รักษ์เกษตร : วิธีการปลูกพืชอินทรีย์ ข้อควรปฏิบัติและข้อห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/282441

x

รักษ์เกษตร : วิธีการปลูกพืชอินทรีย์ ข้อควรปฏิบัติและข้อห้าม

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องพืชอินทรีย์ มีวิธีการปฏิบัติอย่างไรบ้างครับ

อนุภาพ สองสามนาม

อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

คำตอบ พืชอินทรีย์ หมายถึง พืช ผลผลิต และผลิตภัณฑ์จากพืช ที่ได้จากการผลิต โดยใช้วัสดุธรรมชาติ ไม่ใช่พืชที่มีการตัดต่อสารพันธุกรรม มีการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม

การเลือกพื้นที่ปลูก

– พื้นที่ ต้องเป็นพื้นที่ ที่ไม่เคยปลูกพืชที่ใช้สารเคมีมาก่อน หากเป็นพื้นที่เคยปลูกพืช โดยใช้สารเคมี ใช้ระยะเวลาปรับเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 1 ปี สำหรับพืชล้มลุก และ3 ปี สำหรับไม้ยืนต้น ให้ห่างจากถนน โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และที่ทิ้งขยะ มีแหล่งน้ำที่จะต้องเป็นน้ำสะอาด ไม่มีสารเคมีเจือปน

– ดิน ต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง ถึงปานกลาง ถ้าสภาพที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรปรับปรุงดินด้วยวัสดุธรรมชาติ

การวางแผนการจัดการ หลักการสำคัญคือ ต้องวางแนวป้องกันสารปนเปื้อน ที่ปะปนมาทางดิน น้ำ และอากาศ โดยใช้วิธีปลูกพืชเป็นแนวกันชน เช่น ไผ่ กล้วย ไม้ยืนต้นต่างๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ให้ทำคันดินล้อมรอบ และยกแปลงปลูกให้สูง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่มาทางน้ำ วางระบบการใช้ การเก็บรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ และการขนส่งให้ถูกต้องด้วย

การจัดการดิน ต้องปรับปรุงบำรุงดิน โดยปลูกพืชหมุนเวียน ไม่เผาตอซัง ทำระบบเกษตรผสมผสาน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และพืชตระกูลถั่ว ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารต้องห้าม เช่น น้ำหมักที่ได้จากหมักปลา หอยเชอรี่ ปุ๋ยชีวภาพที่ผ่านการรับรอง ไม่ให้ใช้ปุ๋ยเคมีโดยเด็ดขาด

การเลือกพันธุ์ ต้องเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพดิน สภาพอากาศ มีความต้านทานต่อโรค และแมลงศัตรูพืช โดยไม่ใช้พันธุ์ที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม หรือผ่านการอาบรังสี และเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ควรมาจากระบบการผลิตแบบอินทรีย์เท่านั้น

การจัดการศัตรูพืช ให้ใช้พันธุ์พืชที่มีความต้านทานต่อโรคสูง มีการปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืช จัดระบบแบบเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทำระบบฟาร์มแบบผสมผสาน ไร่นาสวนผสมเพื่อให้เกิดระบบการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน หรือใช้วิธีกล เช่นไฟล่อ และกับดักกาวเหนียว หรือปลูกพืชไล่แมลงเช่น ตะไคร้หอม ดาวเรือง หรือใช้สารสกัดจากสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ แทนสารเคมี

สารและวัสดุ ที่ได้อนุญาตให้ใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่

-ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ผลิตจากวัสดุในฟาร์ม เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เศษวัสดุเหลือใช้ในฟาร์ม และปุ๋ยคอก อาหารที่ใช้เลี้ยง ต้องไม่เป็นพืชที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม ไม่มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ถ้าเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตจากวัสดุนอกฟาร์ม ต้องผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ และปุ๋ยชีวภาพ ที่ผ่านการรับรอง

-ขุยอินทรีย์ สิ่งขับถ่ายจากไส้เดือนดินและแมลง ดินพรุ ที่ไม่ได้เติมสารสังเคราะห์ และดินอินทรีย์ ที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ

-หิน และแร่ธรรมชาติ เช่น หินบด หินฟอสเฟต หินปูนบด ยิบซั่ม หินโพแทส แมกนีเซียมซัลเฟต แร่เฟลด์ แร่ดินเหนียว แร่เพอร์ไลท์ และแคลเซียมซิลิเกต

-สารอนินทรีย์ เช่น แคลเซียมจากสาหร่าย เปลือกหอย เปลือกไข่บด กระดูกป่นและเลือดแห้ง เกลือสินเธาว์ กำมะถัน โบแรกซ์และธาตุอาหารเสริมที่ผ่านการรับรอง

-สารใช้ควบคุมโรค ได้แก่ กำมะถัน พืชสมุนไพร และสารสกัดจากสมุนไพร ส่วนสารควบคุมแมลง ได้แก่ พืช หรือสารสกัดจากพืชสมุนไพร สารสกัดสะเดา สารโรตีโนน สารไพเรทริน จากธรรมชาติ จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน น้ำสบู่ สารทำหมันแมลง กับดักกาวเหนียว และกับดักแสงไฟ

สารและวัสดุที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่ กากตะกอนโสโครก ปุ๋ยแร่ธาตุ สารพ่นใบ สารปรับปรุงบำรุงดิน หรือสารเร่งการเจริญเติบโตปุ๋ยเทศบาล หรือปุ๋ยหมักจากขยะในเมืองพวกจุลินทรีย์ต่างๆ และผลผลิตจากจุลินทรีย์ ซึ่งมีการเปลี่ยนพันธุกรรม โดยวิธีการตัดต่อพันธุกรรม เหล่านี้ ห้ามใช้โดยเด็ดขาด

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : พืชสวน ความหมายและการใช้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/281207

รักษ์เกษตร : พืชสวน ความหมายและการใช้ประโยชน์

รักษ์เกษตร : พืชสวน ความหมายและการใช้ประโยชน์

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบความหมายของพืชสวน และจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

คำตอบ พืชสวน เป็นพืชที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดอย่างมากมีขอบเขตในการปลูกที่แน่นอน ทั้งยังมีขั้นตอน และความประณีตในการปลูก นับตั้งแต่การเพาะเมล็ด การเตรียมดิน การจัดระยะปลูก การให้ปุ๋ย การให้น้ำ การพรวนดิน การป้องกันกำจัดศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยว เป็นพืชที่ปลูกในพื้นที่น้อยหรือมากก็ได้ ส่วนมากอายุยืน สามารถเก็บเกี่ยวได้เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน แบ่งออกได้เป็นหลายชนิด คือ

พืชสวน ในทางหลักวิชาการ แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ 5 ชนิด คือ

