รักษ์เกษตร : ปลูกดาวเรืองรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/248483

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีปลูกดาวเรือง เป็นขั้นตอนที่เข้าใจง่ายๆ ด้วยนะครับ

เจตนา สนองนุกูล

อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ ดอกดาวเรืองเป็นพืชมงคลมีการนำมาประกอบพิธีกรรม เป็นดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทยอย่างแยกไม่ออก การปลูกดาวเรืองตัดดอกขาย จึงเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่ดีอีกช่องทางหนึ่งของเกษตรกร มีหลายสายพันธุ์และหลายสี แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.ดาวเรืองอเมริกัน ลำต้นสูง 10-40 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง และขาว กลีบดอกซ้อนกันแน่น ดอกใหญ่ 3-4 นิ้ว มีหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ปาปาย่าไพน์แอปเปิ้ล ปัมพ์กิน อะพอลโล ไวกิ่ง มูนช็อต ดับเบิล อีเกิล

2.ดาวเรืองฝรั่งเศส เป็นดาวเรืองต้นเล็ก ต้นเป็นพุ่มเตี้ย สูง 6-12 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง น้ำตาลอมแดง และสีแดง นิยมปลูกประดับในแปลงมากกว่าปลูกเพื่อตัดดอก ได้แก่ พันธุ์ดอกชั้นเดียว ดอกมีขนาด 1.5-2 นิ้ว และพันธุ์ดอกซ้อน ดอกมีขนาดตั้งแต่ 1.5-3 นิ้ว

3.ดาวเรืองพันธุ์ลูกผสม เป็นดาวเรืองลูกผสมระหว่างดาวเรืองอเมริกันและฝรั่งเศส แข็งแรง ดอกใหญ่ และมีกลีบซ้อนมาก ต้นเตี้ยทรงพุ่มกะทัดรัดให้ดอกเร็ว ดอกดก เมล็ดจะลีบ มีลูกออกมาเป็นหมันทำให้เมล็ดราคาแพง และมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ อาทิ พันธุ์นักเก็ต ไฟร์เวิร์ก เรด เซเว่น สตาร์ และโชว์โบ๊ต

วิธีการปลูกดาวเรือง 

1.ไถเตรียมดินการเตรียมดิน ใช้วิธีไถดะและไถกลบ หากมีหญ้าขึ้นก็ไถกลบ ห้ามใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดเด็ดขาด ควรเสริมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแห้ง หรือหมักน้ำชีวภาพ เพื่อเติมจุลินทรีย์ให้ดิน หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ ยกร่องแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร รดน้ำแปลงไว้ล่วงหน้า 1 วันยกร่องเตี้ยๆ สูง 1 คืบ ไม่ว่าพื้นที่จะเป็นดินหรือสภาพร่อง

2.ขุดหลุมกว้าง 15 ซม. แปลงละ 3 แถว ระยะระหว่างแถว 30 ซม. ระยะระหว่างต้น 30 ซม. ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนชารองก้นหลุม แล้วเกลี่ยดินมากลบปุ๋ยเล็กน้อยไม่ให้รากสัมผัสปุ๋ยโดยตรง

3.เมล็ดพันธุ์ให้นำไปแช่น้ำประมาณ 8-10 ชม. ก่อนนำไปหว่าน ต้องหมั่นรดน้ำให้ชุ่ม เช้า-เย็น 7 วัน จะเป็นต้นอ่อนต้องคอยระวังจิ้งหรีดที่ชอบมากัดกิน นำต้นกล้าที่มีอายุ 7-10 วัน นับจากวันเพาะเมล็ด โดยแยกต้นกล้าให้มีวัสดุเพาะหรือดินหุ้มติดรากมาด้วย มาปลูกในแต่ละหลุมที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นต้องรดน้ำเช้า-เย็น 7 วัน ซึ่งต้นกล้าจะตั้งตัวได้ดี แล้วจึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ตอนเช้า

4.การปลูก ย้ายลงแปลงปลูกที่เตรียมไว้เมื่อเพาะได้ 25-30 วัน ระยะห่างระหว่างต้น 50 ซม. ระหว่างแถว 1 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 3,500 ขุม ขุมละ 1 ต้น

5.ใส่ปุ๋ย ใช้น้ำหมักชีวภาพรดทุก 7 วัน และเติมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ทุก 15 วัน ต้นดาวเรืองจะเจริญเติบโตได้เร็วมาก แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย

6.ช่วงดาวเรืองอายุ 30 วัน เป็นระยะที่ต้นมีใบจริงขนาดใหญ่ ประมาณ 4 คู่ และส่วนยอดมีใบเล็กๆ 1-2 คู่ จะต้องปลิดยอดทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งข้าง  หลังจากนั้น 5-7 วันตาข้างจะเริ่มแตกและเจริญเป็นกิ่งใหม่ ซึ่งจะติดตุ่มดอกทั้งที่ตายอดปลายกิ่งและตาข้าง

7.หลังจากปลูก 40-45 วันดอกยอดจะมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพดดอกข้างมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องรีบปลิดดอกข้างออกให้หมดภายใน 2-3 วัน คงเหลือดอกยอดไว้ดอกเดียว เพื่อให้ดอกมีขนาดใหญ่

8.เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 2 เดือนอายุ 60-65 วันหากดูแลดีจะสูงถึงเอว ดอกที่ออกช่วงแรกๆ จะมีขนาดใหญ่ขายได้ในราคาสูง หากดอกเล็กราคาจะถูกลง ตัดดอกไปจำหน่ายได้ ประมาณ 10-12 ดอก/ต้น

การขยายพันธุ์ดาวเรืองทำได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ นำเมล็ดมาเพาะในกระบะเพาะ ซึ่งมีวัสดุเพาะ คือ ขุยมะพร้าว ทราย  ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1:1:1:1 หรือแปลงเพาะที่มีดินร่วนซุยค่อนข้างละเอียด คราดดินให้ผิวดินเรียบสม่ำเสมอ ทำร่องบนกระบะเพาะหรือแปลงเพาะให้ลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร กว้าง 1 ซม. แต่ละร่องห่างกัน 5 ซม. หยอดเมล็ดลงร่องห่างกัน 1-2 นิ้ว แล้วกลบแต่ละร่องด้วยวัสดุเพาะ หรือดินละเอียดเพียงบางๆ รดน้ำด้วยฝักบัวฝอยให้ชุ่ม แล้วคลุมกระบะเพาะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ฟาง หรือหญ้าแห้ง รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น เมล็ดจะงอกภายใน 3-5 วัน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ถั่วเขียว พืชทนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/247671

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้เรื่อง การปลูกถั่วเขียว นะครับ

สมศักดิ์ ทองเอี่ยม
อ.เมือง จ.ลพบุรี

คำตอบ ถั่วเขียว เป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 60-70 ซม. แตกกิ่งก้านสาขาประมาณ 4-6 กิ่ง มีอายุสั้น สามารถปลูกได้ปีละหลายครั้ง ชอบอากาศร้อนและชื้น ปลูกง่าย ทนแล้ง ทนโรคและแมลง นิยมปลูกกันในแทบทุกภาคของประเทศไทย แบ่งตามลักษณะเปลือกเป็น 4 ชนิด คือ

