รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370519

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทดลองปลูกผักปลอดสารพิษ ขอทราบข้อดี ขั้นตอน และวิธีปลูกด้วยครับ

นงค์ สินธุกาญจนา

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

คำตอบ

ผัก เป็นพืชที่คนไทยนิยมนำมารับประทานกันอย่างมาก มีคุณค่าทางอาหาร มีวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง แต่ค่านิยมในการบริโภคผักของคนไทยนั้น มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงามไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลง เกษตรกรที่ปลูกผัก จึงต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง และใช้ฉีดพ่นในปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้ผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด สารพิษที่ตกค้างอยู่ในพืชผักนั้น เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอย่างยิ่ง การปลูกผักปลอดสารพิษ จึงเป็นการแก้ปัญหาโดยตรง เกษตรกรทุกคนเอง ก็ควรพึงสังวรเรื่องนี้ให้มาก ควรหันมาศึกษาวิธีทำ และนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เป็นการทดแทนและลดปริมาณการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้น้อยลง เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพิษ

1.ทำให้ได้พืชผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ปลูกเอง ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผัก มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น และปลอดภัยจากการใช้สารเคมี เนื่องจากไม่ได้รับสารเคมีจากการฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

2.ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรด้านค่าใช้จ่าย ในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้น

3.ลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และลดปริมาณสารเคมีที่จะปนเปื้อนเข้าไปในอากาศและนํ้า ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยลดมลพิษของสิ่งแวดล้อม

วิธีการปลูกผักปลอดสารพิษ มีดังนี้

1.การเตรียมแปลงปลูก การเตรียมดินไม่ดี อาจมีผลกระทบต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืชผักได้ ก่อนการปลูกพืช ควรมีการปรับสภาพดินให้เหมาะสมเสียก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีการปลูกผักหรือพืชชนิดอื่นมาก่อน โดยการปล่อยนํ้าให้ท่วมแปลง แล้วสูบออก เพื่อให้นํ้าชะล้างสารเคมีและกำจัดแมลงต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน แล้วจึงทำการไถพลิกหน้าดินตากแดดไว้ เพื่อทำลายเชื้อโรคและแมลงศัตรูที่อาศัยอยู่ในดินอีกครั้ง จากนั้น ให้ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลาง โดยใช้ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือ แร่โดโลไมท์ อัตรา 200-300 กิโลกรัม/ไร่ แล้วรดนํ้าตาม เพื่อปรับสภาพดินที่เป็นกรดให้เป็นกลาง แล้วเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อาจจะเป็น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อช่วยให้ต้นพืชผักมีความแข็งแรงสามารถต้านทานต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้

2.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ โดยคัดแยกเมล็ดพันธุ์ ทำการคัดเมล็ดที่เสีย เมล็ดวัชพืชที่มีอยู่ปะปน และสิ่งเจือปนต่างๆ ออกทิ้งไป จากนั้นให้แช่เมล็ดพันธุ์ในนํ้าอุ่น ที่อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส เป็น เวลา 15-30 นาที จะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ และกระตุ้นการงอกของเมล็ดด้วย

การปลูก และการดูแล วิธีการปลูก และระยะปลูก จะขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผักที่จะปลูกด้วยโดยจะต้องคำนึงถึง การปลูกผักต้องมีระยะห่างพอสมควร อย่าให้แน่นจนเกินไป เพื่อให้ผักมีการระบายอากาศที่ดี เป็นการปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรค ต้องหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ โดยใช้วิธีเลือกสุ่มสำรวจเป็นจุดๆ ประมาณ 10-20 จุด/ไร่ ถ้าพบว่ามีการระบาดของโรคและแมลงในระดับที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชผักนั้น ก็ควรทำการกำจัดโรคและแมลงที่พบทันที โดยใช้สารควบคุมโรคและแมลง ที่ผลิตจากธรรมชาติ

การใช้สารควบคุมโรคและแมลง ที่ผลิตจากธรรมชาติ การป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูพืช ทำได้โดยปลูกพืชขับไล่แมลงบนแปลงปลูก เช่น ตะไคร้หอม และหากมีความจำเป็นต้องใช้สารฉีดพ่น ให้ใช้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม นะครับ

รักษ์เกษตร : ​ทำสารกำจัดวัชพืช จากวัสดุในครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368989

รักษ์เกษตร : ​ทำสารกำจัดวัชพืช จากวัสดุในครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะทำสารกำจัดวัชพืช ไว้ใช้เอง เอาอย่างชนิดที่ไม่เป็นอันตราย และไม่มีสารตกค้าง จะใช้อะไรทำอย่างไรมาทำได้บ้างครับ

สมเหตุ รัตนชีวิน

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ

วัชพืช เป็นปัญหาใหญ่ ที่ก่อกวนพื้นที่การทำเกษตรกรรมอย่างมาก เกษตรกรควรรู้วิธีการกำจัดวัชพืชโดยทางเลือกแล้ว อาจไม่ใช้สารเคมี โดยสามารถผลิตได้เองในครัวเรือน จะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต และไม่เกิดผลตกค้างแก่สิ่งแวดล้อมและพืชที่ปลูกอีกด้วย

วัชพืช มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

1.วัชพืชใบแคบวงศ์หญ้า เป็นวัชพืชใบแคบ มีใบเลี้ยงเดียว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เมื่อเมล็ดสุกแก่แล้ว จะร่วงลงดิน เมื่อพบกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะเจริญเติบโตขึ้นมา เช่น หญ้าคา หญ้าแพรก หญ้าขาว ฯลฯ

2. วัชพืชใบกว้าง เป็นวัชพืชที่มีใบขนาดใหญ่ เป็นได้ทั้งใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ มีใบกว้าง เส้นใบเป็นร่างแห เช่น หญ้าผักโขมหนาม และผักเบี้ยใหญ่ ฯลฯ

3. วัชพืชจำพวกกก เป็นวัชพืชที่มีใบยาวเรียว ลำต้นเป็นสามเหลี่ยม เช่น กกทราย และแห้วหมู ฯลฯ ตัวอย่างที่เป็นแนวทางเลือกเบื้องต้น ที่มีผู้สนใจนำไปปฏิบัติและปรับใช้จนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนี้