1.ไม้ผล เป็นพืชที่ปลูกขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากผล ส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้น ลำต้นแข็งแรง ไม้ยืนต้นที่มีอายุหลายปี จึงจะให้ผลผลิต การทำสวนผลไม้ ชาวสวนจะต้องศึกษาหาความรู้ ความชำนาญ ความขยันหมั่นเพียร และปฏิบัติดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา การทำสวนผลไม้ต้องอาศัยเงินทุน และระยะเวลานานพอสมควรที่จะให้ผลผลิตออกจำหน่ายได้ เช่น ทุเรียน มะม่วง

2.ไม้ดอก เป็นพืชที่ปลูกขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากดอก มีดอกสวยงาม มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้พุ่ม และไม่ล้มลุก บางชนิดมีดอกสวยงามติดอยู่กับต้น ที่นิยมปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่ เรียกว่าไม้ดอกติดกับต้น หมายถึง พันธุ์ไม้ดอกที่ไม่นิยมตัดดอก เนื่องจากดอกไม่มีความคงทน เหี่ยวเฉาง่าย เช่น ชบา เฟื่องฟ้า บางชนิดปลูกเพื่อตัดดอกนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเรียกว่า ไม้ตัดดอก คือ ไม้ดอกที่ปลูก เพื่อตัดดอกจากต้นนำมาใช้ประโยชน์ เช่น ดอกกุหลาบ ดอกเบญจมาศ

3.ไม้ประดับ เป็นพืชที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากรูปร่าง รูปทรง หรือสีสันของลำต้นและใบ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน นิยมปลูกประดับตกแต่งอาคารสถานที่ ทั้งในพื้นดินและในกระถาง มีทั้งไม้ยืนต้น และไม้ล้มลุก พืชที่ปลูกแล้วสามารถให้ดอกที่สวยงาม หรือบางชนิดก็ให้ใบ ทรงต้น ทรงพุ่มสวยงาม ซึ่งสามารถใช้ตกแต่งสถานที่ให้สวยงามได้ แบ่งออกเป็น

– ไม้ใบ คือพันธุ์ไม้ที่มีรูปร่างลักษณะของใบสวยงามมีสีสันดี เช่น บอนสี โกสน

– ไม้กระถาง คือพันธุ์ไม้ประดับที่สามารถนำมาปลูก ให้เจริญเติบโตได้ดีในกระถาง เช่น หมากเขียว หมากเหลือง

– ไม้ดัดและไม้แคระ คือไม้ประดับที่มีความสวยงามของทรงลำต้น กิ่ง ใบ ดอก หรือผล โดยต้องตัดแต่งดูแลเอาใส่เป็นพิเศษ ใช้ศิลปะและเวลาในการตกแต่งมาก เช่น ตะโก มะสัง

4.ผัก เป็นพืชที่ปลูกขึ้นเพื่อใช้ส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด หัว ราก เป็นอาหาร พืชผักส่วนใหญ่เป็นไม้ล้มลุก มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว อายุสั้น เช่น คะน้า ผักชี ส่วนผักที่เป็นพืชยืนต้น มีอายุยืนนาน เช่น ชะอม กระถิน

5.สมุนไพร เป็นพืชที่ปลูกเพื่อใช้ส่วนต่างๆ หรือสกัดเอาสารเคมี มาใช้เป็นส่วนประกอบในการรักษา และบรรเทาอาหารเจ็บป่วย หรือโรคภัยต่างๆ เช่น ใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร

ปัจจุบันนี้ วงการพืชสวนของไทย สามารถเปิดตัวสินค้าพืชสวน ให้เป็นที่รู้จักของนานาประเทศดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีการสนับสนุนให้ผู้ส่งออกพืชสวนของไทยได้เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมใหม่ๆ จากนานาประเทศ ซึ่งจะเป็นการต่อยอด ที่จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการพืชสวน ในการปรับนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงสินค้าพืชสวนของไทย ให้สามารถเพิ่มศักยภาพของสินค้าพืชสวน และขยายตลาดส่งออกสินค้าในอนาคตอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/279976

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

รักษ์เกษตร : พืชเศรษฐกิจ ที่น่าจับตามอง

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า พืชเศรษฐกิจคืออะไร และมีอะไรบ้างครับ

สุพจน์ ปฏิมาภรณ์

อ.ปะทิว จ.ชุมพร

คำตอบ พืชเศรษฐกิจ หมายถึง พืชที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มีลักษณะเด่นในการค้า ที่สามารถจะนำไปบริโภค โดยเป็นอาหารที่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และเป็นแหล่งพลังงานของมนุษย์และสัตว์ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว สามารถประกอบเป็นอาชีพได้ พืชเศรษฐกิจระยะสั้นมีอายุการเก็บไม่นาน เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว พืชจะตาย หรือได้ผลผลิตลดลงอย่างมาก ไม่คุ้มที่จะเก็บผลผลิต เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพืชล้มลุก และมีขั้นตอนในการปลูกน้อยกว่าพืชอื่นๆ

การปลูกพืชเศรษฐกิจ นอกจากจะได้ผลผลิตเพื่อบริโภคและการสร้างรายได้ของครอบครัวแล้ว ก็ยังมีความสำคัญในระดับภูมิภาครวมถึงระดับประเทศ เป็นอาชีพหลักของคนไทย เพราะส่วนใหญ่ประเทศไทยมีอาชีพทางการเกษตร ลดอัตราการว่างงานลงเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพื่อนำไปแปรรูปต่อ ช่วยส่งเสริมและเป็นปัจจัยส่งเสริมภาคธุรกิจ และบริการด้านการเกษตรในประเทศ และเป็นแหล่งผลผลิตของการเกษตร

พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ได้แก่

-ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่คู่ประเทศไทยมานาน และเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยนิยมปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน ภาคเหนือภาคกลาง ใช้ระยะเวลาสั้นคือ 4 เดือน แต่ผลเสียคือ ต้นทุนในการปลูกต่อไร่ค่อนข้างสูง และต้องอาศัยน้ำฝน หรือระบบน้ำชลประทาน และต้องปลูกใหม่ทุกปี เกษตรกรส่วนมากใช้สารเคมีในการปลูก ทำให้เกิดผลเสียต่อเกษตรกรเอง

-ยางพารา เป็นพืชอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามามีบทบาท เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม มีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารามากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีการกรีดยางให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มจำนวนวันกรีดน้ำยางและคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ระยะเวลาในการปลูกหลายปี ต้นทุนสูง ตลาดรองรับมีจำกัด เพราะต่างประเทศปลูกและแปรรูปเองได้

-อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวที่เกษตรกรนิยมปลูก อ้อยปลูกครั้งเดียวจะเก็บเกี่ยวได้ 3-4 ปี โดยไม่ต้องปลูกซ้ำ ปลูกซ้ำอีกครั้งทุก 4-5 ปี และต้องปรับสภาพดินก่อนปลูกใหม่ เพื่อให้ผลผลิตดีขึ้น

-มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทนแล้งได้ดี แต่ผลเสียคือต้นทุนในการปลูกค่อนข้างสูง และต้องปลูกใหม่ทุกปี และราคาต่อ กก. ค่อนข้างถูกมาก เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทางราชการมีการกำหนดมาตรการยกระดับราคาหลายวิธี เช่น การชดเชยให้แก่ผู้ส่งออกมันอัดเม็ด หรือการยกเว้นภาษีเงินได้ เป็นต้น ดังนั้น จึงส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแปลงขยายพันธุ์ เพื่อกระจายมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงให้มากขึ้น ส่วนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะปลูกมันสำปะหลังทางราชการก็จะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน

-ปอแก้ว เป็นปอชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูก เนื่องจากปอแก้วมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง และขึ้นในสภาพดินไร่ทั่วไปได้ดี เป็นพืชที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อยที่สุด ช่วงเวลาที่เพาะปลูกเริ่มต้นประมาณเดือน เมษายน-สิงหาคม ผลผลิตที่ได้จะออกสู่ตลาดช่วงเดือน ตุลาคม-ธันวาคม

-มะม่วง พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง เช่น แก้วเขียว และแก้วขาว อกร่อง พันธุ์ส่งเสริม ได้แก่ น้ำดอกไม้ หนังกลางวัน เขียวเสวย หนองแซง เจ้าคุณทิพย์ สภาพปัญหาที่เกิดคือ ผลผลิตต่ำ เนื่องจากขาดการปฏิบัติดูแลรักษาที่ดี และพันธุ์ที่ปลูกไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ เคียงคู่กับเกษตรกรไทยมานานแสนนาน ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ทั่วทุกภาคของประเทศจึงทำให้มีข่าวถึงราคาที่ตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในที่สุด

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ผักอินทรีย์วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/278764

x

รักษ์เกษตร : ผักอินทรีย์วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.34 น.

คำถาม ขอทราบเรื่องการผลิตผักอินทรีย์ และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างละเอียดด้วยครับ

อำนาจ พืชอุดม
อ.เมือง จ.ราชบุรี

คำตอบ ผักอินทรีย์ หมายถึงผักที่เพาะปลูกด้วยวิธีการเพาะปลูกแบบธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ใดๆ ในทุกขั้นตอนของการผลิต โดยขั้นตอนการเตรียมแปลงผักต้องปฏิบัติดังนี้

1.เก็บตัวอย่างดินชั้นบนและดินชั้นล่างไปวิเคราะห์เพื่อหาชนิดและปริมาณธาตุอาหารในดิน

2.แหล่งน้ำต้องเป็นอิสระ และต้องเก็บตัวอย่างน้ำ 1 ลิตร นำไปวิเคราะห์เพื่อหาสารปนเปื้อน

3.วางรูปแบบแปลง ต้องขุดร่องล้อมรอบแปลงในกรณีพื้นที่ปลูกอยู่ใกล้กับแปลงปลูกพืชทั่วไปเพื่อดักน้ำหรือป้องกันน้ำที่มีสารปนเปื้อนไหลบ่ามาท่วมแปลงในฤดูฝน ร่องคูกว้าง 2 เมตร ลึก 1 เมตร

4.เตรียมแปลง ให้ใช้รถไถเดินตามได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะถ้าใช้รถไถบ่อยๆแล้วมลพิษจากเครื่องยนต์จะตกค้างอยู่ในดิน ครั้งต่อไปให้ใช้คนขุดพรวนดิน ห้ามสูบบุหรี่ในแปลงพืชอินทรีย์

5.การวางรูปแบบแปลง ต้องวางไปตามแนวแสงแดด เนื่องจากพืชจะใช้แสงแดดปรุงอาหารและแสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย  แปลงไม่ควรกว้างเกิน 1 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่

6.การปลูกพืชสมุนไพรไล่แมลง ให้ปลูกพืชสมุนไพรที่กันแมลงรอบนอก เช่น สะเดา ชะอม ตะไคร้หอม ข่า ปลูกห่างกัน 2 เมตร โดยรอบพื้นที่ ส่วนต้นด้านในกันแมลงในระดับต่ำโดยปลูกพืชสมุนไพรที่เตี้ยกว่า เช่น ดาวเรือง กะเพรา โหระพา ตะไคร้หอม

7.การยกแปลงเพื่อปลูกพืชผักทำการปรับสภาพดินในแปลงปลูก โดยใส่ปุ๋ยคอก จะมากน้อยขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะทำแปลงปลูก ทำการพรวนคลุกกันให้ทั่วทิ้งไว้ 7 วันก่อนปลูก

8.ปลูกพืชสมุนไพรกันแมลง ต้องปลูกไว้ที่ขอบแปลงก่อน เช่น กุยฉ่าย ขึ้นฉ่ายและระหว่างแปลงก็ทำการปลูกกะเพรา โหระพา พริก เพื่อป้องกันแมลงก่อนทำการปลูกพืชผัก ครบ 7 วัน ให้พรวนดินอีกครั้ง

9.การเตรียมเมล็ดพันธุ์พืช เมล็ดพันธุ์พืชส่วนใหญ่คลุกสารเคมี จึงต้องนำเอาเมล็ดพันธุ์ผักมาล้าง โดยการนำน้ำที่มีความร้อน โดยเอานิ้วจุ่มลงไปถ้าทนความร้อนได้ก็ให้นำเมล็ดพันธุ์พืชแช่ลงไปนาน 30 นาทีแล้วจึงนำมาคลุกกับกากสะเดา หรือสะเดาผงแล้วนำไปหว่านลงแปลงที่เตรียมไว้ คลุมฟางและรดน้ำ ก่อนรดน้ำทุกวัน

10.การเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวผลผลิตในทันที ถ้าทิ้งไว้จะสิ้นเปลืองสารสมุนไพร

11.การปลูกพืชสลับไม่ควรปลูกพืชชนิดเดียวกับพืชแรก เช่น ในแปลงที่ 1 ปลูกผักชนิดใดได้ผลดีไปแล้ว ควรปลูกพืชสลับชนิดกัน เช่น ผักบุ้งจีนผักกาดหัวผักชี มะเขือตั้งโอ๋ คะน้า ทำเช่นนี้สลับไปเรื่อยๆ

