รักษ์เกษตร : 12 ข้อควรปฏิบัติผลิตข้าวอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257268

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยครับ

เรืองเดช เจริญวงษ์

อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

คำตอบ การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นการผลิตข้าวที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และสารที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีทุกชนิด ในทุกขั้นตอนของการผลิต และเก็บรักษาผลผลิต โดยใช้ความอุดมสมบูรณ์ของดินจากอินทรียวัตถุในสภาพธรรมชาติ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยวัสดุอินทรีย์ ในส่วนการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติควบคุมการระบาด ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทานโรคและแมลง มีวิธีการปลูกและการจัดการพืชที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลธาตุอาหารในต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคได้ดี และอาจใช้สารสกัดจากพืชในกรณีที่มีการระบาดรุนแรง ในด้านศัตรูข้าวให้ใช้วิธีกล และศัตรูธรรมชาติ ทั้งนี้ ต้องเลือกพื้นที่ให้มีความเหมาะสมตามเงื่อนไขดังกล่าวในเบื้องต้น

วิธีการปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีปลูกข้าวอินทรีย์ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่ส่งแสริมเกษตรกรให้ผลิตข้าวที่มีคุณภาพและยกระดับมูลค่าของสินค้า ที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาด พอสรุปได้ดังนี้

1.พื้นที่ปลูก ต้องเป็นพื้นที่ห่างไกลจากพื้นที่ที่ใช้สารเคมี

2.พันธุ์ข้าว ให้ใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เมล็ดดี ต้านทานต่อโรคและแมลง

3.เมล็ดพันธุ์ข้าว ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ปราศจากโรคและเมล็ดวัชพืช

4.การเตรียมดิน ไม่ให้มีการเผาฟางข้าว ควรเตรียมดินอย่างดี เพื่อให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว และลดปัญหาวัชพืช

5.วิธีการปลูก ใช้วิธีปักดำ โยนกล้าหว่าน โดยเฉพาะวิธีปักดำจะลดปัญหาวัชพืช และไม่ควรปลูกข้าวแน่นจนเกินไป เพื่อลดปัญหาโรคและแมลง

6.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ให้ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด

7. ใช้อินทรียวัตถุทดแทนปุ๋ยเคมี เช่น

– ปุ๋ยไนโตรเจน (N) ให้ใช้แหนแดง สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ทดแทน

– ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P) ให้ใช้หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว

– ปุ๋ยแคลเซียม (Ca) ให้ใช้ขี้เถ้าปูนขาว โดโลไมท์ เปลือกหอยป่น กระดูกป่น

8.การจัดการน้ำ ให้รักษาระดับน้ำให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของต้นข้าว

9.การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ให้ปลูกข้าวปีละครั้ง หรือไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี และปลูกพืชหมุนเวียน โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ก่อนและหลังปลูกข้าว หรือปลูกข้าวอินทรีย์ร่วมกับพืชตระกูลถั่ว

10.การควบคุมวัชพืช ไม่ให้ใช้สารเคมี ให้ถอนด้วยมือ ใช้เครื่องมือทางการเกษตร หรือปลูกพืชคลุมดิน

11.การป้องกันกำจัดโรคและแมลง ไม่ให้ใช้สารเคมี ให้ใช้กับดัก หรือแสงไฟล่อ โดยเน้นความหลากหลายทางชีวภาพ อนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ เพื่อควบคุมแมลงศัตรูข้าว

12.การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ให้เก็บเกี่ยวระยะพลับพลึง คือระยะ 27-30 วันหลังออกดอก ให้ทำการลดความชื้นให้ต่ำกว่า 14% และเก็บรักษาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ดังนั้น จึงเป็นการใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม หรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในสภาวะโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256364

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้เรื่อง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในภาวะโลกร้อน ด้วยครับ สาเหตุและลักษณะการปรับตัว เป็นอย่างไรบ้างครับ

ชีวินธร อักษรศาสตร์

อ.เมือง จ.นครราชสีมา

คำตอบ การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับลักษณะบางประการให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่เพื่อความอยู่รอด เช่นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป บางสายพันธุ์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ไป

-การปรับตัวของเชื้อโรค และพาหะของโรค ภาวะโลกร้อนยังทำให้เชื้อโรค แมลงต่างๆ และพาหะ มีการปรับตัวที่เป็นพาหะของเชื้อโรคมีอายุยืนนาน และขยายพันธุ์ได้มากขึ้น เชื้อโรค เชื้อรา และแบคทีเรียหลายชนิด เกิดและขยายตัวได้ดีเมื่ออากาศร้อนขึ้น และทำให้อาหารบูดเสียได้เร็วและเกิดเชื้อรามากขึ้น โอกาสเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารมีสูง อากาศแห้งแล้งและร้อน ทำให้มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจายมาก การจุดไฟเผาใบไม้เผาหญ้าและไฟป่าทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และหมอกควันหนาแน่นในบางพื้นที่ มีผลต่อสุขภาพในระบบทางเดินหายใจ อาจถึงขั้นเจ็บป่วยล้มตายด้วย

-การปรับตัวของโรคแมลงศัตรูพืช เมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น และการแปรปรวนของอากาศเอื้ออำนวยให้เชื้อโรคและแมลง มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เกิดจากการปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชอย่างหนาแน่น การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน การปลูกพืชติดต่อกันโดยไม่พักดิน หรือไม่สลับกับพืชอื่นๆ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ทำลายแมลงที่มีประโยชน์ จะทำให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชอย่างรุนแรง เช่น การระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง และหนอนหัวดำในมะพร้าว ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อผลิตการเกษตรอย่างรุนแรง เป็นต้น

-การปรับตัวของวัชพืช การแพร่กระจายของวัชพืชร้ายแรงเข้าสู่พื้นที่การเกษตรเป็นเหตุให้ผลผลิตถูกทำลาย ฤดูกาลที่ยาวนานขึ้น หรือมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จะมีแนวโน้มทำให้เพิ่มผลในบางพื้นที่ บางพื้นที่อาจแล้งยาวนาน นักวิชาการเกษตร ได้ให้คำแนะนำการปลูกพืชที่เฉพาะเจาะจงกับชนิดดินและพื้นที่ ขณะเดียวกันก็พัฒนาพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับท้องถิ่นด้วย

-การปรับตัวโดยเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ท่าทาง ลักษณะ ทำให้เหมาะสม และสามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสภาวะแวดล้อม
นั้นๆ การปรับตัวชนิดนี้ เกิดจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่แปรผัน ทำให้เกิดความแตกต่างกันทางพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตบางชนิด จะมีการปรับตัวทางด้านรูปร่าง ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เพื่ออำพรางศัตรูที่จะเข้ามาทำร้าย เพื่ออำพรางเหยื่อที่หลงเข้ามาใกล้ตัว เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ มีลำตัวสีน้ำตาลและขายาวเก้งก้าง เมื่อเกาะอยู่กับที่นิ่งๆ จะมีลักษณะคล้ายกิ่งไม้ ตั๊กแตนตำข้าว มีลำตัวสีเขียว ขาคู่หน้ามีขนาดใหญ่ และปลายขาจะมีอวัยวะสำหรับจับเหยื่อเมื่อเกาะอยู่กับที่นิ่งๆ ปีกจะซ้อนกันคลุมลำตัว มองดูคล้ายใบไม้ และตั๊กแตนใบโศก มีลำตัวสีเขียวหรือสีน้ำตาล เมื่อเกาะอยู่กับที่นิ่งๆ ปีกจะประกบกัน ทำให้มองดูคล้ายใบไม้