สูตรที่ 1 สูตรกำจัดวัชพืชใบแคบ เช่น หญ้าปากควาย หญ้าตีนกา หญ้านก และหญ้าหวาย

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้ 1) เกลือทะเลชนิดเม็ด 2) กากน้ำตาล และ 3) น้ำเปล่า

-วิธีการทำ นําเกลือแกง มาผสมกับกากน้ำตาล และน้ำในอัตราส่วน 1:1:1 คนให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จากนั้นนําไปฉีดพ่นวัชพืช ในขณะที่มีแดด ต้องไม่มีเค้าฝน มิเช่นนั้น ฝน
จะชะล้างสารออกหมด วัชพืชจะแห้งเหี่ยวตายไปเองตายในเวลาประมาณ 1-2 วัน เนื่องจากสารชีวภาพนี้จะไปหยุดการทํางานในระบบการหายใจและสังเคราะห์แสงของพืช ทําให้ระบบการทํางานของวัชพืชเสียหาย ไม่สามารถหายใจและสังเคราะหแสงได้

สูตรที่ 2 สูตรกำจัดวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  เช่น หญ้าคา และหญ้าดอกขาว

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้ 1) สับปะรด 20 กิโลกรัม 2) เกลือ 10 กิโลกรัม 3) โซดาไฟ 1 กิโลกรัม และ 4) น้ำ 20 ลิตร

-วิธีการทำ นำสับปะรดมาสับให้ละเอียด แล้วผสมเกลือและน้ำลงไปด้วย กวนให้เข้ากัน แล้วผสมโซดาไฟ หมักทิ้งไว้ 15 วัน เมื่อจะนำไปใช้ ให้ผสมน้ำหมักที่ได้ 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้พ่นสัปดาห์ละครั้ง วัชพืชจะตาย เพราะสูญเสียการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ และทำให้กลายเป็นใบด่างขาว อันเป็นผลจากโซดาไฟที่แตกตัวกลายเป็นสารไฮโดรคลอริก

สูตรที่ 3 สูตรกำจัดวัชพืชประเภทใบกว้าง และใบเรียวยาว เช่น ผักโขมหนาม และแห้วหมู

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้  1) เกลือแกง 5 กิโลกรัม 2) กากน้ำตาล 2 ลิตร 3) กลีเซอรีน 2 ลิตร หาซื้อได้จากปั๊มน้ำมันทั่วไป 4) น้ำ 20 ลิตร และ 5) ถังหมักชนิดทึบแสง ขนาด 50 ลิตร แบบมีฝาปิด

-วิธีการทำ นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงไปในถังหมัก แล้วคนให้เข้ากัน ปิดฝาให้มิดชิด และเก็บในที่ร่ม หมักไว้ 1 คืน จากนั้นนำไปกรองเอากากออก เก็บเอาไว้เฉพาะน้ำหมัก เมื่อจะนำไปใช้ให้นำน้ำหมักไปฉีดพ่นได้เลย จะเห็นผลใน 2-3 สัปดาห์

ทางเลือกที่นำเสนอนี้ ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ได้ทดลองปฏิบัติ จนเห็นผลสำเร็จ เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อสอบถามวิธีการปฏิบัติและปรับใช้ให้เหมาะทรัพยากรในท้องถิ่นกับหน่วยราชการ องค์กรพัฒนาภาคเอกชน หรือกลุ่มเกษตรกร นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกไม้ประดับในอาคาร ต้องรู้อะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367511

news_default

รักษ์เกษตร : ปลูกไม้ประดับในอาคาร ต้องรู้อะไร

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมชอบปลูกต้นไม้ไว้ในอาคาร แต่ไม่ทันไรก็จะดูโทรมๆ ลงทุกที ขอทราบความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

สถาพร เจริญสิทธิพงษ์

อ.เมือง จ.นครพนม

คำตอบ

การปลูกไม้ประดับในอาคาร มีเป้าหมายในการสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และดูร่มรื่นสวยงาม ผู้ปลูกควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการพืชที่ปลูก ซึ่งอาจจะสอบถามจากผู้รู้ และจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพราะมีความยุ่งยากพอควร และต้องใส่ใจในการบำรุงรักษาอย่างมากเป็นพิเศษ การนำต้นไม้มาตกแต่งภายในอาคาร นักวิชาการเกษตรได้ให้ข้อควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

การจัดวาง ถ้าต้องการจัดวางไว้ที่โต๊ะทำงาน หรือชุดรับแขก ต้นไม้ที่นำมาจัดวาง ควรมีขนาดเล็ก มีแบบรูปทรงที่น่ารักเมื่อมองใกล้ๆ และไม่บังสายตา เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย หรือนำออกไปรับแสงแดด ถ้าจะจัดวางที่หลังตู้เอกสาร หรือหลังตู้เย็น ควรเป็นไม้ประดับประเภทไม้ใบ เช่น พลูด่าง ราชินีหินอ่อน โดยปลูกในกระถางทรงต่ำ มีจานรอง จะทำให้ต้นห้อยย้อยลงมาจะสวยงาม ถ้าจัดวางไว้ที่บริเวณมุมห้อง ควรเป็นต้นไม้ที่ปลูกในกระถางขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เป็นไม้พุ่มสูงไม่เกิน 1 เมตร ไม่ควรตั้งกระถางต้นไม้ในที่ที่ลมพัดแรงๆ หรือที่มีไอร้อน วางต้นไม้ตามความต้องการแสงของแต่ละต้น หากต้นไม้ต้องการแสงมาก ให้วางใกล้ๆ ประตู หรือถ้าต้นไม้ต้องการแสงน้อย ก็ให้วางใกล้หน้าต่าง

