รักษ์เกษตร : วิธีการขยายพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356114

รักษ์เกษตร : วิธีการขยายพันธุ์พืช

รักษ์เกษตร : วิธีการขยายพันธุ์พืช

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบความรู้เรื่อง วิธีขยายพันธุ์พืช ว่ามีอะไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

วิชา จงอมรรัตน์

อ.เมือง จ.ชัยนาท

คำตอบ

การขยายพันธุ์พืช เป็นการเพิ่มปริมาณจำนวนต้นพืชให้มากขึ้น และยังคงรักษาคุณลักษณะเดิมไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง โดยใช้วิธีการต่างๆ โดยปกติแล้ว พืชจะสร้างเมล็ด หน่อ หางไหล หัว เหง้า หรือตา ออกมาเอง เป็นการสืบพันธุ์ของพืชตามธรรมชาติ

การขยายพันธุ์พืชต่างๆ มี 4 ลักษณะ คือ

1.การขยายพันธุ์โดยเมล็ด หรือการเพาะเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของต้นไม้นั้นเอง ปัจจุบันมีการผสมพันธุ์ช่วยให้ได้ลูกผสมใหม่ๆ ขึ้นมา จึงทำให้เกิดพันธุ์ไม้แปลกๆ และมีคุณภาพดีกว่าที่ปล่อยให้พืชผสมเองตามธรรมชาติ ต้นไม้ที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ได้แก่ จำพวกไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกต่างๆ ส่วนไม้ยืนต้นและไม้พุ่มนั้น จะไม่นิยมเพาะด้วยเมล็ด เพราะจะเจริญเติบโตช้า นอกจากต้องการปริมาณมาก จึงขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ทั้งนี้ เมล็ดที่จะใช้ในการทำพันธุ์นั้น จะต้องเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่เก่า ไม่ลีบ ไม่แห้งจนเกินไป จึงจะได้ต้นไม้ที่สมบูรณ์

2.การขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อหรือกอ เป็นการขยายพันธุ์ของพืชที่มีหน่อ หางไหล หัว เหง้า ซึ่งเป็นต้นที่อยู่ใต้ดิน มีวิธีทำดังนี้

1) ก่อนจะแยกหน่อออกจากลำต้น ให้เลือกหน่อที่แข็งแรง ที่มีใบประมาณ 2-3 ใบ ใช้น้ำรดให้ทั่วเสียก่อน เพื่อให้ดินอ่อนตัวลง แล้วใช้เสียมหรือมีดขุดแยกออกมา ให้ทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้หน่อช้ำ เมื่อตัดออกแล้ว เอาดินกลบโคนต้นแม่ให้เรียบร้อย

2) นำหน่อที่แยกออกมา ดูความสมบูรณ์ แล้วตัดแต่งให้สวย โดยเอาส่วนที่เน่าเปื่อย รากหรือใบที่ช้ำ ออกทิ้งไป แล้วนำไปปลูกลงในกระถาง หรือดินที่ได้เตรียมไว้ กดดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม เก็บไว้ในที่ร่มก่อน ถ้าปลูกลงในแปลง ต้องกำบังกันแดดให้จนกว่าต้นไม้จะตั้งตัวได้ ควรดูแลทุกวัน ถ้าอากาศร้อนมาก ควรรดน้ำให้สม่ำเสมอ

3) การแยกกอ เป็นพวกไม้ประเภทเฟิร์นต่างๆ ที่มีรากมาก รากมักจะลอยอยู่เหนือดิน ในการแยก ให้ขุดแยกออกเป็นกอย่อยๆ ตัดรากที่เสียทิ้ง แล้วจึงค่อยนำไปปลูก

3.การขยายพันธุ์โดยการตัดชำ การขยายพันธุ์แบบนี้ กระทำได้ง่าย ให้ผลเร็ว และไม่กลายพันธุ์ ในการตัดชำนั้น จะต้องเตรียมดิน ภาชนะที่ตัดชำควรเป็นแบบเดียวกับการเพาะเมล็ด หรืออาจจะเป็นกระบะ หรือถุงพลาสติกก็ได้ ส่วนวัตถุที่ใช้ในการปักชำนั้น ให้ใช้ถ่านแกลบ ทรายหยาบ หรือ ดินผสมคลุกเค้าให้เข้ากัน มีวิธีตัดชำดังนี้

1) ใช้กิ่งหรือลำต้นตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทไม้ดอกไม้ประดับ

2) ใช้ใบตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทพืชอวบน้ำ

3) ใช้รากตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทมันเทศ

4.การตอน เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชอีกวิธีหนึ่ง ที่ทำให้กิ่ง หรือต้นพืชเกิดราก ขณะที่ติดอยู่กับต้นแม่ เมื่อตัดไปปลูก จะได้ต้นพืชใหม่ที่มีลักษณะทางสายพันธุ์เหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่มีข้อเสียคือ ระบบรากของพืชไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากไม่มีระบบรากแก้ว

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : พืชผัก กับการเตรียมดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354592

x

รักษ์เกษตร : พืชผัก กับการเตรียมดิน

วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม การเตรียมดินเพื่อปลูกพืช เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ผมขอทราบวิธีที่ดีด้วยครับ

รัชตระ ทรงงามวิจิตร

อ.เมือง จ.น่าน

คำตอบ

การเตรียมดินสำหรับปลูกพืชผัก ไม่ว่าจะปลูกในกระถางหรือปลูกลงดินก็ดี หลักการที่สำคัญนั้นก็คือ ดินที่นำมาปลูกต้องมีความร่วนซุย น้ำผ่านได้ดี น้ำไม่ขัง ต้องไม่เหนียว และดินมีความอุดมสมบูรณ์ พืชผักจึงจะเจริญเติบโตได้ดี

วิธีการเตรียมดินสำหรับการปลูกพืชผัก

1.การเตรียมการก่อนปลูกพืชผัก

1) ก่อนอื่น ต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่าพืชผักที่จะนำมาปลูกชอบดินลักษณะใด เมื่อเลือกต้นไม้ที่ชอบสภาพและลักษณะดินได้แล้ว ก็จะต้องเตรียมดินปลูกในหลุมนั้น โดยการขุดหลุมเล็กหรือใหญ่ตามขนาดของต้นไม้ ควรขุดหลุมกว้างหรือลึกเท่ากับความยาวของรากแก้ว เมื่อขุดดินแล้วก็ตากดินนั้นไว้ที่ปากหลุม ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืชออกไป

2) เมื่อตากดินไว้ 1 สัปดาห์แล้ว ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ปูนขาว 1 ส่วน ผสมกับดินให้เข้ากัน แล้วนำใส่ก้นหลุม นำต้นไม้ที่เตรียมไว้ปลูกวางลงบนดินที่ผสมไว้ และปักหลักผูกกับต้นไม้ไว้ไม่ให้ล้ม

