ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 24 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

9. เรื่องที่ 8 ส่วนราชการหารือโดยแจ้งว่าส่วนราชการได้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง นางสาว ก.ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงานในต่างจังหวัด ต่อมาสถานีตำรวจภูธรได้แจ้งผลการตรวจสอบประวัติการกระทำผิดว่า นางสาว ก.ได้เคยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ จึงหารือว่า พฤติกรรมของ นางสาว ก.เข้าข่ายตาม มาตรา 36 ข. (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ที่จะต้องสั่งให้ออกจากราชการตาม มาตรา 67 หรือไม่และหากกรณีนี้เข้าลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ ขอให้ ก.พ.พิจารณายกเว้นตาม มาตรา 36 วรรคสองด้วย

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ นางสาว ก. มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวนมากถึง 14 เม็ด และถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีนี้จึงเข้าข่ายตามมาตรา 36 ข. (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และ ก.พ.ไม่อาจพิจารณายกเว้นกรณีดังกล่าวให้นางสาว ก.ได้ เนื่องจาก นางสาว ก. ไม่ได้ยื่นคำขอยกเว้น กรณีมีลักษณะต้องห้ามให้ ก.พ.พิจารณาก่อนที่จะเข้ารับราชการ ทั้งนี้ ตาม มาตรา 36 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ประกอบกับระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการกรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงต้องสั่งให้ นางสาว ก. ออกจากราชการโดยพลันตาม มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1011/768 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2558)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

8.เรื่องที่ 7 ส่วนราชการ ได้หารือว่า ส่วนราชการได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง นาย ก. ให้ดำรงตำแหน่งนักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติการ แล้วมีคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ไปดำรงตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการในต่างจังหวัด ต่อมาได้ตรวจพบว่า นาย ก. เคยถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดคดีอาญา 2 กรณี คือ ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม และความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งส่วนราชการพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวยังไม่อาจถือว่านาย ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามมาตรา 36 ข.(4) และ (7)แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงขอหารือว่าความเห็นของส่วนราชการดังกล่าวถูกต้องหรือไม่

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่นาย ก. เคยถูกศาลจังหวัดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 15 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท ในกรณีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม และกรณีความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แต่เนื่องจาก นาย ก. กับผู้เสียหายได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาและผู้เสียหายตั้งครรภ์ 6 เดือน เห็นควรให้โอกาสนาย ก. ได้อยู่กินกับผู้เสียหาย และทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวหาเลี้ยงชีพ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีนั้นไม่ถือว่า นาย ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 36 ข. (4) และ(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ความเห็นของส่วนราชการนั้นถูกต้องแล้ว

(หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/526 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2568)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

ราชการแนวหน้า : 10 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

เรื่องการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องการให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ และผู้เสพยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพจากการใช้ยาเสพติดเข้าทำงาน หรือรับการศึกษาต่อในหน่วยงานภาครัฐ กำหนดเรื่องการให้โอกาสกับผู้เสพ หรือผู้ติดยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพจากการใช้ยาเสพติด มีสิทธิสมัครสอบแข่งขันหรือคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ ดังนั้น ส่วนราชการจึงสามารถบรรจุนาย ก. เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้

(หนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1011/ล 441 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2558)

7.เรื่องที่ 6 ส่วนราชการแห่งหนึ่งได้หารือโดยแจ้งว่า จังหวัด พ. ได้สั่งบรรจุการแต่งตั้งนาย ก. ให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการที่โรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 ต่อมาได้รับการแจ้งผลการตรวจสอบประวัติการกระทำผิดว่า นาย ก. เคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดอาญาข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนให้จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กรณีนี้ นาย ก. จะเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 36 ข แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หรือไม่อย่างไร และจะบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้หรือไม่ อย่างไร