1.ถั่วเขียวธรรมดา เป็นถั่วเขียวเมล็ดด้าน มีลักษณะเมล็ดด้านสีเขียว

2.ถั่วเขียวเมล็ดมัน เป็นถั่วเขียวที่มีลักษณะเมล็ดสีเขียวมีมันวาว เมื่อฝักแก่มี 2 สีตามสายพันธุ์

3.ถั่วเขียวสีทอง คล้ายถั่วเขียวธรรมดาและผิวมัน แต่เมล็ดมีทั้งเมล็ดด้านและมันสีเขียวอมเหลือง

4.ถั่วเขียวผิวดำ ลักษณะเมล็ดคล้ายถั่วเขียวธรรมดา ลำต้นมีทรงพุ่มใหญ่และแตกกิ่งก้านมากกว่า บางพันธุ์อาจมีลักษณะยอดเลื้อยพันกัน ใบหนา ดอกสีเขียวอมเหลือง ลำต้นมีขนปกคลุม ฝักหนาป้อมสั้น

ฤดูที่ปลูกถั่วเขียว สามารถปลูกได้ 3 ฤดูกาล คือ

1.ต้นฤดูฝน ปลูกตามพื้นที่ไร่ ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม การปลูกช่วงนี้ ถั่วเขียวจะเจริญเติบโตดี แตกกิ่งก้านสาขามาก เพราะได้น้ำฝนต่อเนื่อง อุณหภูมิและความชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโต ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าฤดูอื่น แต่ฝักอาจเสียหายจากน้ำฝน

2.ช่วงปลายฝน ช่วงสิงหาคม-กันยายน เก็บเกี่ยวประมาณพฤศจิกายน-ธันวาคม ผลผลิตต่อไร่ จะต่ำกว่าการปลูกช่วงต้นฝนเพราะได้รับน้ำน้อยลง คุณภาพไม่ต่างกัน แต่ลดความเสียหายของเมล็ดจากน้ำฝนได้

3.หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม และเก็บเกี่ยวประมาณเมษายน-พฤษภาคม ได้ผลผลิตน้อย เนื่องจากมีพื้นที่การปลูกน้อย และมีเฉพาะบางพื้นที่

ลักษณะดินที่เหมาะ เป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินร่วนซุ่ย มีหน้าดินลึก ระบายน้ำ และไม่มีน้ำท่วมขัง มีแร่ธาตุ และอินทรียวัตถุที่เพียงพอ และควรมีจุลินทรีย์ในดินสูง ถ้าเป็นดินเหนียวหรือดินเลน เป็นดินที่ให้ผลผลิตถั่วไม่ค่อยดี เนื่องจากอุ้มน้ำดี ทำให้ดินเเฉะ และท่วมขังง่าย และถ้าเป็นดินทรายจัด มักพบเป็นพื้นที่ไร่ในที่สูง เช่น พื้นที่ไร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักประสบปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีในปริมาณที่พอเหมาะ

การเตรียมดิน ทำการไถพรวนดิน และกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 1-2 ครั้ง โดยอาจไถครั้งเดียวก่อนปลูกเพื่อลดต้นทุน ด้วยการไถหน้าดินลึก ประมาณ 30 ซม. ระยะห่างการไถประมาณ 1-2 อาทิตย์ และ 5-10 วันก่อนปลูก การไถก่อนปลูกมักไถขึ้นร่อง เป็นร่องเดี่ยว กว้าง 30-40 ซม.

วิธีการปลูก ทำได้ 3 วิธี คือ

1.วิธีปลูกเป็นหลุม ทำหลุมบนคันร่องระยะระหว่างแถวประมาณ 50 ซม. และระยะระหว่างหลุม 20 ซม. หยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 ต้น ความลึกประมาณ 2-3 ซม. ซึ่งจะใช้เมล็ด 3-5 กิโลกรัม/ไร่

2.วิธีปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นการปลูกบนคันร่อง ด้วยการเปิดร่องตามแนวยาวบนคันร่อง ระยะระหว่างร่อง 50 ซม. ทำการโรยเมล็ดลงในร่อง 10-15 เมล็ด ต่อระยะ 1 เมตร ความลึกประมาณ 2-3 ซม. ใช้เมล็ดประมาณ 5 กิโลกรัม/ไร่ ไม่ควรลึกมากกว่านี้ เพราะเมล็ดจะงอกยาก หรืองอกแล้วอาจเน่า

การใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ ใส่รองก้นหลุม หรือโรยตามแนวร่องก่อนปลูก และใส่ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในระยะที่ต้นเริ่มแตกงอ

การเก็บเกี่ยว และการนวดถั่วเขียว เก็บเกี่ยวได้เมื่อถั่วเขียวอายุได้ 60 วัน ขึ้นไป ฝักจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ หรือสีฟาง ตามแต่ลักษณะของพันธุ์ เมื่อเก็บฝักจากไร่แล้ว ควรจะตากแดดอีกประมาณ 3-4 แดด จึงนวดและฟัด เอาเมล็ดออกตากแดดอีกประมาณ 3 แดด จึงเก็บใส่กระสอบหรือภาชนะ ถ้าจะเก็บเมล็ดไว้นานๆ ต้องหมั่นนำเมล็ดมาตากแดดทุก 2 อาทิตย์ เพื่อป้องกันมอดเจาะทำลายเมล็ด

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : สร้างเสริมประสิทธิภาพของดิน ด้วยปุ๋ยพืชสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/246778

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม พืชตระกูลถั่วที่สามารถย่อยสลายได้รวดเร็ว ที่นิยมทำใช้มีอะไรบ้างครับ ขอทราบความรู้คุณสมบัติ และวิธีการปลูกด้วยครับ

องอาจ กรองงานคำ

อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

คำตอบ พืชตระกูลถั่วที่ใช้ทำเป็นปุ๋ยพืชสดได้เร็ว ได้แก่ โสน ปอเทือง ถั่วพร้า และถั่วแปบ ทั้ง 4 ชนิด มีลักษณะเฉพาะในความชอบดินน้ำ หรือคุณสมบัติทนเค็มต่างกัน ดังนั้นหากใช้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่จะเกิดประโยชน์สูงประหยัดสุดได้อย่างแน่นอน พืชตระกูลถั่วที่ปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด นิยมใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่นา หรือที่ปลูกพืชไร่จะได้ผลดีที่สุด พืชตระกูลถั่วกลุ่มนี้เมื่อสับกลบดินแล้วจะเน่าเปื่อยสลายตัวกลายเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว เพราะมีจำนวนใบมาก ลำต้นไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก

โสน นิยมใช้โสนอัฟริกัน เป็นสายพันธุ์ฤดูเดียวสามารถขึ้นได้ในสภาพอากาศทั่วไป และสภาพน้ำขังทนเค็ม นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดนาข้าว หรือในระบบปลูกพืชหมุนเวียน พืชแซมแบบเป็นแถบกับข้าวโพดใช้เมล็ดหว่านอัตรา 3-8 กก./ไร่ ถ้าใช้อัตราเมล็ดสูงจะได้ต้นเล็กซึ่งไถกลบง่าย อายุออกดอก 50-90 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และฤดูปลูก พร้อมที่จะไถกลบหรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดินตั้งแต่อายุ 45 วันขึ้นไป ให้น้ำหนักสด 2-4 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจน 12-20 กก./ไร่ เมื่อปลูกเป็นพืชคลุมดินข้ามปีจะช่วยควบคุมวัชพืชรักษาความชื้นในดิน และป้องกันไฟป่า มีประโยชน์ต่อพืชที่มีการไถพรวนน้อยครั้งหรือไม่มีการไถพรวน เช่น หลังจากหยอดหรือหว่านเมล็ดพืชหลักแล้วตัดต้นให้ชิดดินใช้เป็นวัสดุคลุมดิน

การปลูกเพื่อขยายพันธุ์ ปลูกได้ในสภาพดินทั่วไปทั้งที่ดอนและลุ่ม โดยปลูกแบบหยอดเป็นหลุมหรือโรยเมล็ดเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 75-100 ซม. หยอดเป็นหลุมระยะระหว่างหลุมประมาณ 20-50 ซม. อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก 3-5 กก./ไร่ ปลูกช่วงต้นฝนหรือกลางฝน
เมื่อปลูกไปแล้ว 1 เดือน ให้พรวนดินกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตราประมาณ 20 กก./ไร่กลบโคน

นอกจากนี้ โสนยังสามารถปลูกได้ในนาข้าวพร้อมกับปักดำข้าว โดยปลูกเป็นแนวขนานกับคันนา 2-3 แถว เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองอายุเก็บเกี่ยวไม่แน่นอน แต่ทั่วไปมักเก็บเกี่ยวเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง โดยเริ่มเก็บฝักแก่หรือตัดทั้งต้นเมื่อสุกแก่ประมาณ 75% นำต้นมาตากแดดบนลานจากนั้นนวดและฝัดเมล็ด ผลผลิตเมล็ดได้ประมาณ 80-200 กก./ไร่

ปอเทือง เป็นพืชฤดูเดียวทนแล้ง ขึ้นได้ในสภาพอากาศทั่วไปโดยเฉพาะพื้นที่ดอนที่มีการระบายน้ำดี สามารถใช้เป็นพืชหมุนเวียนหรือพืชแซมในระบบปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด อ้อย ปลูกเป็นพืชหมุนเวียนในนาข้าว โดยใช้เมล็ดหว่านอัตรา 5 กก./ไร่ อายุออกดอกประมาณ 50 วัน พร้อมที่จะไถกลบหรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดินให้น้ำหนักพืชสดประมาณ 3-4 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจน 10-20 กก./ไร่ ปอเทืองในช่วงอายุ 20-30 วัน หากไถกลบจะย่อยสลายอย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับเตรียมดินตกกล้าหรือตัดฟันเป็นวัสดุคลุมดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและการงอกของเมล็ดพืชหลักหรือควบคุมวัชพืช

การปลูกเพื่อขยายพันธุ์ ควรปลูกในพื้นที่ดอนปลายฝนระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนโดยหยอดเมล็ดเป็นแถวหรือเป็นหลุมระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 75-100 ซม. การปลูกเป็นหลุมใช้ระยะปลูก50×100 ซม. หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดประมาณ 3 กก.ต่อไร่ เมื่อปลูกประมาณ 1 เดือนให้พรวนดินและใส่ปุ๋ยกลบโคนโดยใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 20 กก./ไร่ จากนั้นเมื่ออายุประมาณ 120-150วันสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยตัดต้นตากแดดบนลานเมื่อนวดและฝัดแล้วจะได้ผลผลิตเมล็ดประมาณ 80-120 กก./ไร่

ถั่วพร้า ขึ้นได้ดีในสภาพอากาศทั่วไป ในพื้นที่ดอนระบายน้ำดี ทนแล้ง สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ดินเค็มและที่ร่มเงา เป็นพืชล้มลุกจนถึงข้ามปี ทรงพุ่มใบกว้างทอดยอดเป็นเถาได้ พันธุ์ที่ใช้เป็นชนิดล้มลุกเมล็ดสีขาวและสีแดง สามารถปลูกเป็นพืชหมุนเวียนในระบบพืชไร่หรือนาดอน ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเมื่ออายุ 2 เดือน ให้น้ำหนักสดประมาณ 3 ตัน/ไร่ ให้ไนโตรเจนประมาณ10-20 กก./ไร่ ใช้เป็นพืชแซมหรือคลุมดินในสวนไม้ผลหรือปลูกเป็นพืชคลุมดินในระบบปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่มีการไถพรวน เพื่อควบคุมวัชพืชรักษาความชื้นและการงอกของเมล็ดพืชหลัก เช่น ข้าว เป็นต้น

ถั่วแปบ เป็นพืชเมืองร้อนอายุปีเดียวหรือข้ามปี ทรงพุ่มตั้งตรงทอด ยอดเป็นเถาเลื้อยมีหลายพันธุ์ต่างกันตามลักษณะสีของเมล็ด เช่น สีน้ำตาล สีขาว ทนแล้ง ขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด มีการระบายน้ำดียกเว้นดินที่มีน้ำท่วมขัง ใบจะร่วงและตาย สามารถปลูกเป็นพืชคลุมดินในระบบปลูกพืชแซม หรือพืชหมุนเวียนกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง หรือมันสำปะหลัง หรือใช้ปลูกเป็นพืชหมุนเวียนระบบไถกลบ เป็นปุ๋ยพืชสดใช้อัตราเมล็ด 6-8 กก./ไร่หว่านหรือปลูกเป็นหลุม 50×50 ซม. จะให้น้ำหนักพืชสดประมาณ 4-5ตัน/ไร่สามารถใช้ปลูกพืชคลุมดินในสวนผลไม้ เช่น มะพร้าว กาแฟ หรือปลูกร่วมกับหญ้าที่เป็นพืชอาหารสัตว์ได้

การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ผลดีนั้น ควรพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งได้แก่ ลักษณะของดินที่จะปลูกเนื่องจากพืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ นั้น ขึ้นได้ดีในดินไม่เหมือนกัน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสมกับพืชที่จะปลูกเสียก่อน ก็จะดีครับเกษตรที่สนใจปลูก สามารถขอยืมเมล็ดพันธุ์เบื้องต้นได้ที่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ที่ใกล้บ้านท่าน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245694

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คำถาม ผมขอความรู้เรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่
เพื่อความเข้าใจ นะครับ

องอาจ ประมวลศิลป์

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 หลักการ คือ หลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล และหลักการมีภูมิคุ้มกัน และ 2เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม

ขั้นตอนของการพัฒนา แบ่งออกได้ 3 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น เริ่มต้นจากการมุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกร ที่มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตร โดยการใช้แนวทางการจัดทำแหล่งน้ำขนาดเล็กในฟาร์ม เช่น การขุดบ่อขุดสระ ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงในเรื่องน้ำ ส่วนที่ดินการเกษตรอื่น จะใช้ในการผลิต เพื่อใช้ในครอบครัว และขายผลผลิตส่วนเกินเพื่อเป็นรายได้ จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับครอบครัว ในขั้นตอนนี้ เกษตรกรไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ รัฐจะต้องจัดความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนเกษตรกร โดยจัดสรรที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัย แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 คือ