การให้ปุ๋ยให้น้ำ ต้นไม้ที่นำมาปลูกในอาคาร ต้องหมั่นสังเกตว่า ถ้าเป็นต้นไม้ชนิดในร่มบางชนิด มีลำต้นบอบบาง ใบใหญ่ จะมีการคายน้ำสูง จึงต้องเติมน้ำบ่อยๆ และให้ปุ๋ยตามประเภทของไม้ประดับนั้นๆ ด้วย การรดน้ำต้นไม้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรต้องระมัดระวัง น้ำที่ใช้ไม่ควรร้อน หรือเย็นเกินไป ควรรดน้ำในตอนเช้า หรือตอนเย็นเท่านั้น ไม่ควรรดตอนแดดจัด ควรรดที่โคนต้น หรือที่ดินเท่านั้น ไม่รดตรงดอกหรือใบ และไม่ควรรดให้ดินแฉะเกินไป

การรับแสงแดด ไม้ประดับในร่มส่วนใหญ่ ต้องการเพียงแสงสว่างเท่านั้น การได้รับแสงแดดได้รับเพียงเล็กน้อยในวันหนึ่งๆ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ การดูแลควรนำไปรับแสงแดดบ้างเป็นบางครั้ง

การจัดต้นไม้สับเปลี่ยน การปลูกในสำนักงานหรืออาคารใหญ่ ควรมีต้นไม้สำหรับสับเปลี่ยนอย่างน้อย 2 ชุด เมื่อวางต้นไม้ตามจุดต่างๆ สักระยะหนึ่ง แล้วต้นไม้จะโทรม ควรเปลี่ยนอีกชุด เพื่อให้ชุดที่เริ่มโทรมนำไปรับอากาศและแดดรำไร ให้ฟื้นตัว จัดการดูแลรักษาและบำรุงให้ปุ๋ยต้นไม้ ตามความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิด

การทำความสะอาดต้นไม้ ต้องหมั่นทำความสะอาดใบและต้นเสมอ โดยใช้วิธีรดน้ำ หรือจุ่มน้ำ และการใช้สำลี หรือฟองน้ำชุบน้ำเช็ดเบาๆ บริเวณใบ และลำต้น

การทำหลักให้กับต้นไม้ยึดเกาะ ควรทำหลักให้กับต้นไม้ที่นำมาปลูก ต้นไม้ส่วนใหญ่จะมีลำต้นอ่อนและยืดหยุ่นสูง การทำหลักให้ยึดเกาะ จะช่วยจัดทรงของต้นไม้ให้ดูดีขึ้น แต่ควรระวังเรื่องไปทำรากขาด และความสวยงามเหมาะสมด้วย

การดูแลรักษา ให้ทำการตัดแต่งกิ่งให้ได้รูปทรงที่สวยงาม หรือตามขนาดที่ต้องการ และห้ามใช้ยาปราบศัตรูพืชกับต้นไม้ในอาคารเป็นอันขาด เพราะตัวยาที่อันตราย จะระเหยอยู่ภายในอาคาร เกิดอันตรายได้

การหาซื้อต้นไม้มาปลูกในอาคาร ควรเลือกต้นไม้ที่ทนทานและตายยาก ควรศึกษาด้วยว่าต้นไม้แต่ละชนิด จะต้องดูแลอย่างไร ชอบดินประเภทไหน ต้นไม้นี้ ชอบแสงแดดจัดหรือรำไร ต้องการน้ำและปุ๋ยมากหรือน้อย การปลูกไม้ประดับไว้ภายในบริเวณบ้านหรือภายในอาคารสำนักงาน ช่วยให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น สีเขียวของต้นไม้ช่วยลดความเครียด ช่วยผ่อนคลายให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : โรคและแมลงของทานตะวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366025

x

รักษ์เกษตร : โรคและแมลงของทานตะวัน

วันอังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม โรคและแมลงของทานตะวัน มีอะไรบ้างครับ และมีวิธีการป้องกันกำจัด อย่างไรบ้างครับ

รัตนศักดิ์ ส่วนสุนทร

อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

คำตอบ

โรคของทานตะวัน มีดังนี้

1.โรคโคนเน่าหรือต้นเน่า เกิดจากเชื้อราในดิน จะระบาดมากฤดูฝนหรือช่วงที่มีน้ำค้างและความชื้นสูง อาการเริ่มแรก จะพบใบมีสีเหลือง เหี่ยว และแห้งตายทั้งต้น เมื่อถอนต้นขึ้นมาดู จะพบว่าโคนต้นและรากเน่าเป็นสีน้ำตาลหรือดำ พบเส้นใยสีขาวอยู่ตามโคนต้นและดิน การป้องกัน ต้องไม่ปลูกให้ชิดกันเกินไปเพื่อไม่ให้เกิดการบังแสง เมื่อพบต้นที่เป็นโรคให้ตัดทำลายทิ้งนำไปเผา จากนั้นใช้ปูนขาวผสมน้ำราดลงไปในดินอีกครั้ง และอาจใช้วิธีปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของโรค โดยให้ปรับปรุงดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยคอก

2.โรคใบจุดหรือใบไหม้ เกิดอาการใบจุดเล็กสีน้ำตาล มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล จุดที่ขยายใหญ่มีรูปร่างไม่แน่นอน และทำให้เกิดใบไหม้ ต่อมาแผลจุดจะแพร่กระจายไปทุกส่วนของต้น โรคนี้เกิดจากเชื้อรา ระบาดมากช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีน้ำค้างมาก หากเป็นมากจะไม่ให้ผลผลิตเลย การป้องกัน ให้หลีกเลี่ยงการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกและตัดทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้ง ควรกำจัดซากที่เป็นโรคด้วยการเผาหรือนำออกจากแปลง

3.โรคเน่าดำ โรคนี้จะทำให้ลำต้นมีขนาดเล็กกว่าปกติ ใบเหี่ยวลู่ลงแห้งติดคาต้น ลำต้นส่วนที่ติดผิวดิน เกิดแผลสีน้ำตาลดำลุกลามจากโคนต้นไปตามส่วนต่างๆ ของลำต้นและราก เมื่อผ่าดูภายในจะพบฝุ่นผงเมล็ดกลมเล็กสีดำ หรือเทาดำ กระจายอยู่ในเนื้อเยื่อพืชทั่วทุกส่วน และปิดกั้นขวางทางลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้ต้นทานตะวันเหี่ยวแห้งตาย ให้ทำการถอนและเผาทำลายต้นทานตะวันที่เป็นโรคนี้ ไม่ควรปล่อยให้ต้นทานตะวันขาดน้ำรุนแรงในช่วงที่อากาศร้อนจัด และความชื้นในดินต่ำ