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของนาย ก. ถือเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม อันเป็นลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 36 ข (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 แล้ว ซึ่งมาตรา 67 บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใด หากภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้นตาม มาตรา 36 ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 57 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน” ดังนั้น กรณีนี้ ปลัดกระทรวงจึงต้องมีคำสั่งให้ นาย ก. ออกจากราชการโดยพลัน ตามนัย มาตรา 67 และหากนาย ก. ประสงค์จะขอบรรจุกลับเข้ารับราชการ ก็ให้ดำเนินการตามข้อ 5 (2)ของระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการ กรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ต่อไป

(หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ล716 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2558)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

2) แต่ถ้าส่วนราชการพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนางสาวก.ถือเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมจนเป็นที่รังเกียจของสังคมอันถือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36ข.(4) ก็ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลันเนื่องจากตกเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้น ตามมาตรา 36 อยู่ก่อนได้รับการบรรจุเข้ารับราชการตามมาตรา 67 และ

3) หาก นางสาวก.ประสงค์จะเข้ารับราชการก็ให้ยื่นคำขอตามแบบที่สำนักงานก.พ.กำหนดพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามระเบียบ ก.พ.ว่าด้วยการขอยกเว้นให้เข้ารับราชการ กรณีมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2552 ต่อไป (หนังสือสำนักงานก.พ.ที่นร 1011/ล15 ลงวันที่ 16 มกราคม 2556…)

3.เรื่องที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้หารือเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาว่าผู้สมัครสอบแข่งขันเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม

สำนักงานก.พ.ได้พิจารณาแล้วขอเรียนว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ได้บัญญัติลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชกรพลเรือนไว้ประการหนึ่งตามมาตรา 36ข.(4) ความว่า “เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม” ซึ่งก.พ.ได้วางแนวทางในการพิจารณายกเว้นลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับราชการในกรณีเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ว่าจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ในการกระทำเป็นเรื่องๆ ไปโดยคำนึงถึงความรังเกียจของสังคมต่อการกระทำนั้นเกียรติของความเป็นข้าราชการและตำแหน่งหน้าที่การงาน เป็นแนวทางการพิจารณา นอกจากนี้ต้องนำกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย ตัวอย่างเช่นกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน ประมวลกฎหมายอาญา มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ และผู้เสพ หรือผู้ติดยาเสพติด ซึ่งพ้นสภาพการใช้ยาเสพติดเข้าทำงานหรือเข้าศึกษาต่อในหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น (หนังสือสำนักงานก.พ.ที่นร1011/ล66 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2556)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน (ภาค2)

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

1.เรื่องคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนนั้น เราได้เคยนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขมาบอกกล่าวให้ทราบกันไปแล้ว รวมถึงการสรรหาและการสั่งให้ออกจากราชการและการขอบรรจุกลับเข้ารับราชการใหม่ หากว่าอายุตัวยังไม่เกินหกสิบปี(60 ปี) และส่วนราชการประสงค์จะบรรจุกลับ

ครั้งนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเห็นของสำนักงานก.พ.ตามที่ส่วนราชการได้สอบถามมาเพื่อหาข้อยุติว่าจะดำเนินการประการใดมาฝากเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติงานต่อไปครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่บุคลากรของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ

2.เรื่องแรก ส่วนราชการได้บรรจุและแต่งตั้งนางสาว ก.เข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีระดับปฏิบัติงาน ผลการตรวจสอบประวัติบุคคลจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรพบว่าถูกจับกุมข้อหาลักทรัพย์โดยศาลได้พิพากษาจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาทโทษจำคุกให้รอกำหนดโทษไว้ 2 ปี และให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี ส่วนราชการจึงได้หารือว่า นางสาว ก.จะเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36ข.(4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หรือไม่ และหากเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ส่วนราชการจะขอให้ก.พ.พิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้หรือไม่