1) พื้นที่ขุดสระ 30% ให้เก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำ และพืชน้ำต่างๆ

2) พื้นที่นา 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือน ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่าย และสามารถพึ่งตนเองได้

3) พื้นที่ปลูกพืชไร่นานาพันธุ์ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภค ก็นำไปจำหน่าย

4) พื้นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ 10%

ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรได้เริ่มต้นปฏิบัติตามเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นต้นแล้ว มีความพอเพียง และความมั่นคงในขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว ในขั้นตอนต่อมา จึงเป็นเรื่องของการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจ ซึ่งการร่วมมือกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มโดยรวม บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือกันตามกำลัง และความสามารถของตน ซึ่งจะทำให้ชุมชนโดยรวมเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติด้วย ในขั้นนี้ เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น

ในขั้นนี้ เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรเอง ต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือสหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการ ในด้านต่างๆ คือ ในด้านการผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตเป็นแปลงขนาดใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก ในด้านการตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย ในการศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง ในด้านความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ ที่พอเพียง ในด้านสวัสดิการ ในแต่ละชุมชน ควรมีสวัสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัย มีกองทุนไว้ให้กู้ยืม เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ และในด้านสังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อกลุ่มเกษตรกร ได้ดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ในขั้นกลาง จนประสบความสำเร็จเบื้องต้น
นำก้าวเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า โดยการประสานความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในระดับประเทศ เพื่อยกระดับการทำธุรกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น การทำความร่วมมือกับธนาคาร เพื่อนำเงินมาลงทุนในธุรกิจ หรือการทำข้อตกลงกับบริษัท เพื่อขายผลผลิตในประเทศ มีการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุรกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เกษตรกรก็จะขายข้าวได้ในราคาสูง ไม่ถูกกดราคา ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ โดยซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง เกษตรกรสามารถซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง และธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีโครงการ มากมายหลายตัวอย่าง ที่ประสบผลสำเร็จและเป็นต้นแบบให้เกษตรกร ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้ เพี่อนำมาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งก็มีผู้นำแนวทางตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ไปพัฒนาต่อยอดมากมาย และประสบผลสำเร็จจนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ

 

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/245694

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมขอความรู้เรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่
เพื่อความเข้าใจ นะครับ

องอาจ ประมวลศิลป์

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งอยู่บนกรอบแนวคิดของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 หลักการ คือ หลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล และหลักการมีภูมิคุ้มกัน และ 2เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม

ขั้นตอนของการพัฒนา แบ่งออกได้ 3 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น เริ่มต้นจากการมุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกร ที่มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตร โดยการใช้แนวทางการจัดทำแหล่งน้ำขนาดเล็กในฟาร์ม เช่น การขุดบ่อขุดสระ ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงในเรื่องน้ำ ส่วนที่ดินการเกษตรอื่น จะใช้ในการผลิต เพื่อใช้ในครอบครัว และขายผลผลิตส่วนเกินเพื่อเป็นรายได้ จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับครอบครัว ในขั้นตอนนี้ เกษตรกรไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ รัฐจะต้องจัดความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนเกษตรกร โดยจัดสรรที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัย แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 คือ

1) พื้นที่ขุดสระ 30% ให้เก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำ และพืชน้ำต่างๆ

2) พื้นที่นา 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือน ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่าย และสามารถพึ่งตนเองได้

3) พื้นที่ปลูกพืชไร่นานาพันธุ์ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภค ก็นำไปจำหน่าย

4) พื้นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ 10%

ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรได้เริ่มต้นปฏิบัติตามเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นต้นแล้ว มีความพอเพียง และความมั่นคงในขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว ในขั้นตอนต่อมา จึงเป็นเรื่องของการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจ ซึ่งการร่วมมือกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มโดยรวม บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือกันตามกำลัง และความสามารถของตน ซึ่งจะทำให้ชุมชนโดยรวมเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติด้วย ในขั้นนี้ เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น

ในขั้นนี้ เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรเอง ต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือสหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการ ในด้านต่างๆ คือ ในด้านการผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตเป็นแปลงขนาดใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก ในด้านการตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย ในการศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง ในด้านความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ ที่พอเพียง ในด้านสวัสดิการ ในแต่ละชุมชน ควรมีสวัสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัย มีกองทุนไว้ให้กู้ยืม เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ และในด้านสังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อกลุ่มเกษตรกร ได้ดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ในขั้นกลาง จนประสบความสำเร็จเบื้องต้น
นำก้าวเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า โดยการประสานความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในระดับประเทศ เพื่อยกระดับการทำธุรกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น การทำความร่วมมือกับธนาคาร เพื่อนำเงินมาลงทุนในธุรกิจ หรือการทำข้อตกลงกับบริษัท เพื่อขายผลผลิตในประเทศ มีการติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุรกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เกษตรกรก็จะขายข้าวได้ในราคาสูง ไม่ถูกกดราคา ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ โดยซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง เกษตรกรสามารถซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง และธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีโครงการ มากมายหลายตัวอย่าง ที่ประสบผลสำเร็จและเป็นต้นแบบให้เกษตรกร ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้ เพี่อนำมาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งก็มีผู้นำแนวทางตามแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ไปพัฒนาต่อยอดมากมาย และประสบผลสำเร็จจนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ

 

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : หญ้าแฝก การปลูกนอกพื้นที่เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244647

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม พื้นที่หน้าบ้านของผมเป็นถนนที่มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน ผมอยากจะปลูกหญ้าแฝก จะทำได้ไหมครับ ขอความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

คำตอบ หญ้าแฝก เป็นพืชตระกูลหญ้าที่ขึ้นเป็นกอหนาแน่น อยู่ตามธรรมชาติ ทั่วทุกภาคของประเทศจากที่ลุ่มจนถึงที่ดอน สามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด เจริญเติบโตโดยการแตกกอ เจริญเติบโตในแนวดิ่งมากกว่าออกทางด้านข้าง และมีจำนวนรากมาก เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี รากจะประสานติดต่อกันหนาแน่นเสมือนม่าน หรือกำแพงใต้ดิน สามารถกักเก็บน้ำและความชื้นได้ ระบบรากจะแผ่ขยายกว้าง โดยรอบกอเท่านั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อพืชที่ปลูกข้างเคียง ช่วยให้ดินมีความชุ่มชื้น ช่วยรักษาหน้าดิน และรักษาสภาพแวดล้อม สามารถนำไปปลูกบนพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ปลูกป่า ลำธาร คลอง แม่น้ำ พื้นที่สองข้างของทางชลประทาน อ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ป่าไม้ ขอบตลิ่ง คอสะพาน ไหล่ถนน เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายได้

วิธีการปลูกหญ้าแฝก ให้ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ขวางความลาดชันของพื้นที่เป็นช่วงๆ เพื่อให้แถวของหญ้าแฝกเป็นแนวรั้วคล้ายกำแพงกั้น ชะลอความเร็วของน้ำ และดักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง นักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำไว้ดังนี้