4.โรคใบหงิก จะมีลักษณะใบหงิกงอเป็นรูปถ้วยหงาย ตั้งแต่ใบยอดลงมาจนถึงกลางต้น ด้านล่างใบ จะพบลักษณะของเส้นกลางใบและเส้นแขนงโป่งพองจนเห็นได้ชัด บริเวณเนื้อใบจะมีเส้นใบฝอยสีเขียวเข้มกระจายทั่วไป ทำให้ใบหดย่น ต้นแคระแกร็นจนไม่สามารถให้ดอก ในกรณีที่ให้ดอก ดอกอาจมีรูปร่างผิดปกติ เมื่อพบทานตะวันที่เป็นโรค ให้ถอนออกจากแปลงปลูก แล้วนำไปเผาทิ้ง

แมลงศัตรูที่สำคัญ และการป้องกันกำจัด

1.หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบส้ม หนอนเหล่านี้ จะกินเมล็ด และเจาะจานดอก ทำให้ดอกเน่าเสียหาย มีการทำลายที่รุนแรงมาก และผลผลิตจะเสียหายมาก การป้องกันกำจัด วิธีที่ดีที่สุดคือ ดูแลรักษาต้นทานตะวันให้เจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง หมั่นกำจัดวัชพืชทำความสะอาดต้น ด้วยการนำใบแก่ที่ร่วงหล่นออกไปให้พ้นบริเวณต้น กำจัดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นน้ำหมักสะเดา หรือสมุนไพรอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เช่น ตะไคร้หอม ข่า ฟ้าทะลายโจร พริกขี้หนู หรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อขับไล่แมลงศัตรูพืชทุกๆ สัปดาห์ ควรทำในช่วงเช้า หรือหลังฝนตกหนัก และควรมีการปลูกพืชหมุนเวียนบำรุงดินชนิดอื่น เพื่อตัดวงจรของโรคแมลง

2.เพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยชอบดูดกินน้ำเลี้ยงที่ด้านใต้ใบ ทำให้ใบพืชหด หงิกงอ ขอบใบม้วนขึ้นด้านบน ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ขอบใบแห้ง หรือใบไหม้ ผลผลิตลดลง

การป้องกันกำจัดวัชพืช ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคและแมลงต่างๆ ด้วย ให้เก็บเศษซากวัชพืชออกจากแปลงให้หมด ตลอดช่วงของการปลูก ตั้งแต่ก่อนปลูกทานตะวัน จนถึงการเก็บเกี่ยว อาจใช้แรงงานคน หรือเครื่องจักรกล ทำได้เมื่อทานตะวันอายุ 20-25 วัน แล้วให้คลุมดินด้วยเศษซากพืชหรือฟางข้าวทันที อย่างทั่วถึง นะครับ

รักษ์เกษตร : โรคเน่าคอดิน กับต้นกล้าผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/364628

x

รักษ์เกษตร : โรคเน่าคอดิน กับต้นกล้าผัก

วันอังคาร ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมมักจะพบปัญหาโรคที่เกิดกับต้นกล้าผักอยู่บ่อยมาก ไม่ทราบเป็นโรคอะไรครับ ผมขอทราบสาเหตุ และวิธีแก้ปัญหาด้วยครับ

เมธี สรวิจิตร

อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

ปัญหาโรคเน่าคอดิน เป็นปัญหาหนักของต้นกล้าผัก ปัญหานี้ สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ผลผลิตของเกษตรกร โรคนี้ เกิดได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักเกิดเนื่องมาจากความชื้นสูง

โรคเน่าคอดิน หรือเรียกว่า โรคกล้าไหม้แห้ง โรคนี้ เป็นโรคที่เกิดในพืชระยะต้นกล้าของพืชผักต่างๆ ทุกชนิด รวมทั้งพืชไร่ด้วย ลักษณะอาการมี 2 ระยะ คือ

1.ระยะที่ 1 เชื้อโรคเข้าทำลายเมล็ดพืชตั้งแต่ก่อนงอก ทำให้เมล็ดเน่า หรือทำลายหลังจากที่เมล็ดงอกแล้ว แต่ยังไม่ทันโผล่พ้นดินขึ้นมา ลักษณะที่พบก็คือ หลังจากที่หว่านเมล็ดพืชลงไป มีต้นกล้างอกขึ้นมาไม่สม่ำเสมอ และตายไปเป็นหย่อมๆ

2.ระยะที่ 2 เชื้อโรคเข้าทำลายหลังจากที่ต้นกล้างอกโผล่พ้นดินขึ้นมาแล้ว จะเห็นรอยช้ำ ที่บริเวณโคนของต้นกล้า แผ่ขยายออกรอบโคนต้น และกลายเป็นสีน้ำตาล ต้นกล้าหักพับที่ระดับคอดิน
ต้นกล้าจะมีสีเหลืองซีด และตายเป็นหย่อมๆ

สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดโรคเน่าคอดิน

1.ความชื้นในแปลงเพาะกล้าสูง เนื่องจากฝนตกชุก รดน้ำมากเกินไป และดินระบายน้ำไม่ดีพอ หรือเพาะกล้าแน่นเกินไป ทำให้ความชื้นระหว่างต้นสูง จึงเป็นสภาพเหมาะต่อการงอก และเข้าทำลายพืชของสปอร์เชื้อราสาเหตุโรค

2.การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากไป ปุ๋ยไนโตรเจนจะไปเร่งการเจริญเติบโตของต้นกล้า การที่กล้าโตเร็วมากเกินไป ทำให้เซลล์อวบอ่อนเปราะบาง ง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรค

วิธีแก้ปัญหา โดยการการควบคุมโรค มีวิธีดังนี้

1.อบฆ่าเชื้อราในดินแปลงเพาะกล้า โดยอบด้วยไอน้ำร้อน หรือสารเคมีชนิดอบดิน ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้สารเคมี อาจลดปริมาณเชื้อโรคในดิน โดยการหว่านผงเชื้อแห้งไตรโคเดอร์มา อัตรา 25-50 กรัมต่อตารางเมตร คลุกเคล้ากับดินในระดับลึก 5-10 ซม. ก่อนหว่านเมล็ด คลุมหน้าดินด้วยฟาง และรดน้ำพอควร ไม่มากเกินไป