สำนักงานก.พ.ได้พิจารณาแล้วขอเรียนว่า

1) การที่จะพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม อันเป็นกรณีมีลักษณะต้องห้างตามมาตรา 36 ข.(4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ.2551 หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของส่วนราชการที่จะต้องพิจารณาและก.พ.เคยวางแนวทางการพิจารณาไว้ว่า จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ของแต่ละกรณีเป็นเรื่องๆ ไปโดยคำนึงถึงเกียรติของข้าราชการ ความรังเกียจของสังคม และตำแหน่งหน้าที่การงานหากส่วนราชการพิจารณาเห็นว่า การกระทำของนางสาวก.ไม่ถือเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม นางสาวก.ก็ไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 36ข.(4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และไม่มีเหตุที่จะพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการตามมาตรา 36 วรรคสอง

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

หากผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 พิจารณาหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่ามีเหตุตามวรรคหนึ่งให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการตามมาตรา 110 (3) (ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม) หรือ (8) (ต้องรับโทษจำคุก) เพราะเหตุดังกล่าวแล้วแต่กรณี

8.ด้วยกรมบังคับคดีได้แจ้งกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลย(นายศ.)ไว้เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2567 และมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2567

กรมอุตุนิยมวิทยาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้นายศ.จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายมีผลให้นายศ.ข้าราชการพลเรือนสังกัดกรมอุตุวิทยาเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน

9.กรมอุตุนิยมวิทยา จึงได้ดำเนินการออกคำสั่งกรมอุตุนิยมวิทยาที่ 426/2567 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2567 และคำสั่งกรมอุตุนิยมวิทยาที่ 446/2567 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 สั่งให้นายศ.ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการตามมาตรา 36ข.(6) ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2567 แล้วแจ้งให้นายศ.ทราบว่าหากท่านประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวให้อุทธรณ์ต่อก.พ.ค.(คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม) โดยทำหนังสืออุทธรณ์ถึงประธานก.พ.ค.ยื่นต่อพนักงานผู้รับอุทธรณ์ที่สำนักงานก.พ. เลขที่ 47/111 ถนนติวานนท์ ตำบล ตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 หรือจะส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังสำนักงาน ก.พ. ก็ได้ ภายใน 30 วัน(สามสิบวัน) นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบ คำสั่งนี้ ตามมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

10.พร้อมกัน กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานการสั่งให้ นายศ.ออกจากราชการต่อปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมข้อมูลและเอกสารเพื่อประกอบการดำเนินการรายงาน อ.ก.พ.กระทรวงฯ เพื่อพิจารณาต่อไปแล้ว

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

6.ประการที่หก การสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน

มาตรา 110 ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการ เพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(3) เมื่อข้าราชการพลเรือนผู้ใดขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 36 ก. (1) หรือ (3) หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 ข. (1)(3)(6) หรือ (7)

มาตรา 110 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งให้ข้าราชการลพเรือนสามัญผู้ใดออกจากราชการตามมาตรานี้แล้วให้รายงาน อ.ก.พ.กระทรวง หรือ ก.พ.แล้วแต่กรณีและให้นำมาตรา 103 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

7.ประเด็นที่เจ็ด การสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามนั้น กฎก.พ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามฯ พ.ศ.2556 ข้อ 2 กำหนดว่าเมื่อมีกรณีที่จะสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดออกจากราชการเมื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพราะเหตุดังต่อไปนี้ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ต้องให้ผู้นั้นมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน

(1) ขาดคุณสมบัติทั่วไปเนื่องจากไม่มีสัญชาติไทยตามมาตรา 36 ก. (1)

(2) มีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 36 ข. (1)

(3) เป็นบุคคลล้มละลายตามมาตรา 36 ข. (6)

(4) ต้องรับโทษจำคุก…..