3) เอาดินที่ขุดตากไว้ใส่ลงในหลุมดิน พลิกดินโดยเอาดินที่เป็นส่วนตอนบนใส่ลงไปข้างล่าง เอาดินส่วนล่างก้นหลุมกลบไว้ข้างบน กดให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้เอนไปมา หาวัตถุพวกหญ้าแห้ง แกลบ ฟาง คลุมดินไว้ เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

4) ควรจะปลูกในตอนเย็น และถ้าต้นไม้นั้น เป็นต้นไม้ที่ถอนกล้า หรือเป็นต้นเล็กมาปลูก ต้องทำที่กำบังแดดจนกว่าต้นไม้จะทรงตัวได้

2. การปลูกพืชผักในแปลง

1) ก่อนปลูก ต้องทำแปลงขนาดกว้างยาวตามพื้นที่ แต่ความกว้างไม่ควรเกิน 1 เมตร ถ้าแปลงกว้างไปจะทำให้ดูแลรักษายาก ให้ทำการขุดดินตามขนาดที่กำหนดไว้ และเก็บวัชพืชที่อยู่ในดินออกให้หมด ตากดินให้แห้ง ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วทำการย่อยดินให้เป็นก้อนเล็กๆ ผสมดินด้วยปุ๋ยคอก ปูนขาว และปุ๋ยอินทรีย์ อย่างละ 1 ส่วน เมื่อผสมได้แล้ว ให้ทำเป็นรูปแปลง เตรียมที่จะปลูกพืชผักต่อไป

2) ก่อนที่จะปลูก ต้องดูว่าต้นไม้ที่จะนำมาปลูกนั้น จะปลูกเป็นแถวติดกัน หรือห่างกัน ถ้าห่าง ก็ขุดดินเป็นหลุมเล็กๆ ไว้ตามระยะที่พอเหมาะ ถ้าจะปลูกเป็นแถว ให้ทำดินให้เป็นรางติดต่อกันไป

3) การถอนกล้ามาปลูก ควรทำในตอนเย็น และควรขุดให้มีดินติดมาด้วย อย่าให้รากขาด ถ้ารากขาดจะทำให้ต้นไม้โตช้า นำต้นกล้ามาปลูกลงในร่อง หรือหลุมนั้น เมื่อตั้งต้นกล้าลงในหลุมได้ที่แล้ว ก็เอาดินกลบกดดินให้แน่น เพื่อให้รากเกาะกับดิน ให้คลุมดินด้วยหญ้าหรือฟาง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม และทำร่มเงาแก่ต้นกล้า จนกว่าต้นจะทรงตัวได้

3. การปลูกต้นไม้ลงกระถาง

1) ก่อนที่จะปลูกต้นไม้ลงในกระถาง จะต้องเลือกกระถางให้มีขนาดพอเหมาะกับต้นไม้ เมื่อได้กระถางมาแล้ว ให้หากระเบื้องแตกปิดรูก้นกระถาง ทุบอิฐมอญเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ลงก้นกระถาง สูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อช่วยในการระบายน้ำได้ดีขึ้น

2) ผสมดินสำหรับปลูก ดินร่วน

1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน เอาดินที่ผสมแล้ว ใส่ลงไปประมาณครึ่งกระถาง เอาต้นไม้วางลง แล้วเอาดินที่ผสมไว้ใส่ลงเกือบเต็มกระถาง กดดินให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้ม รดน้ำให้ชุ่ม แล้ววางในที่ร่ม หรือพักไว้ในเรือนต้นไม้จนกว่าต้นไม้จะทรงตัว แล้วจึงนำออกไปวางเป็นไม้ประดับได้

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : น้ำ ปุ๋ย และต้นไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353261

รักษ์เกษตร : น้ำ ปุ๋ย และต้นไม้

รักษ์เกษตร : น้ำ ปุ๋ย และต้นไม้

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีให้น้ำให้ปุ๋ยแก่ต้นไม้ ที่ถูกต้องเหมาะสมด้วยครับ ผมจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเสียที ขอบคุณครับ

อาสา นครสินเจริญ

อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

คำตอบ

การให้น้ำ เป็นการให้น้ำแก่ดิน เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น และเพียงพอแก่ความต้องการของต้นไม้ ไม่ควรให้น้ำมากไป อาจจะทำให้รากเน่าได้ ควรให้น้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง ตอนเช้าและตอนเย็น ถ้าหากวันใดฝนตก ก็ไม่ต้องให้น้ำแก่พืช แต่ถ้าพืชปลูกในกระถาง ก็ควรให้น้ำเสริมอีกเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน ให้พิจารณาจากสภาพดินในกระถางในช่วงเวลานั้น ว่าดินมีลักษณะแห้งไปหรือไม่ ถ้าอากาศแห้งแล้งแดดจัด จะต้องให้น้ำทั้งเช้าและเย็น ไม่ควรให้น้ำในขณะที่มีแสงแดดจัด เพราะใบจะไหม้ สำหรับพืชที่ปลูกใหม่ๆ ไม่ควรใช้สายยางฉีดน้ำ ให้ใช้ฝักบัว และถ้าหากจำเป็นจะต้องใช้สายยาง ก็ให้ฉีดพ่นเป็นฝอย ไม่ต้องแรงนัก

การให้ปุ๋ย มีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. เวลาที่เหมาะแก่การให้ปุ๋ย ปุ๋ยจะมีประโยชน์แก่ต้นไม้ เมื่อต้องมีแสงสว่าง มีอุณหภูมิเหมาะสม และมีความชื้นดี แสงสว่างที่เหมาะกับต้นไม้ ควรเป็นแสงแดดในตอนเช้า จนถึงเวลา 10.00-11.00 น. ต่อจากนั้น แสงแดดจะแรงมีความร้อนสูง เป็นอันตรายต่อต้นไม้ได้ แสงแดดที่ช่วยทำให้ปุ๋ยเป็นประโยชน์แก่ต้นไม้ได้ดีที่สุด ต้องเป็นตอนเช้า และแดดจะผลิตพลังงานที่จะช่วยให้รากต้นไม้สามารถดูดซึมอาหารในปุ๋ยขึ้นมาได้ สร้างความเจริญเติบโตแก่ต้นไม้ได้ดี หรืออาจจะให้ปุ๋ยในตอนบ่ายก็ได้ แต่ไม่ค่อยดีนัก เพราะแสงแดดเริ่มหมด ถ้าแสงแดดหมด ปุ๋ยจะแฉะอยู่ในกระถาง ทำให้รากเน่า หรือเกิดโรคราได้ง่าย ไม่ควรให้ปุ๋ยในวันที่ฝนตก เพราะจะไม่มีแสงแดดเพียงพอ และน้ำฝนจะชะล้างเอาปุ๋ยละลายไปหมดได้