2.ทำระบบระบายน้ำ จัดการระบายน้ำในแปลงให้ดี อย่าให้มีน้ำขัง และแฉะเกินไป

3.คลุกเมล็ดพืชก่อนปลูกด้วยสารเคมีควบคุม เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อราที่อาจติดมากับเมล็ดพันธุ์ ควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีควบคุมเชื้อรา
ชนิดคลุกเมล็ด หรืออาจคลุกเมล็ดด้วยไตรโคเดอร์มา อัตรา 10-20 กรัม ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม โดยผสมสารจับใบด้วยเล็กน้อย

4.ควบคุมการให้น้ำ ให้รดน้ำแต่พอสมควร ไม่น้อยหรือมากเกินไป และให้น้ำเป็นครั้งคราว ควรให้น้ำในตอนเช้า หลีกเลี่ยงการให้น้ำแก่พืชในเวลาเย็น หรือใกล้ค่ำ

5.ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ในระยะกล้าไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้เกิดเชื้อราสาเหตุโรค ซึ่งในระยะเพาะนั้น ต้นกล้ายังไม่ได้ต้องการปุ๋ยมากนัก

6.ไม่ควรเพาะกล้าแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ความชื้นระหว่างต้นสูง เกิดสภาพเหมาะต่อการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรค ควรแบ่งแปลงเพาะกล้าออกเป็นแปลงย่อยๆ จะช่วยให้ถ่ายเทอากาศได้ดี และง่ายต่อการดูแลรักษา

เมื่อพบโรค ควรเผาทำลาย ให้ขุดต้นกล้าที่เป็นโรคและต้นรอบๆ นำออกไปเผาทิ้งนอกแปลง คลุกหรือราดดินบริเวณนั้น ด้วยไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

 

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ​ข้อควรคำนึงในการบริหารจัดการดินที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363201

x

รักษ์เกษตร : ​ข้อควรคำนึงในการบริหารจัดการดินที่ดี

วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมทราบดีว่าดินมีความสำคัญที่สุด ผมทำไร่มาหลายปีครับ แต่ยังไม่ทราบวิธีจัดการดินที่ดีเลยครับ ขอทราบความรู้ด้วยครับ

สนองคุณ วิทยานุวัตร

อ.เมือง จ.เชียงใหม่

คำตอบ

การบริหารจัดการดินที่ดีต้องทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีน้ำเพียงพอเลือกชนิดของพืชที่ปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ทั้งพืชที่ให้รายได้และพืชที่ปกป้องพืชหลักในสวน รวมถึงพืชที่เป็นอาหารให้สัตว์บางชนิด ในระดับที่ผสมกลมกลืนกันอย่างเหมาะสมจึงจะทำให้ผลผลิตที่เราปลูกได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า การบริหารจัดการเกษตร ในเบื้องต้นต้องพิจารณาดังนี้

1.การบริหารจัดการน้ำ น้ำต้องเพียงพอต่อการเพาะปลูกเพราะถ้าไม่เพียงพอ พืชจะไม่เติบโต พืชที่ขาดน้ำจะอ่อนแอต่อการทำลายของโรค แมลง หรือศัตรูพืชต่างๆ และน้ำที่ใช้ต้องเป็นน้ำที่ดีมีคุณภาพดี

2.การเลือกพืชที่ปลูก ต้องเป็นพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่หรือท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้ทนทานต่อดินฟ้าอากาศและศัตรูพืช ควรทดลองนำเอาพืชใหม่ๆมาปลูกเพื่อดูการตอบสนองต่อพื้นที่เสียก่อน ถ้าได้ผลดี หรือมีการปรับปรุงดีแล้ว จึงสามารถคัดเลือกและนำไปปลูกได้

3.การปลูกพืชปกป้อง ต้องเลือกพืชที่ปลูกในระบบแล้วสามารถช่วยปกป้องพืชที่เราปลูกจากศัตรูพืชต่างๆ เช่น ต้นตะไคร้หอมเมื่อกลิ่นฟุ้งกระจายจะช่วยขับไล่แมลงบางชนิดที่เป็นศัตรูพืชได้ ส่วนต้นดาวเรือง และดาวกระจาย มีระบบรากช่วยขับสารบางชนิดที่เป็นพิษต่อไส้เดือนฝอย

4.การใช้สัตว์ปกป้องพืช ได้แก่ กิ้งก่า ตัวต่อแตน มวนเพชฌฆาต และแมลงหมาร่า จะช่วยกินแมลงต่างๆ มากมาย ส่วนผึ้งจะเข้ามาครอบครองพื้นที่ดูดกิน
น้ำหวาน ทำให้แมลงอื่นๆไม่เข้ามาอยู่ใกล้ สัตว์ปกป้องพืชเหล่านี้ควรเว้นชีวิตไว้ และระวังไม่ควรฉีดพ่นยาใส่จนตายไปหมด

5.การป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นวิธีควบคุมศัตรูพืชทั้งหมดที่มีอยู่อย่างรอบคอบและนำมาผสมผสานกันเป็นวิธีที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการลดปริมาณศัตรูพืช และให้มีระดับการทำลายพืชที่ปลูกน้อยที่สุด โดยมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชหรือการจัดการใดๆให้น้อยที่สุด เน้นการปลูกพืชที่แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยรบกวนระบบนิเวศเกษตรน้อยที่สุด และสนับสนุนกลไกการควบคุมโดยศัตรูธรรมชาติ

การปรับปรุงและบำรุงดินเป็นรากฐานที่สำคัญในการปลูกพืชดินดี และมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์พืชที่ปลูกจะโตเร็วไม่มีอาการของโรคพืชที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร ต้นพืชที่โตเร็วแข็งแรงโรคแมลงจะเข้าทำลายไม่ได้ หรือแม้จะถูกเข้าทำลายก็ยังสามารถสร้างทดแทนและฟื้นตัวได้ดี

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : รู้อย่างไร พืชขาดธาตุอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361816