การปลูกพืชอินทรีย์ ปลูกได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนแต่จะต้องปลูกพืชสมุนไพรก่อนและต่อเนื่องโดยปลูกพืชสมุนไพรสลับลงไปในแปลงพืชผักเสมอ แล้วต้องทำให้พืชสมุนไพรต่างๆ เกิดการช้ำจะได้มีกลิ่นไล่แมลงได้ทั้งยังสามารถนำเอาพืชสมุนไพรเหล่านี้ไปขายเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

“นาย รัตวิ”

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ที่น่ารู้น่าสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277534

x

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ที่น่ารู้น่าสัมผัส

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม เกษตรธรรมชาติคืออะไรครับ ขอทราบความหมาย และวิธีปรับใช้ในไร่นาด้วยครับ

ครองบุญ สมบูลย์เจริญ

อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ เกษตรธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่จะให้ความสำคัญของดินเป็นอันดับแรก ด้วยการปรับปรุงดินให้เหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบเกษตรที่มีความยั่งยืนถาวร และเป็นอาชีพที่มั่นคง

เกษตรกรสามารถเลียนแบบป่าได้ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุมผิวดิน สามารถนำมาคลุมผิวหน้าดินไว้ ป้องกันการสูญเสียความชื้นภายในดิน ทำให้หน้าดินร่วนซุย สะดวกต่อการไชชอนของรากพืช

ต้นไม้ในป่า สามารถเจริญเติบโตแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้ดี โดยไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ในป่ามีระบบนิเวศทางธรรมชาติ จะเป็นตัวควบคุมโรคและแมลง ถึงแม้จะมีโรคและแมลงรบกวนบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเสียหาย และยังสามารถให้ผลผลิตได้ตามปกติ นั่นก็หมายถึง ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ พืชในป่ามีความหลากหลายทางชีวภาพ มีพืชหลากหลายชนิด ทำให้มีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลง ทั้งที่เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช จึงเกิดสมดุลตามธรรมชาติ โอกาสที่แมลงศัตรูพืชจะระบาดจนเกิดความเสียหายจึงมีน้อย ดังนั้นเกษตรกรจึงสามารถปรับสภาพป่าไว้ในไร่นา โดยการปลูกพืชให้หลากหลายชนิด

ในการเจริญเติบโตของพืชนั้น มาจากดิน โดยมีน้ำและแสงแดด เป็นส่วนเสริมการเจริญเติบโตของพืช ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดิน การเพาะปลูกพืช จึงต้องปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี วิธีการปรับปรุงดิน ที่ถูกวิธี จะช่วยเพิ่มคุณภาพของดิน หลักเกษตรธรรมชาติ จึงเป็นหลักการที่เลียนแบบมาจากป่าที่สมบูรณ์นั่นเอง ประกอบด้วยการปฏิบัติการทางการเกษตรที่คำนึงถึงดิน พืช และแมลง มีวิธีการดังนี้

1.ปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด ส่วนปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า ปุ๋ยเหล่านี้ จะให้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วน

2.การใช้วัสดุคลุมดิน ให้ใช้เศษพืชต่างๆ ที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ฟาง หญ้าแห้ง ต้นถั่ว ใบไม้ ขุยมะพร้าว กระดาษหนังสือพิมพ์ พลาสติกคลุมดิน หรือวัสดุที่เป็นเศษเหลือทิ้งจากไร่นา

3.การปลูกพืชคลุม จะช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดิน และรักษาความชุ่มชื้นของดิน เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยทำให้หน้าดินร่วนซุย สะดวกต่อการไชชอนของรากพืช ช่วยรักษาอุณหภูมิของดินมิให้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันวัชพืช ช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น ทั้งชนิดและปริมาณ เมื่อเศษพืชคลุมดินย่อยสลาย และปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ดิน จะช่วยส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตดี ในการคลุมดินควรคลุมดินให้หนาพอควร จะช่วยป้องกันวัชพืชได้เป็นอย่างดี

4.การอนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์ ทำได้โดยไม่ใช้สารเคมี เพราะสารเคมีทำลายทั้งแมลงศัตรูพืชและแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ การที่ไม่ใช้สารเคมีทำให้มีศัตรูธรรมชาติ พวกตัวห้ำและตัวเบียนมากขึ้นในพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชอีกด้วย

การปลูกดอกไม้สีสดๆ ที่ปลูกขึ้นง่ายไม่ต้องดูแลมาก เช่น บานไม่รู้โรย ดาวกระจาย โดยปลูกไว้รอบแปลง หรือปลูกแซมลงในแปลงเพาะปลูก จะช่วยให้เกิดความหลากหลายทางธรรมชาติ สีของดอกไม้ จะดึงดูดแมลงนานาชนิด ทั้งที่เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติด้วย จึงเป็นการเพิ่มจำนวนแมลงศัตรูธรรมชาติในแปลงเพาะปลูก ซึ่งจะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

รักษ์เกษตร : ปลูกพืชหมุนเวียน และปลูกพืชแซม มีคุณประโยชน์มากมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/273850

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

คำถาม ขอทราบความรู้เรื่อง คุณประโยชน์ของการปลูกพืชหมุนเวียนและการปลูกพืชแซม ด้วยครับ

คำตอบ

การปลูกพืชหมุนเวียน เป็นการจัดสภาพแวดล้อมในไร่นา โดยการปลูกพืชหลายชนิด ซึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ จะทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งธาตุอาหารที่หลากหลายของแมลง จึงมีแมลงหลากหลายชนิดมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ในจำนวนแมลงเหล่านี้ จะมีทั้งแมลงที่เป็นศัตรูพืช และแมลงที่เป็นศัตรูธรรมชาติ ที่จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติในป่าที่อุดมสมบูรณ์นั่นเอง

วิธีการปลูกพืชหมุนเวียน สามารถทำได้หลายรูปแบบ โดยไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกัน หรือตระกูลเดียวกัน ติดต่อกันบนพื้นที่เดียวกัน จะช่วยหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลง และช่วยปรับปรุงดิน ดังนี้

-ให้ปลูกพืชตระกูลถั่วต่างๆ จะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนและอินทรียวัตถุ ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน และให้ใช้ไรโซเบียมคลุกเมล็ดก่อนปลูก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนมากยิ่งขึ้น

-ให้ปลูกพืชกินใบ กินดอก/ผล และกินหัว สลับกัน เนื่องจากพืชทั้งสามชนิดนี้จะมีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน

-ให้ปลูกพืชตระกูลหญ้า เช่น ข้าว ข้าวโพด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ และแมลงศัตรูพืชของพืชตระกูลหญ้า เป็นการตัดวงจรอาหารของแมลงจะช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้

-ให้ปลูกพืชที่มีเศษเหลือทิ้ง เช่น ส่วนของใบและลำต้นหลังการเก็บเกี่ยวมาก สลับกับพืชที่มีเศษเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวน้อย