-การปรับลักษณะทางสรีรวิทยา หรือพฤติกรรม ซึ่งควบคุมโดยพันธุกรรม เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ อยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมอย่างเหมาะสมจนกระทั่งสืบพันธุ์ได้ เช่น ปลาไหล ปรับตัวให้เข้ากับสภาพธรรมชาติ โดยทำให้ตัวไหลลื่นอยู่ตลอดเวลา

-การปรับตัวโดยการเปลี่ยนสีขน นกบางชนิดมีการเปลี่ยนสีของขนนก หรือพฤติกรรมในบางฤดู เช่น ในช่วงสืบพันธุ์ของนกตัวผู้ จะเปลี่ยนสีขนสวยงามมากว่านกตัวเมีย

-การปรับตัวเพื่อการอำพรางตัว ของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด เพื่ออำพรางตัวให้รอดพ้นจากการล่าของศัตรู หรืออำพรางเหยื่อที่หลงเข้ามาใกล้ตัว และเพื่อสะดวกในการหาอาหารกิน เช่น ปลา เป็นต้น

-การปรับตัวของสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างอบอุ่น และเมื่ออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น พบว่า กิ้งก่า ในพื้นที่เขตหนาวเย็น มีการย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยพบพวกมันมาก่อน เริ่มมีการกระจายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีการสันนิษฐานว่า พวกมันน่าจะได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้กระบวนการเจริญเติบโตของพวกมันพัฒนาเร็วขึ้นมาก และด้วยความที่เป็นสัตว์ที่ปรับตัวง่าย สามารถกินได้ทั้งแมลงและผลไม้บางชนิด และเชื่อว่า พวกมันจะเป็นสายพันธุ์ที่สามารถรอดพ้นภาวะโลกร้อนได้

ภาวะโลกร้อน เป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งในพื้นที่เขตหนาวและเขตร้อน และมีจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับวิกฤติ ที่อาจร้ายแรงถึงขั้นสูญพันธุ์ แต่ในขณะที่สัตว์จำนวนไม่น้อยกำลังเดือดร้อนกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่มีสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เดือดร้อนกับภาวะโลกร้อน แต่ยังได้รับประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อจากการเกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ซ่อมแซมปาล์มน้ำมันหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255490

วันอังคาร ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีแก้ปัญหาสวนปาล์มน้ำมันหลังน้ำท่วม และวิธีการดูแลสวนปาล์มด้วยครับ

สุข วันทานะ

อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

คำตอบ หลังผ่านวิกฤติน้ำท่วม ความเสียหายต่อผลผลิต ก็ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย ต้นปาล์มต้องสร้างระบบรากและลำต้นให้แข็งแรงเต็มที่ก่อน จึงจะกลับมาให้ผลผลิตได้ตามปกติ หลังจากทำตามขั้นตอนที่แนะนำนี้ ต้องรอให้ต้นปาล์มฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ นักวิชาการเกษตรได้แนะนำไว้ดังนี้

ผลกระทบที่เกิดขึ้น จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้นปาล์มน้ำมันถูกน้ำท่วมขัง ดังนี้

กรณีที่น้ำท่วมขังนาน 0-15 วัน ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ในพื้นที่ทั่วไปหากน้ำท่วมระยะสั้นๆ ต้นปาล์มน้ำมัน ไม่มีปัญหาทำให้ยอดเน่า หลังจากชะงักช่วงสั้นๆ ต้นปาล์มจะสามารถฟื้นฟูตัวได้เอง สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ

กรณีน้ำท่วมขังนาน 15-30 วัน ต้นปาล์มน้ำมัน จะสามารถฟื้นฟูตัวได้ หลังจากน้ำลดแล้ว 30 วัน ทะลายที่ถูกน้ำท่วม จะเน่าเสียหายทั้งหมด ทะลายที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะต่อไป

กรณีน้ำท่วมขังนาน 30-60 วัน ต้นปาล์มน้ำมันมีโอกาสตายสูงมาก จะเริ่มแสดงอาการใบเหลือง เนื่องจากการขาดธาตุอาหาร รากปาล์มน้ำมันบางส่วนเสียหาย ทะลายที่ถูกน้ำท่วมจะเน่าเสียหายทั้งหมด ทะลายที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำจะเริ่มฝ่อ และเน่าก่อนที่จะสุกเก็บเกี่ยวได้ จะต้องทำการฟื้นฟูให้ต้นปาล์มน้ำมันแข็งแรง

กรณีน้ำท่วมขังมากกว่า 60 วัน ต้นปาล์มน้ำมันจะทรุดโทรมอย่างมาก ผลิใบใหม่ได้น้อย หรือไม่ผลิใบเพิ่ม ใบจะเหลืองแห้ง ยอดเรียวลง เนื่องจากระบบรากถูกทำลาย ไม่สามารถดูดน้ำ และธาตุอาหารที่จำเป็นได้ ผลผลิตทะลายจะเสียหายเกือบทั้งหมด ต้องระบายน้ำที่ท่วมขังออกก่อน แล้วจึงฟื้นฟูต้นปาล์มน้ำมันให้แข็งแรง และให้ผลผลิตต่อไป

วิธีการฟื้นฟูสวนปาล์มน้ำมันหลังน้ำท่วม

ขั้นแรกควรทำทางระบายน้ำทันที ให้ออกจากบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมันโดยเร็ว โดยรักษาระดับน้ำให้ต่ำกว่าบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมัน 30 เซนติเมตร

ในขณะดินยังมีความชื้นอยู่ ไม่ควรเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมันโดยเด็ดขาด ทั้งคนและสัตว์เลี้ยง หรือนำเครื่องจักรกลเข้าในแปลงปลูก เพราะหน้าดินที่ถูกน้ำขังจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นของดิน จึงเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ และการระบายอากาศ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากพืช อาจทำให้ต้นปาล์มน้ำมันโทรม หรือตายได้

ในสภาพน้ำท่วมที่มีการชะล้างนำเอาหน้าดิน หรือทรายมาทับถมบริเวณโคนต้น  หลังน้ำลดและดินแห้งแล้ว ควรปรับแต่งดินเหล่านั้น ออกจากโคนต้นปาล์มน้ำมัน ถ้าหากพบต้นปาล์มน้ำมันที่ล้มหรือเอนเอียง ควรใช้ไม้ค้ำยันจัดการให้ต้นตั้งตรงเช่นเดิม

ในพื้นที่ที่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม อาจมีสารเคมีแปลกปลอมมากับน้ำด้วย อาจมีสภาพเป็นกรด ความเข้มข้นขึ้นกับปริมาณสารเคมีที่ละลาย หลังน้ำลดต้องรีบใส่ปูนขาวโดยเร็ว ส่วนพื้นที่ที่อาจมีสารเคมีประเภทด่าง ก็ต้องใช้น้ำส้มสายชูละลายน้ำไปรดรอบทรงพุ่ม เป็นต้น พื้นที่ประเภทนี้ ทางที่ดีควรขอให้ทางการช่วยวัดความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้ก่อน จะได้ประเมินได้ง่ายขึ้น