2. วิธีการให้ปุ๋ย ปฏิบัติดังนี้

1) แบบคลุกผสมปุ๋ยปนกับดิน ให้ใช้ปุ๋ยจำพวกปุ๋ยอินทรียวัตถุ เช่น มูลสัตว์ ใบไม้ผุ ผักหญ้าแห้ง ปุ๋ยแผ่น หรือปุ๋ยเทศบาล การใช้ให้ใช้ตามส่วนที่ต้องการ ส่วนดินนั้น ถ้าเป็นดินเหนียว ให้ตากดินให้แห้งเสียก่อน แล้วทำให้ร่วนโดยใช้น้ำรด เมื่อดินเหนียวร่วนแล้ว ให้ใช้ทรายถมผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ อย่างละ 1 ส่วน ผสมเข้าด้วยกัน ก็จะทำให้ดินร่วนซุยขึ้น เหมาะแก่การปลูกต้นไม้ได้

2) แบบใส่ปุ๋ยรอบต้น ให้พรวนดินผิวหน้ารอบๆ โคนต้น แล้วโรยปุ๋ยรอบๆ โคนต้นไม้ ให้ห่างพอควร หรือดูว่าบริเวณที่รากแผ่ออกไป แล้วให้พรวนดินกลบอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้ ใช้ได้ทั้งต้นไม้ที่ปลูกลงดิน หรือกระถาง การใส่ปุ๋ยต้องใส่เป็นประจำ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้

ขอแนะนำให้ใช้น้ำหมักชีวภาพเสริมจากการให้ปุ๋ยเคมีปกติด้วย เพื่อเร่งให้ต้นไม้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ การใช้น้ำหมักชีวภาพนี้ ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้กับต้นไม้เป็นพื้นอยู่แล้ว จะใช้น้ำหมักชีวภาพอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมีธาตุอาหารพืชต่ำ ส่วนใหญ่แล้ว ในน้ำหมักชีวภาพจะมีฮอร์โมนพืชอยู่ การให้น้ำหมักชีวภาพ ให้รดน้ำหมักชีวภาพรอบๆ ต้น ในเวลาตอนเช้าที่มีแสงแดดอ่อนๆ จึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ไม้ดอกไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351938

x

รักษ์เกษตร : ไม้ดอกไม้ประดับ

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมชอบปลูกไม้ดอกไม้ประดับ แต่ไม่ค่อยทราบคุณสมบัติของไม้ประเภทต่างๆ ว่าแตกต่างกันอย่างไร ขอทราบความรู้ความเข้าใจด้วยครับ

ไพโรจน์ รักษาวงษ์

อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด ที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก และที่ปลูกไว้เพื่อประดับบ้านเรือนอาคารสถานที่ โดยให้ดอกบานติดอยู่กับต้น เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้สถานที่นั้น ให้น่าอยู่น่าอาศัยน่าทำงาน ผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเหล่านี้ จะต้องมีความรู้เรื่องต้นไม้ที่ปลูกไว้ด้วยว่ามีคุณลักษณะอย่างไร และต้องดูแลรักษาอย่างไรอีกด้วย

ไม้ดอกไม้ประดับแต่ละประเภท สามารถแบ่งได้ดังนี้

1.แบ่งตามความต้องการแสงในการเจริญเติบโต แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

1)พืชในร่ม เป็นพืชที่ต้องการความเข้มของแสงต่ำ ควรปลูกในที่ร่มมีแสงรำไร จะทำให้พืชมีการสังเคราะห์แสงดี อย่าให้ถูกแดดจัด เพราะจะทำให้ใบไหม้และตายได้ เช่น เฟิร์นต่างๆ บอนสี สาวน้อยประแป้ง  เป็นต้น

2)พืชกลางแจ้ง เป็นพืชที่ต้องการความเข้มของแสงสูง จึงจะทำให้ขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชทำได้ดี พืชประเภทนี้ ต้องปลูกกลางแจ้ง ถูกแดดจัดตลอดทั้งวัน เช่น กุหลาบ เฟื่องฟ้า ยี่โถ ชวนชม เข็ม ดาวเรือง ดาวกระจาย เป็นต้น

2.แบ่งตามคุณลักษณะรูปทรงของลำต้นและใบ จะเป็นพรรณไม้ที่มุ่งเน้นความสวยงามที่รูปทรงของลำต้น พุ่ม ใบ แบ่งได้ดังนี้

1)ไม้ยืนต้น ส่วนมากเป็นพรรณไม้ที่ต้องขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีอายุยืนนานหลายปี ได้แก่ ไม้ยืนต้นใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น คูณ ประดู่ จามจุรี ทองกวาว พิกุล ลั่นทม ชงโค เป็นต้น  และไม้ยืนต้นที่มีลักษณะพิเศษของลำต้น ใบ หรือทรงพุ่มสวยงาม เช่น เฟื่องฟ้าตอ โมกตอ ไม้ดัดไม้แคระ ซองออฟอินเดีย และไม้ยืนต้นใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น จันผา ปาล์ม จั๋ง ตาล อินทผลัม ปาล์มน้ำมัน หมากต่างๆ เป็นต้น

2)ไม้พุ่ม เป็นพรรณไม้ที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการตอน หรือตัดชำ ตัดเป็นพุ่มได้ ได้แก่ ชนิดตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้ เช่น เข็ม ชบาด่าง หูปลาช่อน นีออน ลิ้นกระบือ และชนิดซอยบังคับทรงพุ่ม ใช้กับพรรณไม้ที่ต้องการให้ออกดอก และต้องการควบคุมความสูงของทรงพุ่ม เช่น เฟื่องฟ้า เข็มปัตตาเวีย เข็มมาเลเซีย เป็นต้น

3)ไม้กอ  เป็นพรรณไม้ที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการแยกหัว หน่อ หรือเหง้า ได้แก่ ขิงแดง ข่าด่าง รางทอง เขียวหมื่นปี สับปะรดสี หนวดปลาดุก กาบหอย และไม้คลุมดิน เป็นพืชที่มีลำต้นสั้น หรือลำต้นเลื้อยยาวแผ่คลุมดินได้ดี เช่น มันเทศด่าง ผกากรองเลื้อย เป็นต้น

3.แบ่งตามความสวยงาม หรือการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ได้แก่

1)พืชพรรณที่มีโคนต้นหรือรากสวยงาม เช่น ชวนชม ไทร โพธิ์ สนเลื้อย แพรมน่าตะโก เป็นต้น

2)พืชพรรณที่มีลำต้นแปลกสวยงาม เช่น ไม้ดัด ไม้แคระ ปาล์มชนิดต่างๆ เป็นต้น

การปลูกไม้ดอกให้ได้ดี ควรจะต้องให้ต้นไม้ได้รับแสงแดดไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และต้องศึกษาถึงคุณลักษณะของไม้ดอกแต่ละชนิด เช่น ความต้องการน้ำมากหรือน้ำน้อย โดยส่วนใหญ่แล้ว ไม้ดอกจะชอบดินที่มีน้ำชุ่ม แต่จะไม่แฉะ ส่วนหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือ ต้องมีการดูแลความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีการจัดการปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกันอย่างเหมาะสม เท่านี้ไม้ดอกไม้ประดับของท่านก็จะมีความสวยความงาม