รักษ์เกษตร : รู้อย่างไร พืชขาดธาตุอาหาร

รักษ์เกษตร : รู้อย่างไร พืชขาดธาตุอาหาร

วันอังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีสังเกตลักษณะการขาดธาตุอาหารของพืช เพื่อหาทางแก้ปัญหาได้ตรงจุดครับ

ดนัย ทรงวิทยา

อ.เมือง จ.นครราชสีมา

คำตอบ

การขาดธาตุอาหารของพืช สาเหตุมาจากการปลูกพืชโดยไม่เติมอินทรียวัตถุลงไปในดินเลย เมื่อพืชดูดอินทรียวัตถุออกไปใช้หมด ก็ทำให้พืชหยุดการเจริญเติบโตลง และเกิดโรคในที่สุด วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ในแต่ละปี ผลผลิตที่ได้จะค่อยๆ ลดต่ำลงลงไปเรื่อยๆ

อาการขาดธาตุอาหารของพืช จากเอกสารวิชาการเกษตร ในเบื้องต้น พอจะสรุปลักษณะอาการขาดธาตุอาหาร ได้ดังนี้

1) อาการที่พืชขาดธาตุไนโตรเจน การเจริญเติบโตจะหยุดชะงัก และใบแก่จะมีสีเหลืองซีดจากการขาดคลอโรฟิลล์ ส่วนใบอ่อนจะยังคงมีสีเขียวนานกว่า ในพืชพวกข้าวโพด และมะเขือเทศ ลำต้น ก้านใบ ผิวใบด้านล่างเปลี่ยนเป็นสีม่วงได้

2) อาการที่พืชขาดธาตุฟอสฟอรัส พืชจะแคระแกร็น ใบแก่มีสีเขียวเข้ม เพราะมีการสะสมสารสีของแอนโทไซยานิน และทำให้พืชโตช้า

3) อาการที่พืชขาดธาตุโพแทสเซียม ใบแก่ในพืชใบเลี้ยงคู่ จะมีสีซีด ในระยะต่อมาจะพบจุดสีเข้มที่เนื้อใบตาย กระจายเป็นจุดๆ ส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวนั้น บริเวณปลายใบและเส้นใบ จะตายก่อน ทำให้ลำต้นอ่อนแอ

4) อาการที่พืชขาดธาตุกำมะถัน ไม่คอยจะพบมากนัก แต่ถ้าเกิดอาการขาดโดยทั่วไปแล้ว ใบมักจะมีสีเหลือง หรือใบไหม้ โดยเกิดที่ใบอ่อนก่อน จะลดการเจริญเติบโตและขนาดของใบ

5) อาการที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียม เกิดในใบแก่ก่อน ใบในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเส้นใบจะมีอาการซีด ในขณะที่เส้นใบยังคงเขียวอยู่ อาการซีดจะเกิดที่ใบพื้นที่บริเวณใกล้เส้นกลางใบก่อน แล้วลามไปที่ปลายใบ

6) อาการที่พืชขาดธาตุแคลเซียม ส่วนของตายอดจะหยุดชะงักการเจริญเติบโต และปลายรากจะตาย จะเกิดในใบอ่อนก่อนใบแก่ และเส้นใบจะบิดเบี้ยว

7) อาการที่พืชขาดธาตุเหล็ก ใบแก่จะมีอาการซีดคล้ายกับอาการขาดแมกนีเซียม และเนื้อเยื่อมีลายเป็นจุดๆ

8) อาการที่พืชขาดธาตุคลอรีน ใบอ่อนจะมีอาการเหี่ยว ค่อยๆ เหลืองแล้วใบร่วงตายไปเป็นลำดับ หรือบางครั้งมีสีบรอนซ์เงิน รากจะแคระเกร็นและบางลง

9) อาการที่พืชขาดธาตุแมงกานีส จะมีสีซีดตรงระหว่างเส้นใบในใบอ่อนหรือแก่ ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ทำให้แผลเนื้อเยื่อตาย และใบร่วงในเวลาต่อมา เกิดจากคลอโรพลาสไม่ทำงาน คลอโรฟิลล์ไม่กระจายตัว และการเจริญเติบโตลดลง

10) อาการที่พืชขาดธาตุโบรอน เกิดจากการที่อากาศผันแปร ทำให้ลำต้นเนื้อเยื่อเจริญปลายรากตาย ปลายรากจะบวมมีสีซีด เนื้อเยื่อพืชไม่ทำงาน ส่วนใบจะบางลง แตกง่าย ใบหงิก เหี่ยวเฉา และเป็นจุดสีซีด

11) อาการที่พืชขาดธาตุสังกะสี สังเกตจากข้อปล้องของพืชสั้น ขนาดของใบเล็ก เส้นใบย่น และใบมีสีซีด

12) อาการที่พืชขาดธาตุสังกะสี และทองแดง การขาดทองแดงในสภาพธรรมชาติหายาก ใบอ่อนมีสีเขียวแก่ และผิดรูปไป มักพบจุดแผลตายบนใบ การเจริญเติบโตลดลง แคระเกร็น ลดการแตกพุ่ม รากมีสีเข้ม และยางผิดปกติ

13) อาการที่พืชขาดธาตุโมลิดีนัม ในใบแก่จะมีสีซีดในพื้นที่ระหว่างเส้นกลางใบ หรือทั้งเส้นกลางใบ แกนใบไหม้เกรียม มีลักษณะคล้ายกับอาการขาดไนโตรเจน

ในสภาพธรรมชาติแล้ว มักจะพบว่า พืชส่วนมากจะขาดธาตุอาหารมากกว่าสองชนิดขึ้นไป ตัวอย่าง เช่น จากสภาพดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ธาตุสังกะสี เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และโบรอน ก็มีโอกาสขาดได้ในพืช จึงทำให้อาการปะปนกันไป

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ถั่วพู พืชบำรุงและอนุรักษ์ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360439

x

รักษ์เกษตร : ถั่วพู พืชบำรุงและอนุรักษ์ดิน

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจปลูกถั่วพูครับ อยากปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ขอทราบความรู้ด้วยครับ

