินไป เหล่านี้ล้วนเสริมให้เกิดการกลายสภาพเป็นทะเลทรายได้อย่างรวดเร็ว

แนวทางแก้ไข มีประเด็นสำคัญจากนักวิชาการหลายๆ สถาบัน ได้ให้ความคิดเห็นไว้ พอสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้

1) การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต การมีสวนสาธารณะในเมืองอย่างเพียงพอ มีกฎหมายกำหนดอัตราส่วนของพื้นที่อาคารสูงกับพื้นที่ราบไว้ให้เหมาะสมการมีผังเมืองที่เคร่งครัดในเรื่องการใช้ประโยชน์ ที่ดิน โดยไม่ปล่อยให้เมืองขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ไร้ทิศทาง และขาดการควบคุม

2)การพัฒนาชนบทอย่างบูรณาการ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน การลดความยากจน การบรรเทาภัยแล้งด้วยการจัดการน้ำและดิน และการอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น

3)การจัดทำแผนที่ จะต้องชี้ให้เห็นระดับความรุนแรงและความจำเป็นที่จะต้องป้องกัน โดยการสำรวจ และวิเคราะห์ปริมาณฝนและความเสื่อมโทรมของดิน เป็นรายภาค ใช้ระบบเทคโนโลยี่สารสนเทศและดาวเทียม

4)การทำการศึกษาเชิงลึก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีดัชนีชี้วัดว่ามีความรุนแรง ให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย และให้ความรู้ สื่อสารกับชาวบ้าน ประชาชนทั่วไป ให้ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และผู้วางนโยบาย ตั้งแต่ระดับประเทศและท้องถิ่น ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ และปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

5)การเลือกปลูกพืชตามสภาพภูมิอากาศ จะต้องให้เกษตรกรเลือกช่วงระยะเวลาปลูกพืชที่เหมาะสม และเลือกปลูกพืชที่ทนแล้งจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยลงควรมีการประสานกับโครงการฝนหลวงในช่วงฝนแล้ง เพื่อให้มีน้ำมีฝนตกเพียงพอ

6)การปรับปรุงบำรุงดิน โดยเน้นการปลูกหญ้าแฝก เพื่อรักษาความชื้นตามขอบเขตพื้นที่ของเกษตรกรในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ จะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากความแห้งแล้งซ้ำซากลงได้

ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งที่ยาวนาน และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน จะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตที่เกษตรกร ผลผลิตที่ได้จะลดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น จึงต้องมีการเตือนภัยล่วงหน้าต่อเกษตรกรเป็นสำคัญด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : วิธีการเพาะปลูกผักสวนครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/286121

x

รักษ์เกษตร : วิธีการเพาะปลูกผักสวนครัว

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม การปลูกผักแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ ขอทราบวิธีการปลูกด้วยครับ

เรืองเดช สายชลธาร

อ.พรหม จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ผักสวนครัว หมายถึง พืชที่สามารถนำส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นมาประกอบอาหาร ทั้งผล ดอก ลำต้น ใบ ราก และหัว เป็นทั้งไม้ยืนต้น และไม้ล้มลุก ที่มีถิ่นกำเนิด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถปลูกได้ในทุกครัวเรือน เพื่อรับประทาน หรือปลูกเพื่อการจำหน่าย การปลูกเพื่อจำหน่ายมักมาจากแปลงปลูกขนาดใหญ่ ส่วนมากพบในพื้นที่ทุกภาคของประเทศ ที่มีบริเวณใกล้แหล่งน้ำ แม่น้ำ หรือพื้นที่ที่ชลประทานเข้าถึง

ขั้นตอนการปลูกผักสวนครัว มีดังนี้

1.การเลือกพื้นที่ พื้นที่ที่สามารถปลูกผักได้ดี ต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีบ่อน้ำขุด บ่อน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ คลอง อ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือแนวส่งน้ำชลประทาน เนื่องจากพืชผักส่วนใหญ่มีความต้องการน้ำสูง จึงจำเป็นต้องมีน้ำเพียงพอ
เพื่อให้ผักสามารถเติบโตจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวได้