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกสวนครัวกินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350523

x

รักษ์เกษตร : ปลูกสวนครัวกินได้

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม บ้านผมมีเนื้อที่น้อยมาก ไม่มีที่จะปลูกอะไรได้เลยครับ ขอคำแนะนำว่าจะปลูกอะไรได้บ้างครับ

ณรงค์ สนองไพฑูรย์

เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

การปลูกผักสวนครัวข้างรั้ว ดูแลง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องยกแปลงเพาะปลูก ปลูกข้างบ้านใช้รั้วในการปลูกให้เลื้อยคลุม ขอแนะนำผัก 9 ชนิด เพื่อประโยชน์หลายทาง ทั้งด้านสวยงาม และสามารถนำมารับประทานได้

1.ตำลึง เป็นเถาไม้เลื้อย มีมือเกาะยื่นออกมาจากที่ข้อ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกคู่ มีลักษณะเป็นรูประฆัง กลีบดอกสีขาว แยกเพศอยู่คนละต้น ดอกออกตรงที่ซอกใบ ลักษณะของผลเป็นวงรีทรงยาวสีเขียวอ่อน เมื่อยามแก่จัดจะเป็นสีแดง ใช้เมล็ดจากผลแก่หยอดลงในหลุม ปลูกได้ดีในดินร่วนซุย หลังจากที่ต้นกล้างอก ก็ให้หาไม้มาปักเพื่อให้ต้นตำลึงใช้เลื้อย สามารถนำเถาแก่มาตัดให้ได้ขนาด 4-6 นิ้ว ปักลงในถุงเพาะชำ หลังจากรากและใบงอกแล้ว ก็นำไปปลูกต่อได้ ใบตำลึงมีสารเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยแป้ง และมีบีตาแคโรทีนสูง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

2.พริกขี้หนู การปลูกพริกขี้หนูโดยการหว่านเมล็ดลงพื้นดิน ไม่ต้องเพาะกล้าก่อน พริกเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก ถ้ามีความชื้นสูงไป ควรพรวนดินให้น้ำระเหยออกจากดิน และถ้าดินแห้งไป ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ควรใช้วัสดุคลุมดิน เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินด้วย

3.กะเพรา เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีสองประเภท คือ กะเพราขาว และ กะเพราแดง เริ่มปลูกแค่ต้นเดียว พอเมล็ดร่วงก็ขึ้นง่าย จะขึ้นเต็มไปหมด สามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกประเภท มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยามากมาย

4.ตะไคร้ มี 2 ชนิด คือ ตะไคร้ขาว และตะไคร้แดง เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ต้องมีการดูแลมาก ชอบดินที่มีความชุ่มชื้น สามารถจะแตกหน่อออกมามากมาย มีกลิ่นหอม ตะไคร้ขาว ใช้ประกอบอาหาร ตะไคร้แดง ใช้สำหรับไล่แมลง

5.โหระพา ใบสด จะมีน้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์ทางอาหารและยา ช่วยขับลมแก้ท้องอืดเฟ้อ ใช้เป็นอาหาร แต่งกลิ่นอาหาร แต่งกลิ่นสำอางบางชนิด เมล็ดเมื่อแช่น้ำจะพองเป็นเมือก เป็นยาระบายได้เป็นอย่างดี

6.แมงลัก และโหระพา ทั้งสองชนิดนี้ มีลักษณะต้นและใบคล้ายคลึงกับต้นกะเพรา จะต่างกันตรงกลิ่น และสีไม่เหมือนกัน ใบของโหระพานั้น ใบเป็นมัน และหนากว่า ก้านใบ และลำต้นมีสีม่วงแดง ส่วนแมงลัก มีใบ ก้านใบ และลำต้น เป็นสีเขียวอ่อน และมีขนอ่อนอยู่ตามใบและก้านดอกด้วย

7.มะกรูด เป็นสมุนไพร ใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้เลย สารเคมีที่สำคัญที่พบได้ในผลมะกรูดก็คือ น้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความงาม และในด้านของยาสมุนไพร

8.มะนาว สามารถปลูกในกระถางใหญ่ หรือตะเข่งได้ เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา เพียงแต่หาพันธุ์ดีดี ที่มีลูกดก สามารถออกลูกได้ทั้งปี ก็ไม่ต้องไปซื้อมะนาวมารับประทาน ช่วยประหยัดได้อย่างมากเลยทีเดียว

9.ขิง ข่า ขมิ้น ทั้งสามชนิดนี้ มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นขึ้นเป็นกอ ประกอบด้วยกาบ หรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนทราย ชอบขึ้นในที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำขังอาจเป็นโรคเชื้อรา ใช้ประโยชน์ทางอาหารและยามากมาย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการตอนกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349152

x

รักษ์เกษตร : การขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการตอนกิ่ง

วันอังคาร ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการขยายพันธุ์พืชโดยการตอนกิ่งครับ ช่วยให้คำแนะนำด้วยครับ ขอบคุณครับ

วิเชียร สายสมบูรณ์

อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

การขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการตอนกิ่ง เป็นวิธีที่นิยมทำกันมาก เพราะได้ต้นโต และเจริญเติบโตเร็วกว่าใช้เมล็ด หรือวิธีอื่นๆ ไม่กลายพันธุ์ วิธีปฏิบัติไม่ยุ่งยาก มีวิธีดังนี้

1. การเตรียมเครื่องใช้ในการตอนกิ่ง

1) มีด จะต้องคมและสะอาด มีลักษณะโค้ง เพื่อสะดวกในการควั่นกิ่ง เมื่อใช้แล้วต้องล้างให้สะอาด

2) กาบมะพร้าว สำหรับหุ้มกิ่งตอน ต้องแช่น้ำให้นุ่มและอิ่มตัว ตัดหัวท้ายให้เหลือท่อนกลางยาว 4-5 นิ้ว หรือแล้วแต่ขนาดของกิ่งตอน ทุบให้เป็นแผ่นยาว แล้วม้วนเก็บไว้

3) แผ่นพลาสติก สำหรับหุ้มกาบมะพร้าวอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้กาบมะพร้าวมีความชื้นอยู่เสมอ

4) เชือกฟาง สำหรับมัดกิ่งตอน

5) ดิน สำหรับหุ้มกิ่งตอนเป็นดินร่วนซุย หรือดินผสมกากพืชที่เน่าเปื่อย เช่นใบก้ามปู ใบทองหลาง กับมูลโคกระบือด้วย

2. การเลือกกิ่งตอน ต้องเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรค เป็นกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไป เป็นกิ่งที่แตกจากลำต้น หรือส่วนยอดของลำต้น มีใบยอดคลี่เต็มที่แล้ว