คมสรร อมรรัตนะ

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ ถั่วพู เป็นพืชบำรุงดิน เป็นพืชที่สามารถตรึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศ สามารถสร้างปมที่รากซึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเพาะเชื้อไรโซเบียม เมื่อแบคทีเรียตาย ไนโตรเจนจะถูกปลดปล่อยออกมาเป็นการเพิ่มธาตุให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น

ถั่วพู ทั้งยังเป็นพืชอนุรักษ์ดินไม่ให้เสื่อมโทรมในพื้นที่ที่ลาดเอียงที่สูงชัน เช่น บนพื้นที่ดอยต่างๆ โดยปล่อยให้เป็นพืชคลุมดิน จะช่วยลดการพังทลายของดินได้เป็นอย่างดี โดยมีวิธีการปลูกดังนี้

1.พันธุ์ ถั่วพูที่ใช้ปลูกส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งปลูกกันมานานแล้ว มีสองสายพันธุ์ คือ พันธุ์ฝักเล็ก ยาวประมาณ 10-15 ซม. และพันธุ์ฝักใหญ่ ยาวประมาณ 20-30 ซม.

2.การเตรียมเมล็ดถั่วพู ต้องเลือกเมล็ดที่แข็ง ให้นำไปแช่ในน้ำอุ่น ไม่ร้อนมาก ห่อด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ในบริเวณที่มีความชื้น 3 คืน

3.การเตรียมดิน ควรไถดินลึกประมาณ 25-30 ซม. ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ให้ไถยกร่องเป็นแปลง มีทางเดิน พรวนดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก รองพื้นในหลุมปลูก ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 2 เมตร ระหว่างต้นควรห่าง 1 เมตร ในหลุมหนึ่ง ควรใส่เมล็ด 2-3 เมล็ด

4.การทำค้างถั่วพู ทำได้หลายแบบ เช่น ค้างเดี่ยว ปักตรงหลุมละ 1 หลัก ใช้ไม้ลวกเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาว 2 เมตร หรือ ค้างแบบคู่ คือ ปักค้างตรงทุกร่อง และรวมปลายเป็นคู่ๆ ไป หรือใช้ตาข่ายขึง

5.การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอ ตามความต้องการของพืช

6.การใส่ปุ๋ย ควรใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ มากน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน

7.การกำจัดวัชพืช ต้องคอยถอนหรือถากหญ้าอยู่เสมอ

8.โรค และแมลง ถั่วพูไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคมากนัก ส่วนแมลงที่พบ ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนกระทู้ผัก สามารถป้องกันกำจัด ด้วยการพ่นสารป้องกันที่ทำจากธรรมชาติ

9.การเก็บเกี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-80 วัน ให้รดน้ำทุกวัน เช้า-เย็น ใส่ปุ๋ยชีวภาพ และฉีดสมุนไพรไล่แมลงทุกๆ 7 วัน ควรเก็บเกี่ยวถั่วพูในตอนเช้าหรือตอนเย็น เพราะเก็บตอนแดดร้อนมาก จะทำให้กลีบถั่วพูช้ำ ให้นำใบตองหรือถุงพลาสติกรองตะกร้า เพื่อป้องกันไม่ให้กลีบถั่วพูช้ำ

การจำหน่าย ถั่วพูเป็นพืชสวนครัวที่เป็นที่นิยม ปลูกง่าย ลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย ปลูกได้ตลอดทั้งปี และจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีด้วย

นอกจากนี้แล้ว ถั่วพู เป็นพืชที่มีโปรตีนสูง และสามารถขึ้นได้ดีในที่ที่มีความชื้นสูง อาจปลูกถั่วพูเป็นพืชอาหารสัตว์ได้ แบบทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยไม่ต้องทำค้าง แต่ปล่อยให้เลื้อยคลุมดินเช่นเดียวกับพืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นอาหารสัตว์อื่นๆ แล้วปล่อยให้ปศุสัตว์เข้าไปแทะเล็มกินเอาเอง หรืออาจเก็บเกี่ยวมาเลี้ยงสัตว์ก็ได้ สามารถสอบถามรายละเอียดและรับเมล็ดพันธุ์ถั่วพูได้จากสถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งในจังหวัดของท่าน เริ่มเสียตั้งแต่วันนี้ ดินของท่านจะอุดมสมบูรณ์ และลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เลี้ยงสัตว์ตามแบบเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358919

x

รักษ์เกษตร : เลี้ยงสัตว์ตามแบบเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ในระบบการเลี้ยงสัตว์ อย่างละเอียดด้วยครับ

ฉัตรชัย นภพิตำ

อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

 

คำตอบ

วิธีการทำเกษตรอินทรีย์ในระบบการเลี้ยงสัตว์ สรุปได้ดังนี้

1.เป็นระบบที่คำนึงถึงความสมดุลของดิน พืช และสัตว์ ใช้หลักความหลากหลายทางชีวภาพ พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ระบบนิเวศน์ และสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์
พืช และเศษเหลือเป็นอาหารสัตว์ มูลสัตว์เป็นอาหารของพืชและจุลินทรีย์ มีการจัดการระบบของเสียจากฟาร์ม เช่น การปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้มูลสัตว์ในฟาร์มมาปรับปรุงดิน หรือจัดการหมุนเวียนบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มมาใช้ปลูกพืช

2.ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี สารสังเคราะห์ใดๆ และอาหารสัตว์ที่มาจากการตัดต่อ พันธุกรรม ที่มีผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อม

3.เน้นการจัดการฟาร์มที่สมดุลระหว่างการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ ให้เกิดความสมดุลระหว่างจำนวนสัตว์และอาหารสัตว์ในฟาร์ม

4.เน้นการเลือกใช้พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช อาหารสัตว์ที่เหมาะสม ทรัพยากร อากาศ
สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เช่น ไก่ เป็ด โค กระบือ แพะพื้นเมือง และพันธุ์สัตว์ที่พัฒนาคัดเลือกสายพันธุ์ในประเทศ เพราะทนทานต่อโรค และกินอาหารสัตว์ในท้องถิ่นได้ดี

5.เน้นการจัดการสัตว์เลี้ยงให้อยู่ได้ตามธรรมชาติ และพฤติกรรมของสัตว์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคได้โดยธรรมชาติ