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

มาตรา 53 บัญญัติว่า การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใด ให้บรรจุและแต่งตั้งจากผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งนั้น โดยบรรจุและแต่งตั้งตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ (วรรคหนึ่ง)

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช่บังคับกับการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการตามมาตรา 55 (กรณีที่มีเหตุพิเศษ) มาตรา 56 (กรณีมีเหตุผลและความจำเป็นจะบรรจุบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูงในตำแหน่งประเภทวิชาการ) มาตรา 63 (การบรรจุผู้ออกไปรับราชการทหารกลับเข้ารับราชการ) มาตรา 64 (การให้พนักงานส่วนท้องถิ่นมาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือน) และมาตรา 65 (พนักงานส่วนท้องถิ่นหรือข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนออกจากงานแล้วสมัครเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนและทางราชการต้องการจะรับกลับเข้ารับราชการ) (วรรคสาม)

4.ประการที่สี่ การสอบแข่งขันมาตรา 54 บัญญัติว่า ผู้สมัครสอบแข่งขันในตำแหน่งใดต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการยกเว้นในกรณีที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 และต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งหรือได้รับอนุมัติจาก ก.พ.ตามมาตรา 62 ด้วย

สำหรับผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36ข.(1) ให้มีสิทธิสมัครสอบแข่งขันได้ แต่จะมีสิทธิได้รับบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญที่สอบแข่งขันได้ต่อเมื่อพ้นจากการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว

5.ประการที่ห้า การสั่งให้ออกจากราชการกรณีขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้น

ตรงนี้ มาตรา 67 บัญญัติว่า ผู้ได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 63 มาตรา 64 และมาตรา 65 หากภายหลังปรากฏว่า ขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามโดยไม่ได้รับการยกเว้น ตามมาตรา 36 หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้นโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก ก.พ.ตามมาตรา 62 อยู่ก่อนก็ดี มีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาดคุณสมบัติจากกรณีต้องหานั้นก็ดี ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้นและถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้วให้ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(5) เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

(6) เป็นบุคคลล้มละลาย

(7) เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(8) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออกหรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

(9) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออกหรือปลดออกเพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น

(10) เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น

(11) เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ

2.ประการที่สอง กรณีผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะต้องห้ามบางประการแล้วนั้น ก.พ.อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ หากเป็นลักษณะต้องห้ามตาม ข.(4)(6)(7)(8)(9)(10) หรือ(11)

แต่ถ้าเป็นกรณีลักษณะต้องห้ามตาม (8) หรือ (9) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว

ส่วนกรณีมีลักษณะต้องห้ามตาม (10) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว

ทั้งนี้ต้องมิใช่เป็นกรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่

ในการลงมติของก.พ.เพื่อการยกเว้นดังกล่าวต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการที่มาประชุม และการลงมติให้กระทำโดยลับ

(มาตรา 36 วรรคสอง)

3.ประการที่สาม การสรรหา การบรรจุ และการแต่งตั้ง

มาตรา 52 บัญญัติว่า การสรรหา เพื่อให้ได้บุคคลมาบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวตลอดจนประโยชน์ของทางราชการ

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

เรื่องการเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนนั้น เรามีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2471 เป็นกฎหมายกำหนดเรื่องคุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามไว้เป็นหลักการใหญ่ในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรม ฝ่ายพลเรือนโดยรวมข้าราชการฝ่ายพลเรือนในกระทรวงการทหารด้วย แต่ไม่รวมข้าราชการฝ่ายตุลาการ หลังจากนั้น ก็มีการพัฒนาปรับปรุง รูปแบบและหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นข้าราชการพลเรือน จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เป็นฉบับปัจจุบัน และมีการแยกข้าราชการออกเป็นหลายประเภท เช่น ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ พนักงาน มหาวิทยาลัย พนักงานราชการ เป็นต้น

ณ เวลานี้ เราจะมาบอกกล่าวกันถึงพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันและมีการปรับปรุงมาแล้วหลายครั้ง แต่สิ่งที่เราจะมาบอกเล่าสู่กันเป็นเรื่องคุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนว่าเป็นประการใดครับ

1.ประการแรก ผู้ที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้าม (มาตรา 36 วรรคหนึ่ง) ดังต่อไปนี้

ก.คุณสมบัติทั่วไป

(1)มีสัญชาติไทย

(2)มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี

(3)เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ข.ลักษณะต้องห้าม

(1)เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมือง

(2)เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎก.พ.

(3)เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น

(4)เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)