3. วิธีตอน

1) การควั่นกิ่ง เมื่อเลือกกิ่งได้ขนาดแล้ว ให้ควั่นรอบกิ่ง 2 รอบ เป็นรอยล่างและรอยบน การควั่นรอยบนจะต้องควั่นใต้ตาหรือข้อ ประมาณ 1/4 นิ้ว ส่วนรอยล่าง ควั่นให้ห่างจากรอยบนความยาว ประมาณ 1/2 นิ้ว เมื่อควั่นเสร็จแล้ว ใช้มีดกรีดระหว่างรอยควั่นทั้งสอง ลอกเปลือกออกให้หมด และเอาสันมีดขูดเมือกต่างๆ ออกให้หมด

2) การหุ้มกิ่ง ใช้ดินที่เตรียมไว้ ปั้นเป็นก้อนให้พอเหมาะกับกิ่ง หุ้มกิ่งให้มีรอยควั่นด้านบนและด้านล่าง แล้วบีบดินให้กระชับกับกิ่ง แล้วนำกาบมะพร้าวที่ทุบเตรียมไว้แล้วหุ้มดินอีกที โดยให้กาบมะพร้าวยาวกว่าตุ้มดินเล็กน้อย ใช้เชือกมัดหัวท้ายกาบมะพร้าวให้แน่น อย่าให้กาบมะพร้าวหมุนได้ จากนั้น ให้นำแผ่นพลาสติก มาหุ้มทับกาบมะพร้าวอีกครั้งหนึ่ง มัดหัวท้ายอีกครั้งหนึ่ง รดน้ำให้ชุ่มระวังอย่าให้แห้ง จนกระทั่งออกรากเต็มที่ จึงตัดไปเพาะชำต่อได้

3) การตัดกิ่งตอน เมื่อตัดกิ่งตอนมาแล้ว ควรแช่กิ่งตอนลงในน้ำให้กาบมะพร้าว ดูดน้ำให้อิ่มตัวประมาณ 30 นาที ก่อนนำไปเพาะชำ โดยแกะแผ่นพลาสติกออกเสียก่อน แล้วจึงนำไปชำลงในภาชนะหรือกระถาง รดน้ำ และวางไว้ในที่รำไร จนกระทั่งเห็นว่าต้นไม้เจริญงอกงามดีแล้ว จึงนำออกให้ถูกแสงแดด หรือนำไปปลูกลงดินต่อไป

วิธีนี้ เป็นวิธีดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา ปัจจุบันได้ใช้ขุยมะพร้าวที่เปียกชื้น ใส่ถุงพลาสติกอัดให้แน่น แทนการใช้กาบมะพร้าวทุบ ก็เป็นวิธีที่สะดวกสบายไม่ยุ่งยากนัก และสามารถออกรากได้ดีอีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : เทคนิคขยายพันธุ์พืชโดยการตัดชำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/347636

x

รักษ์เกษตร : เทคนิคขยายพันธุ์พืชโดยการตัดชำ

วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบวิธีการขยายพันธุ์พืชโดยการตัดชำด้วยครับ

นำแสง สุนทรอรุณ

อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

การขยายพันธุ์โดยการตัดชำ การขยายพันธุ์แบบนี้ กระทำได้ง่าย ให้ผลเร็ว และไม่กลายพันธุ์ การขยายพันธุ์แบบนี้ มี 3 วิธีคือ 1) ใช้กิ่งหรือลำต้นตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทไม้ดอกไม้ประดับ 2) ใช้ใบตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทพืชอวบน้ำ และ 3) ใช้รากตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทมันเทศ มีวิธีการดังนี้

1.การเตรียมอุปกรณ์ ให้ทำเป็นกระบะเพาะโดยใช้วัสดุเหลือใช้เก่าๆ ลังกระดาษ ลังพลาสติก ลังไม้ หรืออาจต่อขึ้นมาใหม่ และเตรียมแผ่นกระดาษแข็ง หรือแผ่นพลาสติกไว้สำหรับปิดกระบะ

2.การเตรียมวัสดุที่ใช้เพาะ ให้เตรียมถ่านแกลบดำ ทรายหยาบ ขุยมะพร้าว และดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ถ่านแกลบเหมาะอย่างยิ่งที่ใช้เพาะ เพราะมีคุณสมบัติโปร่ง ร่วนซุย ไม่จับตัวแข็ง ระบายน้ำ และอุ้มน้ำได้ดี สามารถถอนแยกชำในแปลงได้ง่ายและรากไม่ขาดมาก ทรายหยาบช่วยให้ส่วนผสมร่วนซุยไม่อัดแน่น ขุยมะพร้าวช่วยอุ้มน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ และดิน ใช้เป็นธาตุอาหารของต้นอ่อน ให้ทำการคลุกเคล้าวัสดุต่างๆ ให้เข้ากัน

3. การตัดชำกิ่งหรือลำต้น ทำดังนี้

1.เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ใช้มีดหรือกรรไกรตัดกิ่งไม้ โดยตัดเฉียงใต้ข้อด้านล่าง ให้เหนือข้อตาด้านบนยาวประมาณ 4-6 นิ้ว หากข้อยาวต้องตัดประมาณ 12 นิ้ว ข้อสำคัญให้มีตาติดอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ตา แล้วตัดใบออกให้เหลือน้อย ต้นไม้ที่มียางมาก ให้วางผึ่งไว้ให้ยางแห้งเสียก่อน สัก 1-2 วัน ก่อนปักจะใช้ปูนแดงทารอยที่ตัดส่วนล่างเสียก่อน ทิ้งไว้ให้ปูนแดงแห้ง แล้วจึงนำไปปักลงในกระบะ หรือภาชนะที่เตรียมไว้

2.ควรปักกิ่งให้เอนทำมุมประมาณ 45 องศา ไม้ใหญ่ควรปักให้ห่าง ไม้เล็กปักให้ถี่ ดูให้เป็นแถวเป็นแนว สะดวกแก่การที่จะแยกไปปลูก กดดินให้แน่นไม่ให้โยกคลอน รดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอ อย่าให้ถึงแฉะ ไม่ควรฉีดน้ำแรงๆ เพราะจะทำให้กิ่งโยกคลอน ให้พ่นเป็นฝอยหรือรดด้วยฝักบัว อย่าตากแดด ควรให้อยู่ในร่มเงา หรือชำในเรือนเพาะชำ

3.เมื่อแตกราก และมีใบแก่แล้ว ให้ขุดย้ายไปปลูกในภาชนะ หรือปลูกลงดินได้เลย ระวังอย่าให้รากขาด ควรปลูกลงในภาชนะเสียก่อน วางไว้ในที่ร่มรำไร เมื่อต้นไม้ตั้งตัวดีแล้ว จึงนำออกปลูกได้ ถ้าจะปลูกในแปลงเลย ต้องทำบังแดดจนกว่าต้นไม้จะตั้งตัวดี

4.การตัดชำใบ เป็นการชำโดยใช้ใบ หรือก้าน ปักชำลงในกระบะเพาะ รดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้ขังแฉะ และอย่าให้ตากแดด เมื่อรากและใบออกแล้ว จึงแยกไปปลูกตามต้องการ