-ให้ปลูกพืชที่มีระบบรากสั้นและรากยาวสลับกัน เพื่อให้รากแผ่กระจายไปหาอาหารในดินที่ต่างระดับกัน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

วิธีการปลูกพืชแซม การเลือกพืชมาปลูกแซมกัน ต้องเลือกพืชที่มาเกื้อกูลกัน เช่น ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้อีกชนิดหนึ่ง ช่วยคลุมดิน ช่วยเพิ่มรายได้ก่อนเก็บเกี่ยวพืชหลัก ดังนี้

-ให้ปลูกดอกไม้สีสดๆ เช่น ไม้ดอกที่ปลูกง่ายๆ บานไม่รู้โรย ดาวกระจาย รอบๆ แปลงผัก/สวนไม้ผล หรือปลูกแซมไปกับผัก/ไม้ผล สีของดอกไม้จะช่วยดึงดูดให้แมลงศัตรูธรรมชาติ หรือแมลงตัวห้ำและตัวเบียนเข้ามาอยู่ในแปลง และน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ก็จะเป็นอาหารของแมลงเหล่านี้ด้วย แมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช

-ให้ปลูกพืชที่มีกลิ่นรุนแรง หรือสารไล่แมลงศัตรูพืช ร่วมกับพืชหลัก เช่น ดาวเรืองผักกาดหอม กระเทียม ผักชี กะเพรา มะเขือเทศ ฯลฯ แซมลงไปในแปลงปลูกพืชหลัก เพื่อลดแมลงศัตรูพืชได้ เช่น ให้ปลูกตะไคร้หอมรอบๆ แปลง จะช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช เมื่อตัดใบตะไคร้หอมจะมีกลิ่นไล่แมลง และยังนำมาทำน้ำยาสมุนไพรฉีดพ่นไล่แมลงได้ หรือเช่นให้ปลูกดาวเรืองร่วมกับพืชอื่น มันฝรั่ง มะเขือเทศ สับปะรด จะช่วยลดความเสียหายจากการทำลายของไส้เดือนฝอยรากปมได้ หรืออาจปลูกดาวเรืองหมุนเวียนเพื่อลดไส้เดือนฝอย หรือให้ปลูกหอมร่วมกับพืชตระกูลแตง แตงกวา แตงโม แคนตาลูป เป็นต้น หรือปลูกกุยช่ายร่วมกับพืชตระกูลพริก มะเขือ จะช่วยป้องกันโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อฟิวซาเรียมได้ เนื่องจากบริเวณรากหอมและรากกุยช่าย มีแบคทีเรียต่อต้านเชื้อราสาเหตุของโรคได้อีกด้วย

-ให้ปลูกถั่วลิสงแซมระหว่างแถวของข้าวโพด จะช่วยทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติมาอาศัยอยู่ในแปลง เช่น จะมีแมงมุม ตัวห้ำ ช่วยควบคุมหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เป็นต้น

พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารแตกต่างกัน ทั้งชนิดและปริมาณ และระบบรากก็ยังมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านการแผ่กว้างและหยั่งลึก ถ้ามีการจัดระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสมแล้ว จะทำให้การใช้ธาตุอาหารของพืชมีความถูกต้อง เหมาะสมและสม่ำเสมอ และทำให้ดินไม่ขาดธาตุอาหารธาตุใดธาตุหนึ่งอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การเพาะเมล็ดไม้ดอกไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/272675

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม เมล็ดของไม้ดอกไม้ประดับบางชนิดมีขนาดเล็กมาก ขอทราบวิธีการเพาะเมล็ดแต่ละขนาดด้วยครับ

แสงทอง เกื้อการุณย์

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ต้องมีความรู้ตั้งแต่เรื่องการเพาะเมล็ด หรือปักชำกล้าไม้ดอก การดูแลเอาใจใส่ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และที่สำคัญที่สุดคือต้องลงมือปฏิบัติจริง ดังนี้

1.ไม้ดอกที่มีเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่สามารถเพาะและย้ายกล้าได้ง่าย ภายในเมล็ดมีอาหารสะสมอยู่มาก ต้นกล้าที่งอกขึ้นมาจะมีขนาดใหญ่ ได้แก่ ดาวเรือง บานชื่น ทานตะวัน ดาวกระจาย

-การเพาะเมล็ด ต้องเพาะในกระบะพลาสติกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วัสดุเพาะควรเป็นวัสดุหาง่าย ไม่จำเป็นต้องมีธาตุอาหารมากนัก โดยใช้ขุยมะพร้าวที่ร่อนแล้ว 1 ส่วน กับทรายร่อน 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน พรมน้ำพอหมาด

-การเตรียมกระบะเพาะ นำกระดาษมาตัดให้พอดีรองก้นกระบะ ตัดกระดาษปิดด้านข้างกระบะ ใส่วัสดุเพาะลงในกระบะประมาณครึ่งกระบะ เกลี่ยวัสดุเพาะให้เรียบเสมอกันด้วยไม้บรรทัด ถ้าเกลี่ยผิววัสดุ เพาะไม่เรียบเสมอกันน้ำจะขังตามแอ่งหลุม ทำให้เมล็ดและต้นกล้าเน่าได้

-ทำร่องปลูก โดยใช้ไม้กดผิวหน้าวัสดุเพาะ ให้เป็นร่องลึก 0.5-1 ซ.ม. เป็นแถวห่างกัน 2.5-3.5 ซ.ม.

-หยอดเมล็ดลงในร่อง 30-50 เมล็ดต่อร่อง ใช้ไม้บรรทัดเกลี่ยวัสดุเพาะให้กลบเมล็ด จากนั้นปิดทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ตัดขนาดเท่ากับผิววัสดุเพาะ

-ใช้ฝักบัวรดน้ำที่มีฝอยละเอียดรดน้ำให้ชุ่ม ในวันแรกรดน้ำ 3-5 ครั้ง เพื่อให้ความชื้น ต่อมาให้รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 3-5 วัน จึงเปิดกระดาษออก เพื่อให้ต้นกล้าได้รับแสงเต็มที่

-เมื่อกล้าอายุ 3-7 วัน ต้องย้ายลงในถุงพลาสติก หรือถาดหลุมที่ใส่ดินผสม

-เมื่อกล้าอายุ 2-3 สัปดาห์ จึงย้ายปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป

2. ไม้ดอกที่มีเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็ก ได้แก่ โบรวาเลีย พิทูเนีย แพรเซี่ยงไฮ้

-การเพาะเมล็ด ต้องทำร่องเพาะเมล็ดตื้นๆ ถ้าร่องลึกเกินไป เมื่อกลบเมล็ดแล้ว ต้นกล้าจะไม่สามารถงอกขึ้นมาได้