หากตรวจพบต้นปาล์มน้ำมันตาย ให้ขุดต้นที่ตายและทำลายทิ้ง ใช้ปูนขาวโรยในหลุมปลูกเพื่อฆ่าเชื้อโรค ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ รองก้นหลุมด้วย ร็อกฟอสเฟส 0-3-0 ครึ่งกิโลกรัม แล้วปลูกซ่อมทันที

หลังน้ำลดและดินแห้งแล้ว ให้ใช้ปูนขาวโรยบริเวณรอบโคนต้น เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรคที่มาจากน้ำท่วม และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น โดยใช้ปุ๋ยสูตร 0-3-0 เพื่อเร่งการเจริญของระบบราก สำหรับปาล์มต้นเล็กใช้ปริมาณ 500 กรัม และปาล์มต้นใหญ่ใช้ปริมาณ 1.5 กิโลกรัมให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบด้วย เพื่อช่วยให้ปาล์มน้ำมันฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ห้ามใส่ปุ๋ยทางราก เพราะระบบรากพืชยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ต้องให้เกิดรากใหม่ขึ้น โดยใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 21-21-21 ในปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว หากน้ำท่วมทะลายเป็นเวลานาน จะทำให้ทะลายเน่า ควรตัดทะลายเน่าทิ้ง

หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดเชื้อราและแพร่กระจายไปยังทะลายอื่น หรือส่วนอื่นๆ ได้ภายหลังจากน้ำท่วม มักเกิดปัญหาโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น ยอดเน่า ทะลายเน่า รากเน่าให้ตัดยอดปาล์มน้ำมันที่เน่าทิ้ง หรือส่วนอื่นๆ ที่เน่าออกก่อน แล้วให้ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อรา

อย่าด่วนสรุปว่าต้นปาล์มจะไม่รอด ให้สังเกตจากใบปาล์มก่อน ถ้าใบแห้งหมดทั้งต้น และโคนต้นเปื่อยหมด อันนี้ถึงรอดก็คงโตช้า ควรจะปลูกทดแทน ถ้าใบแห้งบางส่วน แต่ยังมีใบสีเขียว โคนต้นยังแข็ง ลักษณะนี้ โอกาสรอดสูงมาก ถ้าหากยอดเน่าเปื่อย ให้ตัดยอดที่เน่าออก เอาปูนขาวโรยลงไปในยอด อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่ายอดใหม่จะขึ้นมา คงต้องใช้เวลา โอกาสรอดมีครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : บำรุงดินบำรุงพืชหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254586

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปรับปรุงบำรุงดิน และการดูแลต้นพืชหลังน้ำท่วม ครับ

สะอาด ทรงงาม

อ.ควนกาหลง จ.สตูล

คำตอบ ฝนที่ตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขังทำให้เกษตรกรต้องประสบกับปัญหาหนัก บางพื้นที่น้ำท่วมขังหลายวัน บางพื้นที่น้ำป่าไหลหลาก ทำให้พืชผลเสียหายเป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำลดลงแล้ว ผลกระทบที่จะตามมาคือ ดินจะเกิดช่องว่าง หรือเป็นรูพรุน ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ดินจะอิ่มตัวด้วยน้ำจนอ่อนตัว  ดังนั้น การจัดการดิน หรือการเตรียมดินหลังน้ำลด เพื่อให้เหมาะสมต่อการทำเพาะปลูกพืชต่อไป จึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ  ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้

หลักการสำคัญในจัดการกับต้นพืชและดินหลังถูกน้ำท่วม ควรจะต้องมีการบำรุงรักษาต้นพืชให้เกิดรากใหม่ และให้แตกใบอ่อนโดยเร็ว ขณะเดียวกันต้องมีการจัดการดินให้ถูกต้องด้วย มีขั้นตอนการจัดการต้นพืชและดินหลังน้ำท่วม ดังนี้

1.หลังน้ำท่วมใหม่ๆ ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในพื้นที่ และห้ามบุคคล รวมทั้งสัตว์เข้าไปเหยียบย่ำ
บริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด เพราะดินที่ถูกน้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างง่ายต่อการถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้ง่าย เป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ และดินขาดการถ่ายเทอากาศ รวมทั้งกระทบกระเทือนต่อระบบรากของพืช ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรม และอาจตายได้ หากจำเป็นต้องไถพรวน ควรใช้เครื่องมือเบา หรือเครื่องมือขนาดเล็ก แต่ต้องรอให้หน้าดินเริ่มแห้ง หรือมีความชื้นพอเหมาะสำหรับการไถพรวน หรือขณะที่วัชพืชกำลังเริ่มงอก เพื่อทำลายหรือกำจัดวัชพืชก่อนปลูกพืชหลัก อาจหว่านเมล็ดพืชหลักแล้วไถกลบ รวมทั้งช่วยกำจัดวัชพืชที่เพิ่งเริ่มงอกไปพร้อมๆ กันในครั้งเดียวก็ได้

2.ระบายน้ำออกจากบริเวณโคนต้นพืชโดยเร็วที่สุด จะช่วยเติมอากาศหรือออกซิเจนให้กับดิน โดยอาจขุดร่องระบายน้ำให้ไหลออกจากพื้นที่ให้มากที่สุด ขุดให้ลึกเท่ากับความลึกที่ต้องการระบายน้ำออก ในทางปฏิบัติให้ขุดร่องให้ลึกอย่างน้อย 30-50 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับความลึกที่เป็นอยู่ของราก น้ำจะระบายออกจากพื้นที่ในระดับความลึกไม่เกินความลึกของร่องระบายน้ำดังนั้นการขุดร่องน้ำจะต้องขุดตามแนวลาดเทของพื้นที่ โดยใช้ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 8-12 เมตร หรือกึ่งกลางระหว่างแถวพืชยืนต้น

3.ถ้าต้นไม้ดูอ่อนปวกเปียก ทรงตัวไม่ดีอย่ากดดินให้แน่น ให้หาไม้มาค้ำยันไว้ สำรวจดูที่ใบ หากใบเหลือง เหี่ยวเฉา ควรตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดการคายน้ำออก และให้แดดส่องจะไม่เกิดโรคและแมลง

4.สังเกตว่ามีการชะล้างเอาดิน หรือทรายมาทับถมในบริเวณแปลงปลูกไม้ผล หรือไม้ยืนต้นหรือไม่ ควรทำการขุด หรือปาดเอาดินหรือทรายออกจากโคนต้นพืช เพื่อช่วยให้ต้นพืชตั้งตัวเร็วขึ้น

5.ให้ปุ๋ยทางใบแก่พืช เพราะในระยะนี้ ระบบรากของพืชยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ตามปกติ เพื่อให้ต้นไม้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่ดิน ทำให้รากพืชแตกใหม่ได้ดีขึ้น

6.เมื่อดินแห้งแล้ว ให้พรวนดิน เพื่อให้ดินแห้งเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยเร่งขบวนการเติมอากาศของดินและรากพืช ได้เร็วและดีขึ้น

7.หากพบปัญหาของโรครากเน่า และโคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อรา หากพืชยังมีชีวิตอยู่ ให้ราดสารกำจัดเชื้อรา ปรับสภาพดินด้วย
ปูนขาว และเติมเชื้อไตรโคเดอร์มาลงในดิน