5.การตัดชำราก เป็นการใช้รากของต้นไม้ประเภทที่แตกต้นจากราก ในการตัดชำ จะต้องเลือกรากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งนิ้ว ให้ตัดด้วยกรรไกร หรือมีดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณท่อนละ 4-5 นิ้ว นำรากนี้ไปชำในกระบะเพาะ วางตามแนวนอน กลบให้ลึกประมาณ 1 นิ้ว กดให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมื่อรากแตกเป็นต้นแล้ว จึงจะแยกไปปลูกได้

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : มารู้จักศัตรูของพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/344635

รักษ์เกษตร : มารู้จักศัตรูของพืช

รักษ์เกษตร : มารู้จักศัตรูของพืช

วันอังคาร ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมฉีดยาฆ่าแมลงเป็นประจำ แต่ไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ผมขอทราบวิธีการปฏิบัติที่ดีด้วยครับ

สงวน รูปประทาน

อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

ศัตรูพืช เป็นศัตรูของต้นไม้โดยตรง ทั้งยังขัดขวางความเจริญเติบโตของต้นไม้ทุกชนิดอีกด้วย ศัตรูพืชแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ

1. แมลง ได้แก่ พวกแมลงที่ใช้ปากดูด และปากกัด

1) แมลงจำพวกปากดูด แมลงพวกนี้จะทำอันตรายต่อพืช โดยใช้ปากเจาะเข้าไปในใบ ลำต้น ผล หัว แล้วดูดเอาอาหารออกมาจากแผลที่มันเจาะ เช่น เพลี้ยต่างๆ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยหอย และแมงมุมแดง ในการกำจัดแมลงพวกนี้ ต้องใช้ยาฉีดชนิดถูกตัวแล้วตาย

2) แมลงจำพวกปากกัด แมลงพวกนี้ ทำลายพืชโดยใช้ปากเคี้ยวกัดกินใบ กินดอก และส่วนต่างๆ ของพืช เช่น แมลงเต่าทอง ด้วงปีกแข็ง หนอนผีเสื้อ การกำจัดแมลงพวกนี้ ใช้ยาฉีดพ่นไว้ตามต้นตามใบของพืช เมื่อแมลงกินใบหรือส่วนต่างๆ นี้เข้าไป ก็จะทำให้แมลงตาย

2. โรคของพืช เป็นศัตรูของพืชอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อไวรัสต่างๆ

ชนิดของยากำจัดแมลงศัตรูพืช ยากำจัดแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ เหล่านี้ ผู้ผลิตจะทำมาในรูปแบบน้ำมันละลายน้ำได้ แบบยาละลายได้ในน้ำนี้ มีเปอร์เซ็นต์ของตัวยาสูง เมื่อจะนำมาใช้ต้องผสมกับน้ำตามส่วนที่ได้แจ้งไว้ นอกจากจะมีแบบละลายได้ในน้ำแล้ว ก็ยังมีแบบผงแบบนี้ ไม่ละลายน้ำ เมื่อจะใช้ก็ใช้พ่น ยากำจัดแมลงมีด้วยกันหลายชนิด แต่ถ้าแบ่งออกเป็นพวกใหญ่ๆ ตามลักษณะการฆ่าแมลงแล้ว ก็แบ่งออกเป็น 3 พวกคือ

1. ชนิดแมลงกินเข้าไปแล้วตาย ยากำจัดแมลงชนิดนี้ ใช้กำจัดแมลงที่กัดกินใบ ตา กิ่ง ผล ตา ดอก และลำต้น

2. ชนิดถูกตัวแมลงแล้วตาย ยากำจัดแมลงชนิดนี้ ใช้กำจัดพวกเพลี้ยต่างๆ

3. ชนิดได้กลิ่นแล้วตาย ยากำจัดแมลงชนิดนี้ ไม่ค่อยนิยมใช้ เพราะเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ และราคาสูงมาก

การฉีดยาหรือพ่นยากำจัดแมลง ยากำจัดแมลงบางชนิดเป็นยามีพิษ ดังนั้น การฉีดยากำจัดแมลงศัตรูพืช จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าประมาท เพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ถึงแม้จะไม่ตาย แต่มันจะเข้าไปสะสมในร่างกายของเรา เข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนต่างๆ ได้

การพ่นยากำจัดแมลง ต้องปฏิบัติตามนี้

1.พิจาณาโรคพืชก่อนใช้ยา ก่อนจะใช้ยากำจัดแมลงศัตรูพืช จะต้องพิจารณาดูก่อนว่า พืชนั้นเป็นโรค หรือถูกแมลงทำลาย ถ้าถูกแมลงทำลาย ก็ต้องทราบเสียก่อนว่า แมลงที่ทำลายพืชนั้น เป็นเพลี้ยชนิดดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ตากิ่ง ตาดอก และลำต้น หรือไม่ หรือเป็นแมลงชนิดกัดกินใบ ตากิ่ง ตาดอก หัว หรือลำต้น เมื่อทราบแล้ว จึงหายากำจัดศัตรูพืชตามชนิดของศัตรูนั้นๆ อย่างถูกต้อง

2.ศึกษาวิธีใช้จากฉลากที่ปิดไว้ข้างขวด เมื่อได้ยากำจัดแมลงศัตรูพืชตามความต้องการแล้ว ควรอ่านวิธีใช้จากฉลากที่ปิดไว้ข้างขวดว่า เป็นชนิดน้ำมันละลายน้ำ หรือชนิดผงละลายน้ำ และใช้ส่วนผสมอย่างไร ตวงตามส่วนที่ได้แนะนำ การผสมด้วยน้ำ ควรผสมแต่น้อยก่อน คนให้เข้ากันด้วยไม้ ห้ามใช้มือเป็นอันขาด แล้วเติมน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการ แล้วจึงใส่ในเครื่องฉีดยา

3.ก่อนฉีดยา ควรใช้ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันยาไม่ให้เข้าไปในร่างกาย ในขณะฉีด ควรหันหัวฉีดไปตามลม อย่าฉีดทวนลมเป็นอันขาด

4.เวลาฉีดยากำจัดศัตรูพืช ควรเป็นตอนเช้า หรือตอนเย็นใกล้ค่ำ ไม่ควรฉีดในขณะที่มีแสงแดดจัด หรืออากาศร้อนจัด เพราะจะทำให้ยาระเหยเร็ว หรือฉีดก่อนที่ฝนจะตก จะทำให้ฝนชะน้ำยาไปหมด

5.ในขณะฉีดยา ต้องปฏิบัติตามนี้ ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหาร เมื่อเลิกฉีดแล้ว ต้องล้างมือ และส่วนต่างๆ ของร่างกายให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำมากๆ น้ำยาและเครื่องมือที่ใช้ก็ต้องล้างให้สะอาด แล้วเก็บไว้ให้เรียบร้อยและปลอดภัย เมื่อจะทำการฉีดยา อย่านำเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร
เครื่องดื่ม เข้าใกล้บริเวณที่ฉีดยา เพราะจะทำให้เกิดอันตราย