-การหยอดเมล็ด ต้องนำเมล็ดมาผสมกับทรายก่อน โรยตามร่องเพื่อให้มีการกระจายตัวได้ดีขึ้น

-เมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าแล้ว อาจผสมปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำให้มีความเข้มข้นต่ำ ฉีดพ่นให้กับต้นกล้า เพื่อให้ต้นกล้าเจริญเติบโตดีขึ้น

-เมื่อต้นกล้าสมบูรณ์แข็งแรง ให้ใช้วัสดุเพาะ โดยผสมด้วยใบไม้ผุหมัก หรือปุ๋ยหมักเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน นอกเหนือจากขุยมะพร้าวและทรายร่อน หรือใช้พีทมอสเป็นวัสดุเพาะก็ได้

-เมื่อต้นกล้าอายุ 10-20 วัน จึงย้ายกล้าปลูกลงถุง หรือถาดหลุมต่อไป

3. ไม้ดอกที่มีเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็กมากได้แก่ บิโกเนีย กล็อกซิเนีย และแอฟริกันไวโอเลต

-การทำกระบะเพาะ ต้องเพาะในกระถางดินเผาชนิดแบน วัสดุที่ใช้ให้ใช้ทราย ขุยมะพร้าว และใบไม้ผุ ที่ร่อนละเอียด ผสมให้เข้ากันในอัตราส่วน 1:1:1 ให้นำวัสดุเพาะทั้งหมดมาคั่ว เพื่อฆ่าเชื้อ พรมน้ำระหว่างที่คั่ว นำใยมะพร้าวที่ได้จากการร่อนขุยมะพร้าวมาวางรองที่ก้นกระถาง เพื่อกันไม่ให้วัสดุเพาะไหลออก และจะช่วยให้ระบายน้ำได้ดี นำวัสดุเพาะใส่ลงกระถางประมาณครึ่งหนึ่ง เกลี่ยผิวให้เรียบเสมอกัน

-การเพาะเมล็ด นำเมล็ดพันธุ์มาผสมกับทรายละเอียด คลุกให้เข้ากัน แล้วโรยให้กระจายทั่วกระถาง ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้เป็นรูปวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับกระถาง นำมาวางปิดทับลงบนผิววัสดุเพาะ แล้วรดน้ำด้วยบัวรดน้ำที่มีหัวเป็นฝอยละเอียด ใช้กระจกใสขนาด 30 x 30 ซม. ปิดบนปากกระถางอีกชั้นหนึ่งเพื่อรักษาความชื้น ให้วางกระถางในที่ร่มรำไร ทำการรดน้ำทุก 1-2 วัน

-เมื่อต้นกล้าอายุได้ 10-15 วัน ให้แง้มกระดาษดู ถ้าเริ่มงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆ ให้เปิดกระดาษออก

-เมื่อต้นกล้าอายุ 30-45 วัน จึงทำการย้ายปลูกต่อไป

วิธีการย้ายกล้า ก่อนย้ายกล้า ให้งดการให้น้ำกับต้นกล้าก่อน 1 วัน เพื่อให้วัสดุเพาะเกาะอยู่ที่รากของต้นกล้า และควรย้ายขณะที่มีใบเลี้ยงกางเต็มที่ แต่ในบางพืชควรให้ต้นกล้ามีใบจริงก่อน วัสดุที่ใช้ปลูกต้นกล้า ต้องเป็นวัสดุเช่นเดียวกับที่ใช้ในการเพาะกล้า โดยผสมปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกเก่าเพิ่มขึ้น ให้ใส่ไม่เกิน 20% ของวัสดุเพาะ เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร โดยต้องแห้งและร่อนให้มีขนาดเดียวกับวัสดุเพาะ หรืออาจใช้ปุ๋ยละลายช้า ใส่ลงในวัสดุย้ายกล้าแทนก็ได้

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ผักปลอดสารพิษ ความสำคัญและคุณประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/271480

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความสำคัญและคุณประโยชน์ของผักปลอดสารพิษ ด้วยครับ

จันทร์ รัตนะชัยพร

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ การบริโภคผักที่ปลอดสารพิษในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำ จะช่วยทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี มีความแข็งแรง ไม่เจ็บได้ง่าย ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้ผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ช่วยลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น ไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการปลูกผักปลอดสารพิษ ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น มีค่าใช้จ่ายในซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ลดลง ช่วยลดปริมาณของสารเคมี ซึ่งเป็นพิษที่จะปนเปื้อนเข้าในดิน ในอากาศ และในน้ำ จึงเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดมลพิษของสิ่งแวดล้อมไปได้อีกทางหนึ่ง

ประโยชน์ของผักปลอดสารพิษ มีดังนี้

1.ปลอดภัยจากสารเคมี สารพิษส่วนใหญ่ที่ปะปนอยู่ในอาหาร มาจากสารเคมีต่างๆ ที่ผู้เพาะปลูกและผู้ผลิต ปรุงแต่งลงไป ทำให้วัตถุดิบแต่ละชนิดนั้น น่ากินมากยิ่งขึ้น เช่น สารเร่งสี สารเร่งการเจริญเติบโต หรือฉีดสารเคมีป้องกันการเน่าเสีย สารเคมีที่กินเข้านี้ จะไปสะสมจนกลายเป็นโรคร้ายต่างๆ

2.สุขภาพที่ดีขึ้น การบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ ที่เป็นผักสดที่มาพร้อมกับคุณค่าทางอาหาร อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากกว่าพืชผักทั่วไปที่วางขายอยู่

3.รสชาติดีและมีความสดใหม่ อาหารปลอดสารพิษ นอกจากจะปลอดภัยจากการใช้สารเคมีแล้ว ยังได้คุณค่าทางโภชนาการสูง และมีรสชาติที่อร่อยกว่าพืชผักทั่วไปที่ใช้สารเคมี มีความสดใหม่ และได้คุณภาพ ซึ่งมาจากธรรมชาติ โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งกลิ่นสี และรสชาติใดๆ ทั้งสิ้น

4.เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย เมื่อคนเราจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากผักและผลไม้ปลอดสารพิษแล้ว เรายังได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากเนื้อสัตว์ปลอดสารพิษอีกด้วย ทั้งนี้เพราะสัตว์เหล่านี้ จะถูกเลี้ยงด้วยอาหารและพืชที่ปลอดสารพิษ ซึ่งสารอนุมูลอิสระจากพืชที่เป็นอาหารของสัตว์ จะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อสัตว์ที่เรากิน จึงทำให้เราได้รับสารชนิดนี้ เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