6.จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความหนาแน่น การระบายอากาศ ต้องเลี้ยงสัตว์แบบปล่อย ให้สัตว์ได้สัมผัสดิน แสงแดด มีคอก
โรงเรือนคุ้มแดด ฝน และความร้อน โดยมีการจัดความสะอาดที่เหมาะสม

7.จัดการอาหารสัตว์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ปลูกพืชอาหารสัตว์ทางเลือก ที่ปลูกง่ายในท้องถิ่น มีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ธัญพืช พืชสกัดน้ำมันที่ไม่ใช้สารเคมี ถั่วต่างๆ ใบมันสำปะหลัง ใบกระถิน สาหร่าย ทำน้ำหมักชีวภาพด้วยจุลินทรีย์ เลี้ยงสุกรและไก่ในแปลงหญ้า ปลูกพืชทดแทนการใช้อาหารสำเร็จรูป หลีกเลี่ยงการปลูกพืชนำเข้า และมาจากการตัดต่อพันธุกรรม

8.มีการจัดระบบการป้องกันโรค
ลดความเสี่ยงการติดโรค ทำความสะอาดอุปกรณ์และบริเวณเลี้ยงสัตว์ ควบคุมยานพาหนะ และคนเข้าออกฟาร์ม กักสัตว์ใหม่เข้าฟาร์ม หรือเลี้ยงสัตว์ในที่ห่างไกลจากชุมชน

9.การใช้สมุนไพร และน้ำหมักชีวภาพที่มาจากสารธรรมชาติ เป็นการป้องกันโรค และเสริมสุขภาพ ใส่ส่วนผสมของสมุนไพรผง ฟ้าทะลายโจร ไพล ขมิ้นชัน ลงในอาหารไก่ หรือสุกร ทดแทนการใช้สารปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโต ป้องกันโรคทางเดินหายใจ และทางเดินอาหารในสัตว์ได้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้สมุนไพรป้องกันและรักษาโรคสัตว์ เช่น การถ่ายพยาธิด้วยมะเกลือ หญ้ายาง เป็นต้น

ที่สำคัญคือ ต้องพึ่งพาตนเอง โดยใช้ปัจจัยการผลิตภายในให้มากที่สุด ให้ใช้พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ที่ผลิตได้เอง หรือเครือข่ายที่อยู่ใกล้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการผลิต

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ​ปลูกผักไร้ดิน ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357466

x

รักษ์เกษตร : ​ปลูกผักไร้ดิน ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน ปลูกผักไร้ดิน แต่ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ

สุทธิเกียรติ สนองเธียรชัย

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

ผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน หลักการแล้ว มี 2 แบบ คือ

1.การปลูกในน้ำ รากของพืชจะจะแตกออกมา และเจริญเติบโตในน้ำที่เป็นของเหลว

2.การปลูกในวัสดุแข็ง เช่น แกลบ ทราย ขุยมะพร้าว หินภูเขาไฟ ซึ่งวัสดุปลูกเหล่านี้ เป็นวัสดุที่ไม่ได้ให้ธาตุอาหารกับพืชแต่อย่างใด แต่ทำหน้าที่เป็นวัสดุที่ช่วยค้ำ และพยุงรากเท่านั้น

การปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) และการจะทำให้ผักปลอดสารพิษหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปลูกเป็นหลัก เพราะการจะเร่งโต หรือผสมสารพิษลงไปในน้ำที่เป็นทางเดินของธาตุอาหารหลักของพืช

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมเบื้องต้นเกี่ยวกับ การปลูกผักไร้ดิน

1.ขนาดพื้นที่ ขนาดเล็กสุดขั้นต่ำคือประมาณ 1.5 x 1.5 เมตร เป็นพื้นที่มีแสงแดด อย่าให้แดดจัดมาก ถ้ามีแดดจัดมากให้คลุมใยกรองแสง ซึ่งชุดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จะมีขนาด 2 เมตร

2.น้ำ ต้องมีน้ำสะอาด ใช้น้ำประปาได้ เพราะจะสามารถคุมคุณภาพน้ำได้ง่าย

3.ธาตุอาหารพืช เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พืชเจริญเติบโต เป็นวัตถุดิบหลักให้ต้นพืชเจริญเติบโตในกระบวนการสร้างสารอาหาร กระบวนการสังเคราะห์แสง วัตถุดิบที่ใช้ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เมื่อพืชได้รับแสงบนคลอโรฟีลล์ได้สารคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจน ส่วนของคลอโรฟิลล์ในพืชมีธาตุอื่นๆ เป็นองค์ประกอบ เช่น ธาตุไนโตรเจนและแมกนีเซียม ซึ่งสามารถจำแนกตามความต้องการของต้นพืชในปริมาณที่ต่างกัน ในการใช้ของพืชหากให้ไม่เหมาะสมกันก็จะทำให้พืชเจริญเติบโตไม่เป็นปกติ

วิธีการปลูกผักไร้ดิน วิธีการนี้ สะดวกง่าย แต่ต้องรู้ถึงกระบวนการปฏิบัติที่ชัดเจน และไม่ต้องห่วงว่าระบบรากพืชจะขาดออกซิเจน เพราะถ้าระบบรากพืชขาดออกซิเจน จะเกิดอาการเหลืองที่ใบและผลร่วง พืชจะได้รับความเสียหาย พืชผักที่เหมาะสมปลูกในระบบแบบนี้ ได้แก่ มะเขือเทศ แตง ผักกินใบ ทุกชนิด ฯลฯ ไม่ใช้ระบบปั๊มอากาศ แต่ผู้ปลูกต้องมีทักษะ ควรปรับลดระดับสารละลายธาตุอาหารพืชที่ใช้เลี้ยงระบบรากพืช เมื่อพืชผักโตขึ้น ต้องปรับลดระดับของสารละลาย ให้ระบบรากพืชไม่จมแช่อยู่ในสารละลายทั้งหมด มีบางส่วนของช่วงระหว่างโคนลำต้นของพืชกับระบบรากมีช่องว่างสัมผัสอากาศได้ บ้าง พืชผักที่ปลูกได้ผลในระบบนี้ในประเทศไทย เช่น ขึ้นฉ่าย ผักบุ้งจีน เป็นต้น

นาย รัตวิ