6.เมื่อเสร็จจากการฉีดยา ต้องปฏิบัติตามนี้ ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ ฟอกสบู่หลายๆ ครั้งให้สะอาด เสื้อผ้าที่ใช้แล้ว ก็ต้องฟอกให้สะอาด และตากให้แห้ง อย่าเอาเสื้อผ้าเก่าที่ยังไม่ได้ซักมาใช้อีก เพราะจะเป็นที่สะสมยา เป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ได้ และไม่ควรเข้าไปที่บริเวณฉีดยาใหม่ ต้องให้หมดกลิ่นเสียก่อน จึงเข้าไปได้

นายรัตวิ

รักษ์เกษตร : เห็ดโคนน้อย มากด้วยคุณค่าทางอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/343124

x

รักษ์เกษตร : เห็ดโคนน้อย มากด้วยคุณค่าทางอาหาร

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม เห็ดโคนน้อย มีวิธีเพาะเลี้ยงอย่างไรบ้างครับ ขอทราบวิธีง่ายๆ ที่ไม่ยุ่งยากนะครับ

แสงจันทร์ ส่วนสาคร

อ.แสวงหา จ.อ่างทอง

คำตอบ

เห็ดโคนน้อย หรือ “เห็ดถั่ว” ลักษณะรูปร่างคล้ายเห็ดโคน ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ให้มีดอกใหญ่ขึ้น มีความแตกต่างกันก็ตรงที่หมวกของเห็ดโคนน้อยมีเกล็ดสีเทา เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ยาวไม่เกิน 3 นิ้ว ใช้เวลาเจริญนับจากดอกตูมจนถึงบานเต็มที่เพียง 1 วันเท่านั้น เห็ดโคนน้อยที่พบตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะมีดอกเล็ก คุณประโยชน์ของเห็ดโคนน้อยมีมากมาย อีกทั้งมีรสชาติดี มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าเห็ดฟาง ลักษณะพิเศษสุดก็คือ เห็ดโคนน้อยมีสารยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย

การเพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อย เห็ดโคนน้อยให้ผลผลิตเร็ว หลังจากเพาะเลี้ยงไม่เกิน 7 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ที่สำคัญ มีต้นทุนในการผลิตต่ำมาก ผู้ที่มีเงินทุนน้อยก็สามารถเพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อยได้ไม่ยากเลย มีวิธีการเพาะเลี้ยงอยู่หลายวิธี เช่น เพาะเลี้ยงในกองฟาง เพาะเลี้ยงในตะกร้า และเพาะเลี้ยงในถุงพลาสติก

วัสดุที่ใช้เพาะเลี้ยงเห็ดโคนน้อย ได้แก่ 1.วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื่อย ฟางข้าว เปลือกถั่ว ต้นข้าวโพด ทะลายปาล์ม หญ้าขจรจบ ฯลฯ สามารถเลือกใช้วัสดุเพาะชนิดใดก็ได้ตามสะดวก 2.ปุ๋ย เห็ดโคนน้อยจะใช้ปุ๋ยน้ำใช้ต้มวัสดุเพาะเห็ด 3.พลาสติกสีดำ ใช้คลุมกองฟางเวลาบ่มเชื้อ 4.กระสอบป่าน ใช้คลุมฟ่อนฟาง เมื่อเห็ดให้ดอก 5.เชื้อเห็ดโคนน้อย ที่มีขายทั่วไปจะใช้เชื้อเห็ดโคนน้อยที่เพาะในเมล็ดข้าวฟ่าง 6.เชือก มัดฟาง หรือลวด 8.หม้อต้มฟาง โดยอาจใช้ถัง 200 ลิตร ตัดผ่าครึ่ง

ขั้นตอนการเพาะเห็ด มี 6 ขั้นตอน ดังนี้่

1.การเตรียมฟาง หรือวัสดุเพาะประเภทอื่นๆ ที่ใช้แทนฟาง เลือกวัสดุตามความสะดวกของสภาพท้องถิ่น ถ้าใช้ฟางข้าว ควรมัดเป็นฟ่อน ฟ่อนละ 20 กิโลกรัม เวลาจะนำฟ่อนฟางไปต้มต้องแบ่งออกเป็นฟ่อนเล็กๆ ฟ่อนละ 4 กิโลกรัม ใช้เชือกมัดให้แน่น ก่อนนำไปต้ม หรืออาจจะต้มฟางก่อนแล้วค่อยมัดก็ได้

2.ขั้นตอนในการต้มฟางหรือวัสดุเพาะ อัตราส่วนปุ๋ยน้ำครึ่งขวดต่อน้ำ 100 ลิตร ต้มที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที จากนั้นยกมาวางให้เย็นเพื่อเตรียมหยอดเชื้อ หรือให้ใช้น้ำปุ๋ยที่ต้มเดือด แล้วราดลงบนฟ่อนฟางโดยตรงก็ได้ แต่ควรมีพลาสติกกรองน้ำปุ๋ย เพื่อนำไปราดฟ่อนฟางต่อไปได้อีก เป็นการประหยัดต้นทุน

3.ขั้นตอนการหยอดเชื้อ นำเชื้อเห็ดมาขยี้เบาๆให้ร่วน นำมาคลุกกับแป้งข้าวเหนียวผสมรำละเอียด อัตราส่วน 1:1 แล้วทำการหยอดเชื้อ จะใช้ไม้แหลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว แทงเข้าไปในฟ่อนฟาง ลึกประมาณ 2 นิ้ว การหยอดเชื้อต้องไม่ถี่หรือห่างเกินไป ถ้าถี่มากจะสิ้นเปลือง ห่างมากเกินไปผลผลิตก็จะน้อยลง

4.ขั้นตอนการนำฟ่อนฟางเข้าโรงเรือนเพื่อให้ออกดอก นักวิชาการได้ให้แนวปฏิบัติไว้ดังนี้ ทำโรงเรือนมุงด้วยหญ้าแฝก ประมาณ 3 x 6 เมตร ภายในทำชั้นไม้สำหรับวางฟ่อนฟาง 2 เมตร ทำเป็น 3 ชั้น ให้ชั้นล่างสุดสูงจากพื้นดิน 10 เซนติเมตร หรืออาจจะใช้ชายคาบ้าน เล้าหมู เล้าไก่ ที่เลิกใช้แล้ว พื้นของโรงเรือนจะต้องชุ่มชื้นอยู่เสมอ เห็ดโคนน้อยจะเริ่มออกดอกภายในวันที่ 5 จากนั้น อีกประมาณ 2 วัน ก็สามารถเก็บดอกเห็ดได้