8.ให้มีการพักดินในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังสักระยะ การพักดินถือเป็นการปรับปรุงบำรุงดินวิธีหนึ่ง โดยปล่อยพื้นที่ทิ้งว่างไว้ให้หญ้าและวัชพืชเจริญเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ หรืออาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ เช่น ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ซีรูเลียม เซ็นโตรซีมา เป็นต้น

วิธีการที่กล่าวมานี้ นอกจากจะเหมาะกับการฟื้นฟูสภาพดินหลังน้ำลดแล้ว ยังเหมาะสำหรับการเตรียมการไว้ก่อนน้ำท่วมอีกด้วย ในบริเวณที่แน่ใจว่าจะมีน้ำท่วมขังในปลายฤดูฝน ก็อาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ก่อน หรือปลูกพืชไร่อายุสั้นที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนจะมีน้ำท่วมขัง โดยปลูกให้มีระยะถี่กว่าปกติ และวางแถวพืชขวางความลาดเทของพื้นที่ หรือขวางทิศทางการไหลของน้ำ และเมื่อเก็บผลผลิตพืชไร่แล้วให้ทิ้งตอซังไว้ในพื้นที่โดยไม่ต้องไถกลบ ทั้งนี้ตอซังจะช่วยลดความรุนแรงของน้ำไหลบ่า และช่วยยึดหน้าดินไม่ให้น้ำพัดพาออกไปจากพื้นที่

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การดูแลกำจัดศัตรูต้นถั่วเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/253662

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมปลูกถั่วเขียวครับ ขอความรู้เรื่องโรคของถั่วเขียว การปราบและกำจัดศัตรูพืชด้วยครับ

จักรพรรณ์ สมบูรณ์พงษ์

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

คำตอบ ในระยะที่ต้นถั่วเขียวกำลังเจริญเติบโต อาจจะมีแมลงศัตรูพืชบางชนิดเข้าทำลาย ซึ่งแตกต่างกันไปตามฤดูกาล และท้องถิ่น เช่น จะมีพวกเพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ดูดกินน้ำเลี้ยงในช่วงที่มีอากาศแล้ง และจะมีพวกหนอนกัดใบ ดอก และฝักอ่อน ในช่วงที่มีฝนตก ควรจะตรวจดูแปลงถั่วเขียว เมื่อเห็นว่ามีแมลงระบาด ก็ใช้ยาหรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีป้องกันกำจัดจากเจ้าหน้าที่เกษตรในท้องถิ่น กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ข้อคำแนะนำพอสรุปได้ดังนี้

โรคของถั่วเขียว และการป้องกันกำจัด

1.โรคใบจุดสีน้ำตาล ระบาดฤดูฝนมักเกิดกับถั่วเขียวอายุตั้งแต่ 2 สัปดาห์ หลังการงอกและระบาดมากช่วงออกดอก จนถึงระยะที่ใกล้เก็บเกี่ยว ลักษณะของโรคคือ ใบเป็นจุดสีน้ำตาล มีลักษณะค่อนข้างกลม ตรงกลางแผลมองเห็นเป็นเส้นใยสีเทา ขนาดแผลเส้นผ่าศูนย์กลาง 1–5 มม. อาจมีลักษณะเป็นวงสีเหลืองรอบแผลขณะขยายตัว เมื่อแผลชิดกันจะมีสีน้ำตาล ผลของโรคคือ ทำให้ฝักลีบ และมีขนาดเล็ก ป้องกันกำจัด โดยการฉีดสารเคมีพวกท็อกซิน เคลซีน หรือเบนเลท 6-12 กรัม หรือ1-2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นเมื่อถั่วอายุประมาณ 30 วัน หลังงอก และฉีดพ่นทุกๆ 14 วัน

2.โรคราแป้ง  ระบาดฤดูหนาวถึงฤดูแล้ง โดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศเย็น สปอร์จะได้รับความชื้น และเติบโตสร้างเส้นใยดูดกินน้ำเลี้ยงจากผิวใบของถั่ว ทำให้ใบแห้ง ลักษณะที่พบมักเกิดตามใบล่าง โดยมีเส้นใยของราสีขาวคล้ายผงแป้งบนใบถั่ว ต่อมาใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง และแห้งตาย ต้นถั่วเขียวจะแคระแกร็น หากเกิดโรคในระยะออกดอกหรือติดฝัก จะทำให้ผลผลิตน้อยลง การป้องกันกำจัด ทำได้หลายวิธี เช่น การกำจัดวัชพืชในแปลง การปลูกถั่วเขียวสลับกับพืชอื่นในระหว่างแถว ส่วนการใช้สารเคมี จะใช้สารพวกเบนเลท อัตรา 6-12 กรัม ต่อน้ำ20 ลิตร ฉีดพ่น เมื่อถั่วเขียวอายุ 30 วัน หลังงอก และฉีดซ้ำทุกๆ 14-15 วัน

3.หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว  เกิดจากหนอนแมลงที่วางไข่ 50-100 ฟอง/ตัว ในระยะต้นกล้าหลังงอกใหม่ เมื่อฟักตัวเป็นหนอน จะเข้ากัดกินเนื้อเยื่อตามใบ และลำต้น ทำให้ต้นถั่วตาย หากเป็นต้นถั่วโตแล้ว หนอนจะเจาะกินลำต้นบริเวณยอด ทำให้ยอดเหี่ยวตาย การป้องกันกำจัด หว่านฟูราดาน อัตรา 3-5 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนหรือหลังปลูก หรือฉีดพ่นด้วยสารโมโนโครโตฟอส 15-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หลังการงอก 7 วัน

4.เพลี้ยอ่อน พบระบาดมากในฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง โดยเพลี้ยจะเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อน ทำให้ยอดหงิกงอ ดอกร่วง ฝักร่วงและต้นแคระแกร็น การป้องกันกำจัด ทำได้โดยการฉีดพ่นด้วยสารโมโนโครโตฟอสอัตรา 25-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

5.เพลี้ยไฟ พบระบาดมากในช่วงฝนทิ้งช่วง และแดดร้อน โดยเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนยอด และดอก ทำให้ยอดหงิกงอ ใบแห้ง ดอกร่วง ฝักอ่อนร่วงหรือลีบ ไม่ติดเมล็ด การป้องกันกำจัด โดยวิธีฉีดพ่นด้วยสารโมโนโครโตฟอส อัตรา 25-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

4.หนอนเจาะฝัก พบระบาดในปลายฤดูฝน หรือฤดูแล้ง การป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นโมโนโครโตฟอส อัตรา 40-50ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

5.มอดถั่ว เป็นแมลงที่เข้าทำลายเมล็ดถั่วในระยะที่อยู่ในฝัก สามารถติดไปกับเมล็ดในช่วงการเก็บเกี่ยว ทำให้มีการแพร่พันธุ์ และกัดกินเมล็ดขณะเก็บในถุงกระสอบ การป้องกันกำจัด โดยการคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีพวกมาลาไธออนผงหรือสารอลามอน หากต้องการเก็บไว้นาน ส่วนเมล็ดที่เก็บไว้บริโภคนั้น ไม่ควรคลุกสารเคมีใดๆ แต่สามารถป้องกันได้โดยการคลุกด้วยน้ำมันถั่วเหลือง ประมาณ 3-5 ซีซี/เมล็ด 1 กิโลกรัม