1) พื้นที่ภูเขาที่มีความลาดชันมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การปลูกหญ้าแฝก ต้องปลูกเป็นแถวขวางความลาดชัน ระยะระหว่างแถวใช้ระยะห่างเท่ากับความแตกต่างระดับในแนวดิ่ง 50เซนติเมตร และในกรณีที่มีความลาดชันสูงมากทำให้ดินตื้น จะต้องใช้ไม้ไผ่หรือวัสดุอื่นๆ สานกั้นเป็นแถบช่วยยึดไม่ให้หญ้าแฝกหลุดก่อนที่รากจะงอกยึดจับดิน หรือปลูกหญ้าแฝกล้อมต้นไม้ยืนต้นเป็นครึ่งวงกลม ในตำแหน่งที่ห่างจากทรงพุ่ม 30 เซนติเมตร โดยหันครึ่งวงกลมรับน้ำจากที่สูง ควรใช้หญ้าแฝกดอน ซึ่งจะทนร่ม ทนแล้ง และไม่ต้องการการดูแลมากนัก

2) พื้นที่ภูเขาเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชัน 35-45 เปอร์เซ็นต์ การปลูกหญ้าแฝก จะต้องปลูกเป็นแถวแนวขวางความลาดชัน ระยะระหว่างแถวเท่ากับความแตกต่างระดับในแนวดิ่ง 1 เมตร ถ้าตรงกับต้นไม้ ก็สามารถดัดแถวหญ้าแฝกหลบแนวต้นไม้ได้เล็กน้อย และถ้าระยะระหว่างแถวห่าง ก็สามารถปลูกหญ้าแฝกล้อมต้นไม้เป็นรูปครึ่งวงกลม

3) พื้นที่ที่มีความลาดชันต่ำกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ สามารถปลูกหญ้าแฝกได้ในรูปแบบเดียวกับในพื้นที่เกษตรทั่วไป

4) พื้นที่ แม่น้ำ คลอง ลำธาร คลองระบายน้ำ และคลองส่งน้ำ สามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถว ขนานไปตามความยาวของแม่น้ำ คลอง หรือลำธารนั้น โดยปลูกห่างจากริมฝั่งเข้าไป 50 เซนติเมตร และปลูกทั้ง 2 ฝั่ง

5) อ่างเก็บน้ำ การปลูกหญ้าแฝก ควรปลูกเป็นแถวตามระดับ 3 แถว ดังนี้

– แถวที่ 1 ปลูกที่ระดับเก็บกักน้ำรอบอ่าง ยกเว้นบริเวณคัน หรือสันอ่างเก็บน้ำ

– แถวที่ 2 ปลูกที่ระดับสูงกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 เซนติเมตร รอบอ่าง ยกเว้นบริเวณคัน หรือสันอ่างเก็บน้ำ

– แถวที่ 3 ปลูกที่ระดับต่ำกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 เซนติเมตร รอบอ่างยกเว้นบริเวณคัน หรือสันอ่างเก็บน้ำ

6) ถนนทางลำเลียง การปลูกหญ้าแฝก จะต้องปลูกบริเวณด้านข้างของไหล่ถนน โดยเฉพาะถนนลาดยาง จะปลูกในส่วนไหล่ทางที่เป็นลูกรัง และต้องไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการขับขี่ยานพาหนะ จำนวนแถวขึ้นกับเปอร์เซ็นต์ และความยาวของความลาดชัน ถนนปกติจะใช้ระยะ 1.5 เมตร จากขอบถนน กรณีถนนที่ตัดผ่านภูเขาสูงชัน ด้านภูเขาที่ตัดดินออก จะต้องปลูกหญ้าแฝก เป็นแถวขวางความลาดชัน โดยใช้ไม้ไผ่สานช่วยยึดดินและหญ้าแฝกไว้ ขณะที่หญ้าแฝกยังอยู่ในระหว่างตั้งตัว จำนวนแถวและระยะห่างขึ้นกับความลาดชัน ซึ่งใช้ระยะตามแนวดิ่ง 50 เซนติเมตร ส่วนด้านดินถม ให้ใช้หญ้าแฝกปลูกเป็นแนวตามความลาดชันวิธีเดียวกับด้านหน้าผา และปลูกหญ้าแฝกบริเวณทางระบายน้ำ เป็นรูปตัววีคว่ำพาดผ่านร่องน้ำ ส่วนแหลมของตัววีคว่ำ จะอยู่กลางร่องน้ำ หันหัวทวนน้ำ แขนทั้งสองข้างของตัววี จะพาดขึ้นไปถึงขอบถนนและขอบเขา ร่องน้ำที่อยู่ที่สูงชันระยะห่างแนวตัววี 1 เมตร ถ้าสูงชันน้อยระยะห่างแนวตัววี 2 เมตร และบนภูเขาสูงชันมาก

การปลูกหญ้าแฝก นอกพื้นที่เกษตร ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นที่ที่มีความลาดเทมากน้อยเพียงใด จะเป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการชะล้างพังทลายของดินจากน้ำฝนที่ไหลบ่า ควรร่วมมือกันการปลูกหญ้าแฝก ตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ เพื่อเป็นการป้องกัน และกักน้ำที่ไหลบ่าไว้ในดินให้ชุ่มชื้นอย่างยาวนาน นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกอะไรขายดี ขายได้ กำไรงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243562

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมมีพื้นที่ว่าง จะปลูกอะไรดี ขายได้กำไรงาม ขอความรู้วิธีตัดสินใจเลือกปลูกพืชด้วยครับ

สันติ อินทนิล

อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย

คำตอบ ปลูกอะไรดี ขายได้ กำไรงาม ควรจะเลือกจากตัวเรา ว่าเราชอบอะไร ต้องปลูกอะไรให้เหมาะสมกับตัวเรา จะขายผลผลิตที่ปลูกได้แล้ว ก็ยังมีความสุขอีกด้วย เพราะได้ทำในสิ่งที่เรารัก จากนั้น ก็มาเลือกพืชที่จะปลูก แต่ต้องให้เหมาะสมกับตัวเรา โดยพิจารณาดูจาก 8 ประการให้สอดคล้องกัน

1.เลือกปลูกพืชที่เราชอบ สำคัญมากที่สุด เพราะถ้าเราไม่ชอบกลิ่นเหม็นของมัน ก็ต้องทนดมกลิ่นกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ก่อนปลูกอะไรต้องเลือกที่เราอยู่ด้วยแล้วเราชอบมัน

2.จากการชอบแดด หรือไม่ชอบแดดของผู้ปลูก ถ้าไม่ชอบโดนแดด ก็ควรเลือกปลูกพืชที่ปลูกในร่มได้ ถ้าเราชอบแดด ก็สามารถปลูกพืชที่ชอบแดดได้

3.จากแหล่งพื้นที่ในการปลูก พื้นที่ที่เราจะปลูกพืชนั้น มีลักษณะอย่างไร ประเภทดิน ปริมาณน้ำ เหมาะสมกับพืชชนิดใดมากที่สุด

4.เงินทุน ถ้ามีเงินทุนมาก ทำการใหญ่ได้ มีโอกาสที่จะเติบโตได้เร็วกว่า ถ้าเงินน้อยต้องทำแบบพอเพียง