2.การเตรียมแปลง ต้องยกแปลงสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร หรือขุดยกร่องลึก เพราะพืชผักส่วนมากมีระบบรากที่ต้องการชอนไชในดินที่ร่วนซุย หน้าดินลึก ทำการไถพรวนแปลง ตากทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วหว่านปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ร่วมด้วยปุ๋ยเคมี พร้อมไถกลบแปลง

3.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ ต้องมีลักษณะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ อายุเมล็ดพันธุ์ไม่ถึง 1 ปี เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตรงตามชนิดพืชที่ปลูก และไม่มีเมล็ดพันธุ์อื่นปลอมปน ทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ และคัดแยกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออก โดยใช้วิธีนำไปแช่น้ำ และนำเมล็ดที่ลอยน้ำออกทิ้งไปนำเมล็ดที่ได้แช่น้ำ ซึ่งระยะเวลาในการแช่ จะแตกต่างกันในแต่ละชนิดของผัก หากเมล็ดพันธุ์ ที่มีเปลือกหนา แข็ง อาจใช้เวลาแช่นาน 2-3 วัน ส่วนเมล็ดพันธุ์ผักที่มีเปลือกค่อนข้างบาง ไม่หนา แข็ง จะใช้เวลาแช่ประมาณ 12 ชั่วโมง ถึง 1 วัน

4.การปลูก สามารถปลูกได้หลายวิธี ตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดพืช ได้แก่

-การหว่านเมล็ด เป็นวิธีที่นิยมที่สุด ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งจะหว่านเมล็ดหลังการแช่น้ำแล้ว หรือหว่านเมล็ดแห้งก็ได้ ผักที่นิยมการหว่านเมล็ด มักเป็นพืชที่มีลำต้นขนาดเล็ก ขนาดทรงพุ่มน้อย ได้แก่ ผักชี ผักบุ้ง ทั้งนี้ การหว่านเมล็ด อาจเป็นวิธีการเตรียมกล้าผักก่อนย้ายปลูกในแปลงที่เตรียมไว้

-การปลูกด้วยต้นกล้า เป็นวิธีการปลูกด้วยต้นกล้าผักที่เตรียมได้จากแปลงเพาะกล้าด้วยวิธีการหว่านนี้ เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดสำหรับการปลูกผัก โดยมักใช้กับพืชที่มีลำต้นใหญ่ ทรงพุ่มกว้าง ผักที่นิยมปลูกด้วยวิธีนี้ ได้แก่ กะหล่ำปลี คะน้า พริก

-การหยอดเมล็ด เป็นวิธีปลูกที่ใช้สำหรับพืชผักที่ต้องการระยะห่างระหว่างต้นมาก มักเป็นพืชที่เป็นเถาหรือเครือ ให้ถอนหรือตัดต้นกล้าที่ไม่มีความแข็งแรง เหี่ยว และตายง่ายออก เช่น ถั่วฝักยาว ฟักทอง มะระ

-การฝังในแปลงปลูก เป็นวิธีปลูกที่ใช้กับพืชผักที่มีการแยกหน่อ แยกเหง้าออกปลูก เพื่อขยายจำนวนต้นหรือกอ โดยฝังลงหลุมหรือแปลงปลูกได้ทันที เช่น กระเทียม ตะไคร้ ขิง ข่า

5.การดูแลรักษา ในระยะ 1 อาทิตย์แรก ทั้งการปลูกด้วยการใช้เมล็ด การปลูกด้วยต้นกล้า และปลูกด้วยการแยกหัวหรือหน่อ จำเป็นต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนต้นกล้าตั้งตัวได้ ตลอดจนถึงระยะเก็บเกี่ยว แต่อาจให้น้ำในปริมาณที่น้อยลง หรือผักบางชนิดที่อาจเว้นช่วงห่างการให้น้ำ เมื่อถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยว

6.การใส่ปุ๋ย ควรใส่ในระยะหลังปลูก 1-2 อาทิตย์ หรือระยะที่ต้นกล้าตั้งต้นได้แล้ว จนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน รวมถึงพืชบางชนิดที่สิ้นสุดการให้ปุ๋ย ที่ระยะก่อนการติดดอกและผล

7.การเก็บผลผลิต พืชผักมักมีระยะการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 40-60 วัน ขึ้นกับชนิดของผัก โดยผักกินใบจะมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าผักกินดอก และผล

การส่งและการขายผัก มักส่งขายในพื้นที่ตัวเมืองของจังหวัด หรืออาจมีพ่อค้ามารับไปจำหน่ายถึงพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแปลงผักขนาดใหญ่ เพื่อส่งขายไปยังตัวเมืองในจังหวัดต่างๆ รวมถึงกรุงเทพฯ และภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่น้อยในการปลูกผัก

นาย รัตวิ 

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/284925

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจของไทย

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจของไทย

วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในปัจจุบัน มีอะไรน่าสนใจบ้างครับ

สุพจน์ ปฏิมาภรณ์

อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ พืชเศรษฐกิจ หมายถึง  พืชที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มีลักษณะเด่นในการค้า ที่สามารถจะนำไปบริโภค โดยเป็นอาหารที่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และเป็นแหล่งพลังงานของมนุษย์และสัตว์ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว สามารถประกอบเป็นอาชีพได้ พืชเศรษฐกิจระยะสั้นมีอายุการเก็บไม่นาน เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว พืชจะตาย หรือได้ผลผลิตลดลงอย่างมาก ไม่คุ้มที่จะเก็บผลผลิต เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพืชล้มลุก และมีขั้นตอนในการปลูกน้อยกว่าพืชอื่นๆ

การปลูกพืชเศรษฐกิจ นอกจากจะได้ผลผลิตเพื่อบริโภคและการสร้างรายได้ของครอบครัว แล้วก็ยังมีความสำคัญในระดับภูมิภาครวมถึงระดับประเทศ ดังนี้ เป็นอาชีพหลักของคนไทย ลดอัตราการว่างงานลง เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อนำไปแปรรูปต่อ ช่วยส่งเสริมและเป็นปัจจัยส่งเสริมภาคธุรกิจและบริการด้านการเกษตรในประเทศไทย เป็นแหล่งผลผลิตของการเกษตร ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และเป็นปัจจัยในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศในปัจจุบัน

พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ได้แก่

-ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่คู่ประเทศไทยมานาน และเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยนิยมปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน ภาคเหนือภาคกลาง ใช้ระยะในการปลูกเวลาสั้นคือ 4 เดือนแต่ผลเสียคือ ต้นทุนในการปลูกต่อไร่ค่อนข้างสูง และต้องอาศัยน้ำฝน หรือระบบน้ำชลประทาน และต้องปลูกใหม่ทุกปี เกษตรกรส่วนมากใช้สารเคมีในการปลูก

-ยางพารา เป็นพืชอุตสาหกรรมที่เข้ามามีบทบาท ในการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม สภาพปัญหาในปัจจุบัน มีแนวโน้มจะขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ระยะเวลาในการปลูกหลายปีต้นทุนสูง ตลาดรองรับมีจำกัด เพราะต่างประเทศปลูกและแปรรูปเองได้

-อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวที่เกษตรกรนิยมปลูก ปลูกครั้งเดียวจะเก็บเกี่ยวได้ 3-4 ปี โดยไม่ต้องปลูกซ้ำ แต่ผลเสียคือ ราคาต่อตันถูก การเก็บเกี่ยวต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ต้องปลูกซ้ำอีกครั้งทุก 4-5 ปี และต้องปรับสภาพดินก่อนปลูกใหม่ ทำให้มีต้นทุนในส่วนนี้เพิ่ม

-มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทนแล้งได้ดี แต่ผลเสียคือ ต้นทุนในการปลูกค่อนข้างสูง และต้องปลูกใหม่ทุกปี และราคาต่อ กก. ค่อนข้างถูกมาก เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทางราชการมีการกำหนดมาตรการยกระดับราคาหลายวิธี อาทิ การชดเชยให้แก่ผู้ส่งออกมันอัดเม็ด หรือการยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นต้น ดังนั้น จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแปลงขยายพันธุ์ เพื่อกระจาย มันสำปะหลังพันธุ์ดีที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงให้มากขึ้น ในแหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญ ยังคงมีการส่งเสริมให้มีการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดี ส่วนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะปลูกมันสำปะหลัง ทางราชการก็จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน

-ปอแก้ว เป็นปอชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูก เนื่องจากปอแก้วมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง และขึ้นในสภาพดินไร่ทั่วไปได้ดีเป็นพืชที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อยที่สุด ช่วงเวลาที่เพาะปลูกเริ่มต้นประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม ผลผลิตที่ได้จะออกสู่ตลาดช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม

-มะม่วง พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง เช่น พันธุ์แก้วเขียว แก้วขาวอกร่อง พันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ พันธุ์น้ำดอกไม้ หนังกลางวัน เขียวเสวย หนองแซง เจ้าคุณทิพย์ สภาพปัญหาที่เกิดคือ ผลผลิตต่ำ เนื่องจากขาดการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี และพันธุ์ที่ปลูกไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ เคียงคู่กับเกษตรกรไทยมานานแสนนาน ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ทั่วทุกภาคของประเทศ จึงทำให้มีข่าวถึงราคาผลผลิตที่ตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในที่สุด

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : วิธีการเพาะปลูกผักสวนครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/283652

x

รักษ์เกษตร : วิธีการเพาะปลูกผักสวนครัว

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม การปลูกผักแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ ขอทราบวิธีการปลูกด้วยครับ

เรืองเดช สายชลธาร อ.พรหม จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ผักสวนครัว หมายถึง พืชที่สามารถนำส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นมาประกอบอาหาร ทั้งผล ดอก ลำต้น ใบ ราก และหัว เป็นทั้งไม้ยืนต้น และไม้ล้มลุก ที่มีถิ่นกำเนิด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถปลูกได้ในทุกครัวเรือน เพื่อรับประทาน หรือปลูกเพื่อการจำหน่าย การปลูกเพื่อจำหน่ายมักมาจากแปลงปลูกขนาดใหญ่ ส่วนมากพบในพื้นที่ทุกภาคของประเทศ ที่มีบริเวณใกล้แหล่งน้ำ แม่น้ำ หรือพื้นที่ที่ชลประทานเข้าถึง

ขั้นตอนการปลูกผักสวนครัว มีดังนี้

1.การเลือกพื้นที่ พื้นที่ที่สามารถปลูกผักได้ดี ต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีบ่อน้ำขุด บ่อน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ คลอง อ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือแนวส่งน้ำชลประทาน เนื่องจากพืชผักส่วนใหญ่มีความต้องการน้ำสูง จึงจำเป็นต้องมีน้ำเพียงพอ เพื่อให้ผักสามารถเติบโตจนถึงฤดูการเก็บเกี่ยวได้

2.การเตรียมแปลง ต้องยกแปลงสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร หรือขุดยกร่องลึก เพราะพืชผักส่วนมากมีระบบรากที่ต้องการชอนไชในดินที่ร่วนซุย หน้าดินลึก ทำการไถพรวนแปลง ตากทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วหว่านปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ร่วมด้วยปุ๋ยเคมี พร้อมไถกลบแปลง