การป้องกันกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงาน เป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อเกษตรกร และคุณภาพของถั่วเขียวมากที่สุด เนื่องจากไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี และผลที่อาจเกิดกับต้นถั่วของสารเคมี เกษตรกรอาจใช้จอบถากกำจัดวัชพืชตามแนวแถวให้หมด โดยอาจต้องทำการกำจัด 1-2 ครั้ง ตลอดอายุการปลูก ในช่วง 10-14 วัน หลังปลูก และ 30-40 วัน หลังปลูก ก็จะดีนะครับ

‘นาย รัตวิ’

รักษ์เกษตร : เกษตรในเมือง ทางเลือกบรรเทาโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/252691

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม เกษตรในเมือง มีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทา และแก้ไขปัญหาโลกร้อน ได้อย่างไรบ้างครับ

ศุภกฤต เศรษฐีวัฒนา

อ.เมือง จ.เชียงใหม่

คำตอบ หลายประเทศ “เกษตรในเมือง”ได้รับการยอมรับและถูกผนวกเป็นนโยบายในการพัฒนาเมือง โดยเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การจัดการของเสีย การจัดการมลภาวะ การใช้พลังงาน การพัฒนาภูมิทัศน์ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของเมือง ด้วยการใช้พื้นที่รกร้าง พื้นที่ว่าง รวมถึงอาคารสูง ตึกแถว คอนโดมิเนียม สำนักงาน ทำสวนผักคนเมือง ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก รวมถึงปลูกดอกไม้

เกษตรในเมือง ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่โลกกำลังเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร จากสาเหตุต่างๆ การทำเกษตรในเมือง ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนผักในชุมชน หรือการปลูกผักกินเองที่บ้าน ก็ถือเป็นหลักประกันสำคัญ ที่แม้ว่าอาหารจะขาดแคลน หรือราคาแพงขึ้นเพียงใด ก็ยังมีอาหารที่ปลอดภัยไว้กินอย่างพอเพียง อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

เกษตรในเมือง ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียว ลดโลกร้อน และลดการใช้พลังงาน พื้นที่สีเขียว จะมีส่วนช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดภาวะโลกร้อน การปลูกผักบนดาดฟ้า หรือหลังคา สามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ ซึ่งมีส่วนช่วยลดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้

เกษตรในเมือง เป็นแหล่งสำรองอาหารในยามฉุกเฉิน ในสถานการณ์น้ำท่วม เส้นทางถูกตัดขาด อาหารขาดแคลน เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ถ้าหากได้ปลูกผักไว้ทั้งบนระเบียง บนดาดฟ้า หรือทำเป็นสวนลอยฟ้า สวนแนวตั้ง ก็จะเป็นแหล่งอาหารสำรองไว้กินได้

เกษตรในเมือง ช่วยสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นธรรม ตลอดจนสุขภาพของคนเมือง ต้องร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรในเมือง เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารที่เป็นธรรมของคนเมือง ทั้งในเรื่องการผลิต การขนส่ง การตลาด และการบริโภค ซึ่งได้รับความไม่เป็นธรรมจากระบบการค้าอาหารสมัยใหม่ ที่ตกอยู่ในอำนาจของบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องเกษตรในเมือง สิทธิในการเข้าถึงอาหารของกลุ่มคนจนเมือง เพื่อยกระดับอธิปไตยด้านอาหาร

เกษตรในเมือง ช่วยประหยัด ลดรายจ่าย สร้างงาน และสร้างรายได้ให้กับครอบครัว บ้านหรือชุมชน หากที่มีผลผลิตเหลือจากกินเองแล้ว ก็สามารถแบ่งขาย สร้างรายได้เสริมได้ นำไปสู่การสร้างอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น การแปรรูปอาหาร หรือทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ไว้จำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง

เกษตรในเมือง ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาความสะอาดการกำจัดขยะมูลฝอย การมีสวนสาธารณะจึงลดน้อยลง การทำเกษตรในเมือง ถือเป็นการช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเรารู้จักนำพันธุ์ผักพื้นบ้านที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือมักจะถูกแทนที่ด้วยผักจีนเพียงไม่กี่ชนิด ก็จะเป็นการช่วยอนุรักษ์พันธุกรรมไว้ได้อีกทางหนึ่ง สามารถเรียกนก และแมลงให้เข้ามา ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศน์ให้ดีขึ้น

เกษตรในเมือง ช่วยลดระยะทางในการขนส่งอาหาร และลดพลังงานในการเก็บรักษา อาหารที่ซื้อกินกันในเมืองต้องขนส่งมาไกล ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เป็นการสูญเสียพลังงาน ทั้งในการเดินทาง และการเก็บรักษา เสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง ยังก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ปัญหาโลกร้อนตามมาการทำเกษตรในเมือง จึงมีส่วนช่วยอย่างมากที่จะลดระยะทางในการขนส่งอาหาร ลดพลังงานในการเก็บรักษา และลดมลภาวะ อันก่อให้เกิดโลกร้อนตามมาอีกด้วย

เกษตรในเมือง ช่วยลดขยะ และทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การทำเกษตรในเมือง มีส่วนช่วยทำให้เมืองสามารถจัดการกับขยะอินทรีย์ เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ รวมถึงกิ่งไม้ ใบไม้ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปัจจุบันก็เริ่มมีโครงการคัดแยกกิ่งไม้และนำไปบดย่อย เพื่อหมักทำปุ๋ยอยู่ สามารถนำมาใช้ทำปุ๋ย และหมุนเวียนกลับไปใช้ปลูกผักได้  หรืออาจมีการเลี้ยงสัตว์ พวกไส้เดือน หรือหมูช่วย เพื่อช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ จะได้ปุ๋ยจากมูลสัตว์ รวมทั้งภาชนะเหลือใช้ต่างๆยังสามารถนำมาทำเป็นที่ปลูกผักได้อย่างคุ้มค่าอีกด้วย

รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันผลักดันเกษตรในเมือง ให้เป็นนโยบายสาธารณะ ด้วยการรวมพลังของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่อยู่ในเมือง ร่วมกันผนึกกำลัง และทำเรื่องเกษตรในเมืองให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยทำให้เมืองน่าอยู่ และคนในเมืองมีคุณภาพชีวิต ทั้งเรื่องอาหารการกิน สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น ควรช่วยกันสร้างองค์ความรู้ การปฏิบัติจริงในการปลูกพืชผักสวนครัวไร้สารเคมี พัฒนาผลผลิตที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ในสังคมที่ดี ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน หน่วยงาน และประเทศ โดยมีกิจกรรมการปลูกผัก หรือการทำเกษตรในเมือง เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้คนได้ร่วมกันเรียนรู้ ทำกิจกรรม และแบ่งปันกัน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ‘มะลิ’พืชเสริมรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/251745

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปลูกมะลิอย่างละเอียดด้วยครับ

ทรงศักดิ์ สองสามนาม

อ.เมือง จ.นครปฐม

คำตอบ ข้อดีมะลิ คือ ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บดอกขายได้ตลอด ถ้าดูแลดีก็จะให้ผลผลิตถึง 10 ปีเลยทีเดียว โดยพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมนำมาปลูก เพื่อจำหน่ายดอกมีอยู่ 3 พันธุ์ คือ