5.ความรู้ ถ้าไม่มีความรู้ในพืชชนิดนั้นมาก่อน ไม่เป็นไร ก็อาจศึกษาที่ปรึกษาผู้รู้ได้ เรียกว่า ความรู้เรียนทันกันหมด

6.แหล่งขาย ตลาด และราคา สำรวจพืชที่เราจะปลูก จะไปขายที่ไหน ตลาดอยู่ที่ไหน ตลาดรองรับหรือไม่ ตลาดมีความต้องการไหม ตลาดต้องการพืชชนิดใด ราคาเป็นอย่างไร ราคาสูงไหม มีความคุ้มค่าหรือไม่ กำไรมากน้อยเพียงใด

7.มีความเพียรพยายาม มีวิริยอุตสาหะแบบไม่ยอมล้มเลิกกลางทางโดยเด็ดขาด ถ้าทุกคนมีแค่ข้อนี้เพียงอย่างเดียวแล้ว ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จไปเกินครึ่งหนึ่งแล้ว

8.ลงมือปลูกพืชนั้น ด้วยความรัก ความตั้งใจ และมีความสุข การได้ทำอะไรที่มีความสุขถือเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง เมื่อเรามีความสุข เราจะคิดอะไร สร้างสรรค์อะไร สิ่งดีๆ และความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นมากมาย พืชที่เราปลูกก็จะออกผลิตผลอย่างงดงาม

สำหรับพืชที่ปลูกและสัตว์ที่จะเลี้ยง ขอแนะนำให้ปลูกพืชที่ผลผลิตมีราคาสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด และขายดี จำแนกเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้

1.กลุ่มของพืชผักสวนครัว เพื่อใช้ในการบริโภคหลัก และใช้ประโยชน์ในครอบครัว เป็นผักเครื่องเทศ เช่น หอม สะระแหน่แมงลัก โหระพา ชะอม ผักหวาน บวบมะระ ขิง ข่า ตะไคร้

2.ไม้ดอก เช่น มะลิ ดาวเรืองทานตะวัน

3.กลุ่มสมุนไพร เพื่อใช้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การป้องกัน และรักษาโรคต่างๆ เช่น เสลดพังพอน ดอกอัญชัน ว่านชักมดลูก

4.กลุ่มไม้ผล ที่ขาดไม่ได้ เห็นจะเป็นอาหารหลักอย่าง มะละกอ กล้วย มะพร้าว มะกรูด มะนาว ส้มโอ มะม่วง มะขาม

5.กลุ่มเห็ด นับเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพ ทั้งการผลิตขาย บริโภค ทั้งเป็นเห็ดที่อยู่ในโรงเรือน และเพาะเลียนแบบธรรมชาติได้แก่ เห็ดขอนขาว เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมเห็ดหูหนู เห็ดเผาะ และเห็ดโคน

6.เลี้ยงสัตว์ เพื่อเสริมกิจกรรม และเป็นอาหาร เช่น เป็ด ไก่ สุกร โค กระบือและปลา ทั้งยังเอื้อประโยชน์กับการปลูกพืชเพราะมูลสัตว์ต่างๆ สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน และเป็นอาหารพืชโดยตรงด้วย

ผักพื้นบ้าน หลายชนิดที่ผู้บริโภคทั่วไปให้ความนิยม เกษตรกรเองก็มีความนิยมบริโภค ควรจะปลูกไว้ประจำครัวเรือน มีพื้นที่มากก็สามารถปลูกมาก มีพื้นที่น้อยก็ปลูกน้อย หากปลูกได้มากเหลือจากการบริโภค ก็นำไปขายได้ การตลาดปัจจุบัน ยังต้องการผักหลายชนิด เอาไปขายตลาดเช้า ตลาดเย็น ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การจัดการระบบเกษตรแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242551

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ระบบเกษตรแบบผสมผสาน มีลักษณะอย่างไรบ้างครับ และมีความสำคัญอย่างไรบ้างครับ

สายหยุด สุวัณโณ

อ.พบพระ จ.ตาก

คำตอบ ระบบเกษตรแบบผสมผสาน แบบดั้งเดิม เป็นประเภทที่มีการผลิต เพื่อกิน เพื่อใช้เป็นหลักในครัวเรือน หรือชุมชน เช่น การ
ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา เพียงเพื่อประโยชน์สำหรับใช้ หรือบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น แบบกึ่งการค้า เป็นประเภทที่เกษตรกรผลิตสินค้าการเกษตรชนิดเดียว อาจจะเป็นข้าว หรือพืชไร่ ก็ตาม โดยผลิตเพื่อเป็นอาหารและเป็นรายได้หลัก และแบบเชิงการค้า เป็นประเภทที่เหมาะสม
กับเกษตรกรก้าวหน้า ซึ่งมีประสบการณ์และความสามารถในการผลิตเป็นแบบการค้า เช่น สามารถผลิตพืช และมีตลาดรองรับที่แน่นอน

หลักการสำคัญของการทำเกษตรแบบผสมผสาน พอสรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

-ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความพอประมาณ ทำตามกำลังและศักยภาพแห่งตน เน้นการพึ่งตนเองในทุกๆ ด้าน สามารถอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง

-เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาลงทุน เมื่อสภาวะราคาพืชผลผันแปรเกิดหนี้สิน เกษตรกรสามารถนำเอาปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายซื้อมา เมื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เกษตรกรก็สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยมีปัจจัยพื้นฐานสำหรับดำรงชีพที่ผลิตได้เอง นำไปสู่ความยั่งยืน

-เพิ่มผลผลิตหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยการผลิต ในการใช้ที่ดิน การใช้แรงงาน และการใช้ทุน สามารถเพิ่มผลผลิต โดยมีการจัดการเรื่องทุน ที่ดินและแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลผลิตต่อหน่วยการผลิตสูง เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว ทำให้ได้ทั้งพืชผลผลิตข้าว และปลา ในพื้นที่เดียวกัน

-เกษตรแบบผสมผสานลดความเสี่ยงในการผลิต ในด้านการผลิตที่อาจเสียหาย หรือความไม่แน่นอน และเสียเปรียบเรื่องราคา ตลอดจนไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ

-เกษตรกรมีงานทำตลอดปี มีการใช้แรงงานต่อเนื่องตลอดทั้งปี ในระบบเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยแก้ปัญหาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้ามาขายแรงงานในเมือง จะช่วยแก้ปัญหาการอพยพแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง ตัดปัญหาการขายแรงงาน

-ปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการ และคุณภาพของประชากรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น เพราะมีอาหารครบตามต้องการทุกหมู่ ที่ได้จากผลผลิตในไร่นา

-รักษาสถานะของมาตรฐานการครองชีพ โดยการพึ่งพาตนเอง เพื่อสามารถยังชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงิน หรือซื้อปัจจัยในการดำรงชีพด้วยเงินสดราคาแพง