3.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ ต้องมีลักษณะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ อายุเมล็ดพันธุ์ไม่ถึง 1 ปี เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตรงตามชนิดพืชที่ปลูก และไม่มีเมล็ดพันธุ์อื่นปลอมปน ทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ และคัดแยกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออก โดยใช้วิธีนำไปแช่น้ำ และนำเมล็ดที่ลอยน้ำออกทิ้งไปนำเมล็ดที่ได้แช่น้ำ ซึ่งระยะเวลาในการแช่ จะแตกต่างกันในแต่ละชนิดของผัก หากเมล็ดพันธุ์ที่มีเปลือกหนา แข็ง อาจใช้เวลาแช่นาน 2-3 วัน ส่วนเมล็ดพันธุ์ผักที่มีเปลือกค่อนข้างบาง ไม่หนา แข็ง จะใช้เวลาแช่ประมาณ 12 ชั่วโมง ถึง 1 วัน

4.การปลูก สามารถปลูกได้หลายวิธี ตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดพืช ได้แก่

-การหว่านเมล็ด เป็นวิธีที่นิยมที่สุด ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งจะหว่านเมล็ดหลังการแช่น้ำแล้ว หรือหว่านเมล็ดแห้งก็ได้ ผักที่นิยมการหว่านเมล็ด มักเป็นพืชที่มีลำต้นขนาดเล็ก ขนาดทรงพุ่มน้อย ได้แก่ ผักชี ผักบุ้ง ทั้งนี้ การหว่านเมล็ด อาจเป็นวิธีการเตรียมกล้าผักก่อนย้ายปลูกในแปลงที่เตรียมไว้

-การปลูกด้วยต้นกล้า เป็นวิธีการปลูกด้วยต้นกล้าผักที่เตรียมได้จากแปลงเพาะกล้าด้วยวิธีการหว่านนี้ เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดสำหรับการปลูกผัก โดยมักใช้กับพืชที่มีลำต้นใหญ่ ทรงพุ่มกว้าง ผักที่นิยมปลูกด้วยวิธีนี้ ได้แก่ กะหล่ำปลี คะน้า พริก

-การหยอดเมล็ด เป็นวิธีปลูกที่ใช้สำหรับพืชผักที่ต้องการระยะห่างระหว่างต้นมาก มักเป็นพืชที่เป็นเถาหรือเครือ ให้ถอนหรือตัดต้นกล้าที่ไม่มีความแข็งแรง เหี่ยว และตายง่ายออก เช่น ถั่วฟักยาว ฟักทอง มะระ

-การฝังในแปลงปลูก เป็นวิธีปลูกที่ใช้กับพืชผักที่มีการแยกหน่อ แยกเหง้าออกปลูก เพื่อขยายจำนวนต้นหรือกอ โดยฝังลงหลุมหรือแปลงปลูกได้ทันที เช่น กระเทียม ตะไคร้ ขิง ข่า

5.การดูแลรักษา ในระยะ 1 อาทิตย์แรก ทั้งการปลูกด้วยการใช้เมล็ด การปลูกด้วยต้นกล้า และปลูกด้วยการแยกหัวหรือหน่อ จำเป็นต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนต้นกล้าตั้งตัวได้ ตลอดจนถึงระยะเก็บเกี่ยว แต่อาจให้น้ำในปริมาณที่น้อยลง หรือผักบางชนิดที่อาจเว้นช่วงห่างการให้น้ำ เมื่อถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยว

6.การใส่ปุ๋ย ควรใส่ในระยะหลังปลูก 1-2 อาทิตย์ หรือระยะที่ต้นกล้าตั้งต้นได้แล้ว จนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน รวมถึงพืชบางชนิดที่สิ้นสุดการให้ปุ๋ย ที่ระยะก่อนการติดดอกและผล

7.การเก็บผลผลิต พืชผักมักมีระยะการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 120 วัน ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 40-60 วัน ขึ้นกับชนิดของผัก โดยผักกินใบจะมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าผักกินดอก และผล

การส่งและการขายผัก มักส่งขายในพื้นที่ตัวเมืองของจังหวัด หรืออาจมีพ่อค้ามารับไปจำหน่ายถึงพื้นที่ โดนเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแปลงผักขนาดใหญ่ เพื่อส่งขายไปยังตัวเมืองในจังหวัดต่างๆ รวมถึงกรุงเทพฯ และภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่น้อยในการปลูกผัก

นาย รัตวิ