5.ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น สารเคมีที่ใช้ในการปลูกพืช จะทำให้ดินบริเวณนั้นเสีย อาจมีค่าความเป็นกรดและด่างสูง และยังต้องใช้ระยะเวลานานมาก ในการพัฒนาและปรับปรุงดินก่อนการหว่านเมล็ดปลูกพืชครั้งใหม่ ซึ่งจะต่างจากการปลูกพืชแบบปลอดสารพิษที่สามารถปลูกพืชได้อย่างต่อเนื่องทันที

6.ลดมลพิษทางน้ำ กระบวนการผลิตพืชผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ปลอดสารพิษนี้ จะเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ที่ใช้สารเคมีน้อยมาก หรืออาจจะไม่ใช้เลย จึงเป็นการลดมลภาวะสารพิษปนเปื้อนลงไปในน้ำด้วย ทำให้ในน้ำมีความสะอาดมากขึ้น

7.รักษาสมดุลให้กับระบบนิเวศ การปลูกผักพืชไร่ และการเลี้ยงปศุสัตว์แบบปลอดสารพิษที่ปล่อยให้เจริญเติบโตตามขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ทางธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารพิษ ระบบนิเวศต่างๆ ก็จะสามารถดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เป็นการส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศที่หายไปให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมอีกครั้ง ส่งผลให้สภาพดินมีแร่ธาตุต่างๆ ที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น

8.สนับสนุนการปลูกผักปลอดสารพิษ ผู้ผลิตอาหาร จะผลิตตามความต้องการของตลาด ดังนั้น หากทุกคนอยากให้อาหารปลอดสารพิษแพร่หลายมากขึ้น ก็ต้องช่วยกันอุดหนุนและบริโภคอาหารประเภทนี้ ถ้าหากมีผู้บริโภคมาก การผลิตก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ก็จะส่งผลให้ราคาของสินค้าลดลงตามกลไกของตลาดทั่วไปด้วย

9.สร้างชุมชนที่แข็งแรง การจะสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน หรืออาจจะเริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ และบอกต่อถึงคุณประโยชน์ของผักปลอดสารพิษ ก็จะทำให้คนอื่นๆ หันมาบริโภคอาหารปลอดสารพิษตามกัน ถ้าหากคนในชุมชน มีอนามัยและสุภาพที่ดี ก็จะนำไปสู่ชุมชนที่แข็งแรงต่อไป

ค่านิยมในการบริโภคผักของประชาชนโดยทั่วไป จะเลือกบริโภคผักที่สวยงาม ไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช จึงทำให้เกษตรกรจะต้องทำให้ผลผลิตนั้น สวยงามตามความต้องการของผู้บริโภค เมื่อผู้ซื้อนำผักมาบริโภค อาจจะได้รับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยู่ในผักนั้นได้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหา เกษตรกรจึงควรหันมาปลูกผักปลอดสารพิษกันให้มากขึ้น เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีผักที่สะอาดและปลอดสารพิษบริโภคในชีวิตประจำวัน

ถึงแม้ว่า อาหารปลอดสารพิษ ทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ จะมีราคาแพง แต่หากคิดถึงประโยชน์ที่จะได้รับในระยะยาวแล้ว ก็มีความคุ้มค่า เพราะสิ่งที่จะได้กลับมานั้น ไม่ใช่แค่การมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดผลดีต่อคนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับมาเปลี่ยนนิสัยการบริโภคกันเสียใหม่แล้ว นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การดูแลรักษาไม้ดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/270309

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมซื้อไม้ดอกมาปลูกส่วนใหญ่จะเลี้ยงไม่รอด ขอทราบความรู้เรื่องการดูแลรักษาไม้ดอกด้วยครับ

นิล แสงเรือง

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ไม้ดอก ที่เราปลูกและดูแลเอง จะช่วยทำให้พื้นที่ตรงนั้น ดูมีชีวิตชีวาและสวยงาม สร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะปลูกในสวนหรือในกระถาง มันก็เป็นงานอดิเรกที่ทรงคุณค่าของคุณ

การดูแลรักษาไม้ดอกควรพิจารณาดังนี้

น้ำ ต้องทราบความต้องการน้ำของไม้ดอก ไม้ดอกบางอย่างต้องการน้ำน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ต้องการเลย โดยเฉพาะถ้าอยู่ในช่วงที่กำลังออกดอกเพื่อผสมพันธุ์ จะต้องให้ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต้องรดน้ำให้เพียงพอเมื่ออยู่ในช่วงออกดอก เพื่อเป็นแหล่งอาหารและใช้ในการออกดอกผล หากให้น้ำน้อยเกินไป จะทำให้ขาดอาหารและยับยั้งการเจริญเติบโต พืชบางประเภทจะไม่สามารถออกดอกได้หากได้รับปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ ไม้ดอกที่ปลูกใหม่ ควรรดน้ำให้วันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็นหรือตามความต้องการของพันธุ์ไม้ที่ปลูก ให้สังเกตว่า ถ้ามีการคายน้ำมาก อาจต้องมีการให้น้ำเพิ่มขึ้น สภาพของดินก็มีส่วนสำคัญต่อการให้น้ำ ดินบางชนิดอาจต้องรดน้ำบ่อยๆ เนื่องจากดินไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้

แสงสว่างและพื้นที่ พันธุ์ไม้ดอกทุกประเภทนั้น ต่างต้องการแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม ต้องศึกษาคำแนะนำ เพื่อดูว่าต้นไม้ที่เราปลูกนั้น ต้องการแสงแดดมากน้อยแค่ไหน ดอกไม้อาจไม่ออกดอก ถ้าไม่ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ และไม่อาจเติบโตได้เต็มที่ด้วย

ดินและปุ๋ย ดินที่มีสารอาหารจำเป็นมากสำหรับไม้ดอก โดยปกติแล้ว ไม้ดอกจะชอบดินร่วนที่ให้ความชุ่มชื้น แต่ไม่อุ้มน้ำ ต้องตรวจสอบประเภทของดินให้เหมาะกับพืชพันธุ์ที่จะปลูก เมื่อทำการปลูกดอกไม้แล้ว ควรใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส เพื่อเพิ่มสารอาหาร จะช่วยในการออกดอกออกผล และทำให้ผลผลิตงอกงามเต็มที่ด้วย

วัชพืช การพรวนดิน เป็นการช่วยกำจัดวัชพืชวิธีหนึ่ง ควรทำทุก 10 วัน ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก อาจใช้เสียมมือ หรือส้อมพรวน ทำการพรวนดินระหว่างแถวที่ปลูกพืช แต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ต้องใช้จอบพรวน การพรวนดินบริเวณที่มีรากฝอย จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างรากฝอยมากขึ้น แต่ต้องระวังอย่าไปตัดรากแก้ว เพราะจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโตได้