-ลดการใช้พลังงานในการเกษตรลงปัจจัยการใช้พลังงานสามารถจัดหาได้จากผลพลอยได้จากผลผลิตในไร่นา เช่น ก๊าซชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ที่เกิดจากพืช ปุ๋ยหมักที่เกิดจากพืช ไม้ใช้สอยที่เกิดจากไม้โตเร็วต่างๆ และแรงงานจากสัตว์เลี้ยง วัว ควาย จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานให้สูงขึ้น ไม่มีเศษเหลือ แม้แต่มูลสัตว์ ก็สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงาน และปุ๋ยได้ เพราะสามารถหาได้จากผลพลอยได้ จากการผลิตในไร่นามาทดแทน

-สภาพแวดล้อมสมบูรณ์ ช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพที่อุดมสมบูรณ์ได้ เพราะการปลูกไม้ยืนต้น ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล หรือไม้ใช้สอยในระบบเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยให้เกิดความร่มเย็น มูลสัตว์จะเป็นปุ๋ยแก่พืช เศษพืชเป็นอาหารสัตว์ และทำปุ๋ยอินทรีย์เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในระดับไร่นาให้ดีขึ้นมีสภาพเกื้อกูลกันและกันอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพอุดมสมบูรณ์

-ช่วยรักษาสภาพทางนิเวศ การทำเกษตรแบบผสมผสาน เป็นการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ให้กับคน รักษาความสมดุลให้กับสภาพแวดล้อม ซึ่งความสมดุลจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ก๊าซไนโตรเจนในธรรมชาติ จะถูกเปลี่ยนเป็นอินทรียวัตถุ โดยจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในรากพืชตระกูลถั่วและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน จนทำให้ไนโตรเจนที่อยู่ในรูปที่พืช จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนธาตุอาหาร
อื่นๆ พืชสามารถสะสมพลังงานแสงแดดในรูปของเนื้อไม้ อาหาร และโปรตีน เศษซากพืชที่ร่วงหล่นบนพื้นดินจะเน่ากลายเป็นอาหารพืช

ระบบเกษตรแบบผสมผสาน ช่วยสร้างเสถียรภาพ และความยั่งยืน ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้นในไร่นา และครอบครัวของเกษตรกร นำไปสู่เสถียรภาพและความยั่งยืนในชุมชน นำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การจัดการดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241549

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม พื้นที่ที่ปลูกพืชไร่ ส่วนใหญ่พบว่ามีสภาพการชะล้างพังทลาย จะมีวิธีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

บวรศักดิ์ คงทน

อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คำตอบ ดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย หมายถึง พื้นที่ดินที่ผิวหน้าดินที่มีเนื้อดินอินทรียวัตถุหรือธาตุอาหารพืชถูกชะล้างออกไปจากพื้นที่ในปริมาณสูง โดยน้ำหรือลม พื้นที่ที่จะพบดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย ลักษณะพื้นที่ ส่วนใหญ่พบบนพื้นที่ดอน และที่ที่มีความลาดชันสูง จะมีทั้งดินลึกและดินตื้น ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิด ในบริเวณนั้น มักมีเศษหินก้อน หินหรือหินพื้นโผล่กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนใหญ่พื้นที่ที่พบ ถ้าในลักษณะเป็นที่ดอน จะเป็นพื้นที่ที่ทำการปลูกพืชไร่ต่างๆ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วต่างๆ และถ้าเป็นพื้นที่ที่สูงจะปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่างๆ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบชื้นและมีหลายแห่งที่เกษตรกรทำการตัดฟันไม้และเผาเพื่อใช้เป็นที่ทำกินในลักษณะของการทำไร่เลื่อนลอย มักพบบนพื้นที่ที่มีความลาดชันบนภูเขาสูงทั่วประเทศ และทางภาคเหนือ

ผลเสียหายจากที่ดินมีสภาพการชะล้างพังทลาย จะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกชะล้างพังทลาย ผลผลิตพืชที่ปลูกลดลง เนื่องจากธาตุอาหารพืชถูกพัดพาออกไปจากพื้นที่ ทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินยากลำบาก จากน้ำที่กัดเซาะจะเกิดร่องขนาดเล็กและใหญ่ ยากแก่การไถพรวน ถนนอาจถูกกัดเซาะขาด ทั้งยังทำให้เกิดการทับถมของตะกอนดินในนาข้าวแม่น้ำ ลำธาร แหล่งน้ำ ทำให้แม่น้ำลำธาร อ่างเก็บน้ำลดความสามารถในการกักเก็บน้ำ ก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันอีกด้วย

วิธีการสังเกตดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลายนักวิชาการเกษตร ได้แนะวิธีการสังเกตไว้ดังนี้

1.ความหนาของชั้นดินบน ปกติแล้วดินใดก็ตามที่มีดินชั้นบนสีดำและหนากว่า 20 เซนติเมตร ถือว่ามีการชะล้างพังทลายน้อย หรือไม่มีเลย ถ้าหนาน้อยกว่า 10 เซนติเมตร จะเริ่มมีการชะล้างพังทลาย

2.พบร่องรอยการชะล้างพังทลายของดิน ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดินที่มีสภาพดังกล่าว จะพบร่องของการกัดเซาะที่มีขนาดและความลึกแตกต่างกันไปอันเป็นผลเนื่องมาจากการไหลกัดเซาะของฝนไปยังผิวดิน ถ้ามีขนาดและความลึกของร่องยิ่งมาก อัตราการชะล้างพังทลายยิ่งรุนแรงขึ้น

3.สภาพภูมิประเทศ โดยปกติในพื้นที่ที่มีความลาดเทสูง การชะล้างพังทลายของดินก็จะเกิดสูง และในพื้นที่ที่มีความลาดเทต่ำจะเกิดการชะล้างพังทลายของดินเล็กน้อย หรือไม่มีเลยถ้าเป็นพื้นที่ราบ

วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปรับสภาพของดินให้สามารถทนทานต่อการถูกชะล้างกัดเซาะ หรือถูกพัดพาให้เคลื่อนที่โดยแรงของน้ำ ปกคลุมดินให้พ้นจากแรงกระแทกของเม็ดฝนและลม บรรเทาความรุนแรงของกระแสลมและอัตราการไหลบ่าของน้ำ หาวิธีการที่ปลอดภัยในการที่จะระบายน้ำที่ไหลบ่าไปยังแหล่งกักเก็บน้ำ โดยป้องกันมิให้มีการพังทลายของดิน

วิธีการแก้ไข จะเน้นการจัดการดินและพืช เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ดังนี้

1.การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีทางพืช โดยใช้ระบบปลูกพืชขวางความลาดชันของพื้นที่ตามแนวระดับร่วมกับปลูกพืชคลุมดินชนิดต่างๆ ตามความเหมาะสมของภูมิภาค ตัวอย่างภาคเหนือมีวิธีการ ดังนี้

-การใช้แถบไม้พุ่มตระกูลถั่วบำรุงดิน ปลูกไม้พุ่มตระกูลถั่ว เช่น กระถิน และถั่วมะแฮะผสมกัน อัตรา 1:1 ปลูกเป็นแถวคู่ห่างกัน 50 ซม. เป็นแถบอนุรักษ์ขวางความลาดชันของพื้นที่แต่ละแถบห่างกัน 8-10 ม.