1.พันธุ์แม่กลอง มีลักษณะพุ่มต้นใหญ่และทึบ เจริญเติบโตเร็ว ส่วนของใบใหญ่หนา มีสีเขียวเข้ม รูปใบค่อนข้างกลม ปลายใบมน ดอกมีลักษณะใหญ่ และกลม แต่ให้ผลผลิตดอกไม่ดกนัก

2.พันธุ์ราษฎร์บูรณะ มีลักษณะพุ่มเล็กกว่า ค่อนข้างทึบ ใบมีลักษณะเล็กบาง สีเขียวเข้ม รูปใบเรียว ดอกมีลักษณะเล็กเรียวแหลม ดอกค่อนข้างดก และทยอยให้ดอกหลายรุ่น

3.พันธุ์ชุมพร มีลักษณะทรงต้นคล้ายพันธุ์ราษฎร์บูรณะแต่โปร่งกว่าเล็กน้อย ใบคล้ายพันธุ์ราษฎร์บูรณะแต่สีอ่อนกว่าและบางกว่า ดอกเล็กเรียวแหลม ดกมาก แต่ทิ้งระยะห่างให้ผลผลิตเป็นช่วงๆ

การปลูกมะลิ ควรเริ่มปลูกต้นฤดูฝน มีขั้นตอนดังนี้

1.การเตรียมดิน โดยไถดินให้ร่วนซุย ไถยกร่องให้ระบายน้ำดี ดินที่เหมาะต้องเป็นดินร่วนปนทราย

2.ขุดหลุม ลึก กว้าง และยาวด้านละ 50 ซม. โรยปูนขาว ผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ใบไม้แห้ง รองก้นหลุมปลูก โดยคลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ลงในหลุม ทิ้งไว้ 7-10 วัน

3.ขึ้นแปลงปลูกกว้าง ประมาณ2 เมตร ความสูงต้องพ้นระดับน้ำ ไม่ให้น้ำท่วมถึง

4.นำกล้าลงปลูก กลบดินด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเให้เข้ากัน รดน้ำทันที

5.นำฟางข้าวมาคลุมบริเวณโคนต้นให้ทั่วแปลง เพื่อรักษาความชื้นของหน้าดิน และป้องกันวัชพืช

6.การให้น้ำ รดน้ำให้พอชุ่ม ไม่ควรรดทีละมากๆ รดตอนเช้าวันละ 1-2 ครั้ง หรืออาทิตย์ละครั้ง ขึ้นกับสภาพของดิน อย่าให้น้ำท่วมขังในแปลงนานๆ จะทำให้ต้นมะลิตายได้ อย่าปล่อยให้โคนต้นแห้ง

7.การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเดือนละครั้ง ไร่ละ 150 กก./ปี โดยการหว่านและรดน้ำตาม

8.โรคที่พบคือ โรครากเน่าต้องระวังไม่ให้น้ำแฉะ การกำจัดหนอนเจาะดอก กำจัดโดยการจับตัวทิ้ง ส่วนแมลงต่างๆ ให้ใช้กับดักแสงไฟ นิยมใช้ไฟนีออนหรือหลอดไฟแสงสีฟ้าติดเหนือต้นมะลิ 50 ซม.

9.หลังปลูก 1 สัปดาห์ ต้นจะเริ่มติดราก หลัง 15 วัน จะเริ่มแตกใบใหม่ ระยะนี้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 กำมือบริเวณรอบต้นจากนั้นก็ให้น้ำ คอยดูแลเรื่องวัชพืช หลังจากนั้นอีก 20 วัน ต้นจะสูงขึ้นประมาณ 1 คืบ ให้ใส่ปุ๋ยอีกครั้ง รดน้ำบริเวณทรงพุ่มให้ทั่ว หรือถ้าต้องการลดต้นทุน อาจมีการสลับกับน้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 รดหรือฉีดทุก 10 วัน ก็สามารถทำได้

การตัดแต่งกิ่ง เพื่อบังคับมะลิออกดอกนอกฤดู มีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ

1.การตัดแต่งแบบเหลือกิ่งไว้กับต้นยาว เหมาะกับต้นอายุยังน้อย โดยตัดกิ่งเหลือแต่กิ่งที่สมบูรณ์

2.การตัดแต่งแบบที่เหลือกิ่งไว้กับต้นสั้น เหมาะกับต้นที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป โดยตัดออกให้กิ่งที่เหลือค่อนข้างสั้น และเหลือกิ่งไว้ 3-4 กิ่ง หลังตัดแต่งกิ่ง ต้องให้น้ำและให้ปุ๋ยตามเพื่อให้ต้นมะลิมีความสมบูรณ์

ปัญหาที่พบ ได้แก่

1.ต้นมะลิทรุดโทรม หากมีปัญหาต้นมะลิทรุดโทรม ใบเหลืองซีด เหมือนขาดปุ๋ยขาดธาตุอาหาร แสดงว่ามีความผิดปกติที่ราก ควรขุดดูที่ราก อาการแบบนี้ เรียกว่า รากเป็นปม วิธีแก้คือ ควรหยุดปลูกบริเวณนั้น ให้หาพืชชนิดอื่นๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว มาปลูกสลับ ระยะเวลาเท่าอายุถั่วนั้นโทรม รวมถึงให้ใส่ปุ๋ยอินทรียวัตถุให้มากขึ้น เพื่อให้ดินมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น หรืออาจขุดนำดินบริเวณที่เป็นโรครากปมนี้ ไปเผาไฟทำลาย ถ้าหากจำเป็นจะต้องใช้สารเคมี ให้ใช้สาร คาร์โบฟูราน รองก้นหลุมก่อนปลูก ก็จะสามารถกำจัดไส้เดือนฝอยได้โดยตรง แต่ไม่อยากให้ใช้สารเคมีนะครับ

2.ใบเป็นจุดสีน้ำตาลอ่อน อาการคือ โรคแอนแทรคโนส วิธีแก้คือ ให้ตัดแต่งส่วนที่ติดเชื้อราออก ส่วนที่ตัดทิ้งไปเผาไฟ และให้ใช้สารกำจัดเชื้อราฉีดพ้นป้องกันไว้

3.ดอกมะลิเป็นสีม่วง อาการนี้มีสาเหตุมาจากหนอนชนิดหนึ่ง เรียกว่า หนอนเจาะดอกมะลิ วิธีแก้ก็คือ ตัดแต่งพุ่มมะลิให้โปร่ง ไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนอน กำจัดเศษพืชบริเวณโคนต้น โดยนำไปเผาไฟทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของดักแด้ของหนอน หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ไปน็อกซ์ ฉีดพ่น แต่ไม่อยากให้ใช้สารเคมีนะครับ

ส่วนใหญ่จะมีพ่อค้ามารับซื้อดอกมะลิถึงสวนทุกวัน อาจขายดอกสด หรือทำพวงมาลัยขาย หรืออาจส่งตามร้านขายดอกไม้เล็กๆ ถ้ามีมากก็ส่งตลาดดอกไม้ใหญ่ๆ ขายดีมาก เพราะมีเกษตรกรผู้ปลูกดอกมะลิมีค่อนข้างน้อย จึงไม่มีคู่แข่งมากนัก

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : วิธีผลิตสารกำจัดวัชพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250861

วันอังคาร ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่ของผมมีวัชพืชมากมายหลายชนิดครับ ขอทราบวิธีผลิตสารกำจัดวัชพืช ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ด้วยนะครับ