การให้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ใส่ ต้องควรให้ปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารแก่พืช เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ปุ๋ยที่แนะนำคือ ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ย 3 เดือน

แดดและร่มเงา ไม้ดอกส่วนใหญ่ชอบแดด บางชนิดถ้าขาดแดดจะทำให้สีของดอกซีดลง บางชนิดถ้าโดนแดดมากก็อาจตายได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรู้ว่าในบ้านของตัวเองนั้น พื้นที่ตรงบริเวณไหนมีร่มเงา มีแดดรำไร หรือมีแดดจัด

ขนาดของพื้นที่ การเตรียมพื้นที่ก่อนเลือกชนิดต้นไม้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเกี่ยวเนื่องกับการเลือกชนิดของไม้ที่จะปลูก เช่น ไม้เลื้อยใช้พื้นที่น้อย ไม้ยืนต้นใช้พื้นที่มาก

นอกจากนี้ สภาพอากาศที่เอื้อต่อการปลูกไม้ดอกที่สุด คือต้องมีแดดดีไม่ร้อนจัด และความชื้นพอเหมาะย่อมทำให้ดอกไม้ขึ้นงาม แต่ถ้าอากาศร้อนและแห้งมาก อาจจำเป็นต้องหาต้นไม้ใหญ่มาปลูกในบริเวณสวน เพื่อให้เกิดร่มเงา และเป็นการกักเก็บความชื้นอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : คุณประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269248

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

คำถาม ผมขอทราบคุณประโยชน์ของปุ๋ยพืชสดที่ชัดเจนด้วยครับ

จันทร์ สุรีย์ฉาน
อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

คำตอบ ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จากการไถกลบเศษพืชทั้งหมด ทั้งต้น ใบ กิ่ง ก้าน และราก ที่ยังสดอยู่ลงในดิน เมื่อซากพืชที่ถูกไถกลบเน่าเปื่อยผุพังแล้ว จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารพืชให้แก่ดิน อันจะเป็นประโยชน์ต่อพืชที่จะปลูกตามมา ดังนี้

-ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ การไถกลบพืชปุ๋ยสดลงในดิน จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอินทรียวัตถุในดิน หลังจากพืชปุ๋ยสดนั้น สลายตัวสมบูรณ์แล้ว และยังเป็นการชดเชยปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่สูญเสียไปจากการเพาะปลูก เมื่อทำการไถกลบพืชปุ๋ยสดอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ จะทำให้ดินมีปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน อีกทั้งอินทรียวัตถุยังช่วยในการรักษา และปรับปรุงโครงสร้างของดินให้มีสภาพเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต

-ช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดิน ปุ๋ยพืชสดที่ได้จากการไถกลบ และสลายตัวในดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินเป็นอย่างดี ประมาณ 9-36 กิโลกรัมต่อไร่ต่อการไถกลบ 1 ครั้ง ซึ่งได้จากการสลายตัวของพืชปุ๋ยสด และแบคทีเรีย Rhizobium ซึ่งอาศัยอยู่ในปมรากพืชตระกูลถั่วสามารถตรึงไนโตรเจน และธาตุไนโตรเจนนี้ จะเป็นประโยชน์แก่พืชที่ปลูก โดยพืชสามารถดูดไปใช้ได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 50-80 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณไนโตรเจนในพืชทั้งหมด

-รักษาปริมาณธาตุอาหารในดินเนื่องจากพืชที่ปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด จะดูดหรือใช้ประโยชน์ปุ๋ย ซึ่งตกค้างอยู่จากการใส่ให้พืชหลักหรือพืชเศรษฐกิจ อันเป็นการป้องกันการสูญเสียมิให้ธาตุอาหารพืชนั้นๆ ถูกชะล้างไป และเมื่อไถกลบพืชปุ๋ยสดนั้นแล้ว ปริมาณธาตุอาหารก็จะกลับลงไปสู่ดินใหม่ เพื่อให้พืชหลักในฤดูถัดไปดูดใช้ประโยชน์

-สามารถที่จะดึงเอาธาตุอาหารพืชที่อยู่ในดินลึก ปุ๋ยพืชสดที่เป็นตระกูลถั่วบางชนิดที่มีระบบรากลึก ซึ่งพืชชนิดอื่นๆ ที่ระบบรากสั้นมาก สามารถนำมาใช้ในดินชั้นบนได้ และรากของพืชปุ๋ยสดที่ชอนไชอยู่ในดินจะทำให้มีการระบายของน้ำและอากาศในดินมากขึ้น

-ช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ใช้เป็นพืชคลุมดิน ก็จะช่วยมิให้หน้าดินเกิดการชะล้างพังทลาย ซึ่งเกิดจากน้ำและลม และเมื่อเศษใบ หรือกิ่งของพืชคลุมนั้นหมดอายุ ที่หลุดร่วงลงทับถมในหน้าดิน และต่อมาก็จะผุสลายตัวเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

-ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น เพื่อให้เหมาะสมแก่การปลูกพืช ซึ่งปุ๋ยพืชสดเมื่อสลายตัวสมบูรณ์แล้ว จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่วัตถุให้แก่ดิน จะเป็นตัวแทรกอยู่ระหว่างเม็ดดิน ทำให้ดินนั้น เกาะตัวกันอย่างหลวมๆ อุ้มน้ำดีขึ้น

-ช่วยในการป้องกันกำจัดวัชพืช ในกรณีที่พืชปุ๋ยสดที่ปลูกเป็นพืชคลุมดิน เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ก็จะป้องกันมิให้วัชพืชอื่นๆ ที่ไม่ต้องการขึ้นได้ เป็นการลดต้นทุนในการป้องกันกำจัดวัชพืช

-ช่วยในการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช การใช้พืชปุ๋ยสดทำให้ลดเชื้อสาเหตุโรคพืชได้ และยังพบว่า การใช้พืชปุ๋ยสดสามารถตัดวงจรที่ระบาดของโรคใบขาวในอ้อยได้อีกด้วย

-ช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชหลักให้สูงขึ้น และคุณภาพดีขึ้น การใช้ปุ๋ยพืชสดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี เมื่อมีการใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตราครึ่งหนึ่ง ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร จะทำให้ผลผลิตพืชหลักที่ปลูกตามมาสูงสุด และได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด ซึ่งพืชปุ๋ยสดที่ปลูกจะต้องมีน้ำหนักสด ไม่ต่ำกว่า1.5-2 ตันต่อไร่

ปุ๋ยพืชสด จะช่วยบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน ทำให้ดินโปร่งมีการระบายอากาศระหว่างเม็ดดิน ดินมีการอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ลดอัตราการสูญเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง การปลูกพืชเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ยังช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้และทำให้สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต เป็นอย่างดีอีกด้วย

นาย รัตวิ