5.ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เนื่องจากเห็ดโคนน้อยเจริญเติบโตเร็วมาก ดอกของเห็ดโคนน้อยจะบานและโรยภายในวันเดียว การเก็บจึงควรเก็บเห็ดดอกตูมในตอนสาย และตอนบ่าย อย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง การเก็บเกี่ยวต้องระมัดระวังไม่ให้เห็ดรุ่นเล็กกระทบกระเทือน เพราะอาจทำให้เห็ดช้ำไม่โต หรือเน่าเสียได้ง่าย ฟาง 1 ฟ่อน จะให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้นาน 20-30 วัน แต่จะให้ผลผลิตสม่ำเสมอไม่เกิน 20 วัน หลังจากนั้น ผลผลิตจะลดลง ฟาง 1 ก้อนเก็บเห็ดได้ประมาณ 4 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยวันละ 200 กรัม

6.ขั้นตอนการดูแลรักษา การเพาะเห็ดทุกชนิด จะมีปัญหาเรื่องตัวไร ควรใช้สารไล่แมลงที่สกัดจากพืช เช่น สารสกัดจากสะเดา ตะไคร้หอม หรือใช้ต้นสาบแร้งสาบกา แขวนไว้ในโรงเรือน ไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่น เพราะทำให้เห็ดฝ่อ ไม่ออกดอก และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หลังเพาะเห็ดหมด 1 รุ่น ควรทำความสะอาดโรงเรือน โดยการโรยปูนขาวที่พื้น และรมควันเพื่อไล่แมลงศัตรูเห็ด

การเพาะเห็ดโคนน้อย เป็นอีกทางเลือก หรืออาชีพเสริมอีกประเภทหนึ่ง ที่เกษตรกรสามารถผลิตสำหรับบริโภคเอง หรือออกจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวได้เป็นอย่างดี เพราะเห็ดโคนน้อยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นำไปปรุงอาหารได้หลายประเภท และที่สำคัญยังช่วยบำรุงร่างกายรักษาสุขภาพได้ด้วย

รักษ์เกษตร : หลักการเบื้องต้นของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/341587

รักษ์เกษตร : หลักการเบื้องต้นของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

รักษ์เกษตร : หลักการเบื้องต้นของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมซื้อต้นไม้ประเภทไม้ดอกไม้ประดับมาปลูกที่ไร ก็จะเฉาตายทุกครั้ง ผมขอทราบวิธีการดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับให้สวยคงทนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นิติ นาวากาล

อ.เมือง จ.เชียงใหม่

คำตอบ..

การดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับนั้น มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก ไม้ดอกไม้ประดับแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ในการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ จะต้องรู้คุณลักษณะ และจุดอ่อนจุดเด่นของต้นไม้แต่ละชนิดด้วย และต้องรู้เสมอว่า หลังจากทำการปลูกไม้ดอกไม้ประดับลงในแปลงใหม่ๆ แล้ว ควรทำร่มบังแดดให้กับต้นกล้าที่ปลูกประมาณ 7-10 วัน เพื่อช่วยให้ต้นกล้านั้น ตั้งตัวได้ก่อนด้วย ต้นไม้จึงจะรอดนะครับ

การดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับ แนวทางปฏิบัติมีดังนี้

1.พื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมพื้นที่ก่อนเลือกชนิดต้นไม้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเกี่ยวเนื่องกับการเลือกชนิดของไม้ที่จะปลูก เช่น ไม้เลื้อยใช้พื้นที่น้อย ไม้ยืนต้นใช้พื้นที่มาก และควรคำนึงถึงเฉดสีของดอกไม้ด้วย ต้องมีการวางแผนและกำหนดพื้นที่ปลูก เพราะหากนำดอกไม้ที่มีสีเข้ากันมาวางเคียงกัน ก็จะทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น

2.ทิศทางแดดและร่มเงา ไม้ดอกไม้ประดับส่วนใหญ่ชอบแดด บางชนิดหากขาดแดดไปจะทำให้สีของดอกซีดลง ในขณะที่บางชนิด ถ้าโดนแดดมากก็อาจตายได้ ผู้ที่ปลูกดอกไม้จึงจำเป็นต้องรู้ว่าในบ้านของตัวเองนั้น พื้นที่ตรงไหนมีร่มเงา มีแดดรำไร หรือมีแดดจัด แต่โดยสรุปแล้ว ไม้ดอกจะต้องได้รับแดดอย่างน้อยครึ่งวันตอนเช้า จึงจะออกดอกได้ ส่วนไม้ประดับ ควรจะปลูกในที่ร่มรำไรหรือในอาคาร เมื่อต้นไม้มีอาการทรุดโทรม ควรย้ายออกนอกอาคาร เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นให้กลับมาสวยงามตามสภาพของไม้ประดับต่อไป

3.ลักษณะสภาพอากาศ สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย เช่น แดดดี ไม่ร้อนจัด และความชื้นพอเหมาะ ย่อมทำให้ดอกไม้ขึ้นงาม แต่ถ้าอากาศร้อนและแห้งมาก จะต้องหาต้นไม้ใหญ่มาปลูกในบริเวณสวน เพื่อให้ร่มเงา และเป็นการกักเก็บความชุ่มชื้นในอากาศได้ดี

4.การให้น้ำ เมื่อทำการปลูกไม้ดอกไม้ประดับใหม่ๆ ควรรดน้ำให้วันละ 2 ครั้ง คือในตอนเช้าและตอนเย็น หรือตามความต้องการของพันธุ์ไม้ที่ปลูก เช่น บางวันลมแรง แดดจัด อากาศร้อน การคายน้ำย่อมมีมาก อาจต้องมีการให้น้ำเพิ่มขึ้น สภาพของดิน ก็มีส่วนสำคัญต่อการให้น้ำ  ดินบางชนิดอาจต้องรดน้ำบ่อยๆ เนื่องจากดินไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ผู้ปลูกจึงต้องเรียนรู้ถึงความต้องการน้ำของพืชที่ปลูกด้วย

5.การพรวนดินและตัดหญ้า เพื่อกำจัดวัชพืช ควรทำทุก 10 วัน ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก อาจใช้เสียมมือ หรือส้อมพรวน พรวนดินระหว่างแถวที่ปลูกพืช แต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ควรใช้จอบพรวน แต่ต้องระวังอย่าไปตัดรากพืชโดยเฉพาะรากแก้ว เพราะจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตได้

6. การตัดหญ้า ควรตัดตามความเหมาะสม ให้สังเกตว่า หากมีหญ้าวัชพืชมาก ก็ควรตัดออกทิ้งไป

7. การให้ปุ๋ย ถึงแม้ว่าเวลาเตรียมดิน จะมีการใส่ปุ๋ยลงในแปลงแล้วก็ตาม แต่ก็ควรให้ปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารแก่พืช เพื่อเร่งในส่วนที่ต้องการ เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ

การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ผู้ปลูกควรจะมีเวลาที่จะดูแลรักษาด้วยตนเอง พร้อมมั่นสังเกตสิ่งแปลกปลอมที่เป็นศัตรูของต้นไม้ จะมาทำความเสียหายต่อสภาพต้นไม้ จะได้จัดการตั้งแต่ระยะแรก เพื่อต้นไม้ของท่านจะได้ไม่สูญเสียไป

นาย รัตวิ