อมรศักดิ์ จัตตุรงค์จันทร์

อ.เมือง จ.ลพบุรี

คำตอบ กรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำวิธีผลิต สารกำจัดวัชพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.5 ซึ่งจะได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ ที่ประกอบด้วยกรดอินทรีย์และฮอร์โมนหลายชนิดที่มีความเข้มข้นสูง ผลิตได้จากการย่อยสลายวัสดุจากสัตว์ มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาล โดยเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ใช้ประโยชน์ในการกำจัดวัชพืช

สารเร่ง พด.5 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมัก และย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากสัตว์ ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนเพื่อผลิตสารสำหรับใช้กำจัดวัชพืช ส่วนประโยชน์ของสารเร่ง พด.5 จะช่วยกำจัดวัชพืชประเภทหญ้า และวัชพืชใบกว้าง เช่น หญ้าตีนกา หญ้านกสีชมพู หญ้ารังนก หญ้าละออง หญ้าแพรก ไมยราบ สาบแร้งสาบกา สาบเสือกระดุมขน กะเม็ง เป็นต้น

ชนิดของจุลินทรีย์ในสารเร่ง พด.5 จะประกอบด้วย ยีสต์ ที่ผลิตแอลกอฮอล์ และกรดอินทรีย์ แบคทีเรีย ที่ผลิตเอนไซม์โปรทีเอส ช่วยย่อยสลายโปรตีน และแบคทีเรีย ที่ผลิตกรดแลกติก

วัสดุสำหรับผลิตสารกำจัดวัชพืช จำนวน 50 ลิตร

1.เศษปลา หรือหอยเชอรี่ 40 กิโลกรัม

2.น้ำตาล (กากน้ำตาล) 10 กิโลกรัม

3.น้ำ 10 ลิตร

4.สารเร่ง พด.5 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม)

ขั้นตอนวิธีทำ

1.นำเศษปลา หรือหอยเชอรี่ และกากน้ำตาล ใส่ลงในถังหมักผสมให้เข้ากัน

2.ละลายสารเร่ง พด.5 ในน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที

3.เทสารละลายสารเร่ง พด.5 ใส่ลงในถังหมัก แล้วคลุกเคล้า หรือคนให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง

4.ปิดฝา ไม่ต้องสนิท ละตั้งไว้ในที่ร่ม

5.คน หรือกวนวัสดุหมักทุก 7 วัน ใช้ระยะเวลาหมัก 40 วัน

การสังเกตลักษณะสารกำจัดวัชพืชที่สมบูรณ์แล้ว โดยสังเกตว่ามีการเจริญของจุลินทรีย์ลดลง กลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง มีกลิ่นเปรี้ยวเพิ่มสูงขึ้น จะไม่ปรากฏฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของเหลวที่ได้มีสีน้ำตาลใส และมีความเป็นกรดเป็นด่าง pH ที่ต่ำกว่า 4

วิธีการใช้ ให้นำสารกำจัดวัชพืชที่เจือจางแล้ว ฉีดพ่นที่วัชพืช ในช่วงเวลากลางวัน หรือมีแดดจัด และทิ้งไว้เป็นเวลา 1 วัน จึงทำการสับกลบ เพื่อเตรียมดินต่อไป ในกรณีที่มีวัชพืชขึ้นหนาแน่น ให้ใช้สารกำจัดวัชพืช อัตรา 30-50 ลิตรต่อไร่ โดยเจือจางกับน้ำเท่ากับ 1:1 และในกรณีวัชพืชขึ้นไม่หนาแน่น ใช้สารกำจัดวัชพืช อัตรา 20 ลิตรต่อไร่ โดยเจือจางกับน้ำเท่ากับ 1:5

คุณสมบัติของสารกำจัดวัชพืช

1.มีกรดอินทรีย์หลายชนิด และมีความเข้มข้นสูง เช่น กรดอะมิโน กรดฮิวมิก กรดแลกติก และกรดอะซีติก

2.มีฮอร์โมนหลายชนิด โดยเฉพาะจิบเบอร์เรลลินในปริมาณสูง

3.มีค่า pH ต่ำกว่า 4

ลักษณะที่ดีของน้ำหมักที่ได้นั้น ในระหว่างการหมักเพื่อผลิตสารกำจัดวัชพืช ให้สังเกตน้ำหมักที่ได้ จะเกิดฝ้าของเชื้อจุลินทรีย์เจริญเต็มผิวหน้า หลังจากการหมัก 1-3 วัน จะเกิดฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะมีฟองก๊าซเกิดขึ้นบนผิว และใต้ผิววัสดุหมัก มีกลิ่นแอลกอฮอล์ จะได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนมาก และน้ำหมักที่ได้จะมีความใสของสารละลาย จะเป็นของเหลวใส และมีสีเข้ม

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน กับไร่นาสวนผสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250255

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสาน
และระบบไร่นาสวนผสม มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ

รัตนชาย อินทร์ศักดิ์

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ หลักการพื้นฐานของ “ระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสาน” มีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป ในพื้นที่และระยะเวลาเดียวกัน จึงจะถือว่าเป็นการผสมผสานที่ดี กิจกรรมการเกษตร ควรประกอบไปด้วยการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ โดยผสมผสานระหว่างการปลูกพืชต่างชนิด หรือการเลี้ยงสัตว์ต่างชนิดกัน ให้มีการผสมผสานเกื้อกูลกันอย่างได้ประโยชน์สูงสุด พืชและสัตว์นั้น มีการใช้ทรัพยากรที่แตกต่างกัน และมีห่วงโซ่ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกันอยู่ พืชโดยทั่วไปมีหน้าที่และบทบาทในการดึงเอาแร่ธาตุในดิน อากาศ และพลังงานจากแสงแดด มาสังเคราะห์ให้อยู่ในรูปของอาหารพวกแป้ง น้ำตาล โปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ ที่สัตว์สามารถใช้ประโยชน์ได้ สำหรับสัตว์นั้น จะต้องบริโภคอาหารจากพืชอีกต่อหนึ่ง เมื่อสัตว์ขับถ่ายของเสีย หรือตายลงก็จะเน่าเปื่อยย่อยสลายกลายเป็นแร่ธาตุต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับพืช เป็นวงจรความสัมพันธ์ที่หมุนเวียนไปรอบแล้วรอบเล่า จนกลายเป็นห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของสัตว์ ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ นำไปสู่การเกิดระบบนิเวศน์ที่ดี

ความหมายของระบบเกษตรผสมผสาน และระบบไร่นาสวนผสม เป็นระบบเกษตรกรรมที่จะนำไปสู่การเกษตรยั่งยืน โดยมีรูปแบบที่ดำเนินการมีลักษณะใกล้เคียงกัน และทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสับสนในการให้ความหมาย และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบการเกษตรที่มีการเพาะปลูกพืช หรือการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ชนิด อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ภายใต้การเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยหลักการอยู่รวมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม การอยู่รวมกันอาจจะอยู่ในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ระบบนี้ จะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการวางรูปแบบ และดำเนินการ โดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรม แต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัย การผลิต และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่ง มาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร เช่น การเลี้ยงไก่หรือสุกรบนบ่อปลา การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้