-การใช้แถบหญ้า ปลูกหญ้าเป็นแถบขวางความลาดชันของพื้นที่ แต่ละแถบห่างกัน 8-10 ม. โดยใช้หญ้าชนิดต่างๆ เช่น รูซี่ เซททาเรีย เนเปียร์ บาเฮีย และกินนี ปลูกเป็นแถบกว้าง 1 ม. สำหรับหญ้าแฝก ปลูกเป็นแถวเดี่ยวระยะห่างระหว่างต้น 5-10 ซม.

-การจัดระบบปลูกพืชแบบผสมผสาน พื้นที่ว่างระหว่างแถบอนุรักษ์ ใช้ปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยปลูกพืชผสมผสานกันหลายชนิดอย่างมีระบบ เช่น ปลูกพืชไร่ หรือพืชผักสลับหมุนเวียนกับพืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแปยี ถั่วลาย ถั่วพร้า คาโลโปโกเนียม) เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน

2. การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีกล ได้แก่

-การทำคันดิน ขวางความลาดชันของพื้นที่ในพื้นที่ที่ไม่สูงชัน หรือทำขั้นบันไดดินในพื้นที่มีความลาดชันสูง โดยการตัดดินด้านบนของความลาดชัน แล้วถมพื้นที่ตอนล่างติดต่อกันเป็นลักษณะขั้นบันไดกว้าง 1-3 ม.โดยใช้แรงงานคน หรือเครื่องจักรกล เหมาะสำหรับพื้นที่สูง

-การทำคูรับน้ำรอบเขา โดยการตัดดินด้านบนของความลาดชัน แล้วถมพื้นที่ตอนล่างให้เป็นคูรับน้ำรอบเขา กว้าง 1.5-2 ม. แต่ละคูห่างกัน 6-10 ม. เหมาะสำหรับพื้นที่สูง

ที่สำคัญคือ ต้องทำควบคู่กัน ได้แก่ การจัดการใช้ที่ดินตามความเหมาะสมของที่ดิน การเตรียมดินและปลูกพืชเป็นแถวตามแนวระดับของความลาดชันของพื้นที่ การใช้เศษพืชทุกชนิดเป็นวัสดุคลุมดินบำรุงดิน และการปลูกพืชแบบเตรียมดินน้อยครั้ง การปลูกพืชสลับเป็นแถบ การปลูกพืชหมุนเวียน เหล่านี้ จะช่วยลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และเป็นการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : น้ำหมักชีวภาพ คุณสมบัติ และคุณประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240554

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม น้ำหมักชีวภาพ มีคุณสมบัติอย่างไร และมีคุณประโยชน์อะไรบ้างครับ

จุรินทร์ มุนินโท

อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

คำตอบ คุณสมบัติของน้ำหมักชีวภาพ ประกอบด้วย ฮอร์โมนที่นำมาใช้ต่อการเติบโตของพืชหลายชนิด เช่น ออกซิน ไซโตไคนิน และจิบเบอร์เรลลินมีกรดอินทรีย์ชนิดต่างๆ เช่น กรดอะซีติกกรดแลคติก กรดอะมิโน และกรดฮิวมิกมีวิตามินบี วิตามินซี วิตามินเอ และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุหมักและมีความเป็นกรดที่ pH ประมาณ 3-4

การใช้ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ มีมากมายนัก ไม่ใช่เพียงเฉพาะทางการเกษตร แต่มีการนำน้ำหมักชีวภาพ มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นอีกด้วย

ด้านการเกษตร น้ำหมักชีวภาพ มีธาตุอาหารสำคัญ ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียม กำมะถัน ฯลฯ จึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ย เร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น และยังสามารถใช้ไล่แมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย ใช้ฉีดพ่นหรือเติมในดินหรือน้ำ ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ในดินและน้ำ ใช้เติมในดิน ช่วยปรับสภาพโครงสร้างของดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในดินและน้ำ ช่วยเพิ่มอัตราการย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน และน้ำ ใช้รดต้นพืชหรือแช่เมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์เพื่อเร่งการเกิดราก และการเจริญเติบโตของพืช เป็นสารที่ทำหน้าที่เหมือนฮอร์โมนพืช กระตุ้นการเกิดราก และการเจริญเติบโต ทำให้มีผลผลิตและคุณภาพสูงขึ้น ใช้ฉีดพ่นในแปลงเกษตร ช่วยต้านแมลงศัตรูพืช และลดจำนวนแมลงศัตรูพืช ใช้ฉีดพ่นในแปลงผัก ผลไม้ หรือผลผลิตต่างๆ เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตของแมลง และช่วยให้ผลผลิตคงทนเก็บรักษาไว้ได้นาน

ด้านปศุสัตว์  สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ ช่วยป้องกันโรคระบาดต่างๆ ในสัตว์ แทนการให้ยาปฏิชีวนะ ทำให้สัตว์แข็งแรงมีความต้านทานโรค และช่วยกำจัดแมลงวัน เป็นต้น โดยใช้ฉีดพ่นตามพื้นดินในฟาร์ม เพื่อลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ ซากพืช ซากสัตว์ในฟาร์ม ใช้เติมในน้ำเสีย เพื่อกำจัดน้ำเสีย ด้วยการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในการย่อยสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ใช้ฉีดพ่นตามพื้นหรือตัวสัตว์ เพื่อป้องกัน และลดจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโทษ และเชื้อโรคต่างๆ ช่วยป้องกันแมลงวัน และการเจริญเติบโตของหนอนแมลงต่างๆ ใช้ผสมอาหารสัตว์จำพวกหญ้า เพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง และใช้หมักหญ้า ฟางข้าว หรือหญ้าอาหารสัตว์ เพื่อให้เกิดการย่อยง่าย

ด้านการประมง นำมาใช้ในด้านการประมง ใช้เติมในบ่อเลี้ยงปลาเพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ปรับความเป็นกรด-ด่างของน้ำ เพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สำหรับการย่อยสลายสิ่งสกปรกในบ่อปลา ช่วยต้านและลดจำนวนเชื้อโรคที่ก่อโทษในสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ  ช่วยรักษาโรคแผลต่างๆ ของสัตว์น้ำ ปลา กบ ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ ด้วยการช่วยย่อยสลายสิ่งเน่าเสียด้านล่างบ่อ ช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น สามารถนำไปผสมเป็นปุ๋ยหมักใช้กับพืชต่างๆ ได้ดี

ด้านสิ่งแวดล้อม ใช้เติมในบ่อบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไป ใช้เติมในบ่อขยะ ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น และมีสภาพดีขึ้น

ประโยชน์ในครัวเรือน สามารถนำน้ำหมักชีวภาพ มาใช้ปรับสภาพของเสียจากครัวเรือน ใช้ฉีดพ่นปรับอากาศในครัวเรือน ใช้ในการซักล้างทำความสะอาด แทนสบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ใส่ห้องน้ำ โดยใส่ในโถส้วมทุกวันได้ด้วย

ปัจจุบันน้ำหมักชีวภาพได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัย เป็นวัสดุประเภทจุลินทรีย์ที่ปลอดภัย และได้ผลจริง มีแต่ประโยชน์ ถ้าสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กับพืชทุกชนิด ใช้กับการปศุสัตว์ ใช้กับการประมง และใช้กับสิ่งแวดล้อม อย่างปลอดภัยนะครับ

‘นาย รัตวิ’