ระบบไร่นาสวนผสม เป็นระบบเกษตรแบบผสมผสานที่มีกิจกรรมการผลิตหลายกิจกรรม เพื่อตอบสนองต่อการบริโภค หรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอนเท่านั้น โดยมิได้มีการจัดการให้กิจกรรมการผลิตเหล่านั้น มีการผสมผสานเกื้อกูลกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต และคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเหมือนเกษตรผสมผสาน การทำไร่นาสวนผสมอาจมีการเกื้อกูลกันจากกิจกรรมการผลิตบ้าง แต่กลไกการเกิดขึ้นนั้นเป็นแบบ “เป็นไปเอง” มิใช่เกิดจาก “ความรู้ ความเข้าใจ” อย่างไรก็ตามไร่นาสวนผสม สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของเกษตรกรผู้ดำเนินการให้เป็นการดำเนินการในลักษณะของระบบเกษตรผสมผสานได้

ระบบเกษตรที่มีการปลูกพืช และมีการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิด เกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาอย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเกิดการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ การเกื้อกูลกันระหว่างพืชและสัตว์ เศษซาก และผลพลอยได้จากการปลูกพืช จะเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ ในทางตรงกันข้าม ผลที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพืชด้วยเช่นกัน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกผักทนแล้ง รายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/249320

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ในช่วงอากาศเริ่มหนาวเย็นแบบนี้ จะสามารถปลูกผักชนิดใดเป็นรายได้เสริมได้บ้างครับ และจะต้องดูแลรักษาอย่างไรครับ

จันธร รัตนาภิรมณ์

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ จากช่วงเวลาเริ่มเข้าสู่อากาศหนาวเย็นในขณะนี้ ปัญหาที่มักจะพบในทุกพื้นที่คือภัยแล้ง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ทำนาปลูกข้าว ต้องหยุดการทำนาลงกันแบบระยะยาว ส่งผลให้ทุกพื้นที่ขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก จึงไม่สามารถทำการเกษตรใดๆ ได้ นอกจากพืชผักฤดูแล้ง หรือพืชผักที่ทนแล้งใช้น้ำน้อยมากที่สุด เพื่อให้ยังคงมีอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ในการยังชีพเลี้ยงครอบครัวไปได้ การปลูกพืชตระกูลแตงตระกูลถั่ว พืชไม้เลื้อย และพืชอายุสั้น สามารถให้ผลผลิตได้ไว ทันต่อการออกจำหน่ายสู่ตลาด โดยเฉพาะพืชผักสวนครัว ที่สามารถสร้างรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้งได้ดี ลงทุนน้อย ให้ผลผลิตไวมีรายได้หมุนเวียนชัดเจน และยังสามารถบรรเทาค่าใช้จ่ายในครอบครัว จากการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการปลูกกินเหลือขายได้เป็นอย่างดี

ในสภาพอากาศแบบนี้ ต้องปลูกต้นไม้อื่นช่วย ทำให้อากาศเย็นลง โดยได้ร่มเงาจากต้นไม้อื่น ช่วยบังแดดในบางช่วงเวลา อากาศทุกสภาพ สามารถปลูกไม้ใหญ่ ไม้ป่าได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย ช่วงนี้ ควรปลูกผักชี ผักบุ้ง ผักกาดหัว ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา ถ้าหากมีฝน อาจจะปลูกคะน้า มะเขือเปราะ มะเขือยาว กุยช่าย บวบเหลี่ยม ข้าวโพดหวาน หอมแดง ผักชีลาว ผักโขม ผักกาดขาว ผักกาดหอม พริก ส่วนที่ปลูกได้ มีน้ำเพียงพอ ก็เป็นประเภท ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา แมงลัก เป็นต้น

ผักที่ควรปลูกในฤดูร้อน ได้แก่ ผักที่ทนร้อนได้ดี และทนความแห้งแล้งพอสมควร ถึงแม้ว่าผักเหล่านี้ จะทนร้อนและความแห้งแล้งได้ แต่ก็ต้องรดน้ำ เช้า-เย็น ต้องพรวนดินแล้ว คลุมด้วยฟางข้าว เพื่อรักษาความชุ่มชื่นไว้ให้พอ เช่น ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักกาดขาวเล็ก ผักกาดขาวใหญ่ ผักชี บวบ มะระ ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม น้ำเต้า แฟง ฟักทอง ถั่วพู คะน้า ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน มะเขือมอญ ถั่วเขียว และมันเทศ

ถั่วเขียว เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย ทนแล้งได้ดี

มันเทศ ต้องยกร่องให้สูง เพื่อให้ดินร่วนซุย

ต้นขจร หรือต้นดอกสลิด สามารถปลูกในช่วงแล้งได้ดี ปลูกง่าย ดูแลง่ายไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน สร้างรายได้ดีเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปีพืชเหล่านี้ เป็นทางเลือก ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่ประสบกับภัยแล้งได้

แมงลัก โหระพา และผักเสี้ยนเป็นพืชผักที่ทนแล้ง และใช้น้ำน้อยแทนหารายได้จุนเจือครอบครัวในช่วงหน้าแล้งจะสามารถเก็บไปส่งขายในตลาดได้ 2-3 วันต่อครั้ง

บวบหอม เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อน การเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของบวบหอมจะไม่แตกต่างกับการปลูกในช่วงเดือนอื่นๆ  หากเปรียบเทียบกับพืชผักชนิดอื่นๆ  จะเห็นว่าบวบหอมเจริญเติบโต และให้ผลผลิตดีกว่าพืชผักหลายชนิดที่ปลูกในช่วงนี้ บวบหอมเป็นผักพื้นบ้านที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง ไม่ต้องฉีดพ่นสารเคมี ผลผลิตที่ได้มีความปลอดภัยต่อการบริโภค ประโยชน์ของบวบหอมยอดอ่อนและผลอ่อน ใช้ประกอบอาหารได้หลายตำรับ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส  รังบวบ หรือส่วนของผลแก่ เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติใช้ขัดถูร่างกายและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภาชนะต่างๆ

ชะอม เป็นผักที่มีคนกินมากในปัจจุบัน ขายง่ายได้ราคา เป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง ทนต่อทุกสภาพอากาศได้ดี ทนแล้ง ทนฝน ทนหนาว สามารถเก็บยอดได้ทุกวัน เป็นรายได้ประจำวันเป็นอย่างดี ปลูกโดยเพาะเมล็ด และต้นแม่พันธุ์จะมีรากแก้ว เพื่อปลูกแบบถาวรกว่าใช้กิ่งพันธุ์

การดูแลรักษาน้ำหน้าดิน เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ผักรอดตายจากการขาดน้ำ อาจใช้ฟาง หรือหญ้าแห้ง มาปกคลุมรักษาความชื้นหน้าดินไว้ ไม่ให้แสงแดดสลายความชื้นให้ระเหยไป โดยเอาฟางไปแช่น้ำก่อนสัก 1 ชั่วโมง ก่อนนำมาใช้ก็คลุมพื้นที่ต้นกล้าไม้ หรือใช้ฟางปูตั้งแต่ก้นหลุม และข้างหลุมด้วย

พืชผักเหล่านี้ เป็นพืชผักที่สนับสนุนการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอพียง  ปลูกและดูแลรักษาง่าย  ผลผลิตปลอดภัยจากสารพิษ  มีประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านโภชนาการ และใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใช้สอย ปลูกผักให้มีขายในหน้าแล้ง ได้ราคาดี  และเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

นาย